20 มิถุนายน 2562
43 K

สำหรับเรา ศรัณย์ เย็นปัญญา เป็นนักออกแบบที่เล่าเรื่องผ่านข้าวของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์

เรื่องเล่าของเขามีชีวิตอยู่ในทุกอย่าง เฟอร์นิเจอร์รูปร่างแปลกตาที่ประดับประดาอยู่ทั่วสตูดิโอในย่านเจริญกรุงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานทั้งหมดในฐานะ Creative Director และผู้ก่อตั้ง 56thStudio เอเจนซี่ที่ทำงานสร้างสรรค์และมุ่งสร้างผลงานการเล่าเรื่องในแบบที่ไม่มีใครมองเห็น

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

ศรัณย์เชื้อเชิญให้เราทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ทำจากลังในแบบคล้ายๆ กัน

“ชิ้นที่คุณนั่งอยู่คืองานที่ผมทำตอนอยู่สวีเดน”  

มองเร็วๆ ก็พบว่าเก้าอี้ตัวนี้ถูกประกอบสร้างขึ้นมาบนไม้ที่แกะเป็นเกลียว ให้สัมผัสเหมือนเปียโนชั้นดีสักหลัง ส่วนพนักพิงทำมาจากลังใส่ผลไม้ที่เขายกมาจากปากคลองตลาดจริงๆ

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อเรากวาดสายตาไปทั่วสตูดิโอ เราพบว่ามันเต็มไปด้วยสิ่งคุ้นตาที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ถูกร่ายมนตร์และร้อยเรียงกลายเป็นดีไซน์ใหม่แสนเท่ ผ้าม่านสกรีนลายประตูห้องแถว เก้าอี้สีจัดจ้านที่ทำมาจากเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในการก่อสร้าง เบาะที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเสื่อธรรมดาแต่เสริมความไม่ธรรมดาด้วยลายปักแบบโอเรียนทัล

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ
ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

ผลงานออกแบบทั้งหมดของศรัณย์มักหยิบสิ่งธรรมดาที่ถูกมองข้ามมาเนรมิตใส่ตัวตนบางอย่าง ที่มองเผินๆ อาจขัดแย้งในตัวเองแต่ก็ชวนให้จ้องมองแล้วคิดตามไปพร้อมกัน

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อได้คุยกับเขาถึงวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังงานทั้งหมด เราก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชื่อของ ศรัณย์ เย็นปัญญา จึงปรากฏอยู่ในนิตยสารและเว็บไซต์มากมายหลากหลายภาษา

ล่าสุดเขากำลังจะมีผลงานสนุกๆ ชื่อ ‘Pop Artisan’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest) ที่จะมีขึ้นวันที่ 21 – 30 มิถุนายนนี้ ที่ Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park สถานีปุณณวิถี ไม่อยากให้คุณพลาดงานนี้

เขาพร้อมแล้วที่จะเล่าเรื่องราวของเขาให้เราฟัง

ความขบถของเด็กหน้าห้อง

ศรันย์เติบโตจากครอบครัวชนชั้นกลางในนนทบุรี ที่เขาคิดเองว่าที่นี่คือบรู๊กลิน

ศรัณย์ในวัยอนุบาลคือเด็กนักเรียน ‘แพง แพง’ ที่สวมใส่กางเกงสีน้ำเงินในโรงเรียนเอกชน ก่อนชีวิตจะพลิกผันและพาเขาเดินมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อจู่ๆ ที่บ้านประสบปัญหาทางด้านการเงิน เขาต้องย้ายโรงเรียนไปใส่กางเกงสีน้ำตาล

ณ โรงเรียนแห่งใหม่นั้นเองที่ศรัณย์ได้มองเห็นชีวิตที่มีเส้นทางอันหลากหลายเป็นครั้งแรก เขามองเห็นห้องน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแฉะๆ ได้รู้จักกับเพื่อนที่ขายขนมโตเกียวทุกเช้า เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตในกางเกงสีน้ำเงินเมื่อครั้งก่อนแล้ว ศรัณย์ในตอนนั้นรู้สึกว่ามันช่างแตกต่างกันจนเรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังมือ

“แต่มันเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เติบโตมาแบบไม่ค่อยตัดสินอะไรไปก่อน เพราะมีเพื่อนทุกประเภท”

ศรัณย์ในโรงเรียนใหม่นับว่าเป็นเด็กหน้าห้องที่ตั้งใจเรียน แต่เขายังมีความขบถที่ส่งเสียงประท้วงอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเด็กเสมอ เขาไม่ชอบเข้าพิธีในสังคม เพราะเชื่อว่าตัวเองสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ ถึงแม้ว่าหลายคนในสังคมจะมองว่าเลือกไม่ได้ก็ตาม  

แนวคิดแบบนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังอยู่ในจังหวัดนนทบุรี คุณแม่ของศรัณย์ทำงานเป็นพยาบาลในคลินิกวางแผนชุมชน หรืออีกชื่อหนึ่งคือคลินิกวางแผนประชากร

“ที่นั่นสอนการคุมกำเนิดทุกประเภท เราเห็นถุงยางอนามัยกองเต็มบ้าน แต่ประเด็นคือคำว่าการวางแผนชุมชนนั้นมันรวมถึงการทำแท้งด้วย”

ศรัณย์ที่ต้องรอกลับบ้านกับแม่ทุกเย็นมองเห็นผู้หญิงหลากหลายรูปแบบที่หน้าห้องตรวจในคลินิก เขามองเห็นหญิงสาวให้บริการมานั่งร้องไห้ มองเห็นผู้หญิงบางคนติดเชื้อ HIV ประกอบกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมที่กล่าวถึงงานของคุณแม่ของเขาว่าเป็นงานที่ไม่ดี นั่นทำให้ศรัณย์เริ่มต้นตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วสิ่งที่สังคมบอกว่าไม่ดี มันไม่ดีจริงไหม

เด็กชายคนนั้นเริ่มต้นวิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามองเห็นในหัวของตัวเอง เขาตัดสินใจเลิกฟังเสียงจากสังคมแล้วเริ่มต้นตัดสินด้วยตัวเอง ศรัณย์จึงมองย้อนกลับไปว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขามองเห็นความแตกต่างจากเพื่อนๆ ที่มาจากทุกสังคม เขาเคยเป็นลูกคุณหนูที่ใส่กางเกงสีน้ำเงิน และในขณะเดียวกันก็เคยเป็นเด็กชายกางเกงน้ำตาลที่มีเพื่อนห่อขนมโตเกียวขาย

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อเติบโตมาจนถึงวัยมหาวิทยาลัย ศรัณย์ได้เลือกสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคนในนั้นถือกระเป๋า Harrods จนเกิดคำถามขึ้นมาในใจศรัณย์ว่า แล้วเด็ก ‘นนทบุเรี่ยน จากนนทบุรี’ อย่างเขาจะต้องถืออะไร

เด็กชายคนนั้นจึงแบ่งเงินค่าขนมไปซื้อสิ่งที่เขามองเห็นว่ามันไม่ได้จำเป็นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือแม้กระทั่งหนังสือดีไซน์ที่เขาเสียเงินไปในแบบไม่สมฐานะ

“เราเป็นเด็กที่รายได้ต่ำแต่รสนิยมสูง” ศรัณย์นิยามตัวเอง

“แต่จริงๆ ไม่เคยเป็นคนหรูหราเลยนะครับ แต่เป็นคนหัวสูงมาตลอด ตอนนั้นเราไม่ฟังเพลงไทยนะ และแหล่งเสพงานพวกนี้ของเราก็ไม่ได้มีเยอะ ตอนเด็กๆ เราเลยต้องใฝ่หาเอา อย่างตอนนั้นได้ยินว่างาน MTV Video Music Awards มีการดีไซน์เวทีที่ดีมาก เราก็ไปบ้านเพื่อนแล้วเอาวิดีโอไปอัดเก็บไว้ดู”

การเจอผู้คนในหลากหลายสังคมและใฝ่รู้ในสิ่งที่อยากรู้ ยิ่งทำให้ศรัณย์สนใจเรื่องราวของลูสเซอร์ คนที่ถูกมองว่าเห่ย ไร้ค่า และถูกทิ้งไปแล้ว นับตั้งแต่นั้น ความท้าทายและความสนุกของเขาจึงเป็นการมองหาภาษา เครื่องมือ ไอเดีย ที่เขาพร้อมจะพิสูจน์คุณค่าแท้จริงผ่านเรื่องราวที่กำลังเล่าและความสวยงามที่อยู่ในนั้นเสมอ

ศรัณย์กล่าวอย่างติดตลกว่า จริงๆ ถ้าตอนเด็กที่บ้านมีกำลังจะสนับสนุน โต๊ะและเก้าอี้ที่ทำมาจากพลาสติกกับเหล็กรอบตัวเราอาจกลายเป็นโต๊ะทองเหลืองสุดหรูก็ได้

เมื่อต้องคิดทำงานวิทยานิพนธ์ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศรัณย์เลือกทำงานที่เกี่ยวกับผ้าไหมในศูนย์ศิลปาชีพ ที่เขาพบว่ามีผ้าในคลังถูกทิ้งไว้เปล่าๆ เป็นจำนวนมหาศาล ด้วยการเนรมิตรผ้าเหล่านั้นให้กลายเป็นสินค้า โดยพยายามหาวิธีการจัดการระบบแก่ผ้าเหล่านี้ไปพร้อมกัน ก่อนขายรถ ขายบ้าน และเก็บกระเป๋าไปเรียนภาษาที่มหานครนิวยอร์ก ตามด้วยเรียนหลักสูตร Storytelling ที่ประเทศสวีเดน

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

การเมืองคือเรื่องใกล้ตัว

หลังเรียนจบหลักสูตรที่มีคำนิยามว่า ‘เรียนปั้นหม้อ ทอผ้า’ อย่างเอกการออกแบบอุตสาหกรรม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยบอกว่า “เสียดายไม้ เอาไปทำฟืนดีกว่า” ศรัณย์เริ่มต้นชีวิตบทใหม่ในประเทศสวีเดน เขาเล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงแบบ ‘ดีวา’ เหมือนเช่นตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้คุยกัน ว่าจริงๆ แล้วเขาสอบได้ทั้งที่อังกฤษและสวีเดน แต่เขาเลือกจะเรียนวิชา Storytelling ในประเทศสวีเดน เพราะหลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้เขาได้ตัดไม้ ทอผ้า ปั้นหม้อ ไปจนถึงทำแอนิเมชัน เปิดโอกาสให้ทดลองทำงานผ่านเครื่องมือต่างๆ

“เรารู้แค่ว่าเราอยากสื่อสาร และโปรแกรมนี้ก็อนุญาตให้เราเป็นอะไรก็ได้”

ศรัณย์กลายเป็น 1 ใน 2 ของเด็กเอเชียในชั้นเรียนที่สวีเดน และพบว่าเพื่อนเอเชียอีกคนนั้นเป็นเด็กเกาหลีที่ขยันเหลือเกิน

“เราเป็นคนชอบแข่งขัน ก็เลยเอาความถึกและวิจิตรแบบไทยเข้าสู้ ส่วนฝรั่งก็จะคิดเยอะๆ ปฏิบัติน้อยๆ งานน้อยๆ แต่ออกมาแล้วเท่จัง หลายครั้งก็คิดนะว่าทำไมเราคิดงานแบบนั้นไม่ได้บ้าง” เขาหัวเราะเสียงดัง แต่แม้จะล้อมรอบด้วยความเรียบง่ายในแบบสวีเดนและเพื่อนร่วมชั้นสายมินิมอล แต่ศรัณย์กลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

และที่นั่นหล่อหลอมให้เขา ‘เถิดเทิง’ มากกว่าเดิมเสียอีก

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

“เพราะเราเบื่อมาก มันเป็นประเทศที่รถเมล์มาตรงเวลา ทุกอย่างมันเป็นระบบเหลือเกิน เราเลยคิดถึงความ ‘เวรี่ไทย’ วุ่นวายๆ แบบกรุงเทพฯ”

ศรัณย์บอกว่าสวีเดนเป็นเมืองที่เท่ากัน หากเขาไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ เขาจะพบว่าทุกคนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้หมด และมีช่องว่างระหว่างชนชั้นน้อยมาก

“มันเหมือนอยู่ห่างจากสิ่งที่เราเกลียดไปเลย ผมมีความสัมพันธ์กับกรุงเทพฯ ในแบบทั้งรักและเกลียดเพราะผมมองว่ามันเป็น ‘Beautiful Chaos’ คือผมเกลียดมันนะ แต่ผมก็รักความวุ่นวายแบบสวยงามของไทยมากด้วย

“อย่างเวลาเรียกแท็กซี่แล้วไม่ไป เรียกใกล้ไม่ไป เรียกไกลก็ไม่ไป บางทีก็อยากรู้ว่าแล้วพี่จะไปไหน มันคือเซนส์แบบนี้ คือไม่ได้บอกว่าชอบ แต่มันมีพื้นที่ของการเล่นสนุกและตีความที่ไทยทำได้ร้อยแปดพันเก้า เพราะเราไม่มีระเบียบแต่เรามีความสวยงาม เช่นสิ่งที่ซ่อนไว้ในวัฒนธรรมสตรีทฟู้ด”

สำหรับศรัณย์แล้ว เมื่อกล่าวถึงคำว่าไทย เขามองว่ามันสามารถนิยามได้เป็นภาษาอังกฤษเก๋ๆ ว่า ‘Contradiction’ หรือแปลเป็นไทยแบบเจ็บจี๊ดๆ ว่า ‘ปากว่าตาขยิบ’ เขามองเห็นว่าสังคมไทยคือสังคมดราม่า ที่เมื่อคุณเดินไปย่านสาทรคุณจะมองเห็นตึกมหานครสุดหรูที่สูงระฟ้า ทว่าเมื่อเดินถัดเข้าไปในซอย คุณจะพบว่ามันเต็มไปด้วยห้องเช่า

เช่นเดียวกับที่หากคุณเดินเข้าไปในสยามพารากอน คุณสามารถซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ของแท้ได้ในราคาสูงลิบ แต่ถ้าเดินถัดออกมาอีกไม่กี่ก้าวและข้ามผ่านสกายวอล์กไปยังห้าง MBK คุณจะพบกับนาฬิกาโรเล็กซ์ปลอมในราคาแค่ไม่กี่ร้อย

“ผมพบว่าประเทศไทยมีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันได้ในแบบของมัน และนั่นเรียกว่า Beautiful Chaos”

และที่สวีเดนนี่เอง ความวุ่นวายของกรุงเทพฯ ได้นำพาเขาให้สร้างสรรค์งานชิ้นแรกขึ้นมา เมื่อข่าวหน้าหนึ่งของประเทศสวีเดนลงภาพการประท้วงในไทยและมีภาพการเทเลือดลงบนพื้น

“งานนั้นคืองานที่คุณกำลังนั่งอยู่”

ศรัณย์พูดถึงลังใส่ผลไม้ที่มีขาตั้งเป็นไม้แกะวิจิตร

“ตอนนั้นฝรั่งเห็นเลยเดินมาถามว่าประเทศคุณมีอะไรกัน แต่ผมไม่ได้สนใจอะไร เพราะไม่ได้สนใจด้านการเมือง ก็เลยเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องตอนนั้น เขาก็บอกกลับมาว่า นี่คือ Class War นะ”

เพื่อนฝรั่งคนนั้นเล่าเรื่องราว Class War หรือสงครามระหว่างชนชั้นในยุโรปให้ศรัณย์ได้ฟัง ณ ตอนนั้น ทุกสิ่งได้นำพาให้ศรัณย์ย้อนกลับไปสงสัยว่า แท้ที่จริงแล้วสงครามระหว่างชนชั้นที่ว่ามันคืออะไร และประเทศไทยมีสิ่งนั้นจริงหรือไม่

และเขาก็พบว่า เขาเจอ Class War ได้ในสยามพารากอน

“ข้างหลังสยามพารากอนมันมีสลัม ผมเลยพบว่าความแตกต่างระหว่างคำว่าสูงกับต่ำ แพงกับถูก ดีกับถูก มัน ‘เวรี่ไทย’ เลย และผมอยากเล่าความเป็นไทยผ่านมุมนี้”

ศรัณย์จึงขนเอาตะกร้าผลไม้จากปากคลองตลาดกลับมาด้วยราคาสูงลิบ เพื่อมาต่อกับขาแบบวิกตอเรียน สร้างสรรค์ให้กลายเป็นเก้าอี้เพื่อนำเสนอเรื่องราวของการเมืองและชนชั้น เขากำลังแสดงให้โลกเห็นถึงความไทยในแบบที่ชาวต่างชาติเองก็สัมผัสได้ ผ่านงานสุดแปลกตาที่เราไม่อาจนิยามได้ว่าเป็นงานหรูหรืองานที่ทำมาจากของถูกกันแน่ แต่มันกำลังพาเขาให้เดินทางไปยังเวทีระดับโลก

