พ.ศ. 2533 สวัสดิ์ อัศดารณ เป็นบัณฑิตเต็มตัวจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

เขาทำงานแรกในชีวิตที่ IBM ประเทศไทย ในตำแหน่ง Financial Analyst ซึ่งก็ไม่หนีห่างจากสาขาบัญชีที่เรียนจบมา

แต่นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของทางอาชีพในองค์กรแห่งนี้ เพราะหลังจากนั้น สวัสดิ์ หรือ พี่โอ๋ ที่ชาวไอบีเอ็มเรียกกัน ได้ลองทำงานตำแหน่งใหม่ ๆ ทั้งที่คุ้นเคยดีอยู่แล้ว จนถึงหน้าที่ที่ไม่เคยทำมาก่อน

เขาเป็นคนชอบเรียนรู้ และพร้อม ‘ลุย’ เสมอ ทำให้ผู้บริหารเห็นข้อดีในตัวจนมอบโอกาสดี ๆ ให้มากมาย และเขาไม่เคยปฏิเสธ

จากที่ปรึกษาการเงิน เขาได้เป็นฝ่ายขาย จากฝ่ายขายมาดูแลมาร์เกตติ้ง จากมาร์เกตติ้งย้ายมาเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ ผ่านการทำงานกับผู้บริหารเก่ง ๆ หลายท่าน โดยสิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจคือ คน

คนในที่นี้เป็นทั้งลูกค้า คู่ค้า เพื่อนร่วมงาน และพนักงาน

พ.ศ. 2565 เขารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ IBM ประเทศไทย ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่จะบริหารงานแบบธุรกิจยั่งยืน ทั้งสำหรับองค์กรและลูกค้า เดินหน้าให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง พร้อมพัฒนาและรักษาคนไว้ให้มากที่สุด

ผู้บริหารอารมณ์ดีคนนี้เรียกตัวเองว่า ‘พี่’ พร้อมย้ำเรื่อง ‘คน’ ตลอดบทสนทนา และพยายามสุดความสามารถในการอธิบายเรื่องยากให้เราเข้าใจได้ง่ายโดยทันที

การดูแลคนอย่างยั่งยืนตามแบบฉบับของ สวัสดิ์ อัศดารณ Managing Director คนใหม่ของ IBM

คุณทำงานมาเกือบทุกแผนกใน IBM สิ่งนี้เป็นข้อได้เปรียบในการรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director) มากน้อยแค่ไหน

ตอนเข้ามาทำงาน ในช่วงสิบกว่าปีแรกของชีวิตการทำงาน เราโชคดีที่ได้ พี่แต๋ม-ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นเมนเทอร์เพราะอยู่แผนกเดียวกันในเวลานั้น และท่านก็เป็นคนช่วยดู Career Path ให้ต่อจากนั้นมา แม้จะไม่ได้เรียนแต่ละด้านมาโดยตรง แต่ได้ลองทำงานหลาย ๆ อย่าง มันทำให้เราเห็นองค์กรในทุก ๆ จุด เข้าใจคนในทุก ๆ จุด โดยเฉพาะเรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญ

พอเคยเข้าไปทำงานในหลาย ๆ ส่วน ก็ทำให้เข้าใจ KPI (Key Performance Indicator) ของคนในแผนกนั้น ๆ เพราะบางครั้งความขัดแย้งในองค์กรเกิดจากการที่ KPI ของแต่ละหน่วยไม่สอดคล้องกัน เมื่อเราเข้าใจแบบนี้ก็ช่วยสร้างกลไกให้การทำงานเดินต่อไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น การอยู่กับ IBM มายาวนานจึงเป็นจุดแข็งหนึ่งของเรา

แต่ถามว่ามีความท้าทายไหม มี

ความท้าทายของเราคือยังไม่เคยออกไปข้างนอก ซึ่งเราใช้ประสบการณ์การทำงานกับลูกค้าหลายอุตสาหกรรมมาเสริม มันอาจจะเป็นความท้าทาย แต่ไม่ใช่ปัญหา ขึ้นอยู่กับ Mindset ของเราเอง

หลายคนเลือกเติบโตไปในสายงานเดิม คุณสมบัติอะไรในตัวคุณที่ทำให้ผู้บริหารเสนอให้ลองทำงานด้านใหม่ ๆ ตลอด

