20 มิถุนายน 2562
46 K

สำหรับเรา ศรัณย์ เย็นปัญญา เป็นนักออกแบบที่เล่าเรื่องผ่านข้าวของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์

เรื่องเล่าของเขามีชีวิตอยู่ในทุกอย่าง เฟอร์นิเจอร์รูปร่างแปลกตาที่ประดับประดาอยู่ทั่วสตูดิโอในย่านเจริญกรุงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานทั้งหมดในฐานะ Creative Director และผู้ก่อตั้ง 56thStudio เอเจนซี่ที่ทำงานสร้างสรรค์และมุ่งสร้างผลงานการเล่าเรื่องในแบบที่ไม่มีใครมองเห็น

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

ศรัณย์เชื้อเชิญให้เราทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ทำจากลังในแบบคล้ายๆ กัน

“ชิ้นที่คุณนั่งอยู่คืองานที่ผมทำตอนอยู่สวีเดน”  

มองเร็วๆ ก็พบว่าเก้าอี้ตัวนี้ถูกประกอบสร้างขึ้นมาบนไม้ที่แกะเป็นเกลียว ให้สัมผัสเหมือนเปียโนชั้นดีสักหลัง ส่วนพนักพิงทำมาจากลังใส่ผลไม้ที่เขายกมาจากปากคลองตลาดจริงๆ

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อเรากวาดสายตาไปทั่วสตูดิโอ เราพบว่ามันเต็มไปด้วยสิ่งคุ้นตาที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ถูกร่ายมนตร์และร้อยเรียงกลายเป็นดีไซน์ใหม่แสนเท่ ผ้าม่านสกรีนลายประตูห้องแถว เก้าอี้สีจัดจ้านที่ทำมาจากเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในการก่อสร้าง เบาะที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเสื่อธรรมดาแต่เสริมความไม่ธรรมดาด้วยลายปักแบบโอเรียนทัล

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ
ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

ผลงานออกแบบทั้งหมดของศรัณย์มักหยิบสิ่งธรรมดาที่ถูกมองข้ามมาเนรมิตใส่ตัวตนบางอย่าง ที่มองเผินๆ อาจขัดแย้งในตัวเองแต่ก็ชวนให้จ้องมองแล้วคิดตามไปพร้อมกัน

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อได้คุยกับเขาถึงวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังงานทั้งหมด เราก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชื่อของ ศรัณย์ เย็นปัญญา จึงปรากฏอยู่ในนิตยสารและเว็บไซต์มากมายหลากหลายภาษา

ล่าสุดเขากำลังจะมีผลงานสนุกๆ ชื่อ ‘Pop Artisan’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest) ที่จะมีขึ้นวันที่ 21 – 30 มิถุนายนนี้ ที่ Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park สถานีปุณณวิถี ไม่อยากให้คุณพลาดงานนี้

เขาพร้อมแล้วที่จะเล่าเรื่องราวของเขาให้เราฟัง

ความขบถของเด็กหน้าห้อง

ศรันย์เติบโตจากครอบครัวชนชั้นกลางในนนทบุรี ที่เขาคิดเองว่าที่นี่คือบรู๊กลิน

ศรัณย์ในวัยอนุบาลคือเด็กนักเรียน ‘แพง แพง’ ที่สวมใส่กางเกงสีน้ำเงินในโรงเรียนเอกชน ก่อนชีวิตจะพลิกผันและพาเขาเดินมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อจู่ๆ ที่บ้านประสบปัญหาทางด้านการเงิน เขาต้องย้ายโรงเรียนไปใส่กางเกงสีน้ำตาล

ณ โรงเรียนแห่งใหม่นั้นเองที่ศรัณย์ได้มองเห็นชีวิตที่มีเส้นทางอันหลากหลายเป็นครั้งแรก เขามองเห็นห้องน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแฉะๆ ได้รู้จักกับเพื่อนที่ขายขนมโตเกียวทุกเช้า เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตในกางเกงสีน้ำเงินเมื่อครั้งก่อนแล้ว ศรัณย์ในตอนนั้นรู้สึกว่ามันช่างแตกต่างกันจนเรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังมือ

“แต่มันเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เติบโตมาแบบไม่ค่อยตัดสินอะไรไปก่อน เพราะมีเพื่อนทุกประเภท”

ศรัณย์ในโรงเรียนใหม่นับว่าเป็นเด็กหน้าห้องที่ตั้งใจเรียน แต่เขายังมีความขบถที่ส่งเสียงประท้วงอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเด็กเสมอ เขาไม่ชอบเข้าพิธีในสังคม เพราะเชื่อว่าตัวเองสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ ถึงแม้ว่าหลายคนในสังคมจะมองว่าเลือกไม่ได้ก็ตาม  

แนวคิดแบบนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังอยู่ในจังหวัดนนทบุรี คุณแม่ของศรัณย์ทำงานเป็นพยาบาลในคลินิกวางแผนชุมชน หรืออีกชื่อหนึ่งคือคลินิกวางแผนประชากร

“ที่นั่นสอนการคุมกำเนิดทุกประเภท เราเห็นถุงยางอนามัยกองเต็มบ้าน แต่ประเด็นคือคำว่าการวางแผนชุมชนนั้นมันรวมถึงการทำแท้งด้วย”

ศรัณย์ที่ต้องรอกลับบ้านกับแม่ทุกเย็นมองเห็นผู้หญิงหลากหลายรูปแบบที่หน้าห้องตรวจในคลินิก เขามองเห็นหญิงสาวให้บริการมานั่งร้องไห้ มองเห็นผู้หญิงบางคนติดเชื้อ HIV ประกอบกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมที่กล่าวถึงงานของคุณแม่ของเขาว่าเป็นงานที่ไม่ดี นั่นทำให้ศรัณย์เริ่มต้นตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วสิ่งที่สังคมบอกว่าไม่ดี มันไม่ดีจริงไหม

เด็กชายคนนั้นเริ่มต้นวิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามองเห็นในหัวของตัวเอง เขาตัดสินใจเลิกฟังเสียงจากสังคมแล้วเริ่มต้นตัดสินด้วยตัวเอง ศรัณย์จึงมองย้อนกลับไปว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขามองเห็นความแตกต่างจากเพื่อนๆ ที่มาจากทุกสังคม เขาเคยเป็นลูกคุณหนูที่ใส่กางเกงสีน้ำเงิน และในขณะเดียวกันก็เคยเป็นเด็กชายกางเกงน้ำตาลที่มีเพื่อนห่อขนมโตเกียวขาย

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อเติบโตมาจนถึงวัยมหาวิทยาลัย ศรัณย์ได้เลือกสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคนในนั้นถือกระเป๋า Harrods จนเกิดคำถามขึ้นมาในใจศรัณย์ว่า แล้วเด็ก ‘นนทบุเรี่ยน จากนนทบุรี’ อย่างเขาจะต้องถืออะไร

เด็กชายคนนั้นจึงแบ่งเงินค่าขนมไปซื้อสิ่งที่เขามองเห็นว่ามันไม่ได้จำเป็นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือแม้กระทั่งหนังสือดีไซน์ที่เขาเสียเงินไปในแบบไม่สมฐานะ

“เราเป็นเด็กที่รายได้ต่ำแต่รสนิยมสูง” ศรัณย์นิยามตัวเอง

“แต่จริงๆ ไม่เคยเป็นคนหรูหราเลยนะครับ แต่เป็นคนหัวสูงมาตลอด ตอนนั้นเราไม่ฟังเพลงไทยนะ และแหล่งเสพงานพวกนี้ของเราก็ไม่ได้มีเยอะ ตอนเด็กๆ เราเลยต้องใฝ่หาเอา อย่างตอนนั้นได้ยินว่างาน MTV Video Music Awards มีการดีไซน์เวทีที่ดีมาก เราก็ไปบ้านเพื่อนแล้วเอาวิดีโอไปอัดเก็บไว้ดู”

การเจอผู้คนในหลากหลายสังคมและใฝ่รู้ในสิ่งที่อยากรู้ ยิ่งทำให้ศรัณย์สนใจเรื่องราวของลูสเซอร์ คนที่ถูกมองว่าเห่ย ไร้ค่า และถูกทิ้งไปแล้ว นับตั้งแต่นั้น ความท้าทายและความสนุกของเขาจึงเป็นการมองหาภาษา เครื่องมือ ไอเดีย ที่เขาพร้อมจะพิสูจน์คุณค่าแท้จริงผ่านเรื่องราวที่กำลังเล่าและความสวยงามที่อยู่ในนั้นเสมอ

ศรัณย์กล่าวอย่างติดตลกว่า จริงๆ ถ้าตอนเด็กที่บ้านมีกำลังจะสนับสนุน โต๊ะและเก้าอี้ที่ทำมาจากพลาสติกกับเหล็กรอบตัวเราอาจกลายเป็นโต๊ะทองเหลืองสุดหรูก็ได้

