“พี่ชอบกินกาแฟกันไหมคะ”

มนุษย์ในเสื้อสเวตเตอร์ตัวโคร่ง มัดผมลวก ๆ ไว้ด้านหลัง ยื่นหน้ามาทักทายเราอย่างเป็นกันเอง

เธอคือ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม หรือ sarah salola นักร้องเดบิวต์ใหม่วัย 21 ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักในช่วงปีที่ผ่านมา จากเพลงฮิตของตัวเองอย่าง นะครับ (ได้ไหม) และล่าสุด จากเพลงที่คัฟเวอร์ร่วมกันกับ DoubleBam และ JIXGO อย่าง โต๊ะริม ซึ่งนอกจากเสียงเพราะ ๆ และฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ไม่ธรรมดาแล้ว ลุคที่ก้ำกึ่งว่าจะ Masculine หรือจะ Feminine ของเธอ ก็เป็นเสน่ห์ร้ายแรงสำหรับใครหลายคน

เราผู้เคยเห็นเธอแค่ในจอโทรศัพท์ ยอมรับว่าจังหวะนี้ออกจะแปลกใจกับบุคลิกตัวเป็น ๆ ที่ดูธรรมดาสามัญ ติดไปทางดุ๊กดิ๊กขี้เล่นของเธอ นึกว่าจะนิ่ง ๆ กว่านี้ซะอีก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

เราไม่ใช่คอกาแฟ อย่างมากก็สั่งแค่ลาเต้เย็นหวานน้อยพอให้รู้สึกว่าตื่นมาใช้ชีวิตได้ แต่ช่างภาพสาวที่มาด้วยกันดูเหมือนจะมาทางเดียวกับซาร่าห์ซึ่งเป็นบาริสต้าเก่า ซ้ำยังเป็นรุ่นพี่ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เธอเคยเรียนด้วย เธอจึงชวนช่างภาพของเราคุยได้ลื่นไหลราวกับรู้จักกันมาก่อน

“เขินอะ” ซาร่าห์ยิ้มออกตัว เมื่อเราบอกว่าจะเริ่มสัมภาษณ์ (จริง ๆ) แล้วนะ

เธอมองว่าตัวเองเป็นใคร มีความหวัง ความฝันอะไรในชีวิตบ้าง ณ ห้องจิบกาแฟของสตูดิโอค่าย marr วันนี้ เด็กเชียงใหม่อย่างซาร่าห์จะมาเปิดตัวตนในแง่มุมที่ลึกกว่าเดิม กับคอลัมน์ Talk of The Cloud

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ความฝัน (อันเร่าร้อน!)

ก่อนอื่น แนะนำตัวให้ฟังกันสักนิด

ได้ค่ะ (ทำท่ากระตือรือร้น) สวัสดีค่ะ sarah salola นะคะ ตอนนี้เป็นศิลปินภายใต้สังกัดค่าย marr ค่ะ

อยู่ค่าย marr มานานหรือยัง

ถ้านับจากตอนเดบิวต์ก็ประมาณ 8 เดือนค่ะ

ถือว่าเป็นที่รู้จักแล้วเนอะ เห็นตลอดเลย

ก็นิดหนึ่งค่ะ นิดหนึ่ง (ยิ้ม)

ขอย้อนอดีตหน่อย ก่อนที่จะเป็นซาร่าห์คนนี้ คุณเคยเป็นเด็กยังไงมาก่อน

เป็นเด็กดื้อค่ะ (หัวเราะ) พูดเล่นค่ะ ไม่ดื้อก็ได้ อยู่เชียงใหม่ก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งนี่แหละ เรียน เล่นดนตรี ทำกิจกรรม แต่ไลฟ์สไตล์เราก็จะเป็นชาวเหนือ ช้า ๆ หน่อย

ที่เขาบอกกันว่าชาวเหนือช้านี่คือเรื่องจริงใช่ไหม

เรื่องจริงค่ะ! คือเหมือนทุกอย่างมันจะสโลว์ อย่างตอนนี้เราคุยกันอยู่ใช่ไหมคะ ถ้ากลับไปอยู่เชียงใหม่ก็คือ… มองหน้าก่อนแล้วค่อยพูด (ทุกคนขำ) จริง ๆ ค่ะ จริง ๆ มันเรื่อย ๆ มาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

คุณเริ่มสนใจการร้องเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่

ถ้าสนใจแบบจริงจังประมาณ ม.ปลาย ค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นก็ร้องบ้าง เพราะที่บ้านคุณพ่อชอบร้องคาราโอเกะ

ปกติคุณพ่อร้องแนวไหน

อู้หู ร้อง Bodyslam, Big Ass อะไรอย่างนั้นเลยค่ะ ซึ่งร่าห์ก็มีดนตรีร็อกในหัวใจเพราะซึมซับจากพ่อ ส่วนแม่จะเป็น หญิง ธิติกานต์ แล้วร่าห์ร้องได้ด้วยนะ ก็ร้องให้เขาฟัง (หัวเราะ) ได้มาหมดเลย ลูกทุ่งก็ชอบเหมือนกัน ร้องได้นิดหน่อย ร่าห์ชอบทุกแนวจริง ๆ

แต่คุณพ่อไม่ได้เป็นนักดนตรี

ไม่ได้เป็น ที่บ้านไม่ได้มีใครเป็นนักดนตรีเลย แต่ว่าชอบร้องเพลงเฉย ๆ มีร่าห์นี่แหละที่กระโดดออกมา

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ว่าคุณมีพ่อเป็นไอดอล แต่ได้ยินว่าจริง ๆ แล้วคุณพ่อไม่ได้สนับสนุนให้เป็นนักร้องใช่ไหม

ใช่ ทุกอย่างที่เราชอบ ร่าห์น่าจะซึมซับมาจากพ่อนี่แหละ เพราะพ่อชอบร้องเพลง เราก็เลยชอบร้องตาม ซึ่งเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราชอบ เพิ่งรู้ตัวตอนมัธยมปลาย แต่เหมือนกับว่าจริง ๆ แล้วเขาอยากให้มันเป็นงานอดิเรก เขาไม่ได้เข้าใจเส้นทางวัยรุ่นอันเร่าร้อนของเรา (ทำท่าวัยรุ่นอันเร่าร้อน) ความคิดมันคนละแบบอะค่ะ ผู้ใหญ่เขามีแนวคิดอีกแบบหนึ่ง เขาเป็นห่วงแหละ

ตอน ม.ปลาย เราเริ่มแต่งเพลง นะครับ (ได้ไหม) แล้ว แล้วก็ทำยูทูบเป็นของตัวเอง แต่พอเขารู้ว่าเราชอบดนตรี เขาก็จะเข้ามาควบคุมให้มันเป็นไปในแบบที่เขาต้องการ ต้องอัดแบบนี้นะ นั่งท่านี้นะ เราไม่ชอบถูกควบคุมอยู่แล้ว เราก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เหมือนว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วย เราก็ต้องทำตาม เพราะเขาเป็นพ่อเป็นแม่เรา

แต่ยิ่งมันเป็นเรื่องดนตรี มันมีอารมณ์ มีศิลปะ มีทุกอย่างเกี่ยวกับจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง พอเขาเข้ามาควบคุมในแบบที่เราไม่ต้องการ เราก็ไม่ไหวแล้ว พอ 19 ก็เลยออกไปใช้ชีวิต

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ออกไปใช้ชีวิตคือ?

