31 สิงหาคม 2564
2.16 K

หากจะสืบเสาะค้นหาประวัติศาสตร์ของการฟ้อนเจิงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แทบจะมีหลักฐานทางตำราน้อยชิ้น เพราะเจิงเป็นศาสตร์และศิลป์สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยมือต่อมือ ปากต่อปาก กลมกลืนดั่งวิถีชีวิตของชาวล้านนาสมัยก่อน ดังคำกล่าวว่า ‘ลูกป้อจาย ต้องมีเจิง’ ไม่ว่าจะฟ้อนเจิงด้วยมือเปล่า ร่ายรำท่วงท่าลีลาตามแม่ลายฟ้อน สลับกับตบมะผาบให้ดังตามร่างกาย ข่มขวัญ หยอกเย้าผู้ต่อสู้ ไต่ระดับขึ้นอีกขั้นเป็นเจิงอาวุธ เจิงดาบ และเจิงง้าว

วิชานักรบที่อดีตเคยใช้ปกป้องบ้านเมือง มีเกียรติและศักดิ์ศรี กลับเสื่อมความนิยมลงตามยุคสมัย สล่าเจิงล้านนาเริ่มลดหาย บ้างทำมาหากินเปลี่ยนเป็นอาชีพที่มั่นคง หาเลี้ยงตัวและครอบครัวได้ แต่เวียงเจียงใหม่แห่งนี้ยังมีป้อจายคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาสานต่อและสืบสอดวัฒนธรรมภูมิปัญญา ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนาผู้ขับเคลื่อนศิลปะแห่งตำนานให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยประสบการณ์เรียนรู้ เผยแพร่ศาสตร์และศิลป์เป็นเวลา 20 กว่าปี

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

ปัจจุบันครูศรัณย์เปิด ‘บ้านสล่าเจิงล้านนา’ อำเภอแม่ริม เป็นพื้นที่สอนวิชาเจิงให้แก่ผู้คนที่สนใจ และเป็นครูสอนเจิงที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โดยปรับรูปแบบการเรียนให้เขากับยุคสมัย พัฒนาไปพร้อมกับกาลเวลา 

เพราะการพัฒนาและการปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ภูมิปัญญายังมีคงมีลมหายใจ

และต่อไปนี้คือเรื่องราวทั้งหมดของ ‘ลูกป้อจาย ต้องมีเจิง’ แห่งดินแดนล้านนา 

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

ฮู้จักเจิง

“วิชาเจิงเป็นวิชาเกี่ยวกับความเป็นความตาย โบราณเอาไว้ใช้ต่อสู้ป้องกันตัว เพราะเมื่อก่อนเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ผู้คนอยู่กับความเสี่ยงภัย เวลาเดินทางไปมาค้าขายต่างพื้นที่ต้องข้ามพรมแดนก็อันตราย และการต่อสู้ด้วยอาวุธมีคม ปืน ผาหน้าไม้ ยังมีไม่มาก แพงและหายาก ตอนนั้นวิชาเจิงจึงได้รับความนิยมและสืบทอดเรื่อยมา”

ในยุครุ่งเรืองมีครูสอนเจิงเยอะ คนเรียนก็เยอะ โดยครูจะเสาะแสวงหาลูกศิษย์ตามหมู่บ้านไปเรื่อยๆ 7 วันทีก็ย้ายหมู่บ้านที จนฤดูทำนาถึงจะหยุด พอขายข้าวเสร็จก็เดินทางตามหาลูกศิษย์ ได้เงินค่าสอนก็เอาไปซื้อวัว แล้วก็ต้อนวัวขาย เป็นวิถีของครูฟ้อนเจิงสมัยก่อน บ้างก็เปิดสำนักใหญ่โต สร้างคนเก่งให้สืบทอดภูมิปัญญาล้านนาต่อไป

“ผู้ชายทุกคนต้องเรียนเจิงเป็นวิชาพื้นฐานติดตัว แล้วผู้หญิงเองก็รู้สึกว่า ผู้ชายที่มีเจิงปกป้องครอบครัวได้ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเลือกเป็นคู่ชีวิต ยุคก่อนเขาจะไปหาคู่ตามงานวัด เวลามีงานปอย งานสมโภชน์ จะมีการเล่นเจิง ผู้ชายก็จะฟ้อนเจิง หญิงสาวคราวรุ่นก็จะมาแอบมอง ผู้ชายเองก็อวดผู้หญิงที่หมายปองว่าตัวเองเก่งแค่ไหน

“บางคนฝึกเก่งจนเลยความคิดที่จะอวด เขาก็เอาไปใช้สอนคนต่อ ออกเดินทางผจญโลก ผจญภัยในสังเวียนชีวิต คนเก่งๆ อาจารย์ก็เรียกใช้งาน ให้ไปสอนบ้าง ให้ไปช่วยงานบ้าง ไปเป็นอารักขา ไปทำงานให้เจ้านาย”

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

เจิงเป็นศาสตร์วิชาที่ผู้ชายล้านนาทุกคนต้องเรียน เพราะสถานการณ์บ้านเมืองรบทัพจับศึกบ่อยครั้ง บ้างก็ใช้เพื่อป้องกันตัวเอง หากเปรียบการฟ้อนเจิงเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นชาย แล้วผู้หญิงจะฟ้อนเจิงได้ไหม 

“ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ล้านนา ไม่มีการห้ามไม่ให้ผู้หญิงฟ้อนเจิง บางทีผู้หญิงเป็นนักรบหรือผู้นำทัพด้วยซ้ำ แต่ด้วยบริบทสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นที่นิยม ผู้ชายเรียนเยอะเพราะได้ใช้ ไปเป็นทหารบ้าง ใช้ป้องกันตัวบ้าง ปัจจุบันนี้เราก็สอนให้ผู้หญิงฟ้อนเจิงได้ เผลอๆ ผู้หญิงเรียนเยอะกว่าผู้ชายเสียอีก” ศรัณย์เล่าความเป็นมาเป็นไปของเจิง

ศรัณย์เติบโตท่ามกลางวัฒนธรรมล้านนา ผ่านยุครุ่งเรืองของเจิง จวบจนเจิงได้รับความนิยมน้อยลง 

“เมื่อไม่กี่สิบปีนี้เอง เจิงถูกลดบทบาทความนิยมลง เพราะค่าความนิยมของคนเปลี่ยนไป บ้านเมืองดีขึ้น ตัวบทกฎหมายเข้มงวดขึ้น ชุมโจรอะไรต่างๆ น้อยลง ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินก็มีมากขึ้น ค่านิยมจากส่วนกลางแข็งแรงกว่าเข้ามาแทนที่ เจิงก็หมดวิถีการใช้งาน กลายเป็นของล้าหลัง ไม่ศิวิไลซ์ ไม่สมัยใหม่ คนที่เกาะกุมวิชาไว้ก็หวงแหน ไม่อยากถ่ายทอดให้ใครง่ายๆ ในฝั่งคนที่นิยมก็กลับไม่ค่อยนิยม มันเลยเกิดช่องว่างขึ้นมา” สล่าเจิงอธิบาย

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง
ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