เมื่อต้องคิดทำงานวิทยานิพนธ์ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศรัณย์เลือกทำงานที่เกี่ยวกับผ้าไหมในศูนย์ศิลปาชีพ ที่เขาพบว่ามีผ้าในคลังถูกทิ้งไว้เปล่าๆ เป็นจำนวนมหาศาล ด้วยการเนรมิตรผ้าเหล่านั้นให้กลายเป็นสินค้า โดยพยายามหาวิธีการจัดการระบบแก่ผ้าเหล่านี้ไปพร้อมกัน ก่อนขายรถ ขายบ้าน และเก็บกระเป๋าไปเรียนภาษาที่มหานครนิวยอร์ก ตามด้วยเรียนหลักสูตร Storytelling ที่ประเทศสวีเดน

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

การเมืองคือเรื่องใกล้ตัว

หลังเรียนจบหลักสูตรที่มีคำนิยามว่า ‘เรียนปั้นหม้อ ทอผ้า’ อย่างเอกการออกแบบอุตสาหกรรม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยบอกว่า “เสียดายไม้ เอาไปทำฟืนดีกว่า” ศรัณย์เริ่มต้นชีวิตบทใหม่ในประเทศสวีเดน เขาเล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงแบบ ‘ดีวา’ เหมือนเช่นตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้คุยกัน ว่าจริงๆ แล้วเขาสอบได้ทั้งที่อังกฤษและสวีเดน แต่เขาเลือกจะเรียนวิชา Storytelling ในประเทศสวีเดน เพราะหลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้เขาได้ตัดไม้ ทอผ้า ปั้นหม้อ ไปจนถึงทำแอนิเมชัน เปิดโอกาสให้ทดลองทำงานผ่านเครื่องมือต่างๆ

“เรารู้แค่ว่าเราอยากสื่อสาร และโปรแกรมนี้ก็อนุญาตให้เราเป็นอะไรก็ได้”

ศรัณย์กลายเป็น 1 ใน 2 ของเด็กเอเชียในชั้นเรียนที่สวีเดน และพบว่าเพื่อนเอเชียอีกคนนั้นเป็นเด็กเกาหลีที่ขยันเหลือเกิน

“เราเป็นคนชอบแข่งขัน ก็เลยเอาความถึกและวิจิตรแบบไทยเข้าสู้ ส่วนฝรั่งก็จะคิดเยอะๆ ปฏิบัติน้อยๆ งานน้อยๆ แต่ออกมาแล้วเท่จัง หลายครั้งก็คิดนะว่าทำไมเราคิดงานแบบนั้นไม่ได้บ้าง” เขาหัวเราะเสียงดัง แต่แม้จะล้อมรอบด้วยความเรียบง่ายในแบบสวีเดนและเพื่อนร่วมชั้นสายมินิมอล แต่ศรัณย์กลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

และที่นั่นหล่อหลอมให้เขา ‘เถิดเทิง’ มากกว่าเดิมเสียอีก

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

“เพราะเราเบื่อมาก มันเป็นประเทศที่รถเมล์มาตรงเวลา ทุกอย่างมันเป็นระบบเหลือเกิน เราเลยคิดถึงความ ‘เวรี่ไทย’ วุ่นวายๆ แบบกรุงเทพฯ”

ศรัณย์บอกว่าสวีเดนเป็นเมืองที่เท่ากัน หากเขาไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ เขาจะพบว่าทุกคนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้หมด และมีช่องว่างระหว่างชนชั้นน้อยมาก

“มันเหมือนอยู่ห่างจากสิ่งที่เราเกลียดไปเลย ผมมีความสัมพันธ์กับกรุงเทพฯ ในแบบทั้งรักและเกลียดเพราะผมมองว่ามันเป็น ‘Beautiful Chaos’ คือผมเกลียดมันนะ แต่ผมก็รักความวุ่นวายแบบสวยงามของไทยมากด้วย

“อย่างเวลาเรียกแท็กซี่แล้วไม่ไป เรียกใกล้ไม่ไป เรียกไกลก็ไม่ไป บางทีก็อยากรู้ว่าแล้วพี่จะไปไหน มันคือเซนส์แบบนี้ คือไม่ได้บอกว่าชอบ แต่มันมีพื้นที่ของการเล่นสนุกและตีความที่ไทยทำได้ร้อยแปดพันเก้า เพราะเราไม่มีระเบียบแต่เรามีความสวยงาม เช่นสิ่งที่ซ่อนไว้ในวัฒนธรรมสตรีทฟู้ด”

สำหรับศรัณย์แล้ว เมื่อกล่าวถึงคำว่าไทย เขามองว่ามันสามารถนิยามได้เป็นภาษาอังกฤษเก๋ๆ ว่า ‘Contradiction’ หรือแปลเป็นไทยแบบเจ็บจี๊ดๆ ว่า ‘ปากว่าตาขยิบ’ เขามองเห็นว่าสังคมไทยคือสังคมดราม่า ที่เมื่อคุณเดินไปย่านสาทรคุณจะมองเห็นตึกมหานครสุดหรูที่สูงระฟ้า ทว่าเมื่อเดินถัดเข้าไปในซอย คุณจะพบว่ามันเต็มไปด้วยห้องเช่า

เช่นเดียวกับที่หากคุณเดินเข้าไปในสยามพารากอน คุณสามารถซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ของแท้ได้ในราคาสูงลิบ แต่ถ้าเดินถัดออกมาอีกไม่กี่ก้าวและข้ามผ่านสกายวอล์กไปยังห้าง MBK คุณจะพบกับนาฬิกาโรเล็กซ์ปลอมในราคาแค่ไม่กี่ร้อย

“ผมพบว่าประเทศไทยมีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันได้ในแบบของมัน และนั่นเรียกว่า Beautiful Chaos”

และที่สวีเดนนี่เอง ความวุ่นวายของกรุงเทพฯ ได้นำพาเขาให้สร้างสรรค์งานชิ้นแรกขึ้นมา เมื่อข่าวหน้าหนึ่งของประเทศสวีเดนลงภาพการประท้วงในไทยและมีภาพการเทเลือดลงบนพื้น

“งานนั้นคืองานที่คุณกำลังนั่งอยู่”

ศรัณย์พูดถึงลังใส่ผลไม้ที่มีขาตั้งเป็นไม้แกะวิจิตร

“ตอนนั้นฝรั่งเห็นเลยเดินมาถามว่าประเทศคุณมีอะไรกัน แต่ผมไม่ได้สนใจอะไร เพราะไม่ได้สนใจด้านการเมือง ก็เลยเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องตอนนั้น เขาก็บอกกลับมาว่า นี่คือ Class War นะ”

เพื่อนฝรั่งคนนั้นเล่าเรื่องราว Class War หรือสงครามระหว่างชนชั้นในยุโรปให้ศรัณย์ได้ฟัง ณ ตอนนั้น ทุกสิ่งได้นำพาให้ศรัณย์ย้อนกลับไปสงสัยว่า แท้ที่จริงแล้วสงครามระหว่างชนชั้นที่ว่ามันคืออะไร และประเทศไทยมีสิ่งนั้นจริงหรือไม่

และเขาก็พบว่า เขาเจอ Class War ได้ในสยามพารากอน

“ข้างหลังสยามพารากอนมันมีสลัม ผมเลยพบว่าความแตกต่างระหว่างคำว่าสูงกับต่ำ แพงกับถูก ดีกับถูก มัน ‘เวรี่ไทย’ เลย และผมอยากเล่าความเป็นไทยผ่านมุมนี้”

ศรัณย์จึงขนเอาตะกร้าผลไม้จากปากคลองตลาดกลับมาด้วยราคาสูงลิบ เพื่อมาต่อกับขาแบบวิกตอเรียน สร้างสรรค์ให้กลายเป็นเก้าอี้เพื่อนำเสนอเรื่องราวของการเมืองและชนชั้น เขากำลังแสดงให้โลกเห็นถึงความไทยในแบบที่ชาวต่างชาติเองก็สัมผัสได้ ผ่านงานสุดแปลกตาที่เราไม่อาจนิยามได้ว่าเป็นงานหรูหรืองานที่ทำมาจากของถูกกันแน่ แต่มันกำลังพาเขาให้เดินทางไปยังเวทีระดับโลก

เพราะจากนั้นไม่นานผู้คนมากมายก็ได้ติดต่อศรัณย์ให้ขายเก้าอี้ตัวนี้ในราคาหลักหมื่น รวมถึงไปเข้าตานิตยสารแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลระดับโลกอย่าง Vogue อีกทั้งยังได้เดินทางไปถึงปารีสเลยทีเดียว

Caricature as Furniture คืองานเก้าอี้ที่เขานำป๊อปคัลเจอร์ในแบบ Caricature ที่แปลว่าภาพเหมือน มาถ่ายทอดลงบนเฟอร์นิเจอร์

