“พี่ชอบกินกาแฟกันไหมคะ”

มนุษย์ในเสื้อสเวตเตอร์ตัวโคร่ง มัดผมลวก ๆ ไว้ด้านหลัง ยื่นหน้ามาทักทายเราอย่างเป็นกันเอง

เธอคือ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม หรือ sarah salola นักร้องเดบิวต์ใหม่วัย 21 ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักในช่วงปีที่ผ่านมา จากเพลงฮิตของตัวเองอย่าง นะครับ (ได้ไหม) และล่าสุด จากเพลงที่คัฟเวอร์ร่วมกันกับ DoubleBam และ JIXGO อย่าง โต๊ะริม ซึ่งนอกจากเสียงเพราะ ๆ และฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ไม่ธรรมดาแล้ว ลุคที่ก้ำกึ่งว่าจะ Masculine หรือจะ Feminine ของเธอ ก็เป็นเสน่ห์ร้ายแรงสำหรับใครหลายคน

เราผู้เคยเห็นเธอแค่ในจอโทรศัพท์ ยอมรับว่าจังหวะนี้ออกจะแปลกใจกับบุคลิกตัวเป็น ๆ ที่ดูธรรมดาสามัญ ติดไปทางดุ๊กดิ๊กขี้เล่นของเธอ นึกว่าจะนิ่ง ๆ กว่านี้ซะอีก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

เราไม่ใช่คอกาแฟ อย่างมากก็สั่งแค่ลาเต้เย็นหวานน้อยพอให้รู้สึกว่าตื่นมาใช้ชีวิตได้ แต่ช่างภาพสาวที่มาด้วยกันดูเหมือนจะมาทางเดียวกับซาร่าห์ซึ่งเป็นบาริสต้าเก่า ซ้ำยังเป็นรุ่นพี่ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เธอเคยเรียนด้วย เธอจึงชวนช่างภาพของเราคุยได้ลื่นไหลราวกับรู้จักกันมาก่อน

“เขินอะ” ซาร่าห์ยิ้มออกตัว เมื่อเราบอกว่าจะเริ่มสัมภาษณ์ (จริง ๆ) แล้วนะ

เธอมองว่าตัวเองเป็นใคร มีความหวัง ความฝันอะไรในชีวิตบ้าง ณ ห้องจิบกาแฟของสตูดิโอค่าย marr วันนี้ เด็กเชียงใหม่อย่างซาร่าห์จะมาเปิดตัวตนในแง่มุมที่ลึกกว่าเดิม กับคอลัมน์ Talk of The Cloud

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ความฝัน (อันเร่าร้อน!)

ก่อนอื่น แนะนำตัวให้ฟังกันสักนิด

ได้ค่ะ (ทำท่ากระตือรือร้น) สวัสดีค่ะ sarah salola นะคะ ตอนนี้เป็นศิลปินภายใต้สังกัดค่าย marr ค่ะ

อยู่ค่าย marr มานานหรือยัง

ถ้านับจากตอนเดบิวต์ก็ประมาณ 8 เดือนค่ะ

ถือว่าเป็นที่รู้จักแล้วเนอะ เห็นตลอดเลย

ก็นิดหนึ่งค่ะ นิดหนึ่ง (ยิ้ม)

ขอย้อนอดีตหน่อย ก่อนที่จะเป็นซาร่าห์คนนี้ คุณเคยเป็นเด็กยังไงมาก่อน

เป็นเด็กดื้อค่ะ (หัวเราะ) พูดเล่นค่ะ ไม่ดื้อก็ได้ อยู่เชียงใหม่ก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งนี่แหละ เรียน เล่นดนตรี ทำกิจกรรม แต่ไลฟ์สไตล์เราก็จะเป็นชาวเหนือ ช้า ๆ หน่อย

ที่เขาบอกกันว่าชาวเหนือช้านี่คือเรื่องจริงใช่ไหม

เรื่องจริงค่ะ! คือเหมือนทุกอย่างมันจะสโลว์ อย่างตอนนี้เราคุยกันอยู่ใช่ไหมคะ ถ้ากลับไปอยู่เชียงใหม่ก็คือ… มองหน้าก่อนแล้วค่อยพูด (ทุกคนขำ) จริง ๆ ค่ะ จริง ๆ มันเรื่อย ๆ มาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

คุณเริ่มสนใจการร้องเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่

ถ้าสนใจแบบจริงจังประมาณ ม.ปลาย ค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นก็ร้องบ้าง เพราะที่บ้านคุณพ่อชอบร้องคาราโอเกะ

ปกติคุณพ่อร้องแนวไหน

อู้หู ร้อง Bodyslam, Big Ass อะไรอย่างนั้นเลยค่ะ ซึ่งร่าห์ก็มีดนตรีร็อกในหัวใจเพราะซึมซับจากพ่อ ส่วนแม่จะเป็น หญิง ธิติกานต์ แล้วร่าห์ร้องได้ด้วยนะ ก็ร้องให้เขาฟัง (หัวเราะ) ได้มาหมดเลย ลูกทุ่งก็ชอบเหมือนกัน ร้องได้นิดหน่อย ร่าห์ชอบทุกแนวจริง ๆ

แต่คุณพ่อไม่ได้เป็นนักดนตรี

ไม่ได้เป็น ที่บ้านไม่ได้มีใครเป็นนักดนตรีเลย แต่ว่าชอบร้องเพลงเฉย ๆ มีร่าห์นี่แหละที่กระโดดออกมา

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ว่าคุณมีพ่อเป็นไอดอล แต่ได้ยินว่าจริง ๆ แล้วคุณพ่อไม่ได้สนับสนุนให้เป็นนักร้องใช่ไหม

ใช่ ทุกอย่างที่เราชอบ ร่าห์น่าจะซึมซับมาจากพ่อนี่แหละ เพราะพ่อชอบร้องเพลง เราก็เลยชอบร้องตาม ซึ่งเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราชอบ เพิ่งรู้ตัวตอนมัธยมปลาย แต่เหมือนกับว่าจริง ๆ แล้วเขาอยากให้มันเป็นงานอดิเรก เขาไม่ได้เข้าใจเส้นทางวัยรุ่นอันเร่าร้อนของเรา (ทำท่าวัยรุ่นอันเร่าร้อน) ความคิดมันคนละแบบอะค่ะ ผู้ใหญ่เขามีแนวคิดอีกแบบหนึ่ง เขาเป็นห่วงแหละ

ตอน ม.ปลาย เราเริ่มแต่งเพลง นะครับ (ได้ไหม) แล้ว แล้วก็ทำยูทูบเป็นของตัวเอง แต่พอเขารู้ว่าเราชอบดนตรี เขาก็จะเข้ามาควบคุมให้มันเป็นไปในแบบที่เขาต้องการ ต้องอัดแบบนี้นะ นั่งท่านี้นะ เราไม่ชอบถูกควบคุมอยู่แล้ว เราก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เหมือนว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วย เราก็ต้องทำตาม เพราะเขาเป็นพ่อเป็นแม่เรา

แต่ยิ่งมันเป็นเรื่องดนตรี มันมีอารมณ์ มีศิลปะ มีทุกอย่างเกี่ยวกับจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง พอเขาเข้ามาควบคุมในแบบที่เราไม่ต้องการ เราก็ไม่ไหวแล้ว พอ 19 ก็เลยออกไปใช้ชีวิต

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ออกไปใช้ชีวิตคือ?