เจิงดีต้องมีครู

การสืบทอดวิชาเจิงต้องมีการยกขันครู เป็นสิ่งสำคัญมากในการมอบวิชาจากครูสู่ศิษย์

“ตามฉบับโบราณจริงๆ ถ้าไม่มีขันครู คนนั้นจะสืบวิชาไม่ได้ เขาเรียกว่า มันจะเอาบ่แป้ พลังกำลังของเราจะไม่เพียงพอ ต้องใช้พลังจากครูบาอาจารย์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยโอบอุ้มองค์ความรู้เอาไว้และเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ อีกนัยก็เป็นสัญลักษณ์เตือนตัวเราเองว่า เราจะเป็นผู้ผู้สืบทอดวิชาต่อด้วยความชอบธรรม” ศรัณย์เล่า

เมื่อการเรียนเจิง ต้องฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหากับครูบาอาจารย์ จึงต้องหา ‘มื้อจั๋นวันดี’ หรือ ฤกษ์งามยามดี เพื่อขึ้นขันครู ฝากตัวเป็นศิษย์ เป็นการนับถือผีครูทางจิตวิญญาณ และสืบทอดพิธีเลี้ยงผีครูเป็นประจำทุกปี 

“เราจะเลือกวันที่ดีที่สุดแล้วไปหาครูอาจารย์ เอาส่วยดอกไม้ ธูป เทียน ไปแนะนำตัวว่าเรามาจากไหน ลูกเต้าเหล่าใคร ขอเมตตาความรู้ครูบาอาจารย์สั่งสอน ครูก็จะดูการเข้าหาของคนๆ นั้น อากัปกิริยา อุปนิสัย เบื้องต้น เบื้องลึกเป็นอย่างไง ครูสอนเจิงจะมีประสบการณ์ในการมองคน บางครั้งครูก็จะรับไว้ก่อน แล้วให้ตัววิชาคัดเลือกคนเอง

“เมื่อครูเห็นว่าเหมาะสมจะเป็นศิษย์ ครูจะให้ขึ้นขันตั้ง เป็นภาชนะอย่างหนึ่ง พานหรือขันสลุง ภายในบรรจุเครื่องไหว้สักการะ แทนสัญลักษณ์ของครูสายต่างๆ เช่น ขันสิบสอง ขันสิบหก ซึ่งหมายเลขหมายถึงจำนวนสิ่งของที่ใส่อยู่ในพาน นอกจากดอกไม้ หมากพลู ก็จะมีเหล้า ผ้าขาว ผ้าแดง หมากก้อม ข้าวเปลือกข้าวสาร มีเงินขันครู แล้วแต่กำหนด เป็นค่าตอบแทนที่ครูจะสอนวิชา เวลาทำพิธีขึ้นขันตั้ง ก็จะมีพิธีไหว้ด้วย มีเหล้าหนึ่งไห ไก่หนึ่งคู่ และผลหมากรากไม้”

ครูศรัณย์เล่าว่าการเรียนเจิงจะเรียนที 3 วัน 5 วัน 7 วัน แล้วก็พัก ค่อยกลับมาเรียนใหม่ เมื่อเรียนเสร็จครูผู้สอนจะปลดขันตั้ง เอาผลไม้แจกจ่ายกลับไปกินที่บ้าน และขันตั้ง นอกจากเป็นการแสดงถึงการเคารพสักการะ ยังเป็นเครื่องหมายของแต่ละสำนักด้วย เป็นเครื่องการันตีผู้เรียนว่าฝากตัวอยู่ในสำนักนี้แล้ว มีครูเป็นของตัวเองแล้ว 

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

เฮียนวิชาเจิง

ตอนเป็นเด็ก ศรัณย์เห็นศิลปะ วัฒนธรรมวิถีดั้งเดิมตลบอบอวลทั่วหมู่บ้าน ยามมีงานบุญ ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ชายก็ออกมาฟ้อนเจิง เด็กชายสะสมความชอบมาตั้งแต่นั้นมา แต่ใครจะรู้ว่าเด็กชายตัวเล็กๆ แถมป่วยอิดๆ ออดๆ จนได้ฉายาว่า ‘ไอ้ขี้เปี๊ยก’ จะกลายเป็นครูผู้สืบทอดศิลปะการต่อสู้ล้านนา ‘เจิง’ ที่มีน้อยคนนักในจังหวัดเชียงใหม่ 

ขันสลุง ใส่ข้าวตอก ดอกไม้ พร้อมหมากก้อม เปลือกข้าวสาร เหล้าไห ไก่ตัว ขึ้นขันครู ฝากตัวร่ำเรียนวิชา

“พออายุสิบห้า เราไปหา ครูสนั่น ธรรมธิ ครูแนะนำให้ไปเรียนกับ พ่อครูคำ พรมมา ชุมชนบ้านทาลุ เราดีใจมาก ด้วยความที่อยากเรียนมาตั้งแต่เด็ก หาเรียนที่ไหนก็ไม่ได้ ตอนนั้นครูคิดค่าเรียนพันห้า ไปขึ้นขันตั้งครู ครูสอนได้สามวัน ครูบอก จบละ เราก็ตกใจสามวันเสร็จแล้วหรอ ‘จบละ บ่มีหยังสอนละ อันนี้ตี้สอนเนี่ย เอาไปฝึก ไปหัด’”

เขากลับบ้านพร้อมแบกความสงสัยอยู่เต็มบ่า ทว่าไม่ลืมคำสอนของพ่อครูคำ กลับมาฝึกฝนด้วยตัวเองทุกวัน ทุกวัน ด้วยความเพียร ชนิดที่ว่าตบมะผาบจนขาบวม มือบวม และวนเวียนหาครูท่านอื่นเพื่อเสริมความรู้อยู่เสมอ

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง
ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

ศรัณย์ขวนขวาย สั่งสมประสบการณ์ผ่านการแสดงตามคุ้มขันโตกรอบเชียงใหม่ รับงานแสดงศิลปะวัฒนธรรมเพื่อส่งตัวเองเรียน จนเข้าตา รศ.วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ล้านนา ชวนเขาไปเที่ยวงานนิทรรศการศิลปกรรม ในช่วงเปิดงานมีแสดงฟ้อนเจิงจากคนเก่งมากหน้าหลายตา ทำเอาศรัณย์ตาเป็นประกาย

“ช่วงท้ายเขาเปิดข่วงเจิงประลองฝีมือ หนึ่งในนั้นที่เราประทับใจคือ อ้ายแสบ (ธนชัย มณีวรรณ) ห่างจากผมหนึ่งรุ่น แต่อ้ายแสบเก่งมาก เจิงมือลีลาอ่อนช้อยคล่องแคล้ว เราตาค้างเลย แต่ละท่าสุดยอดทั้งนั้น บางท่าเราเคยเห็นแต่ไม่รู้ว่าต้องฟ้อนยังไง” ด้วยบรรยากาศ เสียงดนตรีก๋องซิ่งม่อง (กลอง) ฆ้องรบเร้าตามจังหวะปลุกความฮึกเหิม พร้อมเสียงเชียร์จากอาจารย์วิลักษข์ นั่นทำให้ศรัณย์ตัดสินใจก้มตัวม้วนขากางเกง ก้าวเข้าสู่สนามการประลองเจิง 

“ตอนนั้นเราถือเป็นหน้าใหม่ในวงการ คนก็มองอารมณ์ว่า เอ็งเป็นใคร มาจากไหน ท่าทางลวดลายเจิงก็ยังไม่งดงาม ฟ้อนทีก็เก้ๆ กังๆ แต่จุดขายเราคือตบมะผาบ ตบทีนี้ดังลั่นเลย” ศรัณย์เล่าปนเสียงหัวเราะถึงวัยเด็กของเขา