“ตอนนั้นเราไม่ได้อยากทำภาพเหมือนแต่เราอยากทำเฟอร์นิเจอร์” เขาอวดผลงานให้เราได้ดู ปรากฏภาพไม้ที่แกะเป็นภาพคุ้นตามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเดอะซิมป์สันที่คนมองว่าเป็นการ์ตูนสำหรับชาว Red Neck เลดี้กาก้าที่งานเพลงกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ณ ขณะนั้น หรือแม้กระทั่งแกะเป็นตัวละครจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ จนโดน 20 Century Fox ส่งเมลมา “แต่ตอนหลังเขาก็มาถามนะว่าช่วยผลิตให้หน่อยได้ไหม เพราะเขาจะมี Home Shopping Channel”

เขาได้วานให้ช่างจากบ้านถวายที่เคยแกะสลักช้างมาแกะสลักเก้าอี้นี้ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ศรัณย์มองว่านี่คือสิ่งสากลที่กำลังผสมกับความละเอียดแบบไทย พร้อมเสริมเรื่องราวด้วยไม้ราคาถูกที่เขานำมาพ่นสีในแบบเปียโน ให้กลายเป็นงานที่หรูบนวัสดุที่คนต่างก็ดูถูก

งานสร้างชื่อชิ้นถัดมาคือผลงานแอนิเมชันที่ทำให้เขาคว้ารางวัลจาก Adobe โดยที่เจ้าของเรื่องราวอย่างคุณแม่ของเขาไม่เคยรู้

“คลินิกแม่อยู่แถวสุขุมวิท เวลาเดินทางกลับจะผ่านนานา เห็นทัวริสต์อาร์ตพวกดอกบัว ร่ม สีนีออน รู้สึกว่าทำไมคนถึงมองว่าแขวนบ้านปุ๊บเชยปั๊บ แต่เรามองว่าถ้าเราหลุดไปในพัดอันนั้น โลกแอนิเมชันเราจะยังเชยอยู่ไหม ก็เลยเอาพวกวัสดุถูกๆ เอาผ้าถุงมาตัดทำเซ็ตดีไซน์เล็กๆ เล่าเรื่องพ่อกับแม่ที่เป็นชนชั้นล่างในสลัมที่พ่ออยู่”

ต่อรองกับความตาย

“ช่วงแรกๆ ตอนที่ยังไม่มีใครรู้จัก ผมพยายามทำงานที่ทำให้คนดูรู้สึกช็อก มันยังเป็นการหยิบเอาสิ่งที่คนดูถูกมาเปลี่ยน เพราะผมไม่เชื่อว่ามันมีรสนิยมที่ดีหรือรสนิยมที่แย่ รสนิยมมันเป็นเรื่องของคุณ นิยมแบบนั้นแบบนี้ ดีไซเนอร์ที่ดีสำหรับผมคือคนที่เปิดกว้าง รู้จักรสนิยมที่หลากหลาย และเลือกใช้กับโจทย์”

ความกล้านำพาศรัณย์ให้ก้าวเข้ามาอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ เขาทำงานถึง 3 ที่พร้อมกัน และแทบเรียกได้ว่าไม่มีเวลาว่าง ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาสามารถผ่อนคลายได้คือการไปยังบาร์ และสั่งเหล้ามากินเพื่อผ่อนคลายวันเครียดๆ

ศรัณย์เคยสเก็ตช์งานบนกระดาษทิชชูและส่งให้ลูกค้า เคยแม้กระทั่งนั่งทำงานในบาร์จนภาพตัดและไม่รู้ว่าตัวเองกลับบ้านได้ยังไง จนกระทั่งวันหนึ่ง ศรัณย์ตื่นขึ้นมาและพบว่าเขาอาเจียนเป็นเลือด

ศรัณย์ยื่นหนังสือเล่มเล็กๆ สีสันฉูดฉาดมาให้พวกเรา โดยที่หน้าหนึ่งเขียนคำว่า Bargaining with Death

“เล่มนี้เป็นสูตรค็อกเทลที่ผมเขียนเป็นไดอารี่ตอนป่วย” เขากล่าวให้เราฟัง

“ตอนนั้นหมอบอกว่าผมอยู่ได้แค่ 3 เดือน”

สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อรู้ว่าอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 3 เดือน คือการโทรบอกคุณแม่ที่เป็นพยาบาล แล้วเริ่มต้นพยายามทำทุกวิธีให้ตัวเองหาย ตลอดเวลาที่อยู่บนเตียง เขามองเห็นภาพตัวเองกลับมาเป็นศรัณย์ที่ทำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วตามเดิม

“เราคิดแค่ว่าเราอยากหาย”

แต่ศรัณย์คนเดิมก็ไม่กลับมา และวันนี้เขากลายเป็นศรัณย์คนใหม่แทน

“ศรัณย์คนเดิมเป็นคนโอหังมาก เรารู้สึกว่าเราทำงานเก๋เนอะ ชื่อเสียงได้มาเร็วมาก ไม่ทันเรียนจบก็ได้ลง Vogue แล้ว มันมาพร้อมกับความมั่นใจ ที่จริงๆ มันก็ไม่ผิดหรอกถ้าเรามั่นใจในเลเวลที่พอดี..

“แฟนบอกเลิกผม บอกว่าผมรักตัวเองมากเกินไปจนไม่สามารถรักคนอื่นได้ เราก็คิดว่า เอ๊ะ นี่มันเป็นคำชมหรือเปล่านะ เพราะ RuPaul ก็เคยบอกไว้ว่า If you don’t love yourself, how in the hell you gonna love somebody else? เราก็อ้าว รักมากเกินไปก็ผิดด้วยเหรอ แต่ตอนนั้น ไอ้ความรัก กระบวนการที่เราหลงใหลและหมกมุ่นมากๆ มันไม่แคร์จนคนอื่นเขาจะอะไรยังไง ผมว่าทุกคนเคยเป็นนะ เพราะความสำเร็จ เงินทอง ชื่อเสียง มันได้มาง่าย เราก็เลยรู้สึกผยอง” เขาหัวเราะก่อนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

“จริงๆ คนใหม่นี่ไม่ได้ดีเด่อะไรนะ ก็มีความกวนเหมือนเดิม ตอนนี้ผมอยู่เงียบๆ และเชื่อในเรื่อง Law of Attraction ถ้าเราคิดดีทำดีก็จะดึงดูดคนที่คิดอะไรคล้ายๆ กัน คนที่คิดอะไรไม่ดีก็คงไม่ได้ชอบอะไรแบบที่เราชอบ ก็คิดแค่นี้ แต่เลเวลของความปากจัด กวนๆ ก็ยังเต็มที่”

แม้จะต้องปรับชีวิตใหม่ แต่ศรัณย์ก็ยังหลงใหลในงานของตัวเองตามเดิม ทุกความรักของเขาสามารถมองเห็นได้ผ่านความละเอียดทั้งในงานที่เขาทำและจากน้ำเสียงตื่นเต้นที่กำลังเล่าให้เราฟัง

“งานชิ้นนี้ เราให้บรรยากาศเป็นตัวเล่าเรื่อง” เขาปิดท้าย ก่อนพาเข้าสู่อีกหนึ่งผลงานที่ศรัณย์ไปจับมือเหล่าศิลปินมาร่วมสร้างสรรค์และตีความคำว่า ‘ความเป็นไทย’ ลงในงานซีรีส์ ‘ซุปเปอร์สยาม’ ”

เหล่าศิลปินได้สร้างสรรค์ภาพความเป็นไทยในแบบที่หลากหลาย อย่างขนมชั้น ผัดกะเพรา หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายเบาะตุ๊กๆ และนำมาหุ้มลงบนเก้าอี้สีสันจัดจ้านจากเหล็กข้ออ้อย

“ปรากฏว่ามีสุลต่านมาเหมา!” ศรัณย์พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

งดงามในวิถี

อีกหลายปีถัดมา ศรัณย์ก็ได้กลับมาทำงานกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ ที่เดียวกับที่เขาเคยทำวิทยานิพนธ์สมัยเป็นนักเรียนคณะสถาปัตย์

“ผมทำกับชาวเขาเลย ก็เจอปัญหาอะไรเยอะแยะ ผมขึ้นไปบนดอย เจอปัญหาเยอะแยะมากมาย ด้วยความที่เป็นผ้าที่ทอโดยชาวเขา เขาจะบอกเราว่าเขาต้องปลูกพริกไทยก่อนนะ ขอไปเก็บลำใยก่อนนะ ทำ 2 เดือนไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า ถึงเวลาค่อยว่ากันแล้วค่อยจ่ายเงิน”

ศรัณย์ตัดสินใจใช้วิธีซื้อโปรดักต์สำเร็จจากชาวบ้านเพื่อนำมารื้อประกอบเป็นงานใหม่ เขาพบว่าวิธีการทำงานระหว่างเขากับชาวบ้านคือการสร้างความสัมพันธ์มากกว่าการบอกส่งๆ ในฐานะลูกค้ากับผู้รับเหมา

“ผมรู้สึกว่าเราต้องใช้วิธีที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน” ศรัณย์กระแอมสักครู่ ก่อนทำท่าประกอบบทสนทนาระหว่างเขากับพี่จุ๊ สุดยอดช่างทอเสื่อจันทบูรณ์ที่ศรัณย์ไปซื้อเสื่อมาทำงาน