เราจบสาขาบัญชี แม้คาแรกเตอร์จะไม่ใช่นักบัญชีเท่าไหร่ ตอนเรียนศิลป์-คำนวณ เพื่อนก็แซวว่าน่าจะเป็นศิลป์-บันเทิง เราเป็นเด็กเรียนเก่ง แต่ชอบทำกิจกรรม แล้วก็ไม่รู้ว่าท่าไหนถึงได้ไปอยู่ใน IBM Club ซึ่งทำให้รู้จักคนมากมายในองค์กร

ขณะเดียวกัน ถ้ามองย้อนกลับไป หลาย ๆ เหตุการณ์ก็ช่วยเราเรื่องความเป็นผู้นำ อย่างตอนทำ Pricing ทำได้ 2 – 3 ปี ลดราคาเยอะไปหน่อย ผู้บริหารเลยบอกว่าย้ายเถอะ เดี๋ยวบริษัทขาดทุน พูดเล่นนะ (หัวเราะ) 

ที่จะบอกคือ การลดราคาให้ลูกค้ากว่าจะทำได้มันยากมาก แต่หลายสถานการณ์ เราก็คุยกับโกลบอลถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องตั้งราคาแบบนี้ได้ ใช้ Networking ที่มีมาช่วยทำงาน ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากสิ่งที่ตัวเองเรียนมา
เราได้ความรู้พื้นฐานของธุรกิจจากการเรียนบัญชี สามารถวิเคราะห์ แยะแยะ ซึ่งช่วยการตัดสินใจมาก ๆ แต่ข้อเสียเปรียบของเราคือเรื่องเทคนิค ตอนทำตำแหน่งเซลส์กดดันสุด ๆ แต่ก่อนจะมีห้องสมุด IBM อยู่ชั้น 13 เวลาเรากลับจากพบลูกค้าก็มาค้นคว้าต่อที่ห้องสมุดนี้ คำนี้แปลว่าอะไร บางเรื่องอ่านให้ตาย หลับคาหนังสือเท่าไหร่ก็ยังไม่เข้าใจ ก็ได้เครือข่ายคนรู้จักจาก IBM Club ช่วยไว้ คนนั้นอยู่ฝ่ายโน้น คนโน้นอยู่ฝ่ายนี้ เขาก็ช่วยอธิบายให้เราเข้าใจในเวลาสั้น ๆ 

ถามว่าคุณสมบัติอะไรทำให้เราเป็นคนทำงานแบบนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่เราสามารถเรียนรู้ได้ในทุกที่ จังหวะของการเรียนรู้มันเร็วทวีคูณขึ้นทุกวัน เราต้องเปิดใจ มีทัศนคติเชื่อในความเป็นไปได้

มันคือการถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อเดินต่ออีกสิบก้าว

ว่ากันว่าเมนเทอร์คนแรกมักเป็นคนสำคัญในการหล่อหลอมคนคนหนึ่ง บทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้จากคุณศุภจีคืออะไร

พี่แต๋มเป็นทั้งครูและพี่ สมัยนั้นชอบแซวว่าแกชื่อ ซูเปอร์ จี เพราะเป็นผู้หญิงที่ทำได้ทุกอย่าง รวดเร็ว และเก่งมาก ๆ 3 เดือนแรกที่เราเข้ามาทำงาน ยังคิดอยู่เลยว่าจะไหวไหม (หัวเราะ)

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับแกคือ การเอาใจใส่เรื่องคน เราดูจากตัวเองเป็นหลัก ตอนเปลี่ยนตำแหน่งไปทำงานด้านอื่น ๆ ก็ได้พี่แต๋มที่ให้โอกาส พออิ่มตัวอยากเปลี่ยน Role แกก็สนับสนุน ครั้งหนึ่งให้ย้ายไปแทนตำแหน่งแกเลย คือดูแลงาน Global Financing 

นั่นคือสิ่งที่พี่แต๋มทำมาตลอด แกขยัน ทำงานหนักสุด ๆ เป็นคนเก่ง ฉลาด ที่สำคัญคือดีกับคนอื่นมาก ๆ ไม่รู้เล่าไปแกจะว่าอะไรเปล่านะ คงไม่หรอกเนอะ (ยิ้ม)

