ในยุคหนึ่ง บางคนอาจมองผู้หญิงเป็นเพศอ่อนแอ เสียเปรียบเพศชายด้านสรีระ เป็นช้างเท้าหลังซึ่งต้องปรนนิบัติพัดวีช้างเท้าหน้า เป็นสายซัพในครอบครัวที่มักโดนมองข้าม

“แต่สำหรับผม เพศหญิงเป็นเพศที่ฉลาดมาก เพราะเป็นผู้วางกลยุทธ์ในการดูแลครอบครัวให้เรียบร้อยตั้งแต่เช้าจรดเย็น คือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในบ้าน”

มุมมองจาก เอก-ศรัณญ อยู่คงดี ผู้ก่อตั้ง ‘SARRAN’ แบรนด์เครื่องประดับที่นำเสนอเสน่ห์หญิงไทยโบราณได้อย่างเฉียบคม เก๋ไก๋ จน อลิเชีย คีส์ (Alicia Keys) เลือกใส่ในคอนเสิร์ตเปิดห้าง ICONSIAM ผู้สร้างสรรค์ต่างหูอุบะดอกรักรุ่นต้นฉบับที่ถูกทำเลียนแบบทั่วบ้านทั่วเมือง และผู้อยู่เบื้องหลังกรรเจียกดอกพุดซ้อนชิ้นงามในมิวสิกวิดีโอเพลง LALISA

สมควรแก่รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Jewelry Design ปี 2021 อย่างไร้ข้อกังขา

ความหลักแหลมในเชิงดีไซน์ของเขามาจากการผสานเอางานฝีมือ งานดอกไม้ ไปจนถึงเครื่องหอม หยิบความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาสตรีสยาม ซึ่งล้วนเป็นกลเม็ดเด็ดพรายที่ถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอคนไทย มาใช้กับจิวเวลรี่ดีไซน์ได้อย่างชาญฉลาด จนได้รางวัลในสายงานออกแบบดังระดับโลกมาแล้วมากมาย ทั้งจาก The Tiffany & Co. Foundation และรางวัล Craft Design Award จาก World Crafts Council แห่ง UNESCO 

วันนี้เราจึงชวนเขามานั่งลงสนทนา ย้อนสำรวจเส้นทางชีวิตที่เติบโตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยวในครอบครัวช่างหัตถศิลป์ เรียนรู้บทเรียนชีวิตแต่ละบทที่หล่อหลอมให้เขาประสบความสำเร็จ รวมถึงถึงทิศทางการเติบโตในอนาคตอย่างไร้กระบวนท่าในแวดวงจิวเวลรี่ดีไซน์

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA

01 การแข่งขันคือการพัฒนาตัวเอง

ศรัณญเติบโตในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว เนื่องจากคุณพ่อหย่าร้างไปตั้งแต่เด็ก ทิ้งมรดกไว้อย่างเดียวคือนามสกุล ทำให้เขาผูกพันกับแม่เป็นพิเศษจนได้เห็นความเก่งกาจของเพศหญิง ผู้ต้องเป็นหัวเรือครอบครัวท่ามกลางวิกฤตฟองสบู่แตกโดยจำยอม ฟูมฟักเขาจนโตมาด้วยอาชีพด้านคหกรรมและหัตถกรรม

สิ่งแวดล้อมของครอบครัวปลูกฝังทักษะพื้นฐานด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ศรัณญอย่างแนบเนียน เปิดโอกาสให้เขาได้คลุกคลีตีวงอยู่กับงานหัตถศิลป์จนสนิทสนม ถึงขั้นตัดสินใจเอาดีด้านนี้ตั้งแต่เด็ก เรียนต่อโรงเรียนอาชีวะเพื่อจะได้ติดอาวุธให้ครบครัน จนได้รับทุนเข้าศึกษาต่อที่สาขาศิลปะจินตทัศน์ (Imagine Art) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

“ตอนนั้นผมรู้สึกว่าการถืองานศิลปะสวยๆ มาให้คุณแม่ดู ทำให้ท่านมีความสุขแบบจับต้องได้ มากกว่าเอกสารผลสอบที่มีแต่ตัวเลข แต่ก็อาจเป็นข้อเสียที่ผมไม่ต้องการเป็นที่หนึ่ง และเชื่อว่าเราควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำมากกว่า

“พอคุณแม่รู้ว่าชอบทางนี้ ก็ซื้อนิตยสารพวก บ้านและสวน มายัดเข้ามือตั้งแต่เด็ก แต่นิสัยข้อหนึ่งของผมคือ ปากดี ชอบวิจารณ์ ครั้งหนึ่งไปเห็นรีสอร์ตเพื่อนคุณแม่แล้วบอกว่ามันดูหม่นเศร้า คุณน้าท่านจึงเสนอให้ผมไปช่วยดูผ้าปูเตียง ผ้าม่าน และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ตอนนั้นเราร้อนวิชามาก กลับมาเปิดหนังสือตัดแปะภาพทำมู้ดบอร์ดตั้งแต่ ป.5 และลงมือทำจนจบโปรเจกต์ ได้เงินกินขนมมาตั้งห้าหมื่น

“สมัยเรียนผมเป็นเด็กสายประกวดเต็มตัวเลย มันสนุก ท้าทาย แถมได้เงินมาช่วยที่บ้าน และต้องการบอกว่าฉันมีตัวตน เพราะเจ็บแค้นที่คุณพ่อมาขอนามสกุลคืนช่วงตัดสินใจเรียนต่อสายอาชีวะ เนื่องจากท่านคิดว่าเด็กสายนี้ต้องเกเร แต่ความจริงคือเราแค่อยากฝึกฝนทักษะด้านศิลปะอย่างเข้มข้นเท่านั้น เลยตั้งเป้าว่าต้องทำให้เขากลับมาให้ได้ด้วยการประสบความสำเร็จ”