แต่ความเก้ๆ กังๆ ปนเสียงตบมะผาบดังลั่น นั้นดันไปสะดุดตาอ้ายแสบ 

‘อยากเรียนไหม ถ้าอยากเรียนจะสอนให้’ อ้ายแสบบอกกับศรัณย์ในวันงาน

“ตอนนั้นดีใจมาก น้ำตาคลอเบ้าเลย เพราะจะได้รู้ว่าเจิงจริงๆ เป็นยังไง และได้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีวงในมากขึ้น ไปช่วยงานครูแสบ ครูต้อม ครูโอ (พรชัย ตุ้ยดง) ระหว่างนั้นเขาจะแกล้งเราตลอด เหมือนทดสอบจิตใจ แต่เราเองมีใจตั้งมั่นในสิ่งที่เรียนเลยไม่คิดอะไร ผ่านไปหกเดือน อ้ายแสบเลยบอกว่า ‘ได้เวลาแล้ว พาไปขึ้นขันตั้งกับพ่อครู’ (พ่อครูหล้า-คำสุข ช่างสาร ซึ่งเป็นพ่อครูของอ้ายแสบอีกที)’ ชุมชนแม่ก๊ะ อำเภอดอยสะเก็ด” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงดีใจ

สล่าเจิงคนนี้บอกว่า ศาสตร์เจิงแต่ละสำนักสอนไม่เหมือนกันเลย แล้วแต่กลยุทธ์วิธีการสอน บ้างก็เริ่มจากยากไปง่าย บ้างก็เริ่มจากง่ายไปยาก ซึ่งศรัณย์วิเคราะห์หัวใจสำคัญในวิชาเจิงมาเล่าสู่เราฟังทั้งหมด 3 ข้อ 

หนึ่ง ขุมเจิง เรียนรู้วิธีการเดินเป็นพื้นฐานแรกที่ต้องเรียน และมีรูปแบบขุมหลากหลาย

สอง ตบมะผาบ เป็นการตบมือไปตามร่างกายให้เสียงดังเหมือนเสียงปะทัด คนล้านนานิยมพัฒนาท่วงท่าเหล่านี้ให้แพรวพราวมากขึ้น เป็นลีลามากขึ้น เป็นการข่มผู้ต่อสู้ด้วยลีล่าเข้มแข็งมีชั้นเชิง ตบรัว ตบเร็ว ตบช้า ตบหนักแน่น 

สาม แม่ท่า แม่ลายฟ้อน เป็นแม่ท่าหลักในการใช้งาน เช่น ท่าบิดบัวบาน เกี้ยวกร้าว เสือลากหาง ช้างซ้อนงวง กาปากปีก กาปักปีก แทงหวัน มีเยอะแยะมากมายหลายท่า ซึ่งในท่าทางเหล่านั้นก็แยกแยะเป็นหมวดหมู่ด้วย

จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“การย่างขุมเป็นหัวใจของเจิง และการย่างขุมถือเป็นความลับที่ไม่บอกกัน ยามเรียนครูจะเขียนขุมแค่ครั้งเดียว ต้องฝึกวันเดียวให้เป็น ถ้าจำไม่ได้ครูก็ไม่สอนแล้ว ซึ่งขุมมีตั้งแต่ง่ายไปซับซ้อน ต้องเรียนรู้การจู่โจม การแก้ทาง เป็นกลยุทธ์ทิศทางย่างเดิน เอี้ยวตัว คนที่ฝึกเจิงจนออกไปสำแดงได้ ต้องฝึกให้ชำนาญจนกว่าขุมสลาย ถ้าไม่ชำนาญแล้วออกไปสำแดง ก็เท่ากับเปิดเผยขุมให้สำนักอื่นรู้ และทำให้เขาจับทางเราได้” สล่าเจิงเล่าความสำคัญของ ‘ขุม’

“ฝึกขุมทำให้เราได้กำลังขา แต่บางครั้งครูยื้อเวลาไว้เพื่อเช็กว่าลูกศิษย์อดทนได้นานแค่ไหน แต่ปัจจุบันก็พลิกแพลงมากขึ้น ไม่ได้เน้นจะมาวัดใจ เน้นเรื่องการเผยแพร่ ได้เรียนรู้ และได้ใช้ประโยชน์ต่อไปมากกว่า”

ซึ่งการเรียนวิชาฟ้อนเจิงในโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา แบ่งเป็น 9 วิชา 3 ระดับ มี ชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง และมีวิชาอาวุธยาว มี 4 วิชา วิชาไม้ค้อน 1 วิชาไม้ค้อน 2 เจิงหอกและเจิงง้าว *(ไม้ค้อน แปลว่า ไม้พลอง)

ในหลักสูตรวิชาฟ้อนเจิง ยังมีเจิงมือเปล่า เป็นการต่อสู้ไม่เน้นความสวยงาม มีทั้งหมด 9 วิชา แบ่งตามเทคนิค เช่น ปัดป้อง ก้องกุม ยุ้มจัก เก่งข่ม ฯลฯ และเจิงอาวุธ เช่น เช่น เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เจิงหอก เจิ้งง้าว เป็นต้น 

จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“การเคลื่อนไหวคือความงาม” ศรัณย์กล่าวพร้อมวาดลายไม้มือตามท่าแม่บท บิดบัวบาน เกี้ยวกล้าว ช้างซ่อนงวง กาสามปีก จังหวะเอี้ยวตัว ย่างก้าวสุขุม ช่างเป็นลีลาที่งดงามสืบทอดจากวิชาฟ้อนเจิงตามฉบับโบราณ

หลังจากฝากตัวเป็นศิษย์และได้รับความรู้บ่มเพาะจากครูบาอาจารย์ ศรัณย์ยังคงเสาะหาความรู้และเดินสายฟ้อนเจิง ทั้งงานในประเทศไทยและต่างประเทศ จนถูกชวนไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างศึกษาระดับปริญญาตรีเขาเดินทางมากมายหลายประเทศ เป็นการเปิดและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ชีวิต

ด้วยฮักและแบ่งปั๋น

หลังจากจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศรัณย์ยืนหยัดทำงานสายวัฒนธรรมต่อไป และรับช่วงต่อเป็นครูสอนฟ้อนเจิงที่ โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ที่ก่อตั้งโดยเครือข่ายภาคประชาสังคมและ อาจารย์ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานมูลนิธิสืบสานล้านนา เพื่อผลึกกำลังอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมภูมิปัญญาล้านนา

นอกจากฟ้อนเจิงและเล่นดนตรี เขายังชอบสะสมของเก่า อาทิ เครื่องรางของขลังล้านนาโบราณ มีด หอก ดาบ ผลงานศิลปะ จนเปิด ‘ปุญญศรัณแกลเลอรี’ และ เปิดสำนักเจิงของตัวเอง ชื่อ ‘บ้านสล่าเจิงล้านนา’ ย่านแม่ริม

