แซม-เศวต เศรษฐาภรณ์ ชายวัย 58 ที่รับบทบาทพ่อ นักธุรกิจ และนักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทย เขาเพิ่งทำตามความฝันด้วยการพิชิตเวทีกีฬาระดับโลกอย่าง โอลิมปิกเกม โตเกียว 2020 และทำคนไทยทั้งประเทศแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ในวันที่เขาแบกปืนลูกซองคู่ใจไว้บนบ่า ก่อนจะลั่นไกตามเป้าบินในอากาศ และ 1 คะแนนที่เขาไม่ได้เก็บใส่กระเป๋าในการแข่งขัน ก็ไม่ได้ทำให้คอกีฬาหรือแฟนคลับชาวไทยผิดหวังในตัวนักกีฬาคนนี้แม้แต่นิดเดียว

เพราะการเดินทางตามความฝันของ แซม-เศวต เศรษฐาภรณ์ ยิ่งใหญ่กว่า 1 คะแนนนั้นมาก

อาเศวตกลับจากการแข่งขัน และหอบบทเรียนจากความพ่ายแพ้มาเป็นแรงฮึดสู้ เราชวนเขาสนทนาถึงการเดินทางเพื่อทำความฝันสูงสุด ในฐานะนักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทยให้เป็นจริง เขาใช้เวลา 17 ปีในการไต่ระดับความสำเร็จ ทุกย่างก้าวเขามีภรรยาที่เป็นนักกีฬายิงเป้าบินคอยเคียงข้าง และมี ‘หัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้’ คอยเคียงคู่

แม้อาเศวตต้องเลิกขับเครื่องบิน เพราะความเป็นห่วงของคนเป็นแม่ แต่นั่นทำให้เขาเริ่มต้นเส้นทางนักกีฬาตอนอายุ 41 ซึ่งเป็นวัยเดียวกับนักกีฬายิงเป้าบินที่กลายเป็นผู้ฝึกสอนหรือผู้บริหารสมาคม วันที่กระสุนนัดแรกออกจากปลายกระบอกปืน เป็นการประกาศว่า เขากำลังจะเอาจริงเอาจัง ทุ่มความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะตัวเอง

นั่นเพราะอายุไม่อาจตีกรอบความสามารถของคน และเรื่องราวของอาเศวตก็พิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นแจ้งแล้วว่า ความฝันไม่เคยจำกัดอายุ หากแต่ว่า หลังจากที่คุณฝันแล้ว คุณเริ่มต้น ‘ทำ’ มันหรือยัง นี่ต่างหากสำคัญ

ชวนย้อนเส้นทางสู่ความสำเร็จ จากวันที่ชายวัย 41 ตัดสินใจจริงจังกับกีฬายิงเป้าบิน ตระเวนแข่งขันมากกว่า 10 ปีแม้ไม่ได้เหรียญกลับบ้าน จนวันนี้ ชายคนเดิมพาตัวเองและประเทศไทยไปยืนบนสนามโอลิมปิกอย่างสง่างาม 

และเรื่องราวทั้งหมดนี้ คือเคล็ดลับพิชิตความฝันที่เรียบง่ายและธรรมดาของ เศวต เศรษฐาภรณ์

แซม-เศวต เศรษฐาภรณ์ นักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติที่ใช้เวลา 17 ปี พิชิต Olympic 2020

เห็นจากข่าวว่าคุณอาถูกยกให้เป็น ‘นักกีฬาไทยที่อายุเยอะที่สุด’ ในการแข่งขันโอลิมปิกเกม 2020 

คนเราก็ต้องแก่ใช่มั้ย (หัวเราะ) พอไปถึงโอลิมปิกโตเกียว ผมเซอร์ไพรส์ตรงที่เราติดหนึ่งในสิบนักกีฬาที่แก่ที่สุด พอคนรู้เขาก็จะเข้ามาหา ไม่ได้มาชื่นชมว่าผมเป็นฮีโร่หรอกนะ แต่มาดูหน้าตาว่าเป็นยังไง หรือเวลาผมไปติดต่องานเขาก็จะดูป้ายห้อยคอ เขานึกว่าเป็นผู้จัดการนักกีฬา ไม่ก็โค้ชนักกีฬา พอเห็นป้ายเขียนว่า Athlete ก็ตกใจ

ย้อนกลับไปเมื่อ 17 ปีที่แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณอาคะ

เมื่อก่อนผมเป็นนักบิน แต่หลังจากที่คุณแม่รู้ข่าว คุณสุวิทย์ หวั่งหลี และ คุณเคน สารสิน เสียชีวิตจากเครื่องบินตก ก็ขอให้เลิก และทุกครั้งที่ผมขึ้นบินจะโทรบอกเขา เขาก็จะเข้าห้องพระไปสวดมนต์ตามประสาผู้ใหญ่ ผมมาตัดสินใจทีหลังว่า เรามีชั่วโมงบินเกือบสองพันชั่วโมง มันค่อนข้างเยอะแล้ว พอเพื่อนคุณแม่เสียชีวิตกันหมดจริงๆ ผมคิดว่าคงไปต่อไม่ได้ เรามีความสุขก็จริง แต่ทำให้คนอื่นมีความทุกข์ ตอนนั้นตัดสินใจอยู่สองอย่างว่าจะเล่นกอล์ฟหรือยิงปืนเป้าบิน

ทำไมหวยมาออกที่กีฬายิงปืนเป้าบิน 

จริงๆ ผมทำไปพร้อมกันนะครับ ตอนเรียนกอล์ฟก็หาโปรมาสอน เพราะผมเป็นคนทำอะไรก็จะทำจริงจัง แต่เรียนอยู่สามเดือนยังเรียนเหล็กเบอร์ 7 อยู่เลย มันน่าเบื่อจัง ขณะเดียวกันก็หัดยิงเป้าบินด้วย มีเพื่อนนักบินเขาเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมฯ พาเราเข้ามา พอลองดูก็ชอบมากกว่า ไม่มีโค้ชมาจ้ำจี้จ้ำไช จับปืนได้ก็ยิงเลย สุดท้ายก็มาจบที่การยิงแบบแทร็ป

ผมชอบแทร็ปเพราะมันเป็นความงามของการที่เราไม่รู้เลยว่าเป้าจะมาจากทางไหน ทางซ้าย ทางขวา หรือตรงกลาง ทำให้ผมต้องเตรียมความพร้อมอยู่ตลอด และจุดนั้นทำให้ผมมีสมาธิ ผมลองยิงอยู่ประมาณสองเดือน ก็รู้สึกว่าเป็นกีฬาที่ให้อะไรหลายๆ อย่าง มันมีความหยาบของกีฬา แต่ในขณะเดียวก็ต้องการความประณีต

และนั่นคือจุดเริ่มต้นตอนอายุสี่สิบเอ็ดของผม ตราบใดที่เท้าติดดินที่บ้านก็แฮปปี้

อายุ 41 ไม่เป็นอุปสรรคของกีฬายิงปืนเป้าบินหรือคะ

อายุไม่ใช่ปัญหา ถ้าเราจะทำนะครับ 

ที่สำคัญต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ มีวินัยและความอดทนในการซ้อม เพราะตลอดระยะเวลากว่าจะสำเร็จ เรามีทั้งท้อแท้ ผิดหวัง แล้วก็ค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมาจะมีนักกีฬายิงปืนเป้าบินอยู่สองประเภท ประเภทแรกมีฝีมือแต่ไม่มีทุนทรัพย์ อีกประเภท ขับรถคันละสิบล้าน ลงทุนสองสามแสน แต่ไม่มีความอดทน แม้กระทั่งหนุ่มๆ อายุสี่สิบ ห้าสิบ ประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้ว มาถึงก็อยากจะเล่นกีฬาชั้นสูง และส่วนใหญ่จะถามว่าใช้เงินเท่าไหร่ ใช้เวลาเท่าไหร่ ประเภทนี้น้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ ปัจจัยมี แต่ความอดทนไม่มี ผมอยู่สมาคมฯ มาสิบเจ็ดปี เห็นบ่อยนะครับ

คุณอามุ่งมั่นจนติดทีมชาติไทยภายใน 2 ปี 

ผมติดทีมชาติลำดับที่สาม โอเค เราทำได้แล้ว ปีถัดไปเข้าไปคัดอีก ก็เข้าลำดับที่หนึ่งตลอดจนถึงปัจจุบัน กีฬานี้พอเป็นทีมชาติปุ๊บ ต้องคัดตัวนะ ไม่ใช่เป็นทีมชาติแล้วจะเป็นตลอดกาล เราต้องรักษาสภาพร่างกาย มีวินัยและทักษะตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่หย่อนเราก็ไม่ติดทีม พอเป็นนักกีฬาทีมชาติจะมีการแข่งขันตั้งแต่ Thailand Open, Thailand Championship ที่เป็นการแข่งขันภายในประเทศ หลังจากนั้นก็ต้องไปซีเกมส์ ใหญ่มาหน่อยก็เอเชียนเกมส์ เวิลด์คัพ แล้วก็โอลิมปิก