ศรัณญมุ่งมั่นหาประสบการณ์ลับเหลี่ยมคมอย่างสนุกโลดโผนตลอดชีวิตวัยรุ่น ขยายขอบเขตความสนใจไปสู่วงการภาพยนตร์สั้นช่วงปีท้ายๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย เฉียดกรายเข้าหาแวดวงแฟชั่นช่วงหนึ่งหลังสำเร็จการศึกษา ก่อนตอบรับงานประจำตำแหน่งนักออกแบบผลิตภัณฑ์ในบริษัทเอกชน ซึ่งกินเวลาในชีวิตกว่า 6 ปีเต็ม

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA

02 นักสร้างสรรค์งานศิลปะ

บทสำคัญบทหนึ่งของชีวิต คือการทำงานที่ร้าน Fai Sor Kam (ฝ้ายซอคำ) ร้านอาหารเหนือกลางห้างพารากอน ที่เคยเป็นแหล่งจำหน่ายงานฝีมือจากแดนล้านนา เอกได้ร่วมสร้างสรรค์งานหัตถกรรมกับชุมชนอย่างเข้มข้น ได้หวนกลับมาสัมผัสเสน่ห์ท้องถิ่นและงานคราฟต์อีกครั้งนับตั้งแต่วัยเยาว์ จนทำให้เจ้าตัวรู้ว่า

“หลังจากลองทำอะไรมามากมาย การใช้ความคิดสร้างสรรค์และทำงานด้วยมือคือสิ่งที่ชอบที่สุด” เขาเฉลย

“นอกจากนั้นยังได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กชัดเจนมากขึ้น ในงานจักสาน ทอผ้า เซรามิก บรรดาบุคคลที่เราทำงานด้วย ผู้หญิงทั้งนั้นที่เป็นผู้สร้าง จนย้อนกลับมามองตัวเองว่าแม่เราก็คือหนึ่งในนั้น นี่เลยเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มให้นิยามว่าจะสื่อสารความเป็นผู้หญิงไทยผ่านงานออกแบบ เพราะผมยกย่องคุณแม่ตัวเองผู้ทำทุกอย่างด้วยมือเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว รวมถึงผู้หญิงคนอื่นๆ ซึ่งกำลังรับหน้าที่หัวหน้าครอบครัวด้วย”

ศรัณญตัดสินใจลาออกจากงานประจำก่อนหน้าที่จะได้รับทุนจากมูลนิธิ The Japan Foundation ไปเป็นศิลปินพำนักในประเทศญี่ปุ่นไม่นาน โอกาสครั้งนี้เปิดช่องทางให้เขาได้สัมผัสวิธีการมองลงลึกไปในรายละเอียดเล็กน้อยฉบับชาวอาทิตย์อุทัย ทั้งในเชิงการใช้ชีวิต การทำงานศิลปะ และการดำเนินธุรกิจ จนเจ้าตัวตัดสินใจเปลี่ยนสถานะตัวเองจากนักออกแบบผลิตภัณฑ์เป็น ‘นักสร้างสรรค์งานศิลปะ’

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA
SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA

“ผมเรียนรู้วิธีการทำงานหลังบ้านของบริษัทใหญ่มากในญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้บริหารและรองผู้บริหารลงมานั่งพับกล่องกันเองอย่างมีความสุข แต่มูลค่าปีหนึ่งๆ กว่าสามสิบล้านบาท เลยได้แนวทางแล้วว่า อยากให้ความสำคัญกับแรงงานและการทำมือมากกว่า และหันมาทำแบบมินิมอลมากขึ้น เห็นว่าอะไรที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมหรือเครื่องจักรมันดูไม่มีเสน่ห์เท่า แม้การผลิตแบบอุตสาหกรรมโดยตัวมันเองไม่ใช่เรื่องผิดอะไร”

จุดเริ่มต้นครั้งใหญ่คือต่างหูดอกรัก-งานออกแบบเครื่องประดับชิ้นแรกของศรัณญ ต่างหูทรงยาวทอดตัวห้อยดิ่งลงมาคล้ายอุบะมาลัยชายเดียวด้วยดอกรัก 7 ดอก ไล่เรียงไซส์จากเล็กไปใหญ่ เดิมทีตั้งใจทำไว้แจกเป็นของที่ระลึกให้แก่ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านในบูทของเขาภายในงาน Talent Thai ที่ฝรั่งเศส

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA
SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA
ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

“ผมอยากแสดงความชาญฉลาดในเชิงงานดอกไม้อันล้ำลึกของผู้หญิง เช่น รู้เวลาว่าต้องไปเก็บดอกรักตอนเช้ามืดเพราะดอกจะยังตูม เลือกเก็บดอกแก่และใหญ่สุด ส่วนการเรียงไซส์ซึ่งเป็นเทคนิคการยิง Perspective ทางสายตา เพื่อให้มีอัตราส่วนที่สมบูรณ์ ไม่ดูทื่อแข็ง และถ้าใช้ดอกเท่ากัน พอรวบโคนอุบะก็จะฟูเกินไป

นักสร้างงานศิลปะเล่าต่อถึงไอเดียของชิ้นนี้ ว่าแนวคิดเบื้องหลังการนำดอกไม้มาทัดปอยผม ไม่ใช่เรื่องความงามอย่างเดียว แต่เป็นเทคนิคการสร้างกลิ่นหอมเย้ายวนในยุคที่ไม่มีน้ำหอม 

