“พี่ชอบกินกาแฟกันไหมคะ”

มนุษย์ในเสื้อสเวตเตอร์ตัวโคร่ง มัดผมลวก ๆ ไว้ด้านหลัง ยื่นหน้ามาทักทายเราอย่างเป็นกันเอง

เธอคือ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม หรือ sarah salola นักร้องเดบิวต์ใหม่วัย 21 ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักในช่วงปีที่ผ่านมา จากเพลงฮิตของตัวเองอย่าง นะครับ (ได้ไหม) และล่าสุด จากเพลงที่คัฟเวอร์ร่วมกันกับ DoubleBam และ JIXGO อย่าง โต๊ะริม ซึ่งนอกจากเสียงเพราะ ๆ และฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ไม่ธรรมดาแล้ว ลุคที่ก้ำกึ่งว่าจะ Masculine หรือจะ Feminine ของเธอ ก็เป็นเสน่ห์ร้ายแรงสำหรับใครหลายคน

เราผู้เคยเห็นเธอแค่ในจอโทรศัพท์ ยอมรับว่าจังหวะนี้ออกจะแปลกใจกับบุคลิกตัวเป็น ๆ ที่ดูธรรมดาสามัญ ติดไปทางดุ๊กดิ๊กขี้เล่นของเธอ นึกว่าจะนิ่ง ๆ กว่านี้ซะอีก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

เราไม่ใช่คอกาแฟ อย่างมากก็สั่งแค่ลาเต้เย็นหวานน้อยพอให้รู้สึกว่าตื่นมาใช้ชีวิตได้ แต่ช่างภาพสาวที่มาด้วยกันดูเหมือนจะมาทางเดียวกับซาร่าห์ซึ่งเป็นบาริสต้าเก่า ซ้ำยังเป็นรุ่นพี่ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เธอเคยเรียนด้วย เธอจึงชวนช่างภาพของเราคุยได้ลื่นไหลราวกับรู้จักกันมาก่อน

“เขินอะ” ซาร่าห์ยิ้มออกตัว เมื่อเราบอกว่าจะเริ่มสัมภาษณ์ (จริง ๆ) แล้วนะ

เธอมองว่าตัวเองเป็นใคร มีความหวัง ความฝันอะไรในชีวิตบ้าง ณ ห้องจิบกาแฟของสตูดิโอค่าย marr วันนี้ เด็กเชียงใหม่อย่างซาร่าห์จะมาเปิดตัวตนในแง่มุมที่ลึกกว่าเดิม กับคอลัมน์ Talk of The Cloud

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ความฝัน (อันเร่าร้อน!)

ก่อนอื่น แนะนำตัวให้ฟังกันสักนิด

ได้ค่ะ (ทำท่ากระตือรือร้น) สวัสดีค่ะ sarah salola นะคะ ตอนนี้เป็นศิลปินภายใต้สังกัดค่าย marr ค่ะ

อยู่ค่าย marr มานานหรือยัง

ถ้านับจากตอนเดบิวต์ก็ประมาณ 8 เดือนค่ะ

ถือว่าเป็นที่รู้จักแล้วเนอะ เห็นตลอดเลย

ก็นิดหนึ่งค่ะ นิดหนึ่ง (ยิ้ม)

ขอย้อนอดีตหน่อย ก่อนที่จะเป็นซาร่าห์คนนี้ คุณเคยเป็นเด็กยังไงมาก่อน

เป็นเด็กดื้อค่ะ (หัวเราะ) พูดเล่นค่ะ ไม่ดื้อก็ได้ อยู่เชียงใหม่ก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งนี่แหละ เรียน เล่นดนตรี ทำกิจกรรม แต่ไลฟ์สไตล์เราก็จะเป็นชาวเหนือ ช้า ๆ หน่อย

ที่เขาบอกกันว่าชาวเหนือช้านี่คือเรื่องจริงใช่ไหม

เรื่องจริงค่ะ! คือเหมือนทุกอย่างมันจะสโลว์ อย่างตอนนี้เราคุยกันอยู่ใช่ไหมคะ ถ้ากลับไปอยู่เชียงใหม่ก็คือ… มองหน้าก่อนแล้วค่อยพูด (ทุกคนขำ) จริง ๆ ค่ะ จริง ๆ มันเรื่อย ๆ มาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

คุณเริ่มสนใจการร้องเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่

ถ้าสนใจแบบจริงจังประมาณ ม.ปลาย ค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นก็ร้องบ้าง เพราะที่บ้านคุณพ่อชอบร้องคาราโอเกะ

ปกติคุณพ่อร้องแนวไหน

อู้หู ร้อง Bodyslam, Big Ass อะไรอย่างนั้นเลยค่ะ ซึ่งร่าห์ก็มีดนตรีร็อกในหัวใจเพราะซึมซับจากพ่อ ส่วนแม่จะเป็น หญิง ธิติกานต์ แล้วร่าห์ร้องได้ด้วยนะ ก็ร้องให้เขาฟัง (หัวเราะ) ได้มาหมดเลย ลูกทุ่งก็ชอบเหมือนกัน ร้องได้นิดหน่อย ร่าห์ชอบทุกแนวจริง ๆ

แต่คุณพ่อไม่ได้เป็นนักดนตรี

ไม่ได้เป็น ที่บ้านไม่ได้มีใครเป็นนักดนตรีเลย แต่ว่าชอบร้องเพลงเฉย ๆ มีร่าห์นี่แหละที่กระโดดออกมา

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ว่าคุณมีพ่อเป็นไอดอล แต่ได้ยินว่าจริง ๆ แล้วคุณพ่อไม่ได้สนับสนุนให้เป็นนักร้องใช่ไหม

ใช่ ทุกอย่างที่เราชอบ ร่าห์น่าจะซึมซับมาจากพ่อนี่แหละ เพราะพ่อชอบร้องเพลง เราก็เลยชอบร้องตาม ซึ่งเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราชอบ เพิ่งรู้ตัวตอนมัธยมปลาย แต่เหมือนกับว่าจริง ๆ แล้วเขาอยากให้มันเป็นงานอดิเรก เขาไม่ได้เข้าใจเส้นทางวัยรุ่นอันเร่าร้อนของเรา (ทำท่าวัยรุ่นอันเร่าร้อน) ความคิดมันคนละแบบอะค่ะ ผู้ใหญ่เขามีแนวคิดอีกแบบหนึ่ง เขาเป็นห่วงแหละ

