พ.ศ. 2533 สวัสดิ์ อัศดารณ เป็นบัณฑิตเต็มตัวจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

เขาทำงานแรกในชีวิตที่ IBM ประเทศไทย ในตำแหน่ง Financial Analyst ซึ่งก็ไม่หนีห่างจากสาขาบัญชีที่เรียนจบมา

แต่นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของทางอาชีพในองค์กรแห่งนี้ เพราะหลังจากนั้น สวัสดิ์ หรือ พี่โอ๋ ที่ชาวไอบีเอ็มเรียกกัน ได้ลองทำงานตำแหน่งใหม่ ๆ ทั้งที่คุ้นเคยดีอยู่แล้ว จนถึงหน้าที่ที่ไม่เคยทำมาก่อน

เขาเป็นคนชอบเรียนรู้ และพร้อม ‘ลุย’ เสมอ ทำให้ผู้บริหารเห็นข้อดีในตัวจนมอบโอกาสดี ๆ ให้มากมาย และเขาไม่เคยปฏิเสธ

จากที่ปรึกษาการเงิน เขาได้เป็นฝ่ายขาย จากฝ่ายขายมาดูแลมาร์เกตติ้ง จากมาร์เกตติ้งย้ายมาเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ ผ่านการทำงานกับผู้บริหารเก่ง ๆ หลายท่าน โดยสิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจคือ คน

คนในที่นี้เป็นทั้งลูกค้า คู่ค้า เพื่อนร่วมงาน และพนักงาน

พ.ศ. 2565 เขารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ IBM ประเทศไทย ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่จะบริหารงานแบบธุรกิจยั่งยืน ทั้งสำหรับองค์กรและลูกค้า เดินหน้าให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง พร้อมพัฒนาและรักษาคนไว้ให้มากที่สุด

ผู้บริหารอารมณ์ดีคนนี้เรียกตัวเองว่า ‘พี่’ พร้อมย้ำเรื่อง ‘คน’ ตลอดบทสนทนา และพยายามสุดความสามารถในการอธิบายเรื่องยากให้เราเข้าใจได้ง่ายโดยทันที

การดูแลคนอย่างยั่งยืนตามแบบฉบับของ สวัสดิ์ อัศดารณ Managing Director คนใหม่ของ IBM

คุณทำงานมาเกือบทุกแผนกใน IBM สิ่งนี้เป็นข้อได้เปรียบในการรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director) มากน้อยแค่ไหน

ตอนเข้ามาทำงาน ในช่วงสิบกว่าปีแรกของชีวิตการทำงาน เราโชคดีที่ได้ พี่แต๋ม-ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นเมนเทอร์เพราะอยู่แผนกเดียวกันในเวลานั้น และท่านก็เป็นคนช่วยดู Career Path ให้ต่อจากนั้นมา แม้จะไม่ได้เรียนแต่ละด้านมาโดยตรง แต่ได้ลองทำงานหลาย ๆ อย่าง มันทำให้เราเห็นองค์กรในทุก ๆ จุด เข้าใจคนในทุก ๆ จุด โดยเฉพาะเรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญ

พอเคยเข้าไปทำงานในหลาย ๆ ส่วน ก็ทำให้เข้าใจ KPI (Key Performance Indicator) ของคนในแผนกนั้น ๆ เพราะบางครั้งความขัดแย้งในองค์กรเกิดจากการที่ KPI ของแต่ละหน่วยไม่สอดคล้องกัน เมื่อเราเข้าใจแบบนี้ก็ช่วยสร้างกลไกให้การทำงานเดินต่อไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น การอยู่กับ IBM มายาวนานจึงเป็นจุดแข็งหนึ่งของเรา

แต่ถามว่ามีความท้าทายไหม มี

ความท้าทายของเราคือยังไม่เคยออกไปข้างนอก ซึ่งเราใช้ประสบการณ์การทำงานกับลูกค้าหลายอุตสาหกรรมมาเสริม มันอาจจะเป็นความท้าทาย แต่ไม่ใช่ปัญหา ขึ้นอยู่กับ Mindset ของเราเอง

หลายคนเลือกเติบโตไปในสายงานเดิม คุณสมบัติอะไรในตัวคุณที่ทำให้ผู้บริหารเสนอให้ลองทำงานด้านใหม่ ๆ ตลอด

เราจบสาขาบัญชี แม้คาแรกเตอร์จะไม่ใช่นักบัญชีเท่าไหร่ ตอนเรียนศิลป์-คำนวณ เพื่อนก็แซวว่าน่าจะเป็นศิลป์-บันเทิง เราเป็นเด็กเรียนเก่ง แต่ชอบทำกิจกรรม แล้วก็ไม่รู้ว่าท่าไหนถึงได้ไปอยู่ใน IBM Club ซึ่งทำให้รู้จักคนมากมายในองค์กร

ขณะเดียวกัน ถ้ามองย้อนกลับไป หลาย ๆ เหตุการณ์ก็ช่วยเราเรื่องความเป็นผู้นำ อย่างตอนทำ Pricing ทำได้ 2 – 3 ปี ลดราคาเยอะไปหน่อย ผู้บริหารเลยบอกว่าย้ายเถอะ เดี๋ยวบริษัทขาดทุน พูดเล่นนะ (หัวเราะ) 

ที่จะบอกคือ การลดราคาให้ลูกค้ากว่าจะทำได้มันยากมาก แต่หลายสถานการณ์ เราก็คุยกับโกลบอลถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องตั้งราคาแบบนี้ได้ ใช้ Networking ที่มีมาช่วยทำงาน ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากสิ่งที่ตัวเองเรียนมา
เราได้ความรู้พื้นฐานของธุรกิจจากการเรียนบัญชี สามารถวิเคราะห์ แยะแยะ ซึ่งช่วยการตัดสินใจมาก ๆ แต่ข้อเสียเปรียบของเราคือเรื่องเทคนิค ตอนทำตำแหน่งเซลส์กดดันสุด ๆ แต่ก่อนจะมีห้องสมุด IBM อยู่ชั้น 13 เวลาเรากลับจากพบลูกค้าก็มาค้นคว้าต่อที่ห้องสมุดนี้ คำนี้แปลว่าอะไร บางเรื่องอ่านให้ตาย หลับคาหนังสือเท่าไหร่ก็ยังไม่เข้าใจ ก็ได้เครือข่ายคนรู้จักจาก IBM Club ช่วยไว้ คนนั้นอยู่ฝ่ายโน้น คนโน้นอยู่ฝ่ายนี้ เขาก็ช่วยอธิบายให้เราเข้าใจในเวลาสั้น ๆ 

ถามว่าคุณสมบัติอะไรทำให้เราเป็นคนทำงานแบบนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่เราสามารถเรียนรู้ได้ในทุกที่ จังหวะของการเรียนรู้มันเร็วทวีคูณขึ้นทุกวัน เราต้องเปิดใจ มีทัศนคติเชื่อในความเป็นไปได้

มันคือการถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อเดินต่ออีกสิบก้าว

ว่ากันว่าเมนเทอร์คนแรกมักเป็นคนสำคัญในการหล่อหลอมคนคนหนึ่ง บทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้จากคุณศุภจีคืออะไร

