11 พฤศจิกายน 2563
2,909

The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

ในท่ามกลางความมืดมิดของเช้าวันกลางฤดูฝน ผมจอดรถลงข้างทางถนนรอบริมอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากแล้วดับไฟมืดสนิท เพื่อไม่ให้แสงจากไฟหน้ารถไปรบกวนนกกระเรียนที่จับกลุ่มยืนนอนกันในบริเวณกลางน้ำในความมืด แล้วนั่งรอเวลาที่แสงแรกจะจับขึ้นบนปลายฟ้า

บรรยากาศในวันนี้ทำให้ผมนึกหวนไปถึงเมื่อ 2 ปีก่อนที่ผมไปยืนเฝ้าคอยบันทึกภาพแสงแรกของวันกับนกกระเรียนมงกุฎแดงหรือ Red Crowned Crane ในบริเวณสะพาน Otowa Bridge ที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

สิ่งที่ผมจำได้ดีนอกเหนือไปจากความหนาวเหน็บในอุณหภูมิติดลบถึง 15 – 20 องศาเซลเซียส ในช่วงเช้ามืดของเดือนกุมภาพันธ์ที่มือแทบจะเป็นน้ำแข็ง ก็คือบนสะพานเล็กๆ นั้น ผู้คนจากทั่วโลกนับร้อยยืนเบียดเสียดกันแน่นจนแทบจะไม่มีที่ตั้งขากล้อง

ภาพอันงดงามของนกกระเรียนมงกุฎแดงท่ามกลางหมอกหนาทึบและแสงแรกของวันที่ดูสงบงามในเบื้องหน้า ข้างหลังภาพหลังนั้นต้องแลกมาด้วยการไปยืนหนาวเหน็บเฝ้าขาตั้งกล้องตั้งแต่ตี 4 ก่อนที่นักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่หลายสิบคนจะลงจากรถบัสและขนขาตั้งกล้องมาวางจับจองที่กันดูวุ่นวาย เพื่อหามุมภาพที่ดีที่สุดเพื่อรอบันทึกภาพความสงบงามเบื้องหน้า

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนพันธุ์ไทย Sarus Crane ในขณะที่ใช้ปากกำลังจัดเรียงขนปีกให้เป็นระเบียบ

หากริมอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากในวันนี้ มีผมเพียงลำพังกับความมืดมิดรอบๆ ตัวเพียงเท่านั้น เมื่อแสงแรกของวันจับปลายฟ้า พอมองเห็นเงานกกระเรียนที่ยืนหลับในน้ำตะคุ่มๆ ผมจึงค่อยๆ เปิดรถออกแล้วหยิบขาตั้งกล้องท้ายรถออก ค่อยๆ เดินขยับหามุมภาพและแสงที่ต้องการ โดยไม่ต้องรีบร้อนหรือแก่งแย่งแข่งขันกับใคร 

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเมื่อฝูงนกกระเรียนกว่า 20 ตัวนั้นโผบินขึ้นพร้อมๆ กัน ก่อนจะแยกย้ายกันออกไปหากินในทุ่งเบื้องหน้าในแสงแรกของวันนั้น คือสิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่เชื่อมโยงภาพสะท้อนความเหมือนที่แตกต่างกันระหว่าง 2 สายพันธุ์นกกระเรียนที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำห่างกันไปหลายพันไมล์

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนมักไปยืนรวมกลุ่มนอนหลับ ในยามค่ำคืนในบริเวณแอ่งน้ำตื้นๆ เพื่อความปลอดภัยจากนักล่า
ก่อนจะตื่นนอนและแยกย้ายออกไปหากินในช่วงเช้าตรู่
เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
กว่า 50 ปีที่นกกระเรียนพันธุ์ไทยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติประเทศไทย
ปัจจุบันนี้เราเริ่มมีความหวังกับลูกนกกระเรียนสายพันธุ์ไทยที่เกิดขึ้นในธรรมชาติมากกว่า 15 ตัวในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

