สานสาด เป็นภาษาท้องถิ่นใต้ หมายถึงการสานเสื่อ

SarnSard เป็นแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์น้องใหม่ที่สานต่อหัตถกรรมจักสานเตยปาหนัน จังหวัดตรัง ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมทางศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กุ๊กไก่-มนัสนันท์ ทวีวรสุวรรณ (Art Director) เป็ด-วิศรุต ทวีวรสุวรรณ (Product Designer) และช่างฝีมือชาวมุสลิมกว่า 40 คนในชุมชน

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

เป็นเวลาหนึ่งปีในการลงพื้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เพื่อจุดหมายที่อยากพางานคราฟต์แดนใต้และเตยปาหนัน พืชกอใหญ่ริมทะเลที่ซ่อนความงามภายใต้หนามแหลมคม ออกเดินทางทำความรู้จักผู้คนทั่วประเทศ ผ่านการออกแบบร่วมสมัย เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ทว่ายังคงธรรมชาติดั้งเดิมของงานหัตถกรรมโบราณ

ด้วยความพยายามอันดีทำให้ SarnSard น่าจับตามอง จนถูกเลือกให้เป็นหนึ่งใน Young Thai Designers ของ Talent Thai & Designers’room 2019 และผลงานสะดุดตาจนดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสชวนให้นำเตยปาหนันมาเป็นส่วนหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ใน Mahanakhon Bangkok SkyBar บนยอดตึกสูงระฟ้ากลางกรุงเทพฯ 

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ
SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

หัวใจสำคัญของ SarnSard คือการทำให้ช่างสานกลับมาเห็นคุณค่าและเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ สำหรับเรา สิ่งที่พวกเขากำลังทำและกำลังจะทำ คงมีเหตุผลมากพอให้นั่งลงสนทนากับเขาและเธอ

สานสาด

เป็ด เป็นดีไซน์เนอร์ ส่วนกุ๊กไก่ เป็นผู้กำกับดีไซเนอร์อีกที เธอมีความชอบและสนใจด้านศิลปะ หัตถกรรมไทย เป็นทุนเดิม ที่สำคัญครอบครัวเธอเป็นคนตรัง ทั้งสองคนสารภาพว่าไม่เคยรู้จัก ‘เตยปาหนัน’ มาก่อน เพิ่งเคยสัมผัสและเป็นเจ้าของก็ตอนเดินเที่ยวงานที่สวนลุมพินี ประจวบกับ จันทร์เพ็ญ ปูเงิน ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรดุหุนสามัคคี จังหวัดตรัง ทายาทรุ่น 4 ของครอบครัวจักสานเตยปาหนันมาออกร้านขายผลิตภัณฑ์จักสานชุมชนพอดี

หลังจากใช้กระเป๋าเตยปาหนันมาหนึ่งปี กุ๊กไก่ติดใจงานสานจากแดนใต้และคุณสมบัติของเตยปาหนัน ไร้เสี้ยน เนื้อสัมผัสนุ่ม และผิวเงางาม จนทำให้เธอจับมือชวนเป็ดออกเดินทางค้นหาพืชมีหนามริมทะเลถึงบ้านเกิด

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

“เริ่มจากความชอบ เราเลยชวนเป็ดลงไปเซอร์เวย์ ที่นั่นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชาวบ้านมีดวงตาเป็นประกาย เขาอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้หมู่บ้านเจริญขึ้นมา เราเริ่มจากขอเขาศึกษาดูงานก่อน และได้เห็นว่าผลิตภัณฑ์เขาสวยมาก ตอนแรกคิดจะซื้อมาขายไปดีมั้ย แต่พอพูดคุยกับช่างสานแต่ละบ้าน ได้เห็นว่าเขามีอะไรบ้างที่น่าสนใจ 

“ประมาณหนึ่งปีที่เราลงไปอยู่กับชุมชน ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยากเป็นแค่คนซื้อมาแล้วขายไป เราอยากทำอะไรบางอย่างที่พัฒนาไปด้วยกันกับเขาได้ นั่นเป็นจุดหักความคิดของเราเลย” เธอเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้น

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

“ตอนนั้นชุมชนเขามีโครงการท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีพอดี ชาวบ้านก็มานั่งล้อมวงกินข้าวกัน มีคนจากหน่วยงานรัฐมาอธิบายกิจกรรมให้ฟัง เราเป็นใครไม่รู้สองคนไปนั่งกินข้าวกับเขา เราได้เห็นวิถีชีวิต ได้เห็นความอบอุ่น เรารู้สึกทันทีว่าตรงนั้นมันจริงมาก เราน่าจะใช้บทบาทดีไซเนอร์ของตัวเองทำอะไรให้กับที่นี่ได้” เป็ดอธิบายเสริม

