ทุกวันนี้ ผู้คนต่างมองหาบ้านที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นทั้งพื้นที่ปลอดภัยและสถานที่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ในทุกมิติ ยิ่งช่วงที่วิกฤตและเทคโนโลยีพัดพาเอาความต้องการใหม่ ๆ มาสู่โลก คงถึงเวลากลับมาตั้งคำถามเรื่อง ‘บ้าน’ อีกครั้ง ว่าคำนี้เปลี่ยนไปแค่ไหน แล้วเทรนด์แบบไหนในอนาคตที่กำลังมาถึง

คอลัมน์หมู่บ้าน พาไปเปิดแนวคิดเรื่องบ้านจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจรมากว่า 19 ปี กับ คุณจูน-โฉมชฎา กุลดิลก หัวหน้าสายงานกลยุทธ์แบรนด์องค์กร SC Asset ชวนฟังถึงแก่นหลักในการทำบ้านที่วางตัวเองเป็น Living Solutions Provider ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกบ้านกังวลเรื่องที่อยู่อาศัยให้น้อยที่สุด พร้อมตื่นเช้ามาใช้ชีวิตให้ได้มากที่สุด

และนี่คือเรื่องราวของคนทำบ้าน ผู้อยากทำให้บ้านเป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

สำรวจแนวคิดคนทำบ้านแบบ SC Asset ที่ตั้งใจแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างทุกเช้าที่ดี

Home is everything 

คุณจูนเริ่มเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์หลังโควิด-19 เข้ามาแวะเวียนตลอด 2 ปี ‘บ้าน’ ในมุมมองของ SC Asset ยังคงความหมายเช่นเดิม ต่างกันก็ตรงกิจกรรมและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป นับเป็นก้าวใหญ่ในวงการที่อยู่อาศัย

“เราพบว่าพฤติกรรม (Behavior) คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ รากฐานยังเหมือนเดิม แต่กิจกรรมที่อยู่ข้างในกลับหลากหลายมากขึ้น พอเกิดเหตุการณ์ล็อกดาวน์ บ้านก็กลายเป็นที่ออกกำลังกาย เป็นโฮมคาเฟ่ เรียนหนังสือ บางคนใช้สร้างอาชีพด้วย โจทย์สำคัญที่เราได้เรียนรู้คือ จะออกแบบบ้านอย่างไรให้คนใช้พื้นที่ได้มากขึ้น”

สำรวจแนวคิดคนทำบ้านแบบ SC Asset ที่ตั้งใจแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างทุกเช้าที่ดี

เธอบอกต่อว่า การเปลี่ยนเหมือนตัวกระตุ้นใหญ่ที่ทำให้ผู้พัฒนาต้องก้าวไปให้ทันและเรียนรู้ให้มาก จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ Home is everything ที่พวกเขาพยายามศึกษาและทำอย่างจริงจัง ให้บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย และตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการของชีวิต

“ยกตัวอย่าง เราค้นพบว่าสิ่งหนึ่งที่ลูกค้าค่อนข้างกังวล คือโรงหนัง เรื่อง Home Entertainment เลยเข้ามามีบทบาทสำคัญ จะทำอย่างไรให้เขามีโฮมเธียเตอร์ได้ในบ้านขนาดเท่าเดิม ราคาเท่าเดิม เราก็เอาโปรเจกเตอร์มาติด ฉายไปที่กำแพงฝั่งหนึ่งของห้องนั่งเล่นชั้นสอง

สำรวจแนวคิดคนทำบ้านแบบ SC Asset ที่ตั้งใจแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างทุกเช้าที่ดี
สำรวจแนวคิดคนทำบ้านแบบ SC Asset ที่ตั้งใจแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างทุกเช้าที่ดี

“บางคนขายของอยู่บ้าน รีวิวสินค้า จริง ๆ เขาใช้พื้นที่น้อยมาก เราก็ออกแบบโดยใช้ส่วนหนึ่งข้าง ๆ บันไดมาทำเป็นห้องอเนกประสงค์ ใช้ถ่ายวิดีโอหรือทำห้องอัดพอดแคสต์ได้”

ในวันที่เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ออกไปไหนไม่สะดวกเช่นเคย พวกเขาก็ให้ความสำคัญกับพื้นที่นอกบ้าน จึงคิดทำ ‘ลา-ไน’ (Lanai) หรือระเบียงในร่ม มาตอบโจทย์ชีวิตหลังโควิดและแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่พักผ่อนนอกบ้าน ซึ่งตรงนี้ผู้อยู่อาศัยจัดฟังก์ชันใช้งานได้ตามใจ

“สิ่งที่คนต้องการมากที่สุดคือแสงแดด ได้ออกไปสูดอากาศ หรือแม้กระทั่งพื้นที่สีเขียว ปกติเวลาอยู่ในบ้านจะไม่ค่อยมีพื้นที่เหล่านี้ เราก็ทำเป็น Semi-outdoor โดยออกแบบให้แสงรับลมได้” เธออธิบายความตั้งใจนี้ เพื่อย้ำสิ่งที่ SC Asset ทำให้บ้านหนึ่งหลังเป็นมากกว่าบ้าน

Living Solutions 

เมื่อนั่งลงฟังต่อ เราก็ค้นพบเคล็ดลับในการสร้างบ้านของ SC Asset ที่เกิดจากการตั้งคำถามเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่อย่าง ‘เราสร้างบ้านให้ใคร’

