หากจะสืบเสาะค้นหาประวัติศาสตร์ของการฟ้อนเจิงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แทบจะมีหลักฐานทางตำราน้อยชิ้น เพราะเจิงเป็นศาสตร์และศิลป์สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยมือต่อมือ ปากต่อปาก กลมกลืนดั่งวิถีชีวิตของชาวล้านนาสมัยก่อน ดังคำกล่าวว่า ‘ลูกป้อจาย ต้องมีเจิง’ ไม่ว่าจะฟ้อนเจิงด้วยมือเปล่า ร่ายรำท่วงท่าลีลาตามแม่ลายฟ้อน สลับกับตบมะผาบให้ดังตามร่างกาย ข่มขวัญ หยอกเย้าผู้ต่อสู้ ไต่ระดับขึ้นอีกขั้นเป็นเจิงอาวุธ เจิงดาบ และเจิงง้าว

วิชานักรบที่อดีตเคยใช้ปกป้องบ้านเมือง มีเกียรติและศักดิ์ศรี กลับเสื่อมความนิยมลงตามยุคสมัย สล่าเจิงล้านนาเริ่มลดหาย บ้างทำมาหากินเปลี่ยนเป็นอาชีพที่มั่นคง หาเลี้ยงตัวและครอบครัวได้ แต่เวียงเจียงใหม่แห่งนี้ยังมีป้อจายคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาสานต่อและสืบสอดวัฒนธรรมภูมิปัญญา ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนาผู้ขับเคลื่อนศิลปะแห่งตำนานให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยประสบการณ์เรียนรู้ เผยแพร่ศาสตร์และศิลป์เป็นเวลา 20 กว่าปี

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

ปัจจุบันครูศรัณย์เปิด ‘บ้านสล่าเจิงล้านนา’ อำเภอแม่ริม เป็นพื้นที่สอนวิชาเจิงให้แก่ผู้คนที่สนใจ และเป็นครูสอนเจิงที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โดยปรับรูปแบบการเรียนให้เขากับยุคสมัย พัฒนาไปพร้อมกับกาลเวลา 

เพราะการพัฒนาและการปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ภูมิปัญญายังมีคงมีลมหายใจ

และต่อไปนี้คือเรื่องราวทั้งหมดของ ‘ลูกป้อจาย ต้องมีเจิง’ แห่งดินแดนล้านนา 

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

ฮู้จักเจิง

“วิชาเจิงเป็นวิชาเกี่ยวกับความเป็นความตาย โบราณเอาไว้ใช้ต่อสู้ป้องกันตัว เพราะเมื่อก่อนเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ผู้คนอยู่กับความเสี่ยงภัย เวลาเดินทางไปมาค้าขายต่างพื้นที่ต้องข้ามพรมแดนก็อันตราย และการต่อสู้ด้วยอาวุธมีคม ปืน ผาหน้าไม้ ยังมีไม่มาก แพงและหายาก ตอนนั้นวิชาเจิงจึงได้รับความนิยมและสืบทอดเรื่อยมา”

ในยุครุ่งเรืองมีครูสอนเจิงเยอะ คนเรียนก็เยอะ โดยครูจะเสาะแสวงหาลูกศิษย์ตามหมู่บ้านไปเรื่อยๆ 7 วันทีก็ย้ายหมู่บ้านที จนฤดูทำนาถึงจะหยุด พอขายข้าวเสร็จก็เดินทางตามหาลูกศิษย์ ได้เงินค่าสอนก็เอาไปซื้อวัว แล้วก็ต้อนวัวขาย เป็นวิถีของครูฟ้อนเจิงสมัยก่อน บ้างก็เปิดสำนักใหญ่โต สร้างคนเก่งให้สืบทอดภูมิปัญญาล้านนาต่อไป

“ผู้ชายทุกคนต้องเรียนเจิงเป็นวิชาพื้นฐานติดตัว แล้วผู้หญิงเองก็รู้สึกว่า ผู้ชายที่มีเจิงปกป้องครอบครัวได้ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเลือกเป็นคู่ชีวิต ยุคก่อนเขาจะไปหาคู่ตามงานวัด เวลามีงานปอย งานสมโภชน์ จะมีการเล่นเจิง ผู้ชายก็จะฟ้อนเจิง หญิงสาวคราวรุ่นก็จะมาแอบมอง ผู้ชายเองก็อวดผู้หญิงที่หมายปองว่าตัวเองเก่งแค่ไหน

“บางคนฝึกเก่งจนเลยความคิดที่จะอวด เขาก็เอาไปใช้สอนคนต่อ ออกเดินทางผจญโลก ผจญภัยในสังเวียนชีวิต คนเก่งๆ อาจารย์ก็เรียกใช้งาน ให้ไปสอนบ้าง ให้ไปช่วยงานบ้าง ไปเป็นอารักขา ไปทำงานให้เจ้านาย”

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

เจิงเป็นศาสตร์วิชาที่ผู้ชายล้านนาทุกคนต้องเรียน เพราะสถานการณ์บ้านเมืองรบทัพจับศึกบ่อยครั้ง บ้างก็ใช้เพื่อป้องกันตัวเอง หากเปรียบการฟ้อนเจิงเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นชาย แล้วผู้หญิงจะฟ้อนเจิงได้ไหม 

“ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ล้านนา ไม่มีการห้ามไม่ให้ผู้หญิงฟ้อนเจิง บางทีผู้หญิงเป็นนักรบหรือผู้นำทัพด้วยซ้ำ แต่ด้วยบริบทสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นที่นิยม ผู้ชายเรียนเยอะเพราะได้ใช้ ไปเป็นทหารบ้าง ใช้ป้องกันตัวบ้าง ปัจจุบันนี้เราก็สอนให้ผู้หญิงฟ้อนเจิงได้ เผลอๆ ผู้หญิงเรียนเยอะกว่าผู้ชายเสียอีก” ศรัณย์เล่าความเป็นมาเป็นไปของเจิง

ศรัณย์เติบโตท่ามกลางวัฒนธรรมล้านนา ผ่านยุครุ่งเรืองของเจิง จวบจนเจิงได้รับความนิยมน้อยลง 

“เมื่อไม่กี่สิบปีนี้เอง เจิงถูกลดบทบาทความนิยมลง เพราะค่าความนิยมของคนเปลี่ยนไป บ้านเมืองดีขึ้น ตัวบทกฎหมายเข้มงวดขึ้น ชุมโจรอะไรต่างๆ น้อยลง ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินก็มีมากขึ้น ค่านิยมจากส่วนกลางแข็งแรงกว่าเข้ามาแทนที่ เจิงก็หมดวิถีการใช้งาน กลายเป็นของล้าหลัง ไม่ศิวิไลซ์ ไม่สมัยใหม่ คนที่เกาะกุมวิชาไว้ก็หวงแหน ไม่อยากถ่ายทอดให้ใครง่ายๆ ในฝั่งคนที่นิยมก็กลับไม่ค่อยนิยม มันเลยเกิดช่องว่างขึ้นมา” สล่าเจิงอธิบาย

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง
ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

เจิงดีต้องมีครู

การสืบทอดวิชาเจิงต้องมีการยกขันครู เป็นสิ่งสำคัญมากในการมอบวิชาจากครูสู่ศิษย์

“ตามฉบับโบราณจริงๆ ถ้าไม่มีขันครู คนนั้นจะสืบวิชาไม่ได้ เขาเรียกว่า มันจะเอาบ่แป้ พลังกำลังของเราจะไม่เพียงพอ ต้องใช้พลังจากครูบาอาจารย์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยโอบอุ้มองค์ความรู้เอาไว้และเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ อีกนัยก็เป็นสัญลักษณ์เตือนตัวเราเองว่า เราจะเป็นผู้ผู้สืบทอดวิชาต่อด้วยความชอบธรรม” ศรัณย์เล่า

เมื่อการเรียนเจิง ต้องฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหากับครูบาอาจารย์ จึงต้องหา ‘มื้อจั๋นวันดี’ หรือ ฤกษ์งามยามดี เพื่อขึ้นขันครู ฝากตัวเป็นศิษย์ เป็นการนับถือผีครูทางจิตวิญญาณ และสืบทอดพิธีเลี้ยงผีครูเป็นประจำทุกปี 

“เราจะเลือกวันที่ดีที่สุดแล้วไปหาครูอาจารย์ เอาส่วยดอกไม้ ธูป เทียน ไปแนะนำตัวว่าเรามาจากไหน ลูกเต้าเหล่าใคร ขอเมตตาความรู้ครูบาอาจารย์สั่งสอน ครูก็จะดูการเข้าหาของคนๆ นั้น อากัปกิริยา อุปนิสัย เบื้องต้น เบื้องลึกเป็นอย่างไง ครูสอนเจิงจะมีประสบการณ์ในการมองคน บางครั้งครูก็จะรับไว้ก่อน แล้วให้ตัววิชาคัดเลือกคนเอง

“เมื่อครูเห็นว่าเหมาะสมจะเป็นศิษย์ ครูจะให้ขึ้นขันตั้ง เป็นภาชนะอย่างหนึ่ง พานหรือขันสลุง ภายในบรรจุเครื่องไหว้สักการะ แทนสัญลักษณ์ของครูสายต่างๆ เช่น ขันสิบสอง ขันสิบหก ซึ่งหมายเลขหมายถึงจำนวนสิ่งของที่ใส่อยู่ในพาน นอกจากดอกไม้ หมากพลู ก็จะมีเหล้า ผ้าขาว ผ้าแดง หมากก้อม ข้าวเปลือกข้าวสาร มีเงินขันครู แล้วแต่กำหนด เป็นค่าตอบแทนที่ครูจะสอนวิชา เวลาทำพิธีขึ้นขันตั้ง ก็จะมีพิธีไหว้ด้วย มีเหล้าหนึ่งไห ไก่หนึ่งคู่ และผลหมากรากไม้”

ครูศรัณย์เล่าว่าการเรียนเจิงจะเรียนที 3 วัน 5 วัน 7 วัน แล้วก็พัก ค่อยกลับมาเรียนใหม่ เมื่อเรียนเสร็จครูผู้สอนจะปลดขันตั้ง เอาผลไม้แจกจ่ายกลับไปกินที่บ้าน และขันตั้ง นอกจากเป็นการแสดงถึงการเคารพสักการะ ยังเป็นเครื่องหมายของแต่ละสำนักด้วย เป็นเครื่องการันตีผู้เรียนว่าฝากตัวอยู่ในสำนักนี้แล้ว มีครูเป็นของตัวเองแล้ว 