ออกไปจากบ้าน (หัวเราะ) ตอน 19 มหาลัยปี 1 ค่ะ แต่ยังอยู่ในเชียงใหม่นะคะ

เขาไม่ได้เข้าใจเลยว่าเราทำเพราะอะไร เมื่อเขาไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แค่ความคิดเห็นเราไม่ตรงกัน ก็เลยต้องแยกกันอยู่ ซึ่งในเมื่อร่าห์เลือกจะออกมาอยู่เอง ก็ต้องอยู่ให้ได้ หาประสบการณ์ หาเงินเองด้วย ช่วงแรก ๆ มีไม่ไหวบ้างด้วยความที่เราเป็นเด็ก เราก็ต้องขอจากเขามาก่อน พอหลัง ๆ ก็เริ่มใหม่

สิ่งที่เราทำในตอนนั้นคืออะไร

เขาชอบพูดว่าไม่ให้เราไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ห้ามทำงานหนัก พอออกจากบ้านมา ร่าห์ก็ไปเป็นในแบบที่เขาไม่อยากให้เป็น (หัวเราะ)

ร่าห์ทำงานดนตรีกลางคืนค่ะ ร้องเพลงทุกวัน ร้านไหนติดต่อมาเอาหมด ให้มีเงินประทังชีพตัวเองได้ในแต่ละเดือน แล้วก็เริ่มไปสมัครพาร์ตไทม์ร้านกาแฟ ซึ่งอันนี้แหละที่เปลี่ยนความคิดไปพอสมควร ออกจากบ้านมามันก็เป็นอีกสังคมหนึ่งที่เราต้องอยู่ให้ได้

พอได้ออกมาเล่นดนตรีสมใจอยากแล้วเรารู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นเราทำ 3 เดือนติดต่อกัน เล่นทุกวัน ทุกคืน จากที่รู้สึกว่า หูย ดีนะที่พ่อแม่ไม่เชื่อว่าเราทำได้ เราก็ทำได้นี่ แต่มาวันหนึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างนี้แล้วต่อไปจะยังไงต่อ เราต้องวนลูปเดิมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เหรอ

อยู่ดี ๆ แพสชันเรื่องดนตรีหรือความรู้สึกอยากเขียนเพลงเมื่อก่อนมันก็หายไป กลายเป็นว่าเราไปโฟกัสว่าต้องทำงาน ก็แค่ต้องร้องไป ไม่มีความรู้สึก

เป็นเพราะว่าเราทำเยอะเกินไปเหรอ

ใช่ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าทำทำไม คือให้ร่าห์ร้องเพลงไปเรื่อย ๆ เล่นกีตาร์ตัวเดิม มันก็จำเจ เลยมานั่งทบทวนตัวเอง

เราลองเล่นดนตรีน้อยลง มาหาประสบการณ์เรื่องกาแฟแทน กลายเป็นว่าพอเราออกห่าง มีสเปซมากขึ้น แล้วเริ่มเห็นมวลแพสชันของคนอื่น ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า อ้าว เขาก็ร้องเพลงกลางคืนเหมือนเรา แต่ทำไมเวลาร้องเพลงเขาดูมีความสุขมาก ๆ ทำไมเราไม่รู้สึกแบบนั้น เลยไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่ ๆ พวกนี้

พอเริ่มพูดคุย แพสชันก็กลับมาพร้อมกับความอยากเติบโตขึ้นทางด้านดนตรี เราอยากมีทักษะมากขึ้น เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราไม่เก่ง ต้องมีคนอื่นนำ แล้วเราก็อยากเติบโตด้านความคิดและการทำงานด้วย เลยปรึกษากับบอสใหญ่ที่ร้านกาแฟและอีกหลาย ๆ คน จนเริ่มคิดว่าต้องมีจุดเปลี่ยนแล้วแหละ อยู่แบบนี้ไม่ไหว

คงต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่กลับไปทำเพลงก็ต้องไปเรียนอะไรเพิ่ม หรืออีกหนึ่งความคิดก็คือค่ายเพลง ที่พ่อกับแม่ไม่อยากให้เข้า (ยิ้ม) เราอยากทำงานเป็นทีม ต้องยอมรับว่าเราหาตัวเองไม่เจอ เราต้องไปเพื่อค้นหา ไม่ได้ไปเพื่อสำเร็จ

คิดว่าการเข้าค่ายเพลงมันช่วยค้นหาตัวเองเหรอ

ช่วยค่ะ ช่วยมาก ตอนนี้ก็ยังค้นหาอยู่ แล้วก็ค้นพบเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย น่าแปลกใจมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ไกลบ้าน (กว่าเดิม)

แล้วเป็นไงมาไงคุณถึงเข้ามาสังกัดค่ายได้

พอนึกถึงค่ายปุ๊บ พอดิบพอดีว่า พี่ลูมู-ธนัญญา วัฒนกรการุณย์ มาสเกาต์ เขาเห็นเพลง นะครับ (ได้ไหม) ไม่เห็นหน้าร่าห์ด้วย เราไม่ได้ถ่ายหน้าลง ติสต์เกิ๊น (หัวเราะ) เราลงเป็น Audio แบบวงเล็บ Acoustic Version พอเห็นเพลงนั้น เขาก็ตามไปดูในไอจี ซึ่งก็มีรูปเราอยู่บ้าง

เขาบอกเราไหมว่าเขาเห็นอะไรในเพลง นะครับ (ได้ไหม)

เท่าที่ถาม เขาบอกว่ามันคือเพลงเพลงหนึ่งที่มีคุณภาพ ณ ช่วงเวลานั้น ณ อายุนั้น ร่าห์อายุ 19 แล้วก็ทำเพลงนั้น มันสุด ๆ ของเด็กคนนั้นแล้ว (หัวเราะ) เขาน่าจะสนใจอยากคุยด้วย แล้วพอมาคุยกับพี่ลูมู และ พี่พัด-วรภัทร วงศ์สุคนธ์ กับ พี่ปาล์ม-ปวีร์ ปรีชาวีรกุล จากวง MEAN เราไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดไง เราพูดไม่รู้เรื่อง น่าจะยิ่งแบบ (ดีดนิ้ว) เอาเลย! ให้เราขึ้นมาเซ็นสัญญา

พอต้องขึ้นมาเซ็นสัญญาก็บอกพ่อเลยไหม

ไม่อยากบอก

แล้วไม่บอก? ได้เหรอ!

(หัวเราะ) บอก ๆ แต่แค่บอกเฉย ๆ ไม่ได้ขออนุญาต เพราะว่า… (นิ่งคิด) หลังจากที่เราออกจากบ้านมา เรารู้สึกว่าไม่ควรไปรบกวนเขาในการตัดสินใจแล้ว เราต้องตัดสินใจทุกอย่างเอง ให้เขาเป็นคนซัพพอร์ตความคิดเราดีกว่า คือถ้าเขาจะแย้งมาก็แย้งได้นะ แต่สุดท้ายแล้วร่าห์ต้องตัดสินใจเอง ก็เลยเซ็นเอง

พอเซ็นเสร็จร่าห์กลัวเขาไม่สบายใจ เลยให้เขาขึ้นมาเห็นว่าสภาพแวดล้อมมันเป็นแบบนี้นะ พอมาเห็นเขาก็สบายใจมากขึ้น พี่จี๊บ-เทพอาจ กวินอนันต์ พี่พัด พี่ปาล์ม แล้วก็พี่ ๆ ในทีมเขาจัดการคุยให้ น่ารักมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ตอนนี้มีกี่เพลงแล้วที่ปล่อยออกมา

ประมาณ 6 – 7 เพลงค่ะ ไม่รวมคัฟเวอร์มี ฝนตกในใจ, นะครับ (ได้ไหม), ขอโทษที่ไปคิดถึง, นะนะได้ไหม, รักไม่ยาก, วิวโปรดของฉันคือเธอ รวม 6 เพลง กำลังจะปล่อยเพลงที่ 7 ค่ะ (ตอนนี้ เอาใจลงไปเล่น ปล่อยแล้วทั้งเพลงและมิวสิกวิดีโอ)

ในระยะเวลา 8 เดือน!

