“เป็นชาวบ้านธรรมดาครับ” นี่คือคำตอบแรกของพ่อสวาท เมื่อเราถามว่าเขาเป็นใคร

แต่หากลองเสิร์ชชื่อ สวาท อุปฮาด บนอินเทอร์เน็ตเพียงแค่ไม่กี่วินาที ก็คงทราบแล้วว่าเกษตรกรจากขอนแก่นผู้นี้ ‘ทำหลายอย่าง’ และแต่ละอย่างก็ไม่ธรรมดาทั้งนั้น

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

ชีวิตพ่อสวาทคือการทำงานเพื่อสังคม เขาขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาสิทธิของพี่น้องประชาชนหลายประเด็น ทั้งเรื่องปัญหาความยากจน การพัฒนาชุมชน หรือเรื่องการเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ. เหล้า ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ซึ่งก็สำเร็จและมีการออก พ.ร.บ. จดแจ้งเหล้าพื้นบ้านใน พ.ศ. 2547

คอลัมน์ Little Big People คราวนี้ เราจะมาคุยกับพ่อสวาทในประเด็น ‘ภูมิปัญญาชาวบ้าน’ จากหลากหลายพื้นที่ของแดนอีสาน ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง แต่ยังนำไปสู่การแก้ปัญหาปากท้อง สร้างความมั่นคงทางอาหาร และพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านให้ดีขึ้นด้วย

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

พ่อสวาทจะเล่าถึงการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายพี่น้องเกษตรกรอินทรีย์ ที่เชื่อมโยงกับผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งลูกหลานอีสานที่สนใจ ชาวบ้าน-กลุ่มชาติพันธุ์ในหลายพื้นที่ และเชฟไทย-เทศ ในการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ที่สำคัญคือแลกเปลี่ยนมิตรไมตรี ส่งเสริมกันและกันไปในทางที่ดี และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

คนจนคือพี่น้อง

“ผมเกิดที่อำเภอสีชมพูครับ เป็นพื้นที่บนเขาบนภู แต่ว่าช่วงหลังมาอยู่ที่อำเภอน้ำพอง ตำบลมะขาม จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มของลำน้ำพอง” ชายวัยกลางคนท่าทางพูดเก่ง ร่ายประวัติถิ่นที่อยู่ของตัวเอง เขาเป็นคนอีสานขนานแท้

ครอบครัวของพ่อสวาทเป็นเกษตรกรมาแต่ไหนแต่ไร พ่อสวาทก็เลยยึดอาชีพของครอบครัวไปโดยอัตโนมัติ เขาทำนาทำไร่เช่นเดียวกับบรรพบุรุษ หากแต่เปลี่ยนวิธีคิดและการลงมือทำ จากเดิมที่ใช้เคมีทำการเกษตร ก็เปลี่ยนกระบวนการผลิตให้ธรรมชาติขึ้น จากเดิมที่เป็นเกษตรกรทั่วไป ทำงานเพาะปลูกตามระบบ ก็คิดหาหนทางมากยิ่งขึ้น ว่าจะทำยังไงให้พี่น้องเกษตรกรมีกินมีใช้ สมกับงานหนักที่ทำ

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

“ชาวบ้านดั้งเดิมทำมาหากินตามวิถีวัฒนธรรม โดยพึ่งพาทรัพยากรในท้องถิ่นมาโดยตลอด” เมื่อเราถามเรื่องความยากจนของชาวบ้าน พ่อสวาทก็เข้าเรื่องที่มาที่ไปของความอัตคัด

“ส่วนใหญ่เมื่อก่อนก็ไม่ได้เดือดร้อนนะ แต่ตอนหลัง หลาย ๆ นโยบายทำให้เกิดการแย่งชิงฐานทรัพยากร อย่างดิน น้ำ ป่า ระบบการผลิตที่เคยทำแบบพออยู่พอกิน ก็กลับกลายเป็นการทำเพื่อการค้า ยิ่งทำเพื่อการค้าก็ทำให้รายได้ผลผลิตลดลง แล้วก็กำหนดราคาไม่ได้ สุดท้ายพี่น้องก็กลับมาอยู่ในวังวนของการเป็นหนี้ พอเป็นหนี้ ถ้าจะยืนโดยลำพังแล้วก็หาอยู่หากินตามวิถีดั้งเดิมไม่ได้ ก็ลำบากมากขึ้น”

เมื่อพึ่งพาฐานทรัพยากรไม่ได้ ราคาผลผลิตก็ต่ำจนไม่คุ้มที่จะลงทุน เกษตรกรรุ่นใหม่-รุ่นกลางส่วนหนึ่งก็ออกจากถิ่นกำเนิดไปค้าแรงงานในระบบอุตสาหกรรม อีกส่วนหนึ่งก็ไม่มีทางเลือก จำยอมทำเกษตรทั้ง ๆ ที่รายได้ไม่เพียงพอ

ปัญญาชาวบ้าน

เนื่องด้วยประเด็น ‘สิทธิชุมชนในการฟื้นฟูอนุรักษ์ภูมิปัญญาของชาวบ้าน’ เป็นสิ่งที่พ่อสวาทขับเคลื่อนมาโดยตลอด เราคิดว่าเป็นโอกาสดีถ้าได้ชวนปราชญ์อีสานผู้นี้จับเข่าคุยถึงมุมมองที่มีต่อคำว่า ‘ภูมิปัญญาบ้าน’ รวมไปถึงความเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญา การทำการเกษตร และปากท้องของชาวบ้านที่ได้คุยกันไปในตอนแรก

“สังคมสมัยใหม่พึ่งพาระบบอุตสาหกรรมเป็นหลัก สิ่งหนึ่งที่หายไปเป็นเรื่องการถ่ายทอดภูมิปัญญาองค์ความรู้ของชุมชน” พ่อสวาทให้ความเห็น สำหรับภาคอีสาน ก็มีภูมิปัญญาหลายด้าน และเต็มไปด้วยองค์ความรู้ที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นถิ่น

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

“ยกตัวอย่างเรื่องอาหารการกิน มีอาหารลาว อาหารภูไท อาหารชนเผ่า เยอะแยะไปหมด ซึ่งองค์ประกอบและรสชาติก็เป็นเรื่องของแต่ละท้องถิ่น” พ่อสวาทแจกแจงให้ฟัง เราซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ ไม่เคยนึกไปถึงเรื่องความหลากหลายของอาหารอีสาน เมื่อได้ยินดังนี้ก็สนใจอยากลองชิมเมนูแปลกใหม่ขึ้นมาทันที

“แต่ช่วงหลังมานี้ มีตลาดอาหารใหม่ซึ่งเป็นตลาดสำเร็จ ทำให้ผู้คนทั่วไปหรือแม้แต่คนอีสานเอง บริโภคอาหารใกล้เคียงกันมากขึ้น ไม่รู้วิถีดั้งเดิม ไม่รู้ว่าอาหารดั้งเดิมหายไป องค์ความรู้พวกนี้ส่วนหนึ่งก็หายไปด้วย” 

พ่อสวาทว่าภูมิปัญญาต่าง ๆ ของชาวบ้านมีประโยชน์หลายประการ ควรจะสืบสาน ถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ซึ่ง ‘เหล้าพื้นบ้าน’ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เขาสนใจและขับเคลื่อนมายาวนาน

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

เหล้ายาปลาปิ้ง

“ปกติเหล้าก็กินกันได้ทั้งวันล่ะฮะ” พ่อสวาทเปรยด้วยอารมณ์ดี

คนอีสานดื่มเหล้าทั้งในชีวิตประจำวัน ทั้งดื่มตามประเพณี อย่างในงานบุญบั้งไฟ หรือเทศกาลบุญเดือน 6 ที่ชาวบ้านจะแห่เหล้ามากองรวมกัน เพื่อดื่มร่วมกันทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล

“ผมมีโอกาสวิจัยเรื่องเหล้าพื้นบ้านในช่วงปี 46 – 47 ศึกษาไปเพียงเสี้ยวเดียวของอีสาน แต่ได้สูตรลูกแป้งมา 80 สูตร” เนื่องด้วยอีสานมีความหลากหลายเรื่องทรัพยากรสมุนไพรตามท้องถิ่น สูตร ‘ลูกแป้ง’ หรือกล้าเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ทำเหล้าก็หลากหลายตามไปด้วย โดยแต่ละพื้นที่ก็พยายามใช้สมุนไพรให้ได้มากที่สุด ด้วยความเชื่อว่าสมุนไพรมีประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกาย เหล้าที่ออกมาจะมีรสชาติและสรรพคุณที่แตกต่างกันออกไป ต่อมา 80 สูตรลูกแป้งนี้ พ่อสวาทได้นำไปรวมรวมไว้ในเล่มวิจัยหนากว่า 200 หน้า แล้วแจกจ่ายให้ผู้ที่สนใจเหล้าพื้นบ้านเหมือนกันได้ใช้ประโยชน์