“ผมเอา Fabric Felt มาอัดด้วยความร้อนเพื่อให้เกิดช่องว่าง แล้ว Digital Print ลงไปในกระดาษ ก่อนนำมาต่อเป็นชิ้นๆ จากนั้นใช้กระบวนการอบร่ำอย่างคนโบราณ เพื่อให้มีกลิ่นติดไปกับเครื่องประดับ”

งานนี้ ศรัณญตั้งราคาเล่นๆ แค่ 5,000 บาทไทย ปรากฏว่ามีสุภาพสตรีท่านหนึ่งซึ่งมาคุยเรื่องราวและแนวคิดในการออกแบบและขอซื้อ แต่พอพลิกไปดูราคา เธอบอกว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่ ช่วยตั้งราคาที่เหมาะสมไว้ด้วย ทีแรกศรัณญเข้าใจว่าแพงไป จึงบอกทีมให้แก้ตัวเลขเป็น 500 แต่ดันแก้ไปเป็น 50,000 

“วันรุ่งขึ้นเธอมาถึงสั่งสิบคู่เลย ตอนท้ายเธอถามว่า คุณตีค่าแรงบันดาลใจและวิธีการทำของคุณแค่ห้าพันบาทเองหรอ ผมอึ้งเลย เพราะคุยกับคนสายคอมเมอร์เชียลมาตลอด พอมาคุยกับคนสายอาร์ต จึงรู้สึกว่าโลกใบที่เรากำลังชื่นชอบและอยากเข้าไปมันน่าสนใจ”

ตอนท้าย ศรัณญจึงรู้ว่าสุภาพสตรีท่านนั้นคือคิวเรเตอร์ของร้านเครื่องประดับร้านหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 

เขาค้าขายกับลูกค้าชาวฝรั่งเศสช่วงสั้นๆ ก่อนหันกลับมาตั้งหลักปักฐานในมาตุภูมิให้แข็งแรง ก่อนจะอ้าแขนผวาปีกบินเดี่ยวสู่เวทีนานาชาติ ผู้ออกแบบต่างหูดอกรักคนนี้ จึงเข้าสู่วงการประกวดในไทยอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง คล้ายกับสมัยเด็ก เพื่อลับเขี้ยวเล็บตัวเองให้คมพอ แล้วก็ได้ทั้งรางวัล Design Excellence Award, Good Design Award, และ Vogue Who’s on Next จากนิตยสาร Vogue Thailand

03 “แบรนด์เราแบรนด์เดียวเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้หรอก”

จิวเวลรี่จาก SARRAN ไม่ใช่ผลงานอาร์ตพีซซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้อย่างอึกทึก ไม่ใช่เครื่องประดับอันมีค่าอนรรฆที่แสดงข้อเรียกร้องของผู้สร้างอย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็นประณีตศิลป์ชิ้นงามที่เล่าเรื่องราวได้กึกก้องด้วยความเงียบ ค่อยๆ สื่อสารัตถะออกมาได้อย่างหล่อเหลาคมคายโดยไม่ต้องพูดตรงๆ

“คุณค่าของ SARRAN อยู่ที่การทำงานด้วยมือ และเรื่องเล่าที่ออกมากับแต่ละคอลเลกชัน ผมจึงให้ความสำคัญแก่ Storytelling เพราะอยากทำเครื่องประดับที่สื่อสารเรื่องผู้หญิง แม้รู้ดีว่าแบรนด์เราแบรนด์เดียวเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่เริ่มพูดออกมา คนก็จะค่อยๆ พูดต่อไปเรื่อยๆ

“เพราะผมเห็นคุณค่าของผู้หญิงสู้ชีวิตและอยู่ในจุดนั้นมาก่อน จึงเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนบนโลกซึ่งยังคงต่อสู้กับปัญหาเดิมๆ ในสังคมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่บางครั้ง พอพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ ก็มักลืมว่าร่างกายผู้หญิงอย่างไรก็แข็งแรงไม่เท่าผู้ชาย ถ้าเราไม่พยายามให้เกียรติกันและกัน ผู้หญิงก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่ได้ โดยเฉพาะเคสแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องน่าสรรเสริญด้วยซ้ำ แต่ลำพังการสรรเสริญมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาสบายขึ้นไง

“ผมจึงอยากออกมาพูดเพื่อให้เกียรติคนทุกคน และมันก็เป็นหน้าที่ของผู้ชายเหมือนกันนะ”

ศรัณญจึงมุ่งมั่นสื่อสารแนวคิดนี้ผ่านงานออกแบบจิวเวลรี่ของเขาอย่างไม่ย่นย่อ ใส่สุดความสามารถในทุกคอลเลกชันไม่มีกั๊ก

“อย่างสร้อยคอชิ้นนี้” เขาเล่าพลางชี้มือชวนชม

ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

“เราพัฒนาจากไอเดียการร้อยพวงมาลัย ผมทำโครงสร้างแข็งไว้รอบคอ แล้วปล่อยชายทั้งสองข้างนาบลงมาตามหน้าอก ส่วนดอกไม้ก็ไม่ใช่แค่ร้อยเข้าไปชิ้นเดียวแล้วจบ ผมใช้เทคนิคการย้อมครั่งและไล่สี เกลี่ยความเข้มให้สัมพันธ์กับสรีระ เพื่อช่วยกลบเกลื่อนบางจุดที่ผู้หญิงมักไม่มั่นใจ อย่าลืมนะครับว่าปัจจุบันเราใส่เครื่องประดับกับชุดว่ายน้ำได้ จิวเวลรี่จึงต้องสนับสนุนความมั่นใจ และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้โชว์ความภูมิใจในเรือนร่างด้วย