ตอน ม.ปลาย เราเริ่มแต่งเพลง นะครับ (ได้ไหม) แล้ว แล้วก็ทำยูทูบเป็นของตัวเอง แต่พอเขารู้ว่าเราชอบดนตรี เขาก็จะเข้ามาควบคุมให้มันเป็นไปในแบบที่เขาต้องการ ต้องอัดแบบนี้นะ นั่งท่านี้นะ เราไม่ชอบถูกควบคุมอยู่แล้ว เราก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เหมือนว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วย เราก็ต้องทำตาม เพราะเขาเป็นพ่อเป็นแม่เรา

แต่ยิ่งมันเป็นเรื่องดนตรี มันมีอารมณ์ มีศิลปะ มีทุกอย่างเกี่ยวกับจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง พอเขาเข้ามาควบคุมในแบบที่เราไม่ต้องการ เราก็ไม่ไหวแล้ว พอ 19 ก็เลยออกไปใช้ชีวิต

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ออกไปใช้ชีวิตคือ?

ออกไปจากบ้าน (หัวเราะ) ตอน 19 มหาลัยปี 1 ค่ะ แต่ยังอยู่ในเชียงใหม่นะคะ

เขาไม่ได้เข้าใจเลยว่าเราทำเพราะอะไร เมื่อเขาไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แค่ความคิดเห็นเราไม่ตรงกัน ก็เลยต้องแยกกันอยู่ ซึ่งในเมื่อร่าห์เลือกจะออกมาอยู่เอง ก็ต้องอยู่ให้ได้ หาประสบการณ์ หาเงินเองด้วย ช่วงแรก ๆ มีไม่ไหวบ้างด้วยความที่เราเป็นเด็ก เราก็ต้องขอจากเขามาก่อน พอหลัง ๆ ก็เริ่มใหม่

สิ่งที่เราทำในตอนนั้นคืออะไร

เขาชอบพูดว่าไม่ให้เราไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ห้ามทำงานหนัก พอออกจากบ้านมา ร่าห์ก็ไปเป็นในแบบที่เขาไม่อยากให้เป็น (หัวเราะ)

ร่าห์ทำงานดนตรีกลางคืนค่ะ ร้องเพลงทุกวัน ร้านไหนติดต่อมาเอาหมด ให้มีเงินประทังชีพตัวเองได้ในแต่ละเดือน แล้วก็เริ่มไปสมัครพาร์ตไทม์ร้านกาแฟ ซึ่งอันนี้แหละที่เปลี่ยนความคิดไปพอสมควร ออกจากบ้านมามันก็เป็นอีกสังคมหนึ่งที่เราต้องอยู่ให้ได้

พอได้ออกมาเล่นดนตรีสมใจอยากแล้วเรารู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นเราทำ 3 เดือนติดต่อกัน เล่นทุกวัน ทุกคืน จากที่รู้สึกว่า หูย ดีนะที่พ่อแม่ไม่เชื่อว่าเราทำได้ เราก็ทำได้นี่ แต่มาวันหนึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างนี้แล้วต่อไปจะยังไงต่อ เราต้องวนลูปเดิมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เหรอ

อยู่ดี ๆ แพสชันเรื่องดนตรีหรือความรู้สึกอยากเขียนเพลงเมื่อก่อนมันก็หายไป กลายเป็นว่าเราไปโฟกัสว่าต้องทำงาน ก็แค่ต้องร้องไป ไม่มีความรู้สึก

เป็นเพราะว่าเราทำเยอะเกินไปเหรอ

ใช่ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าทำทำไม คือให้ร่าห์ร้องเพลงไปเรื่อย ๆ เล่นกีตาร์ตัวเดิม มันก็จำเจ เลยมานั่งทบทวนตัวเอง

เราลองเล่นดนตรีน้อยลง มาหาประสบการณ์เรื่องกาแฟแทน กลายเป็นว่าพอเราออกห่าง มีสเปซมากขึ้น แล้วเริ่มเห็นมวลแพสชันของคนอื่น ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า อ้าว เขาก็ร้องเพลงกลางคืนเหมือนเรา แต่ทำไมเวลาร้องเพลงเขาดูมีความสุขมาก ๆ ทำไมเราไม่รู้สึกแบบนั้น เลยไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่ ๆ พวกนี้

พอเริ่มพูดคุย แพสชันก็กลับมาพร้อมกับความอยากเติบโตขึ้นทางด้านดนตรี เราอยากมีทักษะมากขึ้น เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราไม่เก่ง ต้องมีคนอื่นนำ แล้วเราก็อยากเติบโตด้านความคิดและการทำงานด้วย เลยปรึกษากับบอสใหญ่ที่ร้านกาแฟและอีกหลาย ๆ คน จนเริ่มคิดว่าต้องมีจุดเปลี่ยนแล้วแหละ อยู่แบบนี้ไม่ไหว

คงต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่กลับไปทำเพลงก็ต้องไปเรียนอะไรเพิ่ม หรืออีกหนึ่งความคิดก็คือค่ายเพลง ที่พ่อกับแม่ไม่อยากให้เข้า (ยิ้ม) เราอยากทำงานเป็นทีม ต้องยอมรับว่าเราหาตัวเองไม่เจอ เราต้องไปเพื่อค้นหา ไม่ได้ไปเพื่อสำเร็จ

คิดว่าการเข้าค่ายเพลงมันช่วยค้นหาตัวเองเหรอ

ช่วยค่ะ ช่วยมาก ตอนนี้ก็ยังค้นหาอยู่ แล้วก็ค้นพบเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย น่าแปลกใจมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ไกลบ้าน (กว่าเดิม)