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน
สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

“แค่ทำความเข้าใจอย่างจริงจังกับเรื่องเหล้าเรื่องเดียว ก็ฟื้นสังคม ฟื้นแผ่นดิน ฟื้นโรคได้แล้ว” ปราชญ์ชาวบ้านยืนยัน ว่าหากได้ศึกษาเกี่ยวกับเหล้า จะรู้ว่าสมุนไพรชนิดไหนใช้รักษาอะไร หากนำมาทำเหล้าแล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไร

“แล้วพอคนที่อยู่ในพื้นถิ่นนั้นเห็นแล้วว่าตรงนั้นก็เป็นยา ตรงนี้ก็เป็นยา ก็จะเก็บรักษาไม่ให้สูญพันธุ์ เป็นการรักษาสมดุลธรรมชาติผ่านการทำเหล้า

“เราอยากผลักดันเรื่องนี้ให้คนอีสานรุ่นหลังได้เรียนรู้ สมุนไพรบางตัวเปราะบางมาก แค่ถูกถ่ายโอนย้ายข้ามถิ่นข้ามพื้นที่ก็อยู่ไม่ได้แล้ว สมุนไพรต้องอยู่ในที่ของเขาจริง ๆ”

ถัดจากเรื่องรื้อฟื้นองค์ความรู้และการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ได้กล่าวไป เขาก็ชี้เราให้เห็นเหล้าในมิติเศรษฐกิจ

“เราหนีจากเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอก แทบทุกหลังคาเรือนบริโภคเหล้า มันเป็นวิถีและวัฒนธรรมหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมมาช้านาน แต่เหล้าที่บริโภคนี้มาจากไหนล่ะ ใครเป็นเจ้าของ” พ่อสวาทตั้งคำถามสำคัญ

“รายได้จากเหล้าในไทยไม่ได้เป็นหมื่นล้านนะครับ เป็นแสนล้าน เป็นล้านล้าน เพียงแต่ว่าคนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่ชาวบ้าน ไม่ใช่สังคมไทย” พ่อสวาทให้ความเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรที่เอามาหมักดองทำเหล้าได้หลากหลาย ถ้าผลักดันในอนาคต เหล้าของชาวบ้านจะพัฒนาเป็นสินค้าระดับพื้นถิ่นได้ มากไปกว่านั้น เป็นสินค้าระดับโลกได้ จะเกิดการกระจายรายได้ให้คนในสังคมอย่างมหาศาล

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

แล้วพ่อสวาทก็ยกตัวอย่างถึงปลาร้า

“ปลาร้านี่ภูมิปัญญานะครับ ผมคิดว่าทุกภูมิภาคมีปลาร้า เพียงแต่เรียกคนละอย่างกัน ทางเหนือก็จะเรียกว่า ปลาฮ้า ทางใต้เรียก บูดู ทางอีสานก็ปลาแจ่ว ปลาร้า ซึ่งแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด”

ปลาร้าเป็นของอร่อย ทำอาหารได้หลากหลาย หรือจะกินสดก็ย่อมได้ พ่อสวาทเชื่อว่าคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะภาคไหน เกิน 60 เปอร์เซ็นต์กินปลาร้าเป็น

“ฝรั่งมังค่าก็บริโภคครับ มาบ้านผมเนี่ย ฝรั่งอยากกินปลาร้าอีสานบ่อย ๆ ผมก็ทำให้กิน ผมเลยคิดว่าเราทำให้มันเป็นสินค้าระดับประเทศ มีมาตรฐานที่ดี ส่งออกนอกได้”

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

แต่ปัญหาก็เช่นเดียวกับเหล้าพื้นบ้าน ช่วงที่ผ่านมา คนที่มีอำนาจจัดการผลประโยชน์ได้ออกนโยบายควบคุมปลาร้า โดยที่พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของปลาร้า ไม่มีส่วนในการคิดหรือการจัดการ ซึ่งตรงนี้พ่อสวาทมองว่าเป็นการตัดแขนตัดขาวิถีวัฒนธรรมของชาวบ้าน

“สิ่งสำคัญนะครับ ปลาร้าไม่ได้ทำได้ทุกที่ ต้องเป็นแหล่งที่มีปลาในลุ่มน้ำ เราควรให้พี่น้องในพื้นที่ที่เขามีฐานทรัพยากร มีความรู้ มีภูมิปัญญา ได้โอกาสในการผลิตมากกว่า” ไม่ต่างจากกรณีของเหล้าพื้นบ้านมากนัก หากมีการส่งเสริมการผลิตปลาร้าจากท้องถิ่นให้ดี ก็จะมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง คนที่อยู่ในพื้นที่ก็จะได้ใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า ทั้งยังถ่ายทอดภูมิปัญญาให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างภูมิใจด้วย

การรวมตัวของนักลงมือทำ

สำหรับปัญหาอุตสาหกรรมเข้ามายึดครองตลาดอาหาร ซึ่งส่งผลต่อฐานทรัพยากรและภูมิปัญญา นอกจากเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้านอย่างที่ได้เล่าไปตอนแรก พ่อสวาทก็เริ่มต้นเคลื่อนไหวด้วยการรวมตัวเป็นเครือข่ายเล็ก ๆ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ทั้งช่วยเรื่องระบบการผลิต ส่งต่อ และถ่ายทอดองค์ความรู้

ในส่วนระบบการผลิต เครือข่ายได้ช่วยเกษตรกรปรับจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกพืชผสมผสาน ช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตให้เป็นอินทรีย์ และส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ในท้องถิ่น

“ถ้าใช้พื้นถิ่นที่มีทรัพยากรเป็นฐานการผลิต ไม่ต้องไปใช้ปัจจัยหรือทุนในการที่จะให้มันเจริญเติบโตมากมาย เราแค่ต้องแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้คนบนเขาได้บริโภคพืชผักของข้างล่าง คนข้างล่างได้บริโภคพืชผักของคนบนเขา ต้องสร้างกลไกในการจัดการให้ระบบการบริโภคถึงกัน”

คุยกับเกษตรกรแดนอีสาน ถึงการรวมกลุ่มจัดการเกษตรท้องถิ่นและภูมิปัญญาด้านการกิน ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

พ่อสวาทบอกว่า ปัจจุบันคนไทยเจ็บป่วยมากมายจากการกินอาหารปนเปื้อนที่มาจากระบบอุตสาหกรรม เกษตรกรอย่างเขาจึงอยากให้ผู้คนบริโภคอาหารดี ทำจากวัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่ ไม่มีพิษภัย และไม่ได้ผ่านการผลิตที่ก่อมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อม

ในขั้นตอนการส่งต่อ ก็มีการเพิ่มพื้นที่ตลาดให้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งในเมืองและพื้นที่ห่างไกล ซึ่งโครงการหนึ่งชื่อ ‘ตลาดเขียว’ หรือ Green Market ก็เป็นตลาดผลผลิตอินทรีย์ที่พ่อสวาท ลูกสาว และเพื่อนเกษตรกรกำลังช่วยกันปั้นอย่างตั้งใจ

“ส่วนเรื่องภูมิปัญญา เราก็จะสอนกันครับ เราสอนกันทุกเรื่อง” พ่อสวาทบอก 

“เรื่องการจัดการอาหาร การถนอมอาหาร ก็เป็นเรื่องสำคัญ พอคนส่วนหนึ่งไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจของเมืองแล้วกลับมาบ้านเกิด ผักดองก็ทำไม่เป็น ปลาร้าก็ทำไม่เป็น แม้บ้านจะมีทรัพยากรมากมาย แต่เก็บรักษาไม่ได้ ก็ทำให้คุณค่าหรือการใช้ประโยชน์ไม่คุ้มกับสิ่งที่มี” ตรงนี้พ่อสวาทมองว่า หากสอนให้ผู้คนรู้จักวิธีการจัดการอาหาร ก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากมาย

“ไม่ใช่ว่าเรามีความรู้ทุกเรื่องนะ เราเปิดเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน ให้ครูหรือคนที่มีความชำนาญในเรื่องนั้นมาสอน ทางภูไทก็มีการสอนจัดการอาหารแบบภูไท มีคนที่ชำนาญเรื่องปลา ทำปลาได้ทุกประเภท อย่างพวกที่ทำเนื้อก็ทำเนื้อได้ทุกรูปแบบ คนที่ทำเรื่องของผัก เขาก็ทำได้สารพัดผัก”

ไม่ทันไร พื้นที่แลกเปลี่ยนนี้ก็กลายเป็นแหล่งรวมตัวกันอย่างคึกคักของผู้คนหลากหลายที่มาที่สนใจด้านอาหาร รวมถึงเหล่าเชฟทั้งไทยและต่างประเทศ ที่เริ่มตามกันมาจากสารคดีอาหารหลายตัวที่พ่อสวาทเข้าไปมีส่วนร่วม

คุยกับเกษตรกรแดนอีสาน ถึงการรวมกลุ่มจัดการเกษตรท้องถิ่นและภูมิปัญญาด้านการกิน ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

“เราเริ่มจากการเสนอเป็นวัตถุดิบอินทรีย์หรือวัตถุดิบจากธรรมชาติให้กับเชฟ เรารู้ว่าแต่ละที่แต่ละถิ่นเขามีทรัพยากรมีวัตถุดิบอะไรบ้าง” พ่อสวาทเป็นนักเคลื่อนไหวที่ต่อสู้เรื่องของสิทธิป่าไม้ เรื่องที่ดิน มายาวนาน 30 – 40 ปี ทำให้มีเพื่อนพี่น้องอยู่แทบทุกลุ่มน้ำ ทุกภูเขาในอีสาน และมีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับทรัพยากรและวัฒนธรรมในพื้นที่ต่าง ๆ มากมาย

“ทรัพยากรหรือวัตถุดิบหลายตัว เชฟจะต้องทดสอบ ทดลองร่วมกับพวกเราในพื้นที่ ก่อนนำไปใช้ในงานของเขา นำไปดัดแปลงเป็นอาหารที่สร้างสรรค์” ตัวกลางอย่างพ่อสวาทเล่ากระบวนการ ซึ่งข้อสำคัญคือวัตถุดิบจะต้องมาจากการผลิตที่ไม่ทำร้ายทรัพยากร และไม่สร้างมลภาวะให้กับแผ่นดิน

นอกจากนี้ วัตถุดิบมาจากตามฤดูกาล ไม่ได้จัดการให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ แต่เป็นการจัดการให้เหมาะสมกับช่วงเวลาตามธรรมชาติ ซึ่งทางเครือข่ายของพ่อสวาทก็จะแจ้งว่าตอนนี้มีวัตถุดิบอะไรที่พร้อมส่งต่อ หรือถ้ารู้ล่วงหน้า ทางเชฟก็กำหนดได้ว่าตอนไหนจะออเดอร์อะไรบ้าง

คุยกับเกษตรกรแดนอีสาน ถึงการรวมกลุ่มจัดการเกษตรท้องถิ่นและภูมิปัญญาด้านการกิน ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

“เราแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันกับเชฟ เดือนเว้นเดือน เว้น 2 เดือน หรืออาจจะเดือนละ 2 – 3 ครั้ง” เล่ามาถึงตรงนี้ เราเริ่มเห็นภาพคอมมูนิตี้บรรยากาศสนุกสนานที่ทุกคนร่วมกันสร้างขึ้นอย่างชัดเจน “เขาก็จะถามว่าอาหารที่ปรุงแบบนี้ รสชาติแบบนี้ เป็นของที่ไหน ชนเผ่าไหน เราก็จะบอกได้และพาเขาไป ซึ่งจะนำไปสู่การดัดแปลงอาหาร เขาจะไปออกแบบเองเมื่อได้ชิมรสชาติ และเห็นวิธีการทำแบบพื้นถิ่น”

เชฟต่างชาติเขารู้จักอาหารอีสานลึก ๆ แบบนี้ด้วยเหรอ-เราแปลกใจ

“รู้ครับ บางคนเก่งมากเลยนะ” ปราชญ์ชาวบ้านเอ่ยชมอย่างจริงใจ “เขาสนใจแล้วจะศึกษาเรียนรู้โดยตรง บางคนก็เก่งอาหารอีสาน บางคนก็เก่งอาหารของเขมร บางคนก็เก่งอาหารของภูไท” 

การพูดคุยแลกเปลี่ยนแบบนี้มีประโยชน์กับทุกฝ่าย ด้านพ่อสวาทเองก็ได้ความรู้ใหม่ ๆ จากเหล่าเชฟหลายอย่างเหมือนกัน อย่างเรื่องการหมักเนื้อด้วยยีสต์ที่พ่อสวาทไม่เคยรู้ ก็ได้รู้และทดลองนำมาปรับใช้กับการทำอาหารของตัวเองในคราวนี้

ความมั่นคงทางอาหาร

“ยังมีคนเข้าใจอาหารอีสานผิดอยู่” พ่อสวาทเอ่ย 

“เขาบอกว่าไม่สะอาด เป็นพิษ บางทีก็ว่าไม่มีโรงงาน ไม่มีมาตรฐาน ก็มีข้อกล่าวอ้างมาโดยตลอด แล้วข้อกล่าวอ้างนี้ ก็ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันมากมายว่าไม่สะอาดยังไง ไม่มีมาตรฐานยังไง เป็นเพียงแต่การพูดขึ้นมาเรื่อย ๆ” พ่อสวาทว่าอย่างเหล้าพื้นบ้านนั้นก็มีที่มา อธิบายได้ทั้งหมดว่าเป็นสูตรสมุนไพรอะไร ผลไม้ชนิดไหน หมักอยู่ที่ไหน อย่างไร และตรวจสอบได้ ในขณะที่ของอุตสาหกรรม ไม่มีใครทราบว่าระบบการผลิตเป็นยังไง ใช้อะไรบ้าง

“ผมคิดว่าปัญหาโรคระบาดทำให้ในช่วง 2 ปีนี้ มีคนหลายคน เมืองหลายเมือง เข้าไม่ถึงอาหาร มีปัญหาเรื่องการจัดการอาหาร ในอนาคตถ้ามีภัยพิบัติหรือโรคระบาดรุนแรงขึ้นอีก เราจะลำบาก ควรมีนโยบายให้พื้นที่ต่าง ๆ มีฐานการผลิตอาหารของตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในชนบทหรือในเมือง”

สิ่งที่พ่อสวาททำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแสดงความคิดเห็น หรือการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายเกษตรกร กลุ่มผู้มีความสนใจในความเจ๋งของภูมิปัญญาชาวบ้าน กลุ่มเชฟที่สนใจวัฒนธรรมการกินจากหลากหลายพื้นที่ หรือรวมกลุ่มจัดตั้งตลาดเขียว ปลายทางที่พ่อสวาทอยากเห็นก็คือ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’

แม้ว่าการรวมกลุ่มที่ว่านี้จะยังไปไม่ถึงวงกว้างของสังคม แต่ผู้คนในเครือข่ายเล็ก ๆ นี้ก็กำลังสร้างโมเดลหนึ่งที่อาจเป็นทางเลือกใหม่ ๆ หรือเป็นแรงบันดาลใจที่มีพลังให้กับใคร ๆ อีกมากมาย

คุยกับเกษตรกรแดนอีสาน ถึงการรวมกลุ่มจัดการเกษตรท้องถิ่นและภูมิปัญญาด้านการกิน ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จะมีพื้นที่สักกี่แห่งบนโลกนี้ ที่ผู้คนในวัยที่อายุขึ้นต้นด้วยเลข 2 เลข 3 หรือแม้แต่เลข 4 มีโอกาสได้เล่นแปะแข็ง โดดยาง บอลลูนด่าน ซ่อนแอบ เหมือนในสมัยเด็ก ๆ อีกครั้ง

จะมีพื้นที่สักกี่แห่งบนโลกนี้ ที่เราจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย คนแปลกหน้าจะได้มาเป็นเพื่อนกันอย่างเรียบง่ายและจริงใจ เป็นพื้นที่ที่เราพูดคุยเรื่องราวความรู้สึกลึก ๆ ในจิตใจแบบตรงไปตรงมา พื้นที่มีเสียงหัวเราะ เสียงดนตรี ศิลปะ ไปจนถึงบอร์ดเกมและเพลย์สเตชันให้ผู้มาเยือนได้เล่น

