ลงจากรถประจำทางสาย 539 มุ่งหน้าปลายทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สิ่งแรกที่ปะทะใบหน้าผมคือฝุ่นและควันจากรถบนถนนสายที่พลุกพล่านที่สุดสายหนึ่งในกรุงเทพฯ 

อาคารคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จุดหมายของผมในวันนี้ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับจุดหมายปลายทางของรถประจำทางสายที่ว่า ผมเดินทางมาที่นี่ในโอกาสที่จะได้มาพบกับ รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ อาจารย์หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล ผู้ทำงานกับปัญหาสำคัญของเมืองที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคนอยู่ 1 เรื่องถ้วน คือเรื่องมลพิษทางอากาศ มานานกว่า 20 ปี

คุยเรื่องปัญหาฝุ่น ควัน แก๊ส มลพิษที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่ รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ มองเห็นมา 20 ปี

อาจารย์สราวุธของนักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการระบายมลพิษทางอากาศและการแพร่กระจายของมลพิษ รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของการออกมาตรการการจัดการกับมลพิษทางอากาศของประเทศ ให้เหมาะสมทั้งในเชิงวิธีการแก้ปัญหาและในเชิงความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ด้วย

สำหรับคนไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคงไม่มีเหตุการณ์เรื่องอากาศครั้งใดจะน่ากังวลมากไปกว่าเหตุการณ์ฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ทำให้ฟ้าทุกฟ้าในเขตกรุงเทพฯ  พื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเมืองเชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศมืดสลัวไปด้วยฝุ่นหนาหนักติดต่อกันตลอดหลายสัปดาห์ ของช่วงปลายปีที่แล้วกับเมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

และคาดว่าในปีต่อๆ ไป ปัญหาเดิมเหล่านี้ก็จะถูกพัดวนเวียนกลับมาเช่นเดิม เป็นวัฏจักรของมลพิษที่ไม่มีปัญจางหายไปหากเราไม่ทำความเข้าใจ และมองหาหนทางแก้ไขร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับกับอากาศ อาจารย์สราวุธยังกล่าวว่า เหตุการณ์น่ากลัวที่เกิดขึ้นนั้นยังมีข้อดีอยู่ข้อดีหนึ่งให้เห็นอยู่บ้าง

ข้อดีนั้นคือ คนทุกคนจะได้มองเห็น สิ่งเดียวกับที่เขามองเห็นมาแสนนานเสียที

คุยเรื่องปัญหาฝุ่น ควัน แก๊ส มลพิษที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่ รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ มองเห็นมา 20 ปี

ทำไมเรื่องอากาศจึงน่าสนใจสำหรับอาจารย์

ตั้งแต่ตอนที่ผมเรียนจนแม้กระทั่งทุกวันนี้ คนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องอากาศนั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นทางด้านน้ำกัน อาจจะเป็นเพราะว่าประเทศไทยมีข้อจำกัดในเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือ ผมก็เลยอยากจะทำอะไรที่มันไม่ค่อยมีคนอยู่ตรงนี้ 

และผมก็เห็นว่าปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่เราไม่ได้สัมผัสโดยตรง แต่เราอยู่ตรงไหนเราก็สูดอากาศนะครับ อย่างน้ำ อย่างดิน ถ้าเราไม่ไปอยู่ตรงบริเวณที่มันมีปัญหา เราก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมายนัก

เป็นเพราะเรามองไม่เห็นอากาศ ต้องยอมรับว่าในบรรดามลพิษ สมมติเรามองแค่ 3 อันหลัก อากาศ น้ำ และขยะ ถ้าสังเกตเมื่อปีที่แล้ว ปัญหาขยะเป็นปัญหาที่ถูกชูขึ้นมาอันดับแรกๆ แต่ปัญหาอากาศเพิ่งจะถูกหยิบยกขึ้นมาแรงๆ เมื่อตอนที่เรามีปัญหา PM2.5 เมื่อปลายปีที่แล้วเอง ก่อนหน้านี้ไม่มีใครพูดถึงปัญหาอากาศเลย เป็นเพราะ PM2.5 นั้นเป็นฝุ่น ซึ่งมันมองเห็น พอเรามองเห็น คนก็เลยให้ความสนใจ 

สภาพอากาศในประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้ามองเมื่อเทียบกับอดีต ในเขตเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ เมื่อเทียบกับเมื่อสัก 10 ปีที่แล้วจริงๆ สถานการณ์ดีขึ้นในภาพรวมๆ ถ้าพูดถึงในเขตเมืองใหญ่ๆ มลพิษหลักๆ จะมาจากรถยนต์ ซึ่งคุณภาพน้ำมันของเราค่อนข้างดีมาก น้ำมันของเราค่อนข้างไฮโซเลยล่ะ สะอาด แต่รถเราอาจจะเก่า คือน้ำมันดีแค่ไหนแต่ถ้ารถมันไม่ดี มันก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จนักในการจัดการ

พอเป็นสิบๆ ล้านคันในกรุงเทพฯ ระบายพร้อมๆ กัน ในช่วงจังหวะที่สภาพอากาศมันไม่มีการแพร่กระจาย มันก็จะเกิดปัญหา ถ้าเรามองง่ายๆ อย่างปัญหา PM2.5 ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว มันไม่ได้เกิดขึ้นทั้งปี มันเกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลาสั้นๆ คือช่วงที่อากาศไม่สามารถจะแพร่กระจายได้ มลพิษมันไม่สามารถเจือจางได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองมิตินี้ ในต่างประเทศ เฉพาะช่วงเวลาที่สภาพอากาศมันไม่แพร่กระจาย เขาจะแก้ปัญหาด้วยการคุมจำนวนรถยนต์ที่จะเข้าในพื้นที่นั้นๆ 

เกาหลีใต้ก็มีปัญหา ลอนดอนเนี่ยมีทุกปี ปารีสมีทุกปี ปัญหาเดียวกับเราเลย แต่ว่ามันเกิดขึ้นแค่ช่วงเดียวสั้นๆ อย่างอังกฤษ เขามีการกำหนด Low-Emission Zone เฉพาะช่วงที่มีปัญหา ผมยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างพื้นที่สีลม ที่มันมีทางเลือกในการเดินทางหลายแบบ สมมติในช่วงที่สภาพอากาศมันไม่ดี เราอาจจะเสนอมาตรการเฉพาะเวลาช่วงนั้นก็ได้ว่า โอเค จำกัดจำนวนรถที่จะเข้าไปพื้นที่ ก็จะเป็นแนวทางในการจัดการปัญหาได้

ซึ่งปีนี้ปี 2019 ก็น่าจะมาอีก มาอีกแน่ๆ ตามสภาพอากาศ

คุยเรื่องปัญหาฝุ่น ควัน แก๊ส มลพิษที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่ รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ มองเห็นมา 20 ปี

เราเตรียมรับมืออย่างไร

ตอนนี้ระบบพยากรณ์ของเราค่อนข้างพัฒนา เมื่อปีที่แล้วเราไม่ทราบ ถ้าเราทราบว่าวันพรุ่งนี้หรืออีกสองวันข้างหน้าสภาพอากาศมันจะปิด เราก็สามารถออกมาตรการได้ วิธีการหนึ่ง อย่างที่ผมพูดไปแล้วคือ ต่างประเทศเมื่อทราบว่าอากาศมันจะปิด เขาจะลดปริมาณการระบายในช่วงเวลานั้น ซึ่งประเทศไทย กำลังจะทำ มีการพูดถึงประเด็นนี้ค่อนข้างแรงๆ อยู่ ทีนี้การจะทำตรงนี้ได้ 

คือเราต้องทราบว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งระบบพยากรณ์กำลังถูกพัฒนาอยู่ และเชื่อว่าปีนี้เราจะเห็นระบบพยากรณ์นี้ออกมา เพราะฉะนั้น ประเทศไทยมีการพยายามใช้ข้อมูลวิชาการในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมค่อนข้างดีนะ จริงๆ แล้วค่อนข้างดี ประเทศไทยค่อนข้างเป็นแนวหน้าระดับหนึ่งเลยล่ะของอาเซียน 

พูดได้ไหมว่าตอนนี้ประเทศไทยอากาศเป็นปกติ

พูดไม่ได้นะ เพราะว่าปัญหามันไม่ตายตัว ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะครับ สมัยก่อนประเทศไทยเคยมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือ ปัญหาสารตะกั่วในอากาศ แล้วปัญหานี้ค่อนข้างซีเรียส เวลานั้นเมื่อจะเกิดโครงการใหญ่ๆ อย่างสร้างถนน สร้าง BTS อะไรก็ตาม เราต้องกู้เงินจากธนาคารโลก ซึ่งการกู้เงินจากธนาคารโลก ต้องประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  