นกกระเรียนพันธุ์ไทย Sarus Crane (Grus antigone sharpii) เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวน 19 ชนิดของประเทศไทย เป็นหนึ่งในนกน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งที่เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงถึง 150 – 167 เซนติเมตร หรือสูงเกือบเท่าผู้ใหญ่ที่มีความสูงเฉลี่ยของคนเอเชีย นกกระเรียนพันธุ์ไทยเคยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในเมืองไทยมานานกว่า 50 ปี โดยมีรายงานพบเห็นในธรรมชาติครั้งสุดท้ายใน พ.ศ. 2511 ในบริเวณชายแดนติดประเทศกัมพูชา 

ในอดีต จากบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับลานนกกระเรียน ระหว่างเสด็จไปตรวจราชการหัวเมืองมณฑลอุดรกับมณฑลอีสานใน พ.ศ. 2448 ทรงพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยมาทำรังวางไข่ในบริเวณทุ่งนับพันนับหมื่นตัว ก่อนที่พื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้จะกลายสภาพเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่เกษตรในเชิงพาณิชย์

เมื่อประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกข้าวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พื้นที่แหล่งอาศัยและทำรังของนกกระเรียนก็กลายสภาพมาเป็นพื้นที่ทำกิน และหลังจากนั้นนกกระเรียนพันธุ์ไทยก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย โดยยังคงมีเหลืออยู่ในธรรมชาติในบางพื้นที่ของประเทศกัมพูชาและเวียดนาม

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนพันธุ์ไทย เป็นนกกระเรียนขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างหน้าตาที่งดงามชนิดหนึ่ง ด้วยสีแดงสดในบริเวณลำคอของมัน
เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
สายรุ้งหลังฝนทาบทอลงบนท้องทุ่งหลังฝนแรกที่พร่างพรมลงในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก
ที่แห้งผากจนกลายสภาพเป็นท้องทุ่งในช่วงฤดูแล้ง

โครงการนำนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 โดยความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับมูลนิธิอนุรักษ์นกกระเรียนสากล (International Crane Foundation) นำนกกระเรียนสายพันธุ์ Sarus Crane สายพันธุ์ย่อยที่พบในอินโดจีนและที่เคยพบในประเทศไทยนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยแรกเริ่มนั้นนำมาเลี้ยงดูอยู่ที่ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าบางพระจำนวน 6 ตัว

จนกระทั่งใน พ.ศ. 2540 สวนสัตว์โคราชเริ่มขยายพันธุ์แบบธรรมชาติและการผสมเทียมเป็นผลสำเร็จ จากจำนวนเริ่มต้นเพียง 26 ตัว ได้ลูกนกที่เกิดมารวม 100 ตัว ใน พ.ศ. 2552 จึงได้เริ่มโครงการทดลองปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่เพาะพันธุ์ได้คืนสู่พื้นที่ชุ่มน้ำในธรรมชาติใน พ.ศ. 2554 โดยปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวน 10 ตัวในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก อำเภอเมืองฯ จังหวัดบุรีรัมย์ และที่อ่างเก็บน้ำสนามบิน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีการปล่อยนกกระเรียนไทยคืนสู่ธรรมชาติแล้วถึง 105 ตัว และมีลูกนกที่เกิดในธรรมชาติแล้วไม่ต่ำกว่า 15 ตัว

ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยจังหวัด บุรีรัมย์ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณริมอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก คือพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับการติดตามศึกษา และเฝ้าบันทึกภาพนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในเมืองไทย

โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูฝน เป็นช่วงที่นกกระเรียนจะมารวมตัวกันเต้นรำ จับคู่ ก่อนแยกย้ายกันออกไปทำรังวางไข่ในพื้นที่ซึ่งเป็นทุ่งนาของชาวบ้าน ทางองค์การสวนสัตว์และสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยจึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการกระเรียนอุปถัมภ์ขึ้น เพื่อชดเชยค่าเสียหายแก่เจ้าของที่นาในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่นกกระเรียนเข้าไปทำรัง และเพื่อให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครดำเนินงานติดตามลูกนกกระเรียนที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ เพราะว่าลูกนกกระเรียนที่เกิดขึ้นในธรรมชาตินี้ คือตัวแปรหลักชี้วัดความยั่งยืนของสายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่จะกลับมาสู่ภูมิภาคนี้อีกครั้ง