อีกทั้งพื้นที่นี้ยังเป็นพื้นที่ซึ่งโอบล้อมด้วยธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ มีวิวทุ่งนาและภูเขา มีฝูงค้างคาวยามเย็นที่บินออกจากถ้ำมาให้ชมนับพันตัว มีบ้านดินที่เหล่าทีมงานและอาสาสร้างขึ้นมากับมือ มีการใช้ชีวิตที่ใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีการแยกขยะอย่างละเอียด ใช้ใยบวบล้างจานแทนสก็อตไบรต์ ทำน้ำยาล้างจานเอง หรือแม้กระทั่งบ้านดินที่พวกเขาสร้างก็สอดไส้ด้วย Eco-Brick หรือขวดพลาสติกที่อัดแน่นไปด้วยขยะที่รีไซเคิลไม่ได้กว่า 2,000 ขวด ช่วยลดขยะที่จะต้องไปบ่อขยะได้มหาศาล

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

“ก่อนมาที่นี่ ผมมีช่วงที่มองมนุษย์ค่อนข้างแย่ แต่การมาอยู่ที่นี่ทำให้ผมได้เจอด้านดีของมนุษย์ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจมาที่นี่” – อาร์ท

“ต้องขอยกสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่ฮีลทุกคนจริง ๆ” – เตย

“ฟีลคือตามชื่อจริง ๆ ไปที่นี่เพื่ออยู่กับเพื่อน ๆ และธรรมชาติ เป็นพื้นที่ที่ผู้คนดูจะเป็นตัวเองในแบบที่อยู่กับเพื่อนในหลากหลายสภาวะได้ จะเป็นจังหวะเล่น เกรียน ฮา จังหวะเปราะบาง ฮีล ดูแลใจ แลกเปลี่ยน จังหวะชมนกชมไม้ จังหวะปล่อยของ หรือพากันทำพากันลอง ใช้แรงกายแรงใจแรงสมองด้วยกัน” – กิ๊ฟ

นี่คือบางส่วนจากหลากหลายความรู้สึกของเหล่าอาสาสมัครและผู้มาเยือนที่มีต่อพื้นที่ที่ชื่อว่า ‘Friends & forest

ที่นี่คือพื้นที่ 28 ไร่ กลางสวนไม้ล้อมเก่า ณ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่ ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ มาลงทุนซื้อไว้ เพื่อให้เป็นพื้นที่แห่งการสร้างฝันร่วมกันของคนหลายคน หากใครคุ้นชื่อของป๊อบ ใช่แล้ว เขาคือคนเดียวกับผู้ก่อตั้ง ‘มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ’ และ ‘Gap Year Program’ อีกทั้งเป็นคนทำหนังสือ ‘Home Made Seed Saving คู่มือเก็บเมล็ดพันธุ์ประจำบ้าน’

หากให้นิยาม Friends & forest แบบสั้น ๆ ป๊อบบอกว่า อยากให้ที่นี่เป็นเหมือน ‘บ้านเพื่อน’ ที่ผู้มาเยือนรู้สึกสนุก สบายใจ ให้ประสบการณ์เหมือนเวลาเราไปเที่ยวบ้านเพื่อนในสมัยเด็ก ๆ ที่เรามักจะชวนกันทำนั่นทำนี่มากมาย

ถ้าอธิบายให้เห็นภาพกว่านั้น ก็ให้นึกถึงฟาร์มสเตย์บ้านดินที่ไม่ได้มีแค่ที่พัก แต่ยังมีกิจกรรมหลากหลาย แต่ละคนเลือกก่อนมาได้ว่าอยากได้รับประสบการณ์แนวไหนในบ้านเพื่อนแห่งนี้ รวมทั้งเป็นพื้นที่จัดค่าย จัดเวิร์กชอป ทั้งแนวเข้าใจตัวเอง สังคม สิ่งแวดล้อม พืชผัก ไปจนถึงจิตใจ

บางคนที่มาที่นี่ก็กลับมาเจอกันใหม่ จนพูดเล่นกันว่า… โพธารามก็แค่หน้าปากซอย

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

Play – Learn – เพลิน – ฮีล

จุดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่คือมีกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย

คำว่า ‘หลากหลาย’ ในที่นี้ หมายถึงหลากหลายแบบสุด ๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ คือ Play – Learn – เพลิน – ฮีล

สำหรับหมวดหมู่แรกคือ ‘การเล่น’ ที่นี่มีทั้งบอร์ดเกม ยิงธนู ไปจนถึงเพลย์สเตชัน 4 แต่ที่เราประทับใจที่สุดก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘การเล่น Retro’ หรือการเล่นย้อนวัย ไม่ว่าจะเป็นการโดดยาง แปะแข็ง บอลลูนด่าน ซ่อนแอบ ซึ่งทีมงานพร้อมมากที่จะเป็นเพื่อนเล่นให้ หรือถ้าอยากได้เกมอื่น ๆ ใด ๆ ก็ขอแค่บอกมา ถ้าไม่เกินสังขารจะรับไหว ทีมงานก็พร้อมจัดให้

“สมัยเด็ก ๆ เราชอบเล่นกับเพื่อนแถวบ้าน ช่วงปิดเทอมใหญ่จะเล่นแบบนี้กันทุกบ่ายตลอด 12 เดือน เล่นกันสนุกมาก แต่พอรู้ตัวอีกที เฮ้ย! สิ่งเหล่านี้กำลังจะหายไปแล้ว เด็กรุ่นนี้เล่นมือถือกันอย่างเดียวแล้ว จนอยู่มาวันหนึ่งก็มีเพื่อนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา บอก ป๊อบ เราจัดเล่นพวกนี้ไหม เอาจริงจังเลย ทัวร์นาเมนต์ดีดลูกแก้ว บอลลูนด่าน ใครว่าแน่มาแข่งกัน ตั้งถ้วยเองเลย หาแชมป์ประเทศไทย เพื่อนก็ยุ”

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

แม้ป๊อบจะไม่ได้คิดไกลขนาดจัดทัวร์นาเมนต์ทั่วประเทศตามที่เพื่อนเสนอ แต่เขาก็มองว่ากิจกรรมเหล่านี้น่าสนใจมาก และเมื่อมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งแวะมาที่บ้าน เขาก็เลยลองชวนมาเล่นซ่อนแอบกัน ซึ่งก็พบว่าสนุกมาก จนทำให้ ‘การเล่น Retro’ ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมวันเปิดบ้าน และกิจกรรมในรายการที่ผู้มาเยือนเลือกทำได้

“ในวันเปิดบ้าน แต่ละคนที่มามีภูมิหลังต่างกันมาก แต่พอเริ่มเล่น ก็ไม่มีใครสนใจว่าคนไหนเจ๋งมาจากไหน ทุกคนเข้าโหมดเดียวกันคือวิ่งหนียังไงไม่ให้โดนแปะ แม้มันจะเหนื่อยและเล่นได้ไม่นานเท่าตอนเด็ก ๆ แต่ความสนุกมันไม่ต่างกันเลย เราว่าสังคมทุกวันนี้ที่มันผันผวน ยุ่งเหยิง และการแข่งขันสูง ถ้าเราไม่เก่ง ไม่มีทักษะชีวิต เราก็อาจไม่รอด ผลจากความจริงข้อนี้ทำให้เราแทบไม่มีโอกาสได้เล่นแปะแข็งกันแล้ว สิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจของเราในยุคนี้ บางทีก็อาจเป็นการเล่นสมัยก่อนก็ได้ จริง ๆ เราอาจแค่มองหาแค่อะไรอย่างนี้โดยที่ไม่รู้ตัว คือไม่ต้องคิดอะไร ไม่มีเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนแค่เป็นส่วนหนึ่งของเกม แล้วเล่นให้สุด วิ่งให้เต็มที่”

หากใครได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนที่มาเล่นกิจกรรมนี้ในวันเปิดบ้าน ก็คงรู้สึกได้ว่ามันเป็นจริงอย่างที่ป๊อบพูด

