11 พฤศจิกายน 2563
4 K

The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

ในท่ามกลางความมืดมิดของเช้าวันกลางฤดูฝน ผมจอดรถลงข้างทางถนนรอบริมอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากแล้วดับไฟมืดสนิท เพื่อไม่ให้แสงจากไฟหน้ารถไปรบกวนนกกระเรียนที่จับกลุ่มยืนนอนกันในบริเวณกลางน้ำในความมืด แล้วนั่งรอเวลาที่แสงแรกจะจับขึ้นบนปลายฟ้า

บรรยากาศในวันนี้ทำให้ผมนึกหวนไปถึงเมื่อ 2 ปีก่อนที่ผมไปยืนเฝ้าคอยบันทึกภาพแสงแรกของวันกับนกกระเรียนมงกุฎแดงหรือ Red Crowned Crane ในบริเวณสะพาน Otowa Bridge ที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

สิ่งที่ผมจำได้ดีนอกเหนือไปจากความหนาวเหน็บในอุณหภูมิติดลบถึง 15 – 20 องศาเซลเซียส ในช่วงเช้ามืดของเดือนกุมภาพันธ์ที่มือแทบจะเป็นน้ำแข็ง ก็คือบนสะพานเล็กๆ นั้น ผู้คนจากทั่วโลกนับร้อยยืนเบียดเสียดกันแน่นจนแทบจะไม่มีที่ตั้งขากล้อง

ภาพอันงดงามของนกกระเรียนมงกุฎแดงท่ามกลางหมอกหนาทึบและแสงแรกของวันที่ดูสงบงามในเบื้องหน้า ข้างหลังภาพหลังนั้นต้องแลกมาด้วยการไปยืนหนาวเหน็บเฝ้าขาตั้งกล้องตั้งแต่ตี 4 ก่อนที่นักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่หลายสิบคนจะลงจากรถบัสและขนขาตั้งกล้องมาวางจับจองที่กันดูวุ่นวาย เพื่อหามุมภาพที่ดีที่สุดเพื่อรอบันทึกภาพความสงบงามเบื้องหน้า

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนพันธุ์ไทย Sarus Crane ในขณะที่ใช้ปากกำลังจัดเรียงขนปีกให้เป็นระเบียบ

หากริมอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากในวันนี้ มีผมเพียงลำพังกับความมืดมิดรอบๆ ตัวเพียงเท่านั้น เมื่อแสงแรกของวันจับปลายฟ้า พอมองเห็นเงานกกระเรียนที่ยืนหลับในน้ำตะคุ่มๆ ผมจึงค่อยๆ เปิดรถออกแล้วหยิบขาตั้งกล้องท้ายรถออก ค่อยๆ เดินขยับหามุมภาพและแสงที่ต้องการ โดยไม่ต้องรีบร้อนหรือแก่งแย่งแข่งขันกับใคร 

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเมื่อฝูงนกกระเรียนกว่า 20 ตัวนั้นโผบินขึ้นพร้อมๆ กัน ก่อนจะแยกย้ายกันออกไปหากินในทุ่งเบื้องหน้าในแสงแรกของวันนั้น คือสิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่เชื่อมโยงภาพสะท้อนความเหมือนที่แตกต่างกันระหว่าง 2 สายพันธุ์นกกระเรียนที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำห่างกันไปหลายพันไมล์

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนมักไปยืนรวมกลุ่มนอนหลับ ในยามค่ำคืนในบริเวณแอ่งน้ำตื้นๆ เพื่อความปลอดภัยจากนักล่า
ก่อนจะตื่นนอนและแยกย้ายออกไปหากินในช่วงเช้าตรู่
เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
กว่า 50 ปีที่นกกระเรียนพันธุ์ไทยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติประเทศไทย
ปัจจุบันนี้เราเริ่มมีความหวังกับลูกนกกระเรียนสายพันธุ์ไทยที่เกิดขึ้นในธรรมชาติมากกว่า 15 ตัวในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

นกกระเรียนพันธุ์ไทย Sarus Crane (Grus antigone sharpii) เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวน 19 ชนิดของประเทศไทย เป็นหนึ่งในนกน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งที่เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงถึง 150 – 167 เซนติเมตร หรือสูงเกือบเท่าผู้ใหญ่ที่มีความสูงเฉลี่ยของคนเอเชีย นกกระเรียนพันธุ์ไทยเคยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในเมืองไทยมานานกว่า 50 ปี โดยมีรายงานพบเห็นในธรรมชาติครั้งสุดท้ายใน พ.ศ. 2511 ในบริเวณชายแดนติดประเทศกัมพูชา 