“พี่จุ๊แกบอกว่า มันไม่มีคนทอแล้ว เด็กๆ มันก็ไปทำงานร้านสะดวกซื้อกันหมด” เรามองเห็นภาพพี่จุ๊อยู่ที่ชานเรือนพร้อมถักเสื่อไปด้วย

“ได้เงินวันละ 300 ทำงานในห้องเย็นๆ ด้วย ทอเสื่อไปก็ไม่รู้จะทำได้เท่าไหร่ นั่งก็ร้อน!” สิ่งนี้ทำให้ศรัณย์มองเห็นว่าหลากหลายผู้คนที่กำลังสานต่อลมหายใจของหัตถกรรมพื้นบ้านกำลังรอคอยที่จะสร้างคน เขาจึงเชื่อว่าทุกๆ ออเดอร์ที่เขากำลังสั่งจะสามารถสร้างคนได้

ศรัณย์เชื่อว่าหากสร้างคนได้ ชาวบ้านเองก็จะทำงานด้วยความสุข

“อย่างหมอนไหว้เจ้าที่เอามาทำงาน ผมก็ไปเจอเจ้าที่ทำมาร้อยกว่าปีแล้ว อายุรวมกันของช่างตัดเย็บน่าจะ 200 กว่าๆ จักรก็เก่ามาก เดี๋ยวนี้แม้จะมีคนไหว้เจ้า แต่เขาก็ไม่ค่อยใช้หมอนแบบนี้แล้ว” ศรัณย์พาให้เราเห็นภาพร้านเก่าๆ ที่ว่า เขาบอกว่าในบางครั้งที่เข้าไปยังร้าน ศรัณย์พบว่าบางทีเขาได้กินขนมผักกาดแทนหมอน อย่างไรก็ตาม เขามองว่านั่นคือการสร้างความสัมพันธ์ และเขาตั้งใจว่าจะไม่ทรีตเหล่าผู้สร้างงานในรูปแบบผู้รับเหมาเด็ดขาด

ศรัณย์พาเราย้อนกลับไปในงานที่เรียงร้อยจากผ้าชาวเขามากมาย

“ชิ้นนี้ได้มาตอนที่เรานั่งกินข้าวกับหัวหน้าชนเผ่า ปู่แกบอกเราว่า เงินที่ได้จากผ้านี้แกเอาไปทำทีมฟุตบอลนะ ทีมฟุตบอลของที่นี่เก่งมาก”

“ปู่เขาบอกว่าเขาทำมาหมดทุกอย่างแล้ว เคยแบกผักอยู่คลองเตยด้วย เล่าไปแกก็น้ำตาคลอไป ส่วนผมก็อิน เหมือนเป็นมิสเวิลด์” ศรัณย์หัวเราะ

“ผมบอกว่า คุณปู่ครับ! ผมจะช่วยคุณปู่เอง! แต่สุดท้ายออเดอร์ของเราก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย ผมเอามันมาปักเป็นลายการ์ตูนตามปั๊มที่คนมองว่ามันถูก ส่วนผ้าก็เป็นผ้าฝ้ายที่เขาเอาไว้กี่เอวแบบชาวเขา ส่วนงานที่ทำกับศูนย์ศิลปาชีพจะเป็นผ้าเนามือ ผมทำผ้าเป็นใส้ไก่ แล้วค่อยๆ ขดเป็นสาย” ศรัณย์อธิบายงานอีกชิ้น ซึ่งเป็นงานที่หุ้มอยู่บนโซฟา

“ปัญหาคือผ้าพวกนี้มันต้องซื้อ ทุกอย่างที่ได้มาเลยไม่เหมือนคนอื่น เราจึงลองเสนอทางศูนย์ว่าลองจัดผ้าให้เป็นกลุ่มๆ ดีไหม เช่นเฉดสีน้ำตาลให้อยู่ด้วยกัน อีกหน่อยมันจะได้มีระบบ แทนที่จะนั่งเลือกคุ้ยๆ ผ้า ต่อไปเวลาทำงานพวกนี้อีก ลูกค้าจะได้บอกว่าอารมณ์จะเป็นยังไง”

เขาบอกว่าการจัดกลุ่มเช่นนี้จะทำให้ลูกค้าสามารถจินตนาการภาพงานที่ต้องการได้.. เหมือนกับกระเป๋าแบรนด์ยุโรปอย่าง Freitag

“เราไม่อยากขายฝันพวกเขาว่าถ้าเขาทำงานกับเราเขาจะมีนั่นมีนี่ แต่สิ่งที่จับต้องได้คือ ผมบอกเขาว่าผมจะมีออเดอร์มาให้เขาบ่อยๆ และมันมีมูลค่ามากพอ กับศูนย์ศิลปาชีพเองก็เหมือนกัน ต่อไปถ้าศูนย์ศิลปาชีพเจอกับดีไซเนอร์บ่อยๆ ผ้าพวกนี้ก็จะออกจากคลังได้”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

ประสบการณ์ร่วมที่ไม่ธรรมดา

งานชิ้นหนึ่งที่โด่งดังของศรัณย์คือ งานเก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว ที่ทำมาจากเก้าอี้ตัวยาวกับเสื่อพลาสติกที่ผสมผสานกับผ้าไหมซึ่งเป็นวัสดุพื้นถิ่น ทั้งหมดประดับลงบนเก้าอี้ที่เขานำมาออกแบบใหม่อีกครั้ง แต่ยังทำให้คนมองเห็นว่ามันเป็นเก้าอี้ดีไซน์คุ้นตาอันเดิม

“ตอนงาน Bangkok Design Week เขาจะหาที่คูลๆ มาแสดงงานกัน ตอนนั้นผมเลือกร้านอาหารจีนชื่อนิวเฮงกี่ ชั้นสอง”

ศรัณย์จำลองเหตุการณ์ให้เราได้ดูอีกครั้ง

‘เฮีย เอาเก้าอี้เฮียออกได้ไหม แล้วผมจะเอาเก้าอี้กับโต๊ะผมมาตั้งให้ ใครอยากนั่งก็นั่งเลย ใครอยากซื้อก็ซื้อเลย’

“จากนั้น 3 วัน ปรากฏขายหมด คนเช็กอินร้านเฮียใน Instagram แบบถล่มทลาย มันตลกที่ว่าเวลาเราอยากดูงานนี้ ถ้ามีลูกค้านั่งอยู่เราจะดูไม่ได้ ต้องยืนรอจนเขากินเสร็จ พอกินเสร็จ โต๊ะก็เลอะเทอะไปหมด คนก็เลยรู้สึกว่าเป็นการแสดงงานที่สนุก เราสามารถมี Interact กับมันได้ สุดท้าย เฮียก็ซื้อไว้ชุดหนึ่งให้เป็นมิ่งขวัญของร้าน”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

หากคุณได้ไปร้านนิวเฮงกี่ คุณจะเห็นโต๊ะเก้าอี้ฝีมือศรัณย์จัดเป็นดิสเพลย์โดยเฮียเจ้าของร้าน โดยมีรั้วกั้น ที่มุมหนึ่งจริง ๆ

และในวันนี้ พื้นที่ที่จะเอื้อให้คุณได้ดำดิ่งไปสัมผัสประสบการณ์งานศิลปะก็กลับมาอีกครั้ง นอกจากศรัณย์จะยกเก้าอี้ไปไว้ในร้านก๋วยเตี๋ยว เขาบอกเราว่างานนี้เราจะได้เห็นวัสดุที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศในประเทศไทย ตั้งแต่กระจูดจากพัทลุง เสื่อมหาสารคาม และงานผ้าจากบนดอยที่เขาไปนำมาด้วยตัวเอง ในนิทรรศการ Pop Artisan ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest)

“ผมเชื่อว่าคอนเซ็ปต์ของนิทรรศการนี้ จัดได้ว่าเป็นการเล่าเรื่องอย่างหนึ่ง ในงานนี้มันเป็นเหมือนส่วนผสมของรถซาเล้งและร้านขายของเก่า เราจะเรียงทุกอย่างบนผนังให้คุณผสมได้เอง”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

หากคุณไปที่ Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park ในวันที่ 21 – 30 มิถุนายนนี้ คุณจะพบศรัณย์ยืนถือสว่านเพื่อรอประกอบเก้าอี้ลายใหม่ที่เขาเรียกมันว่าเป็นการคืนวิญญาณ และคุณเองก็สามารถหยิบเก้าอี้ตัวกลมจากบ้านมาให้เขาคืนชีวิตให้มันใหม่ได้เช่นกัน

“เราไม่มีโจทย์อะไรนอกจากทำงานกับชุมชน ซึ่งเหมาะกับ Sustainable Fest ครั้งนี้เราจะพาคนดูไปรับรู้เรื่องราวผ่านประสบการณ์ร่วม ให้เขาสามารถเลือกที่จะคืนวิญญาณให้ของเก่าเองได้”

ศรัณย์จะเปลี่ยนภาพจำของศาลาสินค้าโอทอปให้กลายมาเป็นรถซาเล้งสนุกๆ และเราสามารถพูดได้ว่างานของเขาไม่เพียงแต่ ‘Sustain’ เพื่อช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมด้วยการลดขยะเท่านั้น