“ชิ้นนี้ได้รางวัล Craft Design Award จาก World Crafts Council ของ UNESCO และจาก The Tiffany & Co. Foundation ตอนเอาไปโชว์ใน MAD Museum ในอเมริกา มีคนของ บียอนเซ่ (Beyonce) และ ริฮานนา (Rihanna) มาซื้อไปด้วย” ดีไซเนอร์คู่สนทนาเล่าด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความภูมิใจ

ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

“หรืออย่างกรรเจียกที่ ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ ใส่ในงานรับพระราชทานน้ำสังข์จากสมเด็จพระสังฆราชฯ ผมต่อยอดมาจากเครื่องประดับหูของไทย เหมือนการทัดดอกไม้ในสมัยก่อน พัฒนาเรื่องน้ำหนักไม่ให้เป็นภาระ ทำโครงสร้างให้รับกับใบหู ดังนั้น ไม่ว่าจะสะบัดหรือว่ายน้ำก็ไม่หลุด เช่นเดียวกับอีกคอลเลกชันที่ อลิเชีย คีส์ ใส่ในคอนเสิร์ตเปิดห้าง ICONSIAM”

ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

นักออกแบบมากฝีมือใช้แนวคิดจากพฤติกรรมของหญิงไทยอันแสนง่ายดาย แต่พัฒนาต่อยอดขึ้นด้วยความใส่ใจ เติมความละเอียดซับซ้อนลงไปนิด ใส่เทคโนโลยีทันสมัยลงไปหน่อย ได้งานจิวเวลรี่ที่เจ้าตัวนิยามว่าเป็น ‘Art-to-wear’ ชิ้นงามซึ่งเล่าเรื่องผู้หญิงได้ครบจบกระบวนความ

SARRAN ไม่ได้มุ่งเล่าเรื่องคับแคบอยู่เพียงความเป็นหญิงไทยในขนบที่ต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังนำเสนอความสามารถของหญิงไทยที่โดดเด่นในระดับสากลอย่าง ลิซ่า (ลลิษา มโนบาล) สมาชิกวง BLACKPINK เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังอีกด้วย อย่างที่ศรัณญกระซิบผ่านกรรเจียกชิ้นงาม ซึ่งปรากฏในฉากหนึ่งของมิวสิกวิดีโอเพลง Lalisa

ภาพ : LISA – ‘LALISA’ M/V – YouTube

“ผมเลือกใช้ดอกพุดซ้อน เพราะมันให้นิยามความเป็นลิซ่าได้อย่างดี ความหมายดั้งเดิมในงานดอกไม้ มันคือสัญลักษณ์ของการเจริญเติบโตและศิริมงคล คล้ายกับเส้นทางชีวิตของลิซ่า ซึ่งเดินทางเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีสิ้นสุด มีไดนามิกอยู่เสมอ ในชิ้นนี้ผมจึงทำตั้งแต่ดอกตูม ดอกบาน และดอกที่บานแก่จนเมล็ดกำลังจะผลิออกมา มีกิ่งก้านซึ่งงอกเงยต่อไป เพื่อบ่งบอกการไม่หยุดก้าวหน้า

“ผมมองว่านี่คือช่องทางที่จะบ่งบอกอัตลักษณ์ของหญิงไทยได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่หญิงไทยในไทยเท่านั้น ยังบ่งบอกความเก่งของหญิงไทยที่โตไกลในระดับสากลได้ด้วย” เขาอมยิ้มพลางเล่าเรื่องอย่างสนุกสนานส่อแววภูมิใจ กลบความเครียดและความกดดันที่ต้องสร้างสรรค์งานภายใต้ระยะเวลาเพียง 7 วันไปได้อย่างแนบเนียน

04 “งานศิลปะที่ดีจะต้องออกมาเมื่อสังคมต้องการ”

“ผมอยากเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่เอาใจใส่ลูกค้าด้วยสองมือของเราไปเรื่อยๆ”

ศรัณญเล่าจุดหมายปลายทางที่วาดไว้ในเวลาข้างหน้าด้วยแววตาและน้ำเสียงมุ่งมั่นขันแข็ง

เขาเชื่อว่างานศิลปะไม่มีกำหนดเวลา แต่งานศิลปะที่ดีจะต้องออกมาเมื่อสังคมต้องการ เพื่อตั้งคำถามหรือตอบคำถามสิ่งที่เกิดขึ้น

“ในอนาคตเราจะไม่พูดแค่เรื่องผู้หญิงอย่างเดียว แต่จะขยายไปพูดเรื่องความหลากหลายทางเพศ และการยอมรับกันและกันในสังคมด้วย เพราะเราเชื่อว่าเพศหญิง ในฐานะผู้ให้กำเนิด บางครั้งอาจไม่ได้หมายถึงการให้กำเนิดลูกอย่างเดียว แต่เป็นการให้กำเนิดความหลากหลายอันงดงาม ซึ่งเป็นธรรมชาติและสาระของโลกใบนี้” 

นักออกแบบศิลปะกล่าวทิ้งท้าย

5 คำแนะนำสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่จากจิวเวลรี่ดีไซเนอร์รุ่นพี่

01 ให้ความสำคัญแก่อดีต

“อดีตนั้นสำคัญ งานศิลปะทุกยุคทุกสมัยมีบริบทและหน้าที่ของตัวเอง ถ้าเราศึกษาและเข้าใจที่ไปที่มา จะทำให้รู้ว่าปัจจุบันควรเดินไปในทิศทางไหนอย่างไร เพราะทุกอย่างคือการสั่งสมประสบการณ์ และประสบการณ์คือสิ่งจำเป็นสำหรับดีไซเนอร์”