ในอดีต จากบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับลานนกกระเรียน ระหว่างเสด็จไปตรวจราชการหัวเมืองมณฑลอุดรกับมณฑลอีสานใน พ.ศ. 2448 ทรงพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยมาทำรังวางไข่ในบริเวณทุ่งนับพันนับหมื่นตัว ก่อนที่พื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้จะกลายสภาพเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่เกษตรในเชิงพาณิชย์

เมื่อประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกข้าวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พื้นที่แหล่งอาศัยและทำรังของนกกระเรียนก็กลายสภาพมาเป็นพื้นที่ทำกิน และหลังจากนั้นนกกระเรียนพันธุ์ไทยก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย โดยยังคงมีเหลืออยู่ในธรรมชาติในบางพื้นที่ของประเทศกัมพูชาและเวียดนาม

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนพันธุ์ไทย เป็นนกกระเรียนขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างหน้าตาที่งดงามชนิดหนึ่ง ด้วยสีแดงสดในบริเวณลำคอของมัน
เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
สายรุ้งหลังฝนทาบทอลงบนท้องทุ่งหลังฝนแรกที่พร่างพรมลงในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก
ที่แห้งผากจนกลายสภาพเป็นท้องทุ่งในช่วงฤดูแล้ง

โครงการนำนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 โดยความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับมูลนิธิอนุรักษ์นกกระเรียนสากล (International Crane Foundation) นำนกกระเรียนสายพันธุ์ Sarus Crane สายพันธุ์ย่อยที่พบในอินโดจีนและที่เคยพบในประเทศไทยนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยแรกเริ่มนั้นนำมาเลี้ยงดูอยู่ที่ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าบางพระจำนวน 6 ตัว

จนกระทั่งใน พ.ศ. 2540 สวนสัตว์โคราชเริ่มขยายพันธุ์แบบธรรมชาติและการผสมเทียมเป็นผลสำเร็จ จากจำนวนเริ่มต้นเพียง 26 ตัว ได้ลูกนกที่เกิดมารวม 100 ตัว ใน พ.ศ. 2552 จึงได้เริ่มโครงการทดลองปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่เพาะพันธุ์ได้คืนสู่พื้นที่ชุ่มน้ำในธรรมชาติใน พ.ศ. 2554 โดยปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวน 10 ตัวในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก อำเภอเมืองฯ จังหวัดบุรีรัมย์ และที่อ่างเก็บน้ำสนามบิน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีการปล่อยนกกระเรียนไทยคืนสู่ธรรมชาติแล้วถึง 105 ตัว และมีลูกนกที่เกิดในธรรมชาติแล้วไม่ต่ำกว่า 15 ตัว

ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยจังหวัด บุรีรัมย์ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณริมอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก คือพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับการติดตามศึกษา และเฝ้าบันทึกภาพนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในเมืองไทย

โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูฝน เป็นช่วงที่นกกระเรียนจะมารวมตัวกันเต้นรำ จับคู่ ก่อนแยกย้ายกันออกไปทำรังวางไข่ในพื้นที่ซึ่งเป็นทุ่งนาของชาวบ้าน ทางองค์การสวนสัตว์และสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยจึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการกระเรียนอุปถัมภ์ขึ้น เพื่อชดเชยค่าเสียหายแก่เจ้าของที่นาในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่นกกระเรียนเข้าไปทำรัง และเพื่อให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครดำเนินงานติดตามลูกนกกระเรียนที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ เพราะว่าลูกนกกระเรียนที่เกิดขึ้นในธรรมชาตินี้ คือตัวแปรหลักชี้วัดความยั่งยืนของสายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่จะกลับมาสู่ภูมิภาคนี้อีกครั้ง

เมื่อลูกที่เกิดจากธรรมชาติในรุ่นที่ 2 จับคู่และทำรังเองในธรรมชาติได้ ก็หมายถึงว่า วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ก็ใกล้จะสัมฤทธิ์ผล และคงเหลือแต่เวลาที่จะให้จำนวนของประชากรนกกระเรียนในธรรมชาตินั้นเพิ่มจำนวนขึ้นมาเองทีละน้อย