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

เฮียนวิชาเจิง

ตอนเป็นเด็ก ศรัณย์เห็นศิลปะ วัฒนธรรมวิถีดั้งเดิมตลบอบอวลทั่วหมู่บ้าน ยามมีงานบุญ ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ชายก็ออกมาฟ้อนเจิง เด็กชายสะสมความชอบมาตั้งแต่นั้นมา แต่ใครจะรู้ว่าเด็กชายตัวเล็กๆ แถมป่วยอิดๆ ออดๆ จนได้ฉายาว่า ‘ไอ้ขี้เปี๊ยก’ จะกลายเป็นครูผู้สืบทอดศิลปะการต่อสู้ล้านนา ‘เจิง’ ที่มีน้อยคนนักในจังหวัดเชียงใหม่ 

ขันสลุง ใส่ข้าวตอก ดอกไม้ พร้อมหมากก้อม เปลือกข้าวสาร เหล้าไห ไก่ตัว ขึ้นขันครู ฝากตัวร่ำเรียนวิชา

“พออายุสิบห้า เราไปหา ครูสนั่น ธรรมธิ ครูแนะนำให้ไปเรียนกับ พ่อครูคำ พรมมา ชุมชนบ้านทาลุ เราดีใจมาก ด้วยความที่อยากเรียนมาตั้งแต่เด็ก หาเรียนที่ไหนก็ไม่ได้ ตอนนั้นครูคิดค่าเรียนพันห้า ไปขึ้นขันตั้งครู ครูสอนได้สามวัน ครูบอก จบละ เราก็ตกใจสามวันเสร็จแล้วหรอ ‘จบละ บ่มีหยังสอนละ อันนี้ตี้สอนเนี่ย เอาไปฝึก ไปหัด’”

เขากลับบ้านพร้อมแบกความสงสัยอยู่เต็มบ่า ทว่าไม่ลืมคำสอนของพ่อครูคำ กลับมาฝึกฝนด้วยตัวเองทุกวัน ทุกวัน ด้วยความเพียร ชนิดที่ว่าตบมะผาบจนขาบวม มือบวม และวนเวียนหาครูท่านอื่นเพื่อเสริมความรู้อยู่เสมอ

ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง
ศรัณย์ สุวรรณโชติ สล่าเจิงล้านนา เชียงใหม่ ที่ปลุกลมหายใจ ‘ฟ้อนเจิง’ อีกครั้ง

ศรัณย์ขวนขวาย สั่งสมประสบการณ์ผ่านการแสดงตามคุ้มขันโตกรอบเชียงใหม่ รับงานแสดงศิลปะวัฒนธรรมเพื่อส่งตัวเองเรียน จนเข้าตา รศ.วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ล้านนา ชวนเขาไปเที่ยวงานนิทรรศการศิลปกรรม ในช่วงเปิดงานมีแสดงฟ้อนเจิงจากคนเก่งมากหน้าหลายตา ทำเอาศรัณย์ตาเป็นประกาย

“ช่วงท้ายเขาเปิดข่วงเจิงประลองฝีมือ หนึ่งในนั้นที่เราประทับใจคือ อ้ายแสบ (ธนชัย มณีวรรณ) ห่างจากผมหนึ่งรุ่น แต่อ้ายแสบเก่งมาก เจิงมือลีลาอ่อนช้อยคล่องแคล้ว เราตาค้างเลย แต่ละท่าสุดยอดทั้งนั้น บางท่าเราเคยเห็นแต่ไม่รู้ว่าต้องฟ้อนยังไง” ด้วยบรรยากาศ เสียงดนตรีก๋องซิ่งม่อง (กลอง) ฆ้องรบเร้าตามจังหวะปลุกความฮึกเหิม พร้อมเสียงเชียร์จากอาจารย์วิลักษข์ นั่นทำให้ศรัณย์ตัดสินใจก้มตัวม้วนขากางเกง ก้าวเข้าสู่สนามการประลองเจิง 

“ตอนนั้นเราถือเป็นหน้าใหม่ในวงการ คนก็มองอารมณ์ว่า เอ็งเป็นใคร มาจากไหน ท่าทางลวดลายเจิงก็ยังไม่งดงาม ฟ้อนทีก็เก้ๆ กังๆ แต่จุดขายเราคือตบมะผาบ ตบทีนี้ดังลั่นเลย” ศรัณย์เล่าปนเสียงหัวเราะถึงวัยเด็กของเขา

แต่ความเก้ๆ กังๆ ปนเสียงตบมะผาบดังลั่น นั้นดันไปสะดุดตาอ้ายแสบ 

‘อยากเรียนไหม ถ้าอยากเรียนจะสอนให้’ อ้ายแสบบอกกับศรัณย์ในวันงาน

“ตอนนั้นดีใจมาก น้ำตาคลอเบ้าเลย เพราะจะได้รู้ว่าเจิงจริงๆ เป็นยังไง และได้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีวงในมากขึ้น ไปช่วยงานครูแสบ ครูต้อม ครูโอ (พรชัย ตุ้ยดง) ระหว่างนั้นเขาจะแกล้งเราตลอด เหมือนทดสอบจิตใจ แต่เราเองมีใจตั้งมั่นในสิ่งที่เรียนเลยไม่คิดอะไร ผ่านไปหกเดือน อ้ายแสบเลยบอกว่า ‘ได้เวลาแล้ว พาไปขึ้นขันตั้งกับพ่อครู’ (พ่อครูหล้า-คำสุข ช่างสาร ซึ่งเป็นพ่อครูของอ้ายแสบอีกที)’ ชุมชนแม่ก๊ะ อำเภอดอยสะเก็ด” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงดีใจ

สล่าเจิงคนนี้บอกว่า ศาสตร์เจิงแต่ละสำนักสอนไม่เหมือนกันเลย แล้วแต่กลยุทธ์วิธีการสอน บ้างก็เริ่มจากยากไปง่าย บ้างก็เริ่มจากง่ายไปยาก ซึ่งศรัณย์วิเคราะห์หัวใจสำคัญในวิชาเจิงมาเล่าสู่เราฟังทั้งหมด 3 ข้อ 

หนึ่ง ขุมเจิง เรียนรู้วิธีการเดินเป็นพื้นฐานแรกที่ต้องเรียน และมีรูปแบบขุมหลากหลาย

สอง ตบมะผาบ เป็นการตบมือไปตามร่างกายให้เสียงดังเหมือนเสียงปะทัด คนล้านนานิยมพัฒนาท่วงท่าเหล่านี้ให้แพรวพราวมากขึ้น เป็นลีลามากขึ้น เป็นการข่มผู้ต่อสู้ด้วยลีล่าเข้มแข็งมีชั้นเชิง ตบรัว ตบเร็ว ตบช้า ตบหนักแน่น 

สาม แม่ท่า แม่ลายฟ้อน เป็นแม่ท่าหลักในการใช้งาน เช่น ท่าบิดบัวบาน เกี้ยวกร้าว เสือลากหาง ช้างซ้อนงวง กาปากปีก กาปักปีก แทงหวัน มีเยอะแยะมากมายหลายท่า ซึ่งในท่าทางเหล่านั้นก็แยกแยะเป็นหมวดหมู่ด้วย

จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“การย่างขุมเป็นหัวใจของเจิง และการย่างขุมถือเป็นความลับที่ไม่บอกกัน ยามเรียนครูจะเขียนขุมแค่ครั้งเดียว ต้องฝึกวันเดียวให้เป็น ถ้าจำไม่ได้ครูก็ไม่สอนแล้ว ซึ่งขุมมีตั้งแต่ง่ายไปซับซ้อน ต้องเรียนรู้การจู่โจม การแก้ทาง เป็นกลยุทธ์ทิศทางย่างเดิน เอี้ยวตัว คนที่ฝึกเจิงจนออกไปสำแดงได้ ต้องฝึกให้ชำนาญจนกว่าขุมสลาย ถ้าไม่ชำนาญแล้วออกไปสำแดง ก็เท่ากับเปิดเผยขุมให้สำนักอื่นรู้ และทำให้เขาจับทางเราได้” สล่าเจิงเล่าความสำคัญของ ‘ขุม’

“ฝึกขุมทำให้เราได้กำลังขา แต่บางครั้งครูยื้อเวลาไว้เพื่อเช็กว่าลูกศิษย์อดทนได้นานแค่ไหน แต่ปัจจุบันก็พลิกแพลงมากขึ้น ไม่ได้เน้นจะมาวัดใจ เน้นเรื่องการเผยแพร่ ได้เรียนรู้ และได้ใช้ประโยชน์ต่อไปมากกว่า”

ซึ่งการเรียนวิชาฟ้อนเจิงในโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา แบ่งเป็น 9 วิชา 3 ระดับ มี ชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง และมีวิชาอาวุธยาว มี 4 วิชา วิชาไม้ค้อน 1 วิชาไม้ค้อน 2 เจิงหอกและเจิงง้าว *(ไม้ค้อน แปลว่า ไม้พลอง)

ในหลักสูตรวิชาฟ้อนเจิง ยังมีเจิงมือเปล่า เป็นการต่อสู้ไม่เน้นความสวยงาม มีทั้งหมด 9 วิชา แบ่งตามเทคนิค เช่น ปัดป้อง ก้องกุม ยุ้มจัก เก่งข่ม ฯลฯ และเจิงอาวุธ เช่น เช่น เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เจิงหอก เจิ้งง้าว เป็นต้น 

จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“การเคลื่อนไหวคือความงาม” ศรัณย์กล่าวพร้อมวาดลายไม้มือตามท่าแม่บท บิดบัวบาน เกี้ยวกล้าว ช้างซ่อนงวง กาสามปีก จังหวะเอี้ยวตัว ย่างก้าวสุขุม ช่างเป็นลีลาที่งดงามสืบทอดจากวิชาฟ้อนเจิงตามฉบับโบราณ

หลังจากฝากตัวเป็นศิษย์และได้รับความรู้บ่มเพาะจากครูบาอาจารย์ ศรัณย์ยังคงเสาะหาความรู้และเดินสายฟ้อนเจิง ทั้งงานในประเทศไทยและต่างประเทศ จนถูกชวนไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างศึกษาระดับปริญญาตรีเขาเดินทางมากมายหลายประเทศ เป็นการเปิดและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ชีวิต

ด้วยฮักและแบ่งปั๋น

หลังจากจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศรัณย์ยืนหยัดทำงานสายวัฒนธรรมต่อไป และรับช่วงต่อเป็นครูสอนฟ้อนเจิงที่ โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ที่ก่อตั้งโดยเครือข่ายภาคประชาสังคมและ อาจารย์ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานมูลนิธิสืบสานล้านนา เพื่อผลึกกำลังอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมภูมิปัญญาล้านนา