แล้วเป็นไงมาไงคุณถึงเข้ามาสังกัดค่ายได้

พอนึกถึงค่ายปุ๊บ พอดิบพอดีว่า พี่ลูมู-ธนัญญา วัฒนกรการุณย์ มาสเกาต์ เขาเห็นเพลง นะครับ (ได้ไหม) ไม่เห็นหน้าร่าห์ด้วย เราไม่ได้ถ่ายหน้าลง ติสต์เกิ๊น (หัวเราะ) เราลงเป็น Audio แบบวงเล็บ Acoustic Version พอเห็นเพลงนั้น เขาก็ตามไปดูในไอจี ซึ่งก็มีรูปเราอยู่บ้าง

เขาบอกเราไหมว่าเขาเห็นอะไรในเพลง นะครับ (ได้ไหม)

เท่าที่ถาม เขาบอกว่ามันคือเพลงเพลงหนึ่งที่มีคุณภาพ ณ ช่วงเวลานั้น ณ อายุนั้น ร่าห์อายุ 19 แล้วก็ทำเพลงนั้น มันสุด ๆ ของเด็กคนนั้นแล้ว (หัวเราะ) เขาน่าจะสนใจอยากคุยด้วย แล้วพอมาคุยกับพี่ลูมู และ พี่พัด-วรภัทร วงศ์สุคนธ์ กับ พี่ปาล์ม-ปวีร์ ปรีชาวีรกุล จากวง MEAN เราไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดไง เราพูดไม่รู้เรื่อง น่าจะยิ่งแบบ (ดีดนิ้ว) เอาเลย! ให้เราขึ้นมาเซ็นสัญญา

พอต้องขึ้นมาเซ็นสัญญาก็บอกพ่อเลยไหม

ไม่อยากบอก

แล้วไม่บอก? ได้เหรอ!

(หัวเราะ) บอก ๆ แต่แค่บอกเฉย ๆ ไม่ได้ขออนุญาต เพราะว่า… (นิ่งคิด) หลังจากที่เราออกจากบ้านมา เรารู้สึกว่าไม่ควรไปรบกวนเขาในการตัดสินใจแล้ว เราต้องตัดสินใจทุกอย่างเอง ให้เขาเป็นคนซัพพอร์ตความคิดเราดีกว่า คือถ้าเขาจะแย้งมาก็แย้งได้นะ แต่สุดท้ายแล้วร่าห์ต้องตัดสินใจเอง ก็เลยเซ็นเอง

พอเซ็นเสร็จร่าห์กลัวเขาไม่สบายใจ เลยให้เขาขึ้นมาเห็นว่าสภาพแวดล้อมมันเป็นแบบนี้นะ พอมาเห็นเขาก็สบายใจมากขึ้น พี่จี๊บ-เทพอาจ กวินอนันต์ พี่พัด พี่ปาล์ม แล้วก็พี่ ๆ ในทีมเขาจัดการคุยให้ น่ารักมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ตอนนี้มีกี่เพลงแล้วที่ปล่อยออกมา

ประมาณ 6 – 7 เพลงค่ะ ไม่รวมคัฟเวอร์มี ฝนตกในใจ, นะครับ (ได้ไหม), ขอโทษที่ไปคิดถึง, นะนะได้ไหม, รักไม่ยาก, วิวโปรดของฉันคือเธอ รวม 6 เพลง กำลังจะปล่อยเพลงที่ 7 ค่ะ (ตอนนี้ เอาใจลงไปเล่น ปล่อยแล้วทั้งเพลงและมิวสิกวิดีโอ)

ในระยะเวลา 8 เดือน!

ช่าย 8 เดือน โหดมาก สนุกค่ะสนุก ๆ

เทียบกับก่อนหน้านี้ พอเข้ามาสังกัดค่ายแล้ว ชีวิตของเราหรือความคิดของเราเกี่ยวกับการเล่นดนตรีเปลี่ยนไปไหม

เปลี่ยนค่ะ อย่างแรกที่เปลี่ยนคือระบบการทำงาน เมื่อก่อนเราทำงานคนเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็เลยเหนื่อย พลังงานหาย แต่พอมาอยู่ค่าย มันเหมือนถูกเฉือนออกเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์ เรามีคนอื่นในทีมที่ช่วยซัพพอร์ตด้วยอีก 50 เปอร์เซ็นต์ พอมาทำตรงนี้ก็เลยโฟกัสงานได้มากขึ้น แล้วอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เราจะได้ไปโฟกัสสิ่งอื่นค่ะ

แล้วก็มีเรื่องความคิดค่ะ รู้สึกว่าบางเรื่องเราคิดได้มากขึ้นจากการมาอยู่ค่าย ด้วยวิธีการทำงานของที่นี่ มันบีบให้เราต้องโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว พอมานั่งคุยกับตัวเอง ก็คิดว่าจริง ๆ ร่าห์ไม่ได้อยากโตขึ้นหรอก แต่บางเรื่องที่เมื่อก่อนเราไม่เคยทำ ก็ต้องทำและต้องควบคุมมันให้ได้ เพราะมันเป็นงาน ถ้าควบคุมมันไม่ได้ เราจะเสีย แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วไงคะ เมื่อไหร่ที่เราพลาด คนข้างหลังเขาก็จะพลาดด้วย

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

อย่างนี้แปลว่าเครียดไหม

เครียดไหม ก็… เป็นคนหมกมุ่น ซีเรียสกับการทำงานมาก ๆ แต่หลัง ๆ เริ่มดีขึ้นแล้ว พยายามเอามวลสารความเครียดไปพัฒนาเป็นพลังในการทำงานเพิ่มขึ้นอีก เอเนอจี้ก็เลยจะเยอะหน่อย

เทียบกับตอนที่ร้องกลางคืนกับตอนนี้ ตอนไหนเครียดกว่า

คนละแบบค่ะ (ยิ้ม) ตอนนั้นเครียดแล้วแย่กว่าตอนนี้ เครียดแล้วไม่อยากทำ แต่มาอยู่ตรงนี้เราเครียด เราอยากทำอะไรต่อไป มันเป็นเครียดที่สนุก มาเลย เอาอีก! น่าจะเป็นเพราะว่าทุกคนที่นี่บอกเสมอว่าร่าห์ทำได้ ร่าห์ไม่ค่อยเชื่อในตัวเอง แต่ทุกคนที่นี่เชื่อในตัวร่าห์ มันเลยเป็นแรงผลักมาก ๆ ว่า โอเค ฉันทำได้ ไม่ว่ามันจะยากหรือง่าย