เพราะจากนั้นไม่นานผู้คนมากมายก็ได้ติดต่อศรัณย์ให้ขายเก้าอี้ตัวนี้ในราคาหลักหมื่น รวมถึงไปเข้าตานิตยสารแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลระดับโลกอย่าง Vogue อีกทั้งยังได้เดินทางไปถึงปารีสเลยทีเดียว

Caricature as Furniture คืองานเก้าอี้ที่เขานำป๊อปคัลเจอร์ในแบบ Caricature ที่แปลว่าภาพเหมือน มาถ่ายทอดลงบนเฟอร์นิเจอร์

“ตอนนั้นเราไม่ได้อยากทำภาพเหมือนแต่เราอยากทำเฟอร์นิเจอร์” เขาอวดผลงานให้เราได้ดู ปรากฏภาพไม้ที่แกะเป็นภาพคุ้นตามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเดอะซิมป์สันที่คนมองว่าเป็นการ์ตูนสำหรับชาว Red Neck เลดี้กาก้าที่งานเพลงกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ณ ขณะนั้น หรือแม้กระทั่งแกะเป็นตัวละครจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ จนโดน 20 Century Fox ส่งเมลมา “แต่ตอนหลังเขาก็มาถามนะว่าช่วยผลิตให้หน่อยได้ไหม เพราะเขาจะมี Home Shopping Channel”

เขาได้วานให้ช่างจากบ้านถวายที่เคยแกะสลักช้างมาแกะสลักเก้าอี้นี้ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ศรัณย์มองว่านี่คือสิ่งสากลที่กำลังผสมกับความละเอียดแบบไทย พร้อมเสริมเรื่องราวด้วยไม้ราคาถูกที่เขานำมาพ่นสีในแบบเปียโน ให้กลายเป็นงานที่หรูบนวัสดุที่คนต่างก็ดูถูก

งานสร้างชื่อชิ้นถัดมาคือผลงานแอนิเมชันที่ทำให้เขาคว้ารางวัลจาก Adobe โดยที่เจ้าของเรื่องราวอย่างคุณแม่ของเขาไม่เคยรู้

“คลินิกแม่อยู่แถวสุขุมวิท เวลาเดินทางกลับจะผ่านนานา เห็นทัวริสต์อาร์ตพวกดอกบัว ร่ม สีนีออน รู้สึกว่าทำไมคนถึงมองว่าแขวนบ้านปุ๊บเชยปั๊บ แต่เรามองว่าถ้าเราหลุดไปในพัดอันนั้น โลกแอนิเมชันเราจะยังเชยอยู่ไหม ก็เลยเอาพวกวัสดุถูกๆ เอาผ้าถุงมาตัดทำเซ็ตดีไซน์เล็กๆ เล่าเรื่องพ่อกับแม่ที่เป็นชนชั้นล่างในสลัมที่พ่ออยู่”

ต่อรองกับความตาย

“ช่วงแรกๆ ตอนที่ยังไม่มีใครรู้จัก ผมพยายามทำงานที่ทำให้คนดูรู้สึกช็อก มันยังเป็นการหยิบเอาสิ่งที่คนดูถูกมาเปลี่ยน เพราะผมไม่เชื่อว่ามันมีรสนิยมที่ดีหรือรสนิยมที่แย่ รสนิยมมันเป็นเรื่องของคุณ นิยมแบบนั้นแบบนี้ ดีไซเนอร์ที่ดีสำหรับผมคือคนที่เปิดกว้าง รู้จักรสนิยมที่หลากหลาย และเลือกใช้กับโจทย์”

ความกล้านำพาศรัณย์ให้ก้าวเข้ามาอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ เขาทำงานถึง 3 ที่พร้อมกัน และแทบเรียกได้ว่าไม่มีเวลาว่าง ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาสามารถผ่อนคลายได้คือการไปยังบาร์ และสั่งเหล้ามากินเพื่อผ่อนคลายวันเครียดๆ

ศรัณย์เคยสเก็ตช์งานบนกระดาษทิชชูและส่งให้ลูกค้า เคยแม้กระทั่งนั่งทำงานในบาร์จนภาพตัดและไม่รู้ว่าตัวเองกลับบ้านได้ยังไง จนกระทั่งวันหนึ่ง ศรัณย์ตื่นขึ้นมาและพบว่าเขาอาเจียนเป็นเลือด

ศรัณย์ยื่นหนังสือเล่มเล็กๆ สีสันฉูดฉาดมาให้พวกเรา โดยที่หน้าหนึ่งเขียนคำว่า Bargaining with Death

“เล่มนี้เป็นสูตรค็อกเทลที่ผมเขียนเป็นไดอารี่ตอนป่วย” เขากล่าวให้เราฟัง

“ตอนนั้นหมอบอกว่าผมอยู่ได้แค่ 3 เดือน”

สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อรู้ว่าอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 3 เดือน คือการโทรบอกคุณแม่ที่เป็นพยาบาล แล้วเริ่มต้นพยายามทำทุกวิธีให้ตัวเองหาย ตลอดเวลาที่อยู่บนเตียง เขามองเห็นภาพตัวเองกลับมาเป็นศรัณย์ที่ทำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วตามเดิม

“เราคิดแค่ว่าเราอยากหาย”

แต่ศรัณย์คนเดิมก็ไม่กลับมา และวันนี้เขากลายเป็นศรัณย์คนใหม่แทน

“ศรัณย์คนเดิมเป็นคนโอหังมาก เรารู้สึกว่าเราทำงานเก๋เนอะ ชื่อเสียงได้มาเร็วมาก ไม่ทันเรียนจบก็ได้ลง Vogue แล้ว มันมาพร้อมกับความมั่นใจ ที่จริงๆ มันก็ไม่ผิดหรอกถ้าเรามั่นใจในเลเวลที่พอดี..

“แฟนบอกเลิกผม บอกว่าผมรักตัวเองมากเกินไปจนไม่สามารถรักคนอื่นได้ เราก็คิดว่า เอ๊ะ นี่มันเป็นคำชมหรือเปล่านะ เพราะ RuPaul ก็เคยบอกไว้ว่า If you don’t love yourself, how in the hell you gonna love somebody else? เราก็อ้าว รักมากเกินไปก็ผิดด้วยเหรอ แต่ตอนนั้น ไอ้ความรัก กระบวนการที่เราหลงใหลและหมกมุ่นมากๆ มันไม่แคร์จนคนอื่นเขาจะอะไรยังไง ผมว่าทุกคนเคยเป็นนะ เพราะความสำเร็จ เงินทอง ชื่อเสียง มันได้มาง่าย เราก็เลยรู้สึกผยอง” เขาหัวเราะก่อนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

“จริงๆ คนใหม่นี่ไม่ได้ดีเด่อะไรนะ ก็มีความกวนเหมือนเดิม ตอนนี้ผมอยู่เงียบๆ และเชื่อในเรื่อง Law of Attraction ถ้าเราคิดดีทำดีก็จะดึงดูดคนที่คิดอะไรคล้ายๆ กัน คนที่คิดอะไรไม่ดีก็คงไม่ได้ชอบอะไรแบบที่เราชอบ ก็คิดแค่นี้ แต่เลเวลของความปากจัด กวนๆ ก็ยังเต็มที่”

แม้จะต้องปรับชีวิตใหม่ แต่ศรัณย์ก็ยังหลงใหลในงานของตัวเองตามเดิม ทุกความรักของเขาสามารถมองเห็นได้ผ่านความละเอียดทั้งในงานที่เขาทำและจากน้ำเสียงตื่นเต้นที่กำลังเล่าให้เราฟัง

“งานชิ้นนี้ เราให้บรรยากาศเป็นตัวเล่าเรื่อง” เขาปิดท้าย ก่อนพาเข้าสู่อีกหนึ่งผลงานที่ศรัณย์ไปจับมือเหล่าศิลปินมาร่วมสร้างสรรค์และตีความคำว่า ‘ความเป็นไทย’ ลงในงานซีรีส์ ‘ซุปเปอร์สยาม’ ”

เหล่าศิลปินได้สร้างสรรค์ภาพความเป็นไทยในแบบที่หลากหลาย อย่างขนมชั้น ผัดกะเพรา หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายเบาะตุ๊กๆ และนำมาหุ้มลงบนเก้าอี้สีสันจัดจ้านจากเหล็กข้ออ้อย

“ปรากฏว่ามีสุลต่านมาเหมา!” ศรัณย์พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

งดงามในวิถี

อีกหลายปีถัดมา ศรัณย์ก็ได้กลับมาทำงานกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ ที่เดียวกับที่เขาเคยทำวิทยานิพนธ์สมัยเป็นนักเรียนคณะสถาปัตย์

“ผมทำกับชาวเขาเลย ก็เจอปัญหาอะไรเยอะแยะ ผมขึ้นไปบนดอย เจอปัญหาเยอะแยะมากมาย ด้วยความที่เป็นผ้าที่ทอโดยชาวเขา เขาจะบอกเราว่าเขาต้องปลูกพริกไทยก่อนนะ ขอไปเก็บลำใยก่อนนะ ทำ 2 เดือนไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า ถึงเวลาค่อยว่ากันแล้วค่อยจ่ายเงิน”

ศรัณย์ตัดสินใจใช้วิธีซื้อโปรดักต์สำเร็จจากชาวบ้านเพื่อนำมารื้อประกอบเป็นงานใหม่ เขาพบว่าวิธีการทำงานระหว่างเขากับชาวบ้านคือการสร้างความสัมพันธ์มากกว่าการบอกส่งๆ ในฐานะลูกค้ากับผู้รับเหมา

“ผมรู้สึกว่าเราต้องใช้วิธีที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน” ศรัณย์กระแอมสักครู่ ก่อนทำท่าประกอบบทสนทนาระหว่างเขากับพี่จุ๊ สุดยอดช่างทอเสื่อจันทบูรณ์ที่ศรัณย์ไปซื้อเสื่อมาทำงาน

“พี่จุ๊แกบอกว่า มันไม่มีคนทอแล้ว เด็กๆ มันก็ไปทำงานร้านสะดวกซื้อกันหมด” เรามองเห็นภาพพี่จุ๊อยู่ที่ชานเรือนพร้อมถักเสื่อไปด้วย

“ได้เงินวันละ 300 ทำงานในห้องเย็นๆ ด้วย ทอเสื่อไปก็ไม่รู้จะทำได้เท่าไหร่ นั่งก็ร้อน!” สิ่งนี้ทำให้ศรัณย์มองเห็นว่าหลากหลายผู้คนที่กำลังสานต่อลมหายใจของหัตถกรรมพื้นบ้านกำลังรอคอยที่จะสร้างคน เขาจึงเชื่อว่าทุกๆ ออเดอร์ที่เขากำลังสั่งจะสามารถสร้างคนได้

ศรัณย์เชื่อว่าหากสร้างคนได้ ชาวบ้านเองก็จะทำงานด้วยความสุข

“อย่างหมอนไหว้เจ้าที่เอามาทำงาน ผมก็ไปเจอเจ้าที่ทำมาร้อยกว่าปีแล้ว อายุรวมกันของช่างตัดเย็บน่าจะ 200 กว่าๆ จักรก็เก่ามาก เดี๋ยวนี้แม้จะมีคนไหว้เจ้า แต่เขาก็ไม่ค่อยใช้หมอนแบบนี้แล้ว” ศรัณย์พาให้เราเห็นภาพร้านเก่าๆ ที่ว่า เขาบอกว่าในบางครั้งที่เข้าไปยังร้าน ศรัณย์พบว่าบางทีเขาได้กินขนมผักกาดแทนหมอน อย่างไรก็ตาม เขามองว่านั่นคือการสร้างความสัมพันธ์ และเขาตั้งใจว่าจะไม่ทรีตเหล่าผู้สร้างงานในรูปแบบผู้รับเหมาเด็ดขาด

ศรัณย์พาเราย้อนกลับไปในงานที่เรียงร้อยจากผ้าชาวเขามากมาย

“ชิ้นนี้ได้มาตอนที่เรานั่งกินข้าวกับหัวหน้าชนเผ่า ปู่แกบอกเราว่า เงินที่ได้จากผ้านี้แกเอาไปทำทีมฟุตบอลนะ ทีมฟุตบอลของที่นี่เก่งมาก”

“ปู่เขาบอกว่าเขาทำมาหมดทุกอย่างแล้ว เคยแบกผักอยู่คลองเตยด้วย เล่าไปแกก็น้ำตาคลอไป ส่วนผมก็อิน เหมือนเป็นมิสเวิลด์” ศรัณย์หัวเราะ

“ผมบอกว่า คุณปู่ครับ! ผมจะช่วยคุณปู่เอง! แต่สุดท้ายออเดอร์ของเราก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย ผมเอามันมาปักเป็นลายการ์ตูนตามปั๊มที่คนมองว่ามันถูก ส่วนผ้าก็เป็นผ้าฝ้ายที่เขาเอาไว้กี่เอวแบบชาวเขา ส่วนงานที่ทำกับศูนย์ศิลปาชีพจะเป็นผ้าเนามือ ผมทำผ้าเป็นใส้ไก่ แล้วค่อยๆ ขดเป็นสาย” ศรัณย์อธิบายงานอีกชิ้น ซึ่งเป็นงานที่หุ้มอยู่บนโซฟา

“ปัญหาคือผ้าพวกนี้มันต้องซื้อ ทุกอย่างที่ได้มาเลยไม่เหมือนคนอื่น เราจึงลองเสนอทางศูนย์ว่าลองจัดผ้าให้เป็นกลุ่มๆ ดีไหม เช่นเฉดสีน้ำตาลให้อยู่ด้วยกัน อีกหน่อยมันจะได้มีระบบ แทนที่จะนั่งเลือกคุ้ยๆ ผ้า ต่อไปเวลาทำงานพวกนี้อีก ลูกค้าจะได้บอกว่าอารมณ์จะเป็นยังไง”

เขาบอกว่าการจัดกลุ่มเช่นนี้จะทำให้ลูกค้าสามารถจินตนาการภาพงานที่ต้องการได้.. เหมือนกับกระเป๋าแบรนด์ยุโรปอย่าง Freitag

“เราไม่อยากขายฝันพวกเขาว่าถ้าเขาทำงานกับเราเขาจะมีนั่นมีนี่ แต่สิ่งที่จับต้องได้คือ ผมบอกเขาว่าผมจะมีออเดอร์มาให้เขาบ่อยๆ และมันมีมูลค่ามากพอ กับศูนย์ศิลปาชีพเองก็เหมือนกัน ต่อไปถ้าศูนย์ศิลปาชีพเจอกับดีไซเนอร์บ่อยๆ ผ้าพวกนี้ก็จะออกจากคลังได้”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

ประสบการณ์ร่วมที่ไม่ธรรมดา

งานชิ้นหนึ่งที่โด่งดังของศรัณย์คือ งานเก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว ที่ทำมาจากเก้าอี้ตัวยาวกับเสื่อพลาสติกที่ผสมผสานกับผ้าไหมซึ่งเป็นวัสดุพื้นถิ่น ทั้งหมดประดับลงบนเก้าอี้ที่เขานำมาออกแบบใหม่อีกครั้ง แต่ยังทำให้คนมองเห็นว่ามันเป็นเก้าอี้ดีไซน์คุ้นตาอันเดิม

“ตอนงาน Bangkok Design Week เขาจะหาที่คูลๆ มาแสดงงานกัน ตอนนั้นผมเลือกร้านอาหารจีนชื่อนิวเฮงกี่ ชั้นสอง”

ศรัณย์จำลองเหตุการณ์ให้เราได้ดูอีกครั้ง

‘เฮีย เอาเก้าอี้เฮียออกได้ไหม แล้วผมจะเอาเก้าอี้กับโต๊ะผมมาตั้งให้ ใครอยากนั่งก็นั่งเลย ใครอยากซื้อก็ซื้อเลย’

“จากนั้น 3 วัน ปรากฏขายหมด คนเช็กอินร้านเฮียใน Instagram แบบถล่มทลาย มันตลกที่ว่าเวลาเราอยากดูงานนี้ ถ้ามีลูกค้านั่งอยู่เราจะดูไม่ได้ ต้องยืนรอจนเขากินเสร็จ พอกินเสร็จ โต๊ะก็เลอะเทอะไปหมด คนก็เลยรู้สึกว่าเป็นการแสดงงานที่สนุก เราสามารถมี Interact กับมันได้ สุดท้าย เฮียก็ซื้อไว้ชุดหนึ่งให้เป็นมิ่งขวัญของร้าน”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

หากคุณได้ไปร้านนิวเฮงกี่ คุณจะเห็นโต๊ะเก้าอี้ฝีมือศรัณย์จัดเป็นดิสเพลย์โดยเฮียเจ้าของร้าน โดยมีรั้วกั้น ที่มุมหนึ่งจริง ๆ