สานศาสตร์

จากการลงพื้นที่ศึกษาข้อมูล เจ้าของแบรนด์เล่าให้ฟังว่า เจ้าต้นเตยปาหนันมักขึ้นเองตามธรรมชาติบริเวณริมทะเลและป่าโกงกาง ลักษณะใบเรียวยาวสีเขียว มีหนาม 3 ด้าน ด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลัง ส่วนจักสานเตยปาหนันมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากเกือบร้อยปี เป็นหัตถกรรมจักสานที่ผูกพันกับวัฒนธรรมของอิสลาม

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ
SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

ส่วนวิธีการแปลงเตยปาหนันมาเป็นตอกสำหรับสานก็ไม่ง่าย ต้องเก็บใบเตยปาหนันมาลนไฟ ริดหนามทั้ง 3 ด้านของใบออกให้หมด จากนั้นใช้เล็บแมว อุปกรณ์ภูมิปัญญาประดิษฐ์ ลักษณะคล้ายคัตเตอร์ 3 ใบต่อด้ามไม้ เอามากรีดเตยปาหนันให้เป็นตอก ขนาดตอกจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับความห่างของใบมีด ใช้ด้ามไม้อีกฝั่งของเล็บแมวนวดเส้นตอกให้นิ่ม คลายความแข็ง เอาตอกแช่น้ำให้เน่าประมาณ 2 คืน เพื่อให้จุลินทรีย์พาสีเขียวออกให้หมด 

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ
SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

จากนั้นตากให้แห้ง ถ้าใช้สีธรรมชาตินำไปสานได้เลย ถ้าอยากให้สะดุดตา ย้อมสีสันได้ตามใจชอบ 

“ขั้นตอนนี้แสดงถึงความมานะของคนสานเหมือนกันนะ เขาจะพยายามหาเตยเส้นที่ดีได้หรือเปล่า กฎหลักคือเตยต้องไม่อ่อน ไม่แก่ ถ้าได้ต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์ เตยจะแข็งแรง เหนียว ใบยาว ความหนาชัดเจน” กุ๊กไก่เล่า

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

ช่างสานส่วนมากเป็นผู้หญิง สมัยก่อนนิยมสานเสื่อเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น คู่บ่าวสาวปูเสื่อเพื่อรับขันหมากตามพิธีของศาสนาอิสลาม รองศพบนเสื่อก่อนนำไปฝัง รองนั่งตอนละหมาด สานเป็นกระเชอ ใส่ข้าวเปลือก ขมุกยา กล่องทรงเกือบเหลี่ยมพร้อมฝาปิดใส่ยาเส้น และสานเป็นกระปุกเก็บของ

“ความจริงมันเป็นวัฒนธรรมของอินโดนีเซียอีกทีหนึ่ง เป็นการแลกกันกับผ้าปาเต๊ะของเรา เขาเอาผ้าปาเต๊ะไป แล้วเอาวิธีการสานเตยปาหนันมาแลก ซึ่งมันตอบโจทย์ชาวมุสลิม เพราะเขาอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ต้นเตยก็ขึ้นอยู่ริมทะเล หลายอย่างมันมีที่มาที่ไปของมัน ลงล็อกมาก” เป็ดเล่าข้อมูลที่ได้จากการลงพูดพื้นที่พูดคุยกับช่างสาน

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

ด้วยความคลุกคลีกับช่างสาน เธอและเขาสนิทกับยายเกียะ ช่างสานเตยรุ่นเก๋าระดับชำนาญการ ยายเกียะพาทัวร์หมู่บ้านที่ทำจักสานเตยปาหนันแวะเยือนตามบ้าน พาไปดูงานสานยุคเก่าที่ยังใช้ได้ดีในปัจจุบัน มีทั้งกระบุง กระจาด อายุอานาม 20 ปีขึ้นทุกชิ้น ไม่มีมอดกัด ไม่มีแมลงกัด เว้นแต่เจ้าหนูอาจจะกัด ความพิเศษของจักสานเตยยุคเก่าคือลายสานโบราณ ปัจจุบันไม่สานกันแล้ว เพราะทำยาก ไม่ทันกินทันใช้ และคนที่สานลายนี้ได้มีน้อย

