11 พฤศจิกายน 2563
3.39 K

The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

ในท่ามกลางความมืดมิดของเช้าวันกลางฤดูฝน ผมจอดรถลงข้างทางถนนรอบริมอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากแล้วดับไฟมืดสนิท เพื่อไม่ให้แสงจากไฟหน้ารถไปรบกวนนกกระเรียนที่จับกลุ่มยืนนอนกันในบริเวณกลางน้ำในความมืด แล้วนั่งรอเวลาที่แสงแรกจะจับขึ้นบนปลายฟ้า

บรรยากาศในวันนี้ทำให้ผมนึกหวนไปถึงเมื่อ 2 ปีก่อนที่ผมไปยืนเฝ้าคอยบันทึกภาพแสงแรกของวันกับนกกระเรียนมงกุฎแดงหรือ Red Crowned Crane ในบริเวณสะพาน Otowa Bridge ที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

สิ่งที่ผมจำได้ดีนอกเหนือไปจากความหนาวเหน็บในอุณหภูมิติดลบถึง 15 – 20 องศาเซลเซียส ในช่วงเช้ามืดของเดือนกุมภาพันธ์ที่มือแทบจะเป็นน้ำแข็ง ก็คือบนสะพานเล็กๆ นั้น ผู้คนจากทั่วโลกนับร้อยยืนเบียดเสียดกันแน่นจนแทบจะไม่มีที่ตั้งขากล้อง

ภาพอันงดงามของนกกระเรียนมงกุฎแดงท่ามกลางหมอกหนาทึบและแสงแรกของวันที่ดูสงบงามในเบื้องหน้า ข้างหลังภาพหลังนั้นต้องแลกมาด้วยการไปยืนหนาวเหน็บเฝ้าขาตั้งกล้องตั้งแต่ตี 4 ก่อนที่นักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่หลายสิบคนจะลงจากรถบัสและขนขาตั้งกล้องมาวางจับจองที่กันดูวุ่นวาย เพื่อหามุมภาพที่ดีที่สุดเพื่อรอบันทึกภาพความสงบงามเบื้องหน้า

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนพันธุ์ไทย Sarus Crane ในขณะที่ใช้ปากกำลังจัดเรียงขนปีกให้เป็นระเบียบ

หากริมอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากในวันนี้ มีผมเพียงลำพังกับความมืดมิดรอบๆ ตัวเพียงเท่านั้น เมื่อแสงแรกของวันจับปลายฟ้า พอมองเห็นเงานกกระเรียนที่ยืนหลับในน้ำตะคุ่มๆ ผมจึงค่อยๆ เปิดรถออกแล้วหยิบขาตั้งกล้องท้ายรถออก ค่อยๆ เดินขยับหามุมภาพและแสงที่ต้องการ โดยไม่ต้องรีบร้อนหรือแก่งแย่งแข่งขันกับใคร 

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเมื่อฝูงนกกระเรียนกว่า 20 ตัวนั้นโผบินขึ้นพร้อมๆ กัน ก่อนจะแยกย้ายกันออกไปหากินในทุ่งเบื้องหน้าในแสงแรกของวันนั้น คือสิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่เชื่อมโยงภาพสะท้อนความเหมือนที่แตกต่างกันระหว่าง 2 สายพันธุ์นกกระเรียนที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำห่างกันไปหลายพันไมล์

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนมักไปยืนรวมกลุ่มนอนหลับ ในยามค่ำคืนในบริเวณแอ่งน้ำตื้นๆ เพื่อความปลอดภัยจากนักล่า
ก่อนจะตื่นนอนและแยกย้ายออกไปหากินในช่วงเช้าตรู่
เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
กว่า 50 ปีที่นกกระเรียนพันธุ์ไทยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติประเทศไทย
ปัจจุบันนี้เราเริ่มมีความหวังกับลูกนกกระเรียนสายพันธุ์ไทยที่เกิดขึ้นในธรรมชาติมากกว่า 15 ตัวในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