และในวันนี้ พื้นที่ที่จะเอื้อให้คุณได้ดำดิ่งไปสัมผัสประสบการณ์งานศิลปะก็กลับมาอีกครั้ง นอกจากศรัณย์จะยกเก้าอี้ไปไว้ในร้านก๋วยเตี๋ยว เขาบอกเราว่างานนี้เราจะได้เห็นวัสดุที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศในประเทศไทย ตั้งแต่กระจูดจากพัทลุง เสื่อมหาสารคาม และงานผ้าจากบนดอยที่เขาไปนำมาด้วยตัวเอง ในนิทรรศการ Pop Artisan ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest)

“ผมเชื่อว่าคอนเซ็ปต์ของนิทรรศการนี้ จัดได้ว่าเป็นการเล่าเรื่องอย่างหนึ่ง ในงานนี้มันเป็นเหมือนส่วนผสมของรถซาเล้งและร้านขายของเก่า เราจะเรียงทุกอย่างบนผนังให้คุณผสมได้เอง”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

หากคุณไปที่ Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park ในวันที่ 21 – 30 มิถุนายนนี้ คุณจะพบศรัณย์ยืนถือสว่านเพื่อรอประกอบเก้าอี้ลายใหม่ที่เขาเรียกมันว่าเป็นการคืนวิญญาณ และคุณเองก็สามารถหยิบเก้าอี้ตัวกลมจากบ้านมาให้เขาคืนชีวิตให้มันใหม่ได้เช่นกัน

“เราไม่มีโจทย์อะไรนอกจากทำงานกับชุมชน ซึ่งเหมาะกับ Sustainable Fest ครั้งนี้เราจะพาคนดูไปรับรู้เรื่องราวผ่านประสบการณ์ร่วม ให้เขาสามารถเลือกที่จะคืนวิญญาณให้ของเก่าเองได้”

ศรัณย์จะเปลี่ยนภาพจำของศาลาสินค้าโอทอปให้กลายมาเป็นรถซาเล้งสนุกๆ และเราสามารถพูดได้ว่างานของเขาไม่เพียงแต่ ‘Sustain’ เพื่อช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมด้วยการลดขยะเท่านั้น

แต่ศรัณย์ที่มาพร้อมกับความตั้งใจ กำลังจะ ‘Sustain’ งานหัตถกรรมของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น ให้มีลมหายใจต่อไปด้วยศิลปะ

“หัตถกรรมสำหรับผมคืองานที่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา มันคือการที่ชาวบ้านแบกแตงโมมาให้เราที่พัทลุง มันคือการที่เราสั่งกระจูดมา 2,000 บาท แต่ชาวบ้านแกจะไปเก็บกระจูดในป่าแทนที่จะปลูกเอง นี่แหละครับ มันคือเรื่องของวิถีชีวิต”

ศรัณย์ปิดท้ายพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เราจะถามว่างานนี้จะมีอะไรสนุกๆ ให้ได้ชมอีกไหม

เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะว่า

“แค่เจอผมก็สนุกแล้ว”

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

งานนี้ไม่เพียงแต่เยี่ยมชมผลงานเท่านั้น แต่ท่านยังสามารถไปจับจ่ายเฟอร์นิเจอร์ที่อยากได้ไว้ใช้สอยและเยี่ยมชมนิทรรศการ ‘Pop Artisan’ ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของ 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest) ได้ ตั้งแต่วันที่ 21 จนถึง 30 มิถุนายน ท่ี Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park สถานีปุณณวิถี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ทุกวัน

แล้วมาร่วมคืนชีวิตให้เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ กัน!

20 มิถุนายน 2562
43 K

สำหรับเรา ศรัณย์ เย็นปัญญา เป็นนักออกแบบที่เล่าเรื่องผ่านข้าวของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์

เรื่องเล่าของเขามีชีวิตอยู่ในทุกอย่าง เฟอร์นิเจอร์รูปร่างแปลกตาที่ประดับประดาอยู่ทั่วสตูดิโอในย่านเจริญกรุงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานทั้งหมดในฐานะ Creative Director และผู้ก่อตั้ง 56thStudio เอเจนซี่ที่ทำงานสร้างสรรค์และมุ่งสร้างผลงานการเล่าเรื่องในแบบที่ไม่มีใครมองเห็น

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

ศรัณย์เชื้อเชิญให้เราทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ทำจากลังในแบบคล้ายๆ กัน

“ชิ้นที่คุณนั่งอยู่คืองานที่ผมทำตอนอยู่สวีเดน”  

มองเร็วๆ ก็พบว่าเก้าอี้ตัวนี้ถูกประกอบสร้างขึ้นมาบนไม้ที่แกะเป็นเกลียว ให้สัมผัสเหมือนเปียโนชั้นดีสักหลัง ส่วนพนักพิงทำมาจากลังใส่ผลไม้ที่เขายกมาจากปากคลองตลาดจริงๆ

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อเรากวาดสายตาไปทั่วสตูดิโอ เราพบว่ามันเต็มไปด้วยสิ่งคุ้นตาที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ถูกร่ายมนตร์และร้อยเรียงกลายเป็นดีไซน์ใหม่แสนเท่ ผ้าม่านสกรีนลายประตูห้องแถว เก้าอี้สีจัดจ้านที่ทำมาจากเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในการก่อสร้าง เบาะที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเสื่อธรรมดาแต่เสริมความไม่ธรรมดาด้วยลายปักแบบโอเรียนทัล

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ
ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

ผลงานออกแบบทั้งหมดของศรัณย์มักหยิบสิ่งธรรมดาที่ถูกมองข้ามมาเนรมิตใส่ตัวตนบางอย่าง ที่มองเผินๆ อาจขัดแย้งในตัวเองแต่ก็ชวนให้จ้องมองแล้วคิดตามไปพร้อมกัน

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อได้คุยกับเขาถึงวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังงานทั้งหมด เราก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชื่อของ ศรัณย์ เย็นปัญญา จึงปรากฏอยู่ในนิตยสารและเว็บไซต์มากมายหลากหลายภาษา

ล่าสุดเขากำลังจะมีผลงานสนุกๆ ชื่อ ‘Pop Artisan’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest) ที่จะมีขึ้นวันที่ 21 – 30 มิถุนายนนี้ ที่ Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park สถานีปุณณวิถี ไม่อยากให้คุณพลาดงานนี้

เขาพร้อมแล้วที่จะเล่าเรื่องราวของเขาให้เราฟัง

ความขบถของเด็กหน้าห้อง

ศรันย์เติบโตจากครอบครัวชนชั้นกลางในนนทบุรี ที่เขาคิดเองว่าที่นี่คือบรู๊กลิน

ศรัณย์ในวัยอนุบาลคือเด็กนักเรียน ‘แพง แพง’ ที่สวมใส่กางเกงสีน้ำเงินในโรงเรียนเอกชน ก่อนชีวิตจะพลิกผันและพาเขาเดินมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อจู่ๆ ที่บ้านประสบปัญหาทางด้านการเงิน เขาต้องย้ายโรงเรียนไปใส่กางเกงสีน้ำตาล

ณ โรงเรียนแห่งใหม่นั้นเองที่ศรัณย์ได้มองเห็นชีวิตที่มีเส้นทางอันหลากหลายเป็นครั้งแรก เขามองเห็นห้องน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแฉะๆ ได้รู้จักกับเพื่อนที่ขายขนมโตเกียวทุกเช้า เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตในกางเกงสีน้ำเงินเมื่อครั้งก่อนแล้ว ศรัณย์ในตอนนั้นรู้สึกว่ามันช่างแตกต่างกันจนเรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังมือ

“แต่มันเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เติบโตมาแบบไม่ค่อยตัดสินอะไรไปก่อน เพราะมีเพื่อนทุกประเภท”

ศรัณย์ในโรงเรียนใหม่นับว่าเป็นเด็กหน้าห้องที่ตั้งใจเรียน แต่เขายังมีความขบถที่ส่งเสียงประท้วงอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเด็กเสมอ เขาไม่ชอบเข้าพิธีในสังคม เพราะเชื่อว่าตัวเองสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ ถึงแม้ว่าหลายคนในสังคมจะมองว่าเลือกไม่ได้ก็ตาม  

แนวคิดแบบนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังอยู่ในจังหวัดนนทบุรี คุณแม่ของศรัณย์ทำงานเป็นพยาบาลในคลินิกวางแผนชุมชน หรืออีกชื่อหนึ่งคือคลินิกวางแผนประชากร

“ที่นั่นสอนการคุมกำเนิดทุกประเภท เราเห็นถุงยางอนามัยกองเต็มบ้าน แต่ประเด็นคือคำว่าการวางแผนชุมชนนั้นมันรวมถึงการทำแท้งด้วย”

ศรัณย์ที่ต้องรอกลับบ้านกับแม่ทุกเย็นมองเห็นผู้หญิงหลากหลายรูปแบบที่หน้าห้องตรวจในคลินิก เขามองเห็นหญิงสาวให้บริการมานั่งร้องไห้ มองเห็นผู้หญิงบางคนติดเชื้อ HIV ประกอบกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมที่กล่าวถึงงานของคุณแม่ของเขาว่าเป็นงานที่ไม่ดี นั่นทำให้ศรัณย์เริ่มต้นตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วสิ่งที่สังคมบอกว่าไม่ดี มันไม่ดีจริงไหม

เด็กชายคนนั้นเริ่มต้นวิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามองเห็นในหัวของตัวเอง เขาตัดสินใจเลิกฟังเสียงจากสังคมแล้วเริ่มต้นตัดสินด้วยตัวเอง ศรัณย์จึงมองย้อนกลับไปว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขามองเห็นความแตกต่างจากเพื่อนๆ ที่มาจากทุกสังคม เขาเคยเป็นลูกคุณหนูที่ใส่กางเกงสีน้ำเงิน และในขณะเดียวกันก็เคยเป็นเด็กชายกางเกงน้ำตาลที่มีเพื่อนห่อขนมโตเกียวขาย

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อเติบโตมาจนถึงวัยมหาวิทยาลัย ศรัณย์ได้เลือกสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคนในนั้นถือกระเป๋า Harrods จนเกิดคำถามขึ้นมาในใจศรัณย์ว่า แล้วเด็ก ‘นนทบุเรี่ยน จากนนทบุรี’ อย่างเขาจะต้องถืออะไร

เด็กชายคนนั้นจึงแบ่งเงินค่าขนมไปซื้อสิ่งที่เขามองเห็นว่ามันไม่ได้จำเป็นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือแม้กระทั่งหนังสือดีไซน์ที่เขาเสียเงินไปในแบบไม่สมฐานะ

“เราเป็นเด็กที่รายได้ต่ำแต่รสนิยมสูง” ศรัณย์นิยามตัวเอง

“แต่จริงๆ ไม่เคยเป็นคนหรูหราเลยนะครับ แต่เป็นคนหัวสูงมาตลอด ตอนนั้นเราไม่ฟังเพลงไทยนะ และแหล่งเสพงานพวกนี้ของเราก็ไม่ได้มีเยอะ ตอนเด็กๆ เราเลยต้องใฝ่หาเอา อย่างตอนนั้นได้ยินว่างาน MTV Video Music Awards มีการดีไซน์เวทีที่ดีมาก เราก็ไปบ้านเพื่อนแล้วเอาวิดีโอไปอัดเก็บไว้ดู”

การเจอผู้คนในหลากหลายสังคมและใฝ่รู้ในสิ่งที่อยากรู้ ยิ่งทำให้ศรัณย์สนใจเรื่องราวของลูสเซอร์ คนที่ถูกมองว่าเห่ย ไร้ค่า และถูกทิ้งไปแล้ว นับตั้งแต่นั้น ความท้าทายและความสนุกของเขาจึงเป็นการมองหาภาษา เครื่องมือ ไอเดีย ที่เขาพร้อมจะพิสูจน์คุณค่าแท้จริงผ่านเรื่องราวที่กำลังเล่าและความสวยงามที่อยู่ในนั้นเสมอ

ศรัณย์กล่าวอย่างติดตลกว่า จริงๆ ถ้าตอนเด็กที่บ้านมีกำลังจะสนับสนุน โต๊ะและเก้าอี้ที่ทำมาจากพลาสติกกับเหล็กรอบตัวเราอาจกลายเป็นโต๊ะทองเหลืองสุดหรูก็ได้

เมื่อต้องคิดทำงานวิทยานิพนธ์ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศรัณย์เลือกทำงานที่เกี่ยวกับผ้าไหมในศูนย์ศิลปาชีพ ที่เขาพบว่ามีผ้าในคลังถูกทิ้งไว้เปล่าๆ เป็นจำนวนมหาศาล ด้วยการเนรมิตรผ้าเหล่านั้นให้กลายเป็นสินค้า โดยพยายามหาวิธีการจัดการระบบแก่ผ้าเหล่านี้ไปพร้อมกัน ก่อนขายรถ ขายบ้าน และเก็บกระเป๋าไปเรียนภาษาที่มหานครนิวยอร์ก ตามด้วยเรียนหลักสูตร Storytelling ที่ประเทศสวีเดน

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

การเมืองคือเรื่องใกล้ตัว

หลังเรียนจบหลักสูตรที่มีคำนิยามว่า ‘เรียนปั้นหม้อ ทอผ้า’ อย่างเอกการออกแบบอุตสาหกรรม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยบอกว่า “เสียดายไม้ เอาไปทำฟืนดีกว่า” ศรัณย์เริ่มต้นชีวิตบทใหม่ในประเทศสวีเดน เขาเล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงแบบ ‘ดีวา’ เหมือนเช่นตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้คุยกัน ว่าจริงๆ แล้วเขาสอบได้ทั้งที่อังกฤษและสวีเดน แต่เขาเลือกจะเรียนวิชา Storytelling ในประเทศสวีเดน เพราะหลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้เขาได้ตัดไม้ ทอผ้า ปั้นหม้อ ไปจนถึงทำแอนิเมชัน เปิดโอกาสให้ทดลองทำงานผ่านเครื่องมือต่างๆ

“เรารู้แค่ว่าเราอยากสื่อสาร และโปรแกรมนี้ก็อนุญาตให้เราเป็นอะไรก็ได้”

ศรัณย์กลายเป็น 1 ใน 2 ของเด็กเอเชียในชั้นเรียนที่สวีเดน และพบว่าเพื่อนเอเชียอีกคนนั้นเป็นเด็กเกาหลีที่ขยันเหลือเกิน

“เราเป็นคนชอบแข่งขัน ก็เลยเอาความถึกและวิจิตรแบบไทยเข้าสู้ ส่วนฝรั่งก็จะคิดเยอะๆ ปฏิบัติน้อยๆ งานน้อยๆ แต่ออกมาแล้วเท่จัง หลายครั้งก็คิดนะว่าทำไมเราคิดงานแบบนั้นไม่ได้บ้าง” เขาหัวเราะเสียงดัง แต่แม้จะล้อมรอบด้วยความเรียบง่ายในแบบสวีเดนและเพื่อนร่วมชั้นสายมินิมอล แต่ศรัณย์กลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

และที่นั่นหล่อหลอมให้เขา ‘เถิดเทิง’ มากกว่าเดิมเสียอีก

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

“เพราะเราเบื่อมาก มันเป็นประเทศที่รถเมล์มาตรงเวลา ทุกอย่างมันเป็นระบบเหลือเกิน เราเลยคิดถึงความ ‘เวรี่ไทย’ วุ่นวายๆ แบบกรุงเทพฯ”

ศรัณย์บอกว่าสวีเดนเป็นเมืองที่เท่ากัน หากเขาไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ เขาจะพบว่าทุกคนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้หมด และมีช่องว่างระหว่างชนชั้นน้อยมาก

“มันเหมือนอยู่ห่างจากสิ่งที่เราเกลียดไปเลย ผมมีความสัมพันธ์กับกรุงเทพฯ ในแบบทั้งรักและเกลียดเพราะผมมองว่ามันเป็น ‘Beautiful Chaos’ คือผมเกลียดมันนะ แต่ผมก็รักความวุ่นวายแบบสวยงามของไทยมากด้วย

“อย่างเวลาเรียกแท็กซี่แล้วไม่ไป เรียกใกล้ไม่ไป เรียกไกลก็ไม่ไป บางทีก็อยากรู้ว่าแล้วพี่จะไปไหน มันคือเซนส์แบบนี้ คือไม่ได้บอกว่าชอบ แต่มันมีพื้นที่ของการเล่นสนุกและตีความที่ไทยทำได้ร้อยแปดพันเก้า เพราะเราไม่มีระเบียบแต่เรามีความสวยงาม เช่นสิ่งที่ซ่อนไว้ในวัฒนธรรมสตรีทฟู้ด”