แต่ศรัณย์ที่มาพร้อมกับความตั้งใจ กำลังจะ ‘Sustain’ งานหัตถกรรมของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น ให้มีลมหายใจต่อไปด้วยศิลปะ

“หัตถกรรมสำหรับผมคืองานที่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา มันคือการที่ชาวบ้านแบกแตงโมมาให้เราที่พัทลุง มันคือการที่เราสั่งกระจูดมา 2,000 บาท แต่ชาวบ้านแกจะไปเก็บกระจูดในป่าแทนที่จะปลูกเอง นี่แหละครับ มันคือเรื่องของวิถีชีวิต”

ศรัณย์ปิดท้ายพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เราจะถามว่างานนี้จะมีอะไรสนุกๆ ให้ได้ชมอีกไหม

เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะว่า

“แค่เจอผมก็สนุกแล้ว”

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

งานนี้ไม่เพียงแต่เยี่ยมชมผลงานเท่านั้น แต่ท่านยังสามารถไปจับจ่ายเฟอร์นิเจอร์ที่อยากได้ไว้ใช้สอยและเยี่ยมชมนิทรรศการ ‘Pop Artisan’ ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของ 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest) ได้ ตั้งแต่วันที่ 21 จนถึง 30 มิถุนายน ท่ี Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park สถานีปุณณวิถี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ทุกวัน

แล้วมาร่วมคืนชีวิตให้เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ กัน!

Writer

Avatar

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

เรื่องน่าตื่นเต้นในวันนี้ คือเราได้โอกาสคุยกับเจ้าของผลงานอันเป็นที่รู้จักในวงกว้างหลายประเทศในโลก อย่าง ‘Warbie Yama’

จริงอยู่ที่ชื่อของ Warbie Yama อาจจะยังไม่ได้ติดหูคนไทยทั่วบ้านทั่วเมือง แต่เชื่อสิว่าหากได้เห็นหน้าตานกเหลืองตัวอ้วนนามว่าวอร์บี้แล้ว คุณจะต้องร้องอ๋อ อย่างน้อยเพื่อนสักคนของคุณต้องเคยส่งสติกเกอร์เจ้าตัวนี้มาทักทายบ้างแหละ

Fun Fact : Warbie Yama ไม่ได้เป็นแค่สติกเกอร์ไลน์อย่างเดียว 

ทุกอย่างเริ่มจากแอนิเมชันสั้น ๆ ที่เป็นธีสิสปริญญาโทของ นอร์ธ-อรุษ ตันตสิรินทร์ แล้วค่อย ๆ ใช้เวลาเป็น 10 ปี ต่อยอดไปเป็นหลายสิ่ง คอมิกก็มี สินค้าก็มี แม้มู้ดโดยรวมจะดูออกไปทางประเทศเอเชียตะวันออกหน่อย แต่คนวาดเป็นคนไทย เกิดและโตในไทย ซึ่งมีแพสชันและความสามารถล้นเหลือจนไปเฉิดฉายไกลถึงต่างประเทศ

Warbie Yama เป็นงานส่วนตัวของนอร์ธ จริง ๆ แล้วเขาทำงานประจำที่ Nickelodeon ช่องทีวีสำหรับเด็กสัญชาติอเมริกัน โดยทำหน้าที่เป็น Lead Animator ของเรื่อง Ninja Turtles, Avatar: The Legend of Korra, Monsters vs Aliens, Wallykazam รวมทั้งเป็น Animation Director บางส่วนของเรื่อง Santiago of the Sea และ SpongeBob

ตอนนี้ที่ River City Bangkok มีนกวอร์บี้ครอบครองอยู่เต็มพื้นที่ เนื่องในโอกาสที่นิทรรศการ Warbie Yama ครั้งแรกในไทยกำลังจัดขึ้นที่ชั้น 2 คอลัมน์ In Design คราวนี้จะพาผู้อ่านบุกไปหานอร์ธถึงนิทรรศการ คุยกับเขาเรื่องชีวิตการเป็นแอนิเมเตอร์ ผลงานส่วนตัว และที่มาที่ไปของงานครั้งนี้ (โอกาสดี ๆ แบบนี้คงไม่ได้มีบ่อย ๆ!)

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

เล่าชีวิตนอร์ธ ดิ แอนิเมเตอร์ ผ่านงานส่วนตัว

Chapter 0 : Flipbook

หน้าที่ของนอร์ธในการทำแอนิเมชันที่ Nickelodeon คือคิดการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูน เช่น คิดรายละเอียดของ Motion การหยิบอาวุธของนินจาเต่า โดยทำให้สอดคล้องกับคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละตัวละคร ซึ่งแน่นอนว่าการจะทำให้ออกมาเป็นธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย

“Raphael ดุ Donatello ก็นักวิทยาศาสตร์ เนิร์ดหน่อย Michelangelo ก็ขี้เล่น” เขาพยายามอธิบายให้เราที่ไม่เคยดูนินจาเต่าฟัง

นอร์ธพาเรานั่งลงหน้ากระท่อมในนิทรรศการที่มี Warbie นอนหลับอุตุอยู่ด้านใน นอกจากพวกเราแล้ว ก็มีผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาในโลกของเจ้านกเหลืองอย่างไม่ขาดช่วง

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

“ผมโตในเมืองไทยครับ แล้วก็ย้ายไปอเมริกาช่วงเรียนปริญญาโท” นอร์ธเล่าอย่างกระตือรือร้น หลังจากที่เขาออกตัวว่าชอบอ่าน The Cloud ก็พาให้เราตื่นเต้นในการคุยกับเขามากขึ้นไปอีก

“จริง ๆ วาดรูปตั้งแต่เด็กแล้ว เรียนวิชาอื่นก็ยังนั่งวาดบนพวกสมุดเรียน ชอบวาดตรงมุมของหนังสือแล้วก็กรีดดู เป็น Flipbook แล้วก็เป็นประเภทที่พอไปเล่นเกมหรือดูการ์ตูนช่อง 9 อะไรมาก็จะเอามาวาดเป็นของตัวเอง จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เคยทำหนังสือการ์ตูนเล่มเล็ก ๆ บาง ๆ เอาเข็มกับด้ายมาเย็บสัน แล้วก็ให้เพื่อนที่โรงเรียนดู”

เด็กชายอรุษชอบวาดรูปเป็นพิเศษ ยิ่งวาดแล้วมีคนให้ชมก็ยิ่งวาดใหญ่ เมื่อมีการประกวดวาระต่าง ๆ ก็เป็นเขาทั้งนั้นที่เป็นนักล่ารางวัล นำอุปกรณ์วาดรูปที่ได้มาใช้ต่อ แต่ถามว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูนรึเปล่า เขาบอกว่าตอนเด็ก ๆ ยังไม่ได้คิดไกลถึงขนาดนั้น

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

พอเติบโตขึ้น เขาเข้าเรียนระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในสาขาวิชา Visual Communication Arts ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Graphic Design เป็นหลัก

“ตอนนั้นยังไม่ได้เรียนแอนิเมชัน แต่ว่ามันจะมีวิชาอย่าง Motion Graphic มีวิชาสอนเกี่ยวกับการทำกราฟิกเคลื่อนไหวที่ได้เรียนตอนปี 3 เป็นจุดเริ่มต้นอีกจุดหลังจากตอนทำ Flipbook ที่เราเริ่มสนุกกับการทำภาพเคลื่อนไหว พอช่วงที่มี Jurassic, Star War มีหนังฮอลลีวูดที่เป็น CG Animation เราว่ามันเป็นอะไรที่จับต้องได้และดูอะเมซิ่งมาก อยากลองทำ เลยไปหาเรียนข้างนอก ซึ่งเหนื่อยมาก ต้องเรียนจนถึง 4 ทุ่ม แต่ก็สนุก”

รู้สึกถึงพลังวัยรุ่นขึ้นมาเลย!