เมื่อลูกที่เกิดจากธรรมชาติในรุ่นที่ 2 จับคู่และทำรังเองในธรรมชาติได้ ก็หมายถึงว่า วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ก็ใกล้จะสัมฤทธิ์ผล และคงเหลือแต่เวลาที่จะให้จำนวนของประชากรนกกระเรียนในธรรมชาตินั้นเพิ่มจำนวนขึ้นมาเองทีละน้อย

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
ในช่วงเวลาที่จับคู่ นกกระเรียนจะค่อนข้างหวงถิ่น
เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
นกกระเรียนบางตัวนอกจากจะมีปลอกขาแล้ว ยังติดวิทยุขนาดเล็กไว้เพื่อศึกษาวิจัย
ถึงตำแหน่ง เส้นทางการบิน และการเคลื่อนย้ายถิ่นของมัน

นอกเหนือไปจากความพยายามรักษาพื้นที่ทำรังและวางไข่ของนกกระเรียนแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ก็คือการจะทำให้นกกระเรียนที่เคยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาตินั้นอยู่ร่วมกันกับชาวบ้านและชุมชนได้

นอกเหนือไปจากการทำความเข้าใจกับพื้นที่และชุมชนแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนมากที่สุด ก็คือการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ที่คนและสัตว์จะอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนกันได้อย่างยั่งยืน และนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิในชื่อ ‘ข้าวสารัช’ หรือ ‘Sarus Rice’ ที่มีนกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็นสัญลักษณ์ นอกจากสร้างคุณค่าให้การเกษตรอินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากนาข้าวที่นกกระเรียนพันธุ์ไทยไปทำรัง และสร้างพื้นที่อาศัยที่ปลอดภัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทยให้คงอยู่ร่วมกันกับชุมชนได้ตลอดไป

เงาตะคุ่มของ นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เคยสูญพันธุ์จากไทยกว่า 50 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์
ช่วงต้นฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่นกกระเรียนจะเริ่มต้นจับคู่และทำรัง
เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของนกกระเรียน
สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

10 พฤศจิกายน 2564
1,469

ตั้งแต่เด็ก ผมเคยเห็นภาพของฝูงหมีสีน้ำตาล หรือ Alaskan Brown Bear ตัวใหญ่หลายสิบตัว ยืนคอยตะครุบปลาแซลมอนที่กำลังกระโดดข้ามน้ำตกทวนน้ำ เพื่อขึ้นไปวางไข่ในบริเวณที่เรียกว่า Brooks Falls ที่ตั้งอยู่ใน Katmai National Park and Preserve ในดินแดนห่างไกลของอลาสก้า ผ่านจากจอโทรทัศน์ในรายการสารคดีชีวิตสัตว์ของต่างประเทศ

ผ่านไปเกือบ 40 ปี ความฝันวัยเด็กคนหนึ่งจากประเทศอันห่างไกลนั้นก็เป็นจริงขึ้นมา

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
Alaskan Brown Bear เคยถูกแยกสายพันธุ์ออกจากหมี Grizzlie เมื่อหลายทศวรรษก่อน หากในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่ามันเป็นสายพันธุ์เดียวกัน โดยที่หมี Kodiak ที่พบบนเกาะ Kodiak นั้นเป็น Subspecies ของ Alaskan Brown Bear อีกทีหนึ่ง

จากเมือง Anchorage ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอลาสก้า ผมต้องนั่งเครื่องบินต่อมาลงเมือง King Salmon เมืองที่น่าจะเล็กที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา มีประชากรเพียง 300 กว่าคนเท่านั้นเอง ในช่วงฤดูร้อนที่ท่าอากาศยานเล็กๆ สร้างจากเมทัลชีทแห่งนี้จะคราคร่ำไปด้วยคนอเมริกันแต่งตัวแปลกๆ ถ้าไม่ถือกล่องใส่ปืนยาวเพื่อมาล่าสัตว์ ก็จะต้องถือกล่องใส่คันเบ็ดเพื่อมาตกปลา

จาก King Salmon เราต้องขึ้นเครื่องบินน้ำของ Katmai Air เพื่อข้ามทะเลสาบ Naknek ไปยังปากทางเข้าทะเลสาบ Brooks ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Brooks Lodge ที่พักเพียงแห่งเดียวในบริเวณนี้ ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1950 เพื่อเป็นแคมป์สำหรับนักตกปลา ก่อนจะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ Katmai ขึ้นมาภายหลังใน ค.ศ. 1980