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

ต่อจากหมวดหมู่การเล่นก็คือ ‘การเรียนรู้’ ซึ่งที่นี่ก็มีให้เลือกสรรหลากหลายตามความสนใจ ตั้งแต่การสำรวจต้นไม้ ปลูกผัก ทำสวน ทำอาหาร ทำขนม ทำโยเกิร์ต ทำของหมักดอง ทำศิลปะจากธรรมชาติ ทำผ้ามัดย้อมจากสีดิน และอีกสารพัด

ส่วนกิจกรรมแนว ‘เพลิน’ ก็มีตั้งแต่ปั่นจักรยาน วิ่ง เดินชมนกชมไม้ เดินไปปากซอยยามเย็นเพื่อรอชมฝูงค้างคาวออกจากถ้ำ เย็บปักถักร้อย ร้องรำทำเพลง ที่นี่มีทั้งเปียโนไฟฟ้าที่ตั้งอยู่กลางห้อง มีกีตาร์ เมาท์ออร์แกน เมโลเดียน และเครื่องตีเล็ก ๆ ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้องก็มีชั้นหนังสือและอุปกรณ์ศิลปะหลากหลาย ทั้งสีไม้ สีน้ำ สีชอล์ก สีซอฟต์พาสเทล ซึ่งหยิบยืมไปสร้างผลงานศิลปะตามชอบใจ

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

และสุดท้ายที่อาจถือเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ของที่นี่ ก็คือกิจกรรม ‘ฮีลกายฮีลใจ’ ที่มีตั้งแต่การนวดกดจุด กัวซา ฤาษีดัดตน โยคะ รวมถึงมีพื้นที่พูดคุยและรับฟัง ซึ่งผู้เข้าร่วมก็เลือกได้ว่าอยากพูดคุยแบบต้องการคำปรึกษาหรือแค่อยากบ่น ระบาย แบบไม่ต้องการคำแนะนำใด ๆ รวมทั้งยังเลือกได้ว่าอยากพูดให้คนเดียวฟังและเก็บเป็นความลับ หรือล้อมวงคุยแบบ Deep Talk หรือถ้าใครไม่อยากคุย แต่อยากให้ไพ่ทาโรต์ทำนายกันก็ย่อมได้

“ที่นี่เราให้คุณค่ากับความจริงใจตรงไปตรงมา มิตรภาพที่ไม่มาติดเรื่อง เพศ วัย หรือสถานภาพทางสังคม เรื่องจิตใจ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถ้ากิจกรรมไหนที่เข้าธีมเหล่านี้ก็ได้หมดเลย ล่าสุดก็มีเพื่อนอยากจัดงานแต่งที่อีโค แบบนี้เราโอเคนะ ถ้าให้จัดงานแต่งแบบที่เกิดขยะเยอะ ๆ เราก็ไม่อยากจัด แต่ครั้งนี้จะเป็นงานแต่งที่เล็ก ๆ น่ารัก อบอุ่นเป็นกันเอง เป็นงานแต่งที่ไม่ได้มีขยะเศษอาหารเหลือมาก และอาจเป็นงานแต่งที่คนจะได้มาเรียนรู้เรื่องการแยกขยะในงานก็ได้ แล้วน้องเขายังชวนว่า ถ้าตอนบ่ายพี่ป๊อบอยากจัดกระบวนการก็ได้นะ เราก็เลยกะว่าจะจัดเรื่อง 5 ภาษารัก เป็นงานแต่งที่มีเวิร์กชอปด้วย”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกคุณค่าหนึ่งที่ Friends & forest ให้ความสำคัญ ก็คือความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ราคาค่าที่พัก ค่าจัดกิจกรรมหรือการใช้พื้นที่ต่าง ๆ แบ่งเป็น 2 หมวดหมู่คือ ราคาปกติ กับราคาสำหรับองค์กรหรือกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมหรือคนที่มีรายได้น้อย

ส่วนเวิร์กชอป ที่นี่ออกแบบกิจกรรมให้ได้ตามโจทย์เลย แต่ถ้าหากสถาบัน ชมรม หรือองค์กรไหนอยากจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นหัวข้ออะไรดี ที่นี่ก็มีนำเสนอ 5 เวิร์กชอปนั่นคือ ‘Who Am I ?’ ที่ชวนมารู้จักตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไร ต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต และของขวัญที่เราอยากมอบให้โลกนี้คืออะไร

‘Love & Relation: เพราะความรักเป็นมากกว่าเรื่องของคนรัก’ ชวนมาสำรวจมุมมอง ธรรมชาติ และจิตวิทยาของความรัก เรียนรู้ได้ทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ 

‘We as a team’ ชวนมาเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์และการอยู่กับผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย การทำงานกับความขัดแย้งและทีมเวิร์ก 

‘From Farm to Table’ ชวนมารู้จักเส้นทางอาหารจากแปลงผักสู่จาน แถมทดลองทำอาหารให้เป็นซิกเนเจอร์ของแต่ละคน 

หรือ ‘We are World’ ชวนมาเรียนรู้ธรรมชาติ การดูแลสิ่งแวดล้อม การแยกขยะ การทำบ้านดิน และอื่น ๆ อีกมากมาย

หนึ่งในตัวอย่างกิจกรรมที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ ก็คือกิจกรรม ‘Hello! คนโสด’ ที่ร่วมกับเพจ Datesuka ชวนหนุ่มสาวที่ยังไม่มีคู่มารู้จักคนใหม่ ๆ แบบช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ พร้อมเวิร์กชอปที่จะช่วยให้เข้าใจว่า เราต้องการอะไรจากความรักกันแน่

”ถ้าแค่กิจกรรม Dating เพื่อหาแฟนอย่างเดียวคงไม่จัด แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ความต้องการของตัวเอง รวมถึงความต้องการของอีกฝ่าย เออ แบบนี้อยากจัด หรือในอนาคตเราก็อยากเห็นเทศกาลดนตรีที่นี่สักครั้งเหมือนกันนะ อาจจะเป็นเทศกาลศิลปะ หรืออาจจะเป็นการรวมตัวของคนทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรืออาจเป็นฮีลลิงเฟสติวัลก็ยังได้” เขาเล่าถึงความเป็นไปได้อันหลากหลายของพื้นที่แห่งนี้

“เราอยากให้คนที่มาได้รับมิตรภาพที่ดีในระยะยาว และได้เห็นถึงความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เหมือนในชื่อ Friends & forest มากกว่านั้นก็คงอยากให้เกิดการเรียนรู้อะไรบางอย่างที่ซึมเข้าไปในเนื้อในตัวเขา”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

มิตรภาพ บาดแผล และการเยียวยา

หากเปรียบ Friends & forest เป็นองค์กร ขั้นตอนการวางแผนงานของที่นี่ก็เรียกได้ว่ากลับด้านกับองค์กรทั่วไป

หากอิงตำราธุรกิจ การก่อตั้งบริษัทหรือองค์กรอะไรสักอย่างก็ต้องเริ่มจากการวางวิสัยทัศน์ พันธกิจ Business Model แล้วค่อยก่อตั้งองค์กร จากนั้นจึงค่อยหาคนที่เหมาะสมกับงาน แต่สำหรับที่นี่ ป๊อบเลือกซื้อที่ดิน บุกเบิกพื้นที่ ปลูกต้นไม้ และสร้างบ้านดินก่อน จากนั้นจึงค่อยหาคนที่จะมาสร้างความฝันด้วยกัน แล้วการวาง Business Model ค่อยมาเป็นลำดับสุดท้าย

“หนึ่งในเหตุผลที่มาทำตรงนี้ คือเราไม่ได้อยากทำโปรเจกต์ที่ตอบสนองความฝันของตัวเองคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะในช่วงท้าย ๆ ของการบุกเบิกมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติที่ปากช่อง เราชวนทีมมาคุยกัน ถามว่าเขามาทำที่นี่เพราะอะไร หลายคนบอกว่า เห็นว่าสิ่งที่เราทำมันดีและอยากมาช่วยทำให้สำเร็จ แต่ใจเราอยากให้โปรเจกต์ยั่งยืนกว่านั้น เพราะถ้ามันถูกปักธงว่าเป็นโจทย์ของเรา ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่ มันก็อาจไปต่อยาก เราก็เลยอยากให้โปรเจกต์นี้เกิดจากความฝันร่วมกันของหลาย ๆ คน ที่ไม่ใช่เขามาทำเพื่อช่วยเรา แต่มาทำเพื่อตอบสนองความฝันของตัวเองด้วย”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