“เรามีของดี แต่เราไม่ได้ใช้ ผู้คนเกิดความรู้สึกโหยหาความหลัง เกิดการฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมทุกแขนง เจิงเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ช่วงเวลานี้แหละที่เจิงกลับมามีชีวิตอีกครึ้งหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้ง่าย เพราะมีช่องว่างเรื่องของค่านิยมเรื่องเจิงอยู่ ผู้คนที่เคยฟ้อนเจิง ก็หันไปทำงานอย่างอื่นเป็นหลัก เพราะเจิงอย่างเดียวเลี้ยงตัวไม่ได้ ก็กลายเป็นงานอดิเรก คนที่อยู่ในวงการก็ค่อยๆ ทยอยห่างหาย ต่างไปมีหนทางเป็นของตัวเอง นานๆ ที มีงานก็กลับมารวมตัวกันให้หายคิดถึง” 

การเดินทางเฉกวิถีแห่งเจิงร่วม 20 กว่าปีของศรัณย์ ผ่านบททดสอบ ความผิดหวัง บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้เป็นไปอย่างใจนึก ศรัณย์ สุววรรณโชติ ยังคงมุ่งมั่น ตั้งเป้าหมายให้เจิงเลี้ยงชีพและครอบครัวให้ได้ นอกจากจะรับบทเป็นคุณครูสอนฟ้อนเจิงที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนาแล้ว เขายังขยับขยายสายงาน งานสอน งานเผยแพร่ การจัดกิจกรรม อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนชีวิตและต่อลมหายใจของศิลปะวัฒนธรรมล้านนาหลากหลายแขนงสืบมา 

“เราพยายามจะกระตุ้นวงการศิลปะเจิงให้มีการขยับขยาย มีการเคลื่อนไหว เป้าหมายง่ายๆ เลยคือการจัดการประกวด การประลอง ในด้านศิลปะความงาม สุนทรียะ เพื่อให้คนที่สนใจเขามีเป้าหมาย หรือเยาวชนที่ฝึกเรียนฟ้อนเจิงมา ก็จะได้มีพื้นที่แสดงออก มาประลองฝีมือกัน เพื่อเป็นประสบการณ์ชีวิต” สล่าเจิงล้านนาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

บ้านสล่าเจิงล้านนา

ที่ตั้ง : 4/1 หมู่ 3 ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180 

โทรศัพท์: 08 6658 5966Facebook : Saran Suwannachot

เชิญชวนผู้สนใจลงสมัครการประกวดฟ้อนเจิงฟ้อนดาบ ณ ข่วงเจิงล้านนา วันเสาร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 (วันและเวลาอาจเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19) ณ วัดผาลาด จังหวัดเชียงใหม่สมัครได้ตั้งแต่วันนี้- 31 ธันวาคม 2564 ทางกล่องข้อความ Facbook : Saran Suwannachot (ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น) ภายในงานมีกิจกรรมเสวนา เวิร์กชปอถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาล้านนาหลากหลายแขนง

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Photographer

มงคลชัย ไชยวงค์

ออกเดินทาง เพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์ ผ่านวิถีชาติพันธุ์ ผู้หลงรักความเป็นวัฒนธรรมต่างถิ่น

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

17 มิถุนายน 2565
3.50 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตอนที่เราดูหนังแล้วรู้สึกว่า นักแสดงในเรื่องมีความน่าเชื่อถือทั้งบุคลิก หน้าตา และการแสดงในบทบาทต่าง ๆ หรือแม้แต่บางคนเห็นเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับรู้สึกว่าเขาเป็นคนคนนั้นได้อย่างสมจริง นั่นคืองานของ Casting Director ที่ทำการคัดเลือก ทดสอบ ผ่านขั้นตอนตามระบบกองถ่าย จนเข้าสู่การแสดงในภาพยนตร์

ผมอยากชวนทำความรู้จักกับคนทำงานตำแหน่งนี้ ซึ่งผ่านการทำงานยาวนานเกือบ 40 ปี กับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศที่มาถ่ายทำในประเทศไทยและย่านอาเซียน เขาคือ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เคยร่วมงานกับผู้กำกับต่างประเทศ อย่าง Danny Boyle, Luc Besson, Oliver Stone และในภาพยนตร์-ซีรีส์สารพัดเรื่อง อาทิ Only God Forgives, Heaven & Earth, The Beach, The Lady, Buoyancy, The Rocket, Bangkok Breaking ฯลฯ และเธอก็รวมกลุ่มกับเพื่อนพี่น้องคนทำงานสร้างสรรค์ จัดตั้ง กลุ่ม CUT สหภาพแรงงานสร้างสรรค์ ขึ้นมาด้วย

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายบนเรือที่เขมร ตอนถ่ายทำภาพยนตร์ Buoyancy

“สวัสดีครับ ผม โป๋ย ศักดิ์ชาย ทำงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ เป็นหนังไทยแบบอินดี้หน่อยนะครับ ไม่ค่อยมีตำแหน่งCasting Directorแบบชัดเจนมาก พอดีทางเว็บเขาชวนมาทำสัมภาษณ์ ตอนนี้ผมเป็นผู้กำกับว่างงาน เลี้ยงวัวอยู่แถวบ้าน (สุรินทร์) เลยมาทำดูครับ เคยทำสัมภาษณ์ลงหนังสือเมื่อนานมาแล้ว เลยได้กลับมาลองดูอีกที”

ผมแนะนำตัวกับคุณหนอน ก่อนถามเธอต่อว่า “คุณหนอนอายุเท่าไหร่ครับ”

“58 เกือบจะ 59 แล้วค่ะ” เธอตอบ “ผม 52 แต่คุณดูเด็กกว่าผมอีกครับ” ผมตอบ

ระบบการทำงานของ Casting Director ในกองถ่ายภาพยนตร์ฝรั่งเป็นยังไงบ้างครับ

ในกองถ่ายทำหนังฝรั่ง ทางแคสติ้งจะปล่อยให้แผนกแคสติ้งทำ แบ่งเป็น Casting Director กับ Extra Casting ซึ่งคนทำCasting Directorต้องเก่งการจัดการ ต้องออดิชันเลือกคนที่เล่นเป็น ครีเอทีฟในการกระจายบท ตีความบท เลือกสคริปต์ เลือกว่าจะเอาซีนไหนให้เขาเล่น ส่วนแพลนการทำงานก็ชัดเจน เป็นระบบ

อาชีพนี้ เรามีหน้าที่หาความเป็นไปได้ของนักแสดงในแต่ละบทมาให้มากที่สุด โดยฟังจากความต้องการของผู้กำกับเป็นหลัก อาจแอบใส่สิ่งที่ตัวเองชอบหรือความคิดของตัวเองไปบ้างก็ได้ แต่อย่าให้เขาจับได้ (หัวเราะ) การมี Casting Director ช่วยให้ผู้กำกับทำงานสร้างสรรค์และต่อยอดไปได้อีก โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยหานักแสดงเอง

(คุณหนอนถามกลับ) ใน ‘หนังไทย’ ผู้กำกับจะใช้ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นแคสติ้งใช่ไหมคะพี่โป๋ย