“เราเจอว่าทำไมงานโบราณถึงน่าสนใจ เพราะเขาสานสองรอบ มันเพิ่มความแข็งแรง ถ้าดูจะเห็นว่าลายข้างนอกกับลายข้างในจะไม่เหมือนกัน เราเลยลองมาแกะลายกับพี่จันทร์เพ็ญ กว่าจะสานกันได้ปาไปเป็นอาทิตย์ และเราค่อนข้างทึ่งกับวิธีการสานสมัยก่อน เลยอยากอนุรักษ์ลายพวกนี้เอาไว้” เธอเล่าพลางเดินไปหยิบกระปุกขนาดพอเหมาะมือมาให้เราดู “อันนี้ยายเกียะให้มาเป็นของขวัญ อายุยี่สิบกว่าปีแล้ว” เราลองสัมผัส ผิวเตยยังคงนิ่ม ลายสานแน่นแข็งแรง ยิ่งผ่านกาลเวลา ยิ่งขับเน้นให้เห็นความสวยงามจากธรรมชาติเด่นชัดขึ้นมาทันตา

SarnSard 

“เราเริ่มจากการลองผิดลองถูก ทดลองหาความเป็นไปได้ในการต่อยอด ลายโบราณหายไปแล้ว เราขอให้เขาช่วยแกะลายให้ เหมือนเราเอาสูตรนั้นมาขยายต่อ มาเล่นสีสัน ดูว่าประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้บ้าง”

ลายดอกจัน ลายโบราณที่พวกเขาฟื้นมันกลับขึ้นมาอีกครั้ง เป็นลายที่ทำให้คนจำได้ว่านี่คือ SarnSard 

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

“ช่างสานที่สานลายนี้ได้มีแค่สี่คน เพิ่มขึ้นทีละคนเราก็ดีใจมากแล้ว มันท้าทายมากว่าเขาจะลองเปิดใจสานลายที่เขาร้างมือไปนานมากแล้วหรือเปล่า บางคนไม่เคยสานลายนี้ด้วยซ้ำ เคยเห็นแต่รุ่นยายทำ” เป็ดเล่า

ลายมิติ (ดอกจัน) ในเส้นทางของแบรนด์จักสานเตยปาหนันน้องใหม่ ถูกแปลงโฉมให้เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน อาทิ กระเป๋าคลัช กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย สายคล้องกล้อง สายคล้องแว่นตา และแผ่นรองคอมพิวเตอร์ (Desk Mat) ความเก๋ไก๋สะดุดตาเราขอยกให้สีสัน คู่สีสวยจนต้องยกนิ้วให้คะแนนเต็มสิบ ดีไซเนอร์กำหนดชุดสีเอาไว้ 6 ชุดสี เป็นสีที่ได้จากอารมณ์ ความรู้สึก และแรงบันดาลใจ ขณะทำงานกับชุมชนที่ตรัง

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ
SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ
SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

“อย่างสียอแสง มาจากพระอาทิตย์กำลังตกดิน สีจินต มาจากจินตนาการ สีแต่ละสีมันเกิดจากตอนที่เราอยู่ที่นั่น อันนี้สีหรรษา เป็นสีที่พี่จันทร์เพ็ญชอบ เขาบอกว่าพอมีสีเหลืองปุ๊บ มันสนุก สีนี้สานยากที่สุดนะ ปกติการสานเราจะใช้สามสีในการวางเส้น แต่หรรษามีห้าสี มันลายตาก็จริง แต่คนทำเขาสนุก เหมือนท้าทายตัวเขาด้วย

“ด้วยความโชคดี พี่จันทร์เพ็ญมีความเป็นศิลปิน สิ่งที่เขาทำค่อนข้างสวยอยู่แล้ว พอเราบอกเฉดสี ลองวางสี พี่จันทร์เพ็ญทำให้เราเซอร์ไพรส์หลายครั้ง สำหรับเรา เรามองว่ามันสวยนะ สวยด้วยธรรมชาติของมัน” กุ๊กไก่อธิบาย

เอกลักษณ์อีกอย่างของ SarnSard คือการเลือกเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับงานหัตถกรรมจักสาน เป็ดเลือกใช้ 3D Printing ที่เขาถนัดมาช่วยขึ้นรูปและสื่อสารให้แม่ช่างสานเข้าใจและเห็นภาพ ช่วงแรกเขาขึ้นรูปเป็นกระปุกหกเหลี่ยม ตอนขึ้นงานจริงเขาใส่ขอบพลาสติกทรงหกเหลี่ยมลงไปในชิ้นงานด้วย เพื่อกำหนดขอบและรูปทรง