นกกระเรียนพันธุ์ไทย Sarus Crane (Grus antigone sharpii) เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวน 19 ชนิดของประเทศไทย เป็นหนึ่งในนกน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งที่เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงถึง 150 – 167 เซนติเมตร หรือสูงเกือบเท่าผู้ใหญ่ที่มีความสูงเฉลี่ยของคนเอเชีย นกกระเรียนพันธุ์ไทยเคยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในเมืองไทยมานานกว่า 50 ปี โดยมีรายงานพบเห็นในธรรมชาติครั้งสุดท้ายใน พ.ศ. 2511 ในบริเวณชายแดนติดประเทศกัมพูชา 

ในอดีต จากบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับลานนกกระเรียน ระหว่างเสด็จไปตรวจราชการหัวเมืองมณฑลอุดรกับมณฑลอีสานใน พ.ศ. 2448 ทรงพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยมาทำรังวางไข่ในบริเวณทุ่งนับพันนับหมื่นตัว ก่อนที่พื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้จะกลายสภาพเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่เกษตรในเชิงพาณิชย์

เมื่อประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกข้าวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พื้นที่แหล่งอาศัยและทำรังของนกกระเรียนก็กลายสภาพมาเป็นพื้นที่ทำกิน และหลังจากนั้นนกกระเรียนพันธุ์ไทยก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย โดยยังคงมีเหลืออยู่ในธรรมชาติในบางพื้นที่ของประเทศกัมพูชาและเวียดนาม

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนพันธุ์ไทย เป็นนกกระเรียนขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างหน้าตาที่งดงามชนิดหนึ่ง ด้วยสีแดงสดในบริเวณลำคอของมัน
เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
สายรุ้งหลังฝนทาบทอลงบนท้องทุ่งหลังฝนแรกที่พร่างพรมลงในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก
ที่แห้งผากจนกลายสภาพเป็นท้องทุ่งในช่วงฤดูแล้ง

โครงการนำนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 โดยความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับมูลนิธิอนุรักษ์นกกระเรียนสากล (International Crane Foundation) นำนกกระเรียนสายพันธุ์ Sarus Crane สายพันธุ์ย่อยที่พบในอินโดจีนและที่เคยพบในประเทศไทยนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยแรกเริ่มนั้นนำมาเลี้ยงดูอยู่ที่ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าบางพระจำนวน 6 ตัว

จนกระทั่งใน พ.ศ. 2540 สวนสัตว์โคราชเริ่มขยายพันธุ์แบบธรรมชาติและการผสมเทียมเป็นผลสำเร็จ จากจำนวนเริ่มต้นเพียง 26 ตัว ได้ลูกนกที่เกิดมารวม 100 ตัว ใน พ.ศ. 2552 จึงได้เริ่มโครงการทดลองปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่เพาะพันธุ์ได้คืนสู่พื้นที่ชุ่มน้ำในธรรมชาติใน พ.ศ. 2554 โดยปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวน 10 ตัวในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก อำเภอเมืองฯ จังหวัดบุรีรัมย์ และที่อ่างเก็บน้ำสนามบิน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีการปล่อยนกกระเรียนไทยคืนสู่ธรรมชาติแล้วถึง 105 ตัว และมีลูกนกที่เกิดในธรรมชาติแล้วไม่ต่ำกว่า 15 ตัว

ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยจังหวัด บุรีรัมย์ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณริมอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก คือพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับการติดตามศึกษา และเฝ้าบันทึกภาพนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในเมืองไทย

โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูฝน เป็นช่วงที่นกกระเรียนจะมารวมตัวกันเต้นรำ จับคู่ ก่อนแยกย้ายกันออกไปทำรังวางไข่ในพื้นที่ซึ่งเป็นทุ่งนาของชาวบ้าน ทางองค์การสวนสัตว์และสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยจึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการกระเรียนอุปถัมภ์ขึ้น เพื่อชดเชยค่าเสียหายแก่เจ้าของที่นาในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่นกกระเรียนเข้าไปทำรัง และเพื่อให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครดำเนินงานติดตามลูกนกกระเรียนที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ เพราะว่าลูกนกกระเรียนที่เกิดขึ้นในธรรมชาตินี้ คือตัวแปรหลักชี้วัดความยั่งยืนของสายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่จะกลับมาสู่ภูมิภาคนี้อีกครั้ง

เมื่อลูกที่เกิดจากธรรมชาติในรุ่นที่ 2 จับคู่และทำรังเองในธรรมชาติได้ ก็หมายถึงว่า วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ก็ใกล้จะสัมฤทธิ์ผล และคงเหลือแต่เวลาที่จะให้จำนวนของประชากรนกกระเรียนในธรรมชาตินั้นเพิ่มจำนวนขึ้นมาเองทีละน้อย

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
ในช่วงเวลาที่จับคู่ นกกระเรียนจะค่อนข้างหวงถิ่น
เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนบางตัวนอกจากจะมีปลอกขาแล้ว ยังติดวิทยุขนาดเล็กไว้เพื่อศึกษาวิจัย
ถึงตำแหน่ง เส้นทางการบิน และการเคลื่อนย้ายถิ่นของมัน

นอกเหนือไปจากความพยายามรักษาพื้นที่ทำรังและวางไข่ของนกกระเรียนแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ก็คือการจะทำให้นกกระเรียนที่เคยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาตินั้นอยู่ร่วมกันกับชาวบ้านและชุมชนได้

นอกเหนือไปจากการทำความเข้าใจกับพื้นที่และชุมชนแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนมากที่สุด ก็คือการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ที่คนและสัตว์จะอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนกันได้อย่างยั่งยืน และนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิในชื่อ ‘ข้าวสารัช’ หรือ ‘Sarus Rice’ ที่มีนกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็นสัญลักษณ์ นอกจากสร้างคุณค่าให้การเกษตรอินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากนาข้าวที่นกกระเรียนพันธุ์ไทยไปทำรัง และสร้างพื้นที่อาศัยที่ปลอดภัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทยให้คงอยู่ร่วมกันกับชุมชนได้ตลอดไป

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
ช่วงต้นฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่นกกระเรียนจะเริ่มต้นจับคู่และทำรัง
เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของนกกระเรียน
สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

หลายปีมานี้เวลาฝนตกในเมือง กลิ่นดินที่ทำให้รู้สึกสดชื่น จืดจางลงไปกว่าที่เคยจำได้เมื่อตอนเด็ก ทุกครั้งเมื่อได้กลิ่นดิน ภาพสนามหญ้าหน้าโรงเรียนก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ

หลังจากได้บัตรดำน้ำมาไม่นาน เราเดินทางไปดำน้ำที่เกาะเต่าเป็นทริปแรก ในตอนที่กำลังแกะแซนด์วิช ซึ่งเป็นอาหารกลางวันอยู่บนเรือที่โยกไปมา จู่ ๆ เราก็เริ่มผะอืดผะอม นี่คือการเมาเรือครั้งแรกในชีวิต กลิ่นหอมใหญ่สดของแซนด์วิชในมือลอยฟุ้งอยู่รอบตัว

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่อยู่บนเรือ กลิ่นหอมใหญ่สดก็กลายเป็นกลิ่นต้องห้าม เพราะเมื่อไหร่ที่ได้กลิ่นขึ้นมา สมองเหมือนจะสั่งการให้ความจำของวันนั้นฟื้นกลับมา รวมไปถึงความรู้สึกผะอืดผะอมนั้นด้วย

น่าประหลาดใจที่ถึงแม้เราใช้ตาเป็นสัมผัสหลัก แต่กลิ่นบางกลิ่นกลับพาเราย้อนเวลากลับไปหาความทรงจำ ซึ่งชัดเจนยิ่งกว่าภาพที่เห็นด้วยตาเสียด้วยซ้ำ