ออกไปจากบ้าน (หัวเราะ) ตอน 19 มหาลัยปี 1 ค่ะ แต่ยังอยู่ในเชียงใหม่นะคะ

เขาไม่ได้เข้าใจเลยว่าเราทำเพราะอะไร เมื่อเขาไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แค่ความคิดเห็นเราไม่ตรงกัน ก็เลยต้องแยกกันอยู่ ซึ่งในเมื่อร่าห์เลือกจะออกมาอยู่เอง ก็ต้องอยู่ให้ได้ หาประสบการณ์ หาเงินเองด้วย ช่วงแรก ๆ มีไม่ไหวบ้างด้วยความที่เราเป็นเด็ก เราก็ต้องขอจากเขามาก่อน พอหลัง ๆ ก็เริ่มใหม่

สิ่งที่เราทำในตอนนั้นคืออะไร

เขาชอบพูดว่าไม่ให้เราไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ห้ามทำงานหนัก พอออกจากบ้านมา ร่าห์ก็ไปเป็นในแบบที่เขาไม่อยากให้เป็น (หัวเราะ)

ร่าห์ทำงานดนตรีกลางคืนค่ะ ร้องเพลงทุกวัน ร้านไหนติดต่อมาเอาหมด ให้มีเงินประทังชีพตัวเองได้ในแต่ละเดือน แล้วก็เริ่มไปสมัครพาร์ตไทม์ร้านกาแฟ ซึ่งอันนี้แหละที่เปลี่ยนความคิดไปพอสมควร ออกจากบ้านมามันก็เป็นอีกสังคมหนึ่งที่เราต้องอยู่ให้ได้

พอได้ออกมาเล่นดนตรีสมใจอยากแล้วเรารู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นเราทำ 3 เดือนติดต่อกัน เล่นทุกวัน ทุกคืน จากที่รู้สึกว่า หูย ดีนะที่พ่อแม่ไม่เชื่อว่าเราทำได้ เราก็ทำได้นี่ แต่มาวันหนึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างนี้แล้วต่อไปจะยังไงต่อ เราต้องวนลูปเดิมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เหรอ

อยู่ดี ๆ แพสชันเรื่องดนตรีหรือความรู้สึกอยากเขียนเพลงเมื่อก่อนมันก็หายไป กลายเป็นว่าเราไปโฟกัสว่าต้องทำงาน ก็แค่ต้องร้องไป ไม่มีความรู้สึก

เป็นเพราะว่าเราทำเยอะเกินไปเหรอ

ใช่ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าทำทำไม คือให้ร่าห์ร้องเพลงไปเรื่อย ๆ เล่นกีตาร์ตัวเดิม มันก็จำเจ เลยมานั่งทบทวนตัวเอง

เราลองเล่นดนตรีน้อยลง มาหาประสบการณ์เรื่องกาแฟแทน กลายเป็นว่าพอเราออกห่าง มีสเปซมากขึ้น แล้วเริ่มเห็นมวลแพสชันของคนอื่น ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า อ้าว เขาก็ร้องเพลงกลางคืนเหมือนเรา แต่ทำไมเวลาร้องเพลงเขาดูมีความสุขมาก ๆ ทำไมเราไม่รู้สึกแบบนั้น เลยไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่ ๆ พวกนี้

พอเริ่มพูดคุย แพสชันก็กลับมาพร้อมกับความอยากเติบโตขึ้นทางด้านดนตรี เราอยากมีทักษะมากขึ้น เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราไม่เก่ง ต้องมีคนอื่นนำ แล้วเราก็อยากเติบโตด้านความคิดและการทำงานด้วย เลยปรึกษากับบอสใหญ่ที่ร้านกาแฟและอีกหลาย ๆ คน จนเริ่มคิดว่าต้องมีจุดเปลี่ยนแล้วแหละ อยู่แบบนี้ไม่ไหว

คงต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่กลับไปทำเพลงก็ต้องไปเรียนอะไรเพิ่ม หรืออีกหนึ่งความคิดก็คือค่ายเพลง ที่พ่อกับแม่ไม่อยากให้เข้า (ยิ้ม) เราอยากทำงานเป็นทีม ต้องยอมรับว่าเราหาตัวเองไม่เจอ เราต้องไปเพื่อค้นหา ไม่ได้ไปเพื่อสำเร็จ

คิดว่าการเข้าค่ายเพลงมันช่วยค้นหาตัวเองเหรอ

ช่วยค่ะ ช่วยมาก ตอนนี้ก็ยังค้นหาอยู่ แล้วก็ค้นพบเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย น่าแปลกใจมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ไกลบ้าน (กว่าเดิม)

แล้วเป็นไงมาไงคุณถึงเข้ามาสังกัดค่ายได้

พอนึกถึงค่ายปุ๊บ พอดิบพอดีว่า พี่ลูมู-ธนัญญา วัฒนกรการุณย์ มาสเกาต์ เขาเห็นเพลง นะครับ (ได้ไหม) ไม่เห็นหน้าร่าห์ด้วย เราไม่ได้ถ่ายหน้าลง ติสต์เกิ๊น (หัวเราะ) เราลงเป็น Audio แบบวงเล็บ Acoustic Version พอเห็นเพลงนั้น เขาก็ตามไปดูในไอจี ซึ่งก็มีรูปเราอยู่บ้าง

เขาบอกเราไหมว่าเขาเห็นอะไรในเพลง นะครับ (ได้ไหม)

เท่าที่ถาม เขาบอกว่ามันคือเพลงเพลงหนึ่งที่มีคุณภาพ ณ ช่วงเวลานั้น ณ อายุนั้น ร่าห์อายุ 19 แล้วก็ทำเพลงนั้น มันสุด ๆ ของเด็กคนนั้นแล้ว (หัวเราะ) เขาน่าจะสนใจอยากคุยด้วย แล้วพอมาคุยกับพี่ลูมู และ พี่พัด-วรภัทร วงศ์สุคนธ์ กับ พี่ปาล์ม-ปวีร์ ปรีชาวีรกุล จากวง MEAN เราไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดไง เราพูดไม่รู้เรื่อง น่าจะยิ่งแบบ (ดีดนิ้ว) เอาเลย! ให้เราขึ้นมาเซ็นสัญญา

พอต้องขึ้นมาเซ็นสัญญาก็บอกพ่อเลยไหม

ไม่อยากบอก

แล้วไม่บอก? ได้เหรอ!

(หัวเราะ) บอก ๆ แต่แค่บอกเฉย ๆ ไม่ได้ขออนุญาต เพราะว่า… (นิ่งคิด) หลังจากที่เราออกจากบ้านมา เรารู้สึกว่าไม่ควรไปรบกวนเขาในการตัดสินใจแล้ว เราต้องตัดสินใจทุกอย่างเอง ให้เขาเป็นคนซัพพอร์ตความคิดเราดีกว่า คือถ้าเขาจะแย้งมาก็แย้งได้นะ แต่สุดท้ายแล้วร่าห์ต้องตัดสินใจเอง ก็เลยเซ็นเอง

พอเซ็นเสร็จร่าห์กลัวเขาไม่สบายใจ เลยให้เขาขึ้นมาเห็นว่าสภาพแวดล้อมมันเป็นแบบนี้นะ พอมาเห็นเขาก็สบายใจมากขึ้น พี่จี๊บ-เทพอาจ กวินอนันต์ พี่พัด พี่ปาล์ม แล้วก็พี่ ๆ ในทีมเขาจัดการคุยให้ น่ารักมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ตอนนี้มีกี่เพลงแล้วที่ปล่อยออกมา

ประมาณ 6 – 7 เพลงค่ะ ไม่รวมคัฟเวอร์มี ฝนตกในใจ, นะครับ (ได้ไหม), ขอโทษที่ไปคิดถึง, นะนะได้ไหม, รักไม่ยาก, วิวโปรดของฉันคือเธอ รวม 6 เพลง กำลังจะปล่อยเพลงที่ 7 ค่ะ (ตอนนี้ เอาใจลงไปเล่น ปล่อยแล้วทั้งเพลงและมิวสิกวิดีโอ)

ในระยะเวลา 8 เดือน!