02 ให้ความสำคัญแก่ปัจจุบัน

“ปัจจุบันคือบริบทแวดล้อมที่เราจะทำงานศิลปะหรืองานออกแบบมารองรับ อย่างในช่วงโรคระบาด จิวเวลรี่อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตเลย มันไม่ได้มีหน้าที่บอกฐานะ ศักดินา หรืออีโก้ของคนอีกแล้ว แต่มันมีหน้าที่ปลอบประโลมจิตใจและบำบัดความเครียด ความอ่อนล้า คุณจะทำงานแบบไหนออกมา มันคือเรื่องของปัจจุบันโดยตรง”

03 ให้ความสำคัญแก่อนาคต

“เรากะเกณฑ์อนาคตไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำได้แค่ดูอดีตและปัจจุบันเพื่อเดา แต่นี่แหละคือความสนุกที่ทุกแบรนด์จะมองเทรนด์ล่วงหน้า เราอาจไม่เชื่อวิธีการทำการตลาดหรือเทคนิคการผลิตแบบเดิมก็ได้ ตัววัดอย่างเดียวคืออนาคต เพียงแค่ต้องปรับตัวและทำทุกอย่างเพื่อให้เดินไปต่อได้และเจ็บน้อยที่สุดเท่านั้น”

04 ต้องรู้จักตัวเอง

“บางครั้งเราอาจหลงไปกับธุรกิจหรือความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน แต่อย่าลืมมองว่าทางที่จะเดินไปนั้นเป็นตัวเราหรือเปล่า ถ้าจะเปลี่ยน ต้องฉลาดที่จะเปลี่ยน อย่าตื่นเต้นกับความหวือหวา โดยลืมเคารพความเป็นตัวเอง”

05 ทำให้โลกทุกวันนี้น่าอยู่ขึ้น

“สุดท้าย นักออกแบบหรือนักสร้างสรรค์งานศิลปะมักโดนถามว่ามีหน้าที่อะไร ผมคิดว่าเรามีหน้าที่ทำให้โลกทุกวันนี้น่าอยู่มากขึ้น ทำให้คนซึ่งมามีส่วนร่วมกับแบรนด์เราได้มีทัศนคติแง่บวกและมีแรงใช้ชีวิตต่อไปได้ มองเห็นโอกาสและแสงสว่างในวันพรุ่งนี้ ซึ่งความจริง ก็คือวันนี้แหละ”

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี อาจเป็นที่รู้จักในนามสะใภ้หวั่งหลีผู้อยู่เบื้องหลังการแปลงโฉม ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ท่าเรือกลไฟโบราณของตระกูลหวั่งหลี เป็นพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ‘ล้ง 1919’ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาตั้งแต่แรกเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชน ทั้งเพราะคงเสน่ห์งานศิลปะจีนได้อย่างน่าประทับใจ และมีจุดประสงค์การใช้งานอันน่าชื่นชม

พาไปรู้จักเธอมากขึ้นอีกสักหน่อย 

คุณเปี๊ยะคือผู้คร่ำหวอดในวงการอินทีเรียร์ดีไซน์มากว่า 40 ปี เป็นแม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior บริษัทออกแบบภายในไซส์เบิ้มที่เจนเกมและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ในไทย มีรางวัลระดับนานาชาติและความไว้วางใจจากบริษัทเครือใหญ่ๆ ทั้งไทยและเทศมากมายเป็นเครื่องการันตี

ในโอกาสที่ได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Award ประจำปี 2021 เราจึงขอนัดหมายพูดคุยกับเธอถึงเส้นทางชีวิต แนวคิดในการทำงาน และประวัติศาสตร์วงการออกแบบฉบับกระชับ ตั้งแต่ยุคที่มัณฑนากรไม่มีปากมีเสียงในทีม สู่วันที่เธอเชื่อว่า “อาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน”

อินทีเรียร์ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ย้ำกับเรา 2 เรื่องตั้งแต่ต้นบทสนทนา

เรื่องแรก แม้รูปคำของบริษัท ‘PIA Interior’ จะถอดตามชื่อเล่น ‘เปี๊ยะ’ ในภาษาอังกฤษเป๊ะๆ แต่เธอกลับยืนกรานให้อ่านว่า ‘พี-ไอ-เอ อินทีเรียร์’ ซึ่งย่อจากชื่อเต็ม P INTERIOR AND ASSOCIATE COMPANY LIMITED

ด้วยองค์กรนี้ประกอบไปด้วยองคาพยพมากมาย เธอเป็นเพียงกลไกชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นทำให้ PIA Interior เป็นบริษัทออกแบบภายในที่จงใจไม่มีลวดลายเชิงดีไซน์เฉพาะตัว เป็นเหมือนน้ำที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุได้อย่างไร้กระบวนท่า ส่วนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทคือ ‘วัฒนธรรมการทำงาน’ ต่างหาก

เรื่องที่สอง เธอบอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด ไม่ได้ครอบครองวิชาลับในเชิงออกแบบ แต่ความเป็นเป็ดซึ่งเดินได้ไม่คล่องแคล่ว ว่ายน้ำได้ไม่เชี่ยวชาญ และบินได้ไม่สูงนี้เอง ทำให้เธอกลายมาเป็นมัณฑนากรผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย พา PIA Interior มายืนอยู่แถวหน้าในวงการตกแต่งภายในได้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

คุณเปี๊ยะถ่ายถอดตัวตนแบบเป็ดของเธอสู่ PIA Interior อย่างแนบเนียน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนใครได้อย่างไร

เรื่องเล่าต่อไปนี้จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

01 “อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย”

“อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นลูกไล่เขาด้วยซ้ำไป”