สำหรับศรัณย์แล้ว เมื่อกล่าวถึงคำว่าไทย เขามองว่ามันสามารถนิยามได้เป็นภาษาอังกฤษเก๋ๆ ว่า ‘Contradiction’ หรือแปลเป็นไทยแบบเจ็บจี๊ดๆ ว่า ‘ปากว่าตาขยิบ’ เขามองเห็นว่าสังคมไทยคือสังคมดราม่า ที่เมื่อคุณเดินไปย่านสาทรคุณจะมองเห็นตึกมหานครสุดหรูที่สูงระฟ้า ทว่าเมื่อเดินถัดเข้าไปในซอย คุณจะพบว่ามันเต็มไปด้วยห้องเช่า

เช่นเดียวกับที่หากคุณเดินเข้าไปในสยามพารากอน คุณสามารถซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ของแท้ได้ในราคาสูงลิบ แต่ถ้าเดินถัดออกมาอีกไม่กี่ก้าวและข้ามผ่านสกายวอล์กไปยังห้าง MBK คุณจะพบกับนาฬิกาโรเล็กซ์ปลอมในราคาแค่ไม่กี่ร้อย

“ผมพบว่าประเทศไทยมีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันได้ในแบบของมัน และนั่นเรียกว่า Beautiful Chaos”

และที่สวีเดนนี่เอง ความวุ่นวายของกรุงเทพฯ ได้นำพาเขาให้สร้างสรรค์งานชิ้นแรกขึ้นมา เมื่อข่าวหน้าหนึ่งของประเทศสวีเดนลงภาพการประท้วงในไทยและมีภาพการเทเลือดลงบนพื้น

“งานนั้นคืองานที่คุณกำลังนั่งอยู่”

ศรัณย์พูดถึงลังใส่ผลไม้ที่มีขาตั้งเป็นไม้แกะวิจิตร

“ตอนนั้นฝรั่งเห็นเลยเดินมาถามว่าประเทศคุณมีอะไรกัน แต่ผมไม่ได้สนใจอะไร เพราะไม่ได้สนใจด้านการเมือง ก็เลยเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องตอนนั้น เขาก็บอกกลับมาว่า นี่คือ Class War นะ”

เพื่อนฝรั่งคนนั้นเล่าเรื่องราว Class War หรือสงครามระหว่างชนชั้นในยุโรปให้ศรัณย์ได้ฟัง ณ ตอนนั้น ทุกสิ่งได้นำพาให้ศรัณย์ย้อนกลับไปสงสัยว่า แท้ที่จริงแล้วสงครามระหว่างชนชั้นที่ว่ามันคืออะไร และประเทศไทยมีสิ่งนั้นจริงหรือไม่

และเขาก็พบว่า เขาเจอ Class War ได้ในสยามพารากอน

“ข้างหลังสยามพารากอนมันมีสลัม ผมเลยพบว่าความแตกต่างระหว่างคำว่าสูงกับต่ำ แพงกับถูก ดีกับถูก มัน ‘เวรี่ไทย’ เลย และผมอยากเล่าความเป็นไทยผ่านมุมนี้”

ศรัณย์จึงขนเอาตะกร้าผลไม้จากปากคลองตลาดกลับมาด้วยราคาสูงลิบ เพื่อมาต่อกับขาแบบวิกตอเรียน สร้างสรรค์ให้กลายเป็นเก้าอี้เพื่อนำเสนอเรื่องราวของการเมืองและชนชั้น เขากำลังแสดงให้โลกเห็นถึงความไทยในแบบที่ชาวต่างชาติเองก็สัมผัสได้ ผ่านงานสุดแปลกตาที่เราไม่อาจนิยามได้ว่าเป็นงานหรูหรืองานที่ทำมาจากของถูกกันแน่ แต่มันกำลังพาเขาให้เดินทางไปยังเวทีระดับโลก

เพราะจากนั้นไม่นานผู้คนมากมายก็ได้ติดต่อศรัณย์ให้ขายเก้าอี้ตัวนี้ในราคาหลักหมื่น รวมถึงไปเข้าตานิตยสารแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลระดับโลกอย่าง Vogue อีกทั้งยังได้เดินทางไปถึงปารีสเลยทีเดียว

Caricature as Furniture คืองานเก้าอี้ที่เขานำป๊อปคัลเจอร์ในแบบ Caricature ที่แปลว่าภาพเหมือน มาถ่ายทอดลงบนเฟอร์นิเจอร์

“ตอนนั้นเราไม่ได้อยากทำภาพเหมือนแต่เราอยากทำเฟอร์นิเจอร์” เขาอวดผลงานให้เราได้ดู ปรากฏภาพไม้ที่แกะเป็นภาพคุ้นตามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเดอะซิมป์สันที่คนมองว่าเป็นการ์ตูนสำหรับชาว Red Neck เลดี้กาก้าที่งานเพลงกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ณ ขณะนั้น หรือแม้กระทั่งแกะเป็นตัวละครจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ จนโดน 20 Century Fox ส่งเมลมา “แต่ตอนหลังเขาก็มาถามนะว่าช่วยผลิตให้หน่อยได้ไหม เพราะเขาจะมี Home Shopping Channel”

เขาได้วานให้ช่างจากบ้านถวายที่เคยแกะสลักช้างมาแกะสลักเก้าอี้นี้ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ศรัณย์มองว่านี่คือสิ่งสากลที่กำลังผสมกับความละเอียดแบบไทย พร้อมเสริมเรื่องราวด้วยไม้ราคาถูกที่เขานำมาพ่นสีในแบบเปียโน ให้กลายเป็นงานที่หรูบนวัสดุที่คนต่างก็ดูถูก

งานสร้างชื่อชิ้นถัดมาคือผลงานแอนิเมชันที่ทำให้เขาคว้ารางวัลจาก Adobe โดยที่เจ้าของเรื่องราวอย่างคุณแม่ของเขาไม่เคยรู้

“คลินิกแม่อยู่แถวสุขุมวิท เวลาเดินทางกลับจะผ่านนานา เห็นทัวริสต์อาร์ตพวกดอกบัว ร่ม สีนีออน รู้สึกว่าทำไมคนถึงมองว่าแขวนบ้านปุ๊บเชยปั๊บ แต่เรามองว่าถ้าเราหลุดไปในพัดอันนั้น โลกแอนิเมชันเราจะยังเชยอยู่ไหม ก็เลยเอาพวกวัสดุถูกๆ เอาผ้าถุงมาตัดทำเซ็ตดีไซน์เล็กๆ เล่าเรื่องพ่อกับแม่ที่เป็นชนชั้นล่างในสลัมที่พ่ออยู่”

ต่อรองกับความตาย

“ช่วงแรกๆ ตอนที่ยังไม่มีใครรู้จัก ผมพยายามทำงานที่ทำให้คนดูรู้สึกช็อก มันยังเป็นการหยิบเอาสิ่งที่คนดูถูกมาเปลี่ยน เพราะผมไม่เชื่อว่ามันมีรสนิยมที่ดีหรือรสนิยมที่แย่ รสนิยมมันเป็นเรื่องของคุณ นิยมแบบนั้นแบบนี้ ดีไซเนอร์ที่ดีสำหรับผมคือคนที่เปิดกว้าง รู้จักรสนิยมที่หลากหลาย และเลือกใช้กับโจทย์”

ความกล้านำพาศรัณย์ให้ก้าวเข้ามาอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ เขาทำงานถึง 3 ที่พร้อมกัน และแทบเรียกได้ว่าไม่มีเวลาว่าง ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาสามารถผ่อนคลายได้คือการไปยังบาร์ และสั่งเหล้ามากินเพื่อผ่อนคลายวันเครียดๆ

ศรัณย์เคยสเก็ตช์งานบนกระดาษทิชชูและส่งให้ลูกค้า เคยแม้กระทั่งนั่งทำงานในบาร์จนภาพตัดและไม่รู้ว่าตัวเองกลับบ้านได้ยังไง จนกระทั่งวันหนึ่ง ศรัณย์ตื่นขึ้นมาและพบว่าเขาอาเจียนเป็นเลือด

ศรัณย์ยื่นหนังสือเล่มเล็กๆ สีสันฉูดฉาดมาให้พวกเรา โดยที่หน้าหนึ่งเขียนคำว่า Bargaining with Death

“เล่มนี้เป็นสูตรค็อกเทลที่ผมเขียนเป็นไดอารี่ตอนป่วย” เขากล่าวให้เราฟัง

“ตอนนั้นหมอบอกว่าผมอยู่ได้แค่ 3 เดือน”

สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อรู้ว่าอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 3 เดือน คือการโทรบอกคุณแม่ที่เป็นพยาบาล แล้วเริ่มต้นพยายามทำทุกวิธีให้ตัวเองหาย ตลอดเวลาที่อยู่บนเตียง เขามองเห็นภาพตัวเองกลับมาเป็นศรัณย์ที่ทำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วตามเดิม

“เราคิดแค่ว่าเราอยากหาย”

แต่ศรัณย์คนเดิมก็ไม่กลับมา และวันนี้เขากลายเป็นศรัณย์คนใหม่แทน

“ศรัณย์คนเดิมเป็นคนโอหังมาก เรารู้สึกว่าเราทำงานเก๋เนอะ ชื่อเสียงได้มาเร็วมาก ไม่ทันเรียนจบก็ได้ลง Vogue แล้ว มันมาพร้อมกับความมั่นใจ ที่จริงๆ มันก็ไม่ผิดหรอกถ้าเรามั่นใจในเลเวลที่พอดี..

“แฟนบอกเลิกผม บอกว่าผมรักตัวเองมากเกินไปจนไม่สามารถรักคนอื่นได้ เราก็คิดว่า เอ๊ะ นี่มันเป็นคำชมหรือเปล่านะ เพราะ RuPaul ก็เคยบอกไว้ว่า If you don’t love yourself, how in the hell you gonna love somebody else? เราก็อ้าว รักมากเกินไปก็ผิดด้วยเหรอ แต่ตอนนั้น ไอ้ความรัก กระบวนการที่เราหลงใหลและหมกมุ่นมากๆ มันไม่แคร์จนคนอื่นเขาจะอะไรยังไง ผมว่าทุกคนเคยเป็นนะ เพราะความสำเร็จ เงินทอง ชื่อเสียง มันได้มาง่าย เราก็เลยรู้สึกผยอง” เขาหัวเราะก่อนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

“จริงๆ คนใหม่นี่ไม่ได้ดีเด่อะไรนะ ก็มีความกวนเหมือนเดิม ตอนนี้ผมอยู่เงียบๆ และเชื่อในเรื่อง Law of Attraction ถ้าเราคิดดีทำดีก็จะดึงดูดคนที่คิดอะไรคล้ายๆ กัน คนที่คิดอะไรไม่ดีก็คงไม่ได้ชอบอะไรแบบที่เราชอบ ก็คิดแค่นี้ แต่เลเวลของความปากจัด กวนๆ ก็ยังเต็มที่”

แม้จะต้องปรับชีวิตใหม่ แต่ศรัณย์ก็ยังหลงใหลในงานของตัวเองตามเดิม ทุกความรักของเขาสามารถมองเห็นได้ผ่านความละเอียดทั้งในงานที่เขาทำและจากน้ำเสียงตื่นเต้นที่กำลังเล่าให้เราฟัง

“งานชิ้นนี้ เราให้บรรยากาศเป็นตัวเล่าเรื่อง” เขาปิดท้าย ก่อนพาเข้าสู่อีกหนึ่งผลงานที่ศรัณย์ไปจับมือเหล่าศิลปินมาร่วมสร้างสรรค์และตีความคำว่า ‘ความเป็นไทย’ ลงในงานซีรีส์ ‘ซุปเปอร์สยาม’ ”

เหล่าศิลปินได้สร้างสรรค์ภาพความเป็นไทยในแบบที่หลากหลาย อย่างขนมชั้น ผัดกะเพรา หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายเบาะตุ๊กๆ และนำมาหุ้มลงบนเก้าอี้สีสันจัดจ้านจากเหล็กข้ออ้อย

“ปรากฏว่ามีสุลต่านมาเหมา!” ศรัณย์พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

งดงามในวิถี

อีกหลายปีถัดมา ศรัณย์ก็ได้กลับมาทำงานกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ ที่เดียวกับที่เขาเคยทำวิทยานิพนธ์สมัยเป็นนักเรียนคณะสถาปัตย์

“ผมทำกับชาวเขาเลย ก็เจอปัญหาอะไรเยอะแยะ ผมขึ้นไปบนดอย เจอปัญหาเยอะแยะมากมาย ด้วยความที่เป็นผ้าที่ทอโดยชาวเขา เขาจะบอกเราว่าเขาต้องปลูกพริกไทยก่อนนะ ขอไปเก็บลำใยก่อนนะ ทำ 2 เดือนไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า ถึงเวลาค่อยว่ากันแล้วค่อยจ่ายเงิน”

ศรัณย์ตัดสินใจใช้วิธีซื้อโปรดักต์สำเร็จจากชาวบ้านเพื่อนำมารื้อประกอบเป็นงานใหม่ เขาพบว่าวิธีการทำงานระหว่างเขากับชาวบ้านคือการสร้างความสัมพันธ์มากกว่าการบอกส่งๆ ในฐานะลูกค้ากับผู้รับเหมา

“ผมรู้สึกว่าเราต้องใช้วิธีที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน” ศรัณย์กระแอมสักครู่ ก่อนทำท่าประกอบบทสนทนาระหว่างเขากับพี่จุ๊ สุดยอดช่างทอเสื่อจันทบูรณ์ที่ศรัณย์ไปซื้อเสื่อมาทำงาน

“พี่จุ๊แกบอกว่า มันไม่มีคนทอแล้ว เด็กๆ มันก็ไปทำงานร้านสะดวกซื้อกันหมด” เรามองเห็นภาพพี่จุ๊อยู่ที่ชานเรือนพร้อมถักเสื่อไปด้วย

“ได้เงินวันละ 300 ทำงานในห้องเย็นๆ ด้วย ทอเสื่อไปก็ไม่รู้จะทำได้เท่าไหร่ นั่งก็ร้อน!” สิ่งนี้ทำให้ศรัณย์มองเห็นว่าหลากหลายผู้คนที่กำลังสานต่อลมหายใจของหัตถกรรมพื้นบ้านกำลังรอคอยที่จะสร้างคน เขาจึงเชื่อว่าทุกๆ ออเดอร์ที่เขากำลังสั่งจะสามารถสร้างคนได้

ศรัณย์เชื่อว่าหากสร้างคนได้ ชาวบ้านเองก็จะทำงานด้วยความสุข

“อย่างหมอนไหว้เจ้าที่เอามาทำงาน ผมก็ไปเจอเจ้าที่ทำมาร้อยกว่าปีแล้ว อายุรวมกันของช่างตัดเย็บน่าจะ 200 กว่าๆ จักรก็เก่ามาก เดี๋ยวนี้แม้จะมีคนไหว้เจ้า แต่เขาก็ไม่ค่อยใช้หมอนแบบนี้แล้ว” ศรัณย์พาให้เราเห็นภาพร้านเก่าๆ ที่ว่า เขาบอกว่าในบางครั้งที่เข้าไปยังร้าน ศรัณย์พบว่าบางทีเขาได้กินขนมผักกาดแทนหมอน อย่างไรก็ตาม เขามองว่านั่นคือการสร้างความสัมพันธ์ และเขาตั้งใจว่าจะไม่ทรีตเหล่าผู้สร้างงานในรูปแบบผู้รับเหมาเด็ดขาด

ศรัณย์พาเราย้อนกลับไปในงานที่เรียงร้อยจากผ้าชาวเขามากมาย

“ชิ้นนี้ได้มาตอนที่เรานั่งกินข้าวกับหัวหน้าชนเผ่า ปู่แกบอกเราว่า เงินที่ได้จากผ้านี้แกเอาไปทำทีมฟุตบอลนะ ทีมฟุตบอลของที่นี่เก่งมาก”

“ปู่เขาบอกว่าเขาทำมาหมดทุกอย่างแล้ว เคยแบกผักอยู่คลองเตยด้วย เล่าไปแกก็น้ำตาคลอไป ส่วนผมก็อิน เหมือนเป็นมิสเวิลด์” ศรัณย์หัวเราะ

“ผมบอกว่า คุณปู่ครับ! ผมจะช่วยคุณปู่เอง! แต่สุดท้ายออเดอร์ของเราก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย ผมเอามันมาปักเป็นลายการ์ตูนตามปั๊มที่คนมองว่ามันถูก ส่วนผ้าก็เป็นผ้าฝ้ายที่เขาเอาไว้กี่เอวแบบชาวเขา ส่วนงานที่ทำกับศูนย์ศิลปาชีพจะเป็นผ้าเนามือ ผมทำผ้าเป็นใส้ไก่ แล้วค่อยๆ ขดเป็นสาย” ศรัณย์อธิบายงานอีกชิ้น ซึ่งเป็นงานที่หุ้มอยู่บนโซฟา