ช่าย 8 เดือน โหดมาก สนุกค่ะสนุก ๆ

เทียบกับก่อนหน้านี้ พอเข้ามาสังกัดค่ายแล้ว ชีวิตของเราหรือความคิดของเราเกี่ยวกับการเล่นดนตรีเปลี่ยนไปไหม

เปลี่ยนค่ะ อย่างแรกที่เปลี่ยนคือระบบการทำงาน เมื่อก่อนเราทำงานคนเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็เลยเหนื่อย พลังงานหาย แต่พอมาอยู่ค่าย มันเหมือนถูกเฉือนออกเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์ เรามีคนอื่นในทีมที่ช่วยซัพพอร์ตด้วยอีก 50 เปอร์เซ็นต์ พอมาทำตรงนี้ก็เลยโฟกัสงานได้มากขึ้น แล้วอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เราจะได้ไปโฟกัสสิ่งอื่นค่ะ

แล้วก็มีเรื่องความคิดค่ะ รู้สึกว่าบางเรื่องเราคิดได้มากขึ้นจากการมาอยู่ค่าย ด้วยวิธีการทำงานของที่นี่ มันบีบให้เราต้องโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว พอมานั่งคุยกับตัวเอง ก็คิดว่าจริง ๆ ร่าห์ไม่ได้อยากโตขึ้นหรอก แต่บางเรื่องที่เมื่อก่อนเราไม่เคยทำ ก็ต้องทำและต้องควบคุมมันให้ได้ เพราะมันเป็นงาน ถ้าควบคุมมันไม่ได้ เราจะเสีย แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วไงคะ เมื่อไหร่ที่เราพลาด คนข้างหลังเขาก็จะพลาดด้วย

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

อย่างนี้แปลว่าเครียดไหม

เครียดไหม ก็… เป็นคนหมกมุ่น ซีเรียสกับการทำงานมาก ๆ แต่หลัง ๆ เริ่มดีขึ้นแล้ว พยายามเอามวลสารความเครียดไปพัฒนาเป็นพลังในการทำงานเพิ่มขึ้นอีก เอเนอจี้ก็เลยจะเยอะหน่อย

เทียบกับตอนที่ร้องกลางคืนกับตอนนี้ ตอนไหนเครียดกว่า

คนละแบบค่ะ (ยิ้ม) ตอนนั้นเครียดแล้วแย่กว่าตอนนี้ เครียดแล้วไม่อยากทำ แต่มาอยู่ตรงนี้เราเครียด เราอยากทำอะไรต่อไป มันเป็นเครียดที่สนุก มาเลย เอาอีก! น่าจะเป็นเพราะว่าทุกคนที่นี่บอกเสมอว่าร่าห์ทำได้ ร่าห์ไม่ค่อยเชื่อในตัวเอง แต่ทุกคนที่นี่เชื่อในตัวร่าห์ มันเลยเป็นแรงผลักมาก ๆ ว่า โอเค ฉันทำได้ ไม่ว่ามันจะยากหรือง่าย

ตอนแรกมาอยู่ค่าย ร่าห์จะมีน้องคนหนึ่งที่ทำให้มั่นใจในการทำทุกอย่างมากขึ้นคือ น้องเฟิร์ส-อนุวัฒน์ แซ่โจว ตอนแรกร่าห์ยังไม่ปลดล็อกตัวเอง เฟิร์สนี่แหละเป็นคนทำให้ร่าห์ปลดล็อก มันจะมีอยู่คืนหนึ่งที่เราไปนั่งคุยกันเกี่ยวกับทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ร่าห์เครียดมากกับการอยู่ตรงนี้ รู้สึกคิดถึงบ้าน ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง มีวิธีจัดการแบบไหน แล้วเราต้องเริ่มยังไง ก็มีเฟิร์สนี่แหละที่ช่วย ทำให้รู้สึกว่าเราต้องทำแล้ว ไม่งั้นจะเสียดายเวลา และถ้าไม่ทำมันจะไม่เกิดขึ้น

ทุกอย่างที่ร่าห์เป็น ถ้าทุกคนมองว่าดีแล้ว เฟิร์สดียิ่งกว่า เขาเป็นคนที่โตมาก ๆ และให้คำปรึกษาเราได้ดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

นะครับ (ได้ไหม)

รู้สึกว่านอกจากเพลงแล้ว คนจะสนใจเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกและบุคลิกพอสมควรนะ

อืม มั้งคะ น่าจะมีส่วนด้วย เพราะบุคลิกเราเป็นแบบนี้ เราเป็น LGBTQIA+ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้จำกัดว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ชอบใครก็คือชอบ ชอบได้ทุกเพศไม่จำกัด คุยได้กับทุกคน แค่ส่วนใหญ่ที่ร่าห์คุยหรือคบจะเป็นผู้หญิง

แสดงว่ามีผู้ชายด้วย

มีคุย ๆ บ้าง ผู้ชายก็เคยคุย เราเป็นผู้หญิงนี่แหละ แต่แค่อาจจะดูห้าวหน่อย เรื่องสไตล์การแต่งตัว จริง ๆ ร่าห์แต่งได้หมดเลยนะ แค่รู้สึกพอใจและมั่นใจกับตัวเองในการแต่งตัวแบบนี้ ใส่กางเกงยีนส์ กางเกงขายาว มันก็ปกติใช่ไหมคะ

แล้วจริง ๆ เรารู้ไหมว่าคนอื่นเขาสนใจในความที่เราเป็นแบบนี้

ตอนแรกไม่รู้ค่ะ ไม่ได้โฟกัสเลย เราก็เป็นของเราแบบนี้ แต่ตอนนี้เริ่มรู้แล้ว (หัวเราะ) คือเมื่อก่อนแม่จะถามตลอดว่าทำไมต้องใส่เสื้อเชิ้ตด้วย แม่ไม่เห็นด้วย ทุกเรื่องในชีวิตไม่เห็นด้วย แต่ตอนนี้ดีกันแล้วนะคะ คุยกันดีมากเหมือนได้พ่อแม่ใหม่ (หัวเราะ) คือเขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นชมว่า วันนี้แต่งตัวดีนะ เช็กในไอจี เนี่ย โอเคนะ น่ารักดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

ได้ไปเจอแฟนคลับมาบ้างแล้วใช่ไหม

เจอค่ะ เจอตามงาน ร่าห์ชอบคุยกับแฟนคลับ เวลาเล่นเสร็จร่าห์จะมาเจอแฟนคลับตลอด มาคุยมาถ่ายรูปก็จะยืนคุยเป็นพัก ๆ จำหน้าค่าตา เราจะถามเขาว่ารู้จักเราได้ยังไง เราอยากรู้ความเป็นไป อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเขา

ส่วนใหญ่เขาเป็นคนวัยไหนกัน

มีทุกวัยเลยค่ะ แต่ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน หลัง ๆ เริ่มมีผู้ใหญ่มาเอ็นดู มาชื่นชมในความเป็นเรา อารมณ์แบบ ลูกเอ๊ย… รู้สึกดีมาก แล้วก็มีเด็กมาดูด้วย น่ารักมาก ร่าห์เป็นคนชอบเด็กมาก เวลาเห็นเด็กร้องเพลงเรา ร่าห์แบบ โอ้โห หนูลูก

เวลาไปคุยกับแฟนคลับ เขาบอกไหมว่าเขาชอบอะไรในตัวเรา

ส่วนใหญ่เขาจะบอกว่าเรามีเสน่ห์ในความเป็นตัวเอง เป็นธรรมชาติ แล้วก็ดูเป็นคนตั้งใจ สิ่งที่เราภูมิใจมากคือ เขาดูออกว่าเราตั้งใจผลิตงานที่มีคุณภาพ เพราะมันเป็นแกนหลักที่ทำให้เรามาเป็นศิลปิน ถ้าเขาเห็นเราก็ดีใจ

ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซาร่าห์คิดว่าตัวเองควรจะได้แสดงออกทางเพศขนาดไหน

เอาจริง ๆ ไหม อย่างร่าห์เนี่ยถือว่าเป็นศิลปินที่เป็น LGBTQIA+ ใช่ไหมคะ แต่ด้วยความที่ร่าห์มองว่ามันปกติ ไม่ได้ไปโฟกัสว่าจะต้องแสดงออกยังไง แต่ร่าห์ทำมันเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนจะซึมซับไปเอง การที่เราเป็นตัวของตัวเองตามปกติมันคือการแสดงออกอย่างหนึ่ง

อย่างเพลง โต๊ะริม ที่เป็นไวรัลที่จีน หลายคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่าห์เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง พอเขารู้แล้วเขาก็แบบ เฮ้ย เธอเป็นผู้หญิงนี่ เธอเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ สิ่งนี้แหละมันทำให้เขาเริ่มสนใจเรื่องนี้ เรากำลังสื่อสารเรื่องนี้ให้เขาอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว

คือเราก็ทำของเราไป ให้เขาไปคิดต่อเอาเอง

ใช่ ให้ไปคิดต่อเอาเอง คือเขาอาจจะไม่เคยชอบแบบนี้มาก่อน แต่เขามาเจอเรา เขาชอบ นั่นคือสำเร็จ แสดงว่าคุณเริ่มให้ความเท่าเทียมในทางความรู้สึกบางอย่าง มันดีนะ ร่าห์เห็นผลตอบรับกับอะไรแบบนี้เยอะมากจากการที่ร่าห์ทำแบบนี้

ถือเป็นการขับเคลื่อนสังคมอีกแบบหนึ่งไหม

ใช่ ร่าห์มองว่ามันเป็นการขับเคลื่อนอีกแบบหนึ่ง เราคิดตลอดเวลาว่า เราจะออกมาเรียกร้องยังไงให้มันอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ร่าห์ก็ไม่ได้เก่งพอไง แค่รู้สึกว่าถ้าอยากให้เรื่องนี้มันทำงานได้ตลอด เราก็ต้องทำให้มันเป็นเรื่องปกติอยู่เสมอ

To Infinity (and Beyond)

ตอนนี้ซาร่าห์ก็มีไปออกงานหลายครั้งแล้ว เราเคยเห็นคลิปหลังเวทีคอนเสิร์ตที่หนึ่ง คุณดูตื้นตันมากนะ

อ๋อ (หัวเราะตัวเอง) อันนั้น CAT EXPO ค่ะ ที่มาที่ไปมันคือสมัยมัธยม ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่น เราอยากไปงานแคทอยู่แล้ว อยากไปดูแต่พ่อแม่ไม่ให้ไป ก็เลยพูดกับเพื่อนชื่อ ปังปอนด์ ไว้ว่า “มึงคอยดู! สักวันกูจะไปงานแคทให้ได้ ถ้ากูไม่ได้ไปร้อง กูก็จะไปเก็บสายไฟ” วันนั้นที่ได้ไปเล่นก็ไม่สนหรอกว่าเวทีไหน แต่เราได้ไปเล่นที่งานแคทอะ โอ้โหพระเจ้า! (น้ำตาคลอ) มันคือการเช็กถูกในลิสต์ที่เราเคยพูดไว้ในชีวิต พอเล่นแล้วทุกคนร้องเพลงเราได้ ทุกคนอินตาม

มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นนักดนตรี เขาอยู่ในทุก ๆ การผกผันของชีวิตร่าห์ชื่อ ดราก้อน drg. เป็นคนที่แต่งเพลง เรื่องราวที่เราเขียน แล้วก็ทำเพลงมาด้วยกัน วันนั้นร่าห์ให้เขามาเล่นเปียโนให้ เราก็น้ำตาแตกกันกลางเวที อะไรที่เคยพูดไว้มันทำได้แล้ว อยากให้เพื่อนได้เห็นว่าเพลงที่เราตั้งใจทำ มันส่งไปถึงคนดูนะ เพราะเพื่อนก็เป็นอีกคนที่มีความฝันเหมือนกัน

งาน CAT EXPO เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุดตั้งแต่เล่นมาเลยไหม

ใช่ค่ะ เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุด ณ ตอนนี้ เพราะมันเป็นความฝันที่ไม่คิดว่าจะเป็นจริง มันไกลมากค่ะ เราไม่ได้คาดคิด

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

จากวันนั้นเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน รู้สึกยังไงกับจุดที่เรามายืนวันนี้บ้าง

รู้สึกงง (หัวเราะ) มัน Fulfill ค่ะ มันไม่ใช่แค่การทำตามความฝัน แต่เป็นอีกสเต็ปหนึ่งแล้ว เพราะเราฝันแค่อยากไปงานแคท เราอยากเป็นศิลปิน แต่ตอนนี้มันไปไกลจนถึงขนาดร่าห์อยากทำอย่างอื่นด้วย อย่างเรื่องการแสดงหรือเรื่องเบื้องหลัง การทำภาพยนตร์

ตอนนี้กำลังจะเริ่มเรียนภาพยนตร์ ม.รังสิต เป็นเด็กทุนตัวน้อย ร่าห์กำลังสนใจภาพยนตร์อยู่ ซึ่งแต่ละอย่างที่มันเพิ่มขึ้นมา มันเชื่อมกันได้หมดเลย (ทำท่าตื่นเต้น) น่าจะสนุกมาก บ้าบอมาก เมื่อก่อนที่ไม่สนุก เพราะฝันแล้วทำไม่ได้ ดูไม่มีหนทาง แต่ตอนนี้มันกำลังมาแล้ว

ตอนนี้ sarah salola เริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว คุณรับมือยังไงกับชื่อเสียงที่ได้มา

ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ทำตัวปกติ เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองดังเลย แค่มีคนรู้จักมากขึ้น ร่าห์จะพยายามไม่โฟกัสว่าต้องทำอะไรยังไง แค่เป็นตัวเองให้เป็นมาตรฐานก็พอ แล้วเราจะไม่เหนื่อย เขามาเจอเราอีกกี่ที เราก็เป็นแบบนี้แหละ ข้างหลังเป็นยังไง ข้างหน้าต้องเป็นแบบนั้น