IBM ในสมัยของคุณจะเป็นแบบไหน

องค์กรเรามี Core Value และวัฒนธรรมของตัวเองอยู่แล้ว เรื่องแรกคือ Dedicated for Client Success สอง Innovation และสามคือ Integrity เรายึดสิ่งเหล่านี้ในทุก ๆ ตารางเมตร ทุก ๆ การคิด ทุก ๆ การทำงาน 

สิ่งที่เราจะทำคือตอกย้ำคุณค่าเหล่านี้ 

หนึ่ง สื่อสารภายในให้คนในองค์กรเข้าใจ 3 คุณค่าหลัก ยุคนี้เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง แกนคุณค่าหลักของเราไม่ได้เปลี่ยนก็จริง แต่บริบทมันเปลี่ยน ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะ Dedicated for Client Success ในอดีตเราอาจจะขายเซิร์ฟเวอร์เพื่อพัฒนาระบบลูกค้าให้ดีขึ้น แต่วันนี้ไม่ใช่แบบนั้น เราต้องดูตั้งแต่ Business Model ต้องมีพาร์ตเนอร์ใหม่ Journey ของธุรกิจเขาก็เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ธนาคารทุกวันนี้ เมื่อก่อนลูกค้าต้องไปสาขาเพื่อเปิดบัญชี ตอนนี้ก่อนจะเดินไป อาจจะมีอีก 2 สเต็ปที่ทำกับบริษัทอสังหาฯ หรือการแพทย์เพิ่มเข้ามา กลายเป็น Ecosystem ใหม่

หรืออย่าง Integrity เราต้องสร้างความไว้ใจในองค์กร ระหว่างพาร์ตเนอร์ นักลงทุน หรือแม้กระทั่งธุรกิจอื่น ๆ ยุคนี้ไม่มีแล้วที่จะเป็นคู่แข่งกันไปตลอดชีวิต ในบางมุมเราเป็นหุ้นส่วน ยิ่งเป็นยุคโซเชียลมีเดียยิ่งซับซ้อน พนักงาน IBM ต้องเข้าใจเรื่อง BCG (Business Conduct Guidelines) ยุคก่อนเอกสารเป็นเปเปอร์เก็บใส่ตู้ล็อกไว้ก็ปลอดภัยแล้ว ไม่เหมือนยุคนี้ที่เอกสารอยู่ในระบบ หลุดรอดออกไปจะเกิดความเสียหายต่อองค์กรแน่นอน

มาสู่เรื่องที่ 2 คือพาร์ตเนอร์และลูกค้า เราตั้งใจจะขยายตลาดออกไป IBM Consulting ถึงมีบทบาทสำคัญมาก การเปลี่ยนระบบเป็นดิจิทัลไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้อย่างเดียว ยกตัวอย่างแบบนี้ สมมติคุณเอา AI มาใช้ แต่ไม่มีการปรับขั้นตอนที่ต้องเซ็นอนุมัติ 5 คน ก็ไม่มีประโยชน์หรอก ซึ่งสิ่งนี้เราจะ Challenge กันในองค์กร สมมติทีมบอกว่าเราต้องทำสิ่งนี้เพราะเขาว่ามา เราก็จะถามกลับว่า เขาว่ามาคือใครว่ามา อีกเรื่องที่คลาสสิกมากคือ เซ็นดิจิทัลเลยได้ไหม ก็เป็นเรื่องที่เขาว่ากันมาเหมือนกัน เราจึงมีทีม IBM Consulting เข้ามาช่วย นอกจากนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้ง AI Platform หรือ Hybrid Cloud เรามีหมด แต่ลูกค้าจะนำไปใช้ยังไงให้ประสบความสำเร็จสูงสุด เราต้องคิดเผื่อเขา

สุดท้าย คือ Talent ในตลาด IBM จึงมีโปรแกรมมากมายที่ช่วยเสริมเรื่องการเรียนรู้ เรามีไปพาร์ตเนอร์กับมหาวิทยาลัย เข้าไปอยู่ในหลักสูตรของเขา ทุกคนที่เรียนต้องทำข้อสอบจริงถึงจะได้รับใบประกาศ ก็ช่วยเพิ่มทักษะของ Talent ในตลาด มี Use Case ให้ลองปฏิบัติ 