ช่าย 8 เดือน โหดมาก สนุกค่ะสนุก ๆ

เทียบกับก่อนหน้านี้ พอเข้ามาสังกัดค่ายแล้ว ชีวิตของเราหรือความคิดของเราเกี่ยวกับการเล่นดนตรีเปลี่ยนไปไหม

เปลี่ยนค่ะ อย่างแรกที่เปลี่ยนคือระบบการทำงาน เมื่อก่อนเราทำงานคนเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็เลยเหนื่อย พลังงานหาย แต่พอมาอยู่ค่าย มันเหมือนถูกเฉือนออกเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์ เรามีคนอื่นในทีมที่ช่วยซัพพอร์ตด้วยอีก 50 เปอร์เซ็นต์ พอมาทำตรงนี้ก็เลยโฟกัสงานได้มากขึ้น แล้วอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เราจะได้ไปโฟกัสสิ่งอื่นค่ะ

แล้วก็มีเรื่องความคิดค่ะ รู้สึกว่าบางเรื่องเราคิดได้มากขึ้นจากการมาอยู่ค่าย ด้วยวิธีการทำงานของที่นี่ มันบีบให้เราต้องโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว พอมานั่งคุยกับตัวเอง ก็คิดว่าจริง ๆ ร่าห์ไม่ได้อยากโตขึ้นหรอก แต่บางเรื่องที่เมื่อก่อนเราไม่เคยทำ ก็ต้องทำและต้องควบคุมมันให้ได้ เพราะมันเป็นงาน ถ้าควบคุมมันไม่ได้ เราจะเสีย แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วไงคะ เมื่อไหร่ที่เราพลาด คนข้างหลังเขาก็จะพลาดด้วย

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

อย่างนี้แปลว่าเครียดไหม

เครียดไหม ก็… เป็นคนหมกมุ่น ซีเรียสกับการทำงานมาก ๆ แต่หลัง ๆ เริ่มดีขึ้นแล้ว พยายามเอามวลสารความเครียดไปพัฒนาเป็นพลังในการทำงานเพิ่มขึ้นอีก เอเนอจี้ก็เลยจะเยอะหน่อย

เทียบกับตอนที่ร้องกลางคืนกับตอนนี้ ตอนไหนเครียดกว่า

คนละแบบค่ะ (ยิ้ม) ตอนนั้นเครียดแล้วแย่กว่าตอนนี้ เครียดแล้วไม่อยากทำ แต่มาอยู่ตรงนี้เราเครียด เราอยากทำอะไรต่อไป มันเป็นเครียดที่สนุก มาเลย เอาอีก! น่าจะเป็นเพราะว่าทุกคนที่นี่บอกเสมอว่าร่าห์ทำได้ ร่าห์ไม่ค่อยเชื่อในตัวเอง แต่ทุกคนที่นี่เชื่อในตัวร่าห์ มันเลยเป็นแรงผลักมาก ๆ ว่า โอเค ฉันทำได้ ไม่ว่ามันจะยากหรือง่าย

ตอนแรกมาอยู่ค่าย ร่าห์จะมีน้องคนหนึ่งที่ทำให้มั่นใจในการทำทุกอย่างมากขึ้นคือ น้องเฟิร์ส-อนุวัฒน์ แซ่โจว ตอนแรกร่าห์ยังไม่ปลดล็อกตัวเอง เฟิร์สนี่แหละเป็นคนทำให้ร่าห์ปลดล็อก มันจะมีอยู่คืนหนึ่งที่เราไปนั่งคุยกันเกี่ยวกับทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ร่าห์เครียดมากกับการอยู่ตรงนี้ รู้สึกคิดถึงบ้าน ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง มีวิธีจัดการแบบไหน แล้วเราต้องเริ่มยังไง ก็มีเฟิร์สนี่แหละที่ช่วย ทำให้รู้สึกว่าเราต้องทำแล้ว ไม่งั้นจะเสียดายเวลา และถ้าไม่ทำมันจะไม่เกิดขึ้น

ทุกอย่างที่ร่าห์เป็น ถ้าทุกคนมองว่าดีแล้ว เฟิร์สดียิ่งกว่า เขาเป็นคนที่โตมาก ๆ และให้คำปรึกษาเราได้ดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

นะครับ (ได้ไหม)

รู้สึกว่านอกจากเพลงแล้ว คนจะสนใจเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกและบุคลิกพอสมควรนะ

อืม มั้งคะ น่าจะมีส่วนด้วย เพราะบุคลิกเราเป็นแบบนี้ เราเป็น LGBTQIA+ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้จำกัดว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ชอบใครก็คือชอบ ชอบได้ทุกเพศไม่จำกัด คุยได้กับทุกคน แค่ส่วนใหญ่ที่ร่าห์คุยหรือคบจะเป็นผู้หญิง

แสดงว่ามีผู้ชายด้วย

มีคุย ๆ บ้าง ผู้ชายก็เคยคุย เราเป็นผู้หญิงนี่แหละ แต่แค่อาจจะดูห้าวหน่อย เรื่องสไตล์การแต่งตัว จริง ๆ ร่าห์แต่งได้หมดเลยนะ แค่รู้สึกพอใจและมั่นใจกับตัวเองในการแต่งตัวแบบนี้ ใส่กางเกงยีนส์ กางเกงขายาว มันก็ปกติใช่ไหมคะ

แล้วจริง ๆ เรารู้ไหมว่าคนอื่นเขาสนใจในความที่เราเป็นแบบนี้

ตอนแรกไม่รู้ค่ะ ไม่ได้โฟกัสเลย เราก็เป็นของเราแบบนี้ แต่ตอนนี้เริ่มรู้แล้ว (หัวเราะ) คือเมื่อก่อนแม่จะถามตลอดว่าทำไมต้องใส่เสื้อเชิ้ตด้วย แม่ไม่เห็นด้วย ทุกเรื่องในชีวิตไม่เห็นด้วย แต่ตอนนี้ดีกันแล้วนะคะ คุยกันดีมากเหมือนได้พ่อแม่ใหม่ (หัวเราะ) คือเขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นชมว่า วันนี้แต่งตัวดีนะ เช็กในไอจี เนี่ย โอเคนะ น่ารักดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

ได้ไปเจอแฟนคลับมาบ้างแล้วใช่ไหม

เจอค่ะ เจอตามงาน ร่าห์ชอบคุยกับแฟนคลับ เวลาเล่นเสร็จร่าห์จะมาเจอแฟนคลับตลอด มาคุยมาถ่ายรูปก็จะยืนคุยเป็นพัก ๆ จำหน้าค่าตา เราจะถามเขาว่ารู้จักเราได้ยังไง เราอยากรู้ความเป็นไป อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเขา

ส่วนใหญ่เขาเป็นคนวัยไหนกัน

มีทุกวัยเลยค่ะ แต่ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน หลัง ๆ เริ่มมีผู้ใหญ่มาเอ็นดู มาชื่นชมในความเป็นเรา อารมณ์แบบ ลูกเอ๊ย… รู้สึกดีมาก แล้วก็มีเด็กมาดูด้วย น่ารักมาก ร่าห์เป็นคนชอบเด็กมาก เวลาเห็นเด็กร้องเพลงเรา ร่าห์แบบ โอ้โห หนูลูก