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
ในช่วงเวลาที่จับคู่ นกกระเรียนจะค่อนข้างหวงถิ่น
เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนบางตัวนอกจากจะมีปลอกขาแล้ว ยังติดวิทยุขนาดเล็กไว้เพื่อศึกษาวิจัย
ถึงตำแหน่ง เส้นทางการบิน และการเคลื่อนย้ายถิ่นของมัน

นอกเหนือไปจากความพยายามรักษาพื้นที่ทำรังและวางไข่ของนกกระเรียนแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ก็คือการจะทำให้นกกระเรียนที่เคยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาตินั้นอยู่ร่วมกันกับชาวบ้านและชุมชนได้

นอกเหนือไปจากการทำความเข้าใจกับพื้นที่และชุมชนแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนมากที่สุด ก็คือการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ที่คนและสัตว์จะอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนกันได้อย่างยั่งยืน และนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิในชื่อ ‘ข้าวสารัช’ หรือ ‘Sarus Rice’ ที่มีนกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็นสัญลักษณ์ นอกจากสร้างคุณค่าให้การเกษตรอินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากนาข้าวที่นกกระเรียนพันธุ์ไทยไปทำรัง และสร้างพื้นที่อาศัยที่ปลอดภัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทยให้คงอยู่ร่วมกันกับชุมชนได้ตลอดไป

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
ช่วงต้นฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่นกกระเรียนจะเริ่มต้นจับคู่และทำรัง
เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของนกกระเรียน
สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

Avatar

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

รอยต่อของปีมักเป็นเวลาที่เราย้อนนึกถึงสิ่งที่ผ่านมา พอมานั่งคิดดูแล้ว อย่างน้อย 1 ใน 4 ของเวลาในชีวิตเราผ่านไปในทะเล บางครั้งเป็นการนั่งบนเรือนิ่ง ๆ มองออกไปในทะเลเรียบด้านนอก หวังว่าจะมีอะไรสักอย่างแหวกความเรียบของผิวน้ำขึ้นมา บางครั้งก็เป็นการนั่งคุยเล่นฆ่าเวลารอลงดำน้ำไดฟ์ถัดไป บางครั้งก็เป็นการเดินทางข้ามจากฝั่งแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะห่างไกล

จุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตกลางทะเลทั้งหมดมาจากการดำน้ำ

สมัยที่เริ่มต้นดำน้ำใหม่ ๆ มีเพื่อนคนหนึ่งท้วงถามว่า คนเราจะดำน้ำไปทำไมกัน โลกใต้น้ำไม่ใช่ที่ของมนุษย์ ไม่ใช่โลกที่คนหายใจได้ ไม่ใช่พื้นที่ที่เราควรลงไปรบกวนวุ่นวาย คำถามของเพื่อนคนนี้ติดอยู่ในใจเรามาหลายปี ในระหว่างที่พยายามหาเหตุผลว่า ทำไมเราถึงต้องดำน้ำก็หลงรักกิจกรรมนี้ไปแล้วอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

อาจจะเรียกว่าเป็นการอ้างเพื่อหาความชอบธรรมในกิจกรรมดำน้ำก็ว่าได้ แต่เราคิดว่าการลงน้ำไปรบกวนโลกที่ไม่ได้ออกแบบมาให้เราอยู่เป็นเรื่องจำเป็น

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
บรรยากาศโลกใต้น้ำที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์

โลกประกอบด้วยพื้นที่น้ำถึง 2 ใน 3 ส่วน ประโยคหลักที่สารคดีใต้ทะเลเกือบทุกเรื่องต้องนำมาพูดถึง การที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ควรจะทำความรู้จักพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกไว้บ้าง การเรียนรู้พื้นที่ได้ดีที่สุด คือนำตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ

อยากรู้จักป่าก็ต้องเดินเข้าป่า อยากรู้จักทะเลก็ต้องลงดำน้ำ

เวลาที่เข้าป่าเพราะอยากไปดูสัตว์ป่าแบบในสารคดี สิ่งที่เราพบมักไม่เหมือนกับที่คิดไว้ ถ้าไม่ได้มีกล้องส่องทางไกลหรือเลนส์เทเลติดกล้อง สัตว์ป่าทั้งหลายช่างดูห่างไกล เห็นเป็นจุดเล็ก ๆ ในพื้นที่กว้าง แต่สำหรับโลกใต้น้ำไม่ได้เป็นแบบนั้น ระยะห่างระหว่างสัตว์ป่าที่อยู่ใต้น้ำนั้นใกล้ในระยะจ้องตากันได้