บทบาทในตำแหน่งผู้บริหารวันนี้กับ 5 – 10 ปีที่แล้ว แตกต่างกันอย่างไร

เราว่าเหนื่อยขึ้น (ยิ้ม) ตอนนี้เราต้องลงมือมากขึ้น เพราะองค์กร Lean มากขึ้น มันมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องเต็มไปหมด เร็วขึ้น พึ่งตัวเองมากขึ้น เราต้องเรียนรู้ให้เร็วเพื่อทำงานกับ Digital Native อย่างเด็กใหม่ ๆ เขาฉึบ ๆ ๆ เราลงตารางเอง จองตารางเอง ส่งเอง มันเป็นความท้าทาย ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการเรียนรู้

คาแรกเตอร์เราเป็นมนุษย์ปรับตัวเร็ว เรียนรู้เร็ว อยู่แล้วเลยไม่ค่อยมีปัญหา เต็มที่ก็ให้ลูกช่วยสอน สอนหน่อย ๆ มีครั้งหนึ่งเขาเห็นเราพยายามสแกนเอกสารยื่นภาษี เขาบอก ‘ป๊า ใช้กล้องมือถือก็ได้นะ’ โอ้โห ชีวิตหลังจากนั้นดีไปเลย (หัวเราะ) เพราะเป็นเครื่องมือรอบตัวที่เป็นประโยชน์ ถ้าเราเรียนรู้กับมัน หรือทีมสื่อสารก็มักจะบอกให้เราเล่นโซเชียล ให้ออกข่าว เราเป็นคนแบบนั้นแต่เด็ก เวลาทำรายงานจะเป็นคนทำ แล้วให้คนอื่นพรีเซนต์ 

หลายปีมานี้ แวดวงธุรกิจให้ความสำคัญกับ ‘ธุรกิจยั่งยืน’ เป็นอย่างมาก ธุรกิจยั่งยืนสำหรับ IBM คืออะไร

แบ่งออกได้เป็น 2 ประเด็น หนึ่ง ธุรกิจยั่งยืน (Sustainable Business) และสอง ความยั่งยืน (Sustainability)

ธุรกิจยั่งยืน คือ ทำยังไงให้ IBM ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีระบบนิเวศ มีสิทธิส่วนบุคคล มีเทคโนโลยียั่งยืน 

หลายคนบอกว่าแค่เอาเทคโนโลยีมาใช้ก็ทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้แล้ว แต่ถ้าหากไม่ได้คนที่ใช่ หรือทิศทางองค์กรที่ใช่ มาสนับสนุน ก็คงไม่สำเร็จเช่นเดียวกัน แล้วทั้งหมดต้องควบคุมด้วยความโปร่งใส ซึ่งเป็นคุณค่าหลักของ IBM

การที่ IBM ประเทศไทยอยู่มาได้ถึง 70 ปีเป็นเรื่องสำคัญ เราอาจจะไม่ได้เติบโตสูงที่สุด ชนะทุกดีล วินทุกเรื่อง แต่เราปลูกฝังให้คนข้างในมีจรรยาบรรณ รักษาคำพูด ทำให้เกิดความยั่งยืนในการเติบโตของธุรกิจ แล้วถามต่อว่าที่ผ่านมามันไม่ยั่งยืนเหรอ เรามองว่ามันเหมือน S Curve ที่ต่อ ๆ กันต่อเนื่อง 70 ปี เราผ่านมาหลาย Curve ยุคนี้เป็นยุคใหม่ เราก็ต้องหา Curve ใหม่ ผลิตภัณฑ์บ้างตัวอาจจะไม่เหมาะกับการทำงานในยุคนี้ ก็ต้องหาตัวใหม่เข้ามา ถ้าเราคิดว่าทุกวันนี้ธุรกิจเรายั่งยืนแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีก นั่นคือจุดจบ ในขณะเดียวกัน ทุกโซลูชันที่เรานำเสนอลูกค้าก็ต้องตอบโจทย์การเป็นธุรกิจยั่งยืนของเขาได้เช่นกัน

อีกเรื่องคือความยั่งยืน Sustainability เป็นคำใหญ่ที่ตอนนี้ทุกองค์กรทุกสื่อพูดถึงหมด มันเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่อง ESG (Environment, Social and Governance) ซึ่ง IBM ทำเรื่องนี้มานานมาก เรามี Environmental Report มา 30 ปีแล้ว แต่อย่าเพิ่งคุยกันเรื่องนี้ เรื่องนี้คุยได้อีกรอบหนึ่งเลย (หัวเราะ)