ตอนแรกมาอยู่ค่าย ร่าห์จะมีน้องคนหนึ่งที่ทำให้มั่นใจในการทำทุกอย่างมากขึ้นคือ น้องเฟิร์ส-อนุวัฒน์ แซ่โจว ตอนแรกร่าห์ยังไม่ปลดล็อกตัวเอง เฟิร์สนี่แหละเป็นคนทำให้ร่าห์ปลดล็อก มันจะมีอยู่คืนหนึ่งที่เราไปนั่งคุยกันเกี่ยวกับทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ร่าห์เครียดมากกับการอยู่ตรงนี้ รู้สึกคิดถึงบ้าน ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง มีวิธีจัดการแบบไหน แล้วเราต้องเริ่มยังไง ก็มีเฟิร์สนี่แหละที่ช่วย ทำให้รู้สึกว่าเราต้องทำแล้ว ไม่งั้นจะเสียดายเวลา และถ้าไม่ทำมันจะไม่เกิดขึ้น

ทุกอย่างที่ร่าห์เป็น ถ้าทุกคนมองว่าดีแล้ว เฟิร์สดียิ่งกว่า เขาเป็นคนที่โตมาก ๆ และให้คำปรึกษาเราได้ดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

นะครับ (ได้ไหม)

รู้สึกว่านอกจากเพลงแล้ว คนจะสนใจเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกและบุคลิกพอสมควรนะ

อืม มั้งคะ น่าจะมีส่วนด้วย เพราะบุคลิกเราเป็นแบบนี้ เราเป็น LGBTQIA+ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้จำกัดว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ชอบใครก็คือชอบ ชอบได้ทุกเพศไม่จำกัด คุยได้กับทุกคน แค่ส่วนใหญ่ที่ร่าห์คุยหรือคบจะเป็นผู้หญิง

แสดงว่ามีผู้ชายด้วย

มีคุย ๆ บ้าง ผู้ชายก็เคยคุย เราเป็นผู้หญิงนี่แหละ แต่แค่อาจจะดูห้าวหน่อย เรื่องสไตล์การแต่งตัว จริง ๆ ร่าห์แต่งได้หมดเลยนะ แค่รู้สึกพอใจและมั่นใจกับตัวเองในการแต่งตัวแบบนี้ ใส่กางเกงยีนส์ กางเกงขายาว มันก็ปกติใช่ไหมคะ

แล้วจริง ๆ เรารู้ไหมว่าคนอื่นเขาสนใจในความที่เราเป็นแบบนี้

ตอนแรกไม่รู้ค่ะ ไม่ได้โฟกัสเลย เราก็เป็นของเราแบบนี้ แต่ตอนนี้เริ่มรู้แล้ว (หัวเราะ) คือเมื่อก่อนแม่จะถามตลอดว่าทำไมต้องใส่เสื้อเชิ้ตด้วย แม่ไม่เห็นด้วย ทุกเรื่องในชีวิตไม่เห็นด้วย แต่ตอนนี้ดีกันแล้วนะคะ คุยกันดีมากเหมือนได้พ่อแม่ใหม่ (หัวเราะ) คือเขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นชมว่า วันนี้แต่งตัวดีนะ เช็กในไอจี เนี่ย โอเคนะ น่ารักดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

ได้ไปเจอแฟนคลับมาบ้างแล้วใช่ไหม

เจอค่ะ เจอตามงาน ร่าห์ชอบคุยกับแฟนคลับ เวลาเล่นเสร็จร่าห์จะมาเจอแฟนคลับตลอด มาคุยมาถ่ายรูปก็จะยืนคุยเป็นพัก ๆ จำหน้าค่าตา เราจะถามเขาว่ารู้จักเราได้ยังไง เราอยากรู้ความเป็นไป อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเขา

ส่วนใหญ่เขาเป็นคนวัยไหนกัน

มีทุกวัยเลยค่ะ แต่ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน หลัง ๆ เริ่มมีผู้ใหญ่มาเอ็นดู มาชื่นชมในความเป็นเรา อารมณ์แบบ ลูกเอ๊ย… รู้สึกดีมาก แล้วก็มีเด็กมาดูด้วย น่ารักมาก ร่าห์เป็นคนชอบเด็กมาก เวลาเห็นเด็กร้องเพลงเรา ร่าห์แบบ โอ้โห หนูลูก

เวลาไปคุยกับแฟนคลับ เขาบอกไหมว่าเขาชอบอะไรในตัวเรา

ส่วนใหญ่เขาจะบอกว่าเรามีเสน่ห์ในความเป็นตัวเอง เป็นธรรมชาติ แล้วก็ดูเป็นคนตั้งใจ สิ่งที่เราภูมิใจมากคือ เขาดูออกว่าเราตั้งใจผลิตงานที่มีคุณภาพ เพราะมันเป็นแกนหลักที่ทำให้เรามาเป็นศิลปิน ถ้าเขาเห็นเราก็ดีใจ

ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซาร่าห์คิดว่าตัวเองควรจะได้แสดงออกทางเพศขนาดไหน

เอาจริง ๆ ไหม อย่างร่าห์เนี่ยถือว่าเป็นศิลปินที่เป็น LGBTQIA+ ใช่ไหมคะ แต่ด้วยความที่ร่าห์มองว่ามันปกติ ไม่ได้ไปโฟกัสว่าจะต้องแสดงออกยังไง แต่ร่าห์ทำมันเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนจะซึมซับไปเอง การที่เราเป็นตัวของตัวเองตามปกติมันคือการแสดงออกอย่างหนึ่ง

อย่างเพลง โต๊ะริม ที่เป็นไวรัลที่จีน หลายคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่าห์เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง พอเขารู้แล้วเขาก็แบบ เฮ้ย เธอเป็นผู้หญิงนี่ เธอเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ สิ่งนี้แหละมันทำให้เขาเริ่มสนใจเรื่องนี้ เรากำลังสื่อสารเรื่องนี้ให้เขาอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว

คือเราก็ทำของเราไป ให้เขาไปคิดต่อเอาเอง

ใช่ ให้ไปคิดต่อเอาเอง คือเขาอาจจะไม่เคยชอบแบบนี้มาก่อน แต่เขามาเจอเรา เขาชอบ นั่นคือสำเร็จ แสดงว่าคุณเริ่มให้ความเท่าเทียมในทางความรู้สึกบางอย่าง มันดีนะ ร่าห์เห็นผลตอบรับกับอะไรแบบนี้เยอะมากจากการที่ร่าห์ทำแบบนี้

ถือเป็นการขับเคลื่อนสังคมอีกแบบหนึ่งไหม

ใช่ ร่าห์มองว่ามันเป็นการขับเคลื่อนอีกแบบหนึ่ง เราคิดตลอดเวลาว่า เราจะออกมาเรียกร้องยังไงให้มันอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ร่าห์ก็ไม่ได้เก่งพอไง แค่รู้สึกว่าถ้าอยากให้เรื่องนี้มันทำงานได้ตลอด เราก็ต้องทำให้มันเป็นเรื่องปกติอยู่เสมอ

To Infinity (and Beyond)

ตอนนี้ซาร่าห์ก็มีไปออกงานหลายครั้งแล้ว เราเคยเห็นคลิปหลังเวทีคอนเสิร์ตที่หนึ่ง คุณดูตื้นตันมากนะ

อ๋อ (หัวเราะตัวเอง) อันนั้น CAT EXPO ค่ะ ที่มาที่ไปมันคือสมัยมัธยม ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่น เราอยากไปงานแคทอยู่แล้ว อยากไปดูแต่พ่อแม่ไม่ให้ไป ก็เลยพูดกับเพื่อนชื่อ ปังปอนด์ ไว้ว่า “มึงคอยดู! สักวันกูจะไปงานแคทให้ได้ ถ้ากูไม่ได้ไปร้อง กูก็จะไปเก็บสายไฟ” วันนั้นที่ได้ไปเล่นก็ไม่สนหรอกว่าเวทีไหน แต่เราได้ไปเล่นที่งานแคทอะ โอ้โหพระเจ้า! (น้ำตาคลอ) มันคือการเช็กถูกในลิสต์ที่เราเคยพูดไว้ในชีวิต พอเล่นแล้วทุกคนร้องเพลงเราได้ ทุกคนอินตาม

มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นนักดนตรี เขาอยู่ในทุก ๆ การผกผันของชีวิตร่าห์ชื่อ ดราก้อน drg. เป็นคนที่แต่งเพลง เรื่องราวที่เราเขียน แล้วก็ทำเพลงมาด้วยกัน วันนั้นร่าห์ให้เขามาเล่นเปียโนให้ เราก็น้ำตาแตกกันกลางเวที อะไรที่เคยพูดไว้มันทำได้แล้ว อยากให้เพื่อนได้เห็นว่าเพลงที่เราตั้งใจทำ มันส่งไปถึงคนดูนะ เพราะเพื่อนก็เป็นอีกคนที่มีความฝันเหมือนกัน

งาน CAT EXPO เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุดตั้งแต่เล่นมาเลยไหม

ใช่ค่ะ เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุด ณ ตอนนี้ เพราะมันเป็นความฝันที่ไม่คิดว่าจะเป็นจริง มันไกลมากค่ะ เราไม่ได้คาดคิด

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

จากวันนั้นเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน รู้สึกยังไงกับจุดที่เรามายืนวันนี้บ้าง

รู้สึกงง (หัวเราะ) มัน Fulfill ค่ะ มันไม่ใช่แค่การทำตามความฝัน แต่เป็นอีกสเต็ปหนึ่งแล้ว เพราะเราฝันแค่อยากไปงานแคท เราอยากเป็นศิลปิน แต่ตอนนี้มันไปไกลจนถึงขนาดร่าห์อยากทำอย่างอื่นด้วย อย่างเรื่องการแสดงหรือเรื่องเบื้องหลัง การทำภาพยนตร์

ตอนนี้กำลังจะเริ่มเรียนภาพยนตร์ ม.รังสิต เป็นเด็กทุนตัวน้อย ร่าห์กำลังสนใจภาพยนตร์อยู่ ซึ่งแต่ละอย่างที่มันเพิ่มขึ้นมา มันเชื่อมกันได้หมดเลย (ทำท่าตื่นเต้น) น่าจะสนุกมาก บ้าบอมาก เมื่อก่อนที่ไม่สนุก เพราะฝันแล้วทำไม่ได้ ดูไม่มีหนทาง แต่ตอนนี้มันกำลังมาแล้ว

ตอนนี้ sarah salola เริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว คุณรับมือยังไงกับชื่อเสียงที่ได้มา

ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ทำตัวปกติ เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองดังเลย แค่มีคนรู้จักมากขึ้น ร่าห์จะพยายามไม่โฟกัสว่าต้องทำอะไรยังไง แค่เป็นตัวเองให้เป็นมาตรฐานก็พอ แล้วเราจะไม่เหนื่อย เขามาเจอเราอีกกี่ที เราก็เป็นแบบนี้แหละ ข้างหลังเป็นยังไง ข้างหน้าต้องเป็นแบบนั้น

ถ้าถามว่าชีวิตนี้ซาร่าห์ต้องการอะไร จะตอบว่ายังไง

ความสุขค่ะ ทุกคนต้องการความสุข ความสุขที่หมายถึงคือ ร่าห์อยากใช้ชีวิตแบบปกติ วันข้างหน้าอาจจะทำอย่างอื่น วันนี้อาจจะทำอย่างนี้ พรุ่งนี้อาจจะทำอีกอย่าง แต่อย่างน้อยมันต้องมีความสุข เรื่องการทำเพลงนี่เมื่อก่อนเราไม่มีความสุขเลย แต่ตอนนี้มีความสุขก็เลยทำได้ เรามีความสุขเลยยอมเหนื่อย เรายอมรับทุกอย่างเพราะเรามีความสุขกว่าเดิม

พ่อแม่เห็นไหมว่าเรามีความสุขกว่าเดิม

เขาคงไม่ได้คิดว่าเรามีความสุขกว่าเดิม แต่คงคิดว่าเราโตขึ้นแล้ว ส่วนตัวเขาเอง ร่าห์ว่าเขาก็น่าจะมีความสุขนะที่ลูกคนเดียวของเขาไม่ได้แย่อะไร