พี่แต๋มเป็นทั้งครูและพี่ สมัยนั้นชอบแซวว่าแกชื่อ ซูเปอร์ จี เพราะเป็นผู้หญิงที่ทำได้ทุกอย่าง รวดเร็ว และเก่งมาก ๆ 3 เดือนแรกที่เราเข้ามาทำงาน ยังคิดอยู่เลยว่าจะไหวไหม (หัวเราะ)

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับแกคือ การเอาใจใส่เรื่องคน เราดูจากตัวเองเป็นหลัก ตอนเปลี่ยนตำแหน่งไปทำงานด้านอื่น ๆ ก็ได้พี่แต๋มที่ให้โอกาส พออิ่มตัวอยากเปลี่ยน Role แกก็สนับสนุน ครั้งหนึ่งให้ย้ายไปแทนตำแหน่งแกเลย คือดูแลงาน Global Financing 

นั่นคือสิ่งที่พี่แต๋มทำมาตลอด แกขยัน ทำงานหนักสุด ๆ เป็นคนเก่ง ฉลาด ที่สำคัญคือดีกับคนอื่นมาก ๆ ไม่รู้เล่าไปแกจะว่าอะไรเปล่านะ คงไม่หรอกเนอะ (ยิ้ม)

IBM ในสมัยของคุณจะเป็นแบบไหน

องค์กรเรามี Core Value และวัฒนธรรมของตัวเองอยู่แล้ว เรื่องแรกคือ Dedicated for Client Success สอง Innovation และสามคือ Integrity เรายึดสิ่งเหล่านี้ในทุก ๆ ตารางเมตร ทุก ๆ การคิด ทุก ๆ การทำงาน 

สิ่งที่เราจะทำคือตอกย้ำคุณค่าเหล่านี้ 

หนึ่ง สื่อสารภายในให้คนในองค์กรเข้าใจ 3 คุณค่าหลัก ยุคนี้เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง แกนคุณค่าหลักของเราไม่ได้เปลี่ยนก็จริง แต่บริบทมันเปลี่ยน ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะ Dedicated for Client Success ในอดีตเราอาจจะขายเซิร์ฟเวอร์เพื่อพัฒนาระบบลูกค้าให้ดีขึ้น แต่วันนี้ไม่ใช่แบบนั้น เราต้องดูตั้งแต่ Business Model ต้องมีพาร์ตเนอร์ใหม่ Journey ของธุรกิจเขาก็เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ธนาคารทุกวันนี้ เมื่อก่อนลูกค้าต้องไปสาขาเพื่อเปิดบัญชี ตอนนี้ก่อนจะเดินไป อาจจะมีอีก 2 สเต็ปที่ทำกับบริษัทอสังหาฯ หรือการแพทย์เพิ่มเข้ามา กลายเป็น Ecosystem ใหม่

หรืออย่าง Integrity เราต้องสร้างความไว้ใจในองค์กร ระหว่างพาร์ตเนอร์ นักลงทุน หรือแม้กระทั่งธุรกิจอื่น ๆ ยุคนี้ไม่มีแล้วที่จะเป็นคู่แข่งกันไปตลอดชีวิต ในบางมุมเราเป็นหุ้นส่วน ยิ่งเป็นยุคโซเชียลมีเดียยิ่งซับซ้อน พนักงาน IBM ต้องเข้าใจเรื่อง BCG (Business Conduct Guidelines) ยุคก่อนเอกสารเป็นเปเปอร์เก็บใส่ตู้ล็อกไว้ก็ปลอดภัยแล้ว ไม่เหมือนยุคนี้ที่เอกสารอยู่ในระบบ หลุดรอดออกไปจะเกิดความเสียหายต่อองค์กรแน่นอน

มาสู่เรื่องที่ 2 คือพาร์ตเนอร์และลูกค้า เราตั้งใจจะขยายตลาดออกไป IBM Consulting ถึงมีบทบาทสำคัญมาก การเปลี่ยนระบบเป็นดิจิทัลไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้อย่างเดียว ยกตัวอย่างแบบนี้ สมมติคุณเอา AI มาใช้ แต่ไม่มีการปรับขั้นตอนที่ต้องเซ็นอนุมัติ 5 คน ก็ไม่มีประโยชน์หรอก ซึ่งสิ่งนี้เราจะ Challenge กันในองค์กร สมมติทีมบอกว่าเราต้องทำสิ่งนี้เพราะเขาว่ามา เราก็จะถามกลับว่า เขาว่ามาคือใครว่ามา อีกเรื่องที่คลาสสิกมากคือ เซ็นดิจิทัลเลยได้ไหม ก็เป็นเรื่องที่เขาว่ากันมาเหมือนกัน เราจึงมีทีม IBM Consulting เข้ามาช่วย นอกจากนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้ง AI Platform หรือ Hybrid Cloud เรามีหมด แต่ลูกค้าจะนำไปใช้ยังไงให้ประสบความสำเร็จสูงสุด เราต้องคิดเผื่อเขา

สุดท้าย คือ Talent ในตลาด IBM จึงมีโปรแกรมมากมายที่ช่วยเสริมเรื่องการเรียนรู้ เรามีไปพาร์ตเนอร์กับมหาวิทยาลัย เข้าไปอยู่ในหลักสูตรของเขา ทุกคนที่เรียนต้องทำข้อสอบจริงถึงจะได้รับใบประกาศ ก็ช่วยเพิ่มทักษะของ Talent ในตลาด มี Use Case ให้ลองปฏิบัติ 

บทบาทในตำแหน่งผู้บริหารวันนี้กับ 5 – 10 ปีที่แล้ว แตกต่างกันอย่างไร

เราว่าเหนื่อยขึ้น (ยิ้ม) ตอนนี้เราต้องลงมือมากขึ้น เพราะองค์กร Lean มากขึ้น มันมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องเต็มไปหมด เร็วขึ้น พึ่งตัวเองมากขึ้น เราต้องเรียนรู้ให้เร็วเพื่อทำงานกับ Digital Native อย่างเด็กใหม่ ๆ เขาฉึบ ๆ ๆ เราลงตารางเอง จองตารางเอง ส่งเอง มันเป็นความท้าทาย ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการเรียนรู้

คาแรกเตอร์เราเป็นมนุษย์ปรับตัวเร็ว เรียนรู้เร็ว อยู่แล้วเลยไม่ค่อยมีปัญหา เต็มที่ก็ให้ลูกช่วยสอน สอนหน่อย ๆ มีครั้งหนึ่งเขาเห็นเราพยายามสแกนเอกสารยื่นภาษี เขาบอก ‘ป๊า ใช้กล้องมือถือก็ได้นะ’ โอ้โห ชีวิตหลังจากนั้นดีไปเลย (หัวเราะ) เพราะเป็นเครื่องมือรอบตัวที่เป็นประโยชน์ ถ้าเราเรียนรู้กับมัน หรือทีมสื่อสารก็มักจะบอกให้เราเล่นโซเชียล ให้ออกข่าว เราเป็นคนแบบนั้นแต่เด็ก เวลาทำรายงานจะเป็นคนทำ แล้วให้คนอื่นพรีเซนต์ 