เวลาไปคุยกับแฟนคลับ เขาบอกไหมว่าเขาชอบอะไรในตัวเรา

ส่วนใหญ่เขาจะบอกว่าเรามีเสน่ห์ในความเป็นตัวเอง เป็นธรรมชาติ แล้วก็ดูเป็นคนตั้งใจ สิ่งที่เราภูมิใจมากคือ เขาดูออกว่าเราตั้งใจผลิตงานที่มีคุณภาพ เพราะมันเป็นแกนหลักที่ทำให้เรามาเป็นศิลปิน ถ้าเขาเห็นเราก็ดีใจ

ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซาร่าห์คิดว่าตัวเองควรจะได้แสดงออกทางเพศขนาดไหน

เอาจริง ๆ ไหม อย่างร่าห์เนี่ยถือว่าเป็นศิลปินที่เป็น LGBTQIA+ ใช่ไหมคะ แต่ด้วยความที่ร่าห์มองว่ามันปกติ ไม่ได้ไปโฟกัสว่าจะต้องแสดงออกยังไง แต่ร่าห์ทำมันเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนจะซึมซับไปเอง การที่เราเป็นตัวของตัวเองตามปกติมันคือการแสดงออกอย่างหนึ่ง

อย่างเพลง โต๊ะริม ที่เป็นไวรัลที่จีน หลายคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่าห์เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง พอเขารู้แล้วเขาก็แบบ เฮ้ย เธอเป็นผู้หญิงนี่ เธอเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ สิ่งนี้แหละมันทำให้เขาเริ่มสนใจเรื่องนี้ เรากำลังสื่อสารเรื่องนี้ให้เขาอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว

คือเราก็ทำของเราไป ให้เขาไปคิดต่อเอาเอง

ใช่ ให้ไปคิดต่อเอาเอง คือเขาอาจจะไม่เคยชอบแบบนี้มาก่อน แต่เขามาเจอเรา เขาชอบ นั่นคือสำเร็จ แสดงว่าคุณเริ่มให้ความเท่าเทียมในทางความรู้สึกบางอย่าง มันดีนะ ร่าห์เห็นผลตอบรับกับอะไรแบบนี้เยอะมากจากการที่ร่าห์ทำแบบนี้

ถือเป็นการขับเคลื่อนสังคมอีกแบบหนึ่งไหม

ใช่ ร่าห์มองว่ามันเป็นการขับเคลื่อนอีกแบบหนึ่ง เราคิดตลอดเวลาว่า เราจะออกมาเรียกร้องยังไงให้มันอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ร่าห์ก็ไม่ได้เก่งพอไง แค่รู้สึกว่าถ้าอยากให้เรื่องนี้มันทำงานได้ตลอด เราก็ต้องทำให้มันเป็นเรื่องปกติอยู่เสมอ

To Infinity (and Beyond)

ตอนนี้ซาร่าห์ก็มีไปออกงานหลายครั้งแล้ว เราเคยเห็นคลิปหลังเวทีคอนเสิร์ตที่หนึ่ง คุณดูตื้นตันมากนะ

อ๋อ (หัวเราะตัวเอง) อันนั้น CAT EXPO ค่ะ ที่มาที่ไปมันคือสมัยมัธยม ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่น เราอยากไปงานแคทอยู่แล้ว อยากไปดูแต่พ่อแม่ไม่ให้ไป ก็เลยพูดกับเพื่อนชื่อ ปังปอนด์ ไว้ว่า “มึงคอยดู! สักวันกูจะไปงานแคทให้ได้ ถ้ากูไม่ได้ไปร้อง กูก็จะไปเก็บสายไฟ” วันนั้นที่ได้ไปเล่นก็ไม่สนหรอกว่าเวทีไหน แต่เราได้ไปเล่นที่งานแคทอะ โอ้โหพระเจ้า! (น้ำตาคลอ) มันคือการเช็กถูกในลิสต์ที่เราเคยพูดไว้ในชีวิต พอเล่นแล้วทุกคนร้องเพลงเราได้ ทุกคนอินตาม

มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นนักดนตรี เขาอยู่ในทุก ๆ การผกผันของชีวิตร่าห์ชื่อ ดราก้อน drg. เป็นคนที่แต่งเพลง เรื่องราวที่เราเขียน แล้วก็ทำเพลงมาด้วยกัน วันนั้นร่าห์ให้เขามาเล่นเปียโนให้ เราก็น้ำตาแตกกันกลางเวที อะไรที่เคยพูดไว้มันทำได้แล้ว อยากให้เพื่อนได้เห็นว่าเพลงที่เราตั้งใจทำ มันส่งไปถึงคนดูนะ เพราะเพื่อนก็เป็นอีกคนที่มีความฝันเหมือนกัน

งาน CAT EXPO เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุดตั้งแต่เล่นมาเลยไหม

ใช่ค่ะ เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุด ณ ตอนนี้ เพราะมันเป็นความฝันที่ไม่คิดว่าจะเป็นจริง มันไกลมากค่ะ เราไม่ได้คาดคิด

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

จากวันนั้นเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน รู้สึกยังไงกับจุดที่เรามายืนวันนี้บ้าง

รู้สึกงง (หัวเราะ) มัน Fulfill ค่ะ มันไม่ใช่แค่การทำตามความฝัน แต่เป็นอีกสเต็ปหนึ่งแล้ว เพราะเราฝันแค่อยากไปงานแคท เราอยากเป็นศิลปิน แต่ตอนนี้มันไปไกลจนถึงขนาดร่าห์อยากทำอย่างอื่นด้วย อย่างเรื่องการแสดงหรือเรื่องเบื้องหลัง การทำภาพยนตร์

ตอนนี้กำลังจะเริ่มเรียนภาพยนตร์ ม.รังสิต เป็นเด็กทุนตัวน้อย ร่าห์กำลังสนใจภาพยนตร์อยู่ ซึ่งแต่ละอย่างที่มันเพิ่มขึ้นมา มันเชื่อมกันได้หมดเลย (ทำท่าตื่นเต้น) น่าจะสนุกมาก บ้าบอมาก เมื่อก่อนที่ไม่สนุก เพราะฝันแล้วทำไม่ได้ ดูไม่มีหนทาง แต่ตอนนี้มันกำลังมาแล้ว

ตอนนี้ sarah salola เริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว คุณรับมือยังไงกับชื่อเสียงที่ได้มา

ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ทำตัวปกติ เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองดังเลย แค่มีคนรู้จักมากขึ้น ร่าห์จะพยายามไม่โฟกัสว่าต้องทำอะไรยังไง แค่เป็นตัวเองให้เป็นมาตรฐานก็พอ แล้วเราจะไม่เหนื่อย เขามาเจอเราอีกกี่ที เราก็เป็นแบบนี้แหละ ข้างหลังเป็นยังไง ข้างหน้าต้องเป็นแบบนั้น

ถ้าถามว่าชีวิตนี้ซาร่าห์ต้องการอะไร จะตอบว่ายังไง

ความสุขค่ะ ทุกคนต้องการความสุข ความสุขที่หมายถึงคือ ร่าห์อยากใช้ชีวิตแบบปกติ วันข้างหน้าอาจจะทำอย่างอื่น วันนี้อาจจะทำอย่างนี้ พรุ่งนี้อาจจะทำอีกอย่าง แต่อย่างน้อยมันต้องมีความสุข เรื่องการทำเพลงนี่เมื่อก่อนเราไม่มีความสุขเลย แต่ตอนนี้มีความสุขก็เลยทำได้ เรามีความสุขเลยยอมเหนื่อย เรายอมรับทุกอย่างเพราะเรามีความสุขกว่าเดิม