Brooks Lodge เป็นที่พักแบบ Log Cabin ง่ายๆ ขนาดเล็กๆ มีจำนวนเพียงแค่ 16 หลัง เรียงรายกันอยู่ในพื้นที่เล็กๆ กลางป่า ฝูงแซลมอนจะเดินทางมาถึงน้ำตก และหมีสีน้ำตาลจะมายืนรอดักตะครุบปลาแซลมอนกินในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 2 สัปดาห์ ในช่วงครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคม การจองห้องพักที่ Brooks Lodge ในช่วงเวลานั้นใช้ระบบ Lottery จับฉลากที่พักซึ่งมีจำกัด และให้พักแค่คนละไม่เกิน 3 คืนเท่านั้น (ผมลองเข้าไปดูสถานะปัจจุบันตอนเขียนบทความนี้ คือ วันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2021 จะเปิดให้สมัคร สำหรับการจองที่พักใน ค.ศ. 2023 ส่วนใน ค.ศ. 2022 นั้นเต็มหมดแล้ว) 

มีอีกทางเลือกหนึ่งก็คือ ไปตั้งแคมป์ในพื้นที่ของอุทยานที่เรียกว่า Brooks Camp ที่จำกัดคนไว้เพียง 60 คนต่อวันเท่านั้น (ส่วนใหญ่จะเต็มตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เปิดจองในวันที่ 5 มกราคมของทุกปี ) การจัดการอุทยานแห่งชาติของอเมริกาส่วนใหญ่ใช้ระบบนี้ คือไม่เพิ่ม Capacity เพื่อรับนักท่องเที่ยวเกินไปกว่าจำนวนพื้นที่ที่ธรรมชาติจะรองรับได้ แต่การเดินทางนั้นจะต้องวางแผนการเดินทางกันข้ามปี เราจึงไม่มีโอกาสเห็นสภาพของค่ายผู้อพยพที่กางเต็นท์ชิดติดกันในแหล่งท่องเที่ยวในธรรมชาติของอเมริกา เนื่องมาจากระบบในการบริหารและการจัดการที่ดี

ผมได้ที่พักที่ Brooks Lodge ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แซลมอนส่วนใหญ่จะเดินทางข้ามน้ำตกขึ้นไปแล้วแม้จะไม่ใช่ช่วงพีก ที่มีหมีสีน้ำตาลหลายสิบตัวมายืนบนน้ำตก แต่ก็ยังคงมีหมีหลายตัวเดินวนเวียนอยู่ในบริเวณลำธารและรอบๆ ที่พัก

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
เนื่องจากไม่มีถนน พาหนะอย่างเดียวที่จะนำเรามาที่ Katmai ได้ก็คือเครื่องบินน้ำที่บินออกมาจาก King Salmon

สิ่งแรกที่เราต้องทำเมื่อก้าวลงจากเครื่องบินน้ำก็คือ เจ้าหน้าที่อุทยานจะเดินมารับเราที่ประตูเครื่องบิน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ของ Lodge และพาเราตรงไปยังห้องที่ทำการของอุทยาน เพื่อให้เรานั่งฟังกฎ กติกา มารยาท ที่เราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ตลอดช่วงเวลาที่เราพักและทำกิจกรรมในบริเวณนี้ 

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
เมื่อเดินทางมาถึง นักท่องเที่ยวทุกคนต้องเข้าไปนั่งฟังกฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติตัว เพื่อความปลอดภัยในการเผชิญหน้ากับหมีนานกว่าครึ่งชั่วโมง และทุกคนจะได้รับแจกเข็มไว้ติดเสื้อ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าได้ผ่านการอบรมแล้ว