บางบริษัทหรือหนังทุนเยอะ ๆ ก็อาจจะมีครับ แต่ในงบแบบที่ผมทำ นักแสดงหลัก ถ้าเป็นดาราก็ไม่ต้องมีแคสต์ แต่นักแสดงประกอบ พูด 2 – 3 ประโยค ก็อาจใช้ผู้ช่วยผู้กำกับทำหน้าที่แคสติ้ง บางทีเนื้อเรื่องหรือสถานที่ก็มีส่วนเหมือนกัน ถ้ากองถ่ายในกรุงเทพฯ ก็เอาคนมาได้เยอะ ถ้ากองถ่ายต่างจังหวัด มีทั้งค่าเดินทาง ค่าอื่น ๆ เลยต้องแคสต์คนท้องถิ่นมาเล่นทั้งหมด ผมเป็นบ่อยมาก ทุนไม่สูง ก็เอาทีมงานหรือทีมไฟมาเล่น เอาความใกล้เคียงกับคาแรกเตอร์ ซึ่งมันจะไม่เป็นระบบเหมือนหนังฝรั่งที่กองใหญ่ ๆ หรือทุนเยอะกว่า

Casting Director เป็นสายงานที่ผมไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ก็เลยอยากรู้ว่าหนังฝรั่ง เขาแคสต์บทเยอะขนาดไหน บทที่มีแค่ 2 – 3 ไดอะล็อกก็แคสต์ด้วยใช่ไหมครับ

ใช่ค่ะ ถ้าหนังฝรั่งมาถ่ายเมืองไทย เมื่อสมัยก่อนเขาเอาทีมงานฝรั่งมาเป็น Casting Director และมีผู้ช่วยเป็นคนไทย ส่วนใหญ่บทพูดเยอะ ๆ เขาหานักแสดงมาหมดแล้ว เหลือบทพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ พวก Featured Extras จะหาที่เมืองไทย

Casting Assistant ที่เป็นคนไทยก็ไปหาตัวเลือกมาให้เพื่อมาออดิชัน พอหลัง ๆ เขาเห็นว่าเมืองไทยเริ่มมีนักแสดงพูดภาษาอังกฤษได้ พอจะเล่นบทพูดได้บ้าง ก็หาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มจ้างเราเป็น Casting Director โดยไม่ต้องจ้างทีมงานฝรั่งมาเป็นเจ้านาย แล้วเราก็หาบทที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย

จริง ๆ ตัวเราก็ค่อนข้างอยากนำเสนอด้วยค่ะ (หัวเราะ) เวลามีบทมา สมมติเขาให้หานักแสดงเบอร์ 21, 22, 23, 26, 27 เราก็อาจจะสรรหาเบอร์ 14 มานำเสนอ เห้ย! ประเทศเราก็มี ไม่ต้องเอานักแสดงมาก็ได้ ลองดูประเทศเราไหม เราเริ่มจากตรงนั้น ค่อย ๆ เป็น Casting Director โดยที่เขาไม่ต้องส่งฝรั่งมา ประหยัดเงินเขา จ้างคนไทยแทน

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายตอนทำหนังเรื่อง The Beach หาตัวประกอบเป็นแบ็กแพกเกอร์จริง ๆ ที่ภูเก็ต กระบี่ เกาะพะงัน

การทำงาน Casting Director หมายถึง จัดบทมาแคสต์พระเอก นางเอก ตัวรอง ผู้ร้าย แล้วตำแหน่งนี้มีสิทธิ์ตีความบทขนาดไหน หรือผู้กำกับกำหนดมากน้อยแค่ไหนในกระบวนการทำงาน

แล้วแต่ผู้กำกับค่ะ  ผู้กำกับบางคนไม่กำหนดเลย บางคนอ่านบทแล้วให้เราหามาเลย หรือผู้กำกับบางคนก็บอกความต้องการมาเลย อายุเท่านี้ถึงเท่านี้ เป็นคนเชื้อชาตินี้ ต้องถูกต้องตามที่ผู้กำกับต้องการ

อาจจะเป็นความเข้าใจผิดของผมก็ได้ สมมติว่า หนังเตรียมงานเดือนกุมภาพันธ์ ถ่ายทำเดือนมีนาคม งานแคสติ้งไม่ได้จบตั้งแต่ตอนเตรียมงาน ตอนถ่ายก็ยังต้องไปทำงานอยู่ใช่ไหมครับ

สมมติถ่ายทำเดือนมีนาคม เราจะถูกจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม เพื่อให้ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องเลือกนักแสดง เช่น โปรดิวเซอร์ ไดเรกเตอร์ และทำสัญญากับนักแสดงที่มีบทเยอะ ๆ เพราะบางครั้งต้องซ้อม ต้องฝึกความสามารถบางอย่าง เช่น ขี่ม้า พูดภาษาต่างประเทศ ฯลฯ หลังจากนั้น Extra Casting จะหาตัวประกอบทั้งหมดที่ไม่มีบทพูด ส่วน AD (Assistant Director หรือผู้ช่วยผู้กำกับ) ก็จะมี Breakdown มาให้วางแผนว่าจะไปจังหวัดนั้นในวันนี้ เพื่อหาตัวประกอบเตรียมไว้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แผนก ตามความถูกต้องจริง ๆ ของระบบหนังนะคะ ในตอนแรกที่เราทำให้หนังฝรั่ง เราทำเองหมดเลย ตั้งแต่ Casting Director จนถึง Extra Casting

สำหรับเรา การออดิชันสำคัญมาก การตัดต่อ การเลือกเทก บางครั้งตอนเราถ่าย เราบอกคนตัดต่อว่า เราชอบเทก 2 พอมานั่งดูจริง ๆ มาตัดต่อจริง ๆ เราจะพบอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่า ขอนำเสนอเทก 3 ดีกว่า เลยเป็นเหตุผลที่เมื่อก่อนเราทำเองทุกอย่าง เราชอบตัดเอง เราทำงานหนัก เรายอมอดนอน เราไม่กลัว (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้แก่แล้ว ก็มีผู้ช่วยที่รู้ใจช่วยตัดต่อให้บ้างในบางงานค่ะ

ยุคแรกของการทำงานได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่ครับ

ตอนนั้นได้ค่าตอบแทนเป็นสัปดาห์ค่ะ เพียงแต่ค่าตัวเราอาจจะถูกกว่าเขาหน่อย (หัวเราะ) 25,000 ต่อสัปดาห์นะ ไม่ใช่ต่อเดือน เป็นค่าตัวสมัยก่อน เขาจ้างเราทั้งเรื่องเลย สำหรับฝรั่ง ค่าตัวคนทำงานในเมืองไทยถูกมากนะ ซึ่งคนฝรั่งที่ทำอาชีพแคสติ้ง ค่าตัวต่อสัปดาห์แพงมาก 5,000 เหรียญฯ ได้ ขอลองคูณ 30 นะ 150,000 บาท

หน้าที่เราทำตั้งแต่หานักแสดงมีบทพูด จนถึงหาเอ็กซ์ตร้า ซึ่งการหาเอ็กซ์ตร้าเป็นงานที่เราชอบมาก ไปภูเก็ต พังงา ถือกล้อง 1 ตัว แล้วก็ไปเดินหาเอ็กซ์ตร้า บางทีหาบทพูดเล็ก ๆ ในท้องถิ่นหรือในโลเคชัน ซึ่งงานแบบนี้เขาเรียกว่า Street Casting ทำงานมาจนถึงตอนนี้ก็ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นตามเครดิตและประสบการณ์ค่ะ

ก่อนเริ่มต้นทำงาน Casting Director คุณหนอนค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จากงานอื่นมาก่อน

เราเรียนสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรียนเกี่ยวกับ Visual Communication พอจบออกมาก็ทำงานเอเจนซี ตำแหน่งครีเอทีฟ จนเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ พอมีโอกาสออกกองหนังโฆษณาในฐานะครีเอทีฟในตอนนั้น ก็รู้สึกว่าชอบทำงานโปรดักชันมากกว่า เลยลาออกจากเอเจนซีไปสมัครงานโปรดักชันที่สยามสตูดิโอ

เริ่มทำตั้งแต่แผนกอาร์ตจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ได้เป็นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณาที่นี่อยู่ 3 ปี พอดีช่วงนั้นมีหนังฝรั่งเข้ามาถ่ายเมืองไทยเยอะ ที่โปรดักชันเฮาส์เขาก็ส่งพวกแผนกกล้อง แผนกไฟไปออกกองหนังฝรั่ง ให้เช่าเครื่องมือเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็อยากไปดูว่ากองฝรั่งเขาทำงานกันยังไง ก็ไปขอเจ้านาย เจ้านายไม่ให้ไป ก็เลยลาออก มาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับฟรีแลนซ์ แล้วไปสมัครงานกองหนังฝรั่ง

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ภาพตอนหาตัวประกอบที่พังงา ตอนนั้นทำหนังฝรั่งเรื่องแรก ชื่อ Heaven & Earth ของ Oliver Stone

ในงานแต่ละงาน คุณมีสังกัดที่รู้จักแล้วชวนกันต่อ หรือว่าชื่อของคุณถูกรีเควสต์ครับ

ระบบโปรดักชันจากเมืองนอก เวลายกกองมาประเทศไทย มี 2 แบบ เรียกว่า Service Company เช่น Living Film, Indochina, Santa International กรณีนี้เขาจะมีคนที่ใช้งานกันประจำอยู่แล้ว แต่ถ้ากองถ่ายมาแบบอินดี้ ไม่รู้จักใคร ไม่มีตังค์ หรือไม่ใช่บริษัทใหญ่ ๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่า Internet Movie Database (IMDb) เป็นแหล่งข้อมูลของคนทำหนังจากทั่วโลก เขาจะรู้เลยว่าประเทศไทยมีใครเคยทำตำแหน่งอะไรบ้าง เขาก็อาจจะติดต่อหาเราโดยตรง ซึ่งคนที่ทำงานกับหนังฝรั่งในเมืองไทย ส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์กันหมดค่ะ

มีกองถ่ายหนังเรื่องไหนที่ทำงานด้วยแล้วประทับใจไหมครับ

เรื่อง Only God Forgives ค่ะ เป็นหนังอินดี้นิด ๆ ผู้กำกับไม่ใช่ผู้กำกับฮอลลีวูด แต่พอดีเขาได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเรื่อง Drive จากคานส์ แล้วค่อยมาทำ Only God Forgives เราประทับใจตรงที่ผู้กำกับค่อนข้างเป็นอาร์ติสต์ เขาบอกเราว่าไม่ต้องไปทำเทสต์เยอะแยะ เลือกคนมาสัมภาษณ์ก่อน ถ้าไอชอบชีวิตเขา ไอจะเลือก ช่วยไปหาคนจริง ๆ นะ อย่างตำรวจเนี่ย ก็ไปหาตำรวจจริง ๆ ถ้าเป็นมือปืน หนอนไปหาคนเป็นมือปืนมาเลย ไออยากรู้ว่ามันมีท่าทียังไง

เรารู้สึกว่ามันเป็นงานแคสติ้งที่ได้โจทย์เหมือนเขาเอาเงินมาให้เราเล่น ได้เงิน ได้ทำงาน แล้วก็ได้หาคนประหลาด ๆ มาด้วย ซึ่งฝรั่งที่เล่นเป็นตัวประกอบที่โดนทรมานในหนัง ดังไปเลยนะ หลังจากนั้นมีงานที่อังกฤษเพียบเลย

แล้วอย่างหนังเรื่อง The Lady ล่ะครับ

เรื่องนี้เป็นของผู้กำกับ Luc Besson เขาเป็นผู้กำกับเบอร์หนึ่งของฝรั่งเศสค่ะ ซึ่งเราเป็นแฟนเขาจากเรื่อง Nikita, Léon, The Fifth Element ซึ่งหนังเรื่อง The Lady เราแคสต์นักแสดงทุกคนที่ไม่ใช่ Michelle Yeoh แฟน Michelle Yeoh และครอบครัวในเรื่อง นั่นเขาแคสต์มาจากฝรั่งเศสกับอังกฤษแล้ว ที่เหลือแคสต์ในเมืองไทยค่ะ

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับพม่า เราก็อยากหาคนที่พูดภาษาพม่าได้จริง ๆ ในประเทศไทย เพราะยกกองไปถ่ายที่พม่าไม่ได้ ก็พยายามเจาะทุกทาง เจาะเข้าไปหาคนในชุมชนพม่า แต่เขาไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ เราใช้เวลาอยู่นานมาก จากคนไม่รู้จักกลายเป็นคนรู้จัก เราใช้เวลาประมาณ 4 – 5 สัปดาห์ กว่าจะเจาะได้ 1 คน พอเจาะได้ 1 คน เขาไว้ใจเราแล้ว เขาก็จะบอกต่อ สนุกมาก แล้วคนพม่าเป็น Non-actor ที่เล่นหนังเก่งทุกคน ให้ร้องไห้ก็ร้อง

มีหนึ่งฉากที่น่าสนใจ คือตอนที่ Michelle Yeoh เล่นเป็น อองซานซูจี แล้วขึ้นไปกล่าวปราศรัย ตอนนั้นเธอไม่มีเวลาพอที่จะฝึกภาษาพม่าจริง ๆ แต่ฝึกพูดจากการศึกษาเทปของอองซานซูจีตอนกล่าวปราศรัย เธอฝึกพูดจนเหมือนมาก พอต้องเข้าฉากขึ้นปราศรัย นักแสดงตัวประกอบพม่าร้องไห้เลย โอ้ ประทับใจมาก เก่งมาก

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ทีมแคสติ้งไทยถ่ายภาพกับ Luc Besson เป็นที่ระลึกในวันถ่ายวันสุดท้ายของภาพยนตร์ The Lady

นอกจากงานในประเทศ คุณยังขยายการทำงานของอาชีพ Casting Director ในอาเซียนด้วย

มีไปประเทศกัมพูชา ลาว แต่เรื่องที่กัมพูชา เขาขอถ่ายเมืองไทยไม่ได้ เลยต้องไปที่นู่น (กัมพูชา) เป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงงานประมง สมัยหนึ่งที่ The Guardian ออกข่าวว่า ประเทศไทยใช้แรงงานทาสในเรือประมง คนที่มาคุยกับเราเป็นคนออสเตรเลีย แล้วเราต้องไปหาตัวเอกเป็นเด็กเขมรที่ถูกหลอกมาขายเป็นทาสบนเรือ มีไต้ก๋งเป็นคนไทย