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ
SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

การสานลาย SarnSard จะเลือกตอกใหญ่ เพราะเห็นลายชัดและสวยงาม ชวนสะกดสายตาเสมือนเชิญให้คนอยากเข้ามาสัมผัสและทำความรู้จักเตยปาหนัน เป็นความสวยงามจากธรรมชาติที่แฝงวัฒนธรรมท้องถิ่นไทย-มุสลิม

“เราอยากยกระดับให้ได้มากที่สุดและอยากทำให้คนสานเห็นคุณค่าของเขาให้ได้” กุ๊กไก่เผยหัวใจของการทำ SarnSard ก่อนเป็ดจะเสริมว่า “เราต้องมองหาความแตกต่าง เป็นที่มาว่าทำไมสานสาดต้องเริ่มจากลายโบราณ”

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

สารศาสตร์

“การสื่อสารที่ดีที่สุด คือการใช้ใจ เราจะทำยังไงให้เราซื้อใจเขาได้” เธอยิ้ม

“วิธีแรกเราต้องปลุกใจเขาก่อน เวลาลงชุมชนมักเป็นเวลาเดียวกับที่พี่จันทร์เพ็ญเขาอยากจะเปลี่ยน เขาพูดว่าทำไมขายได้เท่านี้ บางครั้งพ่อค้าคนกลางบีบราคา แต่คนกลางดันมองข้ามว่าเป็นงานสานนะ งานทำมือนะ

“พอเรารู้จุดอ่อนเขา เราบอกเขาว่าต้องเปลี่ยน ต้องทำงานเป็นระบบมากขึ้น เราก็พยายามเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปนะ ต้องทำให้เขาเห็นก่อนว่าเราพาเขาเดินไปด้วยกันกับเราได้ อันดับแรกเขาต้องภูมิใจกับงานฝีมือของเขาก่อน มันโชคดีอย่างหนึ่งตรงเราได้ทำงานกับ King Power หลายคนตกใจทำไมเราไปถึงตรงนั้นได้ แต่มันก็ทำให้เด็กรุ่นใหม่อยากกลับบ้านมาทำงานพวกนี้มากขึ้น” กุ๊กไก่เล่าความตั้งใจที่อยากจะเดินไปพร้อมกัน

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ
SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

“เราพยายามจูงใจเขาจากโปรเจกต์มหานคร (Mahanakhon Bangkok SkyBar) งานโลคอลที่อยู่บนตึกที่สูงที่สุดของประเทศ มันมีศักยภาพไปถึงจุดนั้นได้จริงๆ แล้วคนเลือกงานเราเป็นดีไซเนอร์จากฝรั่งเศสด้วย”

การทำงานกับชุมชนไม่เคยง่าย แต่เราเชื่อว่าความพยายามและความจริงใจที่ออกมาจากเบื้องลึกของเขาและเธอจะทำให้ชุมชนจักสานเตยปาหนัน จังหวัดตรัง สัมผัสสิ่งนั้นได้ และพร้อมก้าวเท้าออกเดินไปพร้อมกันกับ SarnSard

สาน ศาสตร์สานสาด

SarnSard อยากจะเป็นผู้สาน (ต่อ) ศาสตร์สานสาดแบบไหนในอนาคต เราถาม

“หนึ่ง เราอยากทำ Ecotourism ให้คนเข้าใจว่าจักสานเตยปาหนันเป็นงานคราฟต์ประเภทไหน เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมแบบไหน แล้วเขาจะกลับไปบอกเล่าเรื่องราวนี้ได้ยังไง สอง สำคัญมาก เราอยากกระตุ้นคนในชุมชน กระตุ้นเด็กให้หันกลับมาเห็นคุณค่าของภูมิปัญญา เพราะเรารู้ว่าพี่จันทร์เพ็ญทุ่มเทกับสิ่งนี้มาทั้งชีวิต เขาอยากให้มันประสบความสำเร็จ และเราเชื่อว่าสิ่งที่ออกมาจากความภูมิใจของเขา เขาจะทำมันได้ดีที่สุด

“ถ้าเมื่อไหร่เขาเกิดความภูมิใจ เขาจะเกิดความรู้สึกอยากสานต่อ”

สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันและเรามองเห็นจากแววตาของกุ๊กไก่และจันทร์เพ็ญคือนักสู้ ใช่ พวกเธอคือผู้หญิงที่พร้อมจะสานต่อและพาเพื่อนผู้หญิงอีกหลายสิบชีวิตเดินหน้า ด้วยมรดกจากบรรพบุรุษชาวมุสลิมที่มอบไว้ให้