หลายปีมานี้ แวดวงธุรกิจให้ความสำคัญกับ ‘ธุรกิจยั่งยืน’ เป็นอย่างมาก ธุรกิจยั่งยืนสำหรับ IBM คืออะไร

แบ่งออกได้เป็น 2 ประเด็น หนึ่ง ธุรกิจยั่งยืน (Sustainable Business) และสอง ความยั่งยืน (Sustainability)

ธุรกิจยั่งยืน คือ ทำยังไงให้ IBM ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีระบบนิเวศ มีสิทธิส่วนบุคคล มีเทคโนโลยียั่งยืน 

หลายคนบอกว่าแค่เอาเทคโนโลยีมาใช้ก็ทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้แล้ว แต่ถ้าหากไม่ได้คนที่ใช่ หรือทิศทางองค์กรที่ใช่ มาสนับสนุน ก็คงไม่สำเร็จเช่นเดียวกัน แล้วทั้งหมดต้องควบคุมด้วยความโปร่งใส ซึ่งเป็นคุณค่าหลักของ IBM

การที่ IBM ประเทศไทยอยู่มาได้ถึง 70 ปีเป็นเรื่องสำคัญ เราอาจจะไม่ได้เติบโตสูงที่สุด ชนะทุกดีล วินทุกเรื่อง แต่เราปลูกฝังให้คนข้างในมีจรรยาบรรณ รักษาคำพูด ทำให้เกิดความยั่งยืนในการเติบโตของธุรกิจ แล้วถามต่อว่าที่ผ่านมามันไม่ยั่งยืนเหรอ เรามองว่ามันเหมือน S Curve ที่ต่อ ๆ กันต่อเนื่อง 70 ปี เราผ่านมาหลาย Curve ยุคนี้เป็นยุคใหม่ เราก็ต้องหา Curve ใหม่ ผลิตภัณฑ์บ้างตัวอาจจะไม่เหมาะกับการทำงานในยุคนี้ ก็ต้องหาตัวใหม่เข้ามา ถ้าเราคิดว่าทุกวันนี้ธุรกิจเรายั่งยืนแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีก นั่นคือจุดจบ ในขณะเดียวกัน ทุกโซลูชันที่เรานำเสนอลูกค้าก็ต้องตอบโจทย์การเป็นธุรกิจยั่งยืนของเขาได้เช่นกัน

อีกเรื่องคือความยั่งยืน Sustainability เป็นคำใหญ่ที่ตอนนี้ทุกองค์กรทุกสื่อพูดถึงหมด มันเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่อง ESG (Environment, Social and Governance) ซึ่ง IBM ทำเรื่องนี้มานานมาก เรามี Environmental Report มา 30 ปีแล้ว แต่อย่าเพิ่งคุยกันเรื่องนี้ เรื่องนี้คุยได้อีกรอบหนึ่งเลย (หัวเราะ)

‘ธุรกิจยั่งยืน’ สำหรับคุณต้องเป็นแบบไหน

ข้อแรก ลูกค้าประสบความสำเร็จ

ข้อสอง พนักงานต้องมีความสุข

ข้อสาม ผู้ถือหุ้นต้องพึงพอใจ

นั่นแปลว่าทุกฝ่ายแฮปปี้กับการทำธุรกิจของเรา อย่างเรื่องคน โดยเฉพาะองค์กรที่อยู่นาน ๆ มักจะเป็นแบบไฮบริด คือมีคนรุ่นเรา ขณะเดียวกันก็มีเด็กเจนใหม่เข้ามาทำงานทุกปี โจทย์คือจะทำยังไงให้ 2 กลุ่มนี้ทำงานด้วยกันได้

เจนใหม่ เราว่าง่ายกว่าเจนเก่า องค์กรเราทำงานเรื่องเทคโนโลยี เขามีทักษะอยู่แล้ว ถ้าเราวาง Career Path ให้ถูกต้อง เขาก็เติบโตได้ ในทางกลับกัน คนเจนเก่า เรื่องเทคโนโลยีอาจไม่สู้เด็กใหม่ แต่เขามีองค์ความรู้และทักษะที่ทำให้ธุรกิจดำเนินมาจนถึงวันนี้ ถ้าเลือกดี ๆ เขาจะเป็นเพชรขององค์กร สำคัญคือเราจะสร้าง Inclusive Culture สร้างสะพานให้ทั้งสองอยู่ร่วมกันได้ยังไง

คนเป็นความท้าทายใหญ่ในการบริหาร มันไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้าง แต่จะรักษายังไงให้เขาอยู่กับเรา

การดูแลรักษาคนจึงเป็นการสร้างความยั่งยืนอีกรูปแบบหนึ่ง

ถูกต้อง สำหรับ IBM เริ่มตั้งแต่กระบวนการของฝ่ายบุคคล ขั้นแรกเวลาเรารับคนเข้ามา เราต้องดูเลยว่าใครจะเข้ามาทำงาน ถ้าเขาเข้ามา เขาจะทำอะไร ต้องมี Career Framework คนนี้อยู่เส้นทางไหน ถ้าอยู่ในเส้นทางฝ่ายขาย ก็จะบอกเลยว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง ต้องพัฒนาตัวเองยังไง

อย่างทางขายก็แยกไปอีกว่ามีประเภทไหนบ้าง พอได้เส้นทางตำแหน่งอาชีพก็ต้องดูว่าต้องอัปสกิลล์อะไรบ้าง เราปรับปรุงให้ทันสมัยทุกปี เพื่อพัฒนาให้เขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

เราจะเน้นให้โอกาสทีมทำงานเต็มที่ แสดงฝีมือเต็มที่ รับในผลลัพธ์หรือความไม่สมบูรณ์แบบในช่วงแรก ๆ สิ่งนี้จะทำให้คนโตเร็ว เก่งเร็ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องคัดเลือกคนที่ถูกต้องสำหรับงานนั้น ๆ

ต่อมาเป็นเรื่องค่าตอบแทนที่ต้องเหมาะสมกับงานที่ทำ พอเขาทำงานไปสักพัก เราก็ต้องหาวิธีรักษาเขาไว้ให้อยู่กับองค์กรไปนาน ๆ ซึ่งมันมีหลายปัจจัยนะ เช่น จะทำยังไงให้เขาเข้าใจคุณค่าหลักขององค์กรอย่างแท้จริง ให้รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานที่นี่ 

โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากคือการมีส่วนร่วมของพนักงาน ทำกิจกรรมเล็ก ๆ ให้เกิดความร่วมมือบ่อย ๆ มันเป็นอะไรที่เล็กน้อยแต่ส่งผลยิ่งใหญ่ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

การรักษาคนให้อยู่กับองค์กรนาน ๆ ยากขึ้นไหมในยุคนี้

ยากขึ้น แต่เราทำได้ดี IBM มี Turnover Rate ค่อนข้างต่ำ แม้จะมีบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ดึงตัวไปได้ อย่างธนาคารใหญ่ ๆ หรือสตาร์ทอัพต่าง ๆ มากมายก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่เราทำมาตลอดคือ แบบสอบถามความคิดเห็นพนักงาน

สมัยยุค 90 ทำปีละหน นั่งปิดห้องเลยเพราะเป็นความลับ ทำบนกระดาษ ฝนคำตอบเหมือนข้อสอบเลย มายุคนี้เปลี่ยนเป็นออนไลน์แล้ว และเพิ่มจากปีละหนเป็น 2 หน เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว

ในแบบทดสอบ พนักงานต้องให้คะแนนหัวหน้า ให้คะแนนผู้จัดการ ถ้าคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ถือว่าไม่ผ่าน KPI ต่อให้ขายของเก่งแค่ไหน นั่นทำให้พนักงานเราที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการขึ้นไปให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานมาก เขาจะมีจัดกิจกรรม ส่งของขวัญไปเซอร์ไพรส์ที่บ้าน มันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ได้ใจคน 

อย่างวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เราเพิ่งเรียกพนักงานใหม่เข้ามาเจอกันที่ออฟฟิศ พอได้พบปะพูดคุยกัน เราก็ถามเขาได้ว่าอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ถ้าอยู่ที่นี่เขาจะมีโอกาสด้านไหนบ้าง ความสำเร็จสำหรับเขาคืออะไร พร้อมแสดงคุณค่าและจุดยืนขององค์ให้เขาได้เห็น

วิสัยทัศน์เรื่องธุรกิจยั่งยืนของ สวัสดิ์ อัศดารณ กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของ IBM ประเทศไทย

ในช่วงโควิด-19 หลายธุรกิจพยายามปรับตัวเองให้เท่าทันเทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด แต่นั่นไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืน คำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการควรตอบตัวเองให้ได้ก่อนนำเทคโนโลยีมาใช้คืออะไร

สมมติเขาอยากทำเรื่องดาต้า เครื่องมือสำหรับเรื่องนี้มีเต็มไปหมดในตลาด มีมากมายหลายยี่ห้อ IBM ก็มีเหมือนกัน เก่งด้วยนะ (หัวเราะ)

แต่ประเด็นสำคัญคือ คุณรู้หรือยังว่าดาต้าของคุณคืออะไร และดาต้านั้นสามารถเอาไปทำอะไรต่อได้ ที่บอกว่าอยากเข้าใจพฤติกรรมคน คุณอยากเข้าใจพฤติกรรมใคร ถ้าตอบคำถามนั้นได้ก็จะเลือกเครื่องมือที่เหมาะได้ และยังส่งผลไปถึงการเลือกคนที่เหมาะได้ด้วย 

คนรุ่นใหม่อาจไม่น่าห่วง แต่อะไรจะทำให้คนรุ่นก่อนพร้อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

คนที่ทำงานนานขนาดนั้นน่าจะต้องเป็นตำแหน่งผู้นำระดับหนึ่ง อาจจะเป็น Manager ไม่ก็ Senior Executive ในฐานะผู้นำก็ต้องเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน ถ้าคุณบอกว่าฉันเคยอยู่บนเรือสำราญ แต่วันนี้เป็นเรืออะไรไม่รู้ ไม่เอา ไม่แฮปปี้ ฉันยังอยากอยู่บนเรือสำราญต่อ แบบนั้นไม่ได้แล้ว
บริษัทต้องสื่อสารให้เขารู้ว่า เรือในวันนี้เปลี่ยนไปแค่ไหน เรือเป็นแบบสะเทินน้ำสะเทินบกแล้วนะ ไม่มีเรือสำราญอีกต่อไป

แต่เมื่อไหร่ที่กรองคนมาได้แล้ว เขาจะมี Mindset พร้อมเรียนรู้ ก็ต้องรักษาเขาไว้ให้ดี แล้วหาเครื่องมือ หา Learning Platform มาช่วยเขา อย่างที่ IBM เรามีการวัดผล KPI ในด้านต่าง ๆ เช่น ธุรกิจ นวัตกรรม ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น และสกิลล์ ดังนั้น ไม่ใช่ว่าคุณขายของให้เรา ทำยอดเติบโต 120 เปอร์เซ็นต์ก็พอแล้ว มันต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น คุณต้องเรียนอย่างน้อย 40 ชั่วโมงต่อปี เพื่อจะได้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ

องค์กรจึงต้องมองให้ออกว่าใครพร้อมจะเดินไปด้วยกัน อย่าเหมาเด็ดขาด แล้วหลังจากนั้นก็สนับสนุนให้เขาทำให้ได้

ในฐานะ Managing Director คนใหม่ของ IBM ประเทศไทย สิ้นปีนี้ คุณจะใช้ KPI อะไรวัดผลทำงานของตัวเอง

ข้อแรก เราจะสร้างฐานลูกค้าให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น เราจะสรรหาโซลูชันใหม่ ๆ อย่างน้อย 2 – 3 อย่างมานำเสนอให้ลูกค้า ที่ผ่านมาเราเป็นผู้บุกเบิกในหลายเรื่อง เช่น เรื่อง Blockchain เราก็คุยกับธนาคารตั้งแต่ปี 2015 ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก จนวันนี้แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การวัดผลของเรา แต่เป็นการวัดผลของทีม ทีมต้องคิดเหมือนกันด้วย

ข้อสอง เราตั้งใจจะพัฒนาและสร้างคนทั้งสำหรับองค์กร ลูกค้า และคอมมูนิตี้ ทุกวันนี้เราเข้าไปช่วยออกแบบ Journey เขาตั้งแต่การทำ Design Thinking ร่วมกัน ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ส่วน KPI นี้จะสำเร็จไหม สิ้นปีมารอลุ้นกัน (หัวเราะ)

หลักการบริหารที่คุณยึดถือไว้ตลอดคืออะไร

เราต้องเป็นทั้งผู้นำและผู้ตาม มีคนมากมายเขียนหนังสือเรื่องการเป็นผู้นำที่ดี แต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงการเป็นผู้ตามที่ดีเลย

เวลาเราได้รับมอบหมายงาน เราไม่เคยตั้งคำถามว่า ‘เงินเดือนจะขึ้นไหมครับ’ แต่เขาให้โอกาสเราทำ เราก็คว้าไว้ บางครั้งเขาให้ไปวิ่งในทางที่ไม่เคยเข้าไปมาก่อน ไม่เป็นไร ลุย ซึ่งเราได้อะไรจากเส้นทางใหม่ ๆ เยอะมาก เยอะกว่าการอยู่แต่ในพื้นที่เดิม ๆ 

การอยู่ในพื้นที่เก่าก็เหมือนลอยตามลม เป็นลมใต้ปีก

วันนี้เราเป็น MD ของ IBM ก็ยังหนีไม่พ้นการเป็นผู้ตาม เรามีคนที่อยู่เหนือองค์กรเรา มีระดับ Asia Pacific มีระดับโกลบอล การเป็นผู้ตามที่ดีคืออะไร ยกตัวอย่างว่า ปีนี้โกลบอลมีกลยุทธ์แบบนี้ หน้าที่ของเราคือต้องเอามาแนะนำตลาดในไทย ถ้าเราไม่ใช่ผู้ตามที่ดี เราจะต่อต้าน จะตั้งคำถามที่ไม่ต้องถาม ในทางกลับกัน ผู้ตามที่ดีจะฟัง ฟังให้เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องถาม