เมื่อก่อนเวลาไปเจอคนที่คุณพ่อคุณแม่เคารพ เราก็จะทำตัวไม่ถูก เพราะเราไม่ได้เรียนเก่ง หลาย ๆ คนก็กดดัน แต่พอมาตอนนี้ เราพูดได้อย่างมั่นใจเวลาไปเจอผู้หลักผู้ใหญ่ว่าเรากำลังทำแบบนี้ ๆ อยู่นะคะ พ่อแม่ก็ยิ้ม เขาภูมิใจแหละ

ร่าห์เองก็ดีใจด้วยที่ยังไม่ตาย อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ)

“รู้จักกันมากขึ้นไหมคะ” ซาร่าห์ถามอย่างขี้เล่น หลังจากจบบทสนทนาอันเข้มข้นเมื่อครู่

แน่นอน เราตอบในใจ และมากกว่ารู้จัก คือเราประทับใจในการคุยกับมนุษย์อายุน้อยกว่าคนนี้ แต่ละเหตุการณ์ชีวิต แต่ละการตัดสินใจ แต่ละประโยคที่เธอเล่าออกมา เราสัมผัสได้ว่าเธอผ่านการครุ่นคิดเกี่ยวกับมันมาแล้วหลายตลบ และเมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากจะทำต่อไปในวันข้างหน้า แพสชันที่เธอมีก็เหลือเฟือ จนแผ่มาถึงเราที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะจิบกาแฟ

หวังว่าอนาคตเธอจะได้ทำทุกอย่างที่เธอหวัง ดีจริง ๆ ที่มีโอกาสได้มาคุยกับเธอในช่วงเริ่มต้นเส้นทางศิลปิน

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตั๊ก บริบูรณ์, บอล เชิญยิ้ม, ค่อม ชวนชื่น, นุ้ย เชิญยิ้ม, แจ๊ส ชวนชื่น, โรเบิร์ต สายควัน, เหน่ง เชิญยิ้ม

คุณนึกภาพบริษัทที่มีพนักงานเป็นกลุ่มคนด้านบนออกไหมว่าทิศทางบริษัทจะเป็นอย่างไร คุณคาดหวังสิ่งใดจากพนักงานเหล่านี้

สำหรับผม แน่นอนว่าไม่ได้คิดถึงเรื่องซีเรียสอย่างตัวเลขกำไรในแต่ละไตรมาส หรือความมั่นคงของบริษัทในอนาคต

ผมคิดถึงความฮาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ในวันที่บริษัทอื่นหยุดทำการเนื่องในวันหยุดชดเชยวันแม่ ผมเดินทางไปเยือน บริษัท ฮา ไม่จำกัด เนื่องจากนี่เป็นวันแรกที่พวกเขากลับมาเปิดทำการ หลังจากปิดตัวชั่วคราวไปราวเดือนกว่าๆ

หากใครจำได้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพวกเขาเพิ่งแถลงข่าวปิดตัวเนื่องจากหลุดผังจากช่องเดิมหลังออกอากาศมาราว 2 ปี ครั้งนั้นเองที่ บริษัท ฮา ไม่จำกัด สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส แถลงการณ์ในเพจเฟซบุ๊กมียอดไลก์หลักหมื่นและคนคอมเมนต์หลักพัน คลิปแถลงการณ์ในยูทูบมียอดวิวเกือบล้าน บ่งบอกชัดเจนว่ามีคนโหยหาจังหวะตลกเฉพาะตัวของพวกเขาอยู่ไม่น้อย

ว่ากันตามตรง รายการตลกบ้านเราก็มีอยู่ไม่น้อย รายการซิตคอมก็หาดูได้ไม่ยาก สิ่งที่น่าสนใจคืออะไรทำให้ บริษัท ฮา ไม่จำกัด โดดเด้งออกมาจากรายการเหล่านั้น อะไรทำให้ผู้คนโหยหารายการนี้

ไม่ต้องไปเปิดรายงานประจำปีของบริษัทให้วุ่นวาย พนักงานทยอยมาถึงออฟฟิศแล้ว ไปฟังจากปากพวกเขาน่าจะได้เรื่องได้ราวกว่าผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
1.

มันไม่ใช่ซิตคอมแบบที่เราคิดบนกระดาษแล้ว

ที่สตูดิโอถ่ายทำซึ่งเปรียบเสมือนออฟฟิศของพวกเขา พนักงานบริษัทคนแรกที่ผมเจอคือ โรเบิร์ต สายควัน

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แค่เห็นหน้าผมก็แอบฮาในใจเมื่อคิดถึงมุกตลกที่ผ่านๆ มาของเขา

ที่พวกเราต้องหยุดไปสี่สิบกว่าวันเพราะพี่โรเบิร์ตเขาหยุดไปทำหน้า” เป๋าอิทธิพล อำพา โปรดิวเซอร์หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของรายการแซวตลกขวัญใจโลกโซเชียลฯ

“นี่ขนาดทำแล้วนะ” โรเบิร์ต แซวตัวเองด้วยน้ำเสียงคุ้นเคย เรียกเสียงหัวเราะให้คนรอบข้าง

หลังจากที่เหล่าตลกหน้าคุ้นมากันครบถ้วน แต่ละคนก็สับเปลี่ยนกันไปยืนกลางแดดจ้าในชุดสูทเพื่อถ่ายทำคลิปโปรโมตการกลับมาของรายการ

กูเอะใจแล้ว ทำไมวันนี้ทากันแดดให้กูหนาจัง” นุ้ย เชิญยิ้ม พูดยิ้มๆ ท่ามกลางแดดร้อนๆ ไม่ต้องสงสัยว่ามีเสียงหัวเราะตามมาไหม

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด

หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า ตลกตัวจริงไม่ตลก’ แต่การมาอยู่ท่ามกลางเหล่าพี่ๆ ตลกเหล่านี้ ผมกลับรู้สึกว่าประโยคนั้นเป็นเพียงคำพูดของคนนอกที่ไม่ได้สนิทสนมกับเขาเพียงพอ สารภาพตามตรงว่าตัวเองแอบนั่งหัวเราะไม่หยุดเมื่อได้นั่งฟังพวกเขาคุยกัน อำกัน หยอกล้อกัน และคงต้องให้เครดิตกับ เป๋า ผู้รับเหมาเป็นทั้งผู้กำกับและโปรดิวเซอร์รายการที่มองเห็นความฮานอกจอนี้แล้วหยิบมาใช้อย่างลงตัว