“ปัญหาคือผ้าพวกนี้มันต้องซื้อ ทุกอย่างที่ได้มาเลยไม่เหมือนคนอื่น เราจึงลองเสนอทางศูนย์ว่าลองจัดผ้าให้เป็นกลุ่มๆ ดีไหม เช่นเฉดสีน้ำตาลให้อยู่ด้วยกัน อีกหน่อยมันจะได้มีระบบ แทนที่จะนั่งเลือกคุ้ยๆ ผ้า ต่อไปเวลาทำงานพวกนี้อีก ลูกค้าจะได้บอกว่าอารมณ์จะเป็นยังไง”

เขาบอกว่าการจัดกลุ่มเช่นนี้จะทำให้ลูกค้าสามารถจินตนาการภาพงานที่ต้องการได้.. เหมือนกับกระเป๋าแบรนด์ยุโรปอย่าง Freitag

“เราไม่อยากขายฝันพวกเขาว่าถ้าเขาทำงานกับเราเขาจะมีนั่นมีนี่ แต่สิ่งที่จับต้องได้คือ ผมบอกเขาว่าผมจะมีออเดอร์มาให้เขาบ่อยๆ และมันมีมูลค่ามากพอ กับศูนย์ศิลปาชีพเองก็เหมือนกัน ต่อไปถ้าศูนย์ศิลปาชีพเจอกับดีไซเนอร์บ่อยๆ ผ้าพวกนี้ก็จะออกจากคลังได้”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

ประสบการณ์ร่วมที่ไม่ธรรมดา

งานชิ้นหนึ่งที่โด่งดังของศรัณย์คือ งานเก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว ที่ทำมาจากเก้าอี้ตัวยาวกับเสื่อพลาสติกที่ผสมผสานกับผ้าไหมซึ่งเป็นวัสดุพื้นถิ่น ทั้งหมดประดับลงบนเก้าอี้ที่เขานำมาออกแบบใหม่อีกครั้ง แต่ยังทำให้คนมองเห็นว่ามันเป็นเก้าอี้ดีไซน์คุ้นตาอันเดิม

“ตอนงาน Bangkok Design Week เขาจะหาที่คูลๆ มาแสดงงานกัน ตอนนั้นผมเลือกร้านอาหารจีนชื่อนิวเฮงกี่ ชั้นสอง”

ศรัณย์จำลองเหตุการณ์ให้เราได้ดูอีกครั้ง

‘เฮีย เอาเก้าอี้เฮียออกได้ไหม แล้วผมจะเอาเก้าอี้กับโต๊ะผมมาตั้งให้ ใครอยากนั่งก็นั่งเลย ใครอยากซื้อก็ซื้อเลย’

“จากนั้น 3 วัน ปรากฏขายหมด คนเช็กอินร้านเฮียใน Instagram แบบถล่มทลาย มันตลกที่ว่าเวลาเราอยากดูงานนี้ ถ้ามีลูกค้านั่งอยู่เราจะดูไม่ได้ ต้องยืนรอจนเขากินเสร็จ พอกินเสร็จ โต๊ะก็เลอะเทอะไปหมด คนก็เลยรู้สึกว่าเป็นการแสดงงานที่สนุก เราสามารถมี Interact กับมันได้ สุดท้าย เฮียก็ซื้อไว้ชุดหนึ่งให้เป็นมิ่งขวัญของร้าน”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

หากคุณได้ไปร้านนิวเฮงกี่ คุณจะเห็นโต๊ะเก้าอี้ฝีมือศรัณย์จัดเป็นดิสเพลย์โดยเฮียเจ้าของร้าน โดยมีรั้วกั้น ที่มุมหนึ่งจริง ๆ

และในวันนี้ พื้นที่ที่จะเอื้อให้คุณได้ดำดิ่งไปสัมผัสประสบการณ์งานศิลปะก็กลับมาอีกครั้ง นอกจากศรัณย์จะยกเก้าอี้ไปไว้ในร้านก๋วยเตี๋ยว เขาบอกเราว่างานนี้เราจะได้เห็นวัสดุที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศในประเทศไทย ตั้งแต่กระจูดจากพัทลุง เสื่อมหาสารคาม และงานผ้าจากบนดอยที่เขาไปนำมาด้วยตัวเอง ในนิทรรศการ Pop Artisan ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest)

“ผมเชื่อว่าคอนเซ็ปต์ของนิทรรศการนี้ จัดได้ว่าเป็นการเล่าเรื่องอย่างหนึ่ง ในงานนี้มันเป็นเหมือนส่วนผสมของรถซาเล้งและร้านขายของเก่า เราจะเรียงทุกอย่างบนผนังให้คุณผสมได้เอง”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

หากคุณไปที่ Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park ในวันที่ 21 – 30 มิถุนายนนี้ คุณจะพบศรัณย์ยืนถือสว่านเพื่อรอประกอบเก้าอี้ลายใหม่ที่เขาเรียกมันว่าเป็นการคืนวิญญาณ และคุณเองก็สามารถหยิบเก้าอี้ตัวกลมจากบ้านมาให้เขาคืนชีวิตให้มันใหม่ได้เช่นกัน

“เราไม่มีโจทย์อะไรนอกจากทำงานกับชุมชน ซึ่งเหมาะกับ Sustainable Fest ครั้งนี้เราจะพาคนดูไปรับรู้เรื่องราวผ่านประสบการณ์ร่วม ให้เขาสามารถเลือกที่จะคืนวิญญาณให้ของเก่าเองได้”

ศรัณย์จะเปลี่ยนภาพจำของศาลาสินค้าโอทอปให้กลายมาเป็นรถซาเล้งสนุกๆ และเราสามารถพูดได้ว่างานของเขาไม่เพียงแต่ ‘Sustain’ เพื่อช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมด้วยการลดขยะเท่านั้น

แต่ศรัณย์ที่มาพร้อมกับความตั้งใจ กำลังจะ ‘Sustain’ งานหัตถกรรมของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น ให้มีลมหายใจต่อไปด้วยศิลปะ

“หัตถกรรมสำหรับผมคืองานที่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา มันคือการที่ชาวบ้านแบกแตงโมมาให้เราที่พัทลุง มันคือการที่เราสั่งกระจูดมา 2,000 บาท แต่ชาวบ้านแกจะไปเก็บกระจูดในป่าแทนที่จะปลูกเอง นี่แหละครับ มันคือเรื่องของวิถีชีวิต”

ศรัณย์ปิดท้ายพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เราจะถามว่างานนี้จะมีอะไรสนุกๆ ให้ได้ชมอีกไหม

เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะว่า

“แค่เจอผมก็สนุกแล้ว”

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

งานนี้ไม่เพียงแต่เยี่ยมชมผลงานเท่านั้น แต่ท่านยังสามารถไปจับจ่ายเฟอร์นิเจอร์ที่อยากได้ไว้ใช้สอยและเยี่ยมชมนิทรรศการ ‘Pop Artisan’ ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของ 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest) ได้ ตั้งแต่วันที่ 21 จนถึง 30 มิถุนายน ท่ี Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park สถานีปุณณวิถี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ทุกวัน

แล้วมาร่วมคืนชีวิตให้เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ กัน!

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ภาพเขียนการ์ตูนลายเส้นสนุกสนาน สีสันหวานแหววสะดุดตา ประกายกลิตเตอร์วะแวววะวับ คาแรกเตอร์กึ่งคนกึ่งสัตว์ชวนให้คิดถึงแอนิเมชันเรื่องโปรดในวัยเยาว์ เนื้อหนังมังสาเป็นขนฟูนุ่มน่าสัมผัส ขัดแย้งกับเนื้อหาเสียดสีนานาประเด็นร้อนในสังคม ตั้งแต่ปัญหาธรรมชาติไปจนถึงการเมือง

ประติมากรรมรูปหล่อน้องเหมียวเพศเมียนั่งกอดเข่า ส่งสายตาละห้อยหาปนโศก หว่างขามีแม่กุญแจไซส์โตล็อกกางเกงในเหล็กไว้อย่างรัดกุม ถัดออกมาไม่ไกลคือลูกกุญแจ ถึงดูผิวเผินน่ารัก แต่เบื้องหลังทุกมุมโค้งเว้าล้วนแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ การกดขี่ทางเพศ และความทรมานของอิสตรีทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

นี่คือฝีไม้ลายมือของ ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ผู้มีผลงานเป็นเอกลักษณ์ผ่านหูผ่านตาเราตลอดเวลา

ยุรี เกนสาคู

เรารู้จักเธออย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อคราวไปชมผลงาน ‘Atmosfear : บรรยากาศมาคุ’ ที่ 100 Tonson Gallery ภาพจิตรกรสาวร่างเล็กยืนตวัดฝีแปรง ประจงลากเส้นต่อจุดบนผนังสูงเกือบเป็น 2 เท่าอย่างทะมัดทะแมงประทับอยู่ในความทรงจำตั้งแต่นั้นมา สิงสาราสัตว์นับสิบรายล้อมผนังทั้ง 4 ด้าน แม้ดูตลกขบขัน แต่ล้วนเดินทางออกมาจากก้นบึ้งแห่งความกลัวของผู้วาดมันขึ้นมาทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง
ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

จนเมื่องาน BAB 2020 ปีที่ผ่านมา เธอจัดแสดงภาพเขียนมาสเตอร์พีซ ‘Bleu Blanc Rouge’ ในตึก The PARQ หลังกลับมาจากฝรั่งเศสในฐานะศิลปินพำนัก (Artist Residency) แถมจับมือกับคริสตัลในโปรเจกต์ Crystal x Yuree ออกแบบฉลากขวดน้ำสุดเก๋ มีทั้งเต่าทะเลนักดำน้ำ พะยูนคู่หูแม่ลูก วาฬยักษ์ใจดี และนางเงือกชุบแป้งทอด

ล่าสุด เราได้คุยกับเธอสั้นๆ ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 จึงถือโอกาสชวนเธอมานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เกี่ยวกับตัวตนและผลงาน ย้อนรอยเบื้องหลังคาแรกเตอร์สุดน่ารักที่เธอชุบชีวิตขึ้นบนผืนผ้าใบ มิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ ถุงผ้า เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม ไปจนถึงประติมากรรมรูปหล่อสุดคิวต์ ฉบับยุรี เกนสาคู

01

Put the Right Girl to the Right Place

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปสมัยยังเป็นเด็กหญิงยุรี แววตาเป็นประกายของเธอจับจ้องดีไซน์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนตามบรรจุภัณฑ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันด้วยความชอบ ทั้งถุงขนม ของเล่นกระจุกกระจิก หนังการ์ตูน ค่อยๆ ซึมและซับเข้าสู่ห้วงคำนึงอย่างแนบเนียน รู้ตัวอีกทีก็ต้องใจราวกับต้องมนตร์นะจังงังเรียบร้อยแล้ว

แต่พอได้เห็นพี่ชายนักเรียนช่างศิลป์ต้องฝึกทักษะการวาดพื้นฐาน กลับมองว่าหมดสนุกและไม่ใช่แนวทางที่ตนสนใจ เพราะไม่เหมือนกับการขีดเส้นตามจินตนาการเป็นตัวการ์ตูนสุดโปรดอย่างเจ้าตัวถนัด

“แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์เลยนะ” ศิลปินหญิงกล่าวถ่อมตัวตามประสาคนมากฝีมือ

หลังอกหักจากระบบสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ยุรีบ่ายหน้าสู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถานที่ซึ่งเปิดประตูบานกว้างอ้าออกต้อนรับเหล่ามนุษย์ผู้มีความคิดสร้างสรรค์

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

“โชคดีตรงได้เรียนที่ที่เหมาะกับเรา จำได้ครั้งหนึ่งตอนฝึกวาดสีน้ำมัน เราก็จัดสโตรกหนักๆ เป็นภาพพื้นผิวอะไรสักอย่างแปะบนแบกกราวนด์แบนเรียบ แทนที่จะทำอากาศให้ฟุ้งหน่อย ไม่มีเอกภาพเลย ปรากฏว่าอาจารย์ไม่ตำหนิอะไรเลยสักคำ บางครั้งวาดลดทอนแบบบิดๆ เบี้ยวๆ แนวหลีกหนีความเป็นจริง กลับได้คะแนนดีด้วยซ้ำ เพราะความคิดและสไตล์เรามีค่ามากกว่าแค่ความเหมือนจริง”

ยุรีพาตัวเองเข้าไปอยู่ถูกที่ถูกทาง เหมือนนักกีฬาดาวรุ่งได้โค้ชมากฝีมือมาช่วยเทรน บ่มเพาะจนสุกงอมพร้อมทาน สบกับโอกาสพิเศษที่ได้รับ ซึ่งนับเป็นหมุดหมายแห่งการก้าวเข้าสู่วงการศิลปะเต็มตัวของเธออย่างเป็นทางการ

“ตอนเรียนไม่เคยมั่นใจว่าจะอยู่รอดได้ด้วยอาชีพศิลปิน ช่วงนั้นพ่อผู้เป็นรายได้เดียวของครอบครัวเพิ่งเสีย ยิ่งต้องคิดหนักว่าจะไปทางนี้ต่อดีไหม เผอิญหลังเรียนจบ มหาวิทยาลัยทำโครงการร่วมกับพื้นที่สองสามแห่ง เปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยจัดนิทรรศการเดี่ยว มาสร้างและขายผลงานของตัวเอง ปรากฏว่าเราได้รับคัดเลือก ทำให้มีแกลเลอรี่เข้ามาติดต่อและขายผลงานได้เกือบหมด จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเดินทางนี้ต่อไป”

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

เจ้าตัวแอบกระซิบว่าถ้างานครั้งนั้นแป้ก ก็คงหักเลี้ยวไปสายออกแบบเพื่อการค้าอย่างเดียว ปิดตายลงกลอนประตูศิลปินไฟน์อาร์ต ไม่ได้เขียนภาพโชว์ตามแกลเลอรี่หรืองานต่างๆ อย่างที่เห็นทุกวันนี้ควบคู่กันไปด้วย

02

แกงโฮะ

กลเม็ดเด็ดพรายของยุรี เกนสาคู คือการหยิบคว้าเรื่องราวนอกกรอบหลากหลาย ตั้งแต่ตำนานปกรณัม นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแง่มุมในก้นบึ้งแห่งตัวตนของเธอ ทั้งความกลัวและความสนใจต่อประเด็นต่างๆ ในสังคม กลั่นกรองออกมาเป็นทั้งผลงานพาณิชยศิลป์และวิจิตรศิลป์

“นอกจากโจทย์ใหญ่ซึ่งครอบไว้ ก็พยายามสำรวจตัวเองว่าขณะนั้นสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษอยู่บ้าง พอได้ไอเดียคร่าวๆ ก็พยายามแตกแขนงความคิดให้เหนือคาด อย่างงาน Nagabi Transferry ในเทศกาล Thailand Biennale 2018 ที่กระบี่ เราสนใจเรื่องตำนาน จึงเอานิทานพื้นบ้านเรื่องการเกิดเกาะของภาคใต้มาเป็นธีม มียักษ์ นาค เขานางนอน เป็นเนื้อหาในการวาดภาพลงบนเรือและทำประติมากรรม

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“หรือชิ้น The Prophecy of 24 March 2019 จัดแสดงที่ถังแกลเลอรี่ ช่วงนั้นเริ่มสนใจเรื่องการเมืองเพราะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการยึดอำนาจ เลยโยงเอาคำทำนายอนาคตเรื่องนารีขี่ม้าขาว มาผสมผสานกับความเชื่อแบบจีนซึ่งปรากฏบนปฏิทินแบบฉีก วาดขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนคนบนหลังม้าจากชายเป็นหญิงแทน” เธอเล่ารายละเอียดการออกแบบอย่างฉะฉาน

ความคิดสร้างสรรค์น่าจะเป็นสารตั้งต้นสำคัญที่ทำให้ยุรีเลือกเฟ้นวัตถุดิบแปลกตามายำรวมกันได้อย่างแซ่บนัว แต่หากสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นตอ จะพบว่าไอเดียสนุกๆ ของเธอก่อกำเนิดขึ้นจากนิสัยขี้เบื่อหน่ายสไตล์ศิลปิน อยากทำให้ตัวเองอยู่กับงานได้จนตลอดรอดฝั่ง เพราะงานบางชิ้นก็กินเวลาถึงค่อนปีกว่าจะสำเร็จ

“คือพี่เป็นคนไม่ชอบแก้งาน” นักออกแบบตรงข้ามเราเปลี่ยนประเด็นพลางหัวเราะ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“พอรับบรีฟมาแล้วมีไอเดีย จะรีบปรึกษาลูกค้าทันทีว่าถ้าทำแบบนี้โอเคไหม อีกอย่างคือต้องทำรีเสิร์ชให้แม่นมาก ต้องทั้งลึกซึ้งและกว้างขวาง อย่างตอนทำกระเป๋าผ้าลดโลกร้อนให้ โลตัส (Lotus’s) ก็ศึกษาละเอียด สัตว์ชนิดไหนได้รับผลกระทบจากขยะอย่างไรบ้าง ทุกอย่างต้องมีความหมายเสมอ