Questions answered by Managing Director, IBM Thailand

1. ตำแหน่งงานที่ท้าทายที่สุดใน IBM

ทุกตำแหน่ง เพราะมันคือการเปลี่ยนสายงาน แต่ถ้าต้องเลือก ตำแหน่ง Consultant ท้าทายที่สุด เพราะเกี่ยวกับคนเยอะ เราต้องเข้าใจธุรกิจลูกค้า เพื่อที่จะหาโซลูชันให้แก้ปัญหาให้เขา

2. หนังที่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ

เราไม่ค่อยดูหนัง แต่ชอบดูกีฬา ดูหมดตั้งแต่ NFL American Football ไปจนถึงกอล์ฟ เราชอบดูเพราะมันสอนอะไรบางอย่าง อย่างอเมริกันฟุตบอลก็สอนเรื่องการเป็นผู้นำ-ผู้ตามที่เล่าไปแล้ว

3. วิธีให้กำลังใจคนในแบบฉบับของคุณ

เราเป็นคนตรง ๆ ฟีดแบ็กตรง ๆ การให้กำลังใจสำหรับเรามันคือการยอมรับ (Recognition) เดินไปตบไหล่ ชวนไปกินข้าว แล้วชื่นชมเขาในเรื่องที่เป็นบวก

ใน IBM เรามี Appreciation Tools ที่ให้คะแนนได้ วันดีคืนดีเราก็ให้คะแนนเขา ให้กำลังใจข้ามแผนก ถ้าเราแสดงออกอย่างจริงใจ ให้ฟีดแบ็กอย่างตรงไปตรงมา เขาจะไว้ใจ ถ้าเราเอะอะชม เขาก็เอะอะรับ เวลาเราชมใครเขาจะรู้สึกดีมาก เพราะเราปากหนัก (หัวเราะ)

4. คำชมที่ภูมิใจที่สุด

เขาบอกว่าเราเป็นคนสร้างคน มันเป็นแรงผลักดันให้เราทำให้เขาเยอะขึ้นอีก ซึ่งเราก็เรียนรู้เรื่องนี้จากพี่ ๆ ของเราก่อนหน้านี้ 

5. หัวข้อที่จะไปแข่งแฟนพันธุ์แท้

ไม่น่าแท้สักอัน (หัวเราะ) เราสนใจหลายอย่างแต่อาจไม่ถึงกับเชี่ยวชาญ เป็นคนรู้รอบด้าน แต่ไม่น่าจะมีเรื่องไหนที่จะตอบคำถามถูกได้ทุกข้อ

6. แอปพลิเคชันที่ใช้บ่อยที่สุด

Line

7. สิ่งที่เรียนรู้จากการตีกอล์ฟแล้วนำมาใช้ในการทำงาน

การเห็นนิสัยคน บางคนหลุมแรกก็ทุบไม้แล้ว (หัวเราะ) บางคนประนีประนอม บางคนน่ารักมาก ๆ มันทำให้เราดูคนออก

อีกอย่างคือมันเป็นกีฬาที่ยั่งยืน เราเล่นมากว่า 20 ปีแล้ว และคิดว่ามันจะอยู่กับเราไปจน 70 จากที่เคยเดินตี ตอนนี้อาจจะมีนั่งรถบ้าง แต่เราจะยังเล่นได้เรื่อย ๆ เช่นเดียวกับการวิ่ง เราชอบวิ่งเหมือนกัน ชอบดูคนระหว่างวิ่ง อายุมากขึ้นค่อย ๆ วิ่งช้าลง มันเป็นกีฬาง่ายมาก แค่ใส่รองเท้าออกจากบ้าน 

8. เทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21

AI แต่เป็น AI ที่ต้องดูแลมากขึ้น ที่เขาเรียกว่า Trustworthy AI ที่มาที่ไปของสิ่งที่ AI แนะนำ ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้องชัดเจนว่าข้อมูลที่ได้เป็นขององค์กรนั้น ๆ เท่านั้น อีกอย่างที่จะเป็นเทรนด์อนาคตคือ Quantum Computing เมื่อก่อนเรามีเครื่องคิดเลข มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ประมวลผล แต่ควอนตัมมีไว้สำหรับโจทย์ยาก ๆ ในอนาคต ที่คอมพิวเตอร์ธรรมดาไม่สามารถแก้ได้

9. คนดัง 3 คนที่อยากนั่งดื่มกาแฟด้วย

คนแรก Thomas J. Watson ผู้ก่อตั้ง IBM ด้วยความที่เราทำงานกับองค์กรนี้มาตลอด จึงอยากคุยกับเขาว่าอะไรทำให้เขาตัดสินใจตั้งบริษัทนี้ ที่ปัจจุบันอยู่มาได้กว่า 100 ปีแล้ว 

คนที่สอง อยากคุยกับน้องนักกอล์ฟดัง ๆ อย่าง จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล หรือ เม-เอรียา จุฑานุกาล สำหรับเราเขาเป็นอัจฉริยะ ทำให้บ้านเรามีชื่อเสียงเทียบเท่ากับประเทศระดับโลก อยากรู้ว่าเขาซ้อมยังไง คิดยังไง ทัศนคติเป็นยังไง ทำไมเก่งจัง

ส่วนคนที่สาม ยังคิดไม่ออก ขอติดไว้ก่อน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ยางพาราเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ วิถี สุพิทักษ์ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2528 ที่พ่อของเขาเปิดโรงงานน้ำยางข้น

ต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่ปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด กิจการของพ่อเลยเจริญรุ่งเรือง ตามอุปสงค์ตลาดที่เร่งผลิตถุงยางอนามัย

ครอบครัวของเขาล้วนทำธุรกิจเกี่ยวกับยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยาง คุณวิถีเข้ามารับช่วงต่อโรงงานยางน้ำข้น ส่วนน้องชาย คุณวิศิษฏ์ สุพิทักษ์ เลือกกลับมาพัฒนาเรื่องไม้ยางแปรรูปหลังเรียนจบ

Woodwork ก่อตั้งขึ้นในตอนนั้น ขยายกิจการไปได้ 3 โรงงาน คุณวิศิษฏ์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง พี่ชายจึงต้องมารับช่วงต่อธุรกิจที่กำลังไปได้ดี

การบริหารโรงงานน้ำยางข้นกับไม้แปรรูปต่างกันลิบลับ น้ำยางข้นอาศัยเครื่องจักรทันสมัยเป็นหลัก ส่วนไม้แปรรูปต้องพึ่งพาความเอาใจใส่ของคนทำ ซึ่งเข้ามือคุณวิถีในวัย 25 ผู้เรียนจบจากโรงเรียนประจำชายล้วนที่มิตรภาพระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

Woodwork อยู่ภายในการบริหารของคุณวิถีมาเกือบ 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเติบโตเป็นบริษัทผลิตไม้ยางแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ธุรกิจจะยืนหนึ่งบนยอดภูเขา คุณวิถียังหาทางพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความยั่งยืน เขาเริ่มจากแนวคิดอยากได้ต้นยางที่มีคุณภาพ จึงหาซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย ทำสวนยางอินทรีย์ด้วยใจ ก่อนจะศึกษาเรื่องการปลูกป่าร่วมยางอย่างจริงจังเพื่อรักษาธรรมชาติโดยรอบไว้ 