“การสร้างบ้านข้อที่หนึ่งเลยคือการรู้จักลูกบ้าน เขาอยู่กันกี่คน ใช้ชีวิตแบบไหน เพราะในแต่ละโลเคชันของกรุงเทพฯ ก็ไม่เหมือนกัน บางโลเคชันลูกค้าเป็นหมอเยอะ บางที่เป็นผู้ประกอบการ หรือเป็นคนทำงานออฟฟิศ เราสร้างบ้านจัดสรร ข้อจำกัดหนึ่งเลยคือ สร้างทุกหลังให้ไม่เหมือนกันไม่ได้ มันไม่ใช่วิถี แต่ เราต้องตอบโจทย์ด้วยการออกแบบสเปซตัวอาคารให้เหมาะเจาะกับชีวิตโดยรวมของลูกค้าในละแวกนั้น

“อย่างคนทำงานประจำ เรารู้ว่าพื้นที่ส่วนครัวอาจไม่ได้จำเป็นกับเขามากนัก แต่ต้องมีพื้นที่สีเขียว เราก็ต้องทำให้เกิดขึ้นได้”

อีกข้อหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ ก็คือการเป็น Living Solutions ให้กับผู้คน 

“เรามาพร้อมกับการแก้ปัญหาจาก Pain Point ที่ลูกค้าได้รับ ยิ่งปัญหามากขึ้น วิธีการก็ต้องมากตาม และถ้าปัญหาอยู่บนโลกดิจิทัล การแก้ปัญหาก็ต้องอยู่บนนั้นด้วยเช่นกัน” เธอเล่าว่าการทำงานแบบ SC Asset คือการรับหน้าที่ผู้คลี่คลายสารพัดปัญหาเรื่องบ้าน และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตราบเท่าที่ลูกค้าต้องการ

เป็นที่มาของโครงการบ้านในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะ อย่าง ‘บ้านคนโสด’

สำรวจแนวคิดคนทำบ้านแบบ SC Asset ที่ตั้งใจแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างทุกเช้าที่ดี
สำรวจแนวคิดคนทำบ้านแบบ SC Asset ที่ตั้งใจแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างทุกเช้าที่ดี

“โครงการนี้เกิดจากการที่เราเฝ้าดูลูกค้าในปัจจุบัน ด้วยขนาดครอบครัวที่เล็กลง ทั้งอยู่คนเดียว อยู่กับแฟน หรืออยู่กับสัตว์เลี้ยง เลยออกแบบมาเพื่อคนที่มีสมาชิกน้อย คิดขนาดที่ว่า ถ้าพวกเขาต้องกลับดึกแล้วอยากซักผ้า ทำไมต้องเดินออกไปหน้าบ้านคนเดียว เราก็ยกพื้นที่ซักล้างไปไว้ด้านบนเพื่ออำนวยความสะดวก”

สำรวจแนวคิดคนทำบ้านแบบ SC Asset ที่ตั้งใจแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างทุกเช้าที่ดี
สำรวจแนวคิดคนทำบ้านแบบ SC Asset ที่ตั้งใจแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างทุกเช้าที่ดี

ส่วนแบบบ้านในอีกขั้วหนึ่ง คือซีรีส์ ‘บ้านเดียวกัน’ เหมาะสำหรับอยู่อาศัยกันทั้งครอบครัว หลายเจเนอเรชัน สร้างจากการที่มีโรคระบาดเร่งให้มองเห็นความต้องการมากขึ้น

“จากการศึกษาเรื่องบ้านมาเกือบสิบเก้าปี เราค่อนข้างมีข้อมูลจากลูกค้าพอสมควรว่าเขาต้องการอะไร ประกอบกับผลงานวิจัยที่ทำให้เห็นว่าโควิด-19 คือตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้รู้ว่าการอยู่อาศัยแบบครอบครัวใหญ่ คนไม่มีพื้นที่ของตัวเองที่สุดเลยคือคุณแม่ เพราะคุณแม่ใช้ชีวิตอยู่ทั่วไปในบ้าน ดังนั้น บ้านเดียวกัน จึงออกแบบให้กลายเป็นสามชั้นภายในขนาดเท่าเดิม แล้วชั้นบนสุดยกให้เป็นโลกส่วนตัวของคุณแม่ให้ทำอะไรก็ได้ รวมถึงออกแบบพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุด้านล่าง ส่วนห้องสำหรับลูก ๆ ก็เก็บเสียงได้ ให้ทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัวในบ้าน”

และที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้อย่างพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งทั้งชาวคอนโดฯ และบ้านจัดสรรต้องแบ่งปันกันใช้งาน พวกเขาก็มีโจทย์ใหญ่อย่างการอยู่ร่วมกันอย่างไร ให้ยังเป็นส่วนตัวและรักษาความสะอาดได้ด้วย

“สมัยก่อนเราแชร์กันอย่างเต็มที่ ทั้งเล่น ทั้งทำงาน แต่พอมาในยุคนี้ พื้นที่ส่วนกลางกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เราเริ่มคิดถึงวัสดุใหม่ ๆ มากขึ้น อย่างราวจับ เปลี่ยนพื้นผิวให้ทนต่อการใช้งานและทนต่อการทำความสะอาดหลายครั้ง” คุณจูนเสริมว่าทั้งหมดนี้ ตลอดจนการคิดถึงการออกแบบพื้นที่ให้มีฟังก์ชันเพิ่มขึ้น ทั้งเล่นและทำงานเพื่อรองรับทุกกิจกรรมที่เปลี่ยนไป เกิดจากการเก็บปัญหาและความต้องการมาพัฒนาต่อทั้งสิ้น