คุณเปี๊ยะเกริ่นถึงบรรยากาศแวดวงวิชาชีพสมัยเพิ่งเป็นมัณฑนากรป้ายแดง หลังเรียนจบด้านออกแบบภายในจาก Inchbald School of Design ประเทศอังกฤษ

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป 40 กว่าปีก่อน ตอนนั้นงานอินทีเรียร์ดีไซน์ยังไม่เข้าครองพื้นที่ในใจผู้คนมากนัก จำนวนผู้เล่นก็ไม่ได้เหลือประมาณจนล้นตลาด ประกอบกับโชคดีที่มีญาติพี่น้องกระจายตัวอยู่ตามห้างร้านองค์กรต่างๆ มัณฑนากรคนเก่งจึงได้โอกาสโชว์ฝีมือ แผ้วทางเดินให้เรียบเตียน และหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวได้ไม่ยาก

เริ่มต้นลับเขี้ยวเล็บจากงานเล็กๆ อย่างออกแบบร้านกาแฟ ร้านอาหาร แก่กล้าเพียงพอจึงขันอาสาตกแต่งห้องประชุมสำนักงานใหญ่ ให้กับ คุณบัญชา ล่ำซำ อดีตหัวเรือใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย

“ครั้งหนึ่งดิฉันทำห้องประชุมทั้งชั้นใกล้เสร็จแล้ว เกิดกังวลว่าเรียบง่ายเกินไปเพราะเป็นสีเดียวกันหมด ซึ่งก็ควรเป็นแบบนั้น จะได้ไม่รบกวนสายตาและไปทิศทางเดียวกัน แต่เนื่องจากตอนนั้นยังวิทยายุทธยังไม่แก่กล้า จึงตระหนก กลัวโดนตำหนิว่าทำงานน้อย เลยตัดสินใจเพิ่มสีสันให้แตกต่างกัน แต่เมื่อย้อนไปดู กลับทำให้คิดได้ว่าเรายังอ่อนหัดนัก นี่สอนให้รู้ว่าประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เราเดินและอยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง

“สิ่งสำคัญคือการที่ต้องเข้าใจโจทย์ให้ถ่องแท้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องยอมรับก่อนว่าไม่รู้ แล้วขวนขวายหามา ไม่อายที่จะถามเพื่อให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง

“สำคัญยิ่งกว่าการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การที่เอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม ทำให้ความวุ่นวายไม่จบสิ้น ดีไซเนอร์ต้องไม่ทำให้อะไรให้ซับซ้อน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”

ซีอีโอรุ่นเก๋าเล่าบทเรียนสนุกๆ ในวัยกำลังหัดเดินอย่างฉะฉาน พร้อมกำชับถึงความเชื่อตัวเองที่ยังยึดถือมาถึงปัจจุบัน ก่อนเฉลยอย่างภูมิใจว่า ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีนั้นทำให้เธอมองตัวเองเป็น ‘เป็ด’

“ดิฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นเป็ด เพราะไม่ได้เก่งทุกอย่าง การเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีแต่คนเก่งมาร่วมงานด้วย เราต้องไม่มีอัตตา ใจกว้างเพียงพอที่จะยอมรับความเห็นผู้อื่น รับความแตกต่างทุกแง่มุม มองเห็นสิ่งรอบตัวได้รอบด้านขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น จากแต่ก่อนที่ดุมากจนลูกชายบอกว่า ตุ๊กตุ๊กหน้าปากซอยยังกลัวเลย” พวกเราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน ก่อนเธอจะเสริมต่อว่า

“เป็นเป็ดแบบนี้แหละดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด ขอเป็นคนธรรมดาที่มองภาพรวมออก และแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปสู่ความสำเร็จได้ทุกขั้นตอนดีกว่า”

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

02 จาก ‘เป็ด’ สู่ ‘PIA’

เส้นทางอาชีพของคุณเปี๊ยะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อเปิดบริษัท P49DESIGN AND ASSOCIATES ร่วมกับเพื่อนมัณฑนากรมากฝีมือ เป้า-วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ก่อนก่อตั้ง PIA Interior ของตัวเองใน ค.ศ. 1999 

แม้ว่าตามชื่อจะยังมีตัวตนของดิฉันอยู่ แต่องค์กรนี้ไม่ได้เป็นของดิฉันคนเดียว พาร์ตเนอร์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของ PIA ลูกค้าจึงไม่ได้เข้ามาเพราะชื่อดิฉัน ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเจอดิฉันเท่านั้น แต่เข้ามาเพราะความเป็น PIA ต่างหาก

“PIA เป็นเหมือนโรงพยาบาลซึ่งมีหมอผู้เชี่ยวชาญต่างแขนงกันไป กระจายงานออกไปสู่พาร์ตเนอร์แต่ละคนตามความเหมาะสม แต่ละทีมมีความเก่งเฉพาะตัว ทั้งทีมออกแบบโรงแรมที่พักระดับหกดาว อย่าง The Ritz-Carlton หรือ Hyatt ทีมทำงานระดับสี่ดาวอย่าง Courtyard by Marriott หรือ Novotel หรือทีมดูแลงานองค์กร คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล หากอยากได้แบบเทิร์นคีย์รวดเร็วก็เป็นทีมหนึ่ง ไม่ได้ใช้อินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเดียวทำทุกอย่าง”

หัวใจอย่างหนึ่งขององค์กรใหญ่เช่น PIA Interior คือการบาลานซ์สัดส่วนผลงานด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนและรอบด้าน ตั้งแต่โรงแรมที่พัก โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย บริษัทหน่วยงานและสถาบันการเงิน จนถึงร้านอาหาร บาร์ และหอศิลป์ 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