จากที่ดินในภาคเหนือสู่แผ่นดินตรังบ้านเกิด เขาทำโมเดลเดียวกันที่จังหวัดตรัง เพิ่มเติมคือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าป่าร่วมสวน เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และลานกิจกรรมของพนักงาน Woodwork

จึงไม่ใช่แค่ไม้ยางคุณภาพที่นักธุรกิจคนนี้ปลูกสำเร็จ เขายังสร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างอากาศดี ๆ ให้คนตรังสูดได้เต็มปอด 

คุณเป็นผู้บริหารที่เอาใจใส่กับ ‘คน’ มาก ทำใมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการทำธุรกิจ

ผมเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. โตมากับการอยู่กับเพื่อนเยอะ เราให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน เวลาทำงานก็ให้ความสำคัญกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สมัยก่อนที่น้ำยางข้น เรามุ่งเน้นเรื่องเทคนิค เครื่องจักร การใช้สารเคมี การใช้เทคโนโลยี ส่วนโรงงานไม้ยางเน้นฝีมือคน ที่ Woodwork การพัฒนาคนจึงสำคัญมาก เราเคยมีคนงานถึง 4,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน ขณะที่ผลผลิตเท่าเดิม เราพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มคุณภาพคน คุณภาพงาน คุณภาพชีวิต ซึ่งสำเร็จมาได้ระดับหนึ่ง เพราะคนเราลดไปเกือบครึ่ง แต่งานที่ได้หายไปไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในอดีตมี 2 คนประจำโต๊ะเลื่อย 1 คู่ เรียกกว่า นายม้ากับหางม้า ใช้ไม้ราว ๆ 6 – 7 ตัน วันนี้ทำงาน 8 ชม. เท่ากัน แต่ใช้ไม้ได้ถึง 10 ตัน 

พอศักยภาพเพิ่มขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น คนเลื่อยไม้เก่ง ๆ ของเราได้เงินมากถึง 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ดูแลพนักงานยังไงถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เรามองไปถึงความเป็นอยู่ มีการจัดอบรม สัมมนา พัฒนาความสามารถ ทำกิจกรรมเพื่อให้คนของเราได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่องค์กรเรามีคือคุณธรรม ไม่ใช่แค่กับคนของเรา แต่รวมถึงสังคมโดยรอบที่เขาอยู่โดยต้องไม่เดือดร้อนจากการทำธุรกิจของเรา

พักหลังมานี้ โรงงานทั้ง 9 แห่งของเราไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้างเลย เราอยู่ร่วมกับสังคมโดยรอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือลูกค้า ร้านค้า ไม่ใช่พัฒนาแค่ตัวเรา แต่พัฒนาเขาด้วย เราเอาใจใส่ มอบสิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนทางอ้อมก็ชุมชน เขาอาจจะได้ประโยชน์ พอมีโรงงานก็มีคนเพิ่มขึ้น เกิดร้านค้า เกิดกิจการ เกิดเป็นชุมชนขึ้นมา เราพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมทำเรื่องยางมาตลอด หลายครั้งไม้ยางคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะชาวสวนผสมโน่นผสมนี่ บางทีเจอไม้ลายซึ่งเกิดจากการดูแลไม่ดี ตัวเองอยากทำให้มันดี ก็เลยคิดสร้างโมเดลให้เป็นตัวอย่าง กอปรกับตอน พ.ศ. 2555 ได้ที่ที่เชียงราย ก็ตั้งใจปลูกยางดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อที่พอเวลาผ่านไปอีก 20 – 30 ปี ไม้ยางของเราจะสวยกว่าไม้ยางในละแวกนั้น 

เราเริ่มเปิดกรีดยางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ย้ำกับทีมงานตั้งแต่ต้นว่า คนกรีดยางของเราต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ ซึ่งเราทำได้ คนกรีดยางวันนี้มีรายได้ราว ๆ 240,000 – 250,000 บาทต่อปี เรามีวิธีจัดการระบบในสวน ทำให้คนงานทำงานน้อยลง จากทั่วไปกรีดได้วันละ 500 – 600 ต้น ก็กรีดได้ 2,000 ต้น ปีหนึ่งทำงานได้ 200 กว่าวัน แม้ราคายางจะน้อยลง แต่คนงานเรายังไม่เดือดร้อน

พอทำสวนยางคุณภาพแล้ว เราพบว่าพืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ไม่ดีต่อธรรมชาติเท่าไหร่ เลยศึกษาเรื่องป่าร่วมยางต่อ จนได้เจอกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ได้รู้จักแนวคิดที่บอกว่า ดินดี ดินไม่ดี ไม่มีจริงหรอก มีแต่ว่าปลูกอะไรเหมาะกับอะไร

อ.จุลพร บอกอะไรกับคุณในวันแรกที่เจอกัน

วันแรกที่เจอกันนี่อายเลยนะ น้องสถาปนิกแนะนำให้รู้จักอาจารย์ ทราบภายหลังว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน ผมเป็นคนตรัง เขาเป็นคนสมุย ตอนเจอกันวันนั้นผมเพิ่งกลับมาจากมาดากัสการ์ ขนต้นไม้กลับมาเพียบ ทั้งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นเบาบับ เล่าให้แกฟัง แกก็พูดกลับมาคำหนึ่งว่า “สิ่งที่คุณวิถีพูดนี่เหมือนสวนตรุษจีน” (หัวเราะ) 

แกก็อธิบายให้ฟังเพราะเราไม่มีความรู้ ถ้าปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวแมลงจะไปทำลาย ถ้าจะปลูกต้องหาไม้พื้นถิ่นที่เหมาะกับสภาพดิน บางอย่างเป็นไม้พื้นถิ่นจริง แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินนี้ก็ไม่รอด

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

การที่คนคนหนึ่งจะสร้างป่า ต้องเริ่มจากอะไร

เริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของกรมทรัพยากร หลายปีก่อนเขาปลดล็อกไม้ต้องห้ามให้เป็น Area-based คือคุณปลูกเอง ตัดใช้เองได้ แต่ห้ามบุกรุกป่าหรือธรรมชาติเด็ดขาด 

หลังจากกฎหมายนี้ออกมา จะเห็นหลายคนหันมาปลูกต้นไม้ สร้างเป็นทรัพย์สิน ผมเองก็ได้พัฒนาโครงการออมต้นไม้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สโมสรโรตารี่ และกลุ่มแลตรังยั่งยืน เราจะให้พนักงานโดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็ก เอาต้นไม้ไปปลูกที่บ้านคนละ 2 – 3 ต้น ผ่านไปสัก 30 ปีเขาโตขึ้น ต้นไม้น่าจะมีราคาหลักแสน 30 ปีเท่ากับราว ๆ 10,000 วัน ก็เทียบเท่าเขาออมเงินวันละ 10 บาท 3 ต้นก็ 30 บาท มันทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้เรื่องการออม 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแลตรังยั่งยืนเพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศให้ชุมชน หรือในอนาคตอันใกล้ ผมว่าคาร์บอนเครดิตจะเข้ามีบทบาทในระดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้าเราปูพื้นฐานการรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้นยางพาราที่ปลูกอย่างเอาใจใส่จะเป็นแบบไหน