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
ลวดลายของปะการัง คล้ายกับลายผ้าทอ หรือจะมองเป็นเขาวงกตก็ได้

สัตว์ป่าพื้นฐานของโลกใต้น้ำคือปะการัง ปะการังที่เกาะนิ่งกับพื้นหิน แตกกิ่งก้านเหมือนต้นไม้ ทำให้เราเผลอลืมไปว่าพวกมันเป็นสัตว์

กิ่งปะการังมีโครงสร้างที่เป็นระเบียบเหมือนผ่านการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ที่ปลายยอดกิ่งมีหนวดโพลิปปะการังยื่นออกมาดูคล้ายดอกไม้ เมื่อเอามือพัดน้ำแรง ๆ บางครั้งหนวดก็หดหลบลงไปในโครงสร้างแข็ง ช่อรองโพลิปปะการังวางตัวเรียงวนเป็นวงอย่างมีระเบียบ คล้ายตึกคอนโดสูงที่มีระเบียงโผล่ออกมาข้างตึกไล่วนขึ้นไปจนสุดปลาย พอถอยออกมามองในระยะห่าง เราเห็นโครงสร้างที่แผ่ออกเป็นแผ่น แต่ละแผ่นก็ซ้อนทับ ไล่ระดับกันลงไป

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
โพลิปปะการังที่ดูเหมือนดอกไม้ แต่ที่จริงเป็นสัตว์

สถาปนิกชั้นครู ‘มีส ฟาน เดอ โรห์’ เคยพูดไว้ว่า “God is in the Details” ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติปรากฏตัวให้เราเห็นในรายละเอียดเล็ก ๆ การดำน้ำฝึกสายตาเราให้มองเห็นโลกที่แตกต่างไป

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
God is in the Details… เมื่อมองดูให้ละเอียด เราจะเห็นความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ กุ้งตัวน้อยแทรกตัวอยู่ในหนวดดอกไม้ทะเล

ดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์น้ำตัวต่อมาที่เราหมกมุ่น หลังจากดำน้ำมาได้พักหนึ่งก็พบว่าดอกไม้ทะเลมีหลายแบบ และบางแบบก็มีหลายสี แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดคือ เมื่อเวลาใกล้ค่ำหรือยามที่แสงเริ่มน้อยลง พวกมันจะเริ่มห่อตัวเป็นก้อนกลม 

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
ยามเย็น ดอกไม้ทะเลจะห่อตัวเป็นก้อนกลม กุ้งตัวเล็ก ๆ โผล่ออกมาในท่าทางที่เหมือนโผล่ออกมาจากหน้าต่างบ้านรก ๆ

ก้อนดอกไม้ทะเลอ้วนกลมน่ารักคู่ควรจะถูกเรียกด้วยเสียงเล็ก ๆ ว่า ‘น้อน’ มีหนวดสีม่วงสดที่เก็บเข้าไปในตัวไม่หมดยื่นออกมาจากตรงศูนย์กลาง พอมองเข้าไปให้ดีก็พบกุ้งตัวเล็ก ๆ โผล่ออกมาในท่าทางที่เหมือนโผล่ออกมาจากหน้าต่างบ้านรก ๆ

ถึงแม้จะไม่ใช่ของหายาก ไม่ใช่ของแปลกที่ต้องตามหา แต่มันทำให้เราอารมณ์ดีเมื่อได้เห็น การดำน้ำทำให้เราหลงรักในสิ่งธรรมดาๆ

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
สีฟ้าเป็นสีโปรดของคนส่วนใหญ่ เป็นสีที่ทำให้ผ่อนคลาย

ทางทฤษฎีสีกล่าวว่า สีฟ้าเป็นสีที่สร้างความผ่อนคลาย มีการศึกษาจากตัวอย่างใน 10 ประเทศ พบว่าสีฟ้าเป็นสีโปรดของคนส่วนใหญ่ การดำน้ำคือการกระโดดเข้าสู่โลกสีฟ้า ให้สีที่เป็นมิตรและผ่อนคลายห่อหุ้มทั้งร่างกายและจิตใจ

แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งใต้ทะเลจะเป็นสีฟ้าโมโนโทน สิ่งมีชีวิตหลายอย่างมีสีสันและลวดลายที่ประกอบกันอย่างน่าทึ่ง

ปลาสินสมุทรแว่นเหลืองเป็นหนึ่งในปลาทะเลที่เราชอบมาก ทั้งตัวของมันเต็มไปด้วยสีสดของแม่สี อย่างกับเพิ่งบีบออกมาจากหลอดแล้วป้ายลงบนตัวปลาโดยไม่ผสมสีอื่น