ถ้าถามว่าชีวิตนี้ซาร่าห์ต้องการอะไร จะตอบว่ายังไง

ความสุขค่ะ ทุกคนต้องการความสุข ความสุขที่หมายถึงคือ ร่าห์อยากใช้ชีวิตแบบปกติ วันข้างหน้าอาจจะทำอย่างอื่น วันนี้อาจจะทำอย่างนี้ พรุ่งนี้อาจจะทำอีกอย่าง แต่อย่างน้อยมันต้องมีความสุข เรื่องการทำเพลงนี่เมื่อก่อนเราไม่มีความสุขเลย แต่ตอนนี้มีความสุขก็เลยทำได้ เรามีความสุขเลยยอมเหนื่อย เรายอมรับทุกอย่างเพราะเรามีความสุขกว่าเดิม

พ่อแม่เห็นไหมว่าเรามีความสุขกว่าเดิม

เขาคงไม่ได้คิดว่าเรามีความสุขกว่าเดิม แต่คงคิดว่าเราโตขึ้นแล้ว ส่วนตัวเขาเอง ร่าห์ว่าเขาก็น่าจะมีความสุขนะที่ลูกคนเดียวของเขาไม่ได้แย่อะไร

เมื่อก่อนเวลาไปเจอคนที่คุณพ่อคุณแม่เคารพ เราก็จะทำตัวไม่ถูก เพราะเราไม่ได้เรียนเก่ง หลาย ๆ คนก็กดดัน แต่พอมาตอนนี้ เราพูดได้อย่างมั่นใจเวลาไปเจอผู้หลักผู้ใหญ่ว่าเรากำลังทำแบบนี้ ๆ อยู่นะคะ พ่อแม่ก็ยิ้ม เขาภูมิใจแหละ

ร่าห์เองก็ดีใจด้วยที่ยังไม่ตาย อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ)

“รู้จักกันมากขึ้นไหมคะ” ซาร่าห์ถามอย่างขี้เล่น หลังจากจบบทสนทนาอันเข้มข้นเมื่อครู่

แน่นอน เราตอบในใจ และมากกว่ารู้จัก คือเราประทับใจในการคุยกับมนุษย์อายุน้อยกว่าคนนี้ แต่ละเหตุการณ์ชีวิต แต่ละการตัดสินใจ แต่ละประโยคที่เธอเล่าออกมา เราสัมผัสได้ว่าเธอผ่านการครุ่นคิดเกี่ยวกับมันมาแล้วหลายตลบ และเมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากจะทำต่อไปในวันข้างหน้า แพสชันที่เธอมีก็เหลือเฟือ จนแผ่มาถึงเราที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะจิบกาแฟ

หวังว่าอนาคตเธอจะได้ทำทุกอย่างที่เธอหวัง ดีจริง ๆ ที่มีโอกาสได้มาคุยกับเธอในช่วงเริ่มต้นเส้นทางศิลปิน

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

นาทีนี้จะมีอะไร ‘แส้บ’ ไปกว่าการปรากฏตัวของยัยพริ้นส์ แห่ง WEBTOON ‘ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม’ ทุกคืนวันอาทิตย์

หลังจากที่ ‘พริ้นส์’ นักแสดงชื่อดังประสบความสำเร็จในฐานะ LGBTQIA+ ของวงการบันเทิงได้ไม่นาน เขาก็ตื่นขึ้นในร่างของท่านขุนยุคกรุงธนบุรีอย่าง ‘ขุนวรเดช’ ที่ ‘รักผู้ชาย’ เช่นเดียวกันกับเขา

การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้มีดีแค่ขายจิ้น ขายแฟนตาซีของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายที่ไม่มีอยู่จริง แต่นักเขียนยังมาพร้อมกับความตั้งใจจะสื่อสารเรื่องสิทธิเท่าเทียมของเพศหลากหลาย พ่วงมาด้วยประเด็นหนัก ๆ อย่างประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง ความเป็นธรรมในสังคม ชนชั้น และเรื่องแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่างเจเนอเรชัน

แม้ตอนเปิดตัวมาจะมีการสับขาหลอกว่าเป็นการ์ตูนตลกเบาสมอง แต่ยิ่งหลายตอนยิ่งดุเด็ดเผ็ดมัน จนเราเริ่มอยากรู้ว่าคนที่นั่งผลิตการ์ตูนอยู่หลังจอเป็นใคร วัน ๆ เขาเสพอะไร และมีเบื้องหลังการทำงานกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

เบนซ์-อริสรา ผาโคตร หรือ ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ นักเขียนการ์ตูนเจน Z ดาวรุ่ง อยู่ตรงนี้กับเราเพื่อตอบคำถามทั้งหมด

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

วัน ๆ ของ ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’

แนะนำตัวเองก่อน คุณเป็นใครกันนะ

สวัสดีค่ะ ชื่อเบนซ์ อายุ 24 ปี นามปากกาสำหรับงานเขียนการ์ตูนชื่อ ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ ส่วนงานภาพประกอบจะใช้นามปากกาว่า ArisaraFANART

เพิ่งเรียนจบมา 3 ปี จากสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรียนด้านกราฟิก ทำภาพประกอบ เราสนใจในด้านงานวาดการ์ตูน งานสื่อภาพยนตร์ แล้วก็งานเขียนด้วย ตั้งแต่เรียนจบมาก็เริ่มศึกษาด้านงานเขียนจริงจังค่ะ

เป็นคนสนใจประวัติศาสตร์เหรอ

มันเริ่มมาจากเราสนใจพวกประเด็นการเมืองก่อนค่ะ แล้วทีนี้เราก็ไปรู้จักกับแชนแนลที่เขาพูดเกี่ยวกับประเด็นสังคมต่าง ๆ ชื่อแชนแนล พูด ในช่องเขามีการนำเสนอเนื้อหาประวัติศาสตร์ในอีกมุมหนึ่งมาด้วย เราว่าประวัติศาสตร์ที่เขานำเสนอดูน่าสนใจดี เพราะต่างจากที่เรารู้มา เราเลยลองศึกษาด้านนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วก็อยากนำเสนอประวัติศาสตร์อีกมุมให้คนทั่วไปได้รู้ด้วย

ไอเดียเริ่มต้นของเรื่องนี้คืออะไร เริ่มจากเป็นการ์ตูนการเมือง การ์ตูนย้อนยุค หรือการ์ตูนวาย

ไอเดียเริ่มต้นมาจากที่เราดูซีรีส์เกาหลีแนวตลกการเมือง เรื่อง Mr. Queen แล้วเราก็คิดว่าถ้าแนวการเมืองของไทยเป็นพีเรียดน่าจะสนุกเหมือนกัน ถ้าเล่าในมุมตลกก็น่าจะย่อยง่าย เข้าถึงง่ายด้วยค่ะ

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

ตั้งใจจะสื่อสารประเด็นอะไรในการ์ตูนเรื่องนี้บ้าง

ตั้งใจจะสื่อเกี่ยวกับ LGBTQIA+ ตามที่เสนอตัวละครหลักเป็น LGBTQIA+ เลยค่ะ รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ความต่างของเจเนอเรชัน แล้วก็นำเสนอความเชื่อแนวคิดยุคก่อนที่สามารถสะท้อนมาให้เห็นถึงยุคนี้

เราสนใจเกี่ยวกับเรื่องสังคม มนุษย์ การเมือง และความเชื่อค่ะ

ที่เขียนวายนี่เป็นสาววายรึเปล่า

ใช่ค่ะ (หัวเราะ) งานก่อน ๆ ก็มีเขียนวายด้วย สมัยมัธยมเราเสพพวกสื่อบันเทิงวายญี่ปุ่น พอโตขึ้นมาก็พบว่าโลกความจริงมีอะไรที่กว้างกว่านั้น เราได้เจองานเขียนแนวต่าง ๆ ได้เจอความเป็นจริงที่ไม่ได้สวยหรู แฟนซี เหมือนการ์ตูนวายที่เราอ่านวัยเด็ก ช่วงหลังก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นแนววายแล้วค่ะ เริ่มเสพอะไรก็ได้ที่รู้สึกว่าเราสนุกและเอ็นจอยไปกับมัน