นอกจากฟ้อนเจิงและเล่นดนตรี เขายังชอบสะสมของเก่า อาทิ เครื่องรางของขลังล้านนาโบราณ มีด หอก ดาบ ผลงานศิลปะ จนเปิด ‘ปุญญศรัณแกลเลอรี’ และ เปิดสำนักเจิงของตัวเอง ชื่อ ‘บ้านสล่าเจิงล้านนา’ ย่านแม่ริม

“เรามีของดี แต่เราไม่ได้ใช้ ผู้คนเกิดความรู้สึกโหยหาความหลัง เกิดการฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมทุกแขนง เจิงเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ช่วงเวลานี้แหละที่เจิงกลับมามีชีวิตอีกครึ้งหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้ง่าย เพราะมีช่องว่างเรื่องของค่านิยมเรื่องเจิงอยู่ ผู้คนที่เคยฟ้อนเจิง ก็หันไปทำงานอย่างอื่นเป็นหลัก เพราะเจิงอย่างเดียวเลี้ยงตัวไม่ได้ ก็กลายเป็นงานอดิเรก คนที่อยู่ในวงการก็ค่อยๆ ทยอยห่างหาย ต่างไปมีหนทางเป็นของตัวเอง นานๆ ที มีงานก็กลับมารวมตัวกันให้หายคิดถึง” 

การเดินทางเฉกวิถีแห่งเจิงร่วม 20 กว่าปีของศรัณย์ ผ่านบททดสอบ ความผิดหวัง บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้เป็นไปอย่างใจนึก ศรัณย์ สุววรรณโชติ ยังคงมุ่งมั่น ตั้งเป้าหมายให้เจิงเลี้ยงชีพและครอบครัวให้ได้ นอกจากจะรับบทเป็นคุณครูสอนฟ้อนเจิงที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนาแล้ว เขายังขยับขยายสายงาน งานสอน งานเผยแพร่ การจัดกิจกรรม อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนชีวิตและต่อลมหายใจของศิลปะวัฒนธรรมล้านนาหลากหลายแขนงสืบมา 

“เราพยายามจะกระตุ้นวงการศิลปะเจิงให้มีการขยับขยาย มีการเคลื่อนไหว เป้าหมายง่ายๆ เลยคือการจัดการประกวด การประลอง ในด้านศิลปะความงาม สุนทรียะ เพื่อให้คนที่สนใจเขามีเป้าหมาย หรือเยาวชนที่ฝึกเรียนฟ้อนเจิงมา ก็จะได้มีพื้นที่แสดงออก มาประลองฝีมือกัน เพื่อเป็นประสบการณ์ชีวิต” สล่าเจิงล้านนาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

จังหวะและครรลองชีวิตของ ศรัณย์ สุวรรณโชติ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนศิลปะฟ้อนเจิงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

บ้านสล่าเจิงล้านนา

ที่ตั้ง : 4/1 หมู่ 3 ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180 

โทรศัพท์: 08 6658 5966Facebook : Saran Suwannachot

เชิญชวนผู้สนใจลงสมัครการประกวดฟ้อนเจิงฟ้อนดาบ ณ ข่วงเจิงล้านนา วันเสาร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 (วันและเวลาอาจเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19) ณ วัดผาลาด จังหวัดเชียงใหม่สมัครได้ตั้งแต่วันนี้- 31 ธันวาคม 2564 ทางกล่องข้อความ Facbook : Saran Suwannachot (ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น) ภายในงานมีกิจกรรมเสวนา เวิร์กชปอถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาล้านนาหลากหลายแขนง

Writer

Avatar

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Photographer

Avatar

มงคลชัย ไชยวงค์

ออกเดินทาง เพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์ ผ่านวิถีชาติพันธุ์ ผู้หลงรักความเป็นวัฒนธรรมต่างถิ่น

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

ภาษาจีนวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า หลงจู้ (廊主) แปลว่า ผู้จัดการ

ถึงแม้คนไทยจะเรียกเพี้ยนวรรณยุกต์เป็น ‘หลงจู๊’ แต่การใช้งานยังคงเดิม คือไว้เรียกผู้จัดการดูแลธุรกิจหรือโรงงานของชาวจีน

และเป็นคำที่ชาวบ้านร้านถิ่นในละแวกบางโพใช้เรียกแทนชื่อจริงของ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ชายสูงวัยเชื้อสายจีนไหหลำที่อยู่เบื้องหลังงานเลื่อยไม้สักของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง มานานหลายสิบปี จนเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเลื่อยไม้เก่าแก่แห่งนี้ก็ว่าได้

หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์

“เขาทำมาตั้งแต่เรียนจบ อายุมากกว่าผม ด้วยความที่เป็นญาติกัน เขาก็มาเรียนรู้จากเถ้าแก่รุ่นแรก เป็นคนตีหน้าไม้เอง เลื่อยไม้เอง” เก่ง-ดุสิต เสนาภู่พิทักษ์ เจ้าของโรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงคนปัจจุบันกล่าวถึงญาติผู้พี่ของตนด้วยความเคารพ ก่อนพาเราไปทัศนาจรในอาณาจักรไม้ซุงของเขา