Chapter 1 : Rocket Boy

“หลังจากที่เรียนข้างนอกจนเริ่มทำได้ ก็ได้เสนอแอนิเมชันสั้นเป็นธีสิสจบปริญญาตรี ผมเอาความผสมผสานจากการได้เรียนที่มหาวิทยาลัยสอน Motion Graphic เข้ามาผสมด้วย อาจารย์ก็เลยให้ทำ” นอร์ธเล่า

ในที่สุดก็ได้เวลา ‘ลองของ’ สักที แม้จะมีความยาวเพียงแค่ 30 วินาที แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นไม่นานอย่างเขาถือว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก และ Chapter แรกของการเป็นแอนิเมเตอร์ก็เริ่มต้นขึ้น

Rocket Boy เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเล่นซนของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนจากตัวนอร์ธเอง ตอนเด็ก ๆ เขาชอบเล่นจุดจรวด จุดประทัด นำประทัดกับธูปผูกติดกันไว้เป็นการตั้งเวลา เมื่อธูปไหลลงมาถึงจุดหนึ่งแล้วเขาก็จะคอยฟังเสียง ‘ปั้ง’ นอร์ธชอบไอเดียนั้น จึงทำแอนิเมชันที่มีตัวละครเด็กชายหยิบจับเอาของที่อยู่ทั่วไปอย่างถังน้ำ หม้อ มาใส่เป็นชุดเกราะ แล้วก็ไปเล่นซน โดยมีสุนัขพันธุ์แจ็ครัสเซลล์เป็นผู้รับเคราะห์ ซวยไปพร้อมกับเด็กชาย

“ท้าทายมาก เราตั้งโจทย์โดยที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า แต่คิดว่าตั้งที่อยากได้ไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยไปหาหนทางของมันเอง เลยเป็น Learning Curve ที่กระโดดมาก ๆ” เขาพูดถึงการทำ ‘ควัน’ เป็นครั้งแรก ตอนเริ่มต้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะไปหาความรู้จากไหน แต่พอไปถามอาจารย์และได้โอกาสใส่ชุดนักศึกษาเข้าไปเรียนรู้วิธีการที่บริษัท CG ของอาจารย์ เขาก็เริ่มทำได้

“พอไปถึงผมก็ไปนั่งกับพี่ที่ออฟฟิศ บอกว่า ‘พี่ช่วยสอนผมทำควันหน่อย’ ถึงงานเขาจะก็ยุ่งอยู่แล้วเขาก็ทำให้ดู ผมก็จด ๆ แล้วรีบกลับมาฝึกต่อที่บ้าน สิ่งที่ลัดที่สุดไม่ใช่หนังสือ เพราะผมเป็นคนอ่านหนังสือช้า ผมวิ่งไปหาคนที่เป็น Professional ด้านนั้น ขอให้เขาสอนเรา

Rocket Boy เป็นเรื่องแรกที่จุดประกายว่า เราทำหนังแอนิเมชันเล่าในสิ่งที่อยากเล่าได้แล้ว เป็นตัวที่สำคัญมาก ๆ เลย” เขาพูดด้วยแววตาเป็นประกาย ความรู้สึกคงเหมือนการปั่นจักรยานได้ครั้งแรกแล้วลิงโลดในใจ ต่อไปนี้จะเป็นทางที่คดเคี้ยวแค่ไหนก็พร้อมจะลอง

และความภูมิใจของเขาตอนที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ก็คือการที่แอนิเมชันสำเร็จสมใจ การนำธีสิสไปจัดแสดงที่สยามดิสคัฟเวอรี่แล้วมีคนจาก a day ของานของเขาไปลงหน้าหนึ่งของนิตยสารปก เรย์ แมคโดนัลด์ และการที่นำ Rocket Boy ส่งประกวดแล้วได้รางวัลที่ 1 งาน TAM: Thailand Animation and Multimedia มาครอบครอง

Chapter 2 : Cheez…z

“จบปุ๊บก็ทำงานเป็นแอนิเมเตอร์อยู่ที่บริษัทในเมืองไทยนี่แหละครับ” นอร์ธเล่าต่อถึง Chapter ถัด  ไปของชีวิต “อาจารย์ที่สอน Motion Graphic ผมเขาเรียกไปทำงานด้วย ดีใจมาก ได้งานเลย ทำอยู่สัก 2 ปี ถึงตัดสินใจบอกแกว่า อยากไปเรียนต่อที่อเมริกา เพราะแอนิเมชันมันเติบโตที่นั่น”

ในที่สุดนอร์ธก็ได้ไปเรียนต่อที่ Academy of Arts, San Francisco สาขา Animation and Visual Effect และได้ทำแอนิเมชันเรื่อง Cheez…z เป็นธีสิสจบ

Cheez…z คือการบอกให้คนหน้ากล้องฉีกยิ้ม เพื่อที่คนหลังกล้องจะกดชัตเตอร์ ซึ่งเรื่องราวของแอนิเมชันนี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนนัก เป็นเพียงบ่ายวันหนึ่งที่คุณลุงใจดีอยากถ่ายรูปสวย ๆ ของนกตัวหนึ่งรูปเดียวเท่านั้น

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

“จริง ๆ มันเริ่มจากบ่ายวันอาทิตย์ แสงอุ่น ๆ ตอนที่อยู่ซานฟรานซิสโก ผมไปเดินงาน Japan Town เห็นลุงญี่ปุ่นแต่งตัวดี ๆ ถือกล้องเก่า ๆ ตัวหนึ่ง แล้วแกก็ยืนยิ้ม น่ารักมาก ตอนนั้นไปกับเพื่อนแต่เพื่อนเดินไปหมดแล้ว ผมยังหยุดดูคุณลุงอยู่ไกล ๆ  เหตุการณ์วันนั้นเหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากทำคาแรกเตอร์ตัวนี้ สำหรับผมมันดึงดูดมาก ๆ” นอร์ธพูดถึงตัวละครยามะ ที่มาก่อนเจ้าวอร์บี้เสียอีก 

เขารู้สึกเหมือนว่าลุงที่เขาผ่านไปเจอ น่าจะผ่านเรื่องราวในชีวิตมามาก คงจะตกผลึกอะไรหลายอย่าง แต่ยิ้มของลุงก็ทำให้คนอย่างเขามีความสุขตาม

“ส่วนนกเนี่ย มันมีเหตุการณ์ตอนเด็ก ๆ ที่มีนกบินชนกระจกบ้านแล้วบาดเจ็บ ก็เลยช่วยมันไว้ พอหายก็ปล่อยมันไป” เขาเล่าต่อ “เราว่าคาแรกเตอร์นกมีเสน่ห์ตรงที่เราจับต้องมันได้ยากมาก เรามักจะได้ความน่ารักของมันมาในรูปแบบของภาพถ่ายหรือไม่ก็อะไรบางอย่าง เพราะนกเป็นสัตว์ปีกที่มีอิสระ บินไปไหนก็ได้ 

“สมมติเราชอบนกตัวนี้ ก็ต้องลุ้นว่าจะได้เจออีกเมื่อไร เพราะมันบินแล้วบินไปไกล ไม่เหมือนกับหมาบางตัวที่ยังอยู่แถวนั้น คาแรกเตอร์นกจึงมีเสน่ห์ มันเป็นสัตว์ตัวหนึ่งที่มีคุณค่านะ ถ้าเราได้สัมผัส ได้จับมัน คุณลุงเลยขอแค่ว่าถ่ายรูปสวย ๆ รูปเดียว ทำไมถ่ายยากจัง” ด้วยเหตุนี้ ตัวละครหลักทั้งสองตัวจึงถือกำเนิดขึ้นมา

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

“ในด้านเทคนิค การทำให้ตัวละครเคลื่อนไหว ผมรู้สึกว่ามันดีขึ้นนะ เพราะว่าเราไปเรียนแล้วได้เจอกับอาจารย์ที่เก่ง ๆ จึงได้รู้ว่าเราทำให้ตัวละครมีชีวิตได้มากขึ้น ซึ่งผมว่าตรงนี้คือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเลยที่ทำให้วอร์บี้มีวันนี้ได้ Expression ของวอร์บี้ สายตากวน ๆ ของมัน คนได้เห็นครั้งแรกก็จากเรื่องนี้ แล้วผมก็ชอบความเป็น Artistic Style ของมัน ผมไม่อยากให้มันดู Realistic มาก เพราะแบบนี้ดูแล้วอุ่นดี”

สำหรับดนตรีประกอบ นอร์ธที่ได้เล่นดนตรีแบบ Street Learner ช่วงมัธยม นำทักษะตรงนั้นมาแต่งเมโลดี้สั้น ๆ ในกับแอนิเมชันเรื่องนี้ โดยตอนแต่งก็นึกไปถึงทำนองที่คุณลุงยามะจะฮัมในหัว แล้วลองใส่คีย์บอร์ด ใส่กีตาร์ และเครื่องเคาะที่ฟังดูญี่ปุ่น ๆ เข้าไป จำกัดจำเขี่ยตามกำลังของนักเรียน แต่ก็ออกมามีเสน่ห์และติดหูทีเดียว

แล้วทำไมถึงเลือกจะทำให้แอนิเมชันไม่มีบทพูด – เราถามคำถามสำคัญ คำถามที่ติดอยู่ในใจตั้งแต่แรกได้ดู Cheez…z

“มันเป็นธรรมชาติของการทำ Short Film ทั่วไป เพราะการใส่บทพูดมันยาก เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่เราต้องเขียนสคริปต์ขึ้นมา ต้องหาคนพากย์ ซึ่งจะเพอร์เฟกต์หรือเปล่าก็ไม่รู้ และส่วนตัวรู้สึกว่าการได้มองเห็นเป็นบุคคลที่สามนั่งดูเหตุการณ์ไกล ๆ ไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร จะได้ความสนุกไปอีกแบบ แค่ภาพก็อาจสื่อพอแล้วโดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ”

Chapter 3 : Warbie Yama

Chapter ที่ 3 นี้ ไม่ได้เป็นแอนิเมชัน หากแต่เป็นการนำตัวละครจาก Cheez…z มาพัฒนาต่อ ถึงอย่างนั้น Chapter นี้นี่แหละที่พาเขาให้เป็นที่รู้จักไปทั้งโลก