ไม่แน่ใจว่าซิตคอมรายการอื่นมีบทที่แข็งแรงแค่ไหน แต่สำหรับ บริษัท ฮา ไม่จำกัด ผู้กำกับปล่อยให้นักแสดงเล่นกันเหมือนที่พวกเขาคุยเล่นกันในชีวิตจริง

และสำหรับผู้ชมอย่างเราๆ นี่ถือเป็นเสน่ห์สำคัญของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด อย่างแท้จริง

ตอนแรกพี่เอ-วราวุธ เจนธนากุล เขาบอกว่าเราต้องทำซิทคอมเรื่องนึง เพื่อให้เป็นตลกทางเลือกใหม่ของคนดูทีวี เพราะตอนนั้นก็มีแต่กลุ่มเดิมๆ” เป๋าย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในวันจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทที่มีพนักงาน 3 คนในช่วงเริ่มต้น คือ ตั๊ก บริบูรณ์, บอล เชิญยิ้ม และ ค่อม ชวนชื่น ก่อนจะมีเพื่อนฝูงตลกตามมาสมทบจนเต็มทีมอย่างในปัจจุบัน “ความตั้งใจแรกเลยคือมันจะเหมือนซิตคอมจริงๆ แต่ทันทีที่นับ ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง แอ็คชั่น พอเห็นเขาเล่นกันก็บอกตัวเองว่ามันไม่ใช่แล้ว มันไม่ใช่ซิตคอมแบบที่เราคิดบนกระดาษแล้ว แต่มันมีอะไรบางอย่างไม่รู้ที่เราเห็นแล้วมันตลก ตลกกว่าที่เราเคยดูในทีวีอีก จังหวะที่เขาเล่นกัน หลุดกัน มันมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งถ้าเกิดเราบังคับด้วยบท มันก็จะต้องเทค พูดใหม่ เทค พูดใหม่

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

“คำถามคือไอ้สิ่งที่เราดูในสตูดิโอแล้วมันตลก ทำไมคนดูไม่ได้เห็น”

เป็นจริงอย่างที่ใครบางคนว่าไว้ว่าคำถามสำคัญกว่าคำตอบ ด้วยคำถามที่ว่า ‘ทำไมคนดูไม่ได้เห็น’ ตั้งแต่เทปแรกเป็นต้นมา เป๋าจึงตัดสินใจให้สวัสดิการกับพนักงาน บริษัท ฮา ไม่จำกัด ทุกคนเป็นอิสระในการแสดง

จะล้อจะเล่นอะไรปล่อยของกันให้เต็มที่ คนทางบ้านจะได้ฮาด้วย

เราจะมีแค่โครงเรื่อง ว่าเราจะเล่นอะไร ไปเพื่ออะไร สังเกตเขาก็อ่านกัน ดูกัน เขารู้แล้วล่ะว่ามันคืออะไร เพราะถ้าจะให้ไม่มีบทเลยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะบางวันพวกเขาก็แบลงก์มา บางวันเขาก็เหนื่อยล้ากันมา ดังนั้นเราต้องมีโครงให้เขาเดิน เหมือนกับเราเป็นคนสร้างสนามบอล เรามีสนามบอลมาตรฐาน มีสนามหญ้าที่ดี มีลูกบอลที่ดี มีแผนการเล่นที่ดี แล้วสุดท้ายนักฟุตบอลแต่ละคนก็จะโชว์ทักษะของเขาเอง”

แจ๊ส ชวนชื่น ตลกจากยุคคาเฟ่รุ่นสุดท้าย ที่นั่งอยู่ไม่ไกลเปรียบเปรยว่าการเล่นตลกของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด คล้ายเวลาตลกนั่งคุยกันหลังเวที

“ที่เหมือนในคาเฟ่คืออะไรรู้มั้ย” แจ๊สเกริ่นด้วยคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ “ความรู้สึกเรามันเหมือนตอนที่ตลกนั่งดื่มกินกันหลังเลิกงานแล้วคุยเล่นกัน มันคือตลกที่เล่นกันข้างล่างจริงๆ เป็นแบบนี้เลยนะ อำกัน ซึ่งไม่มีใครเห็นมุมนี้หรอก ตลกจริงๆ เขาไม่ได้สนุกตลอดเวลานะที่ต้องมาเล่นมุกอะไรเป็นล็อกๆ เขาก็จะเอาสิ่งที่เขาเล่นบนเวทีมาอำกันเอง มาเล่นกันข้างล่าง”

หากใครมีโอกาสมายืนดูการถ่ายทำในสตูดิโอคงเห็นภาพเดียวกันกับผม นั่นคือภาพการถ่ายทำที่แทบไม่มีการสั่งเทค และเป็นการถ่ายทำที่แยกไม่ออกว่าตอนนี้กำลังถ่ายอยู่จริงๆ หรือพวกเขากำลังคุยเล่นกัน

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด
2.

เดี๋ยวนี้วัยรุ่นชอบเห็นความหายนะของตลก

“นี่เปิดบริษัทใหม่มุกมึงยังไม่ไปไหนเลย” นุ้ย เชิญยิ้ม อำเพื่อนตลกระหว่างซ้อมถ่ายทำเทปแรกหลังย้ายมาอยู่ช่อง ONE

นี่คือจุดเด่นอีกประการที่ทำเอาใครหลายคนนั่งหัวเราะเสียอาการ นั่นคือการเอามุกเดิมแบบที่เราคุ้นเคยจากยุคคาเฟ่รุ่งเรืองมาหักมุกหักมุม มาแซวมาขยี้

