11 พฤศจิกายน 2560
1.95 K

แหม่…ก็เป็นสาววัยค่อนไป 30 แล้วนะคุณขา หากคุณนั้นวัยเดียวกัน แน่นอนว่ากาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (หรืออาจจะประมาณอาทิตย์ที่แล้ว) เราเคยนั่งบิดผ้าห่ม จิกหมอน กอดกระดาษทิชชู่ และดูหนังโรแมนติกที่มี Meg Ryan (เม็ก ไรอัน) เป็นนางเอก และด้วยหลากหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มพิฆาตระดับ a girl like you สมัยนี้ยังต้องอาย ทรงผมที่จะฟูหรือจะสั้นอันนำเทรนด์ไปทั่วโลก หรือเอกลักษณ์ตัวละครสาวเปิ่นๆ แต่จริงใจ ก็ล้วนผลักดันให้หนังที่แสดงโดยเม็ก ไรอัน ในยุค 80 – 90 เข้าข่ายหนัง Romantic Comedy ที่ครองใจเราเรื่อยมาจนโต

แล้วก็เดชะบุญอีกแล้วค่ะคุณขา หากในกรณีที่คุณได้มีโอกาสไปเยือนนิวยอร์ก สายติ่งเจ้เม็กรับประกันความฟิน เนื่องจากนิวยอร์กครองแชมป์เป็นโลเคชันสำคัญในหนังสองเรื่องสุดคลาสสิกอย่าง When Harry Met Sally และ You’ve Got Mail ส่งผลให้ร้านอาหารที่อยู่ในหนังนั้นโด่งดังเป็นเป้าหมายสำหรับชาวติ่งช่างมโนอย่างเรา

เคลียร์พื้นที่ (พุง) ให้เกลี้ยง ตีผมฟู แล้วออกเดินทางตามรอยกินกับเจ้เม็ก ครบเครื่องเรื่องคาวหวานที่นิวยอร์กกัน!

ร้านที่ 1 : “I’ll have what she’s having.”
Meg Ryan Meg Ryan Meg Ryan

“Where Harry met Sally… Hope you have what she had!” คือประโยคโฆษณาของร้าน Katz’s Delicatessen มาแค่นี้ สายติ่งเม็ก ไรอัน ก็คงจะเดาได้ไม่ยากว่าต้องเกี่ยวดองกับภาพยนตร์เรื่อง When Harry Met Sally เป็นแน่แท้ และคุณก็คิดถูกแล้วล่ะ! (อ่าว.. นี่ไม่คิดจะหักมุมอะไรนิดหนึ่งเลยเรอะ!) เพราะร้านนี้เองก็เป็นที่โลเคชันของฉากสุด (เสียง) ดังของหนังเรื่องนี้ เมื่อ Sally (เม็ก ไรอัน) แกล้งออแกสซึมซะดังลั่นร้าน จนป้านั่งโต๊ะข้างๆ ถึงกับตาลุกวาว อยากสั่งจานเดียวกับที่ Sally ทานน่ะแหละ (ว่ากันว่า ฉากนี้เม็ก ไรอัน ต้องแสร้งมีออแกสซึมยาวนานหลายรอบ เข้าขั้น 8 – 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว)

When Harry Met Sally

จริงๆ แล้ว ร้าน Katz’s ถือว่ามีชื่อเสียงมากๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นร้านที่อยู่ในหนังเรื่องนี้หรือไม่ เพราะดูจากรูปถ่ายของเซเลบที่เคยมาเยือนแปะเรียงรายรอบร้าน ตั้งแต่ Mickey Rourke, Bill Clinton, John Depp และแน่นอน Billy Crystal รวมไปถึงระยะเวลาการเปิดของร้านที่มีมาตั้งแต่ปี 1888 แล้ว เชื่อว่ามันจะต้องมีดีในตัวของมันเองอย่างแน่อน (Katz’s มีแม้กระทั่งหนังสือประวัติร้านตัวเอง ขายอยู่ Barnes & Noble อ่ะคิดดู!)