‘ธุรกิจยั่งยืน’ สำหรับคุณต้องเป็นแบบไหน

ข้อแรก ลูกค้าประสบความสำเร็จ

ข้อสอง พนักงานต้องมีความสุข

ข้อสาม ผู้ถือหุ้นต้องพึงพอใจ

นั่นแปลว่าทุกฝ่ายแฮปปี้กับการทำธุรกิจของเรา อย่างเรื่องคน โดยเฉพาะองค์กรที่อยู่นาน ๆ มักจะเป็นแบบไฮบริด คือมีคนรุ่นเรา ขณะเดียวกันก็มีเด็กเจนใหม่เข้ามาทำงานทุกปี โจทย์คือจะทำยังไงให้ 2 กลุ่มนี้ทำงานด้วยกันได้

เจนใหม่ เราว่าง่ายกว่าเจนเก่า องค์กรเราทำงานเรื่องเทคโนโลยี เขามีทักษะอยู่แล้ว ถ้าเราวาง Career Path ให้ถูกต้อง เขาก็เติบโตได้ ในทางกลับกัน คนเจนเก่า เรื่องเทคโนโลยีอาจไม่สู้เด็กใหม่ แต่เขามีองค์ความรู้และทักษะที่ทำให้ธุรกิจดำเนินมาจนถึงวันนี้ ถ้าเลือกดี ๆ เขาจะเป็นเพชรขององค์กร สำคัญคือเราจะสร้าง Inclusive Culture สร้างสะพานให้ทั้งสองอยู่ร่วมกันได้ยังไง

คนเป็นความท้าทายใหญ่ในการบริหาร มันไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้าง แต่จะรักษายังไงให้เขาอยู่กับเรา

การดูแลรักษาคนจึงเป็นการสร้างความยั่งยืนอีกรูปแบบหนึ่ง

ถูกต้อง สำหรับ IBM เริ่มตั้งแต่กระบวนการของฝ่ายบุคคล ขั้นแรกเวลาเรารับคนเข้ามา เราต้องดูเลยว่าใครจะเข้ามาทำงาน ถ้าเขาเข้ามา เขาจะทำอะไร ต้องมี Career Framework คนนี้อยู่เส้นทางไหน ถ้าอยู่ในเส้นทางฝ่ายขาย ก็จะบอกเลยว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง ต้องพัฒนาตัวเองยังไง

อย่างทางขายก็แยกไปอีกว่ามีประเภทไหนบ้าง พอได้เส้นทางตำแหน่งอาชีพก็ต้องดูว่าต้องอัปสกิลล์อะไรบ้าง เราปรับปรุงให้ทันสมัยทุกปี เพื่อพัฒนาให้เขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

เราจะเน้นให้โอกาสทีมทำงานเต็มที่ แสดงฝีมือเต็มที่ รับในผลลัพธ์หรือความไม่สมบูรณ์แบบในช่วงแรก ๆ สิ่งนี้จะทำให้คนโตเร็ว เก่งเร็ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องคัดเลือกคนที่ถูกต้องสำหรับงานนั้น ๆ

ต่อมาเป็นเรื่องค่าตอบแทนที่ต้องเหมาะสมกับงานที่ทำ พอเขาทำงานไปสักพัก เราก็ต้องหาวิธีรักษาเขาไว้ให้อยู่กับองค์กรไปนาน ๆ ซึ่งมันมีหลายปัจจัยนะ เช่น จะทำยังไงให้เขาเข้าใจคุณค่าหลักขององค์กรอย่างแท้จริง ให้รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานที่นี่ 

โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากคือการมีส่วนร่วมของพนักงาน ทำกิจกรรมเล็ก ๆ ให้เกิดความร่วมมือบ่อย ๆ มันเป็นอะไรที่เล็กน้อยแต่ส่งผลยิ่งใหญ่ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

การรักษาคนให้อยู่กับองค์กรนาน ๆ ยากขึ้นไหมในยุคนี้

ยากขึ้น แต่เราทำได้ดี IBM มี Turnover Rate ค่อนข้างต่ำ แม้จะมีบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ดึงตัวไปได้ อย่างธนาคารใหญ่ ๆ หรือสตาร์ทอัพต่าง ๆ มากมายก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่เราทำมาตลอดคือ แบบสอบถามความคิดเห็นพนักงาน