พ่อแม่เห็นไหมว่าเรามีความสุขกว่าเดิม

เขาคงไม่ได้คิดว่าเรามีความสุขกว่าเดิม แต่คงคิดว่าเราโตขึ้นแล้ว ส่วนตัวเขาเอง ร่าห์ว่าเขาก็น่าจะมีความสุขนะที่ลูกคนเดียวของเขาไม่ได้แย่อะไร

เมื่อก่อนเวลาไปเจอคนที่คุณพ่อคุณแม่เคารพ เราก็จะทำตัวไม่ถูก เพราะเราไม่ได้เรียนเก่ง หลาย ๆ คนก็กดดัน แต่พอมาตอนนี้ เราพูดได้อย่างมั่นใจเวลาไปเจอผู้หลักผู้ใหญ่ว่าเรากำลังทำแบบนี้ ๆ อยู่นะคะ พ่อแม่ก็ยิ้ม เขาภูมิใจแหละ

ร่าห์เองก็ดีใจด้วยที่ยังไม่ตาย อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ)

“รู้จักกันมากขึ้นไหมคะ” ซาร่าห์ถามอย่างขี้เล่น หลังจากจบบทสนทนาอันเข้มข้นเมื่อครู่

แน่นอน เราตอบในใจ และมากกว่ารู้จัก คือเราประทับใจในการคุยกับมนุษย์อายุน้อยกว่าคนนี้ แต่ละเหตุการณ์ชีวิต แต่ละการตัดสินใจ แต่ละประโยคที่เธอเล่าออกมา เราสัมผัสได้ว่าเธอผ่านการครุ่นคิดเกี่ยวกับมันมาแล้วหลายตลบ และเมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากจะทำต่อไปในวันข้างหน้า แพสชันที่เธอมีก็เหลือเฟือ จนแผ่มาถึงเราที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะจิบกาแฟ

หวังว่าอนาคตเธอจะได้ทำทุกอย่างที่เธอหวัง ดีจริง ๆ ที่มีโอกาสได้มาคุยกับเธอในช่วงเริ่มต้นเส้นทางศิลปิน

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ไทก้า! ไฟย่า! ไซบ้า! ไฟบ้า! ไดว่า! ไวบ้า! จ้าจ้า!”

พ.ศ. 2560 วงไอดอลชุดสีลูกกวาดแปลกตาสัญชาติญี่ปุ่น BNK48 ปรากฏตัวให้ชาวไทยได้เห็น ซึ่งเพลง ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ ซิงเกิลที่ 2 ของวงก็ดังเป็นพลุแตก จนปลุกกระแสเกิร์ลกรุ๊ปไทยให้กลับมาได้อีกครั้ง และส่งผลมาถึงทิศทางบางส่วนของ T-POP ในปัจจุบัน

เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ ชื่อแรก ๆ ที่คนจะพูดถึงเมื่อพูดถึง BNK48 เรียกว่าเป็นบุคคลที่ก้าวขาเข้าไปในวงก่อนใครเขา เพราะในงาน BNK48 We Need You ซึ่งเป็นงานประกาศการออดิชั่นสานฝันวัยรุ่นสาวชาวไทยสู่วงการบันเทิง เมื่อ พ.ศ. 2559 เด็กสาวผู้เป็นแฟนคลับวงพี่อย่าง AKB48 ที่ได้ขึ้นไปถ่ายรูปบนเวทีคือ กระเต็น หรือ เจนนิษฐ์ BNK48 ในวันนี้

สำหรับเรา เราเห็นเธอมาก่อนหน้านั้น ตั้งแต่เรายังอยู่มัธยมปลายและเธอยังเป็นเด็กน่ารักผูกคอซองเดินอยู่ที่โรงเรียน น่าทึ่งที่รุ่นน้องคนนี้ได้เริ่มชีวิตการทำงานจริง ๆ จัง ๆ ก่อนเรานานนัก ผ่านไปเกือบ 6 ปี เธอกลายเป็นไอดอลที่มีประสบการณ์ ทั้งร้อง เต้น เป็นนักแสดง และปัจจุบันก็กำลังจะเข้าสู่บทใหม่ของชีวิต หลังจากที่ประกาศจบการศึกษาไป จะทำงานในวงถึงแค่สิ้นปีนี้

ในวาระที่ภาพยนตร์ระทึกขวัญ Faces of Anne ผลงานแสดงของเธอเข้าโรงไป (เราคุยกันก่อนภาพยนตร์เข้าโรง) เราขอชวนเธอมาคุยกันถึงการทำงานชิ้นนี้ รวมถึงสรุปสิ่งที่ตกตะกอนจากการเป็น ‘ไอดอล’ และการเป็น ‘เจนนิษฐ์’ ผู้เถรตรงในวัย 22 ปี กันสักหน่อย

แอบกระซิบว่าการพูดคุยในครั้งนี้ทำให้เราเข้าใจมุมมองของเธอต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่น้อย แม้จะเผยแพร่ไม่ได้ทั้งหมดเพราะความอ่อนไหวบางอย่าง แต่เท่าที่คัดมาลงในบทความนี้ก็น่าสนใจทีเดียว

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

เปิดใจสาวเต็น

แนะนำตัวพอเป็นพิธี

สวัสดีค่ะ เจนนิษฐ์ BNK48 ค่ะ ถ้าคนอื่นมองเข้ามา เราคือไอดอลคนหนึ่ง แต่จริง ๆ ก็เป็นคนธรรมดานี่แหละค่ะ ทำงานหาเช้ากินค่ำ

BNK48 รุ่น 1 กำลังทยอยประกาศจบการศึกษากันหลายคนแล้ว ใจหายไหม

มากค่ะ วันนี้เพิ่งไปถ่ายรายการมาก็น้ำตาร่วงอีกแล้ว ช่วงนี้รุ่น 1 ทริกเกอร์นะคะ ห้ามพูดอะไรเซนซิทีฟ ร้องไห้กันเก่งมาก

เหตุการณ์อะไรที่รู้สึกภูมิใจที่สุดตั้งแต่เข้ามา

ภูมิใจที่สุดน่าจะเป็นช่วงรับรางวัลตอน (ภาพยนตร์) Where We Belong นี่แหละค่ะ เป็นช่วงที่เดินสาย Q&A ต่างประเทศเยอะที่สุดในชีวิต ปกติไม่เคยไปทำงานต่างประเทศนอกจากญี่ปุ่น แต่ครั้งนั้นไปทุกที่เลย น่าจะประสบความสำเร็จที่สุดตั้งแต่อยู่ในวงมาค่ะ

ช่วงชีวิต 5 – 6 ปีที่ผ่านมานี่คิดว่าต่างจากชีวิตก่อนหน้านั้นมากไหม

แน่นอน ต้องต่างมากแน่นอน เพราะว่าเปลี่ยนจากการเรียนหนังสืออย่างเดียวมาทำงานเต็มตัว จากคนที่ไม่ได้มีใครรู้จักเราขนาดนั้นก็กลายมาเป็นจุดสนใจ

ขอสักคำมานิยามให้กับช่วงชีวิตนี้หน่อย

เหมือนเข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ค่ะ เหมือนเรียน ม.1 ถึง ม.6 กับเพื่อนห้องเดิมตลอด ไม่เปลี่ยนห้องเลย (กลั้วหัวเราะ) อาจจะมีเพื่อนหายไปบ้าง แล้วก็มีรุ่นน้องชั้นปีใหม่เข้ามา 