เราทำทุกอย่างเป็นอินทรีย์หมด แต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีนะ แต่ 4 – 5 ปีมาแล้วเราไม่แตะเลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย ล้วนเป็นอินทรีย์หมด บางทีก็ใช้เป็นชีวภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

ต้นยางจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ตอนอายุ 7 ปี กรีดไปได้อีกถึง 15 ปี ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจได้แค่ 12 – 13 ปี พอน้ำยางหมดก็ตัดเอาไม้มาแปรรูป แต่ผมกำลังทดลองว่า ถ้าดูแลดี ๆ ไม่ให้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่อินทรีย์ มีเวลาพักฟื้น ดูแลเปลือกให้ดี ผมจะกรีดยางไปได้ถึง 20 – 30 ปีไหม 

ประเทศไทยมีไร่ยางอยู่ประมาณ 18 – 19 ล้านไร่ ปีหนึ่งตัดสัก 4 – 5 แสนไร่เพื่อแปรรูป ภาคใต้เยอะสุดเพราะเป็นจังหวัดเริ่มต้น ตั้งแต่ที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี นำพันธุ์ยางเข้ามาจากมาเลเซีย และปลูกที่ตรังเป็นที่แรก ตอนนี้มีกระจายทั่วประเทศ อีสานก็เยอะ บึงกาฬ อุดรธานี อย่างบึงกาฬเขาก็พยายามพัฒนาเป็นจังหวัดยาง บุรีรัมย์ ชัยภูมิก็มี ที่น้อยสุดน่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือมีที่เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง 

ต้นยางจึงให้แค่น้ำยางกับไม้แปรรูป ที่ส่วนมากนำมาทำเฟอร์นิเจอร์

เป็นแบบนั้นมาตลอด ยางมี 2 ระบบคือ หนึ่ง ระบบจุ่ม เช่น ทำถุงมือ ถุงยาง อันนี้ต้องมาเป็นน้ำ สองคือยางแท่ง ยางกันชน แบบนี้มาเป็นก้อน ส่วนไม้ยางเราส่งไปจีน ส่งไปเป็น Material เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ แต่วันนี้เราพยายามพัฒนาให้ไม้ยางแข็งแรงจนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้ พัฒนาเรื่องความคงทน ความยืดหยุ่น ทำร่วมกับญี่ปุ่น เพราะเขาเก่งเรื่องไม้ แล้วสร้างเป็นแบรนด์ใหม่

ถ้าใครได้มาตรังลองแวะไปที่ร้านกาแฟ Occur ที่นั่นโครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้ยางทั้งหลัง

ปัจจุบันคุณวิถีมีป่าร่วมยางกี่ไร่

ที่เชียงรายประมาณ 1,700 ไร่เศษ ทำที่เชียงรายเสร็จ ก็นึกว่าทำไมไม่กลับมาทำที่บ้านเราบ้าง มาได้ที่ตรงวิถีตรังนี่แหละ 116 ไร่ พอเริ่มทำก็ไม่มีประสบการณ์เชิงการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยากสร้างความยั่งยืน ก็เลยไปรวมตัวกับภาคประชาชน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ธุรกิจรีสอร์ตเล็ก ๆ สร้างกลุ่มที่ชื่อว่า แลตรังยั่งยืน ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติตรังและพัฒนาแนวทางไปสู่ 4อ คือ อารมณ์ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย 

ตอนนี้ก็เริ่มจากการปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่เดิมที่วิถีตรัง เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนของเราได้มีธรรมชาติในชีวิต ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมอมรม สัมมนา และพัฒนาความรู้คน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริม ใครมีบ้านมีพื้นที่ก็ช่วยกันปลูกได้เลย

อันนั้นเรื่องป่า อีกโครงการที่แลตรังยั่งยืนทำขึ้นมาคือ ศูนย์ศิลปะวิถี ร่วมกับ อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง จัดเป็นงานประเพณีศิลปวัฒนธรรม บางปีก็มีศิลปินระดับโลกมาจอยด้วย หรือถ้าเป็นเชิงการท่องเที่ยว ถ้าใครสนใจกิจกรรมเชิงผจญภัย เราก็จะสำรวจเส้นทางเดินป่า คุยกับกรมป่าไม้หรืออุทยาน ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน ฝึกให้เขานำทาง สร้างรายได้

กลุ่มเราเหนียวแน่นนะ ทำงานกันมาแล้ว 7 – 8 เดือน มีประชุมทุกเดือน นี่เดี๋ยวจะพาอาจารย์จุลพรไปเดินป่า ก็ต้องสำรวจเส้นทางไว้เหมือนกัน

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

จังหวัดตรังพิเศษยังไงสำหรับคุณ

ผมเป็นคนตรัง เติบโต เรียนหนังสือที่ตรัง ช่วงมัธยมย้ายมากรุงเทพฯ พอจบมหาลัยก็กลับไปตรัง ผมใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด พอเรียนรู้อะไรมาก็อยากเอากลับไปพัฒนาที่บ้านเรา

จังหวัดตรังสำหรับผมน่าสนใจ เราไม่ใช่จังหวัดที่เจริญทางอุตสาหกรรม ต้องขอพูดถึง ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีแนวคิดจะทำตรังให้เป็นเมืองการศึกษา ท่านเองก็รักสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตรังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองได้ 

เราไม่ได้ขายสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู แต่เราขายสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็กำลังทำให้อากาศดี ออกซิเจนสูง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนแล้ว

บ้านเราเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่เกิดปัญหารถติด ปัญหามลภาวะ เป็นเมืองปลอดภัยเมืองหนึ่ง สิ่งที่เราเข้าไปเติมได้คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยกัน เพราะสิ่งนี้จะอยู่กับตรังไปตลอด อยู่ติดตัวลูกหลานชาวตรัง

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปสู่การดำเนินงานธุรกิจของ Woodwork อย่างไรบ้าง

เราต่อยอดไปหลายอย่าง ปัจจุบันโรงงานมี 9 โมง มีโรงไม้ชีวมวลที่เกี่ยวกับฟาร์ม เราทำลักษณะแบบ BCG (Bio Circular Green Economy) นำของเหลือจากไม้มาทำวัสดุปลูกก้อนเห็ด เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะ หลังจากนั้นเราก็หาตลาดที่รับไปแปรรูปให้เขา สกัดเป็นโปรตีนทางเลือก เครื่องสำอาง อาหาร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากเห็ดก็ยังมีสมุนไพรที่ปลูกร่วมกับยางบนแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีพืชเชิงสูง เชิงกลาง และพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหน้าดิน รวมไปถึงการพัฒนาไม้ยางให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เล่าให้ฟัง

สัปดาห์ก่อนที่ไปวิถีตรัง จังหวัดตรัง เจอลูกชายคุณด้วย

ใช่ ๆ (ยิ้ม) ผมมีลูกชาย 2 คน คนที่เจอคือคนน้อง เพราะคนพี่อยู่นิวซีแลนด์ ยังกลับประเทศไม่ได้ ส่วนคนนี้เพิ่งเรียนจบ กลับมาดูงาน