ผลออกมาพบว่าตะกั่วในอากาศในกรุงเทพฯ ค่าสูงมาก แล้วตะกั่วมันมีผลต่อสมองเด็ก ต่อ EQ และอะไรต่างๆ ตอนนั้นประเทศไทยค่อนข้างกล้านะครับ เป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียเลยที่กล้าประกาศใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว น่าจะเป็นประเทศที่ 2 หรือที่ 3 เลยด้วยซ้ำ นั่นคือใน พ.ศ. 2538 แล้วพอประกาศปัญหาตะกั่วก็หายไป

PM2.5 มันเพิ่งจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูด อาจจะเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีในการตรวจวัดตอนนี้มันดีขึ้นดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราก็จะเจอผลวิชาการตัวใหม่ๆ แปลกๆ เกิดขึ้น แต่ในภาพรวมจริงๆ ถ้าถามผมจริงๆ มันก็ดีขึ้น เพราะว่าประเทศเราค่อนข้างใช้เทคโนโลยีที่ดีในการจัดการมลพิษทางอากาศ ทั้งในแง่รถยนต์และในแง่ของอุตสาหกรรม 

ปัญหามลพิษทางอากาศ นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพของคนอย่างที่เข้าใจแล้ว ส่งผลต่ออะไรอีก

ของเชียงใหม่จะเห็นค่อนข้างชัด ตอนที่เขามีปัญหาถ้าเรามองในแง่ของเศรษฐศาสตร์ เช่น จำนวนเที่ยวบินที่ไม่ได้ขึ้น หรือว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงไป มันก็ค่อนข้างชัด เพราะฉะนั้น ตัวเลขพวกนี้จะถูกยกขึ้นมาให้เห็นเสมอในแง่ของการคำนึงถึงจัดการ

เวลามีปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงต้องมองอย่างนี้ ผลกระทบหลักๆ คือผลกระทบกับสุขภาพอนามัยแน่นอน แต่นี่คือข้อจำกัดของประเทศไทย ว่าข้อมูลผลกระทบกับสุขภาพอนามัยนั้นไม่ค่อยมี ตัวระบบการจัดเก็บข้อมูลเรื่องสุขภาพอนามัยที่จะสามารถเอาไปเชื่อมโยงกับตัวมลพิษได้นั้นมีข้อจำกัดอยู่ เพราะฉะนั้น เวลาที่จะแสดงผลกระทบ เขาเลยต้องพยายามแสดงผลกระทบในเชิงเศรษฐศาสตร์แทน อีกอย่างก็คือการมีผลกระทบในเชิงเศรษฐศาสตร์มันทำให้ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้กำหนดนโยบายระดับหนึ่ง

คุยเรื่องปัญหาฝุ่น ควัน แก๊ส มลพิษที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่ รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ มองเห็นมา 20 ปี

นอกจากฝุ่นแล้ว มีอะไรอีกที่เป็นมลพิษในอากาศ

แก๊สครับ ประเทศไทยมีการกำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศอยู่ ซึ่งของกรุงเทพฯ เอง ตัวที่มันเกินมาตรฐานอยู่ตอนนี้คือสารกลุ่มที่เขาเรียกว่าสาร Air Toxic1 คือสารเบนซีน เป็นสารก่อมะเร็ง มาตรฐานคือค่าเฉลี่ย 1 ปีเท่ากับ 1.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ของกรุงเทพฯ ประมาณ 5 

ในระยองที่เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดประมาณ 3 แน่นอนสารตัวนี้ส่วนใหญ่ออกมาจากรถยนต์ วิธีแก้ก็คือต้องไปจัดการการระบายเบนซีนจากรถยนต์ ของไทยจริงๆ เราใช้น้ำมันยูโร 4 ซึ่งมีค่าเบนซีนค่อนข้างต่ำระดับหนึ่งแล้ว แต่ภายใต้คุณภาพน้ำมันนั้น รถต้องดีด้วย ถึงจะสามารถรองรับน้ำมันดีๆ ได้ เพราะฉะนั้นมันต้องทำไปคู่ๆ กัน

ถ้าพูดถึงวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ อย่างกำปั้นทุบดิน เราบอกว่าปลูกต้นไม้เยอะๆ ได้ไหม