Smart Home

จากปัจจัยทั้งเรื่องสถานการณ์โรคระบาดและความต้องการที่แปรเปลี่ยนไป ยังมีอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือเทคโนโลยี

“เราทุกคนที่นี่เชื่อเรื่องเทคโนโลยี เราเลยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘รู้ใจคลับ’ หลังซื้อบ้านเสร็จ ลูกบ้านทุกคนจะเข้าไปสู่รู้ใจคลับโดยอัตโนมัติ โดยเลือกได้เองว่า อยากจะ Subscribe ให้เราช่วยเรื่องบ้านในด้านไหน”

มองวิธีคิดเรื่องที่อยู่อาศัยกับ Living Solution Provider ถึงเทรนด์การสร้างบ้านยุคใหม่ที่รู้ใจคนอยู่ และอยากทำให้ทุกการตื่นเช้ามีความหมาย

แอปพลิเคชันรู้ใจคลับ (RueJai Club) คิดขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2561 และพัฒนามาเรื่อย ๆ จนปล่อยให้ใช้งานเมื่อปีที่แล้ว ทำหน้าที่เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว และเป็นประโยชน์มากสำหรับช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา เพราะเมื่อคนออกจากบ้านไม่ได้ นี่จึงเป็นการรวมบริการขั้นพื้นฐานในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ Ecosystem ที่อยู่ด้วยกันทั้งลูกบ้าน ลูกค้า พาร์ตเนอร์ และคู่ค้า ใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ตั้งแต่ช่วยส่งข้าว ส่งน้ำ จ้างแม่บ้านทำความสะอาด หรือการติดตามดูแลด้านต่าง ๆ ได้สะดวกสบายขึ้น

มองวิธีคิดเรื่องที่อยู่อาศัยกับ Living Solution Provider ถึงเทรนด์การสร้างบ้านยุคใหม่ที่รู้ใจคนอยู่ และอยากทำให้ทุกการตื่นเช้ามีความหมาย
มองวิธีคิดเรื่องที่อยู่อาศัยกับ Living Solution Provider ถึงเทรนด์การสร้างบ้านยุคใหม่ที่รู้ใจคนอยู่ และอยากทำให้ทุกการตื่นเช้ามีความหมาย

และยังมี รู้ใจโฮมฮับ (RueJai Home Hub) หรือแผง Smart Home ติดตั้งในบ้าน ให้ลูกบ้านทุกคนควบคุมที่อยู่อาศัยได้ผ่านมือถือ

“ตอนนี้เรากำลังพยายามติดในบ้านให้ครบทุกหลัง เพราะเราจะไม่ทิ้งลูกค้าคนไหนแม้แต่คนเดียว” คุณจูนย้ำชัดจุดยืนที่มีมาเสมอ

ในอนาคต เราอาจได้เห็นการพัฒนาแอปพลิเคชันในแง่มุมที่หลากหลายขึ้น นอกจากที่อยู่อาศัยแล้ว ก็ยังตั้งใจอำนวยความสะดวกให้โรงแรมและสำนักงานด้วยเช่นกัน ที่เซอร์ไพร์สไปกว่านั้น คือไอเดียการทำ Tokenization ขึ้นในวงการอสังหาฯ เป็นเจ้าแรก ๆ 

“โดยปกติแล้ว พวกเราทุกคนในฐานะพนักงาน ต้องใช้แอปพลิเคชันที่ชื่อ SC in One ในการเช็กภารกิจของแต่ละคนกันอยู่แล้ว สะสมในรูปแบบ SC Token ซึ่งเป็น Utility Token เพื่อแลกบัตรของขวัญต่าง ๆ มันก็สนุกดี เราเลยอยากขยายสิ่งนี้ต่อไป” ไม่แน่นะว่าปีหน้าอาจได้เห็นสินทรัพย์ประเภท NFT จาก SC Asset ก็เป็นได้

และใน พ.ศ. 2565 อาจเป็นก้าวสำคัญ เพราะเป็นปีที่เปิดโครงการที่อยู่อาศัยมากที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากสิ่งที่เรียนรู้ในปีวิกฤตตลอด 2 ปี ซึ่งคุณจูนเองก็อยากชวนติดตามกันต่อ ว่าจะถูกพัฒนาไปสู่ความต้องการเช่นไรต่อไป 

Custom-made Home

ในวันที่วงการอสังหาริมทรัพย์แข่งขันกันอย่างดุเดือด กลายเป็นว่าบ้านในแบบ SC Asset ต่างจากบ้านจัดสรรในความคิดแรกแบบลิบลับ ไม่ได้จับวางคนเข้าไปอยู่ แต่ดูว่าพวกเขาต้องการอะไร แล้วทำสิ่งนั้นเพื่อตอบสนอง

“ความท้าทายของเราเลยไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน เรามองว่าในอุตสาหกรรมเดียวกัน ถ้ามันจะเข้มแข็งได้ ต้องไปพร้อมกันหมด ความท้าทายของเราคือลูกค้าต่างหาก เพราะพวกเขาเปลี่ยนเร็วมาก บ่อยมาก เราเลยต้องคิดมากว่าต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรสำหรับสิ่งนั้น”