“จะวาดหรือออกแบบอะไรก็ต้องให้ชัวร์ประมาณหนึ่ง ไม่ให้โดนด่าว่าไม่มีความรู้ สมัยก่อนไม่กล้า เพราะรู้สึกว่ายังอ่านไม่มาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้ว ถ้าถึงจุดที่พร้อมพูดเพราะมั่นใจในข้อมูลก็ทำเลย เพราะหากกลัวจนขึ้นสมอง คงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี อย่างนั้นไม่ต้องไปเป็นนักวิชาการก่อนแล้วค่อยมาเป็นจิตรกรหรอ” โทนเสียงสดใสเจือหัวเราะในลำคอ กลบเนื้อหาเสียดสีระหว่างบรรทัดได้อย่างอยู่หมัด ไม่ต่างอะไรกับผลงานของเธอ

เพราะผสานสารพัดเรื่องราวเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม คุมประเด็นได้เฉียบคม ผลงานของยุรีจึงเป็นเหมือนแกงโฮะแห่งเรื่องราว ที่แม่ครัวประจำหม้อนั้นมากฝีมือและประสบการณ์ รู้จักวัตถุดิบอย่างถ่องแท้ ปรุงเป็นอาหารรสเลิศจนกินได้ไม่มีเบื่อ รู้ตัวอีกทีก็อ้วนพีด้วยความเอิบอิ่มใจในผลงาน

03

Sugar Coating

ตัวการ์ตูนหลุดจากโลกความจริง สีสันฉูดฉาดเด่นชัดถนัดตา สถานที่และเวลาพร่าเลือนราวกับอยู่ในเทพนิยาย แต่สอดแฝงเรื่องราวหนักแน่นเข้มข้นอย่างชาญฉลาด คือสไตล์จากปลายพู่กันของศิลปินลูกครึ่งคนนี้

“แบบปัจจุบัน เริ่มก่อตัวตอนไหนไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าเบื่อโลก ชอบวาดอะไรไม่เหมือนจริง เพื่อหลีกหนีสิ่งที่เราเห็นด้วยตา เน้นสัตว์เพราะมันน่ารัก อยู่ใกล้แล้วมีความสุข ตรงไปตรงมากว่ามนุษย์ ส่วนสีสันของงานมาจากรสนิยม เราชอบความสนุกสนาน ทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่บนโลกนี้โดยไม่ประสาทแดกไปก่อน เลยแปรสิ่งไม่ดีให้สวยงาม ลดทอนความโหดร้ายนองเลือดลง โดยยังคงความไม่ดีเอาไว้ เหมือนกับแอบด่าคนด้วยคำพูดเพราะๆ (หัวเราะ) เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะได้เข้าใจและใช้ชีวิตอยู่กับมันง่ายขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหยิบประเด็นดาร์กๆ มาเคลือบน้ำตาล นำเสนอในรูปแบบสำเร็จรูปพร้อมทาน หลายครั้งมีส่วนช่วยลับคมให้สารัตถะ ซึ่งงานศิลปะหรืองานดีไซน์จะกระซิบบอกแก่ผู้ชมเป็นนัยๆ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่ารูปแบบเช่นนี้จะไปลดทอนเบียดบังเนื้อหาแท้จริงของงานหรือเปล่า

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ไม่คิดว่าลดทอน แค่เป็นวิธีหนึ่งในการนำเสนอมากกว่า” เธอปฏิเสธด้วยน้ำเสียงถ้อยที

“งานตรงไปตรงมาไม่ค่อยสนุก บางคนอาจชอบเพราะมีพลัง แต่ผลงานย่อมสะท้อนผู้สร้าง เราไม่ใช่คนบู๊ก้าวร้าว เกลียดใครก็ด่า อยากนำเสนอแบบ Soft Power มากกว่า จึงพยายามประนีประนอม แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ว่าเราต้องการอะไร และจัดแสดงเป็นสาธารณะหรือใช้เพื่อการค้าได้อย่างปลอดภัย เพราะถ้ารุนแรงสุดโต่งก็อาจจะไม่มีที่ทาง”

ฉะนั้น การเล่นแร่แปรธาตุ พลิกเอาความหมายแท้จริงซ้อนลึกลงไปข้างใน ไม่ใช่การแสดงทักษะอันฉกาจอย่างคนอวดดี แต่เป็นกุศโลบายอันสุขุมคัมภีร์ที่เปิดโอกาสให้งานเดินทางอย่างสาธารณะ เข้าสู่ห้วงกระแสความนึกคิดของคนหมู่มากได้ตามประสาเครื่องมืออันมี Soft Power ดั่งเจ้าตัวว่าต่างหาก

04

“ของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ”

หากไม่นับเอกลักษณ์ซึ่งถูกจริตตรงใจเราอย่างเต็มเปา อีกเหตุผลที่ต้องปรี่ไปชมผลงานเธอด้วยตาเนื้อทุกคราว คือบรรดารายละเอียดสนุกๆ ที่กล้องถ่ายภาพเล่าต่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“เราอยากให้คนมาดูว่าของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ ถ้ามาดูจะเห็นพื้นผิวของการคอลลาจ ใช้ประกาย กลิตเตอร์ ขน ผ้า มาผสมให้งานสนุกขึ้น

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“อย่างชิ้น เรื่อสำเภาหัวแดง (Red Beak Junk Ship) ล่าสุดที่ล้ง 1919 เราเชื่อมโยงกับสถานที่ การค้า ความเชื่อของคนจีนเกี่ยวกับการเดินเรือ หยิบเอาผ้าแพรซึ่งเคยซื้อเก็บไว้ตอนไปเมืองจีน และสั่งผ้ากระสอบใหม่เพื่อมาใช้ในงาน ด้านล่างของภาพก็มีเรือสำเภาจีน ใช้เสริมฮวงจุ้ยมาตั้งคู่กัน ช่วยสื่อถึงการค้าขาย พอมีสิ่งพวกนี้งานจะน่าตื่นเต้นขึ้น”

ถ้าบอกว่างานของยุรีในยุคนี้มันหยดแล้ว ย้อนกลับไปสมัยก่อนหน้ามันยิ่งกว่าหลายเท่า เพราะเธอเล่นสนุกกับภาพลายเส้นตัวเองได้อย่างเหนือชั้นสุดๆ ตั้งแต่ทำปกอัลบั้มและมิวสิกวิดีโอในโปรเจกต์ Pry&May-T ไปจนถึงแอนิเมชัน ‘วิฬาร์ทวาทศ’ บนผนังถ้ำในนิทรรศการ ‘สภาวการณ์-มนุษย์-เมือง บทสนทนาในถ้ำ’ ที่ถ้ำจอมพล จังหวัดราชบุรี

“โปรเจกต์ Pry&May-T พี่เม (เมธี น้อยจินดา แห่งวงโมเดิร์นด็อก) ชวนไปทำ เป็นครั้งแรกสำหรับแอนิเมชันเลย เราตีความจากอารมณ์เพลง เพราะเนื้อร้องเหมือนบทกวีมาก ลายเส้นทุกอย่างมาจากเราทั้งหมด แต่การทำให้ขยับมีทีมงานหลังบ้านเอาไปทำต่อ ยุรีพึ่งพาคนทำกราฟิกค่อนข้างเยอะเพราะเราไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าอะไรได้หรือไม่ได้

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ส่วนที่ถ้ำจอมพล อาจารย์สาครินทร์ เครืออ่อน ชวนไปดูไซต์ว่าทำอะไรได้บ้าง ท่านมัดมือมัดขาเราด้วยการห้ามวาดภาพ ยุรีเลยทำงานคาแรกเตอร์ เป็นแอนิเมชันเรื่อง นางสิบสอง แทนเพราะเข้ากับโลเคชันและมีดนตรี ที่ยุรีและพี่เมเล่นประกอบเรื่อง อย่างเพลง Can’t Take My Eyes off You เล่นคู่ไปกับฉากที่นางสิบสองไม่มีลูกตา ยกเว้นนางเภา แม่ของพระรถเสน ที่เหลือตาอยู่ข้างเดียว” นักออกแบบหญิงถ่ายทอดประสบการณ์โปรเจกต์นั้นอย่างสนุกสนาน

นางเงือกชุบแป้งทอดบนเครื่องซักผ้าบุเบี้ยว แมวเหมียวนั่งกอดเขาโดยใส่กางเกงในเหล็กล็อกเอาไว้ นอกจากจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้ใครหลายคนหยุดชะงักจนต้องเหลียวหลังกลับมามอง ยังยืนยันได้ด้วยว่ายุรีไม่ได้เป็นเซียนแค่บนผืนกระดาษผ้าใบเท่านั้น

“เราเริ่มต้นจากภาพวาดก่อนแล้วค่อยมาหัดทำประติมากรรมทีหลัง เพราะชอบให้มีงานหลายแบบจัดแสดงพร้อมกัน เพื่อให้ภาพรวมมีมิติและพลังมากขึ้น ชิ้นแรกคือ Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste แล้วก็หัวเรือ Nagabi Transferry ทำเป็นนาค ตามมาด้วยสาวน้อยแม่กุญแจ (Lady Key) และล่าสุดคือ Broken Victoria ประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะปีกหักสภาพสะบักสะบอม เราทำขึ้นเพื่อใช้คู่กับภาพ Bleu Blanc Rouge และภาพ Louis XVI ในงาน BAB 2020

“ประติมากรรมมีเรื่องให้คำนึงเยอะมาก หลักๆ คือทุน แพงกว่าจิตรกรรมเยอะ ไหนจะที่เก็บอีก แล้วเราไม่ได้มาสายนี้ จะทำขายก็กลัวขายไม่ได้”

ยุรีมองว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายประเภทควบคู่ไปกับการทำงานดีไซน์ คือหนึ่งในกระบวนการเติบโต (ส่วนตัว) ของเธอ เพราะชีวิตมีหลากหลายด้าน ศิลปะแต่ละประเภท งานดีไซน์แต่ละชนิด มีวิถีทางในการดำเนินไปสู่ผู้เสพแตกต่างกัน แนวทางสนุกเร้าใจเช่นนี้ จึงคอยเติมแรงไฟแห่งการสร้างสรรค์ของเธอลุกโชนขึ้นอยู่ทุกวี่วัน และเปิดประตูแห่งโอกาสให้กางกว้าง 

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
05

ศิลปินพำนัก

นิทรรศการ The Adventure of Momotaro Girl จัดแสดงที่ Yokohama Museum of Art เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ. 2007

ภาพ Bleu Blanc Rouge ในงาน BAB 2020 ผลงานจากเมืองลา โรแชล (La Rochelle) ประเทศฝรั่งเศส

งานทั้งคู่นี้ นอกจากเป็นผลิตผลที่ได้รับคัดเลือกไปเป็นศิลปินพำนัก (Artist Residency) ยังการันตีฝีมือของ ยุรี เกนสาคู ได้ครบจบในตัว

เทคนิคหนึ่งที่เราได้จากการฟังเธอเล่า คือการพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสถานที่และโจทย์ที่ได้รับ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ตอนไปญี่ปุ่น ก็นั่งทบทวนกับตัวเองว่าเรามีอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้ไหม ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบไม่นาน ยังหน่อมแน้มอยู่เลย ไปอยู่ต่างแดนคนเดียวก็เหงา พอดีพักอยู่ตึกชื่อ ‘โตโฮ’ เลยใช้เป็นชื่อเล่นของผลงานว่า ‘โฮโต’ หมายถึง ร้องไห้หนักมาก แล้วพอไปเดินตามร้านฮาร์ดแวร์ เจอบล็อกแก้วรูปทรงคล้ายตึกนี้ เลยซื้อมาใช้ ทำงานไซส์จิ๋วในนั้น มีคนนั่ง เปิดทีวี จำลองเหมือนเป็นตัวเรา

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ฝรั่งเศสครั้งล่าสุด พอทำการบ้านจริงๆ พบว่ามีเรื่องราวเชื่อมโยงเยอะมาก การ์ตูน Barbapapa ช่อง 11 ที่เคยดูตอนเด็ก วรรณกรรมเรื่อง สามทหารเสือ ที่เราเคยไปวาดปกให้ แถมมีฉากหนึ่งเกิดในเมืองลา โรแชล ที่เราไปพอดี รวมทั้งการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง กุหลาบแวร์ซาย” เธออธิบายถึงวิธีการทำงานรูปแบบเฉพาะตัว

และโอกาสได้ไปท่องโลกกว้างในฐานะศิลปินพำนัก รวมถึงการสร้างและจัดแสดงงานในเมืองนอกเมืองนามานักต่อนัก ทั้งรัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ นี้เอง คือส่วนผสมสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมวิธีคิดในการทำงานเชิงพาณิชยศิลป์ของยุรีให้แพรวพราวขึ้น

“การทำงานด้านคอมเมอร์เชียลไม่ใช่การเล่าเรื่องของตัวเอง เราเลยต้องพยายามคิดเชื่อมโยงกับโจทย์ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าใจงานและค้นคว้าข้อมูลมาบิดเล่นได้สนุกกว่าเดิม เราว่าศิลปะทำให้คนเรามีอะไรอย่างอื่นในชีวิต ไม่ใช่แค่การวาดรูปเพื่อทำมาหากิน แต่งานดีไซน์สวยๆ ลวดลายตามสมุด หนังสือ กระเป๋า ขวดน้ำ คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ คือสุนทรียะประจำวันที่หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าสำคัญ” ศิลปินยืนยัน ก่อนย้ำว่าการทำงานกับคนอื่นสนุกมาก และถ้าเขาไม่มาชวน ก็คงไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แบบนี้

06

แฝดคนละฝา

ยุรีผู้คร่ำหวอดทั้งในวงการศิลปะและวงการออกแบบ จึงต้องคอยบริหารจัดการทรัพยากรซึ่งมีมูลค่าทางสุนทรียะสูงให้เหมาะเหม็งกับประเภทงานทั้ง 2 แขนง ที่เรียกว่าเป็นแฝดคนละฝากัน

“เราไม่ได้มองว่าอะไรมีค่ามากกว่าอะไร” เธอรีบออกตัวทันควัน คำพูดเดินทางไวไม่แพ้ความคิด

“เพราะสองอย่างนี้ต่างกันชัดเจน คนละโจทย์เลยด้วยซ้ำ แค่ต้องจูนตัวเองให้เข้ากับแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปให้ได้เท่านั้น อย่าหลงทาง ยุรีจะไม่เอาบางอย่างในจิตรกรรมไปแปะลงตามบรรจุภัณฑ์สิ่งของ เพราะธรรมชาติของจิตรกรรมมันอยู่ได้แค่บนผืนผ้าใบหรือกระดาษเท่านั้น ไปอยู่บนกล่องขนมก็ไม่เหมาะ”

“งานคอมเมอร์เชียลสนุกตรงได้เล่าเรื่องคนอื่นด้วยวิธีการของเรา แต่มักมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ห้ามการเมือง ห้ามเลือดสาด ดังนั้น ความท้าทายหลักคือการวาดเรื่องความโหดร้ายของโชคชะตาปนอยู่อย่างไรให้น่ารัก เช่น การวาดคนแก่ คนพิการ มันต้องปรับโหมดและปรับตัวตามลูกค้าเยอะเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มาจากสายกราฟิก”

แต่หลายคนมักไม่ยอมปรับตัวตามใคร ให้อารมณ์ศิลปินนำทาง การยอมโอนอ่อนผ่อนปรนและลดสัดส่วนตัวตนที่ปรุงแต่งในงานอย่างเหมาะสม ทำให้คุณสูญเสียตัวตนบ้างไหม-เราข้องใจ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ก็ต้องยอมเสียไปนิดหนึ่ง แต่เราไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ นิสัยของเราค่อนข้างประนีประนอมอยู่แล้ว ขอจบงานแบบยังรักกันดีกว่า อย่างเคสโทรศัพท์มือถือ เราต้องลดทอนรายละเอียดลงไปเยอะมาก จากเดิมที่ต้องวาดเยอะๆ ให้เต็ม กลายเป็นเหลือแค่ตัวเดียว นั่นแปลว่าเรายิ่งต้องใส่ใจกับทุกอย่างมากขึ้นไปอีก ความจริงไม่ได้แย่เลยนะ” คู่สนทนาเบรกอารมณ์ได้ทันจังหวะ