นั่นก็เลยทำให้ที่นี่เริ่มจากการหาคนที่มีใจก่อน แล้วค่อยชวนล้อมวงคุยว่า เราจะหารายได้จากสิ่งนี้ได้อย่างไร สิ่งไหนคือความฝันที่แต่ละคนอยากทำและรู้สึกว่าทำได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกว่าเป็นงาน

“ตอนเริ่มบุกเบิกพื้นที่ เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่จะมีโครงการอะไรบ้าง แต่เราสร้างสาธารณูปโภคก่อน ให้มันเปิด ๆ เอาไว้ เผื่อจะทำโครงการอะไรจะได้ทำได้ เริ่มจากห้องน้ำ 8 ห้องก่อนเลย ถ้ามีงานที่คนมาเยอะก็น่าจะใช้พอ ที่นอนต้องมี ครัวต้องมี แล้วก็ต้องมีพื้นที่กลางทำกิจกรรม แล้วเราก็อยากให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ร่มรื่น ก็ปลูกต้นไม้ เมื่อทุกอย่างเสร็จ ซึ่งก็แค่เดือนที่แล้วเองนะ ที่มาคุยกันว่าใครจะอยู่ต่อและทำด้วยกันบ้าง อยากทำอะไรกันบ้างที่จะตอบสนองความฝันของเขาที่จะทำให้รู้สึกว่า เป็นโครงการของเขา ไม่ใช่แค่มาช่วยเรา”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ป๊อบตัดสินใจซื้อที่ก็คือภาวะโลกร้อนที่ทำให้อนาคตกรุงเทพฯ น้ำจะท่วม อาจไม่ใช่น้ำมาครั้งเดียวมิดหลังคา แต่อาจเป็นการที่น้ำท่วมบ่อยจนใช้ชีวิตอยู่ได้ยาก

“ถึงตอนนั้นมันจะวุ่นวาย การหาที่ดินจะลำบาก แล้วตอนนั้นเราก็อาจอายุเยอะและไม่มีแรงมาบุกเบิกทำบ้านดินแบบนี้แล้ว วันนี้มีแรงก็อยากทำเลย แล้วเมื่อถึงวันนั้น เราก็อยากให้ที่นี่เป็นโอเอซิสสำหรับเพื่อน ๆ และคนที่เรารัก คนที่เราไม่อยากให้เขาแย่ ที่เขาจะมาอยู่ด้วยกันได้”

ส่วนเหตุผลสุดท้าย ก็คือเขาอยากต่อยอดให้เกิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่กว้างขึ้นกว่าแค่การเป็นมหาลัย แต่เป็นพื้นที่ของคนทุกเพศทุกวัย

อย่างไรก็ตาม กว่าที่จะมาเป็น Friends & forest ที่สวยงามในวันนี้ เส้นทางของเขาไม่เคยง่าย

จากไร่ข้าวโพดเก่าที่ถูกทิ้งร้าง บ่อบาดาลที่ผุพัง ป๊อบและเพื่อน ๆ หลายชีวิตได้เข้ามาเริ่มบุกเบิกพื้นที่ กลางคืนนอนวัด กลางวันเข้าไปสร้างบ้านดิน จน 1 ปีกว่า ๆ ผ่านไป ทั้งทีมงานและอาสาช่วยกันสร้างอาคารดินใหญ่และบ้าน 2 หลังจนเสร็จ ปลูกต้นไม้ไปแล้วนับร้อย ๆ ต้น เจาะบ่อบาดาลใหม่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ จนทุกอย่างแทบจะพร้อมแล้ว ยกเว้นความเห็นที่เริ่มไม่ตรงกับเจ้าของที่ดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สุดท้ายพวกเขาเลือกไม่ไปต่อกับที่ดินผืนนี้ สิ่งที่ลงแรงสร้างไว้ทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงความหลัง

แม้เขาจะปรับรูปแบบเป็น Gap Year Program ที่เป็นคล้าย ๆ มหาลัยเคลื่อนที่ พาผู้ใหญ่และวัยรุ่น เรียนรู้นอกห้องเรียนตามศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ จากเหนือจรดใต้ จากวิถีชาวนาสู่วิถีชาวประมง และโครงการก็ดำเนินต่อไปได้จนจบ แต่ก็มีหลายอย่างที่ยังไม่ง่ายและไม่ลงตัว

ความผิดหวังที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความเจ็บปวดไม่น้อย เราจินตนาการว่า ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบเขา เราก็คงไม่รู้จะเอาพลังและเรี่ยวแรงใจจากไหนมาเริ่มต้นก่ออิฐก้อนใหม่กับโปรเจกต์ Friends & forest ในแบบที่เขาทำ

“มีเพื่อนคนหนึ่งแวะมาแล้วบอกว่า เออ คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เป็นของมึงแบบสุด ๆ คือ อึดว่ะ มึงลุกขึ้นมาใหม่ได้เรื่อย ๆ แต่อะไรที่ทำให้อึดเหรอ…” เขานิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบว่า

“เราว่าส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตเพื่อน ตอนที่เราล้มแต่ละครั้ง เรามีเพื่อนดี ๆ ช่วยเยียวยาเรา ไม่ว่าจะเป็นเพราะเขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำหรือเขาแค่รักเรา แต่สิ่งนี้ก็ค่อย ๆ เยียวยาเรากลับมา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็เป็นเพราะสิ่งนี้มันยังไม่ค่อยมีในสังคม และถ้าเราไม่ทำ ก็อาจไม่มีใครทำในแนวนี้เลยก็ได้ คือถ้ามีคนทำแบบนี้แล้ว เราก็คงไปช่วยเขาทำแหละ เพราะการริเริ่มอะไรสักอย่างมันยาก และอีกอย่างคือเราไม่หลอกตัวเอง ไม่ตีเนียนว่าสักวันอะไร ๆ จะดีขึ้น ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หรือหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวันจะมีคนทำ ก็ในเมื่อมันยังไม่มีคนทำ เราก็เลยต้องทำ” ป๊อบเล่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขามีแรงลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

หากใครที่รู้จักป๊อบ จะรู้ว่าเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรักและมิตรภาพมาก และเป็นมนุษย์ที่มีพลังบวกอยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็ทำให้เราสงสัยว่า กว่าที่ชีวิตจะดำเนินมาถึงจุดนี้ เขาก็น่าจะต้องเจอคนที่ทำให้ผิดหวังและเสียใจมาไม่น้อย แต่อะไรที่ทำให้เขายังคงมีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์และยังมีแรงพลังในการทำสิ่งดี ๆ เพื่อคนอื่น

“มีช่วงเขว ๆ เหมือนกันนะ มีช่วงหนึ่งที่แตะไปถึงโซนแบบ โลกนี้มันก็อย่างนี้แหละ หรือความรู้สึกแบบ เราไม่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อแล้วก็ได้ เช่น เรื่องโลกร้อนที่จะต้องไม่ให้เพิ่มถึง 2 องศา เราก็คิดว่าต่อให้เราอยู่ก็ไม่ได้ช่วยยับยั้งอะไรได้ ทุกคนมีมุมเห็นแก่ตัว เราก็มี เราไม่ได้โทษว่าใครผิดด้วย ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตคือดิ้นรนเพื่ออยู่รอด ทำให้ต้องเบียดเบียดกัน แล้วก็เกิดโศกนาฏกรรมและเรื่องน่าเศร้ามากมาย คือมันทะลุการรู้สึกไม่ดีกับตัวบุคคลไปแล้ว แต่มันไปถึงการรู้สึกไม่ดีกับแก่นธรรมชาติบางอย่างของจักรวาล และรู้สึกว่าการมีอยู่ของเราอาจไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้”

ส่วนสาเหตุของความรู้สึกนั้น เขาบอกว่ามาจากหลายอย่างประกอบกัน และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้รับการเยียวยาทางจิตใจจากเพื่อน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือจิตแพทย์ที่สนิทกันตั้งแต่สมัยมัธยม

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“เพื่อนบอกว่า สิ่งที่แกพูดมันจริงหมดเลย ไม่มีอะไรที่เราปฏิเสธได้เลย แต่เราแค่อยากให้แกมีพื้นที่ในจิตใจที่เปิดให้กับความ Doom”

คำว่า Doom ในที่นี้ ป๊อบอธิบายว่า มันไม่ใช่ Death แบบความตาย แต่คือสถานการณ์ที่ตอนนี้ยังไม่ตาย แต่จะตายแน่ ๆ ในอนาคต หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่มีความหวังอะไรแล้ว ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เขามองว่าเกิดขึ้นกับโลก