สมัยยุค 90 ทำปีละหน นั่งปิดห้องเลยเพราะเป็นความลับ ทำบนกระดาษ ฝนคำตอบเหมือนข้อสอบเลย มายุคนี้เปลี่ยนเป็นออนไลน์แล้ว และเพิ่มจากปีละหนเป็น 2 หน เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว

ในแบบทดสอบ พนักงานต้องให้คะแนนหัวหน้า ให้คะแนนผู้จัดการ ถ้าคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ถือว่าไม่ผ่าน KPI ต่อให้ขายของเก่งแค่ไหน นั่นทำให้พนักงานเราที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการขึ้นไปให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานมาก เขาจะมีจัดกิจกรรม ส่งของขวัญไปเซอร์ไพรส์ที่บ้าน มันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ได้ใจคน 

อย่างวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เราเพิ่งเรียกพนักงานใหม่เข้ามาเจอกันที่ออฟฟิศ พอได้พบปะพูดคุยกัน เราก็ถามเขาได้ว่าอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ถ้าอยู่ที่นี่เขาจะมีโอกาสด้านไหนบ้าง ความสำเร็จสำหรับเขาคืออะไร พร้อมแสดงคุณค่าและจุดยืนขององค์ให้เขาได้เห็น

วิสัยทัศน์เรื่องธุรกิจยั่งยืนของ สวัสดิ์ อัศดารณ กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของ IBM ประเทศไทย

ในช่วงโควิด-19 หลายธุรกิจพยายามปรับตัวเองให้เท่าทันเทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด แต่นั่นไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืน คำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการควรตอบตัวเองให้ได้ก่อนนำเทคโนโลยีมาใช้คืออะไร

สมมติเขาอยากทำเรื่องดาต้า เครื่องมือสำหรับเรื่องนี้มีเต็มไปหมดในตลาด มีมากมายหลายยี่ห้อ IBM ก็มีเหมือนกัน เก่งด้วยนะ (หัวเราะ)

แต่ประเด็นสำคัญคือ คุณรู้หรือยังว่าดาต้าของคุณคืออะไร และดาต้านั้นสามารถเอาไปทำอะไรต่อได้ ที่บอกว่าอยากเข้าใจพฤติกรรมคน คุณอยากเข้าใจพฤติกรรมใคร ถ้าตอบคำถามนั้นได้ก็จะเลือกเครื่องมือที่เหมาะได้ และยังส่งผลไปถึงการเลือกคนที่เหมาะได้ด้วย 

คนรุ่นใหม่อาจไม่น่าห่วง แต่อะไรจะทำให้คนรุ่นก่อนพร้อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

คนที่ทำงานนานขนาดนั้นน่าจะต้องเป็นตำแหน่งผู้นำระดับหนึ่ง อาจจะเป็น Manager ไม่ก็ Senior Executive ในฐานะผู้นำก็ต้องเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน ถ้าคุณบอกว่าฉันเคยอยู่บนเรือสำราญ แต่วันนี้เป็นเรืออะไรไม่รู้ ไม่เอา ไม่แฮปปี้ ฉันยังอยากอยู่บนเรือสำราญต่อ แบบนั้นไม่ได้แล้ว
บริษัทต้องสื่อสารให้เขารู้ว่า เรือในวันนี้เปลี่ยนไปแค่ไหน เรือเป็นแบบสะเทินน้ำสะเทินบกแล้วนะ ไม่มีเรือสำราญอีกต่อไป

แต่เมื่อไหร่ที่กรองคนมาได้แล้ว เขาจะมี Mindset พร้อมเรียนรู้ ก็ต้องรักษาเขาไว้ให้ดี แล้วหาเครื่องมือ หา Learning Platform มาช่วยเขา อย่างที่ IBM เรามีการวัดผล KPI ในด้านต่าง ๆ เช่น ธุรกิจ นวัตกรรม ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น และสกิลล์ ดังนั้น ไม่ใช่ว่าคุณขายของให้เรา ทำยอดเติบโต 120 เปอร์เซ็นต์ก็พอแล้ว มันต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น คุณต้องเรียนอย่างน้อย 40 ชั่วโมงต่อปี เพื่อจะได้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ

องค์กรจึงต้องมองให้ออกว่าใครพร้อมจะเดินไปด้วยกัน อย่าเหมาเด็ดขาด แล้วหลังจากนั้นก็สนับสนุนให้เขาทำให้ได้

ในฐานะ Managing Director คนใหม่ของ IBM ประเทศไทย สิ้นปีนี้ คุณจะใช้ KPI อะไรวัดผลทำงานของตัวเอง

ข้อแรก เราจะสร้างฐานลูกค้าให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น เราจะสรรหาโซลูชันใหม่ ๆ อย่างน้อย 2 – 3 อย่างมานำเสนอให้ลูกค้า ที่ผ่านมาเราเป็นผู้บุกเบิกในหลายเรื่อง เช่น เรื่อง Blockchain เราก็คุยกับธนาคารตั้งแต่ปี 2015 ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก จนวันนี้แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การวัดผลของเรา แต่เป็นการวัดผลของทีม ทีมต้องคิดเหมือนกันด้วย

ข้อสอง เราตั้งใจจะพัฒนาและสร้างคนทั้งสำหรับองค์กร ลูกค้า และคอมมูนิตี้ ทุกวันนี้เราเข้าไปช่วยออกแบบ Journey เขาตั้งแต่การทำ Design Thinking ร่วมกัน ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ส่วน KPI นี้จะสำเร็จไหม สิ้นปีมารอลุ้นกัน (หัวเราะ)

หลักการบริหารที่คุณยึดถือไว้ตลอดคืออะไร

เราต้องเป็นทั้งผู้นำและผู้ตาม มีคนมากมายเขียนหนังสือเรื่องการเป็นผู้นำที่ดี แต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงการเป็นผู้ตามที่ดีเลย

เวลาเราได้รับมอบหมายงาน เราไม่เคยตั้งคำถามว่า ‘เงินเดือนจะขึ้นไหมครับ’ แต่เขาให้โอกาสเราทำ เราก็คว้าไว้ บางครั้งเขาให้ไปวิ่งในทางที่ไม่เคยเข้าไปมาก่อน ไม่เป็นไร ลุย ซึ่งเราได้อะไรจากเส้นทางใหม่ ๆ เยอะมาก เยอะกว่าการอยู่แต่ในพื้นที่เดิม ๆ 

การอยู่ในพื้นที่เก่าก็เหมือนลอยตามลม เป็นลมใต้ปีก

วันนี้เราเป็น MD ของ IBM ก็ยังหนีไม่พ้นการเป็นผู้ตาม เรามีคนที่อยู่เหนือองค์กรเรา มีระดับ Asia Pacific มีระดับโกลบอล การเป็นผู้ตามที่ดีคืออะไร ยกตัวอย่างว่า ปีนี้โกลบอลมีกลยุทธ์แบบนี้ หน้าที่ของเราคือต้องเอามาแนะนำตลาดในไทย ถ้าเราไม่ใช่ผู้ตามที่ดี เราจะต่อต้าน จะตั้งคำถามที่ไม่ต้องถาม ในทางกลับกัน ผู้ตามที่ดีจะฟัง ฟังให้เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องถาม

Questions answered by Managing Director, IBM Thailand

1. ตำแหน่งงานที่ท้าทายที่สุดใน IBM

ทุกตำแหน่ง เพราะมันคือการเปลี่ยนสายงาน แต่ถ้าต้องเลือก ตำแหน่ง Consultant ท้าทายที่สุด เพราะเกี่ยวกับคนเยอะ เราต้องเข้าใจธุรกิจลูกค้า เพื่อที่จะหาโซลูชันให้แก้ปัญหาให้เขา

2. หนังที่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ

เราไม่ค่อยดูหนัง แต่ชอบดูกีฬา ดูหมดตั้งแต่ NFL American Football ไปจนถึงกอล์ฟ เราชอบดูเพราะมันสอนอะไรบางอย่าง อย่างอเมริกันฟุตบอลก็สอนเรื่องการเป็นผู้นำ-ผู้ตามที่เล่าไปแล้ว