แล้วคุณมีเกณฑ์ในการเลือกรับงานอย่างไร คือคำถามสุดท้ายจากเรา

“ความน่าสนใจของงานเป็นหลัก ไม่ฝืนใจเรามาก จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับตังค์เลยก็ไม่ใช่ ถ้าไม่สนุกเท่าไหร่แต่ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อและโอกาสเวลาเหมาะกันก็ได้ จ๊อบไหนรู้สึกแย่ที่ต้องทำก็ไม่รับ อย่างไปวาดแบบส่วนตัวมีคนเห็นไม่กี่คน แล้วมาโขกสับกดราคาเราอีก ก็ขอปฏิเสธ แต่งานเอาต์ดอร์ที่มีความหมายต่อคนส่วนมาก เราได้สื่อสารอะไรด้วย เงินนิดเดียวก็ทำให้ได้” ยุรีทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

ต่อไปนี้คือ 5 ผลงานสุดจ๊าบของยุรี เกนสาคู ที่ไม่ได้มีดีแค่สีสันน่ารัก แต่ยังแฝงความหมายนัยยะเอาไว้ได้อย่างแยบยล 

Hot Pot Sweet Dream (2014)

Moscow International Biennale for Young Artist

ทำในงาน Moscow International Biennale for Young Artists เนื้อหาเกี่ยวกับสันติภาพ เวลาบีบมาก ทำแค่สิบเจ็ดวันเอง ชิ้นนี้ไม่ได้สำคัญแค่ในเชิงตัวงานที่ได้รู้จักรัสเซียมากขึ้นนะ แต่สำคัญในเชิงประสบการณ์และความท้าทายด้วย

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 – 2017)

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 - 2017)

Painting Installation นี้เป็นเหมือนการห่อหุ้มผู้ชมด้วยภาพจิตรกรรม ชอบเพราะมีพลังมากๆ เหมือนสร้างโลกเล็กๆ ไว้แล้วให้ผู้ชมก็เข้าไปอยู่ข้างในได้เลย

Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste (2017)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

น้องเงือกเป็นประติมากรรมชิ้นแรกที่ทำในเชิงเทคนิค ท้าทายเพราะเรายังใหม่มาก ยิ่งเล่นกับรายละเอียด เช่น ตรงสีชมพูเคลือบมุกสีม่วง ตรงสีเหลืองเคลือบมุกสีส้ม ใช้ฝาเครื่องซักผ้าจริง ส่วนเชิงเนื้อหา การทำประติมากรรมโดดๆ ออกมาตัวเดียว แปลว่ามันต้องเล่าเรื่องจบภายในตัวเอง เราเลยต้องคิดละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นไปอีก

Nagabi Transferry (2018)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

การได้รับโจทย์เป็นจังหวัดกระบี่ทำให้เราต้องรีเสิร์ชเยอะ ทั้งยังเป็นงาน Size-specific มากๆ การวาดจึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมว่าเวลาไปอยู่ในเซ็ตแล้วจะเป็นอย่างไร แถมมีประติมากรรมหัวเรือด้วย แต่พอทำเสร็จแล้วโคตรภูมิใจ เพราะมันเป็นเหมือนเรือประจำเทศกาล จบงานแล้วเขาก็ยังใช้ขนส่งคนได้จริงอยู่จนถึงทุกวันนี้

BLEU BLANC ROUGE (2020)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

สำคัญในเชิงประสบการณ์ แม้วิธีการทำงานคือการหาความเกี่ยวข้องระหว่างเรากับสถานที่ แต่สุดท้ายก็คือการทำความเข้าใจตัวเองนั่นแหละ เนื้อหาค่อนข้างหนักทำให้เราต้องอ่านเยอะ แต่ยิ่งอ่านยิ่งสนุก พอเอามาใส่ขนต่อที่ไทยยิ่งชอบมากขึ้นเพราะดูไม่แบน ถือว่าเป็นชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง

ภาพผลงานบางส่วน : ยุรี เกนสาคู

ภาพเขียนการ์ตูนลายเส้นสนุกสนาน สีสันหวานแหววสะดุดตา ประกายกลิตเตอร์วะแวววะวับ คาแรกเตอร์กึ่งคนกึ่งสัตว์ชวนให้คิดถึงแอนิเมชันเรื่องโปรดในวัยเยาว์ เนื้อหนังมังสาเป็นขนฟูนุ่มน่าสัมผัส ขัดแย้งกับเนื้อหาเสียดสีนานาประเด็นร้อนในสังคม ตั้งแต่ปัญหาธรรมชาติไปจนถึงการเมือง

ประติมากรรมรูปหล่อน้องเหมียวเพศเมียนั่งกอดเข่า ส่งสายตาละห้อยหาปนโศก หว่างขามีแม่กุญแจไซส์โตล็อกกางเกงในเหล็กไว้อย่างรัดกุม ถัดออกมาไม่ไกลคือลูกกุญแจ ถึงดูผิวเผินน่ารัก แต่เบื้องหลังทุกมุมโค้งเว้าล้วนแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ การกดขี่ทางเพศ และความทรมานของอิสตรีทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

นี่คือฝีไม้ลายมือของ ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ผู้มีผลงานเป็นเอกลักษณ์ผ่านหูผ่านตาเราตลอดเวลา

ยุรี เกนสาคู

เรารู้จักเธออย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อคราวไปชมผลงาน ‘Atmosfear : บรรยากาศมาคุ’ ที่ 100 Tonson Gallery ภาพจิตรกรสาวร่างเล็กยืนตวัดฝีแปรง ประจงลากเส้นต่อจุดบนผนังสูงเกือบเป็น 2 เท่าอย่างทะมัดทะแมงประทับอยู่ในความทรงจำตั้งแต่นั้นมา สิงสาราสัตว์นับสิบรายล้อมผนังทั้ง 4 ด้าน แม้ดูตลกขบขัน แต่ล้วนเดินทางออกมาจากก้นบึ้งแห่งความกลัวของผู้วาดมันขึ้นมาทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง
ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

จนเมื่องาน BAB 2020 ปีที่ผ่านมา เธอจัดแสดงภาพเขียนมาสเตอร์พีซ ‘Bleu Blanc Rouge’ ในตึก The PARQ หลังกลับมาจากฝรั่งเศสในฐานะศิลปินพำนัก (Artist Residency) แถมจับมือกับคริสตัลในโปรเจกต์ Crystal x Yuree ออกแบบฉลากขวดน้ำสุดเก๋ มีทั้งเต่าทะเลนักดำน้ำ พะยูนคู่หูแม่ลูก วาฬยักษ์ใจดี และนางเงือกชุบแป้งทอด

ล่าสุด เราได้คุยกับเธอสั้นๆ ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 จึงถือโอกาสชวนเธอมานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เกี่ยวกับตัวตนและผลงาน ย้อนรอยเบื้องหลังคาแรกเตอร์สุดน่ารักที่เธอชุบชีวิตขึ้นบนผืนผ้าใบ มิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ ถุงผ้า เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม ไปจนถึงประติมากรรมรูปหล่อสุดคิวต์ ฉบับยุรี เกนสาคู

01

Put the Right Girl to the Right Place

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปสมัยยังเป็นเด็กหญิงยุรี แววตาเป็นประกายของเธอจับจ้องดีไซน์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนตามบรรจุภัณฑ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันด้วยความชอบ ทั้งถุงขนม ของเล่นกระจุกกระจิก หนังการ์ตูน ค่อยๆ ซึมและซับเข้าสู่ห้วงคำนึงอย่างแนบเนียน รู้ตัวอีกทีก็ต้องใจราวกับต้องมนตร์นะจังงังเรียบร้อยแล้ว

แต่พอได้เห็นพี่ชายนักเรียนช่างศิลป์ต้องฝึกทักษะการวาดพื้นฐาน กลับมองว่าหมดสนุกและไม่ใช่แนวทางที่ตนสนใจ เพราะไม่เหมือนกับการขีดเส้นตามจินตนาการเป็นตัวการ์ตูนสุดโปรดอย่างเจ้าตัวถนัด

“แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์เลยนะ” ศิลปินหญิงกล่าวถ่อมตัวตามประสาคนมากฝีมือ

หลังอกหักจากระบบสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ยุรีบ่ายหน้าสู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถานที่ซึ่งเปิดประตูบานกว้างอ้าออกต้อนรับเหล่ามนุษย์ผู้มีความคิดสร้างสรรค์

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

“โชคดีตรงได้เรียนที่ที่เหมาะกับเรา จำได้ครั้งหนึ่งตอนฝึกวาดสีน้ำมัน เราก็จัดสโตรกหนักๆ เป็นภาพพื้นผิวอะไรสักอย่างแปะบนแบกกราวนด์แบนเรียบ แทนที่จะทำอากาศให้ฟุ้งหน่อย ไม่มีเอกภาพเลย ปรากฏว่าอาจารย์ไม่ตำหนิอะไรเลยสักคำ บางครั้งวาดลดทอนแบบบิดๆ เบี้ยวๆ แนวหลีกหนีความเป็นจริง กลับได้คะแนนดีด้วยซ้ำ เพราะความคิดและสไตล์เรามีค่ามากกว่าแค่ความเหมือนจริง”

ยุรีพาตัวเองเข้าไปอยู่ถูกที่ถูกทาง เหมือนนักกีฬาดาวรุ่งได้โค้ชมากฝีมือมาช่วยเทรน บ่มเพาะจนสุกงอมพร้อมทาน สบกับโอกาสพิเศษที่ได้รับ ซึ่งนับเป็นหมุดหมายแห่งการก้าวเข้าสู่วงการศิลปะเต็มตัวของเธออย่างเป็นทางการ

“ตอนเรียนไม่เคยมั่นใจว่าจะอยู่รอดได้ด้วยอาชีพศิลปิน ช่วงนั้นพ่อผู้เป็นรายได้เดียวของครอบครัวเพิ่งเสีย ยิ่งต้องคิดหนักว่าจะไปทางนี้ต่อดีไหม เผอิญหลังเรียนจบ มหาวิทยาลัยทำโครงการร่วมกับพื้นที่สองสามแห่ง เปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยจัดนิทรรศการเดี่ยว มาสร้างและขายผลงานของตัวเอง ปรากฏว่าเราได้รับคัดเลือก ทำให้มีแกลเลอรี่เข้ามาติดต่อและขายผลงานได้เกือบหมด จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเดินทางนี้ต่อไป”

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

เจ้าตัวแอบกระซิบว่าถ้างานครั้งนั้นแป้ก ก็คงหักเลี้ยวไปสายออกแบบเพื่อการค้าอย่างเดียว ปิดตายลงกลอนประตูศิลปินไฟน์อาร์ต ไม่ได้เขียนภาพโชว์ตามแกลเลอรี่หรืองานต่างๆ อย่างที่เห็นทุกวันนี้ควบคู่กันไปด้วย

02

แกงโฮะ

กลเม็ดเด็ดพรายของยุรี เกนสาคู คือการหยิบคว้าเรื่องราวนอกกรอบหลากหลาย ตั้งแต่ตำนานปกรณัม นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแง่มุมในก้นบึ้งแห่งตัวตนของเธอ ทั้งความกลัวและความสนใจต่อประเด็นต่างๆ ในสังคม กลั่นกรองออกมาเป็นทั้งผลงานพาณิชยศิลป์และวิจิตรศิลป์

“นอกจากโจทย์ใหญ่ซึ่งครอบไว้ ก็พยายามสำรวจตัวเองว่าขณะนั้นสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษอยู่บ้าง พอได้ไอเดียคร่าวๆ ก็พยายามแตกแขนงความคิดให้เหนือคาด อย่างงาน Nagabi Transferry ในเทศกาล Thailand Biennale 2018 ที่กระบี่ เราสนใจเรื่องตำนาน จึงเอานิทานพื้นบ้านเรื่องการเกิดเกาะของภาคใต้มาเป็นธีม มียักษ์ นาค เขานางนอน เป็นเนื้อหาในการวาดภาพลงบนเรือและทำประติมากรรม

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“หรือชิ้น The Prophecy of 24 March 2019 จัดแสดงที่ถังแกลเลอรี่ ช่วงนั้นเริ่มสนใจเรื่องการเมืองเพราะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการยึดอำนาจ เลยโยงเอาคำทำนายอนาคตเรื่องนารีขี่ม้าขาว มาผสมผสานกับความเชื่อแบบจีนซึ่งปรากฏบนปฏิทินแบบฉีก วาดขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนคนบนหลังม้าจากชายเป็นหญิงแทน” เธอเล่ารายละเอียดการออกแบบอย่างฉะฉาน

ความคิดสร้างสรรค์น่าจะเป็นสารตั้งต้นสำคัญที่ทำให้ยุรีเลือกเฟ้นวัตถุดิบแปลกตามายำรวมกันได้อย่างแซ่บนัว แต่หากสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นตอ จะพบว่าไอเดียสนุกๆ ของเธอก่อกำเนิดขึ้นจากนิสัยขี้เบื่อหน่ายสไตล์ศิลปิน อยากทำให้ตัวเองอยู่กับงานได้จนตลอดรอดฝั่ง เพราะงานบางชิ้นก็กินเวลาถึงค่อนปีกว่าจะสำเร็จ

“คือพี่เป็นคนไม่ชอบแก้งาน” นักออกแบบตรงข้ามเราเปลี่ยนประเด็นพลางหัวเราะ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“พอรับบรีฟมาแล้วมีไอเดีย จะรีบปรึกษาลูกค้าทันทีว่าถ้าทำแบบนี้โอเคไหม อีกอย่างคือต้องทำรีเสิร์ชให้แม่นมาก ต้องทั้งลึกซึ้งและกว้างขวาง อย่างตอนทำกระเป๋าผ้าลดโลกร้อนให้ โลตัส (Lotus’s) ก็ศึกษาละเอียด สัตว์ชนิดไหนได้รับผลกระทบจากขยะอย่างไรบ้าง ทุกอย่างต้องมีความหมายเสมอ

“จะวาดหรือออกแบบอะไรก็ต้องให้ชัวร์ประมาณหนึ่ง ไม่ให้โดนด่าว่าไม่มีความรู้ สมัยก่อนไม่กล้า เพราะรู้สึกว่ายังอ่านไม่มาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้ว ถ้าถึงจุดที่พร้อมพูดเพราะมั่นใจในข้อมูลก็ทำเลย เพราะหากกลัวจนขึ้นสมอง คงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี อย่างนั้นไม่ต้องไปเป็นนักวิชาการก่อนแล้วค่อยมาเป็นจิตรกรหรอ” โทนเสียงสดใสเจือหัวเราะในลำคอ กลบเนื้อหาเสียดสีระหว่างบรรทัดได้อย่างอยู่หมัด ไม่ต่างอะไรกับผลงานของเธอ

เพราะผสานสารพัดเรื่องราวเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม คุมประเด็นได้เฉียบคม ผลงานของยุรีจึงเป็นเหมือนแกงโฮะแห่งเรื่องราว ที่แม่ครัวประจำหม้อนั้นมากฝีมือและประสบการณ์ รู้จักวัตถุดิบอย่างถ่องแท้ ปรุงเป็นอาหารรสเลิศจนกินได้ไม่มีเบื่อ รู้ตัวอีกทีก็อ้วนพีด้วยความเอิบอิ่มใจในผลงาน

03

Sugar Coating

ตัวการ์ตูนหลุดจากโลกความจริง สีสันฉูดฉาดเด่นชัดถนัดตา สถานที่และเวลาพร่าเลือนราวกับอยู่ในเทพนิยาย แต่สอดแฝงเรื่องราวหนักแน่นเข้มข้นอย่างชาญฉลาด คือสไตล์จากปลายพู่กันของศิลปินลูกครึ่งคนนี้

“แบบปัจจุบัน เริ่มก่อตัวตอนไหนไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าเบื่อโลก ชอบวาดอะไรไม่เหมือนจริง เพื่อหลีกหนีสิ่งที่เราเห็นด้วยตา เน้นสัตว์เพราะมันน่ารัก อยู่ใกล้แล้วมีความสุข ตรงไปตรงมากว่ามนุษย์ ส่วนสีสันของงานมาจากรสนิยม เราชอบความสนุกสนาน ทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่บนโลกนี้โดยไม่ประสาทแดกไปก่อน เลยแปรสิ่งไม่ดีให้สวยงาม ลดทอนความโหดร้ายนองเลือดลง โดยยังคงความไม่ดีเอาไว้ เหมือนกับแอบด่าคนด้วยคำพูดเพราะๆ (หัวเราะ) เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะได้เข้าใจและใช้ชีวิตอยู่กับมันง่ายขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหยิบประเด็นดาร์กๆ มาเคลือบน้ำตาล นำเสนอในรูปแบบสำเร็จรูปพร้อมทาน หลายครั้งมีส่วนช่วยลับคมให้สารัตถะ ซึ่งงานศิลปะหรืองานดีไซน์จะกระซิบบอกแก่ผู้ชมเป็นนัยๆ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่ารูปแบบเช่นนี้จะไปลดทอนเบียดบังเนื้อหาแท้จริงของงานหรือเปล่า

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ไม่คิดว่าลดทอน แค่เป็นวิธีหนึ่งในการนำเสนอมากกว่า” เธอปฏิเสธด้วยน้ำเสียงถ้อยที