ทุกวันนี้เสพอะไรบ้าง

ปกติเสพสื่อหลายรูปแบบมากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีส์ การ์ตูน หรือแม้แต่เกมต่าง ๆ ตามประเด็นที่เราสนใจ ไม่จำกัดชาติ มีทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ฝรั่ง ไทย ลาว หมดทุกชาติเลยค่ะ

เวลาร่างหรือตัดเส้น เราเปิดสื่ออื่น ๆ เสพไปด้วยได้ ก็จะเปิดพวกซีรีส์หรือหนังกับผู้ช่วยดู แล้วก็วิเคราะห์โครงสร้างบทกันว่าเขาเล่าเรื่องยังไง เพื่อเอามาใช้ในงานค่ะ ล่าสุดก็ดูเรื่อง The Mist ไป แล้วชอบการนำเสนอประเด็นในเรื่องและการออกแบบโครงสร้างเรื่อง กับ Attack On Titan ที่มีการแทรกความเป็นมนุษย์ สังคม การเมือง ความเชื่อในเรื่องเหมือน The Mist ด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจด้านการเล่าเรื่องมาจากเรื่องพีเรียดเกาหลี แล้วก็มีศึกษาจาก WEBTOON เกาหลี อย่างเรื่อง ชิงชีวิตพลิกลิขิตชะตา ที่เขาเล่าประเด็นการเมืองได้สนุก และผสมความแฟนซีเข้าด้วยกันค่ะ

ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน

ทำไมถึงเลือกเซ็ตติ้งเป็นธนบุรี ปกติเขาไม่ค่อยย้อนไปธนบุรีกันเท่าไหร่ เหมือนเป็นยุคสมัยที่ถูกลืม

เซ็ตติ้งเรื่องจริงอยู่ที่ประมาณยุค ร.4 ขึ้นไปค่ะ แต่เราไม่อยากเขียนทับยุครัตนโกสินทร์ ก็เลยเลี่ยงเป็นโลกคู่ขนาน สร้างโลกขึ้นมาว่าเป็นยุคธนบุรีที่ราชวงศ์ดำเนินต่อมาได้เรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้ไม่เหมือนกับของจริง มีการนำปมปัญหาการเมืองในยุคนั้นมาใช้เพื่อจุดชนวน นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่เคยเกิดในยุคต่อมามารวมกันในเรื่อง ทำให้คนคาดเดาเนื้อหาจากประวัติศาสตร์จริงไม่ได้

เล่าให้ตอบโจทย์อุดมการณ์คนรุ่นใหม่?

ใช่ค่ะ อยากจะนำเสนอสื่อแนวพีเรียดที่คนรุ่นใหม่สนใจ เป็นแนวคิดของคนรุ่นใหม่

ได้อ้างอิงตัวละครในเรื่องมาจากใครในประวัติศาสตร์บ้างไหม

มีได้แรงบันดาลใจบางส่วนมาค่ะ

‘พระไชยเชษฐ์’ เราเอามาจากสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ เป็นกษัตริย์หุ่นเชิดที่ขึ้นมาปกครองในยุคกรุงศรีอยุธยา แล้วก็ถูกสมเด็จเจ้าพระยากลาโหมชิงอำนาจไป เป็นเด็กที่โดนให้อยู่ในเกมการเมืองโดยที่ตัวเองไม่ได้ต้องการ

ส่วน ‘หม่อมโกศล’ เอามาจากกรมหลวงรักษ์รณเรศค่ะ เป็นเสด็จในกรมช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถูกประหารในคดีกบฏ แล้วก็มีเรื่องเกี่ยวกับการเล่นสวาทเพราะว่าเป็น LGBTQIA+ ในยุคนั้นด้วย

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

เห็นเขียนว่ามีการสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่ด้วย ยังไงบ้าง

ใช่ค่ะ เพราะวัฒนธรรมไทยแท้ มีเรื่องกินหมาก พิธีกรรมทางศาสนา หรือการใช้ราชาศัพท์ ชื่อ ตำแหน่งขุนนางในยุคนั้น เราไม่ได้เขียนรายละเอียดตรงตามแบบนั้นเป๊ะค่ะ ก็เลยเขียนกำกับไปว่ามีการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา

แล้วตอนแรกที่เริ่มเขียนต่างชาติสนใจมากเลย เราเลยรู้สึกว่าต้องดัดแปลงให้มีความเป็นสากล เข้าใจง่ายขึ้น บริบทการเมืองอะไรในเรื่อง เราก็เลยไปรีเสิร์ชการเมืองของประเทศอื่น ๆ มาอ้างอิงให้เป็นสากลขึ้นด้วยค่ะ

นอกจากบริบทเรื่องการเมืองที่เป็นสากลขึ้น ก็มีเรื่องแนวคิดตัวละคร เรื่องมุกตลก คำศัพท์ในเรื่องที่เอามาเล่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงง่ายขึ้น และเรื่องชุดที่ไม่ไทยตามแบบเป๊ะ มีการดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยสากลมากขึ้น ให้คนทั่วไปรวมถึงต่างชาติเห็นแล้วรู้สึกสนใจ เคยอ่านพวกโรแมนซ์แฟนซีเกาหลีที่เขาเอาชุดยุโรปมาดัดแปลงให้สวยงาม เราเลยอยากให้เป็นแบบนั้น

ก็คือมีจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง

ใช่ค่ะ แต่รวม ๆ ค่อนข้างจะไม่จริง

เห็นพูดเรื่องประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนด้วย ถึงตัวเอก ‘พริ้นส์’ จะเป็นลูกอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ก็ใช่จะรู้ว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้น

ใช่ค่ะ ต้องการเล่นเรื่องประวัติศาสตร์ในหนังสือเรียนของไทยที่ไม่ได้ให้เห็นแง่มุมอื่น ๆ เท่าไหร่ ยังนำเสนอแค่ในแง่มุมเดียวคือมุมของราชาชาตินิยม

เอาตามตรงเราอยากให้มีการชำระประวัติศาสตร์ คนจะได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในแง่มุมอื่นด้วย เกิดการคิดหลายด้าน สามารถถกเถียงกันในหลายแง่มุม เพื่อที่จะได้เรียนรู้ต่อไปด้วย

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

แล้วก็ไม่ได้ย้อนไปเฉย ๆ พริ้นส์พยายามที่จะ ‘พลิกประวัติศาสตร์’ ด้วย

ตอนแรกที่เปิดเรื่องมา เราต้องการให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าคนนั้นจะสนใจการเมืองหรือไม่ก็ตาม แล้วพอเขาตามอ่านไปเรื่อย ๆ ก็จะพบว่าสอดแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์หรือการเมืองเข้าไป ให้ได้เห็นภาพชัดขึ้นแล้วอินไปกับตัวละครที่กำลังเผชิญกับเหตุการณ์นั้น ๆ 

พริ้นส์ เป็นเหมือนตัวแทนคนทั่วไปที่ไม่ได้รู้เรื่องประวัติศาสตร์ในตอนต้น แล้วถูกโยนเข้าไปในปัญหานี้ ก็เลยพยายามที่จะทำอะไรสักอย่าง เพราะว่าตัวละครได้รับรู้แล้วว่าการเมืองมีผลกับตัวเอง ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างตัวเองก็จะเสียประโยชน์