“ภาพที่เราอยากเห็นคือเขาทำสิ่งนี้เป็นกิจวัตร กลับมาเป็นภาพเดิมเหมือนเมื่อก่อน มีลานกว้างแล้วทุกคนมานั่งช่วยกันสานเป็นครอบครัว เพราะสิ่งนี้ขับเคลื่อนชีวิตเขาได้จริงๆ ซึ่งมันย้อนกลับไปว่า เราแค่อยากให้เขาได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่เขาทำ มันเป็นภูมิปัญญาที่เกิดมาพร้อมกับเขา เติบโตมาพร้อมกับเขา แล้วเขาก็มุ่งมั่นที่จะทำมันต่อไปด้วยความเชื่อว่ามันจะทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ส่วนหนึ่งเราก็ภูมิใจที่ปลุกเขา ปลุกหมู่บ้านเขาขึ้นมาอีกครั้ง”

“เรามองถึงความยั่งยืนนะ ชุมชนยั่งยืนบนวิถีของเขา” เป็ดเล่าด้วยแววตามุ่งมั่น

เขาและเธอสบตาเป็นสัญญาณว่าจะพาเตยปาหนันกู่ก้องให้ไกลกว่าตรัง และอนาคตที่ไกลกว่าประเทศไทย

SarnSard แบรนด์คราฟต์แดนใต้ที่เปลี่ยนเตยปาหนันเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ จนคนตรังต้องภูมิใจ

SarnSard

เว็บไซต์ : www.sarnsard.com 

Facebook: SarnSard

ติดต่อ 09 4636 4542

 

 

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ตามปกติเมื่อเช้าวันจันทร์มาถึง ฉันจะลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวแล้วตรงไปที่ทำงานใจกลางเมือง แต่ตอนนี้ฉันกำลังนั่งอยู่กลางอ้อมกอดภูเขาและต้นไม้ ห่างออกไปไม่ไกลมีลำธารใสไหลผ่าน นั่นเพราะที่ทำงานของฉันวันนี้คือ ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน ชุมชนปกาเกอะญอแห่งจังหวัดเชียงราย และงานที่ต้องทำก็ไม่ใช่การนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ แต่คือการลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้เรื่องสินค้าชุมชนแห่งนี้

นั่นคือ ‘น้ำผึ้ง’

ก่อนหน้านี้ถ้าถามว่าน้ำผึ้งคืออะไร ฉันคงตอบว่าคือวัตถุดิบรสหวานซึ่งรสและสีสันต่างกันนิดหน่อยในแต่ละยี่ห้อ แต่ตอนนี้ ฉันคงต้องขอเปลี่ยนคำตอบ เพราะตรงหน้ามีแก้วใสหลายใบ แต่ละใบใส่น้ำผึ้งหลากเฉดสี ที่สำคัญคือเมื่อพี่ๆ ชาวปกาเกอะญอบอกให้ใช้ช้อนคันเล็กลองตักชิม สิ่งที่ลิ้นสัมผัสคือรสชาติหลากหลาย บ้างหวานซ่อนเปรี้ยว บ้างเข้มจัดเกือบขม

นี่คือน้ำผึ้งจากป่าของบ้านห้วยหินลาดในที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้ละเอียดซับซ้อน ชนิดว่าน้ำผึ้งแต่ละขวดของที่นี่อาจมีรสต่างกันโดยสิ้นเชิง และรับรองว่าไม่ใช่แค่รสชาติ เรื่องเบื้องหลังของสินค้าชุมชนแห่งนี้ก็แตกต่างและโดดเด่น

รออะไรอยู่, มาชิมเรื่องราวน้ำผึ้งจากผืนป่าชาวปกาเกอะญอกันเถอะ

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

ชื่อสินค้า: HOSTBEEHIVE
ชื่อชุมชน: ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

รู้จักชุมชน

‘ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน’ เป็นชุมชนปกาเกอะญอที่อยู่อาศัยในพื้นที่บริเวณนี้มานานนับร้อยปี ในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง ชุมชนชนเผ่าแห่งนี้ยังคงเข้มแข็ง มีคนรุ่นใหม่ใส่ใจสืบทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ปัจจุบันชาวชุมชนทั้งยี่สิบกว่าหลังคาเรือนยังคงทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดต่อกันมา รวมถึงดูแลป่าวนเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ที่กินอาณาเขตกว่า 22,000 ไร่ นอกจากทำการเกษตร ชาวบ้านที่นี่ยังมีความรู้เรื่องการเก็บน้ำผึ้งจากรังผึ้งในธรรมชาติด้วย   