ตอนนั้นผมติดทีมชาติแล้ว เป้าหมายแรกคือ ต้องไปแข่งซีเกมส์แล้วคว้าเหรียญมาให้ได้

คุณอาได้เหรียญอะไรกลับมาจากการแข่งซีเกมส์ครั้งแรก

ครั้งนั้นผมไม่ได้เหรียญ เราเป็นที่หนึ่งประเทศไทย แต่พอไปแข่งขันระดับประเทศ ตอนแข่งจริงๆ ไม่เป็นอย่างที่ซ้อมในประเทศ ผมยิงได้ที่หนึ่งในรอบคัดเลือก พอเข้าไปแข่งไฟนอลรอบหกคนก็จะออกมาคนแรก มันมีทั้งความกดดัน ความตื่นเต้น ความประหม่า และความคาดหวัง ที่เขาตั้งเป้าหมายมาให้เราจากเมืองไทย ผมเทียวแข่งซีเกมส์อยู่สามสี่ครั้งก็ไม่ได้เหรียญสักที มีโอกาสแข่งเอเชียนเกมส์สองครั้ง เข้ารอบลึกแต่ไม่ถึงไฟนอล ไปแข่งเวิลด์คัพก็หลายครั้ง

แข่งสนามนอกประเทศแต่ไม่เคยได้เหรียญเลยตลอด 10 ปี ไม่ท้อหรือคะ

ไม่ (ตอบทันที) ผมเป็นคนที่ถ้าผิดหวัง ท้อแท้ หรือล้มเหลว ผมจะลุกขึ้นมาเองให้เร็วที่สุด นั่นเป็นกฎของผม อีกอย่างผมพยายามทุกวัน พยายามมาหลายปี ปีหน้าผมอาจจะสำเร็จก็ได้ แต่ดันเลิกเสียก่อน และผมไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาเท่ากับสองมือทำ ที่สำคัญ ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องทำการบ้าน ต้องมีแบบแผนที่ถูกต้อง 

แซม-เศวต เศรษฐาภรณ์ นักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติที่ใช้เวลา 17 ปี พิชิต Olympic 2020

เมื่อหัวใจไม่ยอมแพ้ คุณอาเดินหน้าลุยต่อยังไง

หลังจากผมยิงมาประมาณสิบปี เหรียญซีเกมส์ไม่เคยได้เลย ก็ขอสมาคมฯ ไปแข่งระดับโลก (เวิลด์คัพ) เพื่อไปเบิกตาดูว่าต่างประเทศเขาทำกันยังไง แต่ตอนนั้นผู้ใหญ่บอกว่า ออกไปไม่ได้หรอก ยิงแค่นี้ ถ้าออกไปก็เสียดายหน้าตาของประเทศชาติ

ด้วยความที่ผมเป็นผู้ใหญ่ ก็เลยอธิบายกับ คุณภัฏฏการก์ บุนนาค ว่า ผมออกค่าใช้จ่ายเองนะครับ แต่ขออนุญาตให้สมาคมฯ เป็นคนส่ง เพราะการสมัครแข่งขันต่างประเทศต้องใช้สมาคมฯ ยืนยันในการส่งตัว คุยกันสักพัก เขาโอเค พอผมไปถึงปุ๊บ ทีนี้แหละมหกรรมลอกเลียนแบบก็เกิดขึ้น ผมไล่ดูเลยว่านักยิงปืนอันดับต้นๆ เขาใช้ปืนอะไร แว่นตายี่ห้ออะไร สีไหน เขากิน เขาออกกำลังกายแบบไหน ก็ไปลอกเลียนแบบเขามาเลย ปรากฏว่าทำแล้วมันไม่เหมาะกับเราเลย