ต้นไม้ช่วยได้ในบางบริบท ถ้าเรามองว่าเราเอาต้นไม้มาจัดการกับปัญหาฝุ่นละออง มันต้องเป็นฝุ่นละอองในกลุ่มที่สามารถที่จะถูกใบไม้ดูดซับได้ ก็ต้องเป็นฝุ่นในกลุ่มที่ขนาดใหญ่ระดับหนึ่ง เรียนตามตรงว่ามันคงจะไม่ได้ประสบความสำเร็จนักกับฝุ่นในกลุ่มที่เป็นขนาดเล็กมากๆ อย่าง PM2.5 แต่ในกลุ่มของฝุ่น PM10 อย่างนี้ได้ แต่ในแง่ของภาพรวมการปลูกต้นไม้แน่นอนเป็นสิ่งที่ดี นั่นยังไม่รวมถึงต้นไม้บางชนิดที่สามารถดูดซับมลพิษที่เป็นแก๊สได้

ป่าหรือสิ่งแวดล้อมนอกเมือง เหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพของอากาศที่ดีขึ้นในเมืองบ้างไหม 

นี่เป็นการจัดการที่ถูกต้อง คือในเมืองด้วยความที่พื้นที่จำกัดแล้วเราอาจจะต้องใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อจุดประสงค์อื่น  มันอาจจะลำบากในการที่จะเพิ่มสีเขียวในเมือง กลับกันเราไปปลูกต้นไม้หรือสวนสาธารณะที่อยู่นอกเมืองได้ 

ผมมองง่ายๆ อย่างนี้ว่า กรุงเทพฯ ช่วงที่มี PM2.5 เยอะๆ เราก็จะทราบว่า ส่วนหนึ่งคือฝุ่นนั้นมันนำมาจากที่อื่นด้วย เพราะฉะนั้นถ้าทิศนั้นเรามีการปลูกต้นไม้เยอะๆ จะช่วยได้ค่อนข้างเยอะ และอีกมิติหนึ่งเราต้องมองว่าต้นไม้เยอะมีมิติในเรื่องของการเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ โอกาสที่จะมีอากาศแห้งหรือไม่ว่าอะไรก็ตามมันก็จะลดน้อยลงไป 

คุยเรื่องปัญหาฝุ่น ควัน แก๊ส มลพิษที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่ รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ มองเห็นมา 20 ปี

นอกจากเรื่องทางวิชาการ ถ้าคนทั่วไปอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา นอกจากป้องกันตัวเอง เราทำอะไรได้บ้าง

โอเค ถ้ามองต้นไม้ก่อน แน่นอนต้นไม้เป็นสิ่งที่ดี ปลูกแล้วมันก็ดีกับทั้งสิ่งแวดล้อมเองในภาพรวมและกับตัวคนที่อยู่ใน Micro Environment หรือในพื้นที่ใกล้ๆ ต้นไม้เอง ตรงนั้นก็ควรที่จะส่งเสริม 

ถ้าเรามองความสำเร็จหนึ่งของประเทศไทยช่วงสัก 3 – 4 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นมีการทำสวนแนวตั้งเพิ่มขึ้น ในหลายๆ พื้นที่ที่มีข้อจำกัดหรือตามโรงแรมใหญ่ๆ ซึ่งได้ประโยชน์จริงๆ ทั้งเรื่องการลดอุณหภูมิ ที่เป็นการประหยัดพลังงาน ประหยัดเงิน เป็นผลประโยชน์ทางตรงของตัวโรงแรมเองด้วย 

ในขณะเดียวกัน ถ้ามองในแง่ของมลพิษ แน่นอนมันก่อให้เกิดการระบายมลพิษต่ำลง เพราะเราใช้พลังงานในการทำเชื้อเพลิงต่ำลง แล้วก็ ในแง่ของสุนทรียภาพก็ได้ ได้ทั้งหมด ซึ่งก็เคยมีการวัดปริมาณของฝุ่น PM10 ก่อนและหลังของการทำพวกสวนทั้งหลายแหล่ พวกสวนแนวตั้งนั้นก็มีนัยสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าฝุ่นลดลง เพราะฉะนั้น แน่นอนต้นไม้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้

ถัดมาคือ การใช้ประโยชน์ตัวทรัพยากร เราต้องใช้อย่างฉลาด ผมมองว่ามาตรการที่ประสบความสำเร็จที่สุดคือมาตรการที่บอกว่า ถ้าฉันจะใช้อย่างฉลาดแล้ว ฉันจะได้อะไรจากการใช้อย่างฉลาดนั้น ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ทุกวันนี้เวลาเราซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เราจะมองหาสลากเบอร์ห้า ถามตรงๆ ว่าเวลาเราพูดถึงสลากเบอร์ห้า เราคิดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมนำหรือเปล่า ความจริงคือไม่ใช่ เราคิดถึงว่าตัวเราจะประหยัด แต่โอเค ภายใต้ความประหยัดนั้นสิ่งแวดล้อมก็ได้ประโยชน์