มันคือการเรียน แค่ไม่ได้เรียนวิชาในตำรา ในหนังสือ แต่เรียนวิชาชีวิต การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การตอบคำถามสื่อ เรียนเต้น เรียนร้อง

ความรู้สึกตอนนี้ต่างจากวันที่เข้ามายังไงบ้าง การรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ของเรามันเปลี่ยนไปมากไหม

แน่นอนค่ะ เราเรียนรู้จากความผิดพลาดทั้งของตัวเองและของคนอื่น เรียนรู้ว่าควรจะทำยังไง ควรจะรับมือยังไง ตอนนี้เราก็เก่งขึ้น ชั่วโมงบินเยอะขึ้น และมีวิธีหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหา

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

มาถึงจุดนี้แล้ว คิดว่า ‘ไอดอล’ คืออะไร

ตอบเหมือนเดิม ไอดอลก็คืออาชีพค่ะ เราทำหลายอย่าง เลยรู้สึกว่าไอดอลเป็นชื่อเรียกอาชีพเราที่คนจะเข้าใจมากที่สุดถ้าถามว่าเราทำอะไร จะพูดว่านักร้องก็ไม่ใช่ นักเต้นก็ไม่ใช่ บอกว่าไอดอลคนก็คงเข้าใจแหละว่าเราทำงานแบบนี้ ๆ

ในบริบทที่ว่าไอดอลคือบุคคลตัวอย่าง มันเป็นผลพลอยได้ที่คนอื่นเรียกเรา แต่ถ้าในมุมมองของหนู ยังไงไอดอลก็คือชื่ออาชีพของหนูเอง

แล้วเราคิดว่าเราเป็นบุคคลตัวอย่างบ้างไหม

อันนี้ก็แล้วแต่ว่าคนจะนับถือหนูเป็นบุคคลตัวอย่างไหม แต่ตัวเองก็รู้สึกเฉย ๆ เหมือนเรามาทำอาชีพที่เราชอบแล้วมีคนมาชอบเรา 

หนูบอกตลอดว่าหนูไม่ทำตามที่คนอื่นคาดหวังอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นคนที่ชอบทำตามใจคนอื่น หนูทำตามใจตัวเอง

แสดงว่าไม่เคยทุกข์กับการที่มีคนมาคาดหวังอะไรกับเราแบบคนอื่นเขาเลย

ไม่เคยค่ะ (ยิ้ม) พูดมาแต่แรกเลยว่าไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนเรียบร้อย ไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่คนเพอร์เฟกต์ที่จะมาคาดหวังได้ แต่ถ้าคุณโอเคกับการตามเรา เราก็ยินดี ก็ขอบคุณเขาที่ชอบที่เราเป็นเรา

เจนนิษฐ์ล่ะ คาดหวังอะไรกับตัวเองไหม

ไม่เชิงว่าคาดหวัง มันเป็นความต้องการนะ เราอยากเก่งขึ้นแหละ แต่ไม่ได้คาดหวังว่าฉันจะต้องเล่นหนังแล้วได้รางวัลปีละ 3 เรื่อง แค่อยากเก่งขึ้น ได้งานดี ๆ ทำ

การที่เป็นไอดอลมา 5 – 6 ปี หล่อหลอมอะไรเราบ้าง เหมือนเราโตมาในนี้เลย

หล่อหลอมให้อยู่เป็น ให้เจอจุดสมดุลในการเป็นตัวเองโดยที่อยู่กับคนอื่นได้ บางทีเป็นตัวเองเกินก็อยู่กับคนอื่นไม่ได้ เราทำงานกับคนที่หลากหลาย ก็ต้องปรับตัวให้หลากหลายตามเขาด้วย แต่ต้องไม่สูญเสียตัวเองไปเลย

แปลว่าถ้าไม่ได้เข้ามาที่นี่ คิดว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นแบบนี้เหรอ

ใช่ ก่อนเข้าวงก็คือไม่ค่อยแคร์ ไม่ค่อยประนีประนอมค่ะ อาจจะเพราะเราไม่ค่อยอยู่กับใครมาก เราอยู่แค่กับแก๊งเพื่อนของเราที่เข้าใจความเป็นเราอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้เดือดร้อน เราไม่รู้ด้วยว่าการที่เราเป็นตัวเราแบบนี้จะไปทำคนอื่นเดือดร้อนหรือเปล่า เพราะเราไม่ได้เจอคนเยอะ แต่พอเข้าวงก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่ได้ว่ะ แบบนี้มันอยู่ไม่ได้ ต้องปรับแล้ว

คิดว่าออกไปจะกลับสู่สภาพเดิมหรือเปล่า

ไม่ ไม่แล้วค่ะ (ตอบยิ้ม ๆ) ออกไปก็ต้องปรับไปเรื่อยเลย เพราะเราออกไปเจอโลกที่กว้างขึ้น ออกไปเจอคนเยอะขึ้นแน่นอน

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

หาตัวเองเจอ

คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาการจัดการและพัฒนาไอดอลและอินฟลูเอนเซอร์ ที่เรียนอยู่นี่เรียนอะไรบ้าง

มีเรียนร้อง เรียนเต้น เรียน ASEAN Music ถ้าวิชาของธุรกิจ (สาขาเดิม) ก็จะมีเรียน Aesthetic Listening เรียนวิเคราะห์ดนตรีพื้นฐาน เรียนวิชา PR เรียน Customer Behavior พวกวิชา Business ก็มี

คนที่เรียนคือเขาอยากเป็นไอดอลหรืออยากอยู่เบื้องหลัง

ถ้าเป็นธุรกิจดนตรีและบันเทิง สาขาเก่าหนู คือเป็นเบื้องหลัง แต่ถ้าสาขาใหม่ที่ย้ายมาน่าจะเบื้องหน้ามากกว่า แต่ก็เป็นเบื้องหลังได้ด้วย ถ้าจะเป็นเบื้องหลังก็เรียนให้รู้ว่าเบื้องหน้าต้องทำอะไร เบื้องหลังจะได้รับมือจัดการได้ถูกต้อง

ตอนแรกดูเป็นคนสายวิทย์นะ

ใช่ เรียนวิทย์มาตลอดชีวิต ตอนอยู่จุฬาฯ ก็ยังเรียนวิทย์ แต่พอคิดว่าคงไม่ได้ใช้แล้ว ก็ทิ้งเลย

จุดเปลี่ยนมันคืออะไร รู้สึกว่าเราไม่เอาแล้วเหรอ

ไม่ได้ไม่เอาแล้ว แต่มันจะไม่ได้ใช้แล้วในอนาคต ก็เลยไม่รู้จะเรียนไปทำไมค่ะ มันเสียตังค์อะเนอะ ค่าเทอมแพง (หัวเราะ) เราจะอยู่ในวงการบันเทิง ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในเบื้องหน้า ก็คงอยู่ในธุรกิจแวดวงนี้ หรือไม่ก็คงไปทำธุรกิจตัวเอง ถ้าจะใช้วิทย์มันคงไม่ถึงขั้นต้องเรียนมหา’ลัย หรือเรียนเฉพาะเจาะจงไปขนาดนั้น

เรียกว่าหาตัวเองเจอแล้วหรือเปล่า

ช่าย (ลากเสียง) คนอื่นเขาอาจจะเรียนมหา’ลัยเพื่อหาสิ่งที่ชอบ หางานที่ชอบ เราข้ามขั้นตอนไปแล้ว แต่พอเจองานที่ชอบก็มีปัญหาเหมือนกันว่าจะเรียนไปทำไม เพราะเราเจองานแล้ว