รวมถึงการปฏิบัติตัวเมื่อเผชิญหน้ากับหมีสีน้ำตาลว่าเราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เช่น การแขวนกระดิ่งไว้ที่กระเป๋า เพื่อเตือนให้หมีรู้ว่าเรากำลังเดินมา การตะโกนทักทายหมีว่า Hey bear! ก่อนจะเดินผ่านโค้งที่ลับตา หรือเวลาเจอหมีบนเส้นทางเดินจะต้องทำตัวอย่างไร กฎ กติกา มารยาท เวลาเดินบนสะพานหรือบนแพลตฟอร์มที่ดูหมีในบริเวณน้ำตก เราจะต้องปิดประตูรั้วทุกครั้งเมื่อเข้าไปใช้พื้นที่ หรือแม้แต่การเผชิญหน้ากับหมีในระหว่างตกปลาในลำธาร แล้วหมีจะเดินเข้ามาหาเราเพื่อแย่งปลาที่ติดเบ็ดไปกิน เขาก็จะให้ดึงสายเบ็ดให้ขาดไปก่อนหมีจะเข้ามาแย่งปลาเรา เพราะถ้าหากมันเรียนรู้ว่าหาปลากินง่ายๆ มันจะคอยเฝ้าเดินตามนักตกปลาซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
Alaskan Brown Bear ในขณะยืนขึ้นด้วยขาหลังตอนเดินข้ามน้ำลึก เมื่อยืนขึ้นสองขาจะมีความสูงถึง 3 เมตร ทำให้มันเป็นนักล่าที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 บนผืนแผ่นดินของโลก มีขนาดไล่เลี่ยกับหมีขาว (ส่วนนักล่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ Sperm Whale)

ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นต้นแบบของการจัดการอุทยานแห่งชาติ การตกปลาเพื่อการกีฬาในอุทยานแห่งชาติเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ โดยแต่ละอุทยานแห่งชาตินั้นจะมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม และรายละเอียดในการจัดการแตกต่างกันไป บางแห่งก็ใช้ Fishing License ทั่วไปของรัฐที่ออกโดย Fish and Wildlife ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งในการจัดการออกใบอนุญาตควบคุมการตกปลาและล่าสัตว์ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า Warden คอยดูแล หรือในบางอุทยานแห่งชาติก็จะออก License พิเศษเฉพาะของตนเองขึ้นมา เช่นที่ Yellowstone National Park การออก License นี้จะกำหนดสายพันธุ์ ขนาด และจำนวนของปลาที่เราเก็บได้ ในขณะที่บางสายพันธุ์ซึ่งเป็น Alien Species จะไม่มีการกำหนด แต่แนะนำให้เก็บมาทำอาหาร หรือแม้กระทั่งกำจัดออกไปไม่ให้มารบกวนสายพันธุ์ท้องถิ่น

สื่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องการจัดการอุทยานแห่งชาติของอเมริกา คือกฎทุกอย่างมีพื้นฐานมาจากการวิจัย และมีเหตุผลที่อธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์รองรับทุกอย่าง บางปีอาจจะมีการปรับเพิ่มหรือลดตัวเลข Bag Limit หรืออาจประกาศห้ามจับปลาบางสายพันธุ์ที่พบว่ามีจำนวนลดน้อยลง โดยไม่ใช้ความรู้สึกของผู้ปฏิบัติงานหรือผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจ

สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ในแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป ไม่ได้มีคำตอบว่าห้ามหรือปล่อยให้ทำอะไรก็ได้ แต่การจัดการก็คือการหาพื้นที่ตรงกลางที่เป็นหัวใจของคำว่า การอนุรักษ์ ซึ่งแปลว่าการนำมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญ

หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว ผมก็แบกกล้องเดินไปตามเส้นทางเดินป่า ข้ามลำธารไปตามเส้นทางเดินป่า เพื่อไปเฝ้ารอดูหมีสีน้ำตาลในบริเวณ Viewing Platform ที่อยู่ห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตรจากที่พัก ในช่วงเย็นวันนั้นหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ตัวหนึ่งพยายามวนเวียนไล่จับปลา Sockeye Salmon สีแดงสดที่ลอยตัวอยู่ในลำธารน้ำอยู่นานนับชั่วโมง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ อลาสก้าในช่วงฤดูร้อนพระอาทิตย์จะตกในช่วงราวๆ 4 – 5 ทุ่ม 