อย่างโรงแรมห้าดาว Trident Gurgoan ที่เมืองคุรุคราม ประเทศอินเดีย เป็นงานต่างประเทศที่ PIA Interior ได้ประสานพลังกับสถาปนิกคนเก่ง เล็ก-เมธา บุนนาค แห่ง Bunnag Architects และภูมิสถาปนิก ปุ้ย-วรรณพร พรประภา จาก P Landscape คุณเปี๊ยะบอกว่าโปรเจกต์นี้ให้ประสบการณ์ครั้งสำคัญทั้งในเชิงการออกแบบและทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม เปิดประตูแห่งโอกาสให้บริษัทเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

แต่หากพูดถึง PIA Interior ไม่พ้นต้องเอ่ยถึงโปรเจกต์สร้างชื่ออย่างพื้นที่ริมเจ้าพระยายอดฮิต-ล้ง1919 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

“เรายึดหลักการบูรณะเชิงอนุรักษ์ รักษาสถาปัตยกรรมให้งดงามตามจริงอย่างประณีต ระมัดระวัง และเคารพสถานที่ ส่วนภายในก็เปลี่ยนไปตามบริบทการใช้งานปัจจุบัน ต้องการคงสภาพให้อาคารเก่าเหล่านี้เป็นหมุดเวลาในประวัติศาสตร์ และบอกเล่าอดีตให้คนรุ่นใหม่ทราบที่มาและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ” แรงบันดาลใจเดินทางออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมกับแนวคิดในการอนุรักษ์ แววตาส่อประกายภาคภูมิจนเจ้าตัวเก็บไว้ไม่อยู่

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

วิถีการบริหารของเธอคล้ายกับการจำลองตัวตนแบบเป็ดของเธอที่มีความถนัดหลากหลาย ลงไปสู่องค์กรอย่างแนบเนียน แต่ PIA คงไม่ใช่เป็ดที่ ‘พอจะทำอะไรๆ ได้บ้าง’ อย่างที่คิด ทว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีพาร์ตเนอร์คอยเป็นแขนขา ขันอาสาทำงานที่ถนัด โดยมีคุณเปี๊ยะคอยคุมทิศคุมหางเสือเรืออยู่ไม่ห่าง ให้ทีมได้เต้นระบำไปกับงานออกแบบอย่างอย่างสนุกสนานเต็มความสามารถ

03 No Problem!

“เราไม่หยุดยืนกับที่เพื่อมีสไตล์ของตัวเอง เพราะความชอบของลูกค้ามีหลากหลาย ลางเนื้อชอบลางยา เหมือนคำพูดว่า ‘Beauty is in the eyes of the beholder.’ แต่อยากให้ขึ้นชื่อว่า ทำกับ PIA แล้วจะไม่มีปัญหา” คุณเปี๊ยะอธิบายฉะฉานเมื่อเราถามถึงลายเส้นเอกลักษณ์ขององค์กรพี่ใหญ่ซึ่งมีรยางค์มากมาย

“Commitment คือหัวใจในการทำงานของ PIA” เธอเฉลยกุญแจดอกสำคัญ

“โครงการแต่ละโครงการกินเวลาไม่น้อย สามปีบ้าง ห้าปีบ้าง บางครั้งยาวถึงแปดปี แต่เราไม่เคยทิ้ง งานอินทีเรียร์ไม่ใช่เพียงออกแบบสวยๆ แล้วจบ เราต้องเป็นตัวกลางที่มั่นคงเพื่อเชื่อมคนอื่นๆ เข้าด้วยกัน ให้เขาเชื่อมันได้ว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอเพื่อช่วยเหลือ ปัญหาเกิดจากใครไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปหา แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น

“อีกอย่างที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากคือคุณธรรม เราถือเป็นกฎเหล็กเลยว่าไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เป็นอันขาด เพราะเมื่อไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้”

ลายเซ็นของ PIA จึงไม่ใช่เอกลักษณ์ในเชิงการออกแบบอย่างที่ใครๆ ต่างพยายามสร้างขึ้นหรือตามหา แต่เป็นวัฒนธรรมและความเชื่อในการทำงานอันแข็งแกร่ง ซึ่งคนในองค์กรยึดถือเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

“การหาลูกค้าใหม่ไม่ยาก แต่ความสำเร็จของ PIA อยู่ตรงที่เราเก็บลูกค้าเก่าไว้ได้ มืออาชีพเขาจะรู้ว่า การแต่งให้ออกมาสวยงามนั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ระหว่างทางนั้นคือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหากขาดประสบการณ์ ดิฉันจึงเน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก ให้โครงการแล้วเสร็จลุล่วงไปด้วยดี”

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

04 “นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป”

“สมัยนี้ งานออกแบบภายในสำคัญมาก ถึงขนาดขอสถาปนิกแก้ไขพื้นที่ได้เลย หากอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คิดว่าดีกว่า เพราะเราคือคนสร้างความสุขแก่ผู้ใช้สถานที่นั้นจริงๆ”

จากวันวานที่มีหน้าที่เพียงเลือกลายวอลเปเปอร์และกลอนประตู คุณเปี๊ยะพาเรากลับมาสู่บทบาทนักออกแบบภายในยุคปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่ออกแบบให้สวยงาม แต่เราต้องสร้างประสบการณ์เพื่อดึงผู้ใช้งานให้กลับมาอีก จึงกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วว่า อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ต้องเข้าร่วมทีมก่อสร้างตั้งแต่วันแรกเสมอ ถึงขั้นบอกความต้องการกับสถาปนิกได้ เช่น ตรงส่วนล็อบบี้ขอความสูงอย่าต่ำกว่าแปดเมตร ขอเจาะตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จากแต่ก่อนนี่อยู่หางแถว สิ่งเหล่านี้เราแนะนำไม่ได้เลย

“แต่นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป” เราเลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้น ชวนคู่สนทนาให้อธิบายต่อไป

“จริงอยู่ที่มัณฑนากรมีหน้าที่ให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ห้ามยัดเยียดความคิดเราลงไป แต่หากลูกค้ายังไม่ชัดเจนในแนวทางที่อยากได้ เราก็ควรเป็นผู้นำเสนอ และต้องไม่กลัวที่จะบอกว่าผิดหากแนวทางของลูกค้านั้นไม่ใช่” 

หญิงเก่งตรงข้ามปรับโทนเสียงประโยคสุดท้ายเพื่อปาดไฮไลต์เน้นความสำคัญ ก่อนพูดต่อ

“ถ้ามัวแต่กลัวจะไม่ได้งานจนไม่กล้าถามหรือเสนอแนะลูกค้า ก็จะออกแบบผิดด้วยการตีความผิดๆ เหมือนติดกระดุมเสื้อผิดตั้งแต่เม็ดแรก กระดุมเม็ดต่อไปก็จะผิดเรื่อยๆ เราต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าให้ได้ ห้ามโลเล เขามาหาเราเพราะต้องการความช่วยเหลือ เหมือนไปหาหมอก็ต้องเชื่อหมอ ประสบการณ์จะสอนให้ฟังและพิจารณาได้เองว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า”

ผลจากการวางตัวดีมีความมั่นใจคือเป็นที่น่าเชื่อถือ ผลจากการเป็นที่น่าเชื่อถือคือดีไซเนอร์กล้าสร้างสรรค์งานโดยไม่คิดคำนึงว่าลูกค้าคือพระเจ้า พร้อมชี้ข้อบกพร่องออกไปอย่างห้าวหาญ

“บางคนเป็นอาร์ทิสต์มาก ใส่อะไรก็ได้ไปหาลูกค้า แต่ดิฉันสอนเด็กเสมอว่า สินค้าเหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งแต่งตัวเรียบร้อยมาขาย อีกคนปล่อยชายเสื้อหัวยุ่งฟู คุณจะซื้อของจากคนไหน การนำเสนอตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องมั่นใจ พูดจาถูกกาลเทศะ พอสร้างความมั่นใจให้ได้แต่แรก เขาก็จะเชื่อที่เราแนะนำ” กลเม็ดเด็ดพรายข้อนี้ยังใช้การได้ดีเสมอ 

แม้ในวัยใกล้ 70 เป็ดอย่างคุณเปี๊ยะจะไม่ได้ลงไปลุยงานทุกโปรเจกต์เช่นวันวาน คอยนั่งเก้าอี้บริหารงานอยู่ไกลๆ แต่นั่นเปิดที่ว่างให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้อาศัยร่มไทรใบบังของ PIA Interior ได้แสดงฝีไม้ลายมือและเติบโตตามวิถีแห่งตน

มัณฑนากรชั้นเซียนใช้ประสบการณ์หลายสิบปีถ่ายทอดกระบวนการคิด กลวิธีในการบริหาร และภาพกว้างของอาชีพอินทีเรียร์ดีไซน์ได้ครบถ้วนกระบวนความ

“ดิฉันเชื่อว่าเราควรเขยิบออกมาบ้างและบริษัทก็ควรจะเติบโตขึ้น เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้มีเส้นทางอาชีพ เหมือนเราวางทางเดินให้เด็กกับรุ่นใหม่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าอยู่แค่นี้แล้วทำได้แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ได้มองอนาคตไกลเกินไป เติบโตไปอย่างช้าๆ และมั่นคงดีกว่า อย่าตั้งความหวังมากเกินไป จะทำให้ผิดหวังได้” เธอทิ้งท้าย 

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

หัวเรือใหญ่แห่ง PIA Interior แบไต๋ 5 เคล็ดลับสำหรับมัณฑนากรรุ่นน้องให้เติบใหญ่อย่างมืออาชีพ

01 อัตตา (Ego)

“การยึดมั่นและถือตนเองเป็นใหญ่ที่เรียกว่า ‘อัตตา’ นั้น เป็นกับดักในการมองเห็นที่สำคัญ เราควรลดหรือละอัตตาลง ฝึกให้ใจกว้างยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่างจากเรา แล้วนำมาคัดกรองเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี”

02 ความมุ่งมั่น (Commitment)

“การทุ่มเทมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ทำให้เราสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเราได้ในทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสก้าวหน้าสู่ความสำเร็จ”

03 การนำเสนอตัวเอง

“ภาพลักษณ์เปรียบเสมือนด่านแรก เราต้องนำเสนอตัวเองจากบุคลิกที่น่าเชื่อถือ วางตัวเหมาะสม รวมถึงทักษะในการสื่อสารทั้งด้วยคำพูดและภาษากาย เพื่อสร้างความสนใจ ความมั่นใจ และความไว้วางใจให้ลูกค้าและทุกฝ่าย”

04 ความซื่อสัตย์สุจริต 

“จรรยาบรรณพื้นฐานในทุกวิชาชีพคือความซื่อสัตย์สุจริต การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เป็นมืออาชีพที่รับผิดชอบงานได้ดี ความสุจริตด้วยการไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เพราะหากไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้” 

05 เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก

“ปัญหาเกิดจากใครไม่สำคัญ แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องยุติปัญหาด้วยเหตุผล ห้ามใช้อารมณ์หรือความเห็นเฉพาะตัว”

ขอบคุณภาพผลงานจาก PIA Interior

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load