แล้วพอเข้าไปเรียน เรามีมุมมองต่อวงการไอดอลเปลี่ยนไปไหม

ไม่นะ เราเป็นผู้รู้ในวงการ (หัวเราะ) เข้าไปแนะนำคนอื่นได้มากกว่า ถ้าน้อง ๆ ถามเราก็ตอบได้

จริง ๆ ในอนาคตอยากลองเป็นเบื้องหลังไหม ไม่ต้องที่นี่ก็ได้นะ

ช่วยดูได้ เป็นที่ปรึกษาได้ แต่คุมทั้งหมดอาจจะไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราจัดการตัวเองได้ดีกว่าจัดการคนอื่น

เวลาไปเอาต์ติ้ง เขาจะมีการแบ่งคนตามสี สีแดงกับเขียวที่คนเยอะมาก สีเหลืองกับน้ำเงินจะเป็นส่วนน้อย เขาเปรียบเทียบว่าสมมติจะไปเดินทางต่างจังหวัดวันเสาร์ สีแดงจะจัดกระเป๋าเช้าวันเสาร์แบบโยนทุกอย่างเข้าไปแล้วไปเลย เป็นพวกที่ลงมือทำเลย ไม่ค่อยคิด สีเขียวจะเป็นพวกมีเช็กลิสต์ 1 2 3 4 ถ้ามีครบก็ไป สีเหลืองจะยาก ๆ หน่อย ไม่หลุดโลกไปเลย ก็เป็นพวกธรรมะธรรมโม ส่วนหนูเป็นสีน้ำเงิน เป็นพวกคิดแล้วคิดอีก จัดตั้งแต่วันเสาร์ที่แล้วจนถึงวันเสาร์สุดท้ายแล้วค่อยปิดกระเป๋าแล้วค่อยไป อาจจะไม่เหมาะกับการเป็นเบื้องหลัง

คิดเยอะ ๆ ไม่ปวดหัวเหรอ

ชินแล้ว ขนาดอยู่บนห้องจะเดินลงไปทำ 2 – 3 อย่างข้างล่าง ยังคิดก่อนว่าต้องไปทำอันไหนก่อนถึงจะเซฟเวลาที่สุด (หัวเราะ) แต่เพราะอย่างนี้ สีน้ำเงินก็เลยรู้จักตัวเองนะ เราคิดเยอะ

คิดยังไงกับอุตสาหกรรมเพลงไทย อุตสาหกรรมไอดอลในตอนนี้บ้าง

ช่วงนี้ครึกครื้นดีนะ คนเยอะมาก ๆ เลย ย้อนกลับไปก่อน BNK48 ก็คือไม่มีเลย ไม่มีทั้งเกิร์ลกรุ๊ป ทั้งบอยแบนด์ เงียบเหงามาก แต่ตอนนี้มีเพื่อน ๆ รุ่นใกล้ ๆ กัน เป็นเหมือนเพื่อนคนละโรงเรียนที่ทำสิ่งเดียวกับเรา ดูสนุกสนานดี ยิ่งถ้ามีโอกาสได้มาคอลแลบกันยิ่งเจ๋ง

อยากให้วงการนี้ดีขึ้นยังไงบ้าง

เรื่องพื้นที่ ตอนนี้รายการโชว์มีแค่ T-POP STAGE ยังไม่ได้เยอะมากขนาดนั้น เห็นดราม่าที่วงดัง ๆ ไปลงสยามแล้วคนหาว่าแย่งพื้นที่ แต่เรารู้สึกว่าพื้นที่เราก็ไม่ได้เยอะเว้ย (หัวเราะ) ถึงเราจะมีเยอะกว่าคนอื่นก็รู้สึกว่ามันยังไม่ได้พอขนาดนั้น แล้วก็มีเรื่องการสนับสนุนที่จะโกอินเตอร์ด้วยค่ะที่ยังไม่เพียงพอ

จริง ๆ แล้ว ไอดอลไทยหรือเพลงไทย จะมีโอกาสเป็น Soft Power ในต่างประเทศได้ไหม

ได้นะ หนูว่าอย่าง MILLI ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ ในที่สุดก็ได้ชื่อว่านี่คือนักร้องไทย เอาจริง ๆ วงการบันเทิงไทยมีแฟนคลับต่างชาติเยอะจะตาย วงเราก็มีแฟนคลับจีน อินโด เยอะแยะเลย เพราะเขาชอบความเป็นไทย หนูว่ามันผลักดันได้

ถ้าจะไปขายต่างประเทศ หนูว่าแนวไหนก็ได้หมดแหละ ถ้ามันบังเอิญไปตรงจริต ไปตรงเทสเขา

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

ใครอยากเป็นเศรษฐี

(เจนนิษฐ์น่ะสิ เจนนิษฐ์น่ะสิ)

ถ้าไม่นับ Girls Don’t Cry ที่เป็นสารคดี Faces of Anne ก็เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของเจนนิษฐ์แล้ว รู้สึกยังไงบ้าง

รู้สึกว่าน่าจะออกมาดี (ยิ้ม) เชื่อใจ พี่เดช (คงเดช จาตุรันต์รัศมี) อยู่แล้ว ยังไม่ได้ดูนะ แต่พี่เดชกับพี่ป๊อปชอบแสดงว่ามันดี

หลายคนคงรู้สึกว่าแค่มีชื่อพี่เดชก็เชื่อใจได้ ว่าอย่างน้อยมันไม่ออกมาแย่แน่นอน อาจจะแค่ไม่ตรงเทสบางคน ผู้กำกับแต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่ส่วนตัวหนูชอบความคิดการตีความของพี่เดช แล้วก็การอธิบายให้เขาเข้าใจเวลาเขามากำกับเรา

เห็นว่าเรื่องนี้คนละแนวกับ Where We Belong ที่เจนนิษฐ์ให้พี่คงเดชเรื่องที่แล้ว คิดว่าอะไรที่เป็นลายเซ็นของผู้กำกับคนนี้

พี่เดชชอบใช้ตัวละครนำเป็นผู้หญิง เพราะว่าตัวเองมีลูกสาว เห็นลูกสาวเลยเอามาเขียน Where We Belong เรื่องนี้ก็เป็นผู้หญิงอีก ก็เลยรู้สึกว่าดูเป็นลายเซ็นช่วงนี้ของเขา

เราพัฒนาอะไรขึ้นมาจาก Where We Belong บ้าง

ในเรื่อง Acting เรื่องนี้ค่อนข้างจะคนละแบบ ยากกว่าด้วย Where We Belong อาจจะเข้าทางมากกว่าด้วยซ้ำ แต่คงพัฒนาในแง่ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ทำงานได้หน้าซีนได้เข้าใจมากขึ้น แต่ก็คงพูดไม่ได้เต็มปากว่าการแสดงพัฒนาอะไรขึ้นมา

ตอนถ่ายสนุกนะ พอมีเพื่อนมันก็จอย ๆ ได้เจอไม่กี่คนแต่ว่ามันก็สนุกกว่าเล่นคนเดียว (หัวเราะ)

ชอบเล่นหนังหรือว่าซีรีส์มากกว่า

ถนัดหนังมากกว่า ก็เลยเหมือนจะชอบมากกว่า แต่ว่าไม่ได้ไม่อยากเล่นซีรีส์นะ อยากออกจากเซฟโซนเหมือนกัน ควรจะทำให้ได้ทั้งหมด