จากมุกเดิมๆ ช้ำๆ ซ้ำๆ จึงเกิดเป็นมุกใหม่ๆ อย่างไม่จำกัดในบริษัทนี้

“สมมติถ้าเทียบเป็นขนม ตลกคาเฟ่คือขนมในยุคหนึ่ง ถ้าเราเอามาขายแพ็กเกจแบบเดิม คนก็ไม่ซื้อ แต่เราคิดว่าในเมื่อเนื้อในมันดี ขนมมันอร่อยมากเลย เราก็เลยพยายามหีบห่อแพ็คเกจจิ้งใหม่” เป๋า อธิบายระหว่างพักการถ่ายทำ “บริษัทฮาเล่นมุกคาเฟ่เหมือนกัน แต่ในเมื่อคนดูเดาทางถูก แล้วเราจะทำยังไง เรากลัวไม่ขำใช่มั้ย ในเมื่อคนเดาทางถูกเราก็เล่นย้อนศรเลย จะเรียกว่าหน้าด้านก็ได้ แต่ด้วยวิธีการถ่ายทำ วิธีการนำเสนอ แล้วก็การล้อเลียนมันก็เลยดูใหม่ขึ้น”

บอล เชิญยิ้ม หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เสริมในประเด็นเดียวกัน “บางคนเคยดูมุกไวพจน์ เพ็ดตะพึด เราก็เอามาบิดสิ แกล้งหักมุก บางทีอีกคนเขาเล่นมาเราแกล้งไม่สนใจบ้าง เหมือนตั๊กเล่นเราแกล้งไม่สนใจปล่อยผ่าน มันก็จะได้วิธีการอีกวิธีนึง มันก็จะเงียบบ้าง ฮาบ้าง ผสมกันไป ผมว่าพอมารวมกันแล้วมันกลายเป็นลงตัว เคมีมันเข้ากัน คนเลยชอบ ไม่งั้นคนไม่ฮือฮาอย่างนี้หรอก”

ที่อีกมุมหนึ่งในสตูดิโอ ผมเห็นแจ๊สนอนพักอยู่บนเตียงเคียงข้างน้าค่อม ใครหลายคนในโลกโซเชียลฯ ยกย่องให้เขาและบริษัทฮาไม่จำกัด คือตัวแทนของตลกยุค 4G

ว่าแต่ตลกยุค 4G ต่างจากตลกยุคคาเฟ่ยังไง-ผมสงสัย จึงเดินเข้าไปร่วมเตียงกับเขา

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

“นี่แหละตลกยุค 4G เขานอนให้สัมภาษณ์อย่างนี้แหละ” น้าค่อมซึ่งนั่งเอกเขนกบนเตียงชิงตอบ ก่อนที่แจ๊สซึ่งนอนอยู่ข้างๆ จะพูดต่อ “มันต่างกัน สำหรับเราต้องจับจุดคนดู ต้องรู้จักคนดูก่อน พื้นฐานเรามี เราสามารถเล่นได้ทุกอย่างแหละ แต่ไม่รู้ว่าอันไหนดีบ้างไม่ดีบ้าง ไม่รู้นะ แต่ตลกมันต้องแถกไป เอาตัวไถไปให้มันได้ ยุคนี้คนชอบดูอะไรสดๆ คนไม่ชอบอะไรที่ตั้งใจ ไม่ชอบอะไรที่เตี๊ยมมา เราต้องเกี่ยวเอาประสบการณ์ที่เรามีมาใช้ให้เร็ว เหมือนดึงลิ้นชักตรงนี้ออกมา ดึงลิ้นชักตรงนั้นออกมา เอาเอกสารเล่มนี้ออกมาใช้ เราต้องไว

“เดี๋ยวนี้วัยรุ่นชอบเห็นความหายนะของตลก คือพอแม่งเล่นแล้วไม่ฮา แต่มันกลับทำให้ฮาได้ มันคืออีกแบบนึงเลยนะ มึงหักมุกกันเอง แต่เฮ้ย มันฮา มันจี้ มันเห็นแล้วสะใจ คนดูก็ดูแล้วยิ้มแบบสะใจ ก็เลยเกิดเป็นมิติใหม่ของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด

หากใครที่ติดตาม บริษัท ฮา ไม่จำกัด มาตั้งแต่วันแรกย่อมสังเกตได้ว่าอีกหนึ่งจุดที่ทำให้รายการโด่งดังในโลกโซเชียล คือมุกที่ทันเหตุการณ์ กล้าหยิบเรื่องหมิ่นเหม่มาล้อเลียน มาหยิกแกมหยอก

“อันนี้คือความตั้งใจเลย” เป๋าตอบทันทีเมื่อผมถามไถ่ “ตอนแรกๆ เราล้อเลียนอะไรกันบางอย่างแล้วมันเกิดกระแส เราก็เลยเรียนรู้ อ๋อ คนเขากำลังสนใจ บางทีสังคมไทยเขาอยากเห็นอะไรที่มันไว สด ตอนนั้น เราก็เลยเอาสิ่งนั้นมาทำ แต่เจตนาเราไม่ได้ตั้งใจที่จะไปตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดีนะ

“พี่บอลกับน้าค่อมสอนผมว่า จำอวดคือจำคนอื่นมาอวด การล้อเลียนก็คือการจำเหตุการณ์มาอวดคนอื่นอีกที เราก็เลยกล้าที่จะทำ ใจเราไม่ได้คิดว่าเราจะซ้ำเติมใครหรือไม่ได้ดูถูกใคร เราทำเพื่อความสนุก”

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด
3.

เราสนิทกันมากจนเกิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้

บางคนบอกว่าหัวใจของการเล่นตลกคือต้องอย่าบอกว่าคุณจะเล่นตลก

แต่เมื่อถามพวกเขา พวกเขาบอกว่าหัวใจของการเล่นตลกคือความเป็นพี่เป็นน้อง และเป็นเพื่อน

ทุกคนพูดตรงกันว่าหากไม่ใช่คนกลุ่มนี้ที่อยู่รายรอบ หลายๆ มุกเขาคงไม่กล้าเล่น ไม่กล้าอำ แต่ที่กล้าทำเพราะความผูกพันที่สั่งสมกันมา

“พวกเราเป็นพี่น้องที่เกี่ยวกันมานาน” แจ๊ส เริ่มพูดก่อน “ผมเคยอยู่กับพี่บอล เคยเล่นคาเฟ่กับพี่บอลมาเกือบปี พี่ค่อมก็เหมือนอาจารย