ลูกชายสนใจธุรกิจของพ่อไหม

ก็เริ่มสนใจนะ (หัวเราะ) คนรุ่นใหม่นี่ความคิดความอ่านเร็วมาก แต่เรื่องประสบการณ์ เราต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ผมก็พยายามปลูกฝังเรื่องวิธีคิด เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็พยายามดึง ๆ ให้กลับมาเรียนรู้ธุรกิจบ้าง

ตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเรื่อง Marketing ปกติเราไม่เคยมีการตลาดแบบนี้ ขายเป็น Mass ส่งไปจีน เดือนหนึ่ง 500 ตู้ 1,000 ตู้ ไม่เคยขายปลีกออนไลน์ พวกลูก ๆ เขาเร็วเรื่องเทคโนโลยี รุ่นผมนี่หมดสิทธิ์ ยังไงก็ต้องฟังไอเดียเขา ปล่อยให้เขาทำ 

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

จากที่เคยเป็นนักธุรกิจที่ทำแต่ธุรกิจของตัวเอง วันนี้ทำโครงการมากมายกับชุมชน คนในท้องที่ คุณมองบทบาทตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในอนาคตเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำให้เกิดคุณค่ากับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอะไรให้ส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่ Woodwork พัฒนาคนมาตั้งแต่แรก ตอนนี้คนในทีมผมเก่งมาก ๆ ทั้งในเรื่องบริหารจัดการโรงงาน จัดการองค์กร หรือดำเนินงานต่าง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องเข้าไปช่วยอีกแล้ว เราจะคุยกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ อย่างนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้ไปทำงานภาคสังคม ได้มานั่งคุยกับ The Cloud งานไหนทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนในชุมชนหรือองค์กร ทำให้เขาพัฒนามากขึ้น งานนั้นก็อยากทำ

เหมือนงาน Good Business Trip ที่ The Cloud จะพาคนไปเยี่ยมวิถีตรัง ผมก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ผมอาจจะให้ไป 10 อย่าง เขาเอาไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว

การทำงานเพื่อสังคมอาจไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน แต่กำไรที่คุณวิถีได้คืออะไร

ถ้าเทียบกับหลัก 4อ ที่ตัวเองเปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ อารมณ์ 

แต่ก่อนเวลามีอะไรมากระทบกระทั่งเรา นึกภาพเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็จะฟึดฟัด หงุดหงิด ผมปลูกต้นไม้มา 5 ปีแล้ว กว่าจะโตต้องรอ 20 – 30 ปี เราเลยกลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้อีก 20 – 30 ปีจะได้ถึงวันที่ต้นไม้มันโต ผมอยากเห็น

ถ้าเป็นวัตถุ คุณต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเพื่อให้งดงาม แต่ต้นไม้นี่งอกงามด้วยตัวของมันเอง เราไม่ต้องทาสี ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่รดน้ำ ให้ความรัก มอบหัวใจให้มัน ถ้าส่วนไหนของมันบดบังเรา ก็แค่เอามีดไปตัดออก เราทำแค่นั้นเลย แล้วมันจะโตสวยงามขึ้นทุกวัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นมันเติบโต เหมือนเวลาเราทำงาน เห็นงานสำเร็จก็มีความสุข เวลามีครอบครัว เห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรงก็มีความสุข คุณลองไปทำสวนดูนะ คุณจะได้อาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย คุณจะได้เจอหมอน้อยลง 

หรืออาจจะเป็นด้วยวัยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เริ่มจะแก่ (หัวเราะ)

แปลว่าที่บ้านต้นไม้เยอะ

ใช่ บ้านอยู่กลางเมืองเลยนะ ตรงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว ผมไปทำอะไรที่ไหนจะได้อานิสงส์จากสิ่งแวดล้อมตลอด หน้าบ้านเลยเป็นวิวสวนเลย ในโรงงานก็เหมือนกัน ร่มรื่น เขียว สวยงาม

คำถามสุดท้าย คุณพัฒนาคนมาเยอะ ทั้งในฐานะผู้บริหาร พ่อ และประชากรชาวตรัง เราจะสร้างคนที่เห็นคุณค่าของจังหวัด ชุมชน และสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้ยังไง

ไม่ว่าจะทำอะไร คุณต้องมี Sense of Belonging ความเป็นเจ้าของเป็นได้ทั้งกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรมและจิตวิญญาณ อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็มีความเป็นเจ้าของ ถ้าใครได้ไปเยี่ยมวิถีตรังก็ควรจะมีความรู้สึกนี้เช่นกัน

มองแบบนี้นะ เราอยู่บนโลกใบนี้ไม่เกิน 30,000 วันหรอก ไม่มีใครเกินนี้ ความเป็นเจ้าของอาจแค่มาแล้วก็ไป แต่ถ้าทุกคนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับโลกใบนี้ เราน่าจะร่วมสร้างสิ่งที่สวยงามได้ 

จังหวัดตรังเราพยายามสร้างแนวคิดแบบนี้ คุณเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตรัง คุณก็เป็นเจ้าของตรัง ณ ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากทำลายของตัวเอง เราจึงสร้างแนวคิดนี้ให้กับการท่องเที่ยวเมืองตรัง อยากให้ทุกคนได้สัมผัสตรัง ได้ดูแลรักษา และเรียนรู้จากจังหวัดของเรา

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

Questions answered by the Chairman of Woodwork Co.,Ltd. 

1.เมนูกาแฟโปรด

อเมริกาโน่กับคาปูชิโน่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอเมริกาโน่เพราะงดน้ำตาลอยู่ ร้อนเย็นแล้วแต่สภาพอากาศ กลางวันหรือเช้า ๆ ก็ร้อน เย็น ๆ หรือเวลาออกกำลังกายจะดื่มเย็น

2.หนังสือที่อยากให้ลูกชายอ่าน

หนังสือที่พูดเรื่อง Mindset ทัศนคติ จินตนาการภาพบวก เราให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านแล้ว ตาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ดู TikTok แต่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ฟังกับรับภาพมันง่ายกว่า เร็วกว่า

3.ข้อดีของตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูก

ความเป็นคนมีน้ำใจ พอโตขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง ตัวเองไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

วันนี้ผมคุยกับ The Cloud ผมก็ต้องดูว่า The Cloud อยากได้อะไรจากเรา ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเกิดประโยชน์ได้ด้วย 

อีกเรื่องคือความเชื่อว่า ความดีจะชนะทุกอย่าง ฉะนั้น คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

4.บทเรียนจากกีฬากอล์ฟ

สอนให้เป็นคนนิ่ง รู้จักวางแผน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เวลาเราตี ไม่มีกรรมการมากำกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ นับถือตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง

5.ทริปล่าสุด

ไปเที่ยวญี่ปุ่น

6.คำพูดติดปาก

นึกไม่ออก มันแล้วแต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนา ผมจะมองเขาเป็นหลัก

7.ร้านอาหารในตรังที่พลาดไม่ได้

ร้าน Richy หรือถ้าอยากกินอาหารอิตาเลียนก็ Lion’s Tale อีกอันที่ต้องไปยกเว้นตอนกลางคืนฝนตก คือ โกปี๊ โกปัง เป็นร้านกาแฟสไตล์คนเมืองตรัง พวกผมไปกันบ่อย ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 30 บาท โม้ได้ทั้งคืน คุ้มมาก (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load