หลังจากเรียนจบเขาก็ได้งานเริ่ด ๆ สมความสามารถที่ Nickelodeon Studio ที่ L.A. ระหว่างนั้นหนังธีสิสอย่าง Cheez…z ได้เริ่มฉายในนิทรรศการและ Film and Animation Festival ทั้งในอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ซึ่งเขาก็กวาดรางวัลมามากมายจากการเดินสายในคราวนั้น

วอร์บี้ยังอยู่ในใจเขาตลอด ว่าง ๆ เขาก็วาดเจ้านกเล่นบ้าง คิดเรื่องต่อจาก Short Film บ้าง แต่ยังไม่ได้ทำอะไรจริงจัง จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้ไปงานประมูลภาพเพื่อช่วยเหลือศิลปินแอนิเมเตอร์คนหนึ่งที่ป่วยเป็นมะเร็ง โดยส่งภาพวอร์บี้เล็ก ๆ ขนาด 5*7 นิ้วไปเข้าประมูลกับเขาด้วย ท้ายที่สุดเมื่อหมดเวลา ผู้หญิงเกาหลีคนหนึ่งก็ชนะประมูล และเดินยิ้ม ๆ ถือภาพออกไปจากห้อง

“มันเป็นจุดสำคัญที่ทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย คาแรกเตอร์นี้อาจจะมีพลังบางอย่างในการสร้างสิ่งดี ๆ ก็ได้นะ ในอนาคตอาจจะทำอะไรได้มากกว่านี้” เขาเล่าถึงโมเมนต์จุดประกาย 

ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มคิดเรื่องราวเพิ่มขึ้น แล้วก็ลองทำ Art ในรูปแบบอื่น ๆ ปั้นดินบ้าง วาดเป็นสีไม้บ้าง สีน้ำบ้าง ไปแจมอีเวนต์ แจมแกลเลอรี่ต่าง ๆ บ้าง ตามใจสนุกสนาน

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก
อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

“พอ Line เข้าเมืองไทย ก็มี Line Sticker เกิดขึ้น ที่บ้านก็อยากใช้ลายวอร์บี้ คุณแม่ชอบวอร์บี้มาก เลยลองทำดูนอกเวลาทำงาน” 

ช่วงปี 2014 สติกเกอร์เซ็ตแรกแจ้งเกิดใน Line และเป็นที่รู้จักไปหลายประเทศทั่วโลกในเวลาต่อมา ถึงจะไม่ค่อยมีคำพูดอะไร แต่นอร์ธก็เอ็นจอยกับการทำงานมาก เนื่องจากใน Short Film ที่เคยทำ Expression จะจำกัดโดยเนื้อเรื่อง แต่เมื่อเป็นสติกเกอร์เขาก็เล่นได้หลากหลายขึ้น ได้ลองคิดว่าคนจะใช้ส่งไปเพื่ออะไรบ้าง รวมถึงได้แอบใส่เนื้อเรื่องที่แต่งเพิ่มเข้าไปในเซ็ตถัด ๆ มาด้วย

“อย่างเช่นมีคุณลุงปั่นจักรยานแล้วมีคนซ้อนท้าย ซึ่งเป็นภาพ Silhouette เห็นแต่เงา นั่นเป็นครั้งแรกที่มีตัวละครใหม่ เป็นใครก็ไม่รู้มานั่งซ้อนท้ายอยู่ ก็มีแฟน ๆ ถามมาว่า คนที่ซ้อนท้ายลุงยามะคือใครคะ(หัวเราะชอบใจ) ก็เลยเริ่มสนุกที่มีคนติดตาม จริง ๆ มันคือสตอรี่ของป้ามะลิที่เราคิดมาอยู่แล้ว”

สักพักนอร์ธจึงเริ่มปล่อยคอมมิคลงในโซเชียลมีเดียตามเทศกาล คริสต์มาสบ้าง วาเลนไทน์บ้าง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของวอร์บี้ ลุงยามะ และป้ามะลิ แม้จะต้องทำงานประจำไปด้วย เขาก็แบ่งเวลาว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ มาทำงานส่วนนี้ไปด้วยอย่างช้า ๆ

“เราอยากให้คอมมิกพูดเรื่องราวที่ Positive เกิดความอบอุ่นใจ หรือบางเรื่องอาจจะเป็นกิมมิกเล็ก ๆ ที่สะท้อนมาจากสิ่งที่เรากลับไปแก้ไขในอดีตไม่ได้แล้ว เช่น อาจมีบางเหตุการณ์ที่เราไม่น่าแก้ปัญหาด้วยความโผงผาง ควรแก้ปัญหาโดยการใช้ความซอฟต์ก็ได้หรือเปล่า มันก็เลยออกมาในคอมมิกบางส่วน”

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

ศาสตร์การเขียนคอมมิกต่างจากแอนิเมชันมากไหม?

“ผมว่าโดยพื้นฐานน่าจะคล้ายกัน คือเรื่องของเมจเสจหลัก เวลาเราจะบอกอะไรในนั้น แต่ว่าความท้าทายต่างกัน ด้วยความที่เป็นเฟรมเป็นภาพนิ่ง เคลื่อนไหวไม่ได้ โดยเฉพาะคอมมิกของวอร์บี้ยามะ ผมไม่ค่อยใช้คำพูดเลย เนื่องจากว่าแฟน ๆ มีหลายประเทศ เราเลยอยากเล่าให้เข้าใจตรงกันได้โดยเอาคำพูดทิ้งไป 

“บางทีอย่างถ้าอ่านการ์ตูนที่คำพูดเยอะ ๆ รูปเดียวเล่าได้ตั้งหลายอย่าง แต่อันนี้รูปเดียวยังไม่พอ ต้องเพิ่มอีกหลาย Panel เพราะฉะนั้นกระบวนการคิดจึงท้าทายขึ้น”

เพราะการทำงานแบบ One Man Show ไม่ได้มีทีมเป็นร้อย ๆ เหมือนการ์ตูนทั่วไป วอร์บี้จึงค่อย ๆ เติบโตและใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะมาถึงวันนี้ที่มีคนชอบทุกเพศ ทุกวัย นอร์ธบอกว่าคนมักชอบวอร์บี้เพราะเชื่อมโยงกับตัวเองหรือคนรู้จัก ซึ่งดูกวน ๆ เหวี่ยง ๆ บ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็น่ารัก

“คนอเมริกันเห็นมันก็พูดว่า Side Eyes Chick อะไรอย่างนี้ พูดมาแต่ไกลเลยโดยที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับมัน มันโดดเด่นมาตั้งแต่หน้าตาแล้ว” แอนิเมเตอร์เล่าอย่างอารมณ์ดี

Chapter 4 : Lucky

เราขอให้เขาเล่างานส่วนตัวอีกสักงานให้ฟัง นอร์ธนิ่งคิดสักพักแล้วเริ่มเล่าถึง ‘Lucky’ ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปชัดเจน

Lucky เป็นแอนิเมชันสั้น ๆ เกี่ยวกับหมาตัวหนึ่งที่เขาเคยเลี้ยงสมัยประถม พอถึงเวลาต้องย้ายบ้านแล้วพาหมาไปด้วยไม่ได้ จึงจำเป็นต้องทิ้งลัคกี้ไว้ หลายปีต่อมา เมื่อนอร์ธกลับไปบ้านเก่าแล้วถามถึงเพื่อนตัวเดิม คนแถวนั้นบอกว่ายังเห็นลัคกี้ไปรอที่ท่าน้ำทุกวันเหมือนที่เคยทำตอนนอร์ธอยู่ แต่ตอนนี้ไม่เห็นอีกแล้ว

“คล้าย ๆ หนังฮาจิที่เคยดูเลย แต่เป็นเรื่องจริงของเรา” นอร์ธเอ่ย 

“ลัคกี้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลที่ตลกมากของออสเตรเลีย ชื่อ The Loop ที่ให้ทุกคนทำแอนิเมชันมา จะยาวหรือสั้นแค่ไหนก็ได้ แต่ต้องวนลูปไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นสนุก ๆ อาร์ต ๆ

“ตอนนั้น The Loop จะมาจัดที่ Nickelodeon Studio ในธีม Childhood ให้เวลา 4 วัน” เมื่อพูดถึงเทศกาล แววตาของเขาก็สดใสขึ้น “ผมนึกไปถึงเหตุการณ์ของลักกี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ กลายเป็นที่มันรอทุกวันเป็น Loop ได้ แต่ Loop ของมันเศร้าเหมือนกัน ตอนเช้าลักกี้ออกมารอที่ท่าเรือ เห็นเรือลำหนึ่งออกมาเทียบท่า คนเดินขึ้นมา ลักกี้มอง ก็ยังไม่ใช่ รอจนเย็นพระอาทิตย์ตก ก็เดินหมาหงอยกลับบ้าน แล้วก็วนมาใหม่ คือตอนเช้าเดินมาที่โป๊ะ”

ท่ามกลางหนังสั้นตลก ๆ Lucky ที่ถูกจัดไว้ลำดับสุดท้ายของคืนนั้น พาให้ทุกคนในคอร์ทยาร์ดเงียบกริบ 

“ปรากฏว่าวันนั้น Lucky ได้รางวัลที่ 1 จากการโหวต” แอนิเมเตอร์เผย แสดงว่าเรื่องเศร้าในวัยเด็กกินใจคนไม่น้อย “จึงเป็นอีกแพลนหนึ่งว่า เดี๋ยวในอนาคตจะทำให้มันสมบูรณ์ เพราะอันนี้เป็นเหมือนโมเมนต์สั้น ๆ แค่นาทีกว่า”

เจาะเส้นทางของ 'นอร์ธ' อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์ชาวไทยแห่ง Nickelodeon ตั้งแต่จุดสตาร์ทมาจนถึงวันที่ Warbie Yama ประสบความสำเร็จ

ทำไมถึงเลือก Lucky มาเล่าชีวิตใน Chapter ถัดไป?