รอบนี้คว้าเหรียญติดมือมาด้วยมั้ยคะ

ไม่ได้ครับ ผมก็กลับมาบอกพี่ใหม่ (ภัฏฏการก์ บุนนาค) ว่าได้เรียนรู้อันนี้ อันนั้นมา ก็ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าปีละครั้งสองครั้ง หลังจากตระเวนแข่งแบบนี้อยู่สิบปี ใครๆ รู้จักว่าผมมาจากประเทศไทย อายุเยอะ ถือปืนกระเตงไปกับภรรยา ไม่มีทีมติดตาม ไม่มีผู้จัดการ ไม่มีนักจิตวิทยา ไม่มีนักโภชนาการ ไม่มีนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ประเทศอื่นเขาครบทีมเลย เราไปกันสองคน กระเตงกันไป แล้วก็เอาขนมไปแจก เอามะม่วงอบแห้งไปแจก ทุกคนรู้จักแซมกับเดนนี่ 

จากกระดาษเอสี่ที่บรรจุรายชื่อนักกีฬาประมาณยี่สิบห้าคน หนึ่งร้อยคนก็สี่แผ่น ถ้าแข่งร้อยห้าสิบคนก็หกแผ่นกระดาษ แข่งครั้งแรกผมอยู่แผ่นที่หกเลย จนค่อยๆ เลื่อนลำดับจากแผ่นสุดท้ายขึ้นมาแผ่นที่ห้า แผ่นที่สี่ แผ่นที่สาม แล้วมาค้างอยู่ที่แผ่นที่สอง ที่มีรายชื่อนักกีฬาประมาณห้าสิบคน ผมย่ำอยู่ตรงนั้นตั้งนาน เพื่อนๆ นักกีฬาเขาคงสงสาร เขาบอกว่าถ้าคุณอยากจริงจัง ต้องใช้โค้ชนะ แล้วเขาก็แนะนำโค้ชชาวอิตาลีมาให้คนหนึ่ง มาร์โก้ คอนติ

พอมีโค้ชแล้วชีวิตนักกีฬาเปลี่ยนมั้ยคะ 

หกเดือนเห็นผล จากตอนแรกที่ผมทำตามนักกีฬาคนอื่นทุกอย่าง โค้ชก็มาดึงอุปกรณ์ผมออก แว่นให้เหลืออยู่สองสามอัน ที่จริงแว่นผมมีเป็นสิบเลนส์เลยนะ พอแดดเปลี่ยน เมฆมา ลมเปลี่ยน ผมเปลี่ยนตามคนอื่นเขา โค้ชบอกไม่ต้อง มันทำให้เราลังเล ไม่มีความมั่นใจ แล้วปืนของผมก็ปรับได้หมดทุกส่วน โค้ชบอกไม่ต้องปรับอะไร พาผมไปโรงงานแล้วสั่งทำปืนเพื่อให้ผมมีสมาธิอยู่กับตัวเอง

และหลังจากที่ผมไม่โทษอย่างอื่นเลย โทษตัวเองแล้วกลับมาปรับปรุง คะแนนก็กลับมาดี รายชื่อขึ้นมาอยู่หน้าแรก ตอนนั้นเริ่มฝันแล้วว่าอยากจะไปโอลิมปิก เพราะคะแนนผมเริ่มเสถียรขึ้น

เศวต เศรษฐาภรณ์ นักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทยวัย 58 ที่ใช้เวลา 17 ปี พิชิตฝัน Olympic 2020

ตอนนั้นคุณอาป่าวประกาศเลยว่าจะไป ‘โอลิมปิก’

ผมบอกโค้ช บอกสมาคมฯ ว่าจะไปโอลิมปิกที่ประเทศญี่ปุ่น มีแต่คนหาว่าผมบ้า ไม่มีใครเขาพูดออกมาก่อนหรอก (หัวเราะ) ซึ่งมันเป็นข้อบังคับของผมเองครับ ผมต้องประกาศออกไปก่อน เพื่อผมจะได้ทำตามความฝันได้สำเร็จ

จากวันที่คุณอาลั่นวาจาออกไป เริ่มภารกิจคว้าตั๋วโอลิมปิกเกม 2020 ยังไงคะ

ผมศึกษาจากรุ่นน้อง อย่าง น้องณี-สุธิยา จิวเฉลิมมิตร ที่ไปโอลิมปิกมาแล้วสามครั้ง การจะได้ไปต้องได้โควต้าก่อน สำหรับเวิลด์คัพ จะได้โควต้าสองที่ ที่หนึ่งกับที่สอง หลังจากนั้นจะมีโควต้าอีกสี่ที่ในการแข่งขันระดับทวีป เป็นการแข่งขันรอบสุดท้าย ถ้าหลุดแล้วก็หลุดเลย 