เราไปหานักแสดงเด็กตัวเอกในพนมเปญ ไปหาในวิทยาลัยการแสดงก็ได้ตัวเลือกมาส่วนหนึ่ง แล้วเราก็ไปเสียมเรียบไปถึงก็ไปเจอ NGO Organization ที่ดูแลรับเลี้ยงเด็กข้างถนนที่เสียมเรียบ มีเด็กคนหนึ่งน่ารักมากเลย อายุ 15 เราเทสต์เด็กในนั้นทุกคน แล้วคนนี้โดดเด่นมากที่สุด เลยได้เป็นพระเอกในหนังเรื่อง Buoyancy แล้วก็มีไปถ่ายในประเทศพม่าบ้าง เป็นพวกหนังโฆษณาค่ะ

คุณหนอนมีวิธีหาคนมาแคสต์จากไหนบ้างครับ

เราทำอาชีพนี้ สะสมคนไว้เยอะค่ะ เวลาไปเจอใคร เพื่อน เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของพี่ เพื่อนของพี่คนนั้นคนนี้ เขารู้ว่าเราเป็นแคสติ้งก็จะแนะนำมาอยู่แล้ว จากนั้นเราก็จะเก็บไว้ใน Database พอมีเฟซบุ๊กเราก็ไปติดตามเขา แล้วก็ติดตามเพื่อนของเขา (ในเฟซบุ๊ก) เพราะเพื่อนกันจะมีไทป์หรือความสนใจที่คล้ายกัน จนเรารู้สึกว่า Mark Zuckerberg แม่งต้องมีญาติทำแคสติ้ง เพราะว่าตั้งแต่มีเฟซบุ๊ก ชีวิตแผนกแคสติ้งก็ดีขึ้นนะคะ

เมื่อก่อนกว่าคุณจะหาเบอร์นักแสดงสักคน หาไม่ได้หรอก คุณต้องค่อย ๆ หา ค่อย ๆ ถามคนนู้นคนนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เปิดอินสตาแกรมทีเดียว คุณได้เบอร์ทุกคนเลย จบ สมมติอยากเช็กว่าเขาเป็นแบบไหน เคยทำอะไรมาบ้าง ก็เช็กได้จากยูทูบ กูเกิล เหมือนกัน เราก็ไปเช็กมาว่าพี่โป๋ยทำหนังอะไรมาบ้าง (หัวเราะ)

นอกจาก Casting Director เคยเปลี่ยนไปทำตำแหน่งอื่นไหมครับ

จากที่ทำมาหลายเรื่อง มีช่วงหนึ่งที่หนังฝรั่งเข้ามา แต่ไม่มีบทที่น่าสนใจเลย เป็นหนังบู๊เสียส่วนใหญ่ เขาก็จะให้เราหาตัวประกอบ หาคนกล้ามใหญ่ ๆ เราว่ามันน่าเบื่อ พอดีมีหนัง Rambo 4 เข้ามา เราเลยบอกโปรดิวเซอร์ว่า ไม่อยากทำแล้วนะ เบื่อ ไม่อยากคุยกับฝรั่งกล้ามใหญ่ ให้ทำผู้ช่วยผู้กำกับได้ไหม

เขาบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่าง มาเป็น UPM (Unit Production Manager) ของกอง 2 ให้ได้ไหม ซึ่ง UPM คือผู้จัดการกองถ่าย ถ้าเทียบกับหนังไทย คือ ธุรกิจการจัดการในกองถ่าย เราก็ถามกลับว่า “หนอนจะทำได้เหรอ ไม่เคยทำ” เขาบอกว่า “กองเล็กนิดเดียว เธอเคยเป็น AD มาแล้ว ทำได้อยู่แล้ว ถ่ายแค่ 2 สัปดาห์เอง” เราก็เลยรับทำ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับนักแสดงอังกฤษที่แคสต์มาเล่นภาพยนตร์เรื่อง Mechanic: Resurrection

พอตกลงทำ UPM แล้วเป็นยังไงบ้างครับ

พอทำไปทำมา กอง 1 ดันขี้เกียจ ซึ่งกอง 1 ผู้กำกับคือ Sylvester Stallone เขากำกับเอง เล่นเอง ถ่ายตัวเอง แสดงไปนิดเดียวแล้วก็เลิก ที่เหลือทิ้งให้กอง 2 มันเป็นแบบนี้ทุกวัน กอง 2 ก็เลยยาวและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จาก 2 สัปดาห์ ก็เป็น 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ 5 สัปดาห์ 6 สัปดาห์ กลายเป็นถ่ายอยู่ 2 – 3 เดือน (หัวเราะ)

ด้วยทุนสร้างที่เยอะ กองถ่ายหนังฝรั่งเลยมีความพร้อมในการทำงานมากกว่า

กอง Rambo 4 ส่วนที่สำคัญที่สุด คือสตั๊นท์ สตั๊นท์ในหนังฝรั่งเป็นเรื่องทางเทคนิคมาก มันมีสิ่งที่เรียกว่า Stunt Adjustment บางครั้งบางฉากที่เสี่ยงอันตรายมาก ๆ เขาจะคิดราคาเป็นเทก พอคิดเป็นเทก ก็จะต้องผ่านการอนุมัติจากคนหลายคน ดังนั้น การที่เราจะจ่ายเงินคนคนนี้เท่าไหร่ เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่

กองถ่ายหนังที่มีทุน มีเงินเยอะ เขาจ้างคนเยอะ กองก็ใหญ่ กลายเป็นอุปสรรคตรงกันข้ามกับหนังที่มีเงินน้อย คนมีเงินน้อยก็จะกองเล็ก ๆ เคลื่อนย้ายง่าย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนเยอะ ไม่ต้องรอคำตอบนาน พอกองใหญ่ เจ้านายเยอะ กว่าจะอนุมัติต้องผ่านหลายขั้นตอน เคลื่อนย้ายไปไหนก็เป็นเรื่องใหญ่ เช่น เดินทาง ขนคน เตรียมพื้นที่ จัดที่ให้นั่งพัก ฯลฯ นี่เป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่ หนอนชอบทำกองเล็ก ๆ มากกว่า ชีวิตมีความสุข มีเจ้านายคนเดียว

ถ้าอยากทำอาชีพ Casting Director ต้องเริ่มต้นจากอะไรครับ

เริ่มได้หลายทาง อย่างตัวเราเริ่มจากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งปัจจุบันทุกคนเรียนได้เท่ากันจากอินเทอร์เน็ต ดังนั้น มาเป็นผู้ช่วยแคสติ้งสักเรื่องหนึ่งก็พอแล้ว ถ้าชอบจริง ๆ ทำได้จริง ๆ เป็น Casting Director เลยก็ได้ เพียงแต่งานนี้ไม่ได้ประกอบไปด้วยงานครีเอทีฟอย่างเดียว ต้องรู้จักการจัดการ เข้าใจเทคนิคการตัดต่อ การอัปโหลด ดาวน์โหลด ซึ่งประกอบด้วย 2 อย่าง ทั้งทางครีเอทีฟ ทั้งทางบริหารเงิน บริหารเวลา บริหารการนำเสนอ เสร็จแล้วก็มาบริหารการทำสัญญา เพราะมีสัญญาแบบต่าง ๆ จากสตูดิโอ เราก็ต้องเป็นหูเป็นตาให้นักแสดง ในฐานะที่นักแสดงเราอาจไม่เก่งภาษา เราเองก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องการทำสัญญาอะไรสักเท่าไหร่หรอก แต่ก็มาช่วยเขาดูว่ามันยุติธรรมไหม ก็คือต้องทำหน้าที่เป็น Lawyer นิด ๆ ด้วย