“งานตรงไปตรงมาไม่ค่อยสนุก บางคนอาจชอบเพราะมีพลัง แต่ผลงานย่อมสะท้อนผู้สร้าง เราไม่ใช่คนบู๊ก้าวร้าว เกลียดใครก็ด่า อยากนำเสนอแบบ Soft Power มากกว่า จึงพยายามประนีประนอม แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ว่าเราต้องการอะไร และจัดแสดงเป็นสาธารณะหรือใช้เพื่อการค้าได้อย่างปลอดภัย เพราะถ้ารุนแรงสุดโต่งก็อาจจะไม่มีที่ทาง”

ฉะนั้น การเล่นแร่แปรธาตุ พลิกเอาความหมายแท้จริงซ้อนลึกลงไปข้างใน ไม่ใช่การแสดงทักษะอันฉกาจอย่างคนอวดดี แต่เป็นกุศโลบายอันสุขุมคัมภีร์ที่เปิดโอกาสให้งานเดินทางอย่างสาธารณะ เข้าสู่ห้วงกระแสความนึกคิดของคนหมู่มากได้ตามประสาเครื่องมืออันมี Soft Power ดั่งเจ้าตัวว่าต่างหาก

04

“ของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ”

หากไม่นับเอกลักษณ์ซึ่งถูกจริตตรงใจเราอย่างเต็มเปา อีกเหตุผลที่ต้องปรี่ไปชมผลงานเธอด้วยตาเนื้อทุกคราว คือบรรดารายละเอียดสนุกๆ ที่กล้องถ่ายภาพเล่าต่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“เราอยากให้คนมาดูว่าของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ ถ้ามาดูจะเห็นพื้นผิวของการคอลลาจ ใช้ประกาย กลิตเตอร์ ขน ผ้า มาผสมให้งานสนุกขึ้น

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“อย่างชิ้น เรื่อสำเภาหัวแดง (Red Beak Junk Ship) ล่าสุดที่ล้ง 1919 เราเชื่อมโยงกับสถานที่ การค้า ความเชื่อของคนจีนเกี่ยวกับการเดินเรือ หยิบเอาผ้าแพรซึ่งเคยซื้อเก็บไว้ตอนไปเมืองจีน และสั่งผ้ากระสอบใหม่เพื่อมาใช้ในงาน ด้านล่างของภาพก็มีเรือสำเภาจีน ใช้เสริมฮวงจุ้ยมาตั้งคู่กัน ช่วยสื่อถึงการค้าขาย พอมีสิ่งพวกนี้งานจะน่าตื่นเต้นขึ้น”

ถ้าบอกว่างานของยุรีในยุคนี้มันหยดแล้ว ย้อนกลับไปสมัยก่อนหน้ามันยิ่งกว่าหลายเท่า เพราะเธอเล่นสนุกกับภาพลายเส้นตัวเองได้อย่างเหนือชั้นสุดๆ ตั้งแต่ทำปกอัลบั้มและมิวสิกวิดีโอในโปรเจกต์ Pry&May-T ไปจนถึงแอนิเมชัน ‘วิฬาร์ทวาทศ’ บนผนังถ้ำในนิทรรศการ ‘สภาวการณ์-มนุษย์-เมือง บทสนทนาในถ้ำ’ ที่ถ้ำจอมพล จังหวัดราชบุรี

“โปรเจกต์ Pry&May-T พี่เม (เมธี น้อยจินดา แห่งวงโมเดิร์นด็อก) ชวนไปทำ เป็นครั้งแรกสำหรับแอนิเมชันเลย เราตีความจากอารมณ์เพลง เพราะเนื้อร้องเหมือนบทกวีมาก ลายเส้นทุกอย่างมาจากเราทั้งหมด แต่การทำให้ขยับมีทีมงานหลังบ้านเอาไปทำต่อ ยุรีพึ่งพาคนทำกราฟิกค่อนข้างเยอะเพราะเราไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าอะไรได้หรือไม่ได้

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ส่วนที่ถ้ำจอมพล อาจารย์สาครินทร์ เครืออ่อน ชวนไปดูไซต์ว่าทำอะไรได้บ้าง ท่านมัดมือมัดขาเราด้วยการห้ามวาดภาพ ยุรีเลยทำงานคาแรกเตอร์ เป็นแอนิเมชันเรื่อง นางสิบสอง แทนเพราะเข้ากับโลเคชันและมีดนตรี ที่ยุรีและพี่เมเล่นประกอบเรื่อง อย่างเพลง Can’t Take My Eyes off You เล่นคู่ไปกับฉากที่นางสิบสองไม่มีลูกตา ยกเว้นนางเภา แม่ของพระรถเสน ที่เหลือตาอยู่ข้างเดียว” นักออกแบบหญิงถ่ายทอดประสบการณ์โปรเจกต์นั้นอย่างสนุกสนาน

นางเงือกชุบแป้งทอดบนเครื่องซักผ้าบุเบี้ยว แมวเหมียวนั่งกอดเขาโดยใส่กางเกงในเหล็กล็อกเอาไว้ นอกจากจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้ใครหลายคนหยุดชะงักจนต้องเหลียวหลังกลับมามอง ยังยืนยันได้ด้วยว่ายุรีไม่ได้เป็นเซียนแค่บนผืนกระดาษผ้าใบเท่านั้น

“เราเริ่มต้นจากภาพวาดก่อนแล้วค่อยมาหัดทำประติมากรรมทีหลัง เพราะชอบให้มีงานหลายแบบจัดแสดงพร้อมกัน เพื่อให้ภาพรวมมีมิติและพลังมากขึ้น ชิ้นแรกคือ Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste แล้วก็หัวเรือ Nagabi Transferry ทำเป็นนาค ตามมาด้วยสาวน้อยแม่กุญแจ (Lady Key) และล่าสุดคือ Broken Victoria ประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะปีกหักสภาพสะบักสะบอม เราทำขึ้นเพื่อใช้คู่กับภาพ Bleu Blanc Rouge และภาพ Louis XVI ในงาน BAB 2020

“ประติมากรรมมีเรื่องให้คำนึงเยอะมาก หลักๆ คือทุน แพงกว่าจิตรกรรมเยอะ ไหนจะที่เก็บอีก แล้วเราไม่ได้มาสายนี้ จะทำขายก็กลัวขายไม่ได้”

ยุรีมองว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายประเภทควบคู่ไปกับการทำงานดีไซน์ คือหนึ่งในกระบวนการเติบโต (ส่วนตัว) ของเธอ เพราะชีวิตมีหลากหลายด้าน ศิลปะแต่ละประเภท งานดีไซน์แต่ละชนิด มีวิถีทางในการดำเนินไปสู่ผู้เสพแตกต่างกัน แนวทางสนุกเร้าใจเช่นนี้ จึงคอยเติมแรงไฟแห่งการสร้างสรรค์ของเธอลุกโชนขึ้นอยู่ทุกวี่วัน และเปิดประตูแห่งโอกาสให้กางกว้าง 

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
05

ศิลปินพำนัก

นิทรรศการ The Adventure of Momotaro Girl จัดแสดงที่ Yokohama Museum of Art เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ. 2007

ภาพ Bleu Blanc Rouge ในงาน BAB 2020 ผลงานจากเมืองลา โรแชล (La Rochelle) ประเทศฝรั่งเศส

งานทั้งคู่นี้ นอกจากเป็นผลิตผลที่ได้รับคัดเลือกไปเป็นศิลปินพำนัก (Artist Residency) ยังการันตีฝีมือของ ยุรี เกนสาคู ได้ครบจบในตัว

เทคนิคหนึ่งที่เราได้จากการฟังเธอเล่า คือการพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสถานที่และโจทย์ที่ได้รับ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ตอนไปญี่ปุ่น ก็นั่งทบทวนกับตัวเองว่าเรามีอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้ไหม ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบไม่นาน ยังหน่อมแน้มอยู่เลย ไปอยู่ต่างแดนคนเดียวก็เหงา พอดีพักอยู่ตึกชื่อ ‘โตโฮ’ เลยใช้เป็นชื่อเล่นของผลงานว่า ‘โฮโต’ หมายถึง ร้องไห้หนักมาก แล้วพอไปเดินตามร้านฮาร์ดแวร์ เจอบล็อกแก้วรูปทรงคล้ายตึกนี้ เลยซื้อมาใช้ ทำงานไซส์จิ๋วในนั้น มีคนนั่ง เปิดทีวี จำลองเหมือนเป็นตัวเรา

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ฝรั่งเศสครั้งล่าสุด พอทำการบ้านจริงๆ พบว่ามีเรื่องราวเชื่อมโยงเยอะมาก การ์ตูน Barbapapa ช่อง 11 ที่เคยดูตอนเด็ก วรรณกรรมเรื่อง สามทหารเสือ ที่เราเคยไปวาดปกให้ แถมมีฉากหนึ่งเกิดในเมืองลา โรแชล ที่เราไปพอดี รวมทั้งการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง กุหลาบแวร์ซาย” เธออธิบายถึงวิธีการทำงานรูปแบบเฉพาะตัว

และโอกาสได้ไปท่องโลกกว้างในฐานะศิลปินพำนัก รวมถึงการสร้างและจัดแสดงงานในเมืองนอกเมืองนามานักต่อนัก ทั้งรัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ นี้เอง คือส่วนผสมสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมวิธีคิดในการทำงานเชิงพาณิชยศิลป์ของยุรีให้แพรวพราวขึ้น

“การทำงานด้านคอมเมอร์เชียลไม่ใช่การเล่าเรื่องของตัวเอง เราเลยต้องพยายามคิดเชื่อมโยงกับโจทย์ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าใจงานและค้นคว้าข้อมูลมาบิดเล่นได้สนุกกว่าเดิม เราว่าศิลปะทำให้คนเรามีอะไรอย่างอื่นในชีวิต ไม่ใช่แค่การวาดรูปเพื่อทำมาหากิน แต่งานดีไซน์สวยๆ ลวดลายตามสมุด หนังสือ กระเป๋า ขวดน้ำ คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ คือสุนทรียะประจำวันที่หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าสำคัญ” ศิลปินยืนยัน ก่อนย้ำว่าการทำงานกับคนอื่นสนุกมาก และถ้าเขาไม่มาชวน ก็คงไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แบบนี้

06

แฝดคนละฝา

ยุรีผู้คร่ำหวอดทั้งในวงการศิลปะและวงการออกแบบ จึงต้องคอยบริหารจัดการทรัพยากรซึ่งมีมูลค่าทางสุนทรียะสูงให้เหมาะเหม็งกับประเภทงานทั้ง 2 แขนง ที่เรียกว่าเป็นแฝดคนละฝากัน

“เราไม่ได้มองว่าอะไรมีค่ามากกว่าอะไร” เธอรีบออกตัวทันควัน คำพูดเดินทางไวไม่แพ้ความคิด

“เพราะสองอย่างนี้ต่างกันชัดเจน คนละโจทย์เลยด้วยซ้ำ แค่ต้องจูนตัวเองให้เข้ากับแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปให้ได้เท่านั้น อย่าหลงทาง ยุรีจะไม่เอาบางอย่างในจิตรกรรมไปแปะลงตามบรรจุภัณฑ์สิ่งของ เพราะธรรมชาติของจิตรกรรมมันอยู่ได้แค่บนผืนผ้าใบหรือกระดาษเท่านั้น ไปอยู่บนกล่องขนมก็ไม่เหมาะ”

“งานคอมเมอร์เชียลสนุกตรงได้เล่าเรื่องคนอื่นด้วยวิธีการของเรา แต่มักมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ห้ามการเมือง ห้ามเลือดสาด ดังนั้น ความท้าทายหลักคือการวาดเรื่องความโหดร้ายของโชคชะตาปนอยู่อย่างไรให้น่ารัก เช่น การวาดคนแก่ คนพิการ มันต้องปรับโหมดและปรับตัวตามลูกค้าเยอะเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มาจากสายกราฟิก”

แต่หลายคนมักไม่ยอมปรับตัวตามใคร ให้อารมณ์ศิลปินนำทาง การยอมโอนอ่อนผ่อนปรนและลดสัดส่วนตัวตนที่ปรุงแต่งในงานอย่างเหมาะสม ทำให้คุณสูญเสียตัวตนบ้างไหม-เราข้องใจ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ก็ต้องยอมเสียไปนิดหนึ่ง แต่เราไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ นิสัยของเราค่อนข้างประนีประนอมอยู่แล้ว ขอจบงานแบบยังรักกันดีกว่า อย่างเคสโทรศัพท์มือถือ เราต้องลดทอนรายละเอียดลงไปเยอะมาก จากเดิมที่ต้องวาดเยอะๆ ให้เต็ม กลายเป็นเหลือแค่ตัวเดียว นั่นแปลว่าเรายิ่งต้องใส่ใจกับทุกอย่างมากขึ้นไปอีก ความจริงไม่ได้แย่เลยนะ” คู่สนทนาเบรกอารมณ์ได้ทันจังหวะ

แล้วคุณมีเกณฑ์ในการเลือกรับงานอย่างไร คือคำถามสุดท้ายจากเรา

“ความน่าสนใจของงานเป็นหลัก ไม่ฝืนใจเรามาก จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับตังค์เลยก็ไม่ใช่ ถ้าไม่สนุกเท่าไหร่แต่ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อและโอกาสเวลาเหมาะกันก็ได้ จ๊อบไหนรู้สึกแย่ที่ต้องทำก็ไม่รับ อย่างไปวาดแบบส่วนตัวมีคนเห็นไม่กี่คน แล้วมาโขกสับกดราคาเราอีก ก็ขอปฏิเสธ แต่งานเอาต์ดอร์ที่มีความหมายต่อคนส่วนมาก เราได้สื่อสารอะไรด้วย เงินนิดเดียวก็ทำให้ได้” ยุรีทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

ต่อไปนี้คือ 5 ผลงานสุดจ๊าบของยุรี เกนสาคู ที่ไม่ได้มีดีแค่สีสันน่ารัก แต่ยังแฝงความหมายนัยยะเอาไว้ได้อย่างแยบยล 

Hot Pot Sweet Dream (2014)

Moscow International Biennale for Young Artist

ทำในงาน Moscow International Biennale for Young Artists เนื้อหาเกี่ยวกับสันติภาพ เวลาบีบมาก ทำแค่สิบเจ็ดวันเอง ชิ้นนี้ไม่ได้สำคัญแค่ในเชิงตัวงานที่ได้รู้จักรัสเซียมากขึ้นนะ แต่สำคัญในเชิงประสบการณ์และความท้าทายด้วย

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 – 2017)

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 - 2017)

Painting Installation นี้เป็นเหมือนการห่อหุ้มผู้ชมด้วยภาพจิตรกรรม ชอบเพราะมีพลังมากๆ เหมือนสร้างโลกเล็กๆ ไว้แล้วให้ผู้ชมก็เข้าไปอยู่ข้างในได้เลย

Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste (2017)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

น้องเงือกเป็นประติมากรรมชิ้นแรกที่ทำในเชิงเทคนิค ท้าทายเพราะเรายังใหม่มาก ยิ่งเล่นกับรายละเอียด เช่น ตรงสีชมพูเคลือบมุกสีม่วง ตรงสีเหลืองเคลือบมุกสีส้ม ใช้ฝาเครื่องซักผ้าจริง ส่วนเชิงเนื้อหา การทำประติมากรรมโดดๆ ออกมาตัวเดียว แปลว่ามันต้องเล่าเรื่องจบภายในตัวเอง เราเลยต้องคิดละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นไปอีก

Nagabi Transferry (2018)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

การได้รับโจทย์เป็นจังหวัดกระบี่ทำให้เราต้องรีเสิร์ชเยอะ ทั้งยังเป็นงาน Size-specific มากๆ การวาดจึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมว่าเวลาไปอยู่ในเซ็ตแล้วจะเป็นอย่างไร แถมมีประติมากรรมหัวเรือด้วย แต่พอทำเสร็จแล้วโคตรภูมิใจ เพราะมันเป็นเหมือนเรือประจำเทศกาล จบงานแล้วเขาก็ยังใช้ขนส่งคนได้จริงอยู่จนถึงทุกวันนี้

BLEU BLANC ROUGE (2020)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

สำคัญในเชิงประสบการณ์ แม้วิธีการทำงานคือการหาความเกี่ยวข้องระหว่างเรากับสถานที่ แต่สุดท้ายก็คือการทำความเข้าใจตัวเองนั่นแหละ เนื้อหาค่อนข้างหนักทำให้เราต้องอ่านเยอะ แต่ยิ่งอ่านยิ่งสนุก พอเอามาใส่ขนต่อที่ไทยยิ่งชอบมากขึ้นเพราะดูไม่แบน ถือว่าเป็นชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง

ภาพผลงานบางส่วน : ยุรี เกนสาคู

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load