บางโพเป็นชื่อย่านหนึ่งในเขตบางซื่อ พิกัดที่แน่ชัดคือบริเวณจุดตัดระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 กับประชาราษฎร์สาย 2 อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สี่แยกบางโพ’ โดยถนนสายแรกนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงจากหัวเมืองเหนือลงมากรุงเทพฯ ช้านาน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ว่ากันว่าชาวจีนไหหลำมีความชำนาญในการประกอบอาชีพอยู่ 3 – 4 อย่าง ถ้าไม่ขายอาหารหรือทำการโรงแรม ก็จะทำโรงไม้และโรงเลื่อย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี นนทบุรี จนเข้าเขตกรุงเทพมหานครที่บางโพ ไปถึงสามเสน บางรัก จึงถูกจับจองโดยกลุ่มชาวจีนไหหลำผู้สันทัดช่ำชองด้านการค้าไม้และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ทว่าโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่ในย่านบางโพไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก หากย้ายมาจากแถววัดสระเกศราชวรวิหาร ละแวกคลองมหานาค คลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นถิ่นการค้าไม้ของชาวจีนมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 สาเหตุหลักที่ต้องย้ายออกมาก็เพราะเขตเมืองชั้นในเริ่มคับแคบ เต็มไปด้วยมลภาวะ ผู้ประกอบการโรงเลื่อยจึงต้องแสวงหาย่านใหม่ในการดำเนินกิจการของตน บางโพซึ่งจัดว่าอยู่ชานเมืองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

“เริ่มแรกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่แถววัดคอกหมู (วัดสิตาราม) ช่วงแถวซอยตรงข้ามวัดสระเกศ ด้วยเมืองพัฒนาและเติบโตขึ้น หลวงไม่อนุญาตให้ขนไม้ซุงผ่านคลองมหานาค ทำให้การขนส่งวัตถุดิบยากลำบาก ก็เปลี่ยนมาใช้รถจอหนังขนไม้ซุงเข้าไป แล้วสักระยะหนึ่งก็ไม่ให้รถผ่านเข้าไปในเขตเมือง ต้องออกมานอกเมือง เล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้สะดวกในการขนวัตถุดิบ โรงเลื่อยไม้ส่วนมากเลยย้ายมาบางโพ”

ด้านหลังไม้สักแปรรูปที่ตั้งสุมกันเป็นภูเขาเลากา เสียงคมเลื่อยเสียดสีเนื้อไม้ดังขึ้นทุกขณะจิต เราหยีตาป้องกันฝุ่นไม้ที่ฟุ้งตลบ เท้าก้าวไปตามพื้นโรงงานที่ปกคลุมด้วยเศษไม้หนาเตอะราวผืนทรายบนชายหาด พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชายร่างเล็กที่กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขันบนท่อนซุง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

หลงจู๊อ่างรับไหว้ผู้มาใหม่ แล้วโดดลงจากซุงที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วเกินคนวัยเดียวกัน

“ชื่อ ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ นี่เปลี่ยนเอง ตั้งเอง” ถ้อยคำแนะนำตัวภาษาไทยที่ติดสำเนียงไหหลำหน่อย ๆ ฟ้องว่าชื่อเกิดของเขาต้องเป็นภาษาจีนเป็นแน่ 

“ตอนนี้อายุ 69 ย่าง 70 ปี กุมภาพันธ์ 2566 นี่ก็จะครบ 70 แล้ว”

ไท้เชียง ก่อตั้งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ ชาวจีนโพ้นทะเลผู้ทิ้งบ้านเกิดบนเกาะไหหลำมาแสวงโชคที่เมืองไทย นอกจากท่านผู้นี้จะเป็นคนบุกเบิกกิจการโรงเลื่อยของครอบครัวแล้ว นายไต้ถ่งยังส่งต่อวิชาการเลื่อยไม้สู่หลงจู๊อ่าง หลานลุงผู้เอาการเอางานด้วย

“นายไต้ถ่งเป็นพี่ชายของแม่ผม ผมเรียก ‘เบ๊เด’ แปลว่า ลุงฝั่งแม่” หลงจู๊ลำดับศักดิ์ให้เราฟัง 

“ตัวผมเกิดที่ศาลาแดง ตอนอายุ 15 เรียนชั้น มศ. 3 ที่เทคโนโลยีสหะพาณิชย์ เขตบางรัก เมื่อก่อนผมไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่เลยเอามาอยู่กับเบ๊เด วันธรรมดาเรียนหนังสือ พอวันพฤหัสได้หยุด ผมก็มาช่วยงานเบ๊เด สมัยก่อนจะมีไม้ส่งออก ตีหน้าไม้โปรดักส์เข้าประเทศไทย ผมก็มาช่วยทำส่งออก”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

สินค้าหลักของโรงเลื่อยแห่งนี้คือไม้กระดาน คนงานที่นี่ต้องเลื่อยซุงไม้สักท่อนใหญ่ ๆ แปรรูปเป็นไม้กระดาน เพื่อขายให้กับร้านค้าไม้แปรรูปและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหลาย ไปจนถึงคิ้วบัว

ช่วงที่เป็นวัยรุ่น ถึงจะเป็นหลานเถ้าแก่คนแรก แต่เด็กใหม่อย่างอ่างไม่มีสิทธิ์เลือกงานที่อยากทำ เขาต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นลุงหรือคนอื่นสั่ง ใครเรียกใช้งานอะไรก็ต้องทำ