เราเฝ้ารอลุ้นให้หมีจับปลาแซลมอน จนลืมไปว่าอาหารเย็นที่ Lodge นั้นจะเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ผมลืมดูเวลา กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบ 3 ทุ่มเข้าไปแล้ว เป็นอันว่าวันแรกเราอดข้าวเย็นไปตามระเบียบ เพราะหลัง 2 ทุ่มเขาจะเก็บอาหารทุกอย่างตามกฎที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
บรรยากาศก่อนพลบค่ำ ในช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่ม จากบนสะพานในบริเวณปากอ่าวของ Brooks Lake

เข้าวันที่สอง ผมเดินเข้าไปยังที่ทำการของ Lodge เพื่อติดต่อจ้างไกด์ตกปลาที่จะพาเราเดินตกปลาในลำธาร สำหรับที่ Katmai National Park and Preserve มีกฎเกณฑ์ในการตกปลาว่า จะต้องใช้อุปกรณ์ Fly Fishing เพื่อตกปลาเท่านั้น ห้ามใช้อุปกรณ์ในรูปแบบอื่น และปลาที่ตกได้ทุกตัวในเขตเหนือสะพานที่เข้ามาจากปากแม่น้ำขึ้นไปถึงต้นน้ำ จะต้องปล่อยกลับลงไปในน้ำทุกตัว

Katmai National Park and Preserve อุทยานแห่งชาติที่มี 2 สัปดาห์ทองให้เราได้ดูหมีสีน้ำตาล นักล่าใหญ่อันดับ 2 ของโลกจับปลาแซลมอน
Fly Fishing เป็นกิจกรรมที่นิยมมากที่สุด รองลงไปจากการไปเฝ้าชมและถ่ายภาพพฤติกรรมของ Alaskan Brown Bear ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ Katmai

การออกเดินท่องลำน้ำตกปลาในลำธารกับไกด์เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับผม เพราะระหว่างที่เดินตกปลาในลำธารนั้น เราจะพบกับหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่เดินท่องน้ำเพื่อหาปลาเป็นปกติ บางครั้งไกด์ก็จะพาเราเดินผ่านหมีไปแบบหน้าตาเฉย ในระยะที่ห่างออกไปเพียงไม่ถึง 10 เมตรเพียงเท่านั้น ก่อนที่จะเดินเข้าไป ไกด์กำชับว่าให้ทำตัวปกติ เดินตามหลังเขาไว้ และที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าวิ่งเป็นอันขาด

Katmai National Park and Preserve อุทยานแห่งชาติที่มี 2 สัปดาห์ทองให้เราได้ดูหมีสีน้ำตาล นักล่าใหญ่อันดับ 2 ของโลกจับปลาแซลมอน
ลูกหมีสีน้ำตาลเดินสวนมาบนทางเดิน ลูกหมีที่น่ารักมักจะขี้เล่นและขี้สงสัย ในบางครั้งอาจจะเดินเข้ามาหาคน และบางครั้งตัวแม่ก็มักจะวนเวียนอยู่ไม่ห่าง จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ให้พยายามหลีกเลี่ยงหมีแม่ลูกอ่อน แม้ว่าลูกหมีจะดูน่ารักแค่ไหนก็ตาม

ในลำธารแห่งนี้เต็มไปด้วยปลาแซลมอนหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น Sockeye Salmon Pink Salmon และ Rainbow Trout แต่ปลาที่น่าสนใจมากที่สุดชนิดหนึ่งก็คือ Arctic Grayling ที่มีครีบหลังสวยงาม

Katmai National Park and Preserve อุทยานแห่งชาติที่มี 2 สัปดาห์ทองให้เราได้ดูหมีสีน้ำตาล นักล่าใหญ่อันดับ 2 ของโลกจับปลาแซลมอน
Sockeye Salmon ในขณะที่กระโดดขึ้นมาบน Brooks Fall ในช่วงฤดูอพยพ ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี

ช่วงเวลาที่ประทับใจผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมใช้เวลาช่วงเช้าในการตกปลา ช่วงบ่ายก็เดินไปเฝ้าหมีในบริเวณ Viewing Platform รับประทานอาหารเย็น ก่อนลงไปตกปลาจนมืดค่ำในเวลาประมาณ 4 ทุ่มจึงกลับมาที่ห้องพัก

สำหรับคนที่รักธรรมชาติแล้ว ผมคิดว่า Katmai ในช่วงฤดูร้อนนั้นคือประสบการณ์และความทรงจำ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของผมเลยทีเดียว

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load