และไม่ใช่แค่ความเปลี่ยนแปลงของลูกค้า แต่ความเปลี่ยนแปลงของเมืองก็ท้าทายไม่แพ้กัน 

“ต้องยอมรับว่าตอนนี้เมืองขยายตัวออกไปชานเมืองมากขึ้น ทำเลยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่คนซื้อบ้านจะพิจารณาถึงและตัดออกไปไม่ได้ มันยังมีเรื่องระยะทางจากทำเลนั้นเข้าสู่เมืองด้วยเช่นกันว่ายากมาก-น้อยแค่ไหน อีกแง่หนึ่งก็เป็นไปได้เหมือนกันว่า การมาถึงของ Work from Anywhere หรือทำงานอิสระจากที่ไหนก็ได้ เปลี่ยนรูปแบบความคิดเรื่องที่อยู่อาศัยไปพอสมควร

มองวิธีคิดเรื่องที่อยู่อาศัยกับ Living Solution Provider ถึงเทรนด์การสร้างบ้านยุคใหม่ที่รู้ใจคนอยู่ และอยากทำให้ทุกการตื่นเช้ามีความหมาย

“อย่างเวลาคิดอะไรไม่ออกก็กลับไปที่คนซื้อบ้านก่อนเลย เพราะว่าเขาจะเป็นคนให้คำตอบเรา”

ทั้งหมดนี้ขมวดรวมเป็นคอนเซ็ปต์ For Good Mornings โจทย์การดูแลเพื่อทุกเช้าให้ลูกบ้านพร้อมรีสตาร์ทแล้วออกไปใช้ชีวิต ดูแลกันทั้งเรื่องการออกแบบ กระทั่งบรรยากาศรอบข้างตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน 

For Good mornings

จากการออกแบบทั้งเรื่องพื้นที่ ตอบโจทย์ตามความต้องการ ไปจนถึงการดูแลบ้านทุกมิติแทนผู้อยู่อาศัย ก็เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกบ้าน

“เราพูดมาตั้งแต่แรกสร้างว่า ชีวิตดี ๆ เกิดจากจุดเริ่มต้นที่ดี นั่นก็คือที่บ้าน เราพยายามสร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ที่เริ่มต้นชีวิตใหม่ทุกเช้า พอพรุ่งนี้ดี เราก็ออกไปสู้ใหม่ได้ เพราะฉะนั้น บ้านต้อง Worry-Free”

สิ่งนี้เอง เป็นความฝันและสิ่งที่ SC Asset ลงมือทำ เพื่อให้ลูกบ้านคนคิดถึง เมื่อต้องการความสบายใจ ซึ่งนั่นคือการยกเรื่องบ้านให้พวกเขาดูแล

“เพราะลูกค้าไม่ควรต้องมานั่งห่วงบ้านว่าล็อกบ้านหรือยัง น้ำแอร์หยดหรือเปล่า พวกเขาควรไปสร้างชีวิตข้างนอก แล้วก็ปล่อยเรื่องบ้านให้เราดูแล ซึ่งเป็นฝันของทีมผู้ก่อตั้งมาตั้งแต่แรก ที่เห็นบ้านดูแลตัวเองได้ ไม่ว่าจะมาจากเทคโนโลยีหรือการบริการจากคนก็ตาม

“นี่คือวิสัยทัศน์ของเราเลย ถ้าคุณสบายใจ ไม่มีความกังวลเรื่องชีวิต คุณก็พร้อมที่จะออกไปทำเรื่องดี ๆ ข้างนอกให้คนอื่น ให้กับสังคม ชุมชน แม้กระทั่งโลกของเราให้ดีขึ้น”

การทำบ้านให้ความกังวลกลายเป็นศูนย์อย่าง SC Asset นั้น รวมไปถึงสุขภาพกาย ใจ และการเงินอีกด้วย 

“เดี๋ยวนี้บ้านต้องมีความเป็น Wellness เราคำนึงถึงการดูแลสุขภาพด้วย แม้อยู่บ้าน เราก็มีบริการให้ลูกบ้านคุยกับคุณหมอได้โดยไม่ต้องขับรถไปโรงพยาบาล เรื่อง Financial เราก็มีที่ปรึกษาให้ ทำให้รูปแบบการผ่อนบ้านหรือคอนโดฯ ง่ายขึ้น คุณจะได้ Worry Free จริง ๆ”

ความใส่ใจเพื่อให้บ้านเป็นความสบายใจในชีวิตของคนมากที่สุด ก็เพื่อให้แบรนด์บ้านเดี่ยวเป็นอันดับ 1 ในใจทุกคนที่อยากเริ่มต้นการใช้ชีวิต และการเป็นคอนโดฯ แบบ Premium ครบวงจรที่ตั้งใจออกแบบให้อยู่ได้นาน ๆ 

“เราอยากเป็นผู้นำเรื่องที่อยู่อาศัย ในวันที่คุณอยาก Worry-Free และสบายใจ คุณต้องคิดถึงเรา และขอให้มั่นใจเรื่องบริการหลังการขายได้เลย เพราะเรามีสิ่งที่เรียกว่า SC Able และรู้ใจคลับ เราไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง คุณจะมีเราอยู่เคียงข้าง” หัวหน้าสายงานกลยุทธ์แบรนด์องค์กร อธิบายหมุดหมายในวันนี้ที่ SC Asset พยายามทำและต้องการไปให้ถึง