“แต่ก่อนก็ต้องตีหน้าไม้ส่งออก มันจะมีแผ่น แล้วคอยวัดไม้ เช็กไม้ดูว่าสวยหรือไม่สวย แล้วก็ต้องจำ พอคนไหนขาดลูกน้อง เราก็จะไปช่วยทำทุกอย่าง ต้องได้ทุกหน้าที่ครับ”

ในช่วงการฝึกงานของเขา อ่างจำได้ดีทีเดียวว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตีหน้าไม้

“การตีหน้าไม้ คือการแปรรูปจากซุงขึ้นมา เราต้องรู้ว่าซุงต้นนี้สวยไม่สวย แล้วต้องใช้ความจำ จำว่าเมื่อไหร่จะถึงรูถึงตา ใกล้ไส้เราต้องรู้ ต้องเนี้ยบพอดี เพราะไม้สักมันเลื่อยยาก ไม่เหมือนไม้เบญจพรรณ ไม้เบญจพรรณไม่ค่อยมีรูมีตา เขาเลื่อยยังไงก็ได้ แต่ไม้สักต้องเป๊ะ แล้วต้องดูสภาพป่าด้วย

“ในโรงเลื่อยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างผมต้องแปรรูปไม้ ยกซุงขึ้นมาแล้วตัด นั่งดูว่าลูกค้าต้องการขนาดไหน เราก็ตัดขนาดนั้นแล้วเลื่อยเอา ถ้าไม้มันงอก็ต้องตัดให้มันพอดี”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ขั้นตอนการเลื่อยซุงสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ผู้มากประสบการณ์เล่าด้วยสีหน้าที่บอกว่ายังไม่ลืมความเสียวไส้ เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานของเขา

“สมัยก่อนลำบากนะ เวลาจะเลื่อยไม้ เราต้องใช้เลื่อยวงเดือน เป็นเลื่อยกลม ๆ มันอันตรายนะ ถ้าบางคนทำไม่เป็น มันตีไส้แตกเลย แต่เลื่อยวงเดือนนี่ไม่เท่าไหร่ เคยโดนเหมือนกัน สมัยนี้ปลอดภัยกว่าสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าไม่ป้องกันแย่เลย เคยมีลูกน้องนิ้วขาด”

แม้จะต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังแสบแก้วหูของเลื่อยจักร ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวัน ตลอดจนความอันตรายที่อาจได้รับจากใบเลื่อย แต่อ่างก็ยังรักงานนี้ยิ่งชีวิต

“ไม่เคยกังวลเลย สนุกดี ยิ่งวัดไม้ส่งออกยิ่งสนุก วันหนึ่งเหงื่อออกน่าดูเลย เล่นขนกันเป็นคันรถ วันหนึ่ง ๆ ทำทั้งวัน วัดไม้ส่งออกไปเมืองนอกดีมาก สมัยก่อนทำงานสนุก ไม่เครียด ได้ออกแรง เมื่อก่อนนี้ขายดี เมืองนอกใช้เยอะ เขาเอาไม้สักเราไปทำเรือยอชต์ เพราะไม้สักมันทน โดนน้ำเกลือไม่เป็นไร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

เพราะความสนุกนี่กระมังที่ทำให้อ่างไม่เคยคิดจากโรงเลื่อยของเบ๊เดไปไหน แม้ตัวเขาจะจบ มศ. 3 ไปต่อช่างกลมาแล้ว ก็ยังเลือกที่จะทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโรงเลื่อยต่อไป จนกระทั่งเขามีอายุได้ 30 ปีเศษ หลงจู๊คนเก่าอำลาโรง เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลงจู๊คนใหม่

แล้วเมื่อ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ หมดอายุขัย งานเลื่อยของที่นี่จึงตกอยู่ในการดูแลของหลงจู๊อ่าง

“สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานโรงเลื่อยคือความจำ ต้องมีคนสอน ไม่มีคนสอนก็ทำไม่ได้ คนจะเป็นหลงจู๊นี่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ไม้ ไม้ต้นนี้สวยหรือไม่สวย เมื่อไหร่จะถึงไส้ถึงรู ลูกค้าต้องการขนาดไหน ต้องเลือก” ผู้จัดการกล่าวและอวดเนื้อไม้ซุงท่อนล่าสุดที่กำลังเลื่อยด้วยความเสียดาย “เห็นต้นนี้ไหมครับ ไม้มันโพรงมากเพราะหนอนไช แบบนี้ลงทุนมาเป็นแสนก็ขาดทุนหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

ในขั้นตอนการเลื่อยซุงทุกต้น หลงจู๊สำทับว่า สมาธิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมี

“เราเลื่อยมาเราต้องรู้ด้วยว่าเราเลื่อยตรงไม่ตรง เราต้องใช้ความคิดเราเอง เราทำทุกอย่าง ใช้สมองเกิดจากสมาธิ ใช้สมาธิช่วยได้เยอะ เพราะผมสวดมนต์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจเราดี ทำให้งานเราไม่เครียด มีประโยชน์มาก เพราะสมัยเราอายุน้อย ๆ เราต้องใช้ การสวดมนต์ช่วยได้ทุกอย่าง”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