เพราะท้ายที่สุดทุกคนรักสิ่งแวดล้อมแหละ แต่ว่าสิ่งที่เรามองอันดับแรก เรามักจะมองสิ่งที่จะกระทบกับตัวเรามากที่สุดก่อน อย่างที่ผมบอก ปัญหาขยะจะถูกมองเป็นอันดับแรก เพราะมันใกล้ตัวเรามากที่สุด เราคงไม่ชอบให้มันมีกองขยะอยู่ข้างๆ เรานัก เราจัดการกองขยะก่อนที่เราจะจัดการอากาศที่มันมีแก๊สที่มันมองไม่เห็น

ถ้าเฉพาะเจาะจงไปที่เด็กและเยาวชน จะสามารถมีส่วนร่วมอย่างไรได้บ้าง

ผมมองว่า ถ้าพูดแบบทั่วๆ ไปเราก็จะพูดถึงการปลูกฝังจิตสำนึก แต่ภายใต้การปลูกฝังปลูกจิตสำนึก ผมอยากให้เราปลูกให้ถูก 

อย่างทุกวันนี้ แยกขวดพลาสติกเนี่ย ทุกโรงเรียนทำ แต่เราน่าจะบอกว่าทำไปแล้วมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาเรียนอย่างไร ผมอยากเห็นมิติที่ว่าการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นมันเกี่ยวข้องกับเขาอย่าง เช่น ทำน้ำหมักชีวภาพมันเกี่ยวข้องยังไงกับวิชาเคมี เอ๊ะ ทำไมถึงต้องใส่สารเปรี้ยวๆ สารนั้นคืออะไร ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคืออะไร ผมอยากให้การปลูกจิตสำนึกนั้นตัวเด็กเองได้ประโยชน์ ไม่อยากให้เด็กมานั่งสับผัก ทำน้ำหมัก เพราะเป็นกิจกรรม ‘รักษ์โลก’ ของโรงเรียน โดยที่ไม่ทราบว่าทำไปทำไม

เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเราให้การศึกษาในเชิงนี้ ท้ายที่สุดมันจะเกิดเป็นการสร้างสรรค์และต่อยอดต่อไปได้ เด็กรู้จักคิดว่าแล้วจะทำยังไงต่อให้ผลที่ได้นั้นดีขึ้น ดีกว่าที่จะถูกบอกว่า ให้ทำสิ ให้ทำสิ เพราะผมมองว่าเด็กยุคใหม่ เขามีความคิดที่เขาอยากจะทำให้มันดีกว่าเดิมอยู่แล้วล่ะ มากกว่าการที่จะบอกว่า ทำเถอะ ทำเถอะ  

ประเด็นเรื่องการตระหนักรู้ที่เกี่ยวกับสาธารณะอย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ต้องทำให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายด้วย และมันต้องไม่ตายตัว ผมมองว่าประเด็นการตระหนักรู้ที่เกี่ยวกับสาธารณะต้องจัดโดยกลุ่มคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ และต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนเลยล่ะ แล้วเลือกกิจกรรมกับกลุ่มเป้าหมายให้มันสอดคล้องกัน

คุยเรื่องปัญหาฝุ่น ควัน แก๊ส มลพิษที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่ รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ มองเห็นมา 20 ปี

ในเดือนตุลาคม 2562 นี้ PTTEP Teenergy หรือ โครงการค่ายเยาวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กำลังรับสมัครเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า (อายุไม่เกิน 18 ปี) ทั่วประเทศ เข้าร่วม PTTEP Teenergy ปีที่ 6 ในชื่อตอน ‘AirVengers ภารกิจพิทักษ์อากาศ’ ระหว่างวันที่ 17 – 20 ตุลาคม 2562 นี้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

งานนี้อาจารย์สราวุธ เทพานนท์ ก็จะไปเป็นหนึ่งในวิทยากรให้ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมแก่นักอนุรักษ์รุ่นใหม่ด้วย นอกจากจะได้รับความรู้และประสบการณ์จากนักจัดการสิ่งแวดล้อมตัวจริง ยังจะได้ร่วมกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ส่องสัตว์ยามค่ำคืน รวมถึงร่วมเสนอโครงการเพื่อสังคม เพื่อชิงทุนสนับสนุนการดำเนินโครงการกว่า 100,000 บาท

หากสนใจ โครงการยังเปิดรับสมัครอยู่ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ไปจนถึง 23 สิงหาคม 2562 นี้

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook : PTTEP Teenergy หรือโทร 08 5816 2123

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load