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
ปลาสินสมุทรแว่นเหลืองมีสีสดเหมือนกับระบายด้วยสีที่เพิ่งบีบออกมาจากหลอด

อีกชนิดหนึ่งที่ทำให้เราทึ่งกับธรรมชาติในการออกแบบคู่สี คือ Bicolor Dottyback ในหมู่นักเลี้ยงปลาตู้ให้ชื่อเล่นมันว่า ปลาหวานเย็น ปลาตัวนี้มีด้านหน้าเป็นสีม่วงสด และครึ่งตัวหลังเป็นสีเหลือง โดยที่จุดต่อของ 2 สีนี้มีอยู่ที่กลางตัวเป็นเส้นขีดตรง ๆ ไม่มีลวดลายอะไรซับซ้อนทั้งสิ้น เหมือนกับว่าคนออกแบบเริ่มระบายสีตัวปลาแล้วเลิกกลางทางซะแบบนั้น

เราชอบถามกันเล่น ๆ ว่าใครเป็นคนออกแบบเลือกสีให้ปลาแต่ละชนิด หลายตัวมีสีสันที่เกินกว่าจินตนาการของเราไปมาก สีจากใต้ทะเลเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการให้นักออกแบบได้หลายสายงาน

หนังเรื่อง อวตาร ภาคแรก ถึงแม้จะเป็นฉากในป่าทั้งหมด แต่สิ่งมีชีวิตที่มีให้เห็นในฉากได้แรงบันดาลใจและสีสันที่มาจากใต้ทะเลอย่างชัดเจน

ปลาดาวหรือดาวทะเลส่วนใหญ่จะมี 5 ขา พอดู ๆ ไปก็คล้ายกับตัวคนนอนก่ายหินในท่าทางประหลาด ๆ ท่าทางของดาวทะเลบางตัวทำให้นึกถึงตัวเราเองบนโซฟาที่บ้าน หลังจากเริ่มมองเห็นพวกมันมีชีวิตอีกแบบ เราเริ่มมองหาปลาดาวในทุกที่ พร้อมกับจินตนาการถึงชีวิตเอื่อย ๆ ของพวกมัน

สิ่งมีชีวิตน่าหลงใหลในโลกใต้น้ำ ทั้งหนวดปะการัง ก้อนดอกไม้ทะเล ปลาดาวเอกเขนก และปลาคู่สีบาดตา
ปลาดาวทำท่าคล้ายกับตัวคนนอนก่ายหินในท่าที่เราคุ้นเคย

ไม่ว่าจะมองไปทางไหนที่ใต้น้ำ เราจะเจอกับสิ่งที่กระตุ้นจินตนาการอยู่เสมอ การดำน้ำทำให้เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเองและรู้จักตัวเอง ได้เจอสิ่งมีชีวิตใหม่ ได้เดินทางไปยังพื้นที่ใหม่

มนุษย์เรามักออกเดินทางไปยังพื้นที่ที่เราไม่รู้จัก ยอดเขาสูง ดวงจันทร์ในอวกาศ เหวลึกใต้ทะเล จิตวิญญาณของนักผจญภัยฝังอยู่ในยีนส์ของพวกเรา เมื่อได้ทำกิจกรรมใหม่ ๆ หรือออกเดินทางสู่พื้นที่ใหม่ ร่างกายจะหลั่งสารโดปามีนที่สร้างความสุขให้เรา

สิ่งมีชีวิตน่าหลงใหลในโลกใต้น้ำ ทั้งหนวดปะการัง ก้อนดอกไม้ทะเล ปลาดาวเอกเขนก และปลาคู่สีบาดตา
ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาทุกครั้งที่เราได้ออกเดินทางไปพบกับสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งมีอยู่เต็มไปหมดที่ใต้น้ำ

เราทุกคนต้องการสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต เราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใหม่ด้วยการพยายามเป็นนักบินอวกาศ แต่พวกเราทุกคนเป็นนักดำน้ำได้

นักดำน้ำแต่ละคนติดใจในการดำน้ำด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางคนการดำน้ำคือการผจญภัย บางคนชอบในความผ่อนคลายที่ได้ล่องลอยไปในทะเล บางคนชอบที่ได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เหตุผลที่มีไม่รู้จบคือคำตอบที่แต่ละคนต้องลงดำน้ำไปเพื่อหาด้วยตัวเอง

Writer & Photographer

Avatar

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load