3. วิธีให้กำลังใจคนในแบบฉบับของคุณ

เราเป็นคนตรง ๆ ฟีดแบ็กตรง ๆ การให้กำลังใจสำหรับเรามันคือการยอมรับ (Recognition) เดินไปตบไหล่ ชวนไปกินข้าว แล้วชื่นชมเขาในเรื่องที่เป็นบวก

ใน IBM เรามี Appreciation Tools ที่ให้คะแนนได้ วันดีคืนดีเราก็ให้คะแนนเขา ให้กำลังใจข้ามแผนก ถ้าเราแสดงออกอย่างจริงใจ ให้ฟีดแบ็กอย่างตรงไปตรงมา เขาจะไว้ใจ ถ้าเราเอะอะชม เขาก็เอะอะรับ เวลาเราชมใครเขาจะรู้สึกดีมาก เพราะเราปากหนัก (หัวเราะ)

4. คำชมที่ภูมิใจที่สุด

เขาบอกว่าเราเป็นคนสร้างคน มันเป็นแรงผลักดันให้เราทำให้เขาเยอะขึ้นอีก ซึ่งเราก็เรียนรู้เรื่องนี้จากพี่ ๆ ของเราก่อนหน้านี้ 

5. หัวข้อที่จะไปแข่งแฟนพันธุ์แท้

ไม่น่าแท้สักอัน (หัวเราะ) เราสนใจหลายอย่างแต่อาจไม่ถึงกับเชี่ยวชาญ เป็นคนรู้รอบด้าน แต่ไม่น่าจะมีเรื่องไหนที่จะตอบคำถามถูกได้ทุกข้อ

6. แอปพลิเคชันที่ใช้บ่อยที่สุด

Line

7. สิ่งที่เรียนรู้จากการตีกอล์ฟแล้วนำมาใช้ในการทำงาน

การเห็นนิสัยคน บางคนหลุมแรกก็ทุบไม้แล้ว (หัวเราะ) บางคนประนีประนอม บางคนน่ารักมาก ๆ มันทำให้เราดูคนออก

อีกอย่างคือมันเป็นกีฬาที่ยั่งยืน เราเล่นมากว่า 20 ปีแล้ว และคิดว่ามันจะอยู่กับเราไปจน 70 จากที่เคยเดินตี ตอนนี้อาจจะมีนั่งรถบ้าง แต่เราจะยังเล่นได้เรื่อย ๆ เช่นเดียวกับการวิ่ง เราชอบวิ่งเหมือนกัน ชอบดูคนระหว่างวิ่ง อายุมากขึ้นค่อย ๆ วิ่งช้าลง มันเป็นกีฬาง่ายมาก แค่ใส่รองเท้าออกจากบ้าน 

8. เทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21

AI แต่เป็น AI ที่ต้องดูแลมากขึ้น ที่เขาเรียกว่า Trustworthy AI ที่มาที่ไปของสิ่งที่ AI แนะนำ ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้องชัดเจนว่าข้อมูลที่ได้เป็นขององค์กรนั้น ๆ เท่านั้น อีกอย่างที่จะเป็นเทรนด์อนาคตคือ Quantum Computing เมื่อก่อนเรามีเครื่องคิดเลข มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ประมวลผล แต่ควอนตัมมีไว้สำหรับโจทย์ยาก ๆ ในอนาคต ที่คอมพิวเตอร์ธรรมดาไม่สามารถแก้ได้

9. คนดัง 3 คนที่อยากนั่งดื่มกาแฟด้วย

คนแรก Thomas J. Watson ผู้ก่อตั้ง IBM ด้วยความที่เราทำงานกับองค์กรนี้มาตลอด จึงอยากคุยกับเขาว่าอะไรทำให้เขาตัดสินใจตั้งบริษัทนี้ ที่ปัจจุบันอยู่มาได้กว่า 100 ปีแล้ว 

คนที่สอง อยากคุยกับน้องนักกอล์ฟดัง ๆ อย่าง จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล หรือ เม-เอรียา จุฑานุกาล สำหรับเราเขาเป็นอัจฉริยะ ทำให้บ้านเรามีชื่อเสียงเทียบเท่ากับประเทศระดับโลก อยากรู้ว่าเขาซ้อมยังไง คิดยังไง ทัศนคติเป็นยังไง ทำไมเก่งจัง

ส่วนคนที่สาม ยังคิดไม่ออก ขอติดไว้ก่อน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load