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับสตั๊นท์ไทยที่เล่นเป็นทหารพม่าในเรื่อง The Lady รอยสักบนหน้าคือของปลอม ช่างแต่งหน้าวาดให้

ต้องมีคุณสมบัติอื่นอีกไหมครับ

ต้องชอบหนัง อย่างเราชอบดูหนังมาก ๆ ชอบอ่านหนังสือ เพราะคนที่อ่านหนังสือไม่เก่ง จะอ่านบทไม่เข้าใจ บางทีเข้าใจแค่ผิวเผินก็ไม่ได้ เพราะคนเขียนบทเก่ง ๆ จะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ เขาไม่บอกตรง ๆ แต่จะมี Between the Lines เช่น ซีนที่ 16 มีบทพูดแบบนี้ แต่เขาไม่ได้พูดขึ้นมาเฉย ๆ นะ เขาพูดเพราะมีที่มา ถ้ามีทักษะเรื่องการอ่านก็ช่วยได้เยอะ ที่สำคัญต้องขยัน

ถ้าเราทำงานในแบบที่เราชอบ เราจะขยันโดยอัตโนมัติ เพราะมันสนุก พอสนุก เราจะไม่รู้สึกว่ากำลังทำงาน เราจะรู้สึกว่าเรากำลังเล่น มันสนุกดี I Love My Job! (พูดทันที)

ทำไมคุณหนอนถึงกล้าพูดเสียงดังเลยว่า I Love My Job!

สำหรับเรา มันเป็นอาชีพที่ชอบ ได้ทำหนังดี ๆ กับผู้กำกับดี ๆ หรือเวลาได้โจทย์ที่ท้าทาย เรารู้สึกว่ามันคุ้มค่าเวลาชีวิตที่จะทุ่มเทและขยันทำงาน ซึ่งการทำ Casting Director ก็เหมือนผู้กำกับในกองเล็ก ๆ ของเราเอง โดยเรามีอำนาจทุกอย่าง ไม่มีใครเป็นเจ้านายเรานอกจากผู้กำกับ เราได้เจอผู้กำกับในดวงใจหลายคน เจอ Danny Boyle ใน The Beach เจอ Luc Besson ใน The Lady เจอ Oliver Stone ใน Heaven & Earth ผู้กำกับแต่ละคน ใครบ้างจะไม่อยากเจอตัวจริง เราก็อยากเจอตัวจริง (หัวเราะ) และอาชีพนี้มันเป็นส่วนประกอบของทุกอย่างในตัวเรา เราได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออดิชัน การหาคน แล้วก็ใช้ความเป็นนักอ่าน ได้อ่านบท ได้อ่านสคริปต์แปลก ๆ

อีกอย่างเราเป็นคนแรกที่เปลี่ยนบทในกระดาษแผ่นนั้นให้ออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว

เกือบ 40 ปีของการทำงาน คุณหนอนเรียนรู้อะไรบ้างในตำแหน่ง Casting Director

เราเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มนุษย์ไม่ได้รู้จักตัวเองมากเหมือนกับที่คิด เมื่อคนอื่นมองเรา เขาจะเข้าใจตัวเรามากกว่าที่เราเข้าใจตัวเอง เราสังเกตจากการทำงาน บางทีผู้กำกับบอกว่าเขาเป็นคนแบบนี้ แต่จริง ๆ เขาไม่ได้เป็น การทำแคสติ้งทำให้เราเจอคนเยอะ ทำให้เราได้ออกค้นหามนุษย์ตั้งแต่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ลงมาถึงล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร จนถึงคนที่แม่งไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อาหารเลย แต่นั่นแหละ มันทำให้งานเราสนุกมาก

ยิ่งเป็นคนที่สนใจในเรื่องมนุษย์ด้วยนะ รับรองถูกใจ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับ Gaffer ไทยที่ไปถ่ายโฆษณาด้วยกันที่พม่า

คุณค่าของงานที่ทำมามากกว่าค่อนชีวิตสำหรับคุณหนอนคืออะไร

Casting Director พาเราไปสู่ข้อสรุปที่ว่า การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือ การตบตีกันก็ตาม แต่การพูดความจริงต่อกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์กระทำต่อกันได้

คุณหนอน ยุงไมเยอร์ มองอนาคตในอีก 5 ปี 10 ปี ไว้แบบไหนครับ

ไม่ได้มองไกลขนาดนั้น เพราะแก่แล้วค่ะ (หัวเราะ)

เรามองปีหน้า ปีมะรืน ถ้ายังสนุกอยู่ ถ้ายังมีงานให้ทำอยู่ ก็จะหางานทำไปเรื่อย ๆ ถ้าเรารู้สึกเหนื่อย ก็จะหยุด เราไม่คิดว่าตัวเลขมีผลกับเรา แต่เราจะดูเอเนอจี้ตัวเองเป็นหลัก ตอนนี้ก็อยู่ที่แม่ฮ่องสอนเป็นหลัก ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ พอหน้าร้อนก็ร้อนมาก แต่ไม่เป็นไร เพราะหน้าหนาวมันคุ้มมาก ในวันที่ไม่ต้องทำงาน เราก็ขี่จักรยาน ดูหนัง เดินขึ้นเขา ทำสวน เล่นกับหมาคนอื่น เพราะเราไม่เลี้ยงหมา ไปทำหนังทีหลายเดือน เดี๋ยวหมาตาย จะเลี้ยงของตัวเองไม่ได้จนกว่าเราจะเกษียณ ก็เลยไปเล่นกับหมาข้างบ้านแทน แต่หมาข้างบ้านมันทำตัวเหมือนเป็นหมาเราเลยนะ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้นอกจากทำแคสติ้งเป็น Casting Director ก็ขยับตัวเองไปเป็นครีเอเตอร์ของ Original Content และสิ่งที่อยากทำตอนนี้ คือ Thai Original Content บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่มาเปิดในเมืองไทย ตอนนี้เขาเริ่มจ้างคนไทยเป็น Creative Head ทำให้เรามีความหวังว่า สตรีมมิ่งเซอร์วิสที่มาลงทุนจะช่วยให้วงการหนังไทยพัฒนา เราเชื่อแบบนั้นนะ

และท้ายนี้ เราอยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกผู้กำกับที่สอนงานและให้งานเรามาทั้ง คุณคธา พี่ไมค์ พี่พล พี่ตุ้ม ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีงานไหนเลยที่ทำได้คนเดียว ผู้ช่วยของเราเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ ตั้งแต่โบว์ใหญ่ จมปู้ ปุ้มปุ้ม โบเล็ก ร่มไทร พี่กรองทอง พี่แมวป่า น้องเอ๋ปาป้า พี่อ้วนที่ตอนนี้ไม่อ้วนแล้ว พี่แดง นังปีเตอร์ แซมแซมที่เขมร น้องมิ้นท์ น้องอาร์ นุ๊กกี้ จนมาถึงผู้ช่วยคนสุดท้องตอนนี้ คือน้องโบโบ้ Couldn’t have done it without YOU!

ภาพ : ระวีพร ยุงไมเยอร์ 

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ศักดิ์ชาย ดีนาน

นักเขียนบท ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งค้นพบว่ามาเลี้ยงวัวที่สุรินทร์ (บ้านเกิด) ก็ทำหนังได้ แถมมีเวลาดื่มมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ อีก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load