การทำงานของหลงจู๊และทุกคนในที่นี้กินเวลาถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 8.00 นาฬิกา และเลิก 17.00 นาฬิกา ลูกน้องคนอื่นอาจมีทั้งที่พักอยู่ในรั้วโรงเลื่อยนี้ และมีบ้านพักอยู่ด้านนอก แต่หลงจู๊กินนอนอยู่ที่นี่ ยึดโรงเลื่อยเป็นบ้านของตนเอง

“พักอยู่ที่เลย โรงงานเป็นเหมือนบ้าน เฝ้าโรงงานให้เขา”

ทุกวัน หลงจู๊อ่างจะนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นบนกองซุงและเครื่องจักร นำสำลีมาอุดรูหูเพื่อป้องกันเสียงดังระหว่างเลื่อย รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อกรองฝุ่นและเศษไม้

“บางทีใช้เสียงก็ไม่ได้ เพราะเสียงมันดัง ต้องตะโกนแข่งกับเลื่อยสายพาน” เขาว่า แล้วชูนิ้วมือส่งสัญญาณให้คนงานแผนกคุมเครื่องจักรทำตามข้อตกลงร่วมกัน “ต้องใช้มือแบบนี้ ดูง่ายกว่า”

ในขณะที่ลูกจ้างคนงานในโรงเลื่อยแห่งอื่นอาจมีแรงงานต่างด้าว ชาวประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้แรงงานบ้าง แต่คนงานที่ไท้เชียงทุกคนเป็นคนไทย โดยมากมาจากต่างจังหวัด ทุกคนที่เป็นลูกมือในการแปรรูปไม้กระดานอยู่ในตอนนี้ล้วนผ่านการถ่ายทอดวิชาจากหลงจู๊อ่างมาแล้วทั้งสิ้น

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“เราต้องสอนเขา เขาต้องหัดมาจากตัดไม้บ้าง ซอยไม้บ้าง”

แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีใครที่หน่วยก้านดี มีแววขึ้นมาสืบต่องานหลงจู๊ได้บ้าง หลงจู๊คนปัจจุบันก็ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า

“หายาก ไม่มีคนทำ เพราะปัญหาคือหลงจู๊โรงเลื่อยต้องชำนาญเรื่องไม้ ต้องหัดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้มันสวยไหม หมดยุคผมก็คงหมดแล้ว ไม่มีใครสืบ นอกจากตามต่างจังหวัดที่เขาผ่าเหมือนกัน พวกไม้สวนป่า ไม้เล็ก ๆ มันเลื่อยง่าย ไม่แข็งไม่ทนแบบไม้สัก”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

จากข้อมูลของ ‘โกเก่ง’ ญาติผู้น้องของหลงจู๊อ่าง โรงเลื่อยที่ยังเหลืออยู่เพียง 4 – 5 แห่งในย่านบางโพต้องประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบและตลาดที่ต้องการสินค้า เพราะหลังจากการปิดป่า ห้ามตัดไม้ในภาคเหนือเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าของโรงเลื่อยต้องหันไปซื้อไม้ซุงจากต่างประเทศเข้ามาเลื่อยแทน อย่างที่ไท้เชียงก็ได้จากการประมูลสัมปทานไม้สักในเมียนมา ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าไม้สักเป็นของโบราณล้าสมัย หันไปใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแทน

งานที่โรงเลื่อยจึงลดฮวบฮาบจากสมัยที่หลงจู๊อ่างเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งหลงจู๊ใหม่ ๆ มาก จากเคยมีงานเลื่อยทุกวัน บางวันต้องเลื่อยไม้กันจนดึกดื่น ได้ส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ กลายเป็นเลื่อยเฉพาะเมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า บางวันก็ไม่ต้องเลื่อยซุง แต่แปรรูปทำเครื่องเรือนหรือพื้นบ้านแทน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่เลื่อยไม้มาตั้งแต่วัยฉกรรจ์ยันวัยชรา เพราะเขาพร้อมทำงานทุกชิ้นด้วยพละกำลังที่ยังเหลือแหล่ แม้ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปอีกนานเท่าไรก็ตาม

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“สนุกและท้าทายดี ยังมีความสุข งานหลงจู๊ไม่มีใครทำ หายาก เราจะสอนคนก็สอนไม่ได้ ไม่มีใครหัด เคยสอนลูกน้อง ลูกน้องมันใช้ไม่ได้ มันไม่เก่ง เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ สอนแล้วก็ไม่จำ แต่สอนแล้วไม่ไหว คนงานต้องเชิญออก เหลือแต่เราอย่างเดียว” หลงจู๊อ่างหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ถึงจะไม่มีคนมาสืบสานงานของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่ตนเองมีให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาขอความรู้ที่โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงอยู่เนือง ๆ

“ทำจนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ ตำแหน่งนี้ไม่ได้ก็มาทำตำแหน่งเบา ๆ ทำกันไปจนตาย ถ้าเราแข็งแรงก็ทำได้ตลอด เราอาศัยสวดมนต์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเรารู้หมดทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้ต้องทำเองหมด เราออกกำลังจะได้แข็งแรง แต่อย่าเครียดเท่านั้น เครียดทุกอย่างก็เสร็จหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

วันที่ 4 – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ในช่วงสัปดาห์ Bangkok Design Week 2023 โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม The Tour of Wood ทริปที่จะพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักไม้ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไปพบกับ หลงจู๊อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ตัวจริงเสียงจริงได้ในทัวร์นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Bangphowoodstreet หรือเว็บไซต์ Bangphowoodstreet.com

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load