“เพื่อนก็บอกว่า ตอนนี้แกเห็นความ Doom ของมนุษยชาติ ที่ผ่านมาแกพยายามเต็มที่เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น แต่พอมาถึงจุดที่รู้สึกว่าทำไม่สำเร็จ แกก็เลยรู้สึกว่าไม่รู้จะอยู่ไปทำไม แต่เราอยากชวนให้แกมองอีกมุมหนึ่ง คือไม่ต้องบิดเบือนอะไรเลยนะ คือยอมรับไปเลยว่ามันจะ Doom นั่นแหละ พอแกมีพื้นที่ยอมรับความวิบัตินี้ในใจแกแล้ว แกก็อาจจะไม่ต้องรีบจากไปก็ได้ เพราะถ้าแกจากไป ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ก็ยอมรับไปเลยว่าสุดท้ายจะเป็นแบบนี้ แล้วในระหว่างนี้อะไรดี ๆ ที่แกทำได้ก็ถือว่าเป็นกำไร ซึ่งพอเราคุยกับเพื่อนคนนี้จบ เราก็รู้สึกดีขึ้นเลยนะ”

เขาบอกว่าตอนนี้เขามองตัวเองเหมือนคนที่ยังสร้างอะไรที่มีความงามในฉากที่โลกกำลังเข้าสู่ความหายนะ ซึ่งนั่นก็ทำให้เรานึกถึงคนที่เล่นดนตรีในฉากที่เรือไททานิคกำลังล่ม

“บทบาทของเราก็อาจเป็นคนวาดรูป ที่ทำให้ภาพวันหายนะโกลาหลที่มันโหดร้าย พอมองไปแล้วมันสะดุดตาสักนิดว่า มันมีมุมเล็ก ๆ ของภาพที่มันสวยมาก ๆ เลยนะ เรารู้สึกว่าเราอาจมีหน้าที่แค่นี้ก็ได้ แล้วนั่นมันก็อาจดีพอแล้ว ก็เลยทำที่นี่ต่อด้วยความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกที่อยากชวนให้เห็นว่า ในโลกที่โหดร้ายก็ยังมีมุมหนึ่งที่มีอะไรดีอยู่”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

Friends & forest ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือผู้คน

ตลอดระยะเวลาปีกว่า ๆ แห่งการก่อร่างสร้างบ้านดินของ Friends & forest สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นอยู่เสมอจากเฟซบุ๊กของป๊อบ ก็คือภาพบรรยากาศความสนุกสนานในช่วงเวลาหลังเลิกงาน ที่แต่ละคืนก็มีกิจกรรมต่างกันไป บางคืนมีล้อมวงเล่นดนตรี บางคืนมีปาร์ตี้ปิ้งย่าง บางคืนล้อมวงเล่นบอร์ดเกม ส่วนบางคืนก็เป็นการล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกแบบ Deep Talk บางคืนก็ฉายสารคดีดูกัน หรือคืนที่พิเศษคืนหนึ่งเป็น Music Night ที่มาแชร์ความรู้สึกของตนเองผ่านบทเพลง และอีกหลายกิจกรรมที่ทำให้ช่วงเวลาสั้น ๆ ของเหล่าอาสาที่นี่เปลี่ยนจากคนแปลกหน้ากลายมาเป็นเพื่อนกัน – เราถามป๊อบว่า เขามีเทคนิคอย่างไร

“อย่างหนึ่งเลยที่เราว่ามันช่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่โจนฟันธง แล้วมันจริงอย่างไม่น่าเชื่อ แกบอกว่าสิ่งเดียวที่ทำให้คนหลาย ๆ พื้นเพมาอยู่ร่วมกันได้ง่ายที่สุด คือการทำงานใช้แรง เพราะถ้านั่งประชุมพูดคุย คนที่พื้นเพบ้าน ๆ กับนักวิชาการ มันยากมากที่จะรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ต่อให้มีความปรารถนาดีต่อกันมากแค่ไหนก็ตาม ยิ่งคุยก็จะยิ่งเห็นช่องว่างห่างกันเรื่อย ๆ แต่ถ้ามาทำบ้านดินด้วยกัน มาเข้าโหมดถึกด้วยกัน มันจะเหมือนออกค่าย ที่มีจุดยึดโยงบางอย่างที่ทำให้เห็นอกเห็นใจกัน ถึงจะรู้ว่าเราก็ต่างกันจริง ๆ นั่นแหละ แต่อย่างน้อยเราก็แบกของหนัก ๆ เหมือนกัน เราว่าสิ่งนี้มันหลอมคนเข้าด้วยกันจริงอย่างที่พี่โจนว่า”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกอย่างที่ป๊อบบอกว่าเพิ่งมารู้ภายหลังว่าสำคัญ ก็คือการมีกฎของกลุ่มที่ทุกคนช่วยกันร่างขึ้นมา เพราะช่วงแรก ๆ ที่ไม่มีกฎ ทำให้ป๊อบต้องคอยไปบอกคนนั้นคนนี้ว่าสิ่งนั้นไม่ควรทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารู้สึกลำบากใจ

“แต่ละคนถูกปลูกฝังต่างกัน ให้ความสำคัญกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน คำว่า Common Sense จึงไม่มีอยู่จริง เราว่าข้อดีของกฎไม่ใช่การบังคับ แต่คือความชัดเจน เป็นบรรทัดฐานที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน เช่น การเก็บแก้ว ก็ให้ล้างแล้วเก็บทันที ไม่เอาแบบวางไว้ก่อน เพราะมดจะขึ้น เราว่าถ้าเป็นกฎที่ไม่ได้ออกมาเพื่อผลประโยชน์ของใครคนหนึ่ง แต่เพื่อประโยชน์ของทุกคน เราพบว่ามันดี มันทำให้อะไร ๆ ชัดเจนและไม่ปวดหัว”

ว่ากันว่าความสวยงามของการเดินขึ้นภูเขาไม่ได้อยู่แค่ที่จุดหมายปลายทาง แต่ยังอยู่ที่สองข้างทางระหว่างเดินขึ้นด้วย ซึ่งการสร้างบ้านดิน ณ Friends & forest ก็ไม่ต่างกัน

“เหตุการณ์ประทับใจมีหลายอย่างมาก สำหรับเราจะเป็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น จังหวะเลิกงาน เรานั่งเก็บงานแล้วมองลงไปจากระเบียง เห็นเขาเอาถังมาล้างด้วยกัน เอาน้ำมาฉีด ๆ แกล้งกัน อะไรแบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่า แม้จะลงทุนและมีอุปสรรคมากมาย เราก็รู้สึกว่ามันคุ้มนะที่ตัดสินใจทำสิ่งนี้ อย่างน้อยมันก็เกิดโมเมนต์แบบนี้ตรงหน้า หรือเมื่อก่อนที่เราต้องเป็นคนไปบอกว่าทำเสร็จแล้วให้ล้างถังและคว่ำไว้นะ แต่น้องอาสาบางชุดจริงจังกับเรื่องนี้มาก จนเราเองที่ต้องบอกว่า อันนี้แช่น้ำไว้ก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ใช้ต่อ แต่น้องเขาบอกว่า ไม่ได้ค่ะ อยากให้มันเรียบร้อยค่ะพี่ เราก็โอ้ โอเค” ป๊อบเล่าพร้อมหัวเราะ

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“หรือเวลาที่เลื่อนอ่านเฟซบุ๊กแล้วเห็นคนที่มาเจอกันที่นี่คอมเมนต์โต้ตอบกัน เราก็ดีใจ รู้สึกเหมือนภารกิจที่วางไว้สำเร็จ หรืออย่างในงานเปิดบ้าน มีคืนหนึ่งที่น้องสองคนที่จบโฮมสคูลมาเล่นดนตรีด้วยกัน แล้วมีอยู่บางเพลงที่เขาร้องแล้วเราน้ำตาไหล มันเป็นความรู้สึกที่ว่า ในที่สุดพื้นที่นี้ก็ได้มีโมเมนต์ที่ตราตรึงขนาดนี้ให้กับคนได้ ก็ทำให้รู้สึกว่ามันมีความหมายที่ได้สร้างพื้นที่นี้ขึ้นมา หรือว่าทุกครั้งที่ได้ฟังคนแชร์ว่าเขาได้เรียนรู้หรือประทับใจอะไรจากที่นี่ เราก็ดีใจที่ได้รู้ว่าเรื่องนี้มีความหมายกับเขาขนาดนั้น การมาที่นี่ของเขามันเปลี่ยนเขาในมุมนี้ขนาดนั้นเลยนะ”