จูน โฉมชฎา กุลดิลก หัวหน้าสายงานกลยุทธ์แบรนด์องค์กร SC Asset

SC Coffee House

ด้วยความเชื่อเรื่อง For Good Mornings ที่พวกเขายึดถือมาตลอด ทำให้ในปีนี้ SC Asset อีกเซอร์ไพรส์เรา ด้วยการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน Thailand Coffee Fest 2021 ที่ The Cloud ร่วมกับสมาคมกาแฟพิเศษไทย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 26 ธันวาคม จากความชอบเฝ้าดูลูกบ้านใช้พื้นที่เพื่อศึกษาพวกเขาอยู่แล้ว และธีม Coffee People ที่ว่าด้วยเรื่องผู้คนในวงการกาแฟตั้งแต่ต้นจนถึงปลายน้ำ ซึ่งมี ‘บุคคล’ และ ‘ผู้คน’ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้วงการกาแฟไทยเติบโตและพัฒนาต่อไปได้ ก็ตรงกับเรื่องผู้คนที่พวกเขาให้ความสำคัญและต้องการสื่อสาร 

“ใจความหลักของงานที่นำเสนอกิจวัตรว่าคนส่วนใหญ่ชอบกินกาแฟตอนเช้าแล้วค่อยออกไปใช้ชีวิต ก็คล้ายคลึงกับความหมายเพื่อทุกเช้าที่ดีในแบบของเรา เลยอยากใช้บ้านเข้าไปสนับสนุนบรรยากาศแห่งความผ่อนคลายตรงนี้” เธอกล่าวเชิญชวน

ในพื้นที่ของ SC Asset จะมีเวิร์กชอปเล็ก ๆ ในบ้านกาแฟ ให้คนได้เข้ามาเรียนรู้ตัวเองกับรสชาติกาแฟที่ชอบ และได้ เต้-วรัตต์ วิจิตรวาทการ แชมป์บาริสต้าประเทศไทย แห่ง Roots Coffee Roaster มาช่วยค้นหาเส้นทางกาแฟที่ใช่ จับคู่ความตั้งใจของ SC Asset กับกาแฟชื่อสร้างสรรค์อย่างดอกไม้ ประตู แจกัน ดินทราย และต้นไม้ใหญ่ ให้บาริสต้าชงให้ดื่มหรือนำกลับบ้านได้ 

“เชื่อเถอะว่าเรารู้ว่าถ้าคุณเดินชิมกาแฟไปเรื่อย ๆ คุณจะเมากาแฟ ลองมาแวะหยุดพักและรู้จักตัวเองที่ SC Coffee House ของเราได้นะ” คุณจูนทิ้งท้าย

ขอบคุณภาพจาก SC Asset และสถานที่ถ่ายทำ STEPS with Theera

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้าคุณครอบครองพื้นที่ใจกลางเมืองสักผืน คุณจะทำอะไรกับที่ดินนั้น 

เราเจอหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่าง ‘สินธร วิลเลจ’ โครงการ Mixed Use บนที่ดิน 42 ไร่ ที่เลือกใช้ที่ดินใจกลางเมืองย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีผืนนั้น สร้างที่อยู่อาศัยเพียงครึ่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือปรับปรุงเป็นสวนให้กับลูกบ้าน ลูกค้า และเมืองโดยรอบ แถมอาคารที่พักอาศัยและโรงแรมได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งนั่นถูกคิดเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ตระหนัก และพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่นทุกวันนี้ 

มากไปกว่านั้น พวกเขาออกแบบแม้กระทั่งทิศทางลมและแสงแดด คิดใหญ่ในดีเทลเล็กน้อย แถมคิดเผื่อให้อยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนอีกเป็นร้อยปี 

ยิ่งได้พูดคุยก็พบว่าความคิดอย่างลึกซึ้งเหล่านี้ มาจากความเชื่อและความตั้งใจแสนเรียบง่ายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ผู้บริหารยุคเริ่มต้น นั่นคือ อยากสร้างคุณภาพชีวิตด้วยคำว่า ‘อยู่สบาย’ บนพื้นที่ใจกลางเมือง ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแสง ลม และต้นไม้ ซึ่งคือเรื่องพื้นฐานที่สุด จนเราอยากพาทุกคนเข้าไปค้นแนวคิดเบื้องหลังว่าโครงการนี้ทำอย่างไร และคุณอาจทึ่งกับแนวคิดของสินธร วิลเลจ ไม่ต่างกัน 

เป็นที่มาให้คอลัมน์หมู่บ้านชวน คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาคารบริษัท สยามสินธร จำกัด มาเล่าให้ฟัง ถึงเบื้องหลังความเจ๋งของการออกแบบและลงมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจนทำให้คนอยู่สบายใจที่สุด 

ทำไมต้องอยู่สบาย

“คุณอาจสงสัยว่า เราทำทำไม ความเชื่อของเราคือ อยากทำโครงการที่อยู่อาศัยที่คนมาอยู่แล้วดี จากการมีสภาพแวดล้อมดี ๆ ทั้งความปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงความสะดวกสบาย”

คุณสืบพงษ์ชวนเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บนพื้นที่ศักยภาพสูงกลางเมือง หลายคนอาจอยากจับจองพื้นที่เพื่อเดินหน้าปลูกสร้างโครงการต่าง ๆ เต็มอัตรา แต่โครงการสินธร วิลเลจ ไม่ได้คิดเช่นนั้น 