“มันเหมือนคนละโลกกับวอร์บี้เลย แต่ว่ารากเหมือนกัน คือกลับไปวัยเด็กอีกแล้ว เราอยู่ห่างบ้านนาน ๆ บางทีเราก็นึกถึงตอนอยู่ที่อเมริกา เมือง Burbank จะมีร้านแผ่นเสียงเก่า ๆ เราเจอแผ่นเสียงอย่าง Carpenters, DGs ที่พ่อแม่ชอบฟัง เลยทำให้เรานึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ 

“เราอยากเล่าบางเรื่องที่อาจจะไม่ขำ แต่ว่าได้อะไรบางอย่าง”

นัก (ค่อย ๆ) เล่าเรื่อง

ถึงจะประสบความสำเร็จในส่วนของแอนิเมชันสั้น Line Sticker และคอมมิก แต่นอร์ธยังไม่มีแผนจะต่อยอด Warbie Yama เป็นแอนิเมชันเรื่องยาว เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งทีมสร้าง ทุน แต่หากทุกอย่างพร้อมเมื่อไหร่ ก็ (อาจจะ) เป็นไปได้

“ตั้งแต่ทำวอร์บี้มา ไม่ได้คิดเลยว่าปลายทางคืออะไร หรือเราจะได้อะไรจากมัน เราไม่ได้จะทำสินค้าเพื่อรวย ทำหนังเพื่อโกยเงิน หรือจะได้เป็นผู้กำกับ คิดแค่ว่า ‘ตอนนี้ฉันอยากเล่าเรื่องแบบนี้’ ก็เลยเล่าออกมา เวลาผ่านไปก็สะสมมาจนกระทั่งออกมาเป็นแบบนี้ ส่วนพาร์ต Business ก็ทำตามสมควร

“พอไม่ได้คาดหวังมาก จิตใจเราก็เลยยังอยู่ ยังทำงานสื่อสารออกมาได้ดี คนดูก็คงจะรู้สึกได้ถึงความจริงใจที่เราสื่อออกไป เลยเป็นรากฐานที่ค่อนข้างแข็งแรง”

ในการสร้างสรรค์งาน ส่วนที่ท้าทายที่สุดสำหรับนอร์ธคือเนื้อเรื่อง เพราะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของคนดู แอนิเมเตอร์ต้องคิดว่าจะเริ่มยังไงให้สวย ไคลแมกซ์ยังไงให้สุด จบยังไงให้ดี ส่วนเมื่อถามถึงสูตรหรือเทคนิคในการคิดงาน เขาตอบทันทีเลยว่า ไม่มี เขาเพียงแต่ทำงานตามความรู้สึก และมุ่งให้คนดู ‘ได้อะไรสักอย่าง’ จากการเสพงาน ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มหรือความรู้สึกอื่น ๆ ก็ตาม

“ศิลปะบาโรกจะมียุคหนึ่งที่มักใช้ศิลปะแนวมืดมน ซึ่งบางทีศิลปะนั้นอาจทำให้คนดูรู้สึก Release อันนี้คือหนึ่งในบทเรียนตอนที่เรียน History of Arts เลยว่า เมื่อ Release อะไรออกมาบางอย่างแล้ว ความสุขจะตามมาทีหลัง

“แต่ว่าของผมมันไม่ได้ Extreme ขนาดนั้น แค่เป็นโมเมนต์หนึ่ง ทำให้คนรู้สึกอย่างหนึ่ง เช่น วอร์บี้นั่งอยู่ในต้นไม้ มองออกไปแล้วฝนตก สักพักหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นแดดออกแล้วนกร้องจิ๊บ ๆ ผมก็เขียนสั้น ๆ ว่า ‘Rain or shine can brings joy’ ต่อให้ฝนตกหรือแดดออก มันก็มีความสุขได้เหมือนกัน” 

เราว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่อง เขาไม่เพียงวาดรูปหรือทำแอนิเมชัน แต่มีเรื่องที่อยากเล่า มีความรู้สึกที่อยากส่งต่อ ซึ่งสิ่งที่น่าประทับใจก็คือ แม้บางครั้งจะไม่ได้ใส่คำบรรยายอะไร ผู้คนก็ถอดความหมายสิ่งที่เขาจะสื่อออกมาได้ตรงใจอย่างไม่น่าเชื่อ

เจาะเส้นทางของ 'นอร์ธ' อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์ชาวไทยแห่ง Nickelodeon ตั้งแต่จุดสตาร์ทมาจนถึงวันที่ Warbie Yama ประสบความสำเร็จ

นิทรรศการในครั้งนี้ใช้เวลาเตรียมงานถึง 2 ปี กว่าจะเนรมิตรทุกอย่างออกมาให้เป็นดั่งภาพในจินตนาการของนอร์ธได้ ถ้าคุณได้มาดู ก็จะได้เห็นตั้งแต่สมุดสเก็ตช์ภาพวอร์บี้ เห็นวอร์บี้ขนาดเท่าของจริง วอร์บี้ในจอที่ Interact กับผู้ชมได้ เพลงเพราะ ๆ จากวอร์บี้ออเคสตร้า วอร์บี้ในรูปแบบงานศิลปะต่าง ๆ ไปจนถึงวอร์บี้จากลายเส้นของศิลปินหลายประเทศ นอกจากนี้ยังมีวอร์บี้รับบทเป็นนักแสดง MV เพลงที่ ป๊อด Moderndog ร้องกับ โบ Triumph Kingdom ที่นอร์ธภูมิใจนำเสนอด้วย

“ผมคิดว่านิทรรศการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่วิเศษมาก อาจจะดีก็ได้ถ้ามันได้ไปประเทศอื่นด้วย เช่นประเทศที่มี Fanbase อยู่แล้ว อย่างไต้หวัน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น หรือแม้แต่อเมริกา แต่อย่างที่บอก เราไม่ได้มีแพลนอะไรเยอะแยะ เราไปตามที่รู้สึกว่ามันสมควร ณ เวลานี้ แล้วพอโอกาสอะไรมาก็ค่อยว่ากัน

อยากบอกอะไรกับคนที่อยากเป็นแอนิเมเตอร์เหมือนกันไหม?

“งานนี้เป็นงานที่เต็มไปด้วยจินตนาการ อยากเล่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เล่าได้เลย อยากจะส่งเมสเสจที่ดีกับคนก็ได้ เราก็ทำเรื่อย ๆ ทำแบบที่ชอบ ให้คนอื่นดูบ้างแล้วค่อย ๆ ปรับไป ทุกอย่างใช้เวลา แค่ต้องทำไปเรื่อย ๆ เท่านั้นเอง”

จากที่ไม่ได้รู้จักวอร์บี้มากนัก รู้จักแค่ในฐานะสติกเกอร์ไลน์หน้าตาคุ้น ๆ ที่เพื่อนส่งมา หลังจากที่คุยกันจนจบ ได้ฟังเส้นทางการทำงานด้วยใจรักของนอร์ธ เราก็วิ่งลงไปซื้อภาพวาดวอร์บี้ถือไอติมที่ช็อปด้านล่าง แล้ววิ่งขึ้นมาอีกครั้งเพื่อให้เขาเซ็นก่อนจะกลับ

ขอให้งานสร้างสรรค์และคนทำงานจงเจริญ!

เจาะเส้นทางของ 'นอร์ธ' อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์ชาวไทยแห่ง Nickelodeon ตั้งแต่จุดสตาร์ทมาจนถึงวันที่ Warbie Yama ประสบความสำเร็จ

นิทรรศการ “It’s me, Warbie! The Inside World of Warbie Yama” จัดแสดงตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน 2565 – 25 มกราคม 2566 ที่ RCB Galleria 2 ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ซื้อบัตรได้แล้วที่ The Gallery Shop ชั้น 1 River City Bangkok หรือซื้อบัตรออนไลน์ได้ที่ Ticketmelon (https://bit.ly/3MCcryU) และ ZipEvent (https://bit.ly/3MFLsmk) ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมทาง LINE Official : @rivercitybangkok

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load