เราขอให้เขายกตัวอย่างบางความคิดเห็นที่โดนใจเขาเป็นพิเศษ เขานิ่งคิดอยู่พักหนึ่งแล้วเล่าว่า

“มีน้องคนหนึ่งที่ตอนมาเราก็เถียง ๆ แหย่กัน กวนตีนกันไปมา แต่เราก็มีประเด็นจริงจังบางอย่างที่อยากบอกกับเขา แล้วเราก็ไม่รู้จะถึงไม่ถึง ได้ไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาบอกว่า เราเป็นไม่กี่คนในชีวิตที่เขาสัมผัสได้ว่าปรารถนาดีกับเขาจริง ๆ และเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราพยายามจะบอก และเขาเองก็เวิร์กเรื่องนี้อยู่จริง ๆ นะ และถือว่าเราเป็นพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเราก็รู้สึกว่า โอ้ มึงอินกว่าที่กูคิด โอเค กูก็นึกว่ามึงอินบ้างไม่อินบ้าง กูก็ดีใจที่การมีอยู่ของกูมันมีประโยชน์กับมึงขนาดนี้ กูก็กลัวมึงไม่อินเหมือนกัน”

ทีมงาน

แม้ทีมงาน Friends & forest อาจมีการเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และกิจกรรมก็อาจเปลี่ยนไปตามตัวบุคคล แต่หัวใจสำคัญของที่นี่ – ความจริงใจ มิตรภาพ การรับฟัง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรม ก็ยังจะเป็นหัวใจหลักของที่นี่เสมอ โดยในวันนี้ ทีมงานของที่นี่มีทั้งหมด 9 ชีวิต หลายคนก็เริ่มจากการเป็นอาสาทำบ้านดินและอยู่ยาวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

“ช่วงแรก ๆ ที่มาคือพูดกับพี่ป๊อบเลยว่า มาอยู่ที่นี่ 2 วัน หัวเราะมากกว่าอยู่ที่บ้านทั้งอาทิตย์อีก เราชอบตรงที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้เจอผู้คน ได้คุยกับคนที่มีความคิดหลายแบบ ได้เห็นว่าในสิ่งเดียวกันแต่ละคนก็คิดไม่เหมือนกัน เคยบอกพี่ป๊อบว่า คนที่มาที่นี่เป็นคนบ้าทุกคน ใครไม่บ้าไม่มาหรอก ที่นี่มีคนแปลกเยอะ แต่เป็นความแปลกที่อยู่ด้วยกันได้ มีความหลากหลายเยอะมาก แต่ไม่ตัดสินกัน มันเจ๋งดีนะถ้ามีพื้นที่แบบนี้เยอะ ๆ ไม่ใช่แค่พื้นที่ของเรา” โซฟา-ปัญฑารีย์ ขันชะลีย์ดำรงกุล หญิงสาวที่มาสมัครงานเพราะเบื่อเมืองและคิดถึงการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ บอกเล่าความประทับใจตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ได้มาอยู่ที่นี่

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“ชอบไลฟ์สไตล์รักษ์โลก เช่น การแยกขยะที่ทำละเอียดและเต็มที่มาก ซึ่งผลักดันให้เราอยากทำมากขึ้นกว่าที่เคยทำมา แล้วก็ชอบมิติของผู้คนที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง ชอบการตั้งวงพูดคุยที่แชร์ความรู้สึกลึก ๆ ข้างในอย่างตรงไปตรงมา” มิ้น-ณัฐธินี อัมพุช หญิงสาวที่สนใจชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง บอกเล่าความรู้สึกกับงานแรกหลังเรียนจบของเธอ

“ก่อนหน้านี้เราสนใจแต่เงิน แต่งาน แต่การมาอยู่ที่นี่ทำให้ได้เห็นว่า เงินไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอย่าง แต่ความสัมพันธ์ ความรู้ใหม่ ๆ และหลายสิ่งในโลกนี้ที่มันสวยงามให้อะไรเราได้มากกว่าเงิน และเราก็ประทับใจในอุดมการณ์ของที่นี่” แอล-อัลลิค ครอมตัน หนึ่งในพ่อครัวหัวป่าก์ของ Friends & forest เล่าความรู้สึกที่ไม่คาดฝันว่าจะได้รับหลังจากมาที่นี่เพราะมิ้นชวนมา

“ชอบความเป็นธรรมชาติ เราเบื่อชีวิตในเมือง เบื่อรถติด เบื่อความอึดอัด แต่อยู่ที่นี่มันโปร่งสบายกว่า และชอบที่มีเพื่อนคุยแบบจริงใจ เช่น เวลาให้คำแนะนำกัน ทุกคนจะพูดแบบตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องกลัวผิดใจกัน ซึ่งเราก็จะรู้ว่าเขาแนะนำเพื่อต่อยอด ไม่ใช่เพื่อตำหนิ” มด-นิติภูมิ สินธุสนธิชาติ เล่าถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตที่นี่

“ผมว่าจุดเด่นอย่างหนึ่งของผู้คนที่นี่คือความเปิดกว้าง ไม่แบ่งแยก อย่างตัวเราเองก็อาจมีบางสิ่งที่ต่างจากกระแสหลัก ซึ่งหากไปอยู่ที่อื่นบางที่อาจรู้สึกแปลกแยก แต่ไม่ใช่กับที่นี่ เพราะที่นี่ความแตกต่างไม่ได้ถูกกีดกันออกไป” อาร์ม-ศิวา จันทรักษา หนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามของพื้นที่แห่งนี้ ยืนยันถึงจุดเด่นของที่นี่

“ที่นี่เป็นสถานที่ให้ผู้คนหลากหลายมาใช้เวลาร่วมกันโดยมีจุดร่วมบางอย่าง แม้จะมีความแตกต่างทางความคิด แต่ทุกคนก็ปรับตัวเข้าหากันได้ ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการสื่อสารความคิดตัวเอง” ปลื้ม-ธรรมสรณ์ ศรีสวัสดิ์ หนุ่มนักศึกษาบอกเล่าเหตุผลที่ทำให้จากตอนแรกที่วางแผนจะอยู่แค่เดือนเดียว กลับอยู่ยาวจนกลายเป็นทีมงาน

“ผมอายุมากที่สุด ตอนแรกก็หนักใจว่าจะอยู่ได้ไหม แต่ก็มีกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้ผมได้เห็นถึงความคิดของคนรุ่นใหม่ ได้เห็นความตั้งใจของพวกเขาที่จะทำอะไรดี ๆ ก็ประทับใจสิ่งเหล่านี้” ณุ-พิษณุ สีอุดมธีรกุล เล่าถึงความรู้สึกของการมาที่นี่หลังจากหยุดธุรกิจส่วนตัวไปพักหนึ่งเพราะสถานการณ์โควิด-19

“เราชอบตรงที่มีต้นไม้เยอะและหลากหลายมาก แล้วก็ประทับใจผู้คน ทั้งอาสาที่มาและทีมงาน เราไม่ได้เรียนรู้แค่การทำบ้านดิน แต่ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันด้วย การมาอยู่ที่นี่ทำให้รู้สึกว่าเราใจเย็นลง และเปิดรับความคิดที่หลากหลายของคนมากขึ้น” ส้มโอ-วันทนีย์ จันทรมี หญิงสาวที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เดือนมกราคมเล่าถึงความประทับใจและสิ่งที่ได้เรียนรู้

แม้ว่าเราจะนิยามตัวเองว่าเป็นมนุษย์ Introvert ที่มีโลกส่วนตัวสูงและสนิทกับคนยาก แต่ระยะเวลาเพียง 2 วัน 1 คืนที่เราได้มาเยือนที่นี่ เรากลับรู้สึกอบอุ่นและสนิทใจกับผู้คนที่นี่อย่างประหลาด มันเป็นความสบายใจเหมือนสายน้ำที่ไหลไปตามธรรมชาติ และมันก็เป็นจริงอย่างที่ป๊อบว่าไว้ – มุมเล็ก ๆ ที่สวยงามท่ามกลางโลกที่โหดร้ายยังมีอยู่จริง

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ภาพ : Friends & forest และ Jay Takachote

 

Writer & Photographer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load