รู้จักคนทำ

พ่อหลวงชัยประเสริฐ โพคะ พ่อหลวงคนปัจจุบันของชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน เป็นคนดูแลชาวบ้านและจัดการกระบวนการผลิตน้ำผึ้งของ HOSTBEEHIVE ทั้งหมด

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

จั้มพ์-ณัฐดนัย ตระการศุภกร ชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่ที่เรียนจบคณะนิติศาสตร์ แต่ได้ไปทำงานด้านการตลาดที่กรุงเทพฯ อยู่พักใหญ่ ปัจจุบันนำความรู้ที่มีกลับบ้านเกิดมาทำงานกับชนเผ่าต่างๆ เป็นคนช่วยทำการตลาดให้กับ HOSTBEEHIVE

ทศ-ชัยธวัช จอมติ ชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่จากชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอก ซึ่งเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกับชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน นอกจากบุกเบิกทำแบรนด์กาแฟให้กับชุมชนตัวเอง เขายังมาช่วยเหลือเรื่องการตลาดให้กับ HOSTBEEHIVE ด้วย

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

รู้จักสินค้า

ก่อนหน้าที่ HOSTBEEHIVE จะถือกำเนิด ชาวปกาเกอะญอในชุมชนเก็บน้ำผึ้งตามธรรมชาติและเลี้ยงผึ้งกันอยู่แล้ว แต่เพราะไม่อาจหาตลาดได้ (เวลาไปฝากขายก็โดนกดราคา) ทำให้น้ำผึ้งที่ควรเป็นสินค้าสร้างรายได้กลายเป็นเพียงของแจกยามมีคนนอกแวะเวียนมาดูงาน จนชาวบ้านเริ่มหมดความสนใจในการทำน้ำผึ้ง

ในช่วงนั้นเอง จั้มพ์ได้เข้ามาในบ้านห้วยหินลาดในและพบกับพ่อหลวงชัยประเสริฐ พ่อหลวงอยากส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงผึ้ง เพราะมองว่าการมีผึ้งที่ช่วยผสมเกสรจะช่วยให้ป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์ จึงเล่าปัญหาให้จั้มพ์ฟัง จั้มพ์จึงเสนอให้สร้างแบรนด์ของชุมชนขึ้น โดยจั้มพ์จะลองช่วยหาตลาดและดูแลด้านการตลาดให้

HOSTBEEHIVE เริ่มต้นขึ้นในวันนั้น

จั้มพ์เล่าว่า ต้นทุนในวันแรกของเขาไม่ใช่เงิน แต่คือน้ำผึ้ง 5 ลิตรที่พ่อหลวงให้มา หลังได้น้ำผึ้ง เขาไปหาบรรจุภัณฑ์มาใส่ ชวนเด็กๆ ในชุมชนช่วยกันออกแบบหีบห่อ และทดลองนำไปฝากขายกับร้านคนรู้จัก ขายออนไลน์ รวมถึงออกบูทเพื่อพบปะผู้คน

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

แน่นอนว่าความโดดเด่นแรกที่คนสัมผัสจากน้ำผึ้งที่นี่คือ รสชาติหลากหลายซับซ้อน ซึ่งถ้าได้ฟังจั้มพ์เล่าเบื้องหลังจะยิ่งเห็นความพิเศษ เช่น น้ำผึ้งนี้มาจากผึ้งหลายสายพันธุ์ซึ่งมีพฤติกรรมและขอบเขตการบินต่างกัน (พวกบินสูงอาจได้เกสรคนละแบบกับพวกบินเรี่ยพื้น)  และเกสรที่เก็บก็มาจากผืนป่าหลากหลายแบบ จนเรียกได้ว่าน้ำผึ้งคือสมุดบันทึกเรื่องราวผืนป่าต้นกำเนิด น้ำผึ้งจากป่าเบญจพรรณจะต่างจากป่าดงดิบ และถ้าบริเวณไหนมีไฟป่า ก็อย่าแปลกใจถ้าน้ำผึ้งจากรังแถบนั้นมีกลิ่น smokey หน่อยๆ

เมื่อ HOSTBEEHIVE ถือกำเนิด จั้มพ์จึงนำรสชาติของน้ำผึ้งป่าแท้ๆ นี้มาเป็นจุดขาย มีการให้ลองชิมอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่แค่เพื่อให้คนซื้อเพราะแตกต่าง หากเขาต้องการให้น้ำผึ้งเป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องราวชุมชนบ้านห้วยหินลาดในสู่คนกิน เพราะหนึ่งในเหตุผลหลักที่น้ำผึ้ง HOSTBEEHIVE มีรสหลากหลายขนาดนี้ ก็เพราะชาวปกาเกอะญอช่วยดูแลจัดการป่าทั้งหมดให้อุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณนานาชนิดให้เหล่าผึ้งทุกสายพันธุ์บินเก็บเกสร

เมื่อรสโดดเด่นกระตุ้นให้คนแปลกใจสงสัย พวกเขาก็จะได้ค้นพบ เข้าใจเรื่องราวการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าของชาวปกาเกอะญอแห่งห้วยหินลาดใน

“ผมมองว่าหินลาดในเป็นปกาเกอะญอที่ทำเรื่องไร่หมุนเวียน ป่าวนเกษตร คือเขาดูแลป่ามาตลอดชีวิต แต่ถูกภายนอกมองว่าชาวเขาทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย และโดนฝ่ายต่างๆ เข้ามาในพื้นที่ เช่น จะเข้ามาทำสัมปทาน ชาวบ้านดูแลป่าแล้วยังต้องมาสู้กับเรื่องพวกนี้ เราเลยต้องการเอาเรื่องพวกนี้ให้คนข้างนอก เป็นการให้ความรู้คนข้างนอก เพราะถ้าเกิดไม่มีใครรู้เลย หินลาดในไม่มีเพื่อนเลย อาจโดนอะไรต่างๆ เช่น โดนนายทุนเข้ามาก็ได้” จั้มพ์อธิบาย

นอกจากเชื่อมสัมพันธ์คนทำและคนกิน HOSTBEEHIVE ยังเป็นสินค้าที่มีโมเดลธุรกิจซึ่งช่วยให้ชุมชนอย่างยั่งยืน เพราะกำไรจากน้ำผึ้งแต่ละขวดไม่ใช่แค่กลับสู่ชาวบ้านผู้ผลิต แต่ราว 30 เปอร์เซ็นต์ยังแบ่งไปอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ‘กองทุนละลาย’ หรือกองทุนที่นำไหลไปสู่จุดประสงค์หลากหลายได้เหมือนน้ำ เช่น ทำแนวกันไฟป่า หรือเป็นค่ารักษาเมื่อชาวชุมชนเจ็บป่วย HOSTBEEHIVE จึงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนได้ และจั้มพ์ยังหวังว่า การเกิดขึ้นและอยู่รอดของแบรนด์จะช่วยส่งต่อโมเดลนี้ไปสู่ชุมชนชนเผ่าต่างๆ ได้ด้วย

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

ยิ่งไปกว่านั้น HOSTBEEHIVE ยังถือเป็นน้ำผึ้งที่ได้มาอย่างพยายามเกื้อกูลธรรมชาติ การเลี้ยงผึ้งของที่นี่ตั้งใจเก็บน้ำผึ้งแค่ปีละ 1 ครั้ง (จริงๆ แล้วเก็บได้ 3 – 4 ครั้ง) เพื่อให้ผึ้งได้มีวงจรชีวิตตามธรรมชาติ ไม่ต้องเร่งผลิตน้ำผึ้ง ขณะเดียวกัน เวลาเก็บก็จะมีการแยกตัวอ่อนไว้ในรังใหม่ เป็นการช่วยแพร่พันธุ์เหล่าผึ้งผู้ช่วยผสมเกสรให้ป่าอุดมสมบูรณ์

“พอผมช่วยไปทำเรื่องตลาดในปีแรก คนได้ชิมแล้วเขาก็มาซื้อ กลายเป็นว่าน้ำผึ้งหมดหลังทำไปประมาณ 6 เดือน ยังไม่ถึงหน้าเก็บน้ำผึ้งอีกรอบ เราก็บอกพ่อหลวงว่าน้ำผึ้งหมด มีอีกมั้ย เพราะตอนนี้ตลาดกำลังไปได้แล้ว ต้องมีผลิตผล แต่พ่อหลวงตอบมาคำหนึ่งว่า ธรรมชาติให้เราแค่นี้ ก็ต้องทำแค่นี้แหละ หลังจากนั้นผมเข้าใจเลยว่า เราทำน้ำผึ้งเพื่อต้องการพูดเรื่องของป่า ไม่ใช่ต้องมาเร่งผลิตป้อนอุตสาหกรรม ดังนั้น น้ำผึ้งหินลาดในก็จะมีจำนวนจำกัดทุกปี ซึ่งลูกค้าก็ต้องเข้าใจ เลยเป็นที่มาที่เราโดนเรียกตลอดว่าน้ำผึ้งเอาแต่ใจ (หัวเราะ) เพราะเราไม่อาจทำป้อนโรงงานหรือส่งออกจำนวนเยอะได้” จั้มพ์เล่าถึงสิ่งที่ยึดถือในการผลิตน้ำผึ้ง ซึ่งยังหมายถึงการที่ชุมชนยังผลิตได้ภายใต้วิถีชีวิตแบบเดิมด้วย

ในน้ำหวานสีเหลืองทอง 1 ขวดจาก HOSTBEEHIVE จึงอัดแน่นด้วยเรื่องราวและโอกาสสู่สิ่งที่ดี นับจากวันแรกที่ตั้งต้นก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว และยังวางแผนบินต่อไปในหลากหลายทิศทาง เช่น อาจมีการร่วมมือนำน้ำผึ้งจากชุมชนอื่นมาขายในระยะที่น้ำผึ้งจากห้วยหินลาดในขาดตลาด โดยโปรโมตเป็น Single Origin เหมือนที่นิยมกันอยู่ในแวดวงกาแฟ

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

“ตอนนี้ HOSTBEEHIVE กลายเป็น impact เล็กๆ ที่เราทำให้เกิดขึ้น” จั้มพ์บอก “พอเราเอาน้ำผึ้งออกไป จากที่หินลาดในขายน้ำผึ้งไม่เคยได้ก็ขายหมดทุกปี ชาวบ้านก็เริ่มตื่นตัวกลับเข้ามาร่วมกันทำเรื่องน้ำผึ้ง จากตอนแรกที่มีแค่ผม พ่อหลวง พี่ทศ เพราะชาวบ้านบอกว่ามันทำไม่ได้หรอก แล้วก็มีการขยายพันธุ์ของผึ้งมากขึ้น ทำให้ป่ามีความหลากหลายขึ้น ในส่วนของคนข้างนอก ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้เรื่องราวของหินลาดในถูกเผยแพร่ออกไปเยอะมาก เพราะคนได้ชิมจะต้องเกิดคำถามแน่นอนว่ามันเป็นน้ำผึ้งที่ไหน แล้วพอรู้จักเรื่องของหินลาดในมากขึ้น ก็จะเกิดคำถามว่าชุมชนเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอ เราก็ได้โอกาสทำเวิร์กช็อปที่หมู่บ้าน แล้วคนที่ออกมาหรือคนที่กินเองก็จะบอกต่อ ทำให้เราได้เพื่อน แล้วผมก็คิดว่าหินลาดในเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่บอกว่าคนอยู่กับป่าได้ ทุกวันนี้เราอาจมองว่าคนไปทำลายป่า แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่หินลาดในทำบ่งชี้ได้เลยว่า คนอยู่ร่วมกับป่าได้และจำเป็นต้องมีคนอยู่กับป่าด้วย”

ถ้าพลิกดูข้างขวดน้ำผึ้ง จะเห็นโลโก้ฝีมือเด็กๆ ในชุมชนที่ทำเป็นรูปรังผึ้งซึ่งแท้จริงมาจากรูปต้นไม้ นั่นคือตัวแทนการอยู่ร่วมกันของผู้คนกับผึ้งและผืนป่าใหญ่

คือสิ่งที่พวกเขาอยากส่งไปถึงคุณ

สินค้าแนะนำ: น้ำผึ้งโพรง น้ำผึ้งที่หากินยากในท้องตลาด (ส่วนใหญ่ที่ขายกันคือน้ำผึ้งหลวง) เป็นน้ำผึ้งที่เข้มข้น สีออกดำ เพราะผึ้งชนิดนี้หากินระดับพื้นดิน เกสรที่เก็บมาทำน้ำผึ้งจึงหลากหลายเป็นพิเศษ   
ช่องทางติดต่อ: Facebook l  HOSTBEEHIVE 
นอกจากสั่งซื้อออนไลน์ผ่านเพจ HOSTBEEHIVE ยังวางขายในหลายร้านออร์แกนิกของกรุงเทพฯ เช่น ร้านสวนชั้น 1 ‘it’s going green’ ที่ BACC และร้านสวนเงินมีมา

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load