จุดตั้งต้นของโครงการนี้ คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้มีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติ

“ที่ดินย่านหลังสวนมีคาแรกเตอร์พิเศษมาก เพราะว่าแม้จะอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นการไปมาหาสู่ที่สะดวก เข้าออกง่ายได้จากหลายทาง เช่น เข้าทางซอยหลังสวน ตัดถนนสารสิน ไปออกถึงถนนวิทยุ ก็เดินทางได้สะดวก ช่วงเย็น ๆ หลัง 5 โมงเย็นแถวนี้กลับสงบและมีความเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่ชานเมือง เลยมองเห็นศักยภาพของที่ดินแบบนี้ ในประเทศไทยยังขาดที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมดี ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่และผู้พัฒนาโครงการดูแลรักษาพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ และบริการอย่างดีหลังซื้อ ไปจนตลอดการใช้งาน” คุณสืบพงษ์อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน 

และหากดูพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเป็นทั้งย่านธุรกิจ อยู่ใกล้กับสถานทูต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงสาธารณูปโภคครบครันและมั่นใจได้ เช่น หากเกิดน้ำไม่ไหลหรือไฟดับขึ้นมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 

ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างอาคารเต็มในทุกตารางเมตรได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ ทำไมที่นี่ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเพียงครึ่งเดียว

“เราอยากสร้างคุณภาพชีวิตติดสวนกลางเมือง จึงเลือกขยายสวนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มี Open Space ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่มองไม่เห็น นั่นคือการที่เรามีพื้นที่สีเขียวมหาศาลจากการลงมือปลูกและออกแบบพื้นที่ให้มองเห็นสวนได้จากทุกมุม ที่สำคัญ คือทำให้คนอยู่สบาย Worry Free ทั้งสุขภาพจิตที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” 

เขาเล่าต่อว่าสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่สนใจมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดโครงการ เทียบกันแล้วเมืองไทยในเวลานั้นให้ความสำคัญน้อยมาก แต่ที่นี่ก็ยังคงยึดแนวคิดที่ตั้งใจอยากให้คนอยู่สบายภายใต้พื้นที่สีเขียว พร้อมกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เช่น การออกแบบหน้าต่างกว้างเพื่อรับแสง แต่ก็มีกระจกกั้นถึง 3 ชั้นเพื่อป้องกันความร้อน และยังมีอีกหลายส่วนที่เราจะค่อย ๆ พาขยายรายละเอียดลงไปต่อจากนี้ จนทำให้โครงการสินธร วิลเลจ ได้รับรองตามมาตรฐาน Green Building จากการออกแบบที่พวกเขาคิดทำตั้งแต่แรก

อยู่แบบไหนถึงจะสบาย

ความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ได้รอบด้าน คือสิ่งที่เราขอใช้ตอบคำถามว่าจะอยู่อย่างไรให้สบาย เมื่อได้ลองสมมติตัวเองแทนใจลูกบ้านที่นี่ ก็ค้นพบว่านอกจากพื้นที่สวนขนาดยักษ์ที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติแม้อยู่กลางกรุงแล้ว การสร้างพื้นที่ให้รองรับทุกความต้องการ โดยเฉพาะการรวมเอา Complex Building เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันเป็น Community ซึ่งทำให้โครงการสินธร วิลเลจ แตกต่างจากที่อื่น

แค่บรรยากาศเมื่อเดินก้าวแรกเข้าไปใน Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาและดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมกับความผ่อนคลายตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงห้องพัก แถมต่อให้เราอุ้มสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและแยกชั้นพักให้อย่างไม่รบกวนกัน 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมหลากหลายของที่นี่ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แถมด้วยพรีเมียมเซอร์วิสที่ทางโครงการลงมาดูแลด้วยตัวเองทั้งการบริการและการบำรุงรักษา เราแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งความ Worry Free แบบนี้เองทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ

และความต่างแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือ ที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok นอกจากจะทึ่งกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัย และการออกแบบให้กลมกลืนไปกับพื้นที่สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเป็น Wellness Hotel เต็มรูปแบบที่แรกของไทย ใส่ใจสุขภาพขนาดมีศูนย์บริการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย การสร้างสุขภาวะที่ดีในการพักผ่อนที่เกิดขึ้นจึงทำให้อยู่แล้วสบายทั้งกายและใจ 

ที่สำคัญ ยังมี Velaa Langsuan ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต กระทั่งสวนสำหรับพักผ่อนเอาไว้ครบ จบในที่เดียว ลูกบ้านที่นี่เลยได้ใช้ชีวิตภายในโครงการอย่างสะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลว่าการรวมกันแบบ Complex นี้เองที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

แก้ไขจุดที่ไม่สบายกายและใจ

เห็นรู้รอบและรู้ลึกเรื่องการออกแบบให้คนอยู่สบายรอบด้านเช่นนี้ นั่นเกิดจากการรวบรวม Pain Point ที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ มาจับจุดอย่างดี แล้วใช้โครงการสินธร วิลเลจ เพื่อแก้ปัญหาปวดใจให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องอยากอยู่แบบเลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มี ถึงเรื่องน้ำ ไฟ แอร์เสีย และต้องเรียกช่างมาซ่อมเอง สยามสินธรก็แก้โจทย์เหล่านี้ให้ลูกบ้านด้วยความเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์แบบสบายใจที่สุด เพราะทางโครงการเป็นนิติบุคคลเอง รวมทั้งให้ผู้พัฒนามาเป็นผู้ดูแลเองด้วย ลูกค้าจึงมั่นใจได้