Katz’s Delicatessen

ที่ร้าน Katz’s Delicatessen นั้นจะขายอาหารในสไตล์ยิวเป็นหลัก โดยส่วนมากจะเป็นอาหารกินง่ายและหนัก เด่นๆ ก็คือแซนด์วิชไส้เนื้อต่างๆ Salami Pastrami และ Corned Beef ที่ขึ้นชื่อของร้าน แต่ที่ขึ้นชื่อกว่าไส้แซนด์วิช ก็คงต้องยกให้ความเนื้อทะลักล้นหนาเตอะราวกับเตารีด ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เจอแซนด์วิชที่มีเนื้อหนังโดนเด่นกว่าขนมปัง

แต่ก็ตามที่ขงจื้อ (ไม่) เคยกล่าวไว้ อะไรก็ตามที่มากไป เราก็จะไม่มีความสุข แซนด์วิชที่นี่ก็เช่นกัน ด้วยความที่เนื้อเยอะมากในก้อนเดียวนั้นสร้างความจุกได้สะท้านพุง หากสั่งเพื่อกินคนเดียวก็อาจจะจบวันด้วยยาระบายสักแผงให้ลดความพะอืดพะอม ดังนั้น…เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ใครจะไปร้าน Katz’s แนะนำให้ไปกับเพื่อน สั่งจานเดียว แล้วก็แบ่งกันกิน เพราะมันจะหั่นครึ่งให้อยู่แล้ว เพราะกินในปริมาณที่พอดี ก็คงจะอร่อยเลยทีเดียวล่ะ

 

Katz’s Delicatessen

Katz’s Delicatessen

Katz’s Delicatessen

ร้านที่ 2 : Well… if you don’t like Kathleen Kelly, I can tell you right now… you ain’t gonna like this girl.

You’ve Got Mail

 

สาวกของหวานและหนังหวานต้องมาทางนี้ๆ (กวักมือเรียกหย็อยๆ) กับหนึ่งโลเคชันจากภาพยนตร์เรื่อง You’ve Got Mail เอาใจคนที่ชอบขนมหวานจำพวกเค้กและขนมปังต่างๆ กับร้านที่มีชื่อน่ารักๆ ว่า Cafe Lalo โดยฉากในร้านนี้เป็นช่วงที่ Katherine (Meg Ryan) รอหนุ่มปริศนาอย่างใจจดใจจ่อ โดยที่ไม่รู้ว่าความจริงแล้วเป็น Joe (Tom Hanks) ผู้ชายที่เธอเกลียดที่สุดนั่นแหละ คือหนุ่มปริศนาที่รอ (จิกหมอนตามประหนึ่งมโนว่าตัวเองเป็นนางเอก)

Cafe Lalo นั้น เป็นร้านกาแฟในย่าน Upper West Side ซึ่งนอกจากจะมีชื่อเสียงในฐานะฉากสำคัญของเรื่อง You’ve Got Mail แล้ว ยังเป็นแหล่งแฮงเอาต์ยามดึกสำหรับคนที่อยากใช้เวลานอกบ้านแต่ไม่ใช่ตามผับบาร์ โดยเน้นขายเค้กที่เคลมใหญ่ไว้ว่ามีให้เลือกมากกว่า 100 ชนิด รวมไปถึงอาหารของกินเล่นนานาชนิดแล้วแต่จะสะดวกกระเป๋า หรือถ้ามาสายดึกก็ยังมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายให้เลือกสรร

Cafe Lalo

Cafe LaloYou've Got Mail

You've got mail

และด้วยความที่ตัวร้านตกแต่งโดยมีแรงบันดาลใจมาจากสไตล์ European ประกอบด้วยภาพประกอบแบบ Belle Epoque และหน้าต่างบานสูงโปร่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่ร้านนี้มักจะถูกใจคนหลายวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยสาวมานั่งเม้าท์กับเพื่อน คู่รักเดตหลังเลิกงานยามค่ำคืน หรือครอบครัวลูกเล็กเด็กแดง ที่หมุนเวียนกันเข้ามาทานอาหารและขนม พร้อมรูปสวยๆ ของบรรยากาศร้านติดไม้ติดมือกันไป

You’ve Got Mail

เพิ่มเติมสำหรับติ่งขั้นสุดของ You’ve Got Mail ขอแนะนำให้เดินอยู่ในช่วง Upper West Side ต่ออีกนิด ก็จะเจอหลากหลายโลเคชันจากหนังเรื่องนี้อีก เช่น ร้าน Starbucks ที่พระเอกนางเอกเข้าไปซื้อ และร้านขายของชำเก่าแก่ Zabar’s โดยทั้ง 2 ที่นี้ห่างจาก Cafe Lalo ไปเพียงไม่กี่ช่วงถนนเท่านั้น ถือว่าเป็นการเดินเล่นสูดบรรยากาศชวนให้เราเคลิ้มเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหนังเลยแหละ

Cafe Lalo

Writer & Photographer

ศิขรินทร์ ลางคุลเสน

นักเพ้อฝันมืออาชีพ งานประจำคือทาสแมว ส่วนยามว่างก็จัดทำกิจกรรมด้านภาพยนตร์กับเพื่อนๆ ในนาม "YOUNG จะทำ”

What I’ve Scene

เที่ยวตามรอยหนังเรื่องโปรดไปทั่วโลก

ปารีส ดินแดนในฝันที่ร่ำรวยไปด้วยวัฒนธรรมและความเก่าแก่ อันเป็นดั่งมนตร์ขลังดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกว่าหลายล้านชีวิตเดินทางมาที่นี่ทุกๆ ปี เคลิบเคลิ้มฝันหวานด้วยบรรยากาศเหมือนหนัง Midnight in Paris แต่แน่นอนว่าภาพที่วาดฝันไว้นั้นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของปารีส ในชีวิตจริงแล้วนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถใช้ชีวิตในเมืองหลวงอย่างสวยหรูด้วยบ้านอพาร์ตเมนต์เฮาส์มันน์ (Haussmann) เหล่าประชากรจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่นอกตัวเมือง หรือที่เรียกกันว่า ‘บองลิเออ’ (Banlieue) ชายขอบเมืองปารีส และในพื้นที่เหล่านี้เองที่คุณจะเห็นความหลากหลายแบบปารีสที่แท้จริง

รอบนี้เราขอชวนทุกคนเปลี่ยนทิศการเที่ยว ตีตั๋วออกนอกเมือง เพื่อพบกับอีกหนึ่งมุม ‘ปารีส’ ที่ไม่มีไกด์คนไหนแนะนำ ไปยังเขตนัวซี เลอ กรองด์ (Noisy-le-Grand) อันเป็นอีกหนึ่งบ้านหลักของคนจากหลายเชื้อชาติต่างภาษา โดยส่วนมากจะเป็นประชากรชาวต่างชาติที่อพยพเข้ามาจากแอฟริกา เอเชีย และยุโรปตะวันออก ซึ่งไหลมาเทมาอย่างล้นหลามตั้งแต่ช่วงยุค 50 แบ่งสรรปันส่วนอยู่ใน Social Housing หรือบ้านการเคหะ ที่ทางรัฐได้จัดสร้างไว้ให้

และที่นัวซี เลอ กรองด์ นี่เองก็มีอาคารการเคหะที่โดดเด่นอย่างมากอยู่ 2 ที่ด้วยกัน ออกแบบโดยสถาปนิกสเปนฝีมือท็อปฟอร์มทั้งคู่อย่าง มานูเอล นูนเยซ ยานอฟสกี้ (Manuel Núñez Yanowsky) และ ริการ์โด โบฟีย์ (Ricardo Bofill) (ในอดีตทั้งคู่ร่วมก่อตั้งบริษัทออกแบบ Taller de Arquitectura มาด้วยกัน) ที่ทั้งสวยเตะตาและแปลกประหลาดจนโดนใจทีมโปรดักชันภาพยนตร์ต่างๆ มานักต่อนัก

ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue

 

Le Pavé Neuf

จากสถานีรถไฟเราเลือกที่จะเดินไปทางทิศตะวันออกก่อน เพื่อไปยังอาคารแรกมีชื่อว่า เลอ ปาเว เนิฟ (Le Pavé Neuf) ออกแบบโดยมานูเอล นูนเยซ ยานอฟสกี้ มีอายุกว่า 30 ปี โดดเด่นด้วยตึกรูปทรงกลมแบบเหรียญความสูง 17 ชั้น ผู้คนแถวนั้นเรียกกันว่า กอม็องแบร์ต (Camembert) ตั้งตระหง่านเป็นจุดเด่นทั้งสองด้านทางเข้าออก ตึกพักอาศัยโอบล้อมสวนพักผ่อนหย่อนใจส่วนกลาง ในฤดูร้อนเด็กๆ จะออกมาวิ่งเล่นปั่นจักรยานลอดใต้น้ำพุกันอย่างสนุกสนาน ที่พักแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีชีวิตชีวาอย่างครบครัน ทั้งโรงเรียนสำหรับเด็กเล็ก และเขตค้าขายอำนวยความสะดวกให้กับผู้พักอาศัย

ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue

มองจากภายนอกเราจะรู้ได้ถึงความน่าเกรงขามของสถานที่ ไม่ใช่แค่จากตึกขนาดใหญ่ แต่ทั้งองค์ประกอบโครงเสาที่ใหญ่โต เสริมด้วยเสาไฟที่ท้าแดดให้เงาผู้อาศัย ผสมผสานการออกแบบแนวกอธิก กรีก และโพสต์โมเดิร์น ผสมดีเทลโชว์ลวดลายแบบ Art Deco เด่นชัดในรูปทรงเรขาคณิต สร้างความตระการตาทุกครั้งที่ได้มอง ไม่รู้เบื่อ

ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue

น่าเสียดายยิ่งที่อาคารนี้อยู่ในย่านที่แม้แต่คนปารีสยังต้องเรียกว่าเขตอันตราย มีหลายครั้งที่ข่าวรายงานการค้ายาและเหตุจลาจลในพื้นที่แห่งนี้ เหตุเพราะความยากจนของผู้พักอาศัยและจำนวนคนไร้งานที่สูงเมื่อเทียบกับเขตอื่นๆ ข่าวโจรกรรม การทำร้ายร่างกาย เป็นเรื่องคุ้นเคยของที่นี่ การพัฒนาพื้นที่รวมไปถึงฟื้นฟูอาคารจึงเป็นไปได้ยาก แต่ถึงจะน่ากลัวปานนั้น ก็ไม่หยุดยั้งสายภาพยนตร์หรืองานแฟชั่นที่ยังใช้พื้นที่นี้ในการถ่ายทำอย่างไม่ขาดสาย

ปารีส, Banlieue

 

Les Espaces d’Abraxas

จากเลอ ปาเว เนิฟ เราเดินข้ามมาอีกฝั่งนึงของสถานี สู่อีกหนึ่งไฮไลต์ เล เซสปาส ดาบราซาส (Les Espaces d’Abraxas) ผลงานออกแบบของสถาปนิกชื่อดัง ริการ์โด โบฟีย์ ด้วยคอนเซปต์การออกแบบ Urban Monument ตามความเชื่อของสถาปนิกว่าด้วยอาคารอสังหาริมทรัพย์นั้นควรต้องมีความยิ่งใหญ่และเอกลักษณ์อันโดดเด่น

ซึ่งกาลครั้งหนึ่งเคยสวยเตะตาระดับฮอลลีวูดไปอยู่ในฉากหลักหนังเรื่อง Brazil ของ เทอร์รี่ กิลเลียม (Terry Gilliam) ที่เล่าถึงโลกอนาคตดิสโทเปียเหนือจินตนาการ และ The Hunger Games : Mockingjay Part 2 อีกด้วย (สำหรับคนที่ยังนึกไม่ออก ที่นี่เป็นอีกหนึ่งด่านกับดักปล่อยน้ำมันสลายร่างแหลก มีใครตายบ้างในฉากนี้ขอไม่สปอยล์ ให้กลับไปดูเองเพื่อเพิ่มอรรถรส)

ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue

และนั่นน่าจะเป็นความรู้สึกแรกทันทีที่ทุกคนได้เหยียบที่นี่เช่นกัน ท่ามกลางการโอบล้อมของตึกโค้งขนาดใหญ่อายุเกือบ 40 ปี ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ เลอ ปาซิโอ (Le Palacio), เลอ เตอาร์ต (Le Théâtre) และ ลาร์ค (L’arc) ที่ตอนแรกถูกออกแบบมาให้เหมือน 3 ห้องในพื้นที่ของโรงละคร มีเลอ ปาซิโอ เป็นอาคารหลัก 18 ชั้น รองรับกว่า 441 ห้อง มีทั้งลิฟต์ โถงบันได และทางเดินสายต่างๆ หันมาที่ัฝั่งตรงข้ามจะพบกับเลอ เตอาร์ต อาคารทรงครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ เปรียบเหมือนเกราะจากโลกภายนอกสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัย และตึกสุดท้ายตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสอง ลาร์คเป็นตึกไซส์เล็กกว่าแต่เด่นสง่าใจกลางสองตึก อีกหนึ่งองค์ประกอบสร้างความโดดเด่น ต้องยกให้เรื่องสีสัน ที่นำสีอิฐมาตัดกับชมพูได้อย่างลงตัว

ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue

แต่ในความอลังการนี้ แม้จะถูกก่อสร้างมาด้วยแนวคิดแบบยิ่งใหญ่ให้สวยงามดั่งยูโทเปียคอนกรีตสวนกระแสความเรียบง่ายของอาคารเคหะยุคหลังสงครามโลกที่มักจะทื่อๆ น่าเสียดายที่ความจริงแล้วการใช้ชีวิตที่นี่ไม่ได้สวยหรูดั่งการออกแบบ เพราะเหนือสิ่งคาดคิดตอนออกแบบคือการทำให้ผู้อาศัยรู้สึกเหมือนติดอยู่ในกำแพง กลายเป็นรู้สึกโดนกักขังมากกว่าปลอดภัย ก่อเป็นบรรยากาศความห่างเหินตัดขาดทั้งจากโลกภายนอกและคนที่อยู่ภายใน

ปารีส, Banlieue ปารีส, Banlieue

ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็อดไม่ได้ที่จะทึ่งในความยิ่งใหญ่และตั้งใจในการออกแบบ ที่ถึงแม้จะเป็นแค่อาคารเคหะเพื่อพักอาศัยสำหรับชนชั้นล่างผู้อพยพ แต่การออกแบบทั้งสองอาคารก็สอดคล้องกันจนกลายเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นประจำเมือง เดชะบุญของตึกเหล่านี้ที่รอดพ้นต่อการรื้อถอนมาหลายครั้งหลายคราให้ยังเหลือเป็นบุญตาคนชอบส่องตึก ถึงอย่างนั้นก็ยังอดอิจฉาชาวฝรั่งเศสไม่ได้ เมื่อเห็นทางรัฐบาลให้ความสำคัญกับการออกแบบสร้างสรรค์เป็นแลนด์มาร์กให้นักท่องเที่ยวอย่างเราได้เดินทางค้นหา เพราะความฝรั่งเศสที่แท้จริงนั้นหลากหลาย หากมีโอกาสหรือเวลาเหลือสักหน่อย การได้เดินทางออกนอกเขตเมืองเพื่อค้นพบความปารีสที่ไม่ได้อยู่ในแผนที่ท่องเที่ยว ก็เป็นการเปิดหูเปิดตาให้เข้าใจความฝรั่งเศสได้อย่างดีทีเดียว

การเดินทางไปนัวซี เลอ กรองด์ : นั่งเครื่องบินไปปารีส (เรอะ!) แล้วต่อรถไฟสาย RER A จากชาเตอเลต์ เล อัลล์ (Châtelet-Les Halles) เสียค่าบัตรเพิ่มจากปกติเล็กน้อย เนื่องจากอยู่ในโซน 4

ป.ล. ถึงแม้ความสวยงามที่นี่นั้นโดดเด่น การเดินเหินถ่ายรูปไม่ใช่เรื่องง่ายและค่อนไปทางไม่ปลอดภัยนั้น หญิงเดี่ยวไปก็ไม่ควร การยกกล้องกดถ่ายภาพทุกครั้งก็ควรมองหน้ามองหลัง หากเดินผิดทิศก็อาจจะเจอคนท้องถิ่นมาห้ามและรีดไถเงินได้ หากคิดจะตามรอย ขอแนะนำให้พาเพื่อนคอยเป็นหูเป็นตาไปด้วย เพราะข่าวอาชญากรรมของละแวกนี้ก็โด่งดังขึ้นชื่อไม่แพ้ความอลังการของสองตึกเช่นกัน

Writer & Photographer

ศิขรินทร์ ลางคุลเสน

นักเพ้อฝันมืออาชีพ งานประจำคือทาสแมว ส่วนยามว่างก็จัดทำกิจกรรมด้านภาพยนตร์กับเพื่อนๆ ในนาม "YOUNG จะทำ”

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load