ผมบอกโค้ชว่า ผมไม่อยากจะรอเอาด่านสุดท้ายนะ ผมอยากเอาโควต้าที่เวิลด์คัพ เขามองหน้าผมแล้วบอกว่า คนอายุห้าสิบเจ็ดใฝ่ฝันสูงเหลือเกิน จะไปเอาโควต้ากับพวกที่เก่งๆ ระดับโลก ผมก็ตอบไปว่า ผมชอบงานยาก

แต่เบื้องหลัง ‘งานยาก’ ก็ทำให้คุณอาเกือบเก็บกระเป๋ากลับบ้าน 

วันที่แข่งเวิลด์คัพที่เมือง Al Ain ประเทศยูเออี ปรากฏว่าผมยิงได้ที่หกร่วมกับอีกแปดคน ทั้งแปดคนต้องแข่งกันอีกครั้งเพื่อหาที่หกเพียงคนเดียวให้เข้าไปแข่งรอบไฟนอล ผมได้หนึ่งร้อยยี่สิบสองคะแนน ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดในชีวิตการยิงปืนผมเลย ผมพอใจกับคะแนนแล้ว และตามประวัติของผมสิบกว่าปี ถ้าผมต้องไปแข่ง Shoot Off ผมจะออกมาคนแรกทุกครั้ง ถ้าต้องแข่งแปดคน ผมรู้เลยว่านัดแรกผมจะต้องเดินออก ขนาดแข่งขันระดับทวีป เข้ารอบไฟนอลกับเขาหกคน ผมก็ออกคนแรก แข่งขันซีเกมส์ คะแนนผมมาที่หนึ่ง แต่ก็ออกคนแรกทุกครั้ง ตอนนั้นผมเก็บปืนเลย รู้สึกว่าผมมาไกลมากแล้ว ผมไม่เอาแล้ว เก็บของขึ้นรถกลับบ้าน โค้ชก็กลับที่พักไปแล้วด้วย 

ความฝันไม่จำกัดอายุของ ‘เศวต เศรษฐาภรณ์’ นักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทยวัย 58 ที่คว้าฝันสำเร็จในโอลิมปิกเกม 2020

นั่นเท่ากับว่าคุณอาจะไม่ได้โควต้าโอลิมปิก แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้งคืออะไร

ภรรยายืนเท้าสะเอวแล้วบอกผมว่า ผิดหวังมากเลย ยูเป็นนักรบยังสู้ไม่เสร็จ กลับมาสู้ให้จบ สู้ให้ถึงหยดสุดท้าย ผมก็ประกอบปืน เดินเข้าไปสู้ใหม่ เด็ดเขาออกทีละคน จนผมได้เป็นที่หก อีกเจ็ดคนก็เก่งทั้งนั้นเลยนะ แต่พอถึงคราวคับขัน เขาจะบังคับใจเขาได้มั้ย ใจต้องนิ่ง ไม่มีความโลภ ท้ายที่สุดก็ได้ที่หก รอเข้าไปแข่งรอบไฟนอลกับอีกห้าคน

ความฝันเริ่มขยับไกลเข้ามาเรื่อยๆ 

ก่อนจะยิงรอบไฟนอล เขาจะประกาศคุณสมบัติว่าได้เหรียญอะไรบ้าง ทุกคนเต็มอัตราศึกเลยครับ ตอนนั้นผมยังไม่ได้เหรียญซีเกมส์เลย เอเชียนเกมส์ก็ไม่ได้ เขาก็ไม่รู้จะประกาศอะไร เขาเลยบอกว่าแซมเป็นคนยิงปืนจากประเทศไทย อายุห้าสิบหกปี ถ้าวันที่เขาจะได้ไปแข่งขันโอลิมปิก เขาจะอายุห้าสิบเจ็ดปี แก่ที่สุด คนก็เฮฮากันใหญ่ 

วันนั้นยิงอยู่ชั่วโมงกว่า อากาศร้อนสี่สิบห้าองศา แต่เราก็อดทนนะครับ มีสมาธิ ไม่กล้ามองข้างหลังเลย ใครๆ ก็บอกว่าคนนี้อายุห้าสิบกว่า เข้ามาอยู่หนึ่งในหกได้ยังไง อาจจะเป็นข้อดีที่คนอื่นประมาทเราก็ได้ หลังจากผ่านไปชั่วโมงครึ่ง เขาเรียกเข้าไปยิง ผมก็เดินเข้าไป

สุดท้ายออกมาได้ที่สอง ได้โควต้าสำเร็จ ผมดีใจ เพราะเป็นความฝันที่ตั้งใจเอาไว้ โดยสำเร็จที่ระดับโลก ไม่ใช่ระดับทวีป ได้ก่อนโอลิมปิกจะเริ่มแข่งขันปีครึ่ง แล้วก็เป็นโควต้าแรกของประเทศไทย เป็นคนแรกของเป้าบินชายที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าต้องคำสาป จะไปได้ไม่ไกล

พอออกมารับเหรียญคนก็มาจับมือ บอกว่าผมเป็นแรงบันดาลให้เขา เขาจะกลับไปบอกประเทศเขาว่า ฉันไม่อดตาย ฉันไม่ต้องไปเป็นโค้ชแล้ว แซมอายุห้าสิบหกยังได้โควต้าไปโอลิมปิก 

หลังจากได้เหรียญเงินและตั๋วโอลิมปิกใบแรกของประเทศไทย ไปฉลองกันมั้ยคะ

พอถึงโรงแรมก็สลบเลยครับ พอวันรุ่งขึ้นจะเดินทางกลับประเทศไทย ก็ไปเจอโค้ชเพื่อวางแผน เขาบอกว่า ไปพักก่อนสามเดือนก็ได้ ยูเหนื่อยมาเยอะแล้ว ผมบอกไม่ได้ ผมไม่มีเวลาจะไปฉลองสามเดือน ผมต้องการวางแผนจะไปโอลิมปิก เพราะภารกิจสานฝันของผมสำเร็จแล้ว ตอนนี้ที่ผมทำคือทำให้ประเทศ มันต้องแยกโร้ดแม็ปแต่ละอัน 

โร้ดแม็ปที่ฝันจะได้โควต้าเสร็จแล้ว นี่คือของส่วนตัว โค้ชต้องช่วยผมทำเพื่อประเทศไทยให้ได้ แต่ดันมีโควิด-19 ต้องอยู่เมืองไทยปีครึ่งโดยไม่ออกแข่งต่างประเทศเลย สิ่งที่โค้ชกลัวคืออารมณ์และความรู้สึกในการแข่งขัน ผมจะไม่มี อีกอย่างเขากลัวว่า ปีที่แล้วผมอายุห้าสิบเจ็ด ถ้าโอลิมปิกเลื่อนอีกปี ผมก็อายุห้าสิบแปด แซมจะยังไหวหรอ 

แต่นักกีฬายิงเป้าบินประเภทแทร็ปชายในวัยห้าสิบแปด ก็มาเหยียบเวทีกีฬาระดับโลกสำเร็จ

ตั้งแต่ยิงปืนมาสิบเจ็ดปี วันนั้นผมรู้ตัวเลยว่าเราสบายใจทุกอย่าง ทำให้ผมบรรจงเล็ง มีสมาธิมาก เห็นเป้าออกไป ขนาดกลุ่มกระสุนออกไปยังเห็นเลย ครั้งนี้มันดีมากเลยนะ ผมมีทักษะ มีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ วันแข่งก็จัดลำดับความคิดไม่ให้เครียดเกินไป ไม่ให้โลภเกินไป แล้วก็ไม่หลงระเริงกับคะแนนและคำชม

ที่ผมมีสมาธิและความพร้อมขนาดนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผมได้รับมอบหมายให้ถือธงไตรรงค์์นำทัพนักกีฬา เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ มันเป็นความภาคภูมิใจในฐานะนักกีฬาและเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูล

ซึ่งการแข่งขันมีสองวันครับ วันแรกแข่งสามรอบ รอบละยี่สิบห้าคะแนน ยิงได้ดีมากวันนั้น ยิงท็อปฟอร์มที่สุดเท่าที่ยิงมาเลยครับ ได้อันดับหนึ่งร่วม ทุกคนงงกันหมดเลย ทำไมแซมทำได้ ส่วนคำชมผมก็วางไว้ข้างนอก วันที่สอง มีลมกระโชกมาก ที่นู่นมีสามสี่ฤดูในหนึ่งวันเลยครับ ผลออกมาผมพลาดไปคะแนนเดียว แต่ผมก็ทำดีที่สุดนะครับ

หนึ่งคะแนนที่พลาดในโอลิมปิกเกม 2020 กำลังบอกอะไรคุณอาคะ

ผมต้องลุกขึ้นมาให้เร็วที่สุด ถามว่าเสียใจมั้ย ผมเสียใจแป๊บเดียว เพราะระหว่างทางตลอดสิบเจ็ดปี ผมได้พิสูจน์ตัวเอง ผมล้มลุกคลุกคลาน ผ่านความท้อแท้หมดหวัง นั่นเพราะผมเป็นคน แซมก็คือคน รู้สึกเจ็บ รู้สึกหนาว รู้สึกร้อน ซึ่งตอนเดินออกมาจากการแข่งขัน โค้ชบอกผมว่า Sam, You’re unlucky. เพราะลมกระโชก แต่ผมบอกโค้ชว่าไม่ใช่

ความฝันไม่จำกัดอายุของนักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทยวัย 58 ที่คว้าฝันสำเร็จในโอลิมปิกเกม 2020
ความฝันไม่จำกัดอายุของนักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทยวัย 58 ที่คว้าฝันสำเร็จในโอลิมปิกเกม 2020

ถ้าไม่ใช่เพราะลม คุณอาคิดว่าเป็นเพราะอะไร

มันเป็นเพราะตัวผมเอง ผมเป็นคนที่ไม่ชอบโทษลมฟ้าอากาศ ผมต้องโทษตัวเองก่อน คนอื่นยิงได้ ผมก็ต้องยิงได้ โค้ชถามผมว่าสู้มั้ย ผมตอบว่า ถ้าผมยังรับใช้ชาติได้ต่อ ก็จะมาสู้ต่อ เพราะผมมาใกล้จุดสำเร็จแล้ว มันไกลเกินกว่าคนอื่นที่จะมาถึง ถ้าเกิดผมเลิกไป มันน่าเสียดายทรัพยากรของประเทศ ซึ่งตอนนี้ระหว่างที่กักตัวผมก็ดราฟต์ข้อผิดพลาดขึ้นมาว่ามันคืออะไร แล้วสิ่งที่เราควรจะป้องกันคืออะไร เป็นความผิดพลาดที่ผมต้องเอาไปแก้ไข

จากบทเรียน ‘1 คะแนน’ ที่กลับมาวิเคราะห์ คุณอาพลาดตรงไหน

ลมกระโชกก็จริง แต่ถ้าผมไล่เป้าให้เร็วกว่านี้อีกสักนิดหนึ่งก็คงไม่พลาด ถามว่าเสียดายมั้ยก็เสียดาย แต่ผมทำดีที่สุดแล้ว I did what I can do. อุปสรรคที่เกิดขึ้น ผมไม่ยอมแพ้อยู่แล้วตามสไตล์ของผม ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ใช่ ผมผิดพลาด พลาดไปหนึ่งคะแนนที่โอลิมปิก ถ้าสมมติพรุ่งนี้มีการแข่งขัน ผมก็พร้อมจะไปแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น

แสดงว่าคุณอาเป็นนักกีฬาที่ไม่กลัวความพ่ายแพ้

ผมเคยสอนเพื่อนรุ่นน้องและทีมงานบริษัทว่า ก่อนจะออกไปทำอะไร ถ้าเราคิดว่าเราแพ้ เราแพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง เมื่อเราเป็นนักรบ ต้องมีบาดแผลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น กำลังใจสำคัญ ต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเอง อย่างออกไปยิงปืน วันนั้นถ้าผมบอกว่าสู้เขาไม่ได้ ไม่ใช่นะครับ จริงๆ มันเป็นกีฬาที่สู้กับตัวเอง ผมยิงแล้วเอาคะแนนใส่กระเป๋า ผมไม่ได้สู้กับใครเลย ผมสู้กับตัวเอง แซมก็สู้กับแซม นักข่าวถามตลอดว่าไปคราวนี้กลัวมั้ย เจอนักแข่งระดับโลก ทุกคนที่ผ่านโควต้ามามีฝีมือหมด แต่ว่าวันนั้นเขาจะจัดการกับร่างกายและจิตใจเขายังไง แล้วอย่าไปคิดว่าเราสู้เขาไม่ได้ 

พันตรีสมจิตร จงจอหอ ที่เป็นนักกีฬาโอลิมปิกเหรียญทองรุ่นพี่ เขาชื่นชมผมมากเลยนะ อายุขนาดนี้ ถ้าเป็นกีฬาปะทะอายุสามสิบกว่าก็ต้องเลิกแล้ว แต่สามสิบกว่าผมยังขับเครื่องบินอยู่เลย สี่สิบเอ็ดผมเพิ่งจะเริ่ม ผมเจอเขา ผมถามเขาว่า พี่สมจิตรมีอะไรจะสอนผมมั้ย เขาบอกว่า คนเราต้องมีความหวัง หนึ่งเปอร์เซ็นต์ สองเปอร์เซ็นต์ต้องมี หลังจากวันนั้นที่ผมฟัง ผมก็เอากลับมาปรุงเป็นสูตรของผมเอง

ความฝันไม่จำกัดอายุของนักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทยวัย 58 ที่คว้าฝันสำเร็จในโอลิมปิกเกม 2020

แล้วเป้าหมายสูงสุดในฐานะนักกีฬายิงปืนเป้าบินของคุณอาคืออะไร

ส่วนตัวผมคือไปโอลิมปิก อีกส่วนคือทำชื่อเสียงให้กับประเทศ ถึงผมจะไม่ได้เหรียญ แต่สิ่งที่ผมภาคภูมิใจคือ ตอนนี้ทุกคนรู้จักประเทศไทย สิบปีที่ผ่านมาเวลาผมบอกว่ามาจากไทยแลนด์ เขาจะบอกว่าไต้หวัน ผมโมโหมาก เขาไม่รู้จักไทยแลนด์ เหมือนว่าไทยแลนด์ไม่ควรจะยืนอยู่ตรงนั้นด้วยกีฬาประเภทนี้ แต่ตอนนี้ทุกคนพูดเต็มปากว่า ‘ไทยแลนด์’

ตอนนี้ผมถือว่าคุ้มค่ามาก ทั้งเงินที่ผมลงทุน ภาษีอากรของประเทศชาติ ในทางกลับกัน เขารู้จักประเทศไทย ผมเดินลงไปแข่ง ถือปืน ใส่เสื้อยิงปืนมีธงไทยแปะหราบนเสื้อ อันนี้คือการทำโปรโมชันที่คุ้มค่าที่สุด มาถึงตอนนี้เขาเรียกผม ‘อังเคิลแซม ไทยแลนด์’ ทุกครั้งที่ผมได้ยิน ผมจะยิ้มมุมปาก เพราะมันถูกเป้าหมายของผมแล้ว เขารู้จักประเทศเรา 

ตลอด 17 ปีของการเป็นนักกีฬายิงเป้าบิน อะไรเป็นเหตุผลให้คุณอาต้องเอาจริงจังขนาดนี้

หนึ่ง ผมต้องการเอาชนะตัวเอง การจะทำอะไรก็แล้วแต่ให้สำเร็จ ต้องชนะตัวเราเองก่อน เราต้องเป็นคนที่มีคุณภาพก่อน เราต้องเห็นคุณค่าในตัวเราก่อน สิ่งหนึ่งที่เราลบหลู่ไม่ได้คือคุณค่าของตัวเรา สอง ผมทำความฝันสำเร็จ สาม แม้ผมจะไม่ได้เหรียญ แต่ผมก็ทำให้ประเทศชาติเป็นที่รู้จัก ทำให้เห็นว่าประเทศเล็กๆ กับกีฬานี้ก็ยังไปยืนตรงนั้นได้

เรื่องราวของคุณอาช่างตรงกับประโยคที่ว่า ‘อายุไม่ใช่ข้อจำกัดของความฝัน’

ไม่ว่าจะรวย จะจน อายุมาก อายุน้อย ทุกคนมีความฝันหมด ทุกๆ อย่างต้องใช้เวลา มันไม่มีอะไรที่เป็นทางลัด และความฝันจะมีเวลาสุกงอมของมัน ผมอยากให้คนที่ฝัน ตื่นขึ้นมาแล้วลุกมาวางแผนว่าจะทำให้ฝันนั้นเป็นจริงได้ยังไง 

ความฝันตลอด 17 ปี ที่จะไปโอลิมปิก วันนี้ความฝันนั้นสุกงอมและสำเร็จได้เพราะอะไรคะ

เพราะผมฝันจริง ทำจริง และแก้ไขจริง

ความฝันไม่จำกัดอายุของนักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทยวัย 58 ที่คว้าฝันสำเร็จในโอลิมปิกเกม 2020
ภาพ : เศวต เศรษฐาภรณ์

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load