อีกทั้งยังมีการคิดถึงทำเลกลางเมืองให้คนอยู่สบาย ไปมาหาสู่สะดวก รองรับ Senior Living และคนหลายเจเนอเรชันให้บริหารชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงพาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ “เราพบว่าคนชอบและอยากอยู่ที่นี่ ข้อแรกเพราะมีสวน ข้อที่สองเพราะบรรยากาศดี และข้อสามคือสะดวก เขาบาลานซ์ชีวิตได้ อยากกลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก็ทำได้”

และใครจะไปคิดว่าขนาดที่จอดรถ พวกเขาก็ลงลึกถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรให้จอดรถสบาย ไม่คับแคบ ไม่ชิดรถคันข้าง ๆ หยิบของสะดวก ด้วยการออกแบบช่องจอดรถขนาดกว้างและยาวกว่ามาตรฐาน แถมยังดีไซน์โดยการดึงแสงธรรมชาติและดึงระบบปรับอากาศลงชั้นใต้ดิน เพื่อตอบโจทย์ความสบายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างคนที่เข้าใจ

การให้พื้นที่เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว คืออีกข้อสำคัญที่ทำให้ความสบายใจเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่มอบพื้นที่เผื่อได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่เห็นได้ชัด อย่างทางเดินที่กว้างกว่า 2 เมตร

ต่อให้เราเดินถือของมา 2 คนก็ไม่เบียดเสียด และตลอดการใช้งานภายในอาคารถึงห้องพัก ก็คิดมาอย่างดีถึงการเดินทางที่สบายไร้รอยต่อ

  ความให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างทางเดินเข้าห้องที่ไม่มีห้องตรงข้าม และเมื่อเข้าห้องพักไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบ เพราะแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย อีกทั้งหน้าต่างบานใหญ่ บรรยากาศดีจนมองออกไปแล้วไม่เหมือนอยู่ในห้อง การเก็บเสียงได้เงียบสนิทด้วยประตู Drop Seal รวมถึงทำผนัง 2 ชั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น ก็เพื่อตัดเสียงรบกวนและกันความร้อน รวมถึงยังแยกระบบปรับอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ต่อให้ห้องข้าง ๆ หรือเราจะทำอาหารก็ไม่มีเสียงและกลิ่นเล็ดลอดอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่ไปรบกวนกัน กลายเป็นความสงบและเป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้

นอกจากนั้น ความสบายยังเกิดขึ้นตั้งแต่โถงลิฟต์ที่คิดมาจากโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องรอนาน กลายเป็นลิฟต์ 4 ตัวในพื้นที่ 200 ยูนิต ใช้สเปซเยอะหน่อยแต่ผู้อยู่รู้สึกสบาย 

คำว่าอยู่สบายอีกข้อหนึ่ง ก็มาจากการคิดที่เรียบง่ายที่สุด คือการสัมผัสธรรมชาติอย่างสัจจะ ด้วยการออกแบบให้เห็นแสงธรรมชาติจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น วางผังให้รับทิศทางลมเป็นอย่างดี และออกแบบอุณหภูมิให้รู้สึกสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่ลงลึกถึงเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ แค่เราเองที่เดินเข้ามาสัมผัสภายในห้อง ก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศอยู่สบายจริง ๆ ซึ่งอีกข้อดีโดยตรงจากออกแบบทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ทำให้ที่นี่เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ Kempinski Residence อีกหนึ่งโครงการในสินธร วิลเลจ Mixed Use ที่ตอบโจทย์เรื่องความสบายในการบริหารจัดการชีวิตทุกด้าน มีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Complex ที่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายประเภท บริการด้านสุขภาพ โรงแรม และพื้นมีสีเขียวขนาดมหึมา ให้ลูกบ้านได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความผ่อนคลาย

อาคารยั่งยืนที่ให้สิ่งแวดล้อมสบายไปด้วย

ด้วยความตั้งใจอันดีแต่แรกของ โครงการสินธร วิลเลจ เลยประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก U.S. Green Building Council ซึ่งรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง การอยู่อาศัย จนถึงการดูแลอาคารให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ 

“แม้เราจะทำทุกระบบให้ได้ตามมาตรฐาน LEED อาคารที่เป็นผู้นำด้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ จนถึงเติมอากาศบริสุทธิ์ในระบบจนคนนอนหลับได้ลึกขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่สุดท้ายมันเกิดผลดีจนลูกค้ามาบอกเราว่า ‘พี่อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ สุขภาพก็ดีขึ้น หลับสบาย’ นี่ต่างหากที่เราต้องการ เราเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนมาก แต่ทำพื้นฐานให้ดี ออกแบบให้เป็น Timeless Design ต่อให้นานแค่ไหนก็ยังสวยได้ เราคิดกันแบบนี้ ตรง ๆ เลย” 

ผลพลอยได้นี้ เลยกลายเป็นว่าอาคารที่ออกแบบอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบอาคารให้คนอยู่สบายนั่นเอง เช่น Façade และกระจกที่ช่วยกันไม่ให้ความร้อนเข้าไปสะสมในตัวตึก การระบายลมที่ดีช่วยลดใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการสร้างมลพิษ ทั้งยังใส่ใจเรื่องคุณภาพอากาศภายในด้วยการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ส่วนภายนอกอาคารก็ห้อมล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวช่วยฟอกอากาศ ไปจนถึงทำให้การบำรุงรักษาน้อยและง่ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งใจให้อาคารอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองเหล่านี้ ก็เป็นแนวคิดอย่าง Sustainability ต่อผู้คนและสังคมโดยรอบด้วย

พักสบาย ๆ ท่ามกลางสวนกลางเมือง

คุณสืบพงษ์พูดถึงพื้นที่สีเขียวอยู่บ่อยครั้งตลอดบทสนทนา เพราะสวนคือธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติคือการเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใคร

ต้นไม้เก่าของพื้นที่ทั้ง 60 ต้นยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการดูแลโดยรุกขกร พร้อมทั้งนำต้นไม้ใหม่เข้ามาลงเกือบ 300 ต้น วางแผนปลูกกันถึง 1 ปี เพราะอยากให้ที่นี่เป็นที่อยู่ในสวนหรือ Living in the Park อย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้

“วันเปิดโครงการจะเป็นวันที่ต้นไม้เราสวยน้อยที่สุด เพราะเราวางให้ต้นไม้ต้องโตไปเรื่อย ๆ เราออกแบบระบบนิเวศของต้นไม้หมด ทั้งต้นเตี้ย กลาง และสูง แต่ละชั้นเรือนยอดก็จะทำหน้าที่ต่างกันไป ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้กลับมาอีกครั้ง” การวางผังสวนของที่นี่ไม่ง่าย คุณสืบพงษ์บอกเช่นนั้น ต้องช่วยกันคิดกับสถาปนิกอยู่หลายรอบ จนได้ออกมาเป็นพื้นที่สีเขียว 3 ผืนใหญ่ เพื่อให้ทุกตึกในสินธร วิลเลจ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติและใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างถ้วนทั่ว

“ผมถามลูกค้าสูงอายุว่าทำไมถึงเลือกบ้านสินธร ซึ่งเป็นตึก Low Rise เขาตอบกลับมาว่า ‘พี่อยากตื่นมาได้ยินเสียงนก อยู่ชั้นล่างยังได้ยินเสียงนกบนยอดไม้’ ผมคุยกับเขาไป พร้อมมองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เป็นกิ่งและยอดต้นเป็นชั้น ๆ จากในห้อง ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด” 

นอกจากสวนสีเขียวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการสินธร วิลเลจ สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิม และสร้างความสบายใจในการอยู่ เรื่องพื้นที่สีเขียวนั้นก็ยังเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารในโครงการได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่ามานี้ จึงช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 5,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบแล้วเทียบเท่ากับสวนลุมพินีอีกกว่า 7.5 สวน ดังนั้น คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ เหมือนสร้างสวนขนาดใหญ่แบบถาวรให้กับกรุงเทพฯ

สังคมก็อยู่ได้สบาย

นอกจากจะให้ลูกบ้านอยู่สบายแล้ว การคิดอย่างรอบด้านเพื่อให้ชุมชน สังคมรอบข้างอยู่สบายด้วย เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นจากที่นี่ ตั้งแต่เราเดินทางเข้ามา จะได้เห็นทางเดินเท้าของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด แถมถนนภายในโครงการยังเปิดให้คนจากถนนรอบ ๆ ใช้ได้ เรียกว่าไม่ทิ้งชุมชนซึ่งเป็นหนึ่งใน Stakeholder

ต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายริมถนนของโครงการนี้เองที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาว่า ไม่ใช่การสร้างสวนเพื่อลูกบ้าน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากสดชื่นและแสนร่มรื่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนโดยรอบหันมาใส่ใจการสร้างพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอีกก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาที่ทำไว้ก็จะกลับไปสู่ 3 แนวคิดตั้งต้นของการสร้างที่นี่ อย่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด

ถอดบทเรียนที่ทำให้ผู้อยู่สบายที่สุด

เห็นความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้น ตัวแทนโครงการอย่างคุณสืบพงษ์ก็บอกว่าไม่ง่ายเลย 

เราว่าความเป็นผู้ให้ จริงใจ และซื่อสัตย์ เลยทำให้พวกเขามี Mindset ว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้ลูกค้าอยู่สบายเป็นหัวใจหลัก และต่อยอดเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามมาทั้งหมดในโครงการ

ข้อสอง จากที่เราสังเกตเห็น พวกเขามีวิธีการส่งแนวความคิดนี้ไปถึงทุกคนในโครงการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่ทีมงานทุกคนมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน การส่งต่อคุณค่าและคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกนี้เอง เราจึงหายสงสัยได้ไม่ยากว่าทำไมโครงการนี้ถึงประสบความสำเร็จ

อย่างที่สามคือ สร้างการมีส่วนร่วม โดยให้ Stakeholder รอบ ๆ เข้าใจพวกเขา ทั้งการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชนจริง ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว เราเองก็เชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ความคิดต่าง ทำต่าง รวมถึงการเป็นผู้ให้นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ และเราเชื่อว่าสินธร วิลเลจ กำลังดำเนินไปในแนวทางนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่สบายทั้งกายและใจในทุกมิติให้เกิดขึ้นจริง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load