ทำไมถึงให้พริ้นส์เป็นดารา และให้วรเดชเป็นลูกเจ้าพระยา ดูเป็นคนที่มีสถานะทางสังคมทั้งคู่เลย

คนที่มีพริวิเลจบางคนอาจจะไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของปัญหาและมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว การที่เราโยนปัญหานี้ให้ตัวละครที่มีพริวิเลจเลยเกิดเป็นคอนฟลิกต์ในเรื่อง ทำให้เห็นว่ามันมีปัญหาอยู่นะ

เปิดเรื่องมา พริ้นส์มองว่าตัวเองอยู่ในโลกที่ทุกคนยอมรับเพราะมีพรีวิลเลจอยู่ พอย้อนมาในอดีตก็ทำให้เห็นถึงปัญหามากขึ้น

ส่วนตัววรเดชในยุคก่อน เห็นถึงปัญหาแต่แรก เพราะต่อให้มีพริวิเลจ ก็เจอปัญหาที่กฎหมายก็บอกว่าตัวตนเขาเป็นเรื่องผิด เพราะในเรื่องเราเซ็ตให้ LGBTQIA+ มีความผิดทางกฎหมายค่ะ

เรารู้สึกว่าทั้งพริ้นส์ทั้งวรเดชก็เหมือนกัน ตรงที่มองว่าการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศด้วย เหมือนคนรุ่นใหม่ในตอนนี้ที่มองมันเป็นเรื่องเดียวกัน

ในเรื่องเราเซ็ตว่าชนชั้นปกครองใช้ความเชื่อในการปกครองคนและทำให้ชาวบ้านเชื่อตาม เลยมาผูกกับเรื่องเพศ เพราะความอคติทางเพศทั้งหลายมันก็เกิดจากความเชื่อที่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น เท่าที่ดู มีหลายวัฒนธรรมในโลกนี้ที่มองว่า LGBTQIA+ เป็นเรื่องปกติ แล้วก็มีบางวัฒนธรรมที่เขาปลูกฝังคนของเขาให้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดธรรมชาติ เราว่าเรื่องนี้มันเกิดมาจากอคติที่สอนกันมารุ่นต่อรุ่นค่ะ

เลยอยากทำให้คนเริ่มรู้สึกตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมที่มีอคติต่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง และลองคิดทบทวนด้วยตัวเองว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น มากกว่ายอมเชื่อตามที่เขาบอกมาไปเลย

คุณอยากเห็นอะไรในเรื่องของ LGBTQIA+

อยากเห็นการที่ LGBTQIA+ ได้รับสิทธิเท่าเทียมเหมือนเพศชายหญิงทุกอย่าง อยากให้คนมอง LGBTQIA+ เป็นเพศของมนุษย์ทั่วไป ไม่อยากให้มองว่าแปลกแยก

เมื่อเจน Z จับ (เมาส์) ปากกา

หาข้อมูลเยอะไหม

ค่อนข้างเยอะค่ะ หาข้อมูลประมาณ 1 ปี พื้นฐานเราเป็นคนไม่ได้มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ เลยต้องรีเสิร์ชตั้งแต่ประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์รอบโลกอ้างอิงบริบทในไทยยุคนั้นด้วยค่ะ

ตอนนี้รีเสิร์ชข้อมูลแล้ววางโครงสร้างเรื่องรวม ๆ เสร็จแล้วค่ะ แต่ระหว่างนี้ก็มีไปเรียนเพิ่มเกี่ยวกับการเล่าเรื่อง การเขียนบท เพื่อให้งานออกมาดีมากขึ้น แล้วก็มีการศึกษาตามเพจของนักเขียนบทที่แชร์เทคนิคการเขียน ระหว่างทำงานก็ดูยูทูบเบอร์ที่ทำงานเบื้องหลังภาพยนตร์มาแชร์ทริคการเล่าเรื่องไปด้วย ก็เลยต้องมีปรับแก้งานเพิ่มระหว่างทาง เพื่อให้ให้เมสเสจที่อยากจะเล่ามันชัดขึ้น งานสนุกขึ้น คนจะได้รับสารได้ง่ายขึ้นด้วย

มีฟีดแบ็กแง่ลบบ้างรึเปล่า

ฟีดแบ็กตอนลงมีแค่ส่วนน้อยเลยค่ะ ที่เขาไม่พอใจ LGBTQIA+ อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่การ์ตูนวายจะโดนค่ะ ก็เลยทำใจ (หัวเราะ)

เรื่องประวัติศาสตร์ทั้งหลายนี่ไม่โดนทัวร์ลงเหรอ

ประวัติศาสตร์มีแค่คนมาถกเถียงประเด็นในเรื่องกัน แต่ในเรื่องก็ยังไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งที่ตัวละครทำถูกหรือผิด เขาก็เลยดีเบตกันเพื่อวิเคราะห์และนำเสนอแนวคิดตัวเองเฉย ๆ ค่ะ ไม่ได้ติที่ตัวเรื่อง เหมือนดีเบตเพื่อแชร์ข้อมูลให้คนอ่านคนอื่น ๆ ด้วย

ที่จริงเรื่องนี้ ตอนต้นทัศนคติค่อนข้างไปทางคนรุ่นใหม่เพราะเล่าเรื่องผ่านตัวพริ้นส์ แต่ช่วงหลัง ๆ ตัวละครก็จะได้เห็นหลาย ๆ ทัศนคติของคนแต่ละกลุ่มมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าควรจะให้พื้นที่สื่อสำหรับคนที่คิดต่างจากเราในการนำเสนอแง่มุมของเขาด้วย

ระหว่างทำเรื่องนี้เราก็รีเสิร์ชข้อมูล โดยการไปคุยกับคนกลุ่มที่เขามีแนวคิดคนละอย่างกับเราตามกลุ่ม ตามเพจประวัติศาสตร์ในเฟซบุ๊กด้วย เพราะอยากรู้มุมมองของเขาบางจุดค่ะ บางทีเราก็ชอบไปดูคนแชร์แนวคิดกันตามกระทู้ บางทีก็ไปฟังสัมมนาที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยมาดีเบตกันในประเด็นประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ทำให้เห็นหลาย ๆ มุมน่าสนใจดีค่ะ

แล้วคุณก็เสนอหลาย ๆ มุม ไม่ได้เฉลยใช่ไหมว่าตัวเองมีทัศนคติอย่างไรต่อเรื่องต่าง ๆ

ใช่ค่ะ ให้คนอ่านสามารถตีความตัดสินในแบบของตัวเอง ไม่ได้ชักจูงไปทางใดทางหนึ่ง เพราะส่วนตัวเรามองว่าแนวคิด กระแสโลกมันเปลี่ยนตลอดเวลา เรื่องที่เรามั่นใจว่าคิดถูกอาจจะไม่เสมอไป และพร้อมจะรับแนวคิดใหม่ ๆ ตลอดค่ะ

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

คนอ่านเรื่องนี้เป็นใครกันบ้าง

มีบ้างที่เป็นกลุ่มที่สนใจการเมืองเข้ามาอ่าน แต่จะรองลงมาจากกลุ่มหลัก ๆ ที่เป็นกลุ่มสาววาย หรือกลุ่ม LGBTQIA+ ซึ่งยินดีนะคะที่ได้ให้ความบันเทิง แล้วได้แชร์เรื่องการเมืองหรือเมสเสจบางอย่างจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวให้เขารับรู้ไปด้วย เป็นการช่วยสื่อสารในแบบของเราค่ะ