วิธีเล่นเรามันอาจจะไปตรงกับ Pacing หนังมากกว่า หนังจอใหญ่กว่า เราเล่นน้อยกว่า ถ้าเล่นเยอะจะล้น แต่ว่าพอเป็นจอทีวีเราต้องเล่นใหญ่กว่า

ตอนนี้การแสดงเป็นแพสชันในชีวิตเรารึเปล่า

แพสชันคือเงิน (ยิ้มกริ่ม) ไม่หรอก 

(ผู้เขียน : น่าจะใช่แหละ)

เราชอบทำหลายอย่างไง แต่ว่าการที่เราจะไปทำหลายอย่างนั้นได้เราต้องมีเงิน ความสุขเราก็ต้องซื้อด้วยเงินด้วย 

ชีวิตนี้อยากทำมาหากินเหรอ

อยากรวย (หน้านิ่ง) รวยแล้วเราจะได้พาแม่ไปเที่ยว ชอบออกไปใช้ชีวิต แต่ออกเดินทางก็ต้องใช้ตังค์ไง อยากลองไปเรียนดำน้ำ เรียนวาดรูป ก็ใช้ตังค์ เราก็เลยมีแพสชันเป็นเงิน

ที่ว่าอยากออกไปใช้ชีวิตมันคืออะไรบ้าง ไปเจอโลกกว้างเหรอ

ใช่ ไปเจอคนอื่น ทำอะไรใหม่ ๆ แค่ออกไปเจอคนอื่นก็ต้องใช้ตังค์แล้ว ค่าเดินทาง ค่าข้าว ค่าน้ำ

แสดงว่าแพสชันจริง ๆ ไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นผลลัพธ์ที่ได้จากอาชีพ

ใช่ แต่ก็ชอบทำงานด้วยนะ (หัวเราะ)

ชอบอะไรมากกว่าระหว่างการเป็นคนรวยกับการทำงาน

อยากเป็นคนรวยที่มีงานดี ๆ ทำ (หัวเราะ) รวยมาก ๆ ก็ยังอยากทำงานดี ๆ อยู่ดี

เปิดใจ เจนนิษฐ์ BNK48 เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตไอดอลที่ผ่านมา และมุมมองต่ออนาคตนอกวงที่กำลังจะมาถึง

ถูกหวยร้อยล้านก็ยังจะเล่นหนัง?

ใช่ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะเล่นโดยไม่หวังเงินแล้ว เราจะเล่นเพราะเราอยากเล่น

จริง ๆ แล้วอยากทำงานแบบไหน อยากเป็นนักแสดงหรือเป็นไอดอล

ชอบทำทั้งหมด (หัวเราะ) ทุกอย่างในวงการบันเทิงที่เคยทำมาก็รู้สึกโอเคหมดเลย ต่อไปจะเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ใครจ้างอะไรก็คงทำ เป็นพิธีกร เป็นนักแสดง

ส่วนงานเพลงก็ยังอยากทำอยู่ แต่คงไม่ได้เป็นวงแล้ว เราชอบฟังหลายแนว เพลงร็อกก็ชอบ เพลงป๊อปก็ชอบ เพลงบัลลาดก็ชอบ ถ้ามีโอกาสทำได้ก็อยากทำหมดเลย

อยากมีชีวิตแบบไหนในวัยผู้ใหญ่

คำตอบจะมีแต่อยากรวย (หัวเราะ) พอรวยแล้วจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ อย่างน้อยมันก็ซื้อความสะดวกสบายได้ เราอาจจะชิลล์ขึ้นในประเทศที่ต้องใช้เวลาเดินทางเยอะเหลือเกิน แล้วก็มีตังค์จ้างแม่บ้าน แม่จะได้ไม่ต้องทำงานบ้าน (หัวเราะ) 

ถ้าป๊ากับแม่อยากทำธุรกิจต่อ ก็คงเอาเงินไปช่วย จะรีโนเวตร้านใด ๆ ก็ว่าไป อยากสร้างบ้านใหม่ก็สร้าง

เรื่องมีครอบครัว เมื่อก่อนเคยคิดว่าจะแต่งงานสัก 28 แต่ตอนนี้คิดว่า 38 ก็อาจจะยังไม่ได้แต่ง (หัวเราะ) แม่มีลูกตอน 30 รู้สึกว่าแม่มีลูกช้าเกินไป ก็เลยคิดว่าเราต้องแต่งก่อน แต่ดูทรงแล้วคนแต่งช้าลงทุกวัน ตอนนี้ 22 แล้ว 30 กว่าคงยังทำงานอยู่แน่นอน

สรุปก็คืออยากแต่งงาน ใช้ชีวิตผาสุข รวย แล้วก็ไปเที่ยว

ใช่ เขาบอกว่าถ้าเรารวย เราก็จะเป็นคนดีได้ ถ้าเรารวยแล้วเราก็จะมีน้ำใจช่วยคนอื่นได้โดยไม่ต้องห่วงตัวเอง ไม่ใช่ว่าไม่รวยแล้วจะเป็นคนดีไม่ได้นะ แต่ถ้ารวยแล้วเราจะเป็นคนดีง่ายขึ้น ให้เห็นภาพนะ สมมติเราอยากช่วยคุณยายข้างทางซื้อของ เราก็จะรู้สึกว่าลำบากตัวเองนิดหนึ่งใช่ไหม แต่ถ้าเป็นคนรวยเราก็ซื้อแบบมีปัญหาการเงินน้อยลง

22 ปีที่ผ่านมาทำให้เราตกตะกอนเรื่องอะไรบ้าง

หนูว่าน่าจะปลงกับชีวิตกับเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น จะเรียกว่าตกตะกอนไหมไม่แน่ใจ น่าจะใช้ชีวิตด้วยแนวคิดที่ไม่ได้เปลี่ยนมากจากตอนเด็กจนถึงตอนโต เป็นคนที่มีทัศนคติที่ใกล้เคียงเดิม มีแค่ปลงกับไม่คาดหวังในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น 

เราก็เป็นเราเหมือนเดิม แค่มีสิ่งเพิ่มเติมมา

ได้ข้อสรุปไหมว่า เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ เป็นใคร

เป็นคนที่ชอบทำงาน (หัวเราะ) เป็นคน Super Extrovert ออกไปเจอคนแปลกหน้าก็ชวนทุกคนคุยได้โดยไม่อึดอัด สามารถออกไปแฮงก์เอาต์กับคนแปลกหน้าได้ ชอบพบปะ ชอบทำงานกับคนใหม่ ๆ เจอคนใหม่ ๆ แล้วก็เป็นคนใช้ชีวิตเต็มที่

ในฐานะที่สเต็ปต่อไปของชีวิตกำลังจะมาถึง อยากจะบอกอะไรกับคนที่มองมาที่เราบ้าง

อืม (คิดนาน) 

น่าจะไม่ได้หายไปไหนค่ะ น่าจะยังอยู่ในวงการบันเทิงต่อ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหนูค่ะ (หัวเราะ) น่าจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองไปได้เรื่อย ๆ หนูหาตัวเองเจอแล้ว มีเส้นทางที่ชัดเจน ถ้ายังอยากสนับสนุนกันต่อก็… ด้วยความยินดีค่ะ

หนูจะทำสิ่งที่ชอบไปเรื่อย ๆ ขอบคุณทุกการสนับสนุนที่ผ่านมา (ยิ้ม)

เปิดใจ เจนนิษฐ์ BNK48 เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตไอดอลที่ผ่านมา และมุมมองต่ออนาคตนอกวงที่กำลังจะมาถึง

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load