กล่าวกันว่ากลิ่นนั้นเป็นสารเคมีที่ส่งตรงถึงสมอง ไม่ต้องผ่านการแปลงสัญญาณไปประมวลผลก่อน จึงทำให้เป็นสัมผัสที่ติดแน่นกับความทรงจำมากกว่าประสาทสัมผัสอื่น

ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
เต่าทะเลว่ายผ่านแนวปะการังใต้ทะเลของเกาะเต่า

สำหรับมนุษย์ จมูกกลายเป็นประสาทสัมผัสที่ไร้ประโยชน์ในโลกใต้น้ำ เราเลยไม่เคยได้รู้ว่าแนวปะการังมีกลิ่นยังไง

เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น หยิบปะการังที่ยังมีชีวิตอยู่ขึ้นมาจากบ่อเพาะเลี้ยงให้เราดม น่าแปลกใจที่มันมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายดอกไม้ที่เรานึกชื่อไม่ออก หลายปีต่อมา นักวิชาการปะการังไทยช่วยตอบให้เราหายข้องใจว่า มันคล้ายกับกลิ่นดอกพิกุล 

นักวิจัยปะการังหลายคนเล่าให้ฟังว่า ปะการังแต่ละชนิดมีกลิ่นแตกต่างกันไป ไม่ใช่ทุกชนิดจะมีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ บางชนิดมีกลิ่นคล้ายสาหร่ายเปียก ๆ บางชนิดก็เป็นกลิ่นที่เฉพาะตัวมากจนระบุไม่ได้

ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น

กลิ่นคือโมเลกุลทางเคมีที่กระจายล่องลอยออกไป ไม่ว่าตัวกลางที่พาไปจะเป็นอากาศหรือน้ำ

กลิ่นดินหลังฝนตกที่เราชอบ ที่จริงเป็นโมเลกุลทางเคมีที่แบคทีเรียในดินปล่อยออกมา เมื่อโดนน้ำฝนก็ฟุ้งตัวลอยกระจายไปในอากาศ แบคทีเรียชนิดนี้มีหน้าที่ช่วยย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ให้กลายเป็นธาตุอาหารในดิน กลิ่นที่พวกมันปล่อยออกมามีเป้าหมายหลักคือ ดึงดูดให้แมลงและสัตว์ขาปล้องหลายชนิดเข้ามาหา เพื่อจะนำสปอร์ของแบคทีเรียชนิดนี้กระจายออกไปสืบพันธุ์ในที่อื่น ๆ

ทากทะเลตัวจิ๋วมีอวัยวะรับกลิ่นขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัว ทากทะเลไม่มีอวัยวะรับภาพแบบดวงตาของมนุษย์ มันอาศัยกลิ่นพาไปสู่อาหารได้อย่างแม่นยำ บางชนิดอวัยวะรับกลิ่นคือเขาสูงคู่ที่อยู่บริเวณหัว บางชนิดมีขนเล็ก ๆ คล้ายขนจมูกยื่นออกมาจากท่อหลอดด้านหน้า

ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
อวัยวะรับกลิ่นของทากทะเลตัวนี้คือเขาสูงสีดำคู่ใหญ่ที่อยู่ทางด้านหัว
ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
ทากทะเลสายพันธุ์นี้มีขนยื่นออกมาจากท่อหลอดด้านหน้าคล้ายกับขนจมูก ซึ่งใช้ในการรับกลิ่น

ครั้งหนึ่งเรานั่งรอดูทากยิมโนดอริสเดินลัดเลี้ยวซ้ายที ขวาที แล้วเอาส่วนหัวมุดทรายลงไปงับทากอีกชนิดที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นทรายอย่างมิดชิด ทากยิมโนดอริสกินทากชนิดอื่นเป็นอาหาร พวกมันเป็นนักล่าและอาศัยการแกะรอยเหยื่อจากกลิ่น

ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
ทากยิมโนดอริส

กระบะที่วางอยู่ท้ายเรือมีซากปลาตัวใหญ่ ๆ อยู่หลายตัว คนเรือใช้เท้าเหยียบบี้สลับกับตักน้ำทะเลราดให้ของเหลวจากซากปลากระจายออกมา กลิ่นคาวปลาจากทั้งเลือดและน้ำมันคลุ้งทั่วไปทั้งในอากาศ และในน้ำ

2 ใน 3 ส่วนของสมองฉลามยกให้การประมวลผลประสาทรับกลิ่น ฉลามใช้กลิ่นนำทางมากกว่าสายตา พวกมันรับกลิ่นได้ไกลเป็นระยะหลายร้อยเมตร

ในพื้นที่หลายแห่งมีฉลามใช้วิธีนี้เพื่อล่อให้คนเข้ามาดู ความอันตรายจากการใช้วิธีนี้คือ กลิ่นที่พวกมันรับเชื่อมโยงกับพฤติกรรมล่าเหยื่อ ทุกวันนี้หลายแห่งจึงเริ่มมีเสียงค้านการล่อฉลามด้วยคาวปลา เพราะกังวลถึงความปลอดภัยของนักดำน้ำ แต่อีกฝั่งก็ค้านกลับว่า การล่อให้ฉลามเข้ามาใกล้เรือ จะช่วยให้ได้พบเห็นตัวฉลามมากกว่าปกติ และช่วยในการวิจัยฉลามได้ดียิ่งขึ้น

การถกเถียงเรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด จนกว่าเราจะเข้าใจพวกมันได้อย่างแท้จริง

ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
กระบะใส่ซากปลา ที่ร้านดำน้ำใช้กลิ่นละลายไปในน้ำเพื่อล่อฉลาม
ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
ฉลามขาวว่ายเข้ามาตามกลิ่นของเหยื่อล่อ เพื่อเช็กว่ามีอาหารที่มันกินได้หรือไม่

ในห้องวิจัย ปะการังที่เครียดจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นส่งกลิ่นออกมาต่างจากปกติ พวกมันส่งกลิ่นออกมาว่าเริ่มเครียด ก่อนจะแสดงตัวให้เราเห็นว่าป่วยด้วยการฟอกขาว แนวปะการังที่ดูสวยสดงดงามใต้ทะเล อาจจะกำลังเริ่มป่วยโดยที่เรามองไม่เห็น

เหล่าปะการังแข็งที่ส่งเสียงพูดไม่ได้ พวกจึงมันสื่อสารผ่านกลิ่น

กลิ่นกับการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำใต้ทะเล การตามกลิ่นคาวของฉลาม ไปจนถึงความหมายของกลิ่นอันหลากหลายจากปะการัง
กลิ่นกับการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำใต้ทะเล การตามกลิ่นคาวของฉลาม ไปจนถึงความหมายของกลิ่นอันหลากหลายจากปะการัง

ที่อ่าวเล็ก ๆ ริมฝั่ง ค่ำคืนหนึ่งในรอบปี ปะการังแข็งสายพันธุ์เดียวกันที่อยู่ห่างกันหลายสิบเมตรทำให้ความสัมพันธ์ระยะไกลกลายเป็นเรื่องง่าย พวกมันพร้อมใจปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาในเวลาเดียวกัน ตามที่นัดหมายไว้ผ่านสัญญาณกลิ่น การบรรเลงเพลงรักอันครึกโครมท่ามกลางความเงียบของท้องทะเล

บางทีหน้าต่างของหัวใจ อาจจะไม่ใช่ดวงตาอย่างที่เคยได้ยินกันมา

กลิ่นกับการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำใต้ทะเล การตามกลิ่นคาวของฉลาม ไปจนถึงความหมายของกลิ่นอันหลากหลายจากปะการัง

Writer & Photographer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load