แล้วก็มีกลุ่มวัยเด็ก ๆ ที่เข้ามาอ่านอีก อย่างหลานเราเขาก็อ่าน ทั้งที่น้องยังอยู่ประมาณประถมอยู่เลย น้องบอกไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาในเรื่อง แต่เห็นภาพสวยดีเลยเข้ามาอ่าน (หัวเราะ)

ดีใจที่แม้คนอาจจะยังไม่เข้าใจประเด็นในเรื่อง แต่ก็เข้ามาเสพความบันเทิงในเรื่องได้ ไว้ในอนาคตถ้าเขาโตขึ้นแล้วมาอ่านอีกรอบ เขาก็อาจจะได้รับเมสเสจอื่น ๆ นอกจากความบันเทิงด้วยค่ะ เหมือนพวกการ์ตูนที่อ่านในวัยเด็ก เราอ่านตอนแรกเพื่อความบันเทิง อาจจะไม่เข้าใจเรื่องในเชิงลึก แต่พอมาอ่านตอนโตที่เห็นโลกมากขึ้น ก็จะได้รับความรู้สึกอีกแบบค่ะ

มีการ์ตูนเรื่องไหนในชีวิตคุณที่เป็นแบบนั้นเหรอ

ล่าสุดเลยที่เพิ่งดูก็คือ Attack On Titan ค่ะ ตอนออกมาแรก ๆ เราก็ยังอยู่วัยมัธยม พอมาตอนนี้มาเสพอีกที นอกจากเรื่องไททันไล่กินคนแล้วก็เห็นแง่มุมการเมือง ความเชื่อ ความเป็นมนุษย์ ที่นักเขียนใส่มา

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

ผู้บริโภคหลักของ WEBTOON คือเจน Z คุณคิดยังไงกับคนรุ่นนี้

พอเราเป็นคนเจน Z เหมือนกันเลยเข้าใจคนกลุ่มนี้ค่ะ ในอนาคตกลุ่มนี้ต้องเป็นคนที่ขับเคลื่อนประเทศ หลายคนที่อาจจะดูสุดโต่งไป เขาแค่ต้องการนำเสนอแนวคิดของตัวเองค่ะ คนเจนอื่น ๆ อาจจะไม่ชินกับการนำเสนอแนวคิดด้วยวิธีแบบนี้ แต่ว่าเจตนาก็คือต้องการให้สังคมดีขึ้นเหมือนทุกเจนค่ะ ก็เลยคิดว่าต้องลองเปิดใจฟัง ไม่ว่าจะเป็นเจน Z กับเจนอื่น หรือเจนอื่นกับเจน Z ค่ะ

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนเจน Z ต้องการจะเสพ

เท่าที่เห็นตามทวิตเตอร์ กลุ่มที่ขับเคลื่อนสังคมต้องการเสพสื่อที่บันเทิงและเชื่อมโยงกับชีวิตเขา กับสังคม กับการเมือง แล้วก็ให้แง่มุมใหม่ ๆ กับเขาได้ ทำให้เขาต่อยอดทางความคิดได้ งานของเราก็ตั้งใจให้เขาก็ถูกใจ ทั้งในแง่ความบันเทิงและในแง่อื่น ๆ ด้วยค่ะ

ถ้าเรื่องนี้ปล่อยออกมาเมื่อ 5 ปีก่อนหรือ 20 ปีก่อน กระแสจะต่างจากตอนนี้ไหม

อืม… (นิ่งคิด) ตอนนี้คนที่อ่านส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว แต่ถ้าปล่อยเมื่อ 5 ปีก่อน คนอาจจะยังไม่เข้าใจ ถ้าเข้ามาอ่านประเด็นต่าง ๆ ในเรื่องอาจรู้สึกขัดกับความเชื่อที่บางคนยังยึดถืออยู่ อาจเกิดความสงสัยและตั้งคำถามกับงานก็ได้นะคะ คิดว่าเป็นอย่างนั้น

ส่วน 20 ปีก่อนอาจจะมีดราม่าหนักค่ะ เพราะเราเห็นจากคนเขียนหนังสือเรื่องหนึ่งที่เขานำเสนอในแง่มุมที่ไม่ตรงกับความคิดของคนในสังคมส่วนใหญ่ในตอนนั้น เขาเล่าว่าเขาโดนอะไรมาบ้าง ก็ค่อนข้างน่ากลัวและรุนแรงอยู่ค่ะ

เห็นในเครดิตมีผู้ช่วยหลายคนเลย

ใช่ค่ะ มีผู้ช่วยคนหนึ่ง เป็นเลขาจัดการทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะงานแก้ฟอนต์ ช่วยอัปโหลดงาน หรือช่วยลงสี แต่งเอฟเฟกต์ หาพร็อพ วาดพร็อพให้ ปั้นโมเดล ทำทุกอย่าง ช่วยเหมือนเป็นตัวเราอีกคนหนึ่งเลยค่ะ

ส่วนผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง จะเช็กพวกตัวอักษร เนื้อหา ดูสตอรี่บอร์ด แล้วก็มีให้ช่วยลงสี เพราะว่าสเกลงานหลัง ๆ มันเริ่มเยอะขึ้น

แล้วก็มีผู้ช่วยคนอื่นที่ไม่ได้จ้างประจำค่ะ เป็นเพื่อนและรุ่นน้องที่รู้จักกันมาช่วยงาน

กระบวนการวาด ต้องมีการปั้นโมเดลด้วยเหรอ

ใช่ค่ะ เพราะว่าเราเซ็ตติ้งเป็นไทยพีเรียด ถ้าจะให้ไปวาดวังเองเลยก็เหนื่อย ก็เลยปั้นโมเดลขึ้นมาใช้ได้หลาย ๆ ฉากดีกว่า ปกติฉากทั่วไปก็มีคนปั้นโมเดลให้เราซื้อใช้อยู่แล้ว แต่พอมาทำเซ็ตติ้งไทยพีเรียดเลยต้องทำขึ้นมาเองบางส่วน บางส่วนก็ใช้จาก คุณมุ (นักเขียน วันทองไร้ใจ) ที่ทำโมเดลฉากลงขายไว้ให้อยู่

พวกวัตถุดิบต่าง ๆ ลายไทย ชุดไทย ฉากที่เราทำบางส่วน ในอนาคตที่จบเรื่องนี้แล้ว ก็จะเอามาแจกจ่ายให้คนได้เอาไปใช้กันค่ะ กลุ่มคนอยากทำพีเรียดไทยจะได้มีเครื่องทุ่นแรงเหมือนฝั่งพีเรียดยุโรป เกาหลี ที่เขามีฉาก มีพร็อพ ให้พร้อม

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

รู้สึกยังไงบ้างที่คนอ่านเรื่องนี้เยอะมาก

รู้สึกดีใจค่ะและตกใจค่ะ ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ทั้งที่เพิ่งลง ตอนแรกก็กังวลว่าจะโดนติเรื่องเนื้อหาที่ไปยกพวกประวัติศาสตร์ในมุมใหม่มามั้ย แต่พอลงแล้วทุกคนชอบก็ดีใจค่ะ

สุดท้ายนี้ อยากบอกอะไรคนอ่าน

ขอบคุณนะคะ คิดอะไรไม่ออกแล้วนอกจากขอบคุณที่ตามอ่าน (ยิ้ม)

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

 ภาพ : ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load