สนามนี้สู้กันด้วยฝีมือ

ในสนามอาชีพ ศศธร เจริญพันธ์ คือนักโบราณคดีภาคสนาม วันๆ อยู่ในหลุมขุดค้น ไม่ต้องแต่งหน้า เสื้อผ้าไม่ต้องรีด ขุดดินหาวัตถุมาศึกษา บางทีถึงขั้น ‘ล้างป่าช้า’ ถ้าพื้นที่นั้นเคยเป็นที่ฝังศพมาก่อน

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

ในสนามชีวิต เธอคือสาวเหนือหน้านวลจากจังหวัดเชียงใหม่ บัณฑิตคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ 17 ปีก่อน (พ.ศ. 2546) ชะตาชีวิตส่งมาอยู่ไกลบ้านถึงอังกฤษ ต่อสู้ฝ่าฟันจนได้ทำงานที่รัก

จากชีวิตคนธรรมดาที่ไม่มีแต้มต่อใดๆ จนถึงจุดที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานและลูกน้องในฐานะหัวหน้าทีมขุดค้นของ Museum of London Archaeology สร้างครอบครัวที่ลอนดอน มีเวลากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดทุกปี และในอนาคตเธออยากทำงานสอน เพื่อส่งต่อความรู้ที่สั่งสมมา

ศศธรเล่าให้ The Cloud ฟัง พร้อมรอยยิ้มและมุกตลกที่แทรกตลอดการสนทนาว่าเธอทำทั้งหมดนั้นได้อย่างไร

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

เมื่อแยกย้ายกันขึ้นรถไฟใต้ดินตอนสิ้นวัน เราจึงเข้าใจเหตุผลที่ ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารของ The Cloud ให้ใบสั่งระบุชื่อมาว่า ‘ไปถึงลอนดอนแล้ว สัมภาษณ์คุณคนนี้มาให้พี่ด้วย’

กว่าจะได้เป็นนักโบราณคดี

“ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาทำงานเมืองนอก สำหรับพี่ มันเป็นดวง” ศศธรกล่าว “ใครคิดว่าอยู่เมืองไทย โอ้ยเบื่อ อยากมาทำงานเมืองนอกบ้าง ดูเงินเยอะ ดูชีวิตดี๊ดี บอกเลยค่ะว่าไม่ใช่”

สาวน้อยวัย 20 ต้นๆ เพิ่งจบคณะโบราณคดีจากเมืองไทย มาถึงอังกฤษแบบยังไม่มีงานทำ แต่ต้องกินต้องใช้

“ตอนนั้นปีสองพันสาม เป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำพอดี คนตกงานเยอะมาก เราไม่ได้หางานมาจากไทย ตอนนั้นอยู่เมือง Lincolnshire มีบริษัททางโบราณคดี เขาบอกยังไม่ต้องการคน เรามีภาระต้องส่งเงินไปที่บ้าน ก็ต้องหางานให้ได้”

แม้อยากทำงานโบราณคดี แต่ศศธรเริ่มต้นชีวิตในอังกฤษด้วยงานร้านอาหาร

“ไปสมัครงานเสิร์ฟอาหาร เขาไม่รับ เขาบอกยู Over-qualify ไปสมัครร้านอิตาเลียนก็ไม่รับ สงสัยเพราะหน้าไม่เข้ากับคอนเซปต์ร้านเขา” ศศธรหัวเราะ “สุดท้ายได้งานที่ร้านอาหารแบบ Takeaway เล็กๆ ยุคนั้นเมือง Lincolnshire ไม่ค่อยมีคนเอเชีย ร้านอาหารจีนน้อยมาก ก็โดนเหยียดผิวบ้าง ไปยืนสับผัก ล้างหม้อล้างกระทะ ทำแป๊บเดียวเพราะเขาไม่มีเงินจ้าง”

ช่วงเดียวกันนั้น ศศธรไปช่วยงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแบบฟรีๆ เพื่อเรียนรู้งานโบราณคดีไว้ใช้ในอนาคต

“ตัดสินใจทำเพื่อ Build Resume และจะได้เรียนรู้งานโบราณคดีไปด้วย ว่าสิ่งที่เราจะต้องเจอในดินมันเป็นยังไง เพราะของที่เราขุดมันจะไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ เราอยากรู้จักของ ก็ต้องมาที่นี่ สักวันพอไปออกภาคสนาม เราต้องรู้จักของเหล่านั้น”

ไม่นานหลังจากนั้น ศศธรย้ายมาอยู่ลอนดอน ด้วยคิดว่าน่าจะมีโอกาสในการหางานมากกว่า

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

เธอเล่าว่า ชีวิตช่วงนั้นก็ยังเริ่มต้นที่ศูนย์เหมือนเดิม คือไม่หวังจะได้งานสาขาโบราณคดี เป็นงานอะไรก็ได้ ขอให้ได้เงิน

แต่เมื่อไปสมัครงานเสิร์ฟอาหารที่คิดว่ามีโอกาสได้ ก็ยังไม่ได้

“มันมาถึงจุดที่เราถามว่า ทำไม ฉันเสิร์ฟอาหารไม่ได้หรือ เรามีมือมีแขน หยิบจานได้ ภาษาอังกฤษก็พอจะรับออร์เดอร์ได้ แต่ก็เข้าใจ เพราะการแข่งขันมันสูงมาก ใครๆ ก็อยากได้งาน

“ตอนนั้นหว่าน CV (Curriculum Vitae-ประวัติการทำงาน) ไปทั่ว ไปศูนย์จัดหางาน ดูประกาศรับสมัครในหนังสือพิมพ์ ทำทุกอย่าง บางที่เขาไม่ได้ปิดประกาศว่าต้องการคน เราก็ยังเดินเข้าไปสมัคร บอกเขาว่า ‘ช่วยรับ CV ไว้ด้วยนะคะ ได้โปรดอย่าทิ้ง’ ต้องเรียกว่าหว่าน เพราะส่งไปเยอะมากจนจำไม่ได้ว่าสมัครอะไรไปบ้าง สมัครตอนไหน ไม่ใช่ส่งไปที่หนึ่งแล้วมานั่งรอว่าฟ้าฝนจะเป็นใจไหม ไม่ได้ส่งแค่หลายสิบที่ แต่เป็นร้อย” ศศธรเล่า

งานแรกที่ศศธรได้ในลอนดอน คืองาน ‘ควบคุมมหาชน’ ในสนามแข่งฟุตบอล คือเป็นเจ้าหน้าที่แผนก Crowd Control

ในปี 1985 ที่เมืองแบรดฟอร์ด (Bradford) เคยเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้สแตนด์เชียร์ในสนามแข่ง คนวิ่งหนีตายและเหยียบกัน ทำให้คนตาย 56 คน บาดเจ็บอีกหลายร้อย เจ้าหน้าที่แผนกนี้จึงถูกตั้งมาเพื่อ Control the crowd ให้ไปที่ทางออก ทางหนีไฟ คอยดูแลไม่ให้ผู้ชายเข้าห้องน้ำผู้หญิง ซึ่งศศธรเล่าว่า หลายครั้งเกือบถูกตี เพราะเวลาคนปวดท้องมากๆ เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่

แต่อย่าคิดว่าทำงานนี้จะได้เชียร์บอลบิ๊กแมตช์สนุกสนาน เพราะระหว่างการแข่งขัน ต้องคอยสอดส่องพฤติกรรม ไม่ให้แฟนบอล 2 ทีมนั่งปะปนกัน หรือทะเลาะจนถึงขั้นตีกัน ทำนอง ‘เกมแพ้คนไม่แพ้’

นอกจากหาเงินแล้ว ยังวิ่งหาโอกาสตลอดเวลา

ช่วงที่ทำงานอื่นไปตามปกติ ทั้งงาน Crowd Control และงานร้านอาหาร บังเอิญเธอไปเจอประกาศรับสมัครงานของพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติ (National Maritime Museum) ตำแหน่ง Gallery Assistant พอดี จึงสมัครไป

วันหนึ่งโทรศัพท์เรียกไปสัมภาษณ์ก็ดังขึ้น

“ทำไมถึงได้งานที่นี่เหรอ เราเป็นคนไทย ตอบไปยิ้มไป พี่เป็นคนที่ถ้าอายหรือพูดอะไรผิด จะยิ้มแล้วหัวเราะแหะๆ เขาอาจชอบตรงนั้นมั้ง ดูไม่ Aggressive ดี อีกอย่างเราพูดภาษาไทยได้ คนไทยมาเที่ยว Greenwich เยอะมาก งานของ Gallery Assistant คือเป็นหูเป็นตา เป็นหน้าตาให้กับพิพิธภัณฑ์ ก็ต้องแต่งตัวดี ใส่สูท มีป้ายชื่อ เราพูดภาษาไทยได้ก็จะมีธงชาติไทยเล็กๆ ติดเสื้ออยู่ด้วย”

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

งานนี้ยังเปิดโลกใหม่ จากคนขี้อาย ไม่ชอบพูดกับคนแปลกหน้า เดินหนี แต่เมื่อทำงานนี้ ศศธรต้องฝืน จนกลายเป็นไม่กลัว

“เราเป็นคนพรีเซนต์ได้สุภาพ ต้องยิ้ม ต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมชม Hi, good morning. (ทำหน้ายิ้มกว้าง) Welcome to the National Maritime Museum. ซึ่งเราแบบ โอย อาย แต่ก็ต้องทำ กดปุ่มแล้วก็ต้องพูด”

งานที่พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติทำให้เธอได้รู้จักเพื่อนร่วมงานดีๆ ที่มาจากหลายเชื้อชาติ ได้ฟังสำเนียงภาษาอังกฤษหลากหลายสำเนียง จากที่ฟังไม่เข้าใจ กลายเป็นเข้าใจและสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยม

“เพื่อนร่วมงานที่นี่ดีมาก ดีเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เลย จนทุกวันนี้ก็ยังไม่เจอเพื่อนร่วมงานที่ไหนดีเท่าที่นี่ เขาช่วยกันสอน ต้อนรับเราดีมาก ทุกคนมองโลกในแง่ดี ทำอะไรผิดก็ตลก ทำอยู่สิบเอ็ดเดือน เป็นงานที่ดีมาก และทำให้มีเงินพอเลี้ยงตัว แบบไม่ต้องทำงานอื่นคู่ไปด้วย”

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน
ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

ศศธรออกตัวว่า เป็นคนไม่มีเซนส์เกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ แต่เมื่อทำงานที่นี่ ที่เต็มไปด้วยของเก่าแก่จากสมรภูมิรบ จึงได้เจอเหตุการณ์ชวนขนหัวลุก เช่น เมื่อเตรียมปิดห้องจัดแสดงเมื่อถึงเวลาปิดทำการ ได้ยินเสียงไม้ลั่น เห็นเงาธงโบก แต่เมื่อกลับไปตรวจดูอย่างละเอียดก็ไม่พบอะไร

หรือที่ตึก Queen’s House ที่เป็นอีกส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ จัดสร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1616 ที่นี่มีบันไดวนที่นักท่องเที่ยวชาวแคนาดาเคยถ่ายรูปเมื่อ ค.ศ. 1966 แต่เมื่อไปล้างอัดภาพออกมา กลับมีภาพเงาคนกำลังเดินขึ้นบันได ซึ่งเจ้าของภาพยืนยันว่า ก่อนถ่ายภาพได้ดูให้แน่ใจแล้วว่าปลอดคน ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ‘คน’ ในรูปคืออะไรกันแน่

ศศธรเล่าว่า ที่ตึกนี้ เพื่อนร่วมงาน 3 คนของเธอที่ยืนอยู่ด้วยกัน เห็นผู้หญิงใส่ชุดกระโปรงสุ่มบานสีเทาเดินออกจากกำแพงด้านหนึ่งไปเข้ากำแพงอีกด้านตอนกลางวันแสกๆ

“ทุกคนมองหน้ากันแล้วแบบ เอาไงดีวะ ก็เดินหาตัวกัน แต่จะไปเจอได้ยังไง เขาไม่ได้เข้าประตู เขาเดินเข้ากำแพง นี่แหละงานพิพิธภัณฑ์ เจอกันประจำ คนที่มีเซนส์จะซวยมาก เพราะเจอบ่อย” ศศธรเล่ายิ้มๆ

งานนี้ยังทำให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อังกฤษ ซึ่งเอื้อกับนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนชอบเรียนรู้

“นักท่องเที่ยวเขาไม่ได้ถามแค่ห้องน้ำไปทางไหน หรือห้องนี้ไปทางไหน บางทีเขาจะถามเกี่ยวกับของที่โชว์ด้วย เราก็ต้องตอบให้ได้” ศศธรอธิบาย “เขาจะเปลี่ยนที่ให้เราทุกวัน เราก็ไม่เบื่อ แต่ละแกลเลอรี่ไม่ได้มีคนอยู่ตลอดเวลา เวลาว่างพี่ก็จะเดินอ่าน หรือบางทีจดใส่กระดาษไว้แล้วไปนั่งอ่านที่บ้าน ในห้องนอนตอนเด็กๆ จะมีกระดาษที่จดโน่นนี่เต็มไปหมด ถ้าทำไม้ขีดไฟตกก็พรึ่บ! หมดเลย เป็นคนชอบจด ชอบจำ ชอบเรียน

“อีกอย่างคือ ถ้าเราอยากทำงานโบราณคดีในอนาคต แต่เราไม่รู้ประวัติศาสตร์อังกฤษเลย มันไม่ได้ไง เราอยู่ตรงนี้ มีความรู้ให้เราฟรีๆ ก็เดินอ่านมันทุกห้องเลย ความรู้เป็นสิ่งที่พี่กระหายมากที่สุด นักโบราณคดีต้องกระหายความรู้ทุกอย่าง เพราะเราต้องเรียนรู้ชีวิตมนุษย์ ต้องคิดว่าทำไมคนสมัยก่อนทำแบบนี้”

แม้ลึกๆ จะยังอยากทำงานด้านที่ร่ำเรียนมา แต่เมื่อมองโลกแห่งความเป็นจริง ที่การแข่งขันในตลาดงานสูงมาก ศศธรจึงไม่ได้มีความหวังว่าจะได้เป็น ‘นักโบราณคดีในลอนดอน’

“ตอนนั้นมีเป้าหมายแค่ว่า สักวันฉันจะต้องได้งานที่ได้เงินดีกว่านี้ เป็นการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เรามาจากศูนย์ งานอะไรก็ได้ จะเลือกทำไม”

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

สู่งานภาคสนามในหลุมขุดค้น

โอกาสจะวิ่งเข้าหาคนที่เตรียมตัว ศศธรก็เช่นกัน ขณะทำงานพิพิธภัณฑ์ เธอยัง ‘หว่าน’ ใบสมัครงานเหมือนเคย

แล้ววันหนึ่งโอกาสก็มา

“Museum of London Archaeology โทรมาเรียกไปสัมภาษณ์ เราจำไม่ได้จริงๆ ว่าสมัครไปตอนไหน นอกจากเป็นงานที่เราชอบแล้ว เขายังเสนอเงินมากกว่าที่ได้อยู่ตอนนั้นด้วย ลงตัวพอดี” ศศธรยิ้ม

แม้จะได้งานโบราณคดีที่ชอบ แต่ใช่ว่าหลังจากนั้นชีวิตจะสวยงาม เพราะอายุสัญญาการทำงานคือ 1 เดือน

“ตอนนั้นพี่เป็น Entry Level ของทีมเลย เกรียงใหม่ ชุดใหม่ รองเท้าใหม่ หมวกใสสะอาด เขาดูก็รู้ อีนี่ไม่เคยทำอะไร (หัวเราะ) หัวหน้าวางพี่ไว้คู่กับคนเก่ง จะมีคนหนึ่งขุด คนหนึ่งตักดิน ไม่แบ่งว่าผู้หญิงผู้ชาย อาชีพนี้เพศไม่ได้มีผลมาก ถ้าคุณทำงานเก่ง” ศศธรกล่าว

นักโบราณคดีภาคสนามจะต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Dumpy Level เป็น เพื่อส่องกล้องหาความสูงของระดับพื้นดิน เป็นความรู้พื้นฐานที่สอนกันในมหาวิทยาลัย

แต่พออยู่หน้างานในมหานครลอนดอน ศศธรเดินไปยอมรับตรงๆ กับหัวหน้างานว่า ใช้เครื่องนี้ไม่เป็น

“สมัยเรียน ออกภาคสนามที เครื่อง Dumpy Level มีเครื่องเดียว เด็กยี่สิบคน พวกผู้หญิงก็ไปเก็บดอกไม้ มีแต่พวกผู้ชายไม่กี่คนที่ได้ใช้ พอมาที่นี่ เขาบอกให้ไปส่องดูซิ เราก็บอกตามตรงว่าส่องกล้องไม่เป็น ต้องดูเส้นไหน กลัวมากว่าเขาจะด่า ว่าดูไม่เป็นแล้วได้งานมาได้ยังไง เพราะมันเป็นความรู้พื้นฐานมาก กลัวไม่ผ่านทดลองงานด้วย เพราะได้สัญญามาแค่เดือนเดียว” ศศธรเล่า

“แต่ก็ต้องถาม อะไรที่ไม่รู้ พี่ถามหมดเลย จะด่าก็ยอม ให้เขาด่าตอนนี้ดีกว่าไปด่าตอนงานเสร็จแล้ว”

บังเอิญคนที่สอนงานในตอนนั้นเข้าใจ และยอมสอนเด็กใหม่คนนี้

เมื่อศศธรทำงานถึงจุดที่ต้องสอนงานคนอื่นบ้าง เธอจึงส่งต่อความรู้ให้รุ่นน้องเต็มที่

“เราเคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน เคยเป็นคนที่ไม่รู้อะไร พอไม่มีใครช่วยเรา มันโหดร้าย พี่เลยสอนเขาหมดเลย เพราะไม่รู้เขาจะมีโอกาสไปเรียนกับคนอื่นอีกไหม” ศศธรเล่า “ถ้าพี่สอนเขา แล้ววันหนึ่งเขาไปฝึกคนอื่น เราจะได้คนเก่งเพิ่มอีก งานโบราณคดีต้องทำเป็นทีม Record ที่ได้มาต้องไปทางเดียวกัน ถ้าเราเก่งคนเดียว ยืนเหยียบซากศพคนอื่น เราเองนั่นแหละที่จะเหนื่อยต้องมาแก้งานเขา”

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

สำหรับงานโบราณคดีภาคสนาม จะรู้ได้อย่างไรว่างานที่ผลิตออกมา ‘ดีแล้ว’

ศศธรตอบว่า ความสำคัญอันดับหนึ่ง ไม่ได้อยู่ที่ขุดเจอของสำคัญกี่ชิ้นหรือรายงานหนากี่หน้า แต่คือชีวิตของทุกคนในทีม

“จบวัน ทุกคนต้องกลับไปแบบมีชีวิตอยู่และมีอวัยวะครบทุกส่วน (หัวเราะ) อันตรายที่อาจเกิด เช่น ตกจากที่สูง เพราะเราต้องไต่บันไดลงไปในหลุม จะมีอะไรหล่นใส่หัวเราไหม จะมีอะไรที่ฆ่าเราได้ไหม ไม่ใช่เข้าไปจะขุดอย่างเดียว ต้องเรียนรู้ที่จะป้องกัน ไม่ใช่แก้ไข ไม่ใช่ว่าโอ้โห ขุดเจอของโคตรสำคัญ แต่คนขุดตายอยู่ในหลุม คุณกลับออกมาจากหลุมให้ได้ก่อน (หัวเราะ) ต้องไม่ตาย ไม่เจ็บ ข้อมูลเป็นความสำคัญอันดับรอง ไม่ต้องเอาชีวิตไปแลก” ศศธรย้ำ

แม้แต่เธอเอง ยังเคยเจอเหตุการณ์เฉียดตาย เพราะตัวเองอยู่ในหลุมขุดค้น คนข้างบนไม่รู้ บังคับรถตักดินให้ทำงานตามปกติ หินก้อนใหญ่ไหลลงมาตามทางในหลุม เฉียดตัวศศธรไปเพียงนิดเดียว บางทีขุดๆ อยู่ ดินถล่ม จึงต้องระวังและมีสติตลอดเวลา

“เวลาจะขึ้นจากหลุม Supervisor ต้องขึ้นทีหลัง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนขึ้นมาหมด ใครจะไปห้องน้ำก็ต้องบอก ไม่ได้ขออนุญาต แต่คนอื่นจะได้รู้ว่าไปไหน ถ้าหายไปครึ่งชั่วโมงแล้ว เฮ้ย ต้องออกตามหาแล้วนะ ไม่งั้นไปตายอยู่ตรงไหน ไปเจออีกทีแขนโผล่ออกมาจากดินเพราะโดนอะไรหล่นทับ แก๊สรั่ว ทำยังไง ไม่มีทางออกจากหลุม ทำยังไง

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

“หลักทั่วไปคือ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ห้ามอยู่ช่วยเพื่อน ไม่งั้นแทนที่จะตายคนเดียว จะเป็นตายสองคน แต่ไม่ใช่ว่าไม่ช่วยนะ เราวิ่งไปหาคนช่วย เพราะเราไม่ใช่คนที่ฝึกมาเพื่อช่วยชีวิตคน ไม่ต้องพยายามเป็นฮีโร่”

เป็นผู้หญิงเอเชีย ทำงานในเมืองฝรั่ง มีปัญหาอะไรไหม

“มีค่ะ ถูก Racist ดูถูก ไม่ให้เกียรติ แต่ตอนนี้ไม่มีใครกล้ากับพี่แล้ว (หัวเราะ) เมื่อก่อน ตอนได้เป็นซีเนียร์ใหม่ๆ เขาเห็นเราหน้าเอเชีย สมัยนั้นคนจีนที่เข้าเมืองแบบผิดกฎหมายชอบมาขายซีดี พี่ใส่ชุดเตรียมขุด ยังไม่ทันจะเข้าไปบอกว่าเรามาขุด เขาหันมาบอกว่า We don’t have time for this. เขาคิดว่าเรามาขายซีดี พี่บอกว่า You better have time for me. I’m from Museum of London Archaeology. อย่ามาเหยียดกัน เราเอาเขาออกจากงานได้เลยด้วยเรื่องนี้

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

“ครั้งหนึ่งขุดศพ ตอนนั้นพี่เป็นผู้หญิงคนเดียวในไซต์ มีคนแซว พูดกับหัวหน้าพี่ว่า ขุดศพแล้วจะรู้ได้ไงว่าศพนี้เป็นศพโสเภณี พี่โผล่ขึ้นมาพอดี บอกว่า บอกไม่ได้หรอก เขาว่า บอกได้สิ มันจะมีรูใหญ่ๆ ข้างล่างไง

“พี่บอกว่า ถ้าเป็นศพยู ฉันบอกได้แน่นอน เพราะรูในกะโหลกมันจะเล็ก กะโหลกหนา เขาก็ยังบอกว่า You should know better because you’re from Thailand. พี่เอาเครื่องมือขว้างใส่เลย หลุดเลย ตะโกนด่า คนพวกนี้พูดดีๆ ไม่ได้ ต้องด่า หัวหน้ามาขอบคุณพี่ที่ทำแทนเขา เพราะเขาทำไม่ได้ ต้องสุภาพ บางทีก็เจอเรื่องแบบนี้เพราะเราเป็นผู้หญิง” ศศธรเล่า

ทำงานเป็น ‘ทีม’

คนนอกวงการอาจไม่ทราบว่า งานขุดค้นทางโบราณคดีมีหลายแบบ เช่น ขุดเพื่อค้นคว้าวิจัย (Research Archaeology) เช่นที่ทำโดยนักวิจัย นักศึกษา ในสังกัดมหาวิทยาลัย มีทุน และเวลาไม่ค่อยจำกัดมาก

แต่งานที่ศศธรทำ เรียกว่า Commercial Archaeology

ที่นี่กฎหมายกำหนดว่าหากใครจะพัฒนาพื้นที่บริเวณไหน ต้องให้ทีมนักโบราณคดีเข้าไปตรวจสอบว่าพื้นที่ตรงนั้นเคยมีอะไรบ้าง และ ‘กู้ซาก’ สิ่งของที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินที่อาจมีคุณค่าทางโบราณคดี ผลผลิตจากงานแต่ละครั้งคือ รายงาน 1 เล่ม และของที่ขุดมาได้หลังจากนั้นเจ้าของที่จึงจะลงมือพัฒนาที่ดินได้

“เงินได้เยอะกว่าพวก Research Archaeology แต่เวลาจำกัด เพราะเขาอยากให้เราทำให้เสร็จเร็วๆ เสียเวลาเขา บางทีได้มาสองสัปดาห์ หกสัปดาห์ ทุกวันเป็นเงินเป็นทอง” ศศธรเล่า

ศศธรอธิบายว่า การทำงานครั้งหนึ่งของนักโบราณคดี ประกอบด้วยหลายทีม จะขาดทีมไหนไม่ได้เลย

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

“ถ้าบริษัทเราประมูลงานได้ ก็เริ่มจาก Planning Team ที่ต้องศึกษา เขาก็จะไปศึกษาใน British Library ไปหาแผนที่เก่าว่าสมัยก่อนพื้นที่ตรงนี้เคยมีอะไรจากบันทึกเก่าๆ แล้ว Survey Team จะเข้าไปดูว่า Site มันใหญ่ขนาดไหน กลับมาประเมินกันว่า ต้องใช้คนกี่คน พื้นที่แค่ไหน ต้องใช้เงิน เวลา และคนเท่าไร

ต่อไปเป็นทีมที่เข้าไปขุด คือทีมพี่ เรียกว่า Field Team ขุดแล้วจด Record หัวหน้าทีมก็จะเป็นคนจัดแจง ว่าคนไหนไป Site ไหน บ้านอยู่ใกล้อยู่ไกล คนนี้มีความเชี่ยวชาญอะไร บางคนเก่งเรื่องอ่านจารึก ภาษา ลายมือเก่าๆ บางทีขุดหลุมศพ เจอป้าย ก็ต้องอ่านว่าคนนี้ชื่ออะไร ตายเมื่อไร ปีไหน ไม่ใช่ทุกคนอ่านได้ งานของพี่คือเป็นคนทำงาน เป็นคนขุด เป็นหัวหน้าทีมขุดค้น บางทีก็เป็นผู้ช่วยหัวหน้าทีม ก็คือเหมือนเป็น Supervisor ต้องดูทั้งงานขุด และต้องคุยกับลูกค้า แต่พี่จะดูเรื่องขุดมากเป็นพิเศษ

แล้วก็มี Post-excavation Team คือเข้ามาตรวจบันทึกที่ Field Team ทำไว้ แล้วสรุปผล นอกจากนี้ ยังมีทีมช่างภาพ ทีมนักวาดแผนผัง และทีม Find Processing คือเอาของที่ขุดได้มาล้าง มาส่องดูว่าคืออะไร ทั้งหมดนี้เราขาดทีมไหนไม่ได้เลย” ศศธรอธิบาย

นอกจากทีมนักโบราณคดีแล้ว บางครั้งยังต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขามาช่วย ซึ่งบ่อยครั้งส่งผลต่อชีวิตคนขุดทั้งทีม

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

“Planning Team ต้องดูว่าพื้นที่ตรงนี้เคยโดนระเบิดไหม ถ้าใช่ ก็ไปจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดมา งานขุดค้นในลอนดอนก็มีระเบิดเยอะมาก เขาจะสอนให้สังเกต เจอเหล็กแปลกๆ  แบบนี้ อย่าเอาอะไรไปทุบนะ ปุ้ง! ระเบิดหมด” ศศธรกล่าว

“ส่วนใหญ่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะเป็นอดีตทหารมากประสบการณ์ ค่าจ้างแพงมาก แต่ถามแล้วได้เรื่อง เขาจะมายืนดูตลอดเวลา ตักดินเจออะไรแปลกๆ เขาดูรู้ พวกเราดูไม่รู้ ขุดเจอหางระเบิด ก็แปลว่าต้องมีหัวระเบิด ระเบิดที่ไม่ทำงาน ห้าสิบปีก่อน ไม่ได้แปลว่าวันนี้มันจะไม่ระเบิด (หัวเราะ) ระเบิดยิ่งเก่ายิ่งเซนซิทีฟ

“เพื่อนพี่ขุดเจอท่อนเหล็ก หยิบขึ้นมาถามว่ามันคืออะไร ผู้เชี่ยวชาญเห็นแล้วบอก วางลง แล้ว Evacuate ทันที เพราะหน้าตามันเหมือนตอร์ปิโดมาก มีหลักว่าขุดเจออะไรก็ตามที่น่าสงสัย ให้วางทิ้งไว้แล้วหนีไปก่อน (หัวเราะ) ถ้าตรวจสอบแล้วมันไม่อันตรายก็แล้วไป Overreaction ดีกว่ามีใครเป็นอะไรตาย”

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

นอกจากขุดเจอระเบิด ก็ยังขุดเจอโลงศพ ถ้าเป็นโลงศพตะกั่ว ศศธรระบุว่า อันตราย เพราะอาจมีสารที่ทำให้เกิดมะเร็ง ต้องแจ้งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะอีกทีม

แต่ถ้าเป็นโลงไม้ก็ขุดได้ บางครั้งเพื่อนที่เปิดโลงคนแรกถึงกับวิ่งไปอาเจียน เพราะศพยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก บางศพก็เหลือแต่กระดูก บางศพเหลือครึ่งๆ กลางๆ

ตามนิสัยคนไทย ขุดป่าช้าครั้งใด ศศธรจะบอกกล่าวในใจไว้ว่า มาทำงาน ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่ และปฏิบัติต่อศพทุกศพด้วยความเคารพเสมอ

เรียนรู้และรู้จักใช้สิ่งที่เรียน

“ทำงานนี้ที่ชอบที่สุดคือเจอคนคอเดียวกัน คือคนชอบเรียนรู้ ไม่ได้ดูถูกอาชีพอื่นนะ แต่ในฐานะที่เคยทำอาชีพอื่นมาก่อน เป็น Reception เป็นคนเสิร์ฟอาหาร คิดว่าพวกนักโบราณคดีจะมีความรู้กว้างมาก สมมตินั่งกันอยู่สิบคน ถามเรื่องบ้าเรื่องบอ กษัตริย์เฮนรี่ที่แปดเป็นกษัตริย์ตั้งแต่ปีไหน เรือดำน้ำเยอรมันชื่อเรืออะไร จะต้องมีสักคนหนึ่งที่ตอบเราได้ ในขณะที่อาชีพอื่นอาจไม่มี พวกนักโบราณคดีจะเปี่ยมไปด้วยความรู้ทั่วไป ชอบตรงนี้” ศศธรอธิบาย

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

“งานนี้ได้เรียนรู้ทุกวัน บางทีขุดเจออะไรใหม่ โอ้ สามสิบปีในชีวิตนี่เข้าใจผิดมาตลอดเลยเหรอเนี่ย เช่น ตอนขุดศพ จะเจอ Breastplate พี่นึกว่าคือแผ่นที่เขาเขียนชื่อไว้ ชื่อเดวิด ตายวันนี้ๆ แล้ววางบนหน้าอกศพ ใส่ในโลง แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ สิ่งนี้คือป้ายที่เขาแปะอยู่บนโลงไม้ พอไม้มันผุ ป้ายนี้เลยหล่นไปอยู่บนหน้าอกศพ”

ทักษะที่เรียนรู้จากงานก่อนหน้านี้ ทั้งงาน Gallery Assistant และงาน Crowd Control ยังเป็นสิ่งที่ได้ใช้จนปัจจุบัน ที่หลายครั้งศศธรต้องรับบทหัวหน้าทีมขุดค้น ทั้งเรื่องการกล้าคุยกับคนแปลกหน้า และทักษะในการคุมคน

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

ศศธรเล่าว่า “เวลาขุดดินพี่ทำเองหมด ไม่มีการทำไม่ไหว เป็นหัวหน้าเขาเราต้องทำให้เห็น แล้วใครจะมารังแกลูกน้องเราไม่ได้นะ เราต้องปกป้องทีมของเรา ต้องสร้างผลงานที่ดี และทุกคนปลอดภัย ต้องไม่มีใครซ่าไปชวนทะเลาะกับคนนอกทีม เพราะนอกจากนักโบราณคดีที่มาขุด ก็ยังมีอาชีพอื่น ช่างไม้ ช่างปูน ช่างก่อสร้าง ที่เขาไม่เข้าใจงานเรา ว่ามาขุดอะไรกัน แต่เราต้องทำงานกับเขาไง เดินเข้าไซต์เราต้องสร้างบรรยากาศที่ดี ทักเขา Good morning. How are you? How was your weekend? มันไม่ได้เสียหายอะไรเลยที่จะเป็นมิตรกับผู้คน สักวันเขาอาจช่วยเราได้”

อย่าคิดแบบขาวกับดำ

ในวงการนี้ความรู้และระเบียบวิธีปฏิบัติเชิงโบราณคดีเมื่อ 20 ปีก่อนยังใช้ได้ ไม่เหมือนวงการอื่น เช่นวงการไอที ที่เพียงบัณฑิตเรียนจบ ความรู้ 4 ปีในมหาวิทยาลัยก็อาจไร้ค่า

แต่หนึ่งในปรัชญาการทำงานของนักโบราณคดีชื่อศศธรก็คือ ต้องไม่ยึดติดกับความรู้เดิมๆ

“วันหนึ่งเราอาจขุดเจอบางอย่างที่พิสูจน์องค์ความรู้เก่า การเป็นนักโบราณคดีไม่ควรยึดติด ไม่ควรมีความคิดว่าทุกอย่างต้องขาวกับดำ แต่ควรเป็นสีเทา ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ วันนี้พี่ขุดเจอสิ่งนี้ เขียนรายงานว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าอีกยี่สิบปี มีคนขุดอะไรเจอ แล้วบอกว่าสิ่งที่พี่เจอมันไม่ใช่อย่างที่คิด ก็เท่ากับว่าบทสรุปของพี่อาจจะผิด แต่ข้อมูลที่พี่เก็บมามันไม่ได้ไร้ประโยชน์ร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน ไม่งั้นเขาจะต่อยอดจากอะไร เหมือนช่วยกันพิสูจน์น่ะ เพราะเราไม่ได้อายุยืนยาวไปตลอด

“ถ้ามีโอกาสกลับไปเมืองไทยก็อยากสอน การขุดค้นในไทยกับอังกฤษไม่เหมือนกัน การขุดค้นในเมืองไทยก็เหมาะสมกับสถานการณ์ของเรา ไม่ได้บอกว่าอันไหนผิดหรือถูก พี่ทำงานที่นี่มานานกว่าอยู่เมืองไทย ได้เรียนรู้อะไรมามาก ก็อยากเอาวิธีขุดของอังกฤษไปใช้ที่เมืองไทยดู ว่ามันจะใช้ได้ไหม เพราะชั้นดินทั่วโลกไม่เหมือนกัน วิธีที่เมืองไทยใช้อยู่ตอนนี้มันอาจจะดีที่สุดแล้วก็ได้”

คุณค่าของงานโบราณคดีคืออะไร

“โบราณคดีบอกเราว่า มนุษย์อยู่มาได้ยังไงโดยไม่มีเทคโนโลยี ขุดเจออุปกรณ์จับปลา อุปกรณ์ดำรงชีวิตของคนสมัยก่อน ทุกวันนี้ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ต เราอยู่ยากนะ การเรียนรู้วิธีดำรงชีวิตของคนสมัยก่อนมันช่วยให้เรารู้ว่าจะอยู่ในปัจจุบันได้ยังไงถ้าเกิดอะไรบางอย่างขึ้น” ศศธรกล่าว

“โบราณคดีทำให้เรารู้จักวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ ทุกวันนี้ โลกเปิดกว้างก็จริง แต่สูญเสียเอกลักษณ์ตัวเองเยอะมาก ผสมผสาน แต่เสียความเป็นไทย ดูสิเราแต่งตัวเหมือนกันหมดเลย (มองรอบตัว) ถ้าไม่เรียนรู้เราจะสูญเสียรากเหง้า แต่หลายคนก็ไม่คิดว่ามันสำคัญ สูญเสียรากเหง้าแล้วไง ฉันยังมีเงินใช้

แต่มันมีความภูมิใจหลายๆ อย่าง มีความจรรโลงใจที่เรารู้ที่มาของตนเอง ถ้าญี่ปุ่นไม่มีวัฒนธรรมเฉพาะตัวอย่างที่เขามี ทั้งอาหาร ดนตรี การแต่งกาย เราจะอยากไปเที่ยวหรือ เพราะไปโตเกียวหรือลอนดอนก็เหมือนกัน ก็น่าสนใจว่า ทำไมคนแต่ละชาติต่างกัน ยังมีอะไรอีกมากที่เราต้องศึกษากันและกัน”

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

ชีวิตนี้พอใจแล้ว

ตลอดบทสนทนา ชัดเจนเหลือเกินว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

“โอ้โห อยู่ที่นี่ พูดไม่ได้เลยว่า โอ๊ย ไม่มีใครมาโอ๋ฉันหน่อย ช่วยหน่อย ไม่มี มีแต่ตัวเอง ถ้าไม่ช่วยตัวเองใครจะช่วย” ศศธรกล่าว

แต่เมื่อชีวิตเดินมาถึงปีที่ 42 เธอบอกด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่า มีความสุขแล้ว

“ทุกวันนี้พี่มีเพื่อนร่วมงานที่ดี เงินก็พออยู่ได้ นักโบราณฯ ไม่ได้รวยนะ ได้เงินมากกว่าเมืองไทยจริง แต่ค่าครองชีพก็สูงกว่า สำหรับพี่ งานจบ กลับบ้าน แฮปปี้ พอแล้ว บางคนอยากไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้เงินเยอะๆ พี่ไม่อยาก เพราะยังอยากทำงานโบราณคดี ถ้าอยู่สูงมันจะกลายเป็นผู้บริหารแล้ว พี่ยังอยากอยู่ในหลุมขุดค้น และมีเวลาได้ทำอย่างอื่น มีเวลาให้ครอบครัว ครอบครัวสำคัญ ไม่รู้ว่าเราจะมีเวลาร่วมกันอีกนานแค่ไหน แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องทำงานให้เป็นที่ยอมรับ”

เมื่อขอข้อคิดในการทำงานให้เป็นที่ยอมรับ นักโบราณคดีหญิงไทยหนึ่งเดียวในกรุงลอนดอนย้ำเรื่องการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

“บางทีเจอเด็กไทยบอกว่า ผมอยากเป็นอาจารย์วิชานี้ๆ แต่พี่ถามว่า คุณทำอะไรให้ตัวเองเก่งขึ้นในเรื่องนั้น ถ้าเรียนเสร็จ กลับบ้านแล้วเล่นเกม ทำการบ้าน เช้ามาไปโรงเรียนเหมือนคนอื่น ไม่ได้หาความรู้เพิ่มเลย คุณก็รู้เท่าเพื่อน แล้วจะเป็นอาจารย์เขาได้ยังไง เวลาว่างก็เข้าห้องสมุดสิ ทำอะไรที่เพิ่มพูนทักษะ ให้เราเป็นที่หนึ่งให้ได้ ทำให้คนจ้างงานปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องจ้างคนนี้

“ตอนพี่อายุสามสิบกว่า ไปเรียนคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัย ไม่ค่อยเข้าหัว ก็ยังยืนคุยกับเพื่อนว่า I’m too old for this. บังเอิญมีคุณยายคนหนึ่งอายุหกสิบถึงเจ็ดสิบ ถือไม้เท้า เดินขึ้นบันไดพร้อมกระเป๋าหนังสือเพื่อไปเรียน พวกพี่หันไปมองแล้วเงียบไปเลย ไม่เอ่ยคำว่า Too old for this อีกเลย

“เหมือนที่ทุกงานในอดีตของพี่ มันช่วยให้อะไรบางอย่างกับงานปัจจุบัน ถ้าเราเรียนรู้ตลอดเวลา สักวันหนึ่งความรู้และทักษะที่ติดตัวมันจะช่วยคุณได้แน่ๆ พี่เชื่ออย่างนั้นนะ”

ศศธร เจริญพันธ์ สาวเหนือจากเชียงใหม่ สู่นักโบราณคดีภาคสนามคนไทยหนึ่งเดียวในลอนดอน

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

หนอนหนังสือประเภทแม้ (ยัง) ไม่มีเวลาอ่านก็ขอให้ได้ซื้อ ชอบอ่านประวัติศาสตร์ สารคดีอาหาร และวรรณกรรมเยาวชน หนึ่งในอาชีพเก่าที่ชอบที่สุดคือ ยืนแล่ปลาทำซูชิที่ซานฟรานซิสโก

Photographer

ปรารถนา สำราญสุข

อดีตเจ้าหน้าที่โครงการพัฒนา สนใจเรื่อง ผู้คน วัฒนธรรม ชนพื้นเมือง การพัฒนาชนบทและพื้นที่ชายแดน ปัจจุบันเรียนมานุษยวิทยา เพื่อกลับไปเป็นนักพัฒนาที่เข้าใจผู้คนมากกว่าเดิม

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นอกจากต้นไม้และหม้อทอดไร้น้ำมัน ก็คงเป็นการลงทุนนี่แหละ ที่มีคนแห่กันเข้าสู่วงการเยอะเป็นประวัติการณ์ในช่วงโควิด-19 ซึ่งเราเห็นกันได้จากปรากฏการณ์จองหุ้น PTTOR และกระแสที่ใครๆ ก็ซื้อ Cryptocurrency (และใจหายใจคว่ำราวกับนั่งรถไฟเหาะ)

การลงทุนในกองทุนรวม เป็นอีกอย่างที่คนสนใจกันเยอะมาก สถานการณ์นี้ช่วยส่งให้ FINNOMENA แพลตฟอร์มซื้อขายกองทุนกลายเป็นที่พูดถึง และเป็นที่รักของนักลงทุนด้วยความรวดเร็ว

ทีแรกผมคิดว่า FINNOMENA คือสื่อที่ทำเนื้อหาด้านการลงทุน เพราะเขาเล่าเรื่องการลงทุนได้สนุกและมีเสน่ห์ ทั้งผ่านตัวหนังสือ เสียง และวิดีโอ ไลฟ์รายวันก็ทำให้เราเห็นว่า ผู้ชมของพวกเขาแน่นหนาและน่ารักมาก

แต่จริงๆ แล้ว FINNOMENA คือสตาร์ทอัพด้านฟินเทค ทีมงานเกือบทั้งหมดในจำนวนร่วม 200 คน เป็นคนสายเทค ไม่ใช่นักลงทุน

ถ้าไม่เคยรู้จัก ผมขอแนะนำ FINNOMENA ด้วยตัวเลขชุดนี้

ตอนนี้มีคนเปิดบัญชีซื้อกองทุนกับ FINNOMENA กว่า 100,000 คน

ถ้านับเป็นจำนวนเงิน รอบครึ่งปีที่ผ่านมา ยอดเงินลงทุนขยับจาก 14,000 ล้านบาท เป็น 32,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 90 เปอร์เซ็นต์

ช่วงโควิด-19 มีคนหลายสาขาอาชีพศึกษาเรื่องการลงทุนจนช่ำชอง แล้วมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนให้กับลูกค้าของ FINNOMENA เกือบ 2,000 คน

รายการ Morning Brief รวมทุกข่าวสารเพื่อการลงทุน และให้คำแนะนำเรื่องกองทุน มียอดผู้ชมราว 20,000 คน เกินหน้ารายการวิเคราะห์การลงทุนของสื่อออนไลน์อื่น บางวันก็มากกว่ารายการข่าวช่องดังด้วยซ้ำ

เนื้อหาของ FINNOMENA ในทุกช่องทางเข้าถึงคนแบบออร์แกนิกเดือนละกว่า 100,000,000 Reach

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ เจษฎา สุขทิศ CEO แบงค์-ชยนนท์ รักกาญจนันท์ และ กิ๊ก-กสิณ สุธรรมนัส ผู้ร่วมก่อตั้ง

เจษฎารู้ตัวว่าชอบการลงทุนตั้งแต่ ม.ต้น หลังจากนั้นชีวิตเขาก็ไม่เคยวอกแวกไปทางอื่น

เขาเรียนจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วเริ่มทำงานในสายการลงทุนตอนอายุ 20 ปี แล้วเติบโตแบบก้าวกระโดด เขารับตำแหน่งผู้จัดการกองทุนด้วยวัย 23 ปี แล้วก็นั่งเก้าอี้ CIO (Chief Investment Officer) ที่ CIMB-Principal ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของสายอาชีพนี้ตอนอายุ 30 ปี

เจษฎารักการสื่อสารเรื่องการลงทุนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาใช้นามปากกา FunTalk เขียนเรื่องการลงทุนผ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ เปิดเว็บไซต์ Fundmanagertalk.com ของตัวเอง พอมีเฟซบุ๊กก็เปิดเพจ ซึ่งช่วงหนึ่งถือเป็นเพจการลงทุนที่มีคนติดตามมากที่สุดในประเทศ

เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนอายุ 34 ปี เขาตัดสินใจลาออกมาทำสตาร์ทอัพของตัวเองที่ชื่อ FINNOMENA แปลว่า ปรากฏการณ์ทางการเงิน

วันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขคนซื้อกองทุนผ่าน FINNOMENA เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ตัวเลขนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผมทำเรื่องการลงทุนมายี่สิบปีแล้ว ทำอยู่อย่างเดียว เมื่อก่อนคนลงทุนน้อยมาก คนไทยที่มีรายได้มีอยู่สามสิบสามล้านคน ซื้อสลากกินแบ่งฯ ประมาณสิบห้าล้านคน หรือครึ่งหนึ่ง ก่อนโควิดมีพอร์ตลงทุนในหุ้นที่ยังแอคทีฟไม่ถึงล้านคน ซื้อกองทุนรวมล้านกว่าคน คิดเป็นห้าเปอร์เซ็นต์ของผู้มีรายได้ แต่ถ้าอเมริกาคือตัวเลขจะสูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนมาเลเซียประมาณยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์

พอเกิดโควิดก็มีการเปลี่ยนผ่านสู่ New Normal สู่ Post-pandemic World ซึ่งเกิดขึ้นในโลกของการลงทุนด้วย Wealth Management กลายเป็นส้มหล่น คนอยู่บ้านเยอะ คนรู้สึกไม่มั่นคง ถ้าโลกเลวร้ายขนาดนี้ ฉันต้องหารายได้เพิ่ม แหล่งรายได้ที่สองก็สำคัญขึ้นมา คนเลยสนใจลงทุนจริงจัง

สุดท้าย แรงกระตุ้นที่อยู่ในยีนของมนุษย์หลักๆ มีสองอย่าง คือความรัก กับ เงิน สถิติอาชญากรรมทั่วโลกอันดับสองคือเรื่องชู้สาว สิ่งที่ทำให้คนฆ่ากันตายมากที่สุดในโลกคือเงิน เงินจึงเป็นสิ่งกระตุ้นที่รุนแรงที่สุดในใจมนุษย์อยู่แล้ว คนอยากรวยก็เสพเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนเยอะขึ้นมากๆ ผมจัดไลฟ์เมื่อหกปีก่อน คนดูหลักร้อย เดี๋ยวนี้สองหมื่น ด้วยการเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของโควิด การ Disrupt ต่างๆ และแรงกระตุ้นจากข้างในของคน ทำให้ช่วงนี้คนสนใจลงทุนเยอะมาก

นักลงทุนหน้าใหม่กลุ่มไหนที่คุณสนใจเป็นพิเศษ

เข้ามากันทุกช่วงอายุเลย คนอายุเยอะๆ ก็เพราะกิจการถูกกระทบ เอาเงินมาลงทุนดีกว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเติบโตมหาศาล ลงทุนแล้วก็ประสบความสำเร็จ พอสำเร็จก็บอกต่อ เลยไหลกันเข้า

กลุ่มที่น่าสนใจคือ น้องๆ รุ่นใหม่ Cryptocurrency ใช้เวลาสั้นมาก ปีสองปีมีนักลงทุนล้านกว่าคนแล้ว เท่ากับที่กองทุนใช้เวลายี่สิบปี เด็กปีสามปีสี่เดี๋ยวนี้มี Crypto Wallet กันหมดแล้ว นี่เป็นอีกกระแส แต่ก็มีกฎหมายน่ารักๆ เกี่ยวกับการลงทุนที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ เขาบอกว่าจะซื้อกองทุนรวมได้ต้องอายุยี่สิบปีขึ้นไป เด็กเรียนเรื่องการเงินตั้งแต่มัธยม สุดท้ายก็ต้องเก็บเงินในบัญชีเงินฝาก ดอกเบี้ยศูนย์จุดกว่าๆ เปอร์เซ็นต์ ไปเรื่อยๆ จริงๆ ม.3 ม.4 ควรลงทุนพอร์ตง่ายๆ ได้แล้ว เก็บเงินค่าขนมร้อยบาท ก็ควรลงทุนได้

พอกระแส Cryptocurrency มา ก็ส่งผลบวกไปหาตัวอื่น ทำให้คนอยากลงทุนมากขึ้น ต้นปีที่ผ่านมา PTTOR เปิดให้จองหุ้น เกิดกระแสแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประเทศไทย คือมีจำนวนคนจอง ถ้าผมจำไม่ผิดแปดแสนคน แทบจะเท่าบัญชีหุ้นทั้งประเทศ หลายคนที่จองก็ไม่มีบัญชีหุ้น จองๆ ไปก่อน แล้วค่อยเปิดบัญชีหุ้น พอมีกองทุนอะไรใหม่ๆ คนก็สนใจตามๆ กัน ผมทำกองทุนก็ได้รับกระแสนี้ด้วย น้องๆ หลายคนลงคริปโตฯ แล้วรู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไป ถ้าจะหมดข้ามคืนก็หมดเลย พอกดดูเจอ FINNOMENA มีเนื้อหาลงทุนด้วย ยากดีเว้ย ศึกษากันเถอะ ก็เกิดเป็นกระแสแบบนี้ครับ

ตำแหน่งสุดท้ายของคุณก่อนลาออกมาทำ FINNOMENA คือ CIO ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของสายอาชีพนี้ และเป็นความฝันของคุณมาตลอด อะไรทำให้ยอมทิ้งมาทำสตาร์ทอัพ

ผมเคยคิดว่าจะเกษียณด้วยการเป็น Fund Manager จริงๆ นะ เพราะมันโอเคแล้ว มั่นคง ผมก็ทำมาสิบห้าปี จนเมื่อหกปีก่อน ผมเห็นความเปลี่ยนแปลง สาขาของธนาคารเริ่มปิดตัวลง อีกอย่างคนต่างประเทศถึงกับมาดูงานที่เมืองไทย ว่าทำไมผลิตภัณฑ์การลงทุนถึงขายผ่านสาขาธนาคาร แทนที่จะขายผ่านบริษัทแบบที่ปรึกษาการลงทุน ผมเห็น Mega Trend ที่กำลังเปลี่ยน ผมเชื่อว่าเทรนด์ของการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุนจะเปลี่ยนจากสาขาธนาคารไปสู่บริษัทที่ปรึกษา แล้วก็เริ่มเป็นแบบนั้นจริงๆ ช่วงโควิดภาพรวมของอุตสาหกรรมบริหารเงินลงทุนติดลบนะ แต่ธุรกิจของ FINNOMENA โตประมาณหนึ่งเท่าตัว แสดงว่าสิ่งที่เราเชื่อมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

คุณชอบอะไรในอาชีพผู้จัดการกองทุน

ข้อดีอย่างหนึ่งคือ เราต้องกำหนดมุมมองต่อธุรกิจตลอดเวลาว่า ธุรกิจไหนจะเป็นขาขึ้น หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเกือบพันบริษัท ถ้าผมอยากรู้ว่า ธุรกิจธนาคารเป็นยังไงก็นัด คุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ คุยในฐานะนักลงทุนสถาบันได้ อยากรู้ว่าธุรกิจค้าปลีกเป็นยังไง ผมก็นัด คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ คุย ผมทำได้เพราะผมซื้อหุ้นบริษัทเขาทีละมากๆ เป็นหลักร้อยล้าน พันล้าน เวลาผมอยากเจอเขา เขาก็อยากให้เจอ ผมเลยได้คุยกับคนเก่งๆ ระดับประเทศ ได้ฟังความคิดเขา

ผู้บริหารในดวงใจของผมท่านหนึ่งคือ คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ เจ้าของปั๊ม PT โอ้โห ฟังทีไรขนลุกทุกที เราก็มีมุมมองว่า Mega Trend คืออะไร เราจะทำ FINNOMENA ด้วยความเชื่อในเทรนด์อะไร ในโอกาสนั้น อะไรคือจุดแข็งของเราที่คนอื่นไม่มี เราจะไปทำสิ่งนั้น ถ้าถามว่า ทำไมถึงกล้า ก็เพราะมั่นใจจากความรู้ จากมุมมองที่เราเชื่อว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่แข็งแรง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ขออนุมัติภรรยาลาออกยากไหม

ตอนนั้นอายุสามสิบสี่ ก็คุยกับแฟน ยากนะ ต้นทุนค่าเสียโอกาสมันเยอะไง กว่าจะพาตัวเองขึ้นมาถึงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุน เงินเดือนเยอะกว่าตอนนี้อีก มีห้องทำงานมองออกไปเห็นตึกสวยๆ มีคนขับรถ มีเลขาฯ ในขณะที่บ้านก็ต้องผ่อน ลูกอ่อนๆ สามคน ถ้าออกมาคือต้องใช้เงินเก็บตัวเอง โชคดีที่ผมซื้อกองทุนตั้งแต่ยังเด็ก เงินเก็บก็โตหลายเท่าตัวเหมือนกัน ตอนออกมาก็คิดว่าอยู่ได้สักสองสามปี ไม่ถึงกับทำให้ครอบครัวลำบาก ไปคุยกับผู้ใหญ่ในวงการธนาคาร เขาว่าถ้าอยากกลับมาเอางานดีๆ ของโลกมนุษย์เงินเดือน สักสองปียังกลับมาได้ เขายังไม่ลืมเธอหรอก แต่ถ้าเลยสองปีไม่ต้องกลับมาแล้ว ไม่มีคนรู้จักแล้ว

แฟนเห็นหน้าผมแบบอยากมาก เขารู้นิสัยผมไง เวลาผมเจอฉันทะ อิคิไก แพสชัน จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ มันจะเป็นแบบนี้ทุกทีเลย จนช่วงหลังผมสงบลงเยอะ เพราะพาร์ตเนอร์ผมเขาสอนผมทำสมาธิ ผมเป็นคริสต์ แต่ไปบวชมาแล้วนะ ไปอยู่วัด หลวงพ่อปราโมทย์ (ปราโมทย์ ปาโมชฺโช) วิธีคิดก็เปลี่ยนไป เริ่มแก่แล้วด้วยมั้ง ตอนนั้นตื่นเต้นมากๆ แฟนก็เลยให้ทำ

จำวันสุดท้ายที่ทำงานได้ไหม

แรงกระตุ้นอย่างหนึ่งของผมคือหนังสือเรื่อง Dare to do ของ คุณกรณ์ จาติกวณิช เรื่องการเมืองผมไม่ได้อยู่ฝั่งไหนนะ ช่วงทวิตเตอร์มาปีแรก ผมก็ทวีตคุยกับคุณกรณ์ คุณสุทธิชัย หยุ่น ตลอด เราก็ปลื้มนะ รัฐมนตรีคลังมาตอบเราได้ไง ในหนังสือของคุณกรณ์เล่าเรื่องกบห้าตัวที่ตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อหาชีวิตแบบใหม่ พอตัดสินใจแล้ว สุดท้ายบนขอนไม้ก็ยังมีกบห้าตัวเหมือนเดิม เพราะไม่ลงมือทำสักที ผมอ่านแล้วก็ เฮ้ย ไม่ได้แล้ว อ่านประวัติของ เมย์ After You (กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ) บอย ท่าพระจันทร์ หมูทอดเจ๊จง ก็ยิ่งฮึกเหิม เอาวะ กูต้องลงมือทำแล้ว กระโดดแม่งเลย

ผมทำงานวันสุดท้าย 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 วันนั้นคุณกรณ์จัดงานเปิดตัวหนังสือที่โรงแรมดุสิตฯ พอดี พอผมเก็บของใส่กล่อง ถอดหัวโขนแล้ว ผมก็ไปงาน เจอคุณกรณ์ตัวเป็นๆ ครั้งแรก ผมแนะนำตัวว่า ผม FundTalk ที่ทวีตคุยกัน ผมอ่าน Dare to do แล้วลาออกเลย เขาถามว่า ก่อนหน้านี้ทำอะไร ผมบอกว่า เป็น CIO อยู่ที่ CIMB Principal เขาถามว่า แล้วลาออกมาทำไมเนี่ย ก็ผมอ่านหนังสือพี่ กบมันต้องกระโดดลงน้ำไม่ใช่เหรอ คุณกรณ์บอก ชิบหายแล้ว ถ้าไปแล้วไม่รุ่งไม่เกี่ยวกับพี่นะ (หัวเราะ) ผมคิดในใจว่า อ้าว กูลาออกมาแล้วนะเว้ย (หัวเราะ)

สรุปคือ แรงกระตุ้นที่ทำให้ผมทำ FINNOMENA คือ หนังสือเล่มหนึ่ง บวกมุมมอง และความเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชัน ก็จับพลัดจับผลูมาครับ

พอถอดหัวโขน ทิ้งเงินเดือนเยอะๆ แล้ว ชีวิตเป็นยังไงบ้าง

ผู้จัดการกองทุนดูเป็นอาชีพที่หรูหรา แต่ผมเชื่อว่า มันคือหัวโขนทั้งนั้น มนุษย์เราก็มีสองแขน สองขาเหมือนกันหมด ก่อนลาออก ผมดูแลเงินแสนล้าน ซึ่งไม่ใช่เงินผม เป็นเงินนักลงทุน เอาเงินคนโน้นคนนี้มารวมกัน เลยเป็นกองทุนรวม แล้วผมก็บริหาร พอดูแลเงินเยอะๆ ธนาคารต่างประเทศอย่างโกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs) หรือเมอร์ริล ลินช์ (Merrill Lynch) ก็เข้ามาหาเรา ตอนผมเป็น CIO ผมเคยกินอาหารอย่างดี บิลออกมาทั้งโต๊ะมื้อละแสน ซึ่งผมไม่ได้จ่ายนะ

ตอนมาทำ FINNOMENA ใหม่ๆ ออฟฟิศอยู่ตรงข้ามสีลมคอมเพล็กซ์ จำได้เลยว่าเวลานั้นต้องประหยัด เงินเดือนตัวเองหมื่นห้า เราต้องเขียมไว้ ปกติเรากินข้าวแกงมื้อละสี่สิบบาท หรูสุดก็ฮะจิบังชามละร้อย มีวันหนึ่ง ตอนเย็นก่อนจัดไลฟ์ ผมข้ามถนนมากับพี่แบงค์ คู่หูของผม เหนื่อยจังเลยว่ะ หาอะไรดีๆ กินหน่อยไหม เรายืนดูโปรโมชันหน้าหมูเกาหลี 359 บาท แล้วก็คุยกันนานมากว่าแพงไปไหมวะ เป็นภาพที่ผมจำได้แม่นเลย

ทำไมคุณถึงทำแต่กองทุน

ผมเปรียบแบบนี้ ถ้าเป็นคริปโตฯ คือน้ำเดือด หุ้นเป็นน้ำร้อน กองทุนเป็นน้ำอุ่น ฝากแบงค์เป็นน้ำเย็น ผมเคยอยู่มาหลายอุณหภูมิแล้ว ผมเลือกที่จะอยู่น้ำอุ่น ไม่อยากไปเล่นกับความโลภของคนมากเกินไป มันน่าเบื่อ ถ้าอยู่น้ำร้อน วิธีทำคอนเทนต์จะเป็นอีกแบบเลย ซื้อหุ้นตัวนี้เดี๋ยวจะขึ้น เดี๋ยวจะรวย ได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในสามเดือน มันมีวิธีพูดแบบนี้ ส่วนใหญ่วัยรุ่นชอบน้ำเดือดๆ แต่ก็ต้องมีที่สำหรับน้ำอุ่นแบบที่อยู่แล้วพอดีๆ

ตอนผมอายุยี่สิบกับสี่สิบก็มีวิธีคิดที่เปลี่ยนไปเยอะ ผมเลือกน้ำอุ่น ลงเงินไปแล้ว อยากตื่นเช้ามาไม่ต้องทนฟังคนด่าเยอะๆ (หัวเราะ) หวังผลตอบแทนปีละแปดเปอร์เซ็นต์ สิบเปอร์เซ็นต์ สิบปีเงินขึ้นเท่าตัว ไม่ใช่เดือนหนึ่งเงินขึ้นเท่าตัว มันคนละเกมกัน อย่าลืมว่าทำธุรกิจแบบนี้ต้องรับผิดชอบเงินของคนเยอะมากๆ แล้วยิ่งเขาเชื่อเรา มันอาจจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดของเขา ผมเลือกที่จะไม่ให้ผลตอบแทนเยอะเกินไป ไม่เสี่ยงเกินไป กองทุนเป็นแบบนั้น กองทุนมีขนาดห้าหกล้านล้านบาท ถือว่าใหญ่ประมาณหนึ่งในสามของฐานเงินฝากของประเทศเลยนะ ใหญ่มาก

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อดีตนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทยรุ่นแรกอย่างคุณ วางแผนการทำฟินเทคของตัวเองแบบไหน

ผมได้เจอผู้ประกอบการเยอะ ทั้งรุ่นผม รุ่นใหม่ หลายคนมีฝันแต่ไม่เคลียร์ คิดว่าเราจะทำอะไรก็ได้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยหรูแบบนั้น หลายคนมีไอดอลเป็น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เป็น สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) เป็น เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) เลยมีแนวคิดแบบ Change The World เยอะมาก แต่ตอนนี้ซาลงแล้วนะ แนวคิดแบบนี้ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องมีเส้นทางเดินที่ชัดเจน แล้วมีสิ่งที่เรียกว่า Unfair Advantage จริงๆ

ถ้าเป็นศัพท์ของ ไมเคิล พอร์เตอร์ (Michael Porter) โปรเฟสเซอร์ฮาร์วาร์ดที่รัฐบาลไทยเคยจ้างมาพูดชั่วโมงละล้าน เขาใช้คำว่า Durable Comparative Advantage ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ ถ้ามีโอกาสสูงที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นค่อยทำ นี่เป็นสิ่งที่ต้องเติมเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ประกอบการรุ่นใหม่เลยครับ

อะไรทำให้บริษัทที่ไม่มีใครรู้จัก ขายสินค้าที่น่าเชื่อถืออย่างกองทุนแข่งกับธนาคารได้

พฤติกรรมการรับคุณค่า (Value) ของคนเปลี่ยนไป เมื่อก่อนเวลาคนจะใช้บริการ Wealth Managemnet เขาคาดหวังสิทธิพิเศษ ได้สมาชิกฟิตเนสฟรี ได้ส่วนลด แต่ตอนนี้เริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งที่ผมขอเรียกว่า Value Creation Content มากขึ้น

ในช่วงโควิดนี้ผมพยายามปรับ Work-life Balance ของชีวิต สิ่งหนึ่งที่ผมทำคือ อยากมีเวลาเล่นกับลูกสามคน ผมเลยหัดเล่นเกม ปกติผมไม่เล่นเลยนะ พอเล่นแล้วก็ติด ก็ดูสตรีมเกม เมื่อก่อนผมคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระมาก ใครจะมานั่งดูเกมเมอร์สตรีมเกมวะ แต่พอผมเล่นเกมสแลมดังก์ต้องฝึกทำท่าโน้นท่านี้ มันต้องไปดูเกมเมอร์เก่งๆ ทำ พอดูไปเยอะๆ ผมก็เริ่มเติมตังค์ในเกม แบบไม่ไหวแล้ว ผมต้องเก่งกว่านี้จะได้ชนะลูกได้ การเติมตังค์เนี่ยเติมผ่านแอปฯ อะไรก็ได้ แต่ผมเลือกซื้อคูปองผ่าน Boysick Channel เพราะผมดูเขาไปสิบกว่าชั่วโมง จนเป็นแฟนคลับเขา ผมได้ Value Creation Content จาก Boysick ผมมีทางเลือกระหว่างจ่ายเงินเติมเกมให้ Google กับลำบากหน่อยไปซื้อโค้ดโอนเงินผ่านแอปฯ ธนาคาร แต่ผมยอมลำบากเพื่ออุดหนุน Boysick

FINNOMENA ทำแบบนั้น เราทำเนื้อหาด้วยวิธีคิดที่ต่าง ทำเนื้อหาที่ให้คุณค่ากับคน หวังว่าคุณค่าที่ให้ไปคนจะรู้สึกซาบซึ้ง ถ้าเขารู้ว่า FINNOMENA ทำอะไรที่เกี่ยวข้อง เขาจะมาอุดหนุนเราเอง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อะไรทำให้ยอดชมรายการ Morning Brief ของคุณแซงหน้าทุกสื่อธุรกิจ บางวันแซงรายการข่าวดังๆ ด้วยซ้ำ

ต้องให้เครดิตพี่แบงค์ เป็นคนที่บ้าการทำเนื้อหามากๆ ผมว่าเหตุผลหนึ่งคือ ค่ายอื่นเขาอาจจะมีธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นสปอนเซอร์ให้ทุกเดือน ก็มีเนื้อหาของธนาคารนั้นมาเต็มเลย ไปเชิญคนของธนาคารนั้นมาขายของ แต่ FINNOMENA ไม่ได้คิดกับเนื้อหาแบบนั้น เราคิดว่าจะทำเนื้อหายังไงให้คนชอบที่สุด เวลาไลฟ์ผมก็จะขำๆ ให้ลูกเตรียมมุกให้บ้าง เนื้อหาการเงินก็ฟังยากอยู่แล้ว ทำยังไงให้สนุก พอคนให้ค่ากับเนื้อหา ผสมกับ Mega Trend และช่องทางการจัดจำหน่ายที่เปลี่ยนไป บวกกับโมเดลการทำธุรกิจของเรา ก็เป็นโอกาสให้ FINNOMENA เติบโตขึ้นมาได้

อะไรทำให้คนเชื่อใจ FINNOMENA จนคนเอาเงินมาลงทุนด้วยสามหมื่นกว่าล้านบาท

หนึ่ง เราเป็นมิตรกับทุก บลจ. เพราะเราช่วยเอากองทุนเขามาขาย พอเรามีขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งเขาก็แฮปปี้กับเรา แล้วเราก็ไม่ได้เป็น บลจ. หรือคู่แข่งเขาด้วย

สอง เราเป็นกลาง ตอนผมอยู่ บลจ. ที่มีบริษัทแม่เป็นแบงก์ ก็มีทำสื่อบ้าง เวลาเขียนก็ต้องเชียร์แบงก์ตัวเอง จะบอกว่ากองทุนของคู่แข่งดีก็ไม่ได้ แต่พออยู่ FINNOMENA ผมแนะนำได้ทุกที่

อีกเรื่อง เป็นเรื่องง่ายๆ ที่มีความหมายจริงๆ นะ ตอนอยู่ในโลกเก่าของผม ผมแนะนำให้คนขายออกไม่ค่อยได้ ถ้าคนขายกองทุนออกกันหมด เดี๋ยวกองทุนปิด พอเราเป็นกลาง หลักในการแนะนำการลงทุนของเรามีข้อเดียวคือ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุน ไม่ต้องสนใจเป้า กล้าแนะนำให้ขาย ไม่กลัวกองทุนมีปัญหา นักลงทุนที่อยู่กับเรานานๆ จะรู้ว่า ที่นี่มันตั้งใจเลือกจริงเว้ย พอบอกให้ขาย มันก็เอาจริงเว้ย

ตอนประกาศให้นักลงทุนเทขาย ผู้จัดการกองทุนเขาไม่โทรมาด่าคุณเหรอ

เวลา FINNOMENA เข้าไปลงทุนในกองทุน ถ้ากองแม่เขามีหมื่นล้าน ผมจะเข้าไม่เกินสามพันล้าน เวลาแนะนำให้ขาย ผมให้ขายหมดนะ ขายจนซีอีโอ บลจ. โทรมาบอกว่าใจเย็นๆ นะ ผมก็บอกว่า พี่ ผมเช็กแล้ว ผมขายไม่กระทบพี่นะ ตอนนี้ลูกค้าผมกำไรเยอะแล้ว ขอเอาเงินออกก่อน เดี๋ยวผมกลับเข้ามาใหม่นะพี่ เขาก็โอเค พี่พวกนี้เจ้านายเก่าผมทั้งนั้นเลย

เวลาเจอคนที่อยากลงทุนแต่ไม่อยากหาข้อมูล ให้บอกมาเลยว่าให้ซื้ออะไร คุณจะตอบเขายังไง

การลงทุนเป็นความสัมพันธ์ของ ความรู้ กับ ผลตอบแทน ยิ่งคุณรู้ลึก รู้จริงมากเท่าไหร่ ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เวลาคนถามว่าซื้ออะไรดี ผมก็บอกได้นะ แต่สุดท้ายคุณก็จะเฟล ถ้ายังลงทุนโดยการฟังว่าซื้ออะไรดี ผมอยากให้คุณลงทุนด้วยการเข้าไปรู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร ผมลงทุนก็ไม่ใช่ว่า ไม่ขาดทุนนะ ขาดทุนเป็นปกติ แต่ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

กลไกในการประคับประคองต่อเงินลงทุนของเราจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อระดับความรู้ของเราเพิ่มขึ้น ผมถึงเคี่ยวเข็ญคนที่มาดูไลฟ์แบบเข้มมาก ใครดูวันจันทร์กับพฤหัสนี่มึนตึ้บแน่นอน เพราะมันยากมาก ผมยังบอกทีมงานเลยว่ายากไปไหมวะ เอาขนาดนี้เลยเหรอ พอถามคนดูว่ายากไปไหม คนก็พิมพ์มาว่า เดี๋ยวไปดูซ้ำ ขอสไลด์ด้วย จนกลายเป็นนักเรียนกันหมด มุมหนึ่งก็ภูมิใจนะ มนุษย์เราก็อยากมีประโยชน์ ใจเราจะฟูๆ เวลาทำสไลด์ยากๆ แล้วคนบ่น อยากให้อธิบายใหม่ ผมจะรู้สึกว่าเรามีประโยชน์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

เวลา FINNOMENA ส่งสัญญาณ Tactical Call ให้เข้าลงทุนในกองไหนสักกองเพื่อเก็งกำไร มีเงินเข้ามาสักเท่าไหร่

ประมาณพันล้านบาท

แค่เด้งข้อความกับเขียนบทความสั้นๆ ก็มีเงินเข้ามาพันล้านบาทภายในไม่กี่ชั่วโมง แสดงว่ามุมมองของ FINNOMENA มีอิทธิพลต่อนักลงทุนมากเลยนะ

ตอนตั้ง FINNOMENA ใหม่ๆ ผมคุยกับพี่แบงค์ ผมขอเล่าประวัติพี่แบงค์หน่อยนะ เราอยู่ในวงการเดียวกันมาสิบห้าปี เขาอายุมากกว่าผมหกเดือน แต่ผมเรียกเขาว่าพี่ด้วยความเคารพ เมื่อก่อนเขาใช้ชื่อ Mr.Messenger อยู่ในห้องสินธรที่ Pantip ผมเป็นแฟนคลับเขา ผมชอบเขียนมาตั้งแต่ยังไม่มีบล็อก ไม่มีเฟซบุ๊ก ผมเขียนลงหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ กรุงเทพธุรกิจ พี่แบงค์เขียน Pantip ผมสร้างเฟซบุ๊กเพจให้พี่แบงค์ เพราะเฮียแกโลว์เทคเหลือเกิน ผมบอกว่าสร้างเพจชื่อ Sinthorn ให้แล้ว ลองหัดใช้ แล้วเอาไปทำต่อ ทำทวิตเตอร์ให้เขาด้วยนะ แป๊บเดียวเอง ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กของเขามีคนตามมากว่าผมประมาณห้าเท่า เขาเกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน เมื่อกี้เราคุยถึงไหนนะ

Tactical Call

ผมเคยคุยกับพี่แบงค์เมื่อหกปีที่แล้วว่า ถ้าเรากำหนดมุมมองไปเรื่อยๆ ตั้งใจทำให้ดี แล้ววันหนึ่งไลฟ์เราคนสนใจทั้งวงการ คนแห่ลงทุนตามที่เราแนะนำ มันคงฟินพิลึกนะ ตอนนี้มันชักจะเริ่มมีผลแล้วนะ ผมได้ยินว่า พวก RM (Relationship Manager) ตามธนาคารที่มีกันเป็นร้อยๆ พันๆ คน เขาดู Morning Brief กันหมด ตามดูไลฟ์ของเราตลอด หน่วยวิเคราะห์ของธนาคารก็ดู

คุณพูดอยู่เสมอว่า รายได้ของ FINNOMENA ไม่ได้เก็บจากผู้ลงทุน แต่ได้เปอร์เซ็นต์จาก บลจ.

ใช่ครับ เป็นรายได้ทั้งหมดเลย เพระว่าผมไม่ได้ชาร์ตจากลูกค้า

ถามจริงๆ เนื้อหาที่คุณแนะนำกองทุนต่างๆ ทั้งบทความและในรายการ ไม่มี Advertorial ที่ บลจ. มาจ่ายเงินจ้างให้เชียร์เลยหรือ

ก่อนหน้านี้ไม่มีเลย เป็นศูนย์ครับ แต่หลังๆ เราลองทำแบบนี้ พฤติกรรมการเสพข้อมูลของคน เขาไม่ได้อยากฟัง FINNOMENA อย่างเดียว เขาอยากฟัง Branded Content ด้วย แล้วก็เริ่มมี บลจ. ติดต่อมาว่าอยากแนะนำกองทุนนี้ พร้อมจะจ่ายเงินให้ ก่อนหน้านี้ผมไม่รับเลย แต่ตอนหลังผมรับ แต่ต้องลงเนื้อหาในนามแบรนด์นะ เช่น ผู้เขียนคือ บลจ. A ไม่ใช่ FINNOMENA ผมเป็นสื่อให้ เป็นผู้ดำเนินรายการให้ คุณเอาผู้เชี่ยวชาญมาพูดในนาม บลจ. ซึ่งผมจะไม่เชียร์ ถ้ามีคนถามว่า กองที่เขียนถึงในเว็บ คุณชอบหรือเปล่า ผมก็จะพูดตรงๆ ว่า ผมไม่ได้ชอบหรือชอบ นี่คือข้อตกลงกับทุก บลจ. ผมขอมีอิสระในการคอมเมนต์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

ตอนนี้คุณทำงานในบทบาทไหนเยอะสุด ผู้บริหาร ผู้จัดการกองทุน หรือสื่อมวลชน

น่าจะเป็นเหมือนที่ปรึกษา เป็นโค้ชให้ทีมงานครับ ตอนนี้ขยายทีมกว่าสองร้อยคนแล้ว ตอนเป็นพนักงานประจำ ผมต้องบริหารคนสักสามสิบคน เป็นสายเดียวกันคือ ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์การลงทุน แต่ปัจจุบันค่อนข้างท้าทายกว่า หลักคิดของผมคือ ให้ความสำคัญกับทีมงานอันดับหนึ่ง ลูกค้าอันดับสอง แล้วค่อยผู้ถือหุ้นอันดับสาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง เพราะผู้ถือหุ้นปลดเราได้

ตอนนี้ทีมงานอันดับหนึ่ง เพราะถ้าทีมทำงานด้วยความรัก จะทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายคุณค่าก็จะไปถึงลูกค้าหรือนักลงทุน พอลูกค้าแฮปปี้ ก็ซื้อเราเยอะ บริษัทก็รายได้ดี กำไรดี ผู้ถือหุ้นก็แฮปปี้ เป็นทอดๆ เราทำงานกับคนหลายกลุ่ม ต้องจัดลำดับให้ดีๆ

แต่ส่วนตัวลึกๆ ผมก็ยังชอบทำงานแบบนักวิเคราะห์มากกว่า ผมเขียนบทความหรือจัดพอร์ตการลงทุนให้ลูกค้าได้ทั้งวัน สนุกกว่าเยอะ แต่โดยบทบาทตอนนี้ต้องทำงานบริหารเป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษา คงต้องเป็นแบบนี้อีกพักใหญ่

ดูแลลูกทีมที่เป็นคนสายเทคยากไหม

คนรุ่นใหม่ซึ่งเก่งกว่าเรามากๆ เขาต้องการความเป็นเจ้าของ ต้องการเป้าหมาย แต่ไม่ต้องการให้บอกว่าทำยังไง วิธีการเขาจะไปโซโล่เอง คนรุ่นใหม่ไม่ชอบกลไกการ Approve ผมไม่มีการ Approve แต่ตกลงกันว่า แต่ละส่วน แต่ละทีม แต่ละโปรเจกต์ กติกาคืออะไร เป้าหมายคืออะไร กรอบที่เขาไปได้สุดแค่นี้นะ ถ้ายังอยู่ใน Sandbox นี้ลุยไปเลย แต่ถ้าเลยจุดนี้ไป ต้องมาคุยกัน มันจะไม่ได้อย่างที่เราถูกใจทั้งหมด แต่ถ้าจัดการดีๆ มันจะอะเมซิ่งมาก หลายอย่างที่เกิดที่ FINNOMENA วันนี้ ไม่ได้มาจากไอเดียผม บางอย่างผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเลือกทางนี้แล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไป แรกๆ ก็ทุกข์หน่อย ดูไม่ได้ดั่งใจเลย สักพักก็ดีเหมือนกันนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าดูข้อมูลบริษัทต่างๆ ดูราคาหุ้นได้ทั้งวันทั้งคืน มันสนุกตรงไหน

ผมชอบอ่านข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทว่า เจ็ดร้อยบริษัทตอนนี้เขาทำอะไรอยู่ ขยายธุรกิจยังไง เหมือนคนโรคจิตนิดๆ คือ เวลาดูบริษัทประกาศงบการเงิน เหมือนลุ้นหวย ผมมีในใจว่าบริษัทนี้ต้องกำไรดีแน่ๆ เพราะกำลังทำสิ่งนี้อยู่ มั่นใจว่าต้องดีกว่าที่ตลาดคาด พอออกมาดีกว่าจริงๆ ฟินว่ะ อะไรแบบนี้

ทำไมคุณถึงชอบเล่าเรื่องการลงทุน

มันเป็นการเติมเต็มตัวเอง เขียนแล้วรู้สึกมีประโยชน์ รู้สึกได้รับการยอมรับตามทฤษฎี Maslow ผมอินกับอาชีพผู้จัดการกองทุนมาก FundTalk มาจาก Fund Manager Talk ผมมีเว็บไซต์ fundmanagertalk.com วันนี้ก็ยังอยู่นะ เป็นเว็บไซต์ยุคแรกๆ เลย ช่วงหนึ่งเฟซบุ๊กเพจของผมมียอดคนตามและ Engagement สูงที่สุดในหมวดการเงินการลงทุน แต่พอมีคนทำเยอะๆ ก็แซงผมไปกันหมดแล้ว (หัวเราะ) 

ยุคหนึ่ง Fund Manager เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น พื้นฐานมาจากตรงนั้น Fund Manager ก็เลยมา Talk ผมว่าตัวเองมีทักษะเล่าเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย เขียนเรื่องยากๆ ให้อ่านรู้เรื่อง พอทำแล้วก็ได้โปรโมตอาชีพตัวเอง ได้เติมเต็ม ง่ายๆ ก็คือ อยากให้คนรู้จัก แต่พอมองย้อนกลับไป การเขียนของผมมีผลต่ออาชีพ ต่ออะไรหลายๆ อย่างของเรา พาเราไปเจอคนเยอะมากๆ

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน
ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

คุณเติบโตในเส้นทางสายอาชีพเร็วมาก เคยได้รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งจากธรรมศาสตร์ แล้วก็ขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดของสายผู้จัดการกองทุนตอนอายุ 30 นิดๆ อะไรทำให้คุณโตเร็วขนาดนี้

ผมชอบงาน Fund Manager มาก พอชอบเราก็เปลี่ยนความชอบเป็นความเชี่ยวชาญ เพราะเราทำไปได้เรื่อยๆ ผมอ่านข้อมูลการลงทุนเหมือนอ่านนิยาย ผมอยู่กับมันได้ทั้งวัน แล้วแรงเราก็เยอะเลยทำงานที่ถีบตัวเองได้ไว ผมเริ่มทำงานตอนอายุยี่สิบ ทำงานถึงสี่ทุ่มทุกวัน แล้วก็เรียนปริญญาโทไปด้วย สอบ CFA (Chartered Financial Analyst) ไปด้วย หนึ่งเลเวลต้องอ่านหนังสือแปดเล่ม ผมทำทุกอย่างพร้อมกัน ถ้าถามว่าอะไรทำให้โตเร็ว ก็เพราะผมมีเป้าหมายที่ชัดมาก นั่นคือความโชคดีอันดับหนึ่ง แล้วก็น่าจะเป็นคนที่กิเลสหนามาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น ทะเยอทะยานสูง ก็เลยทำทุกอย่างเหมือนกินเอ็มร้อยห้าสิบตลอดเวลา ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งนะ จบปริญญาตรีเกรด 2.9 พอเป้าหมายชัด มีแรงฮึด อึดดี ก็เลยพุ่งๆๆ ชนเป้าหมายอย่างเดียว

การไปถึงเป้าหมายเร็ว มีข้อเสียไหม

นั่นคือจุดที่ผมเสียใจ ผมทำงานมาครบยี่สิบปีพอดี พอมองย้อนกลับไป ผมคงย้อนกลับไปเรียน ม.ปลาย สักสามปี ไม่ต้องรีบไขว่คว้าอะไรเร็วขนาดนี้ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาผมแลกอะไรไปเยอะเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่เราได้มาฟรีๆ ตอนยี่สิบลุยแหลก จนถึงวันนี้ผมยังไม่เคยหยุดเลยนะ ถ้าผมลาออกจากงานทีนึงวันศุกร์ ผมเริ่มที่ใหม่วันจันทร์เลย ไม่เคยหยุด ไม่เคยปิดเทอม

ถ้าโทรหาตัวเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้นาทีนึงอยากบอกอะไร

กินเหล้าให้น้อยๆ หน่อย เดี๋ยวแก่แล้วไม่มีแรง ตอนเด็กๆ ผมเที่ยวหนักมาก ออกไปเที่ยวสองทุ่ม กลับถึงหอที่ธรรมศาสตร์รังสิตตีห้า หลับในห้องเรียนทุกวัน แล้วก็อยากจะบอกตัวเองตอนทำงานใหม่ๆ ว่า การที่เรามีแรงขับแบบนั้น ทำงานหักโหมแบบนั้น มันต้องแลกด้วยอะไรหลายๆ ในชีวิตนะ ช่วงที่ผมถีบตัวเองจัดๆ เพื่อนที่คบกันมาสมัยเด็กๆ ผมไม่คุยเลยนะ เหมือนเราไปเจออะไรบางอย่างที่อยากทำ เราก็สลัดทุกอย่างออกหมด ไม่มีเวลาให้ใครเลย เราอินของเราอยู่คนเดียว เพื่อนๆ เรียกผมว่า เจ็ทเดี๋ยวโทรกลับ ซึ่งผมก็ไม่เคยโทรกลับเลยด้วย ใครชวนไปไหนก็เดี๋ยวโทรกลับ แล้วหายไปเลย เพื่อนๆ ก็ค่อยๆ เลิกคบไปเยอะเหมือนกัน

มาถึงวันนี้ก็เสียดายนะ เรียน ม.ปลาย ก็เรียนแค่สองปีจบ มันไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ อายุยี่สิบก็เริ่มทำงานแล้ว รีบจังเลย ปกติเขาเป็น Fund Manager กันตอนอายุสามสิบ ผมยี่สิบสามก็เป็นแล้ว การได้เป็นเร็วมันตอบสนองความทะเยอทะยานของตัวเอง แต่บางครั้งการได้เป็น ได้มี ในสิ่งที่อยาก ก็ไม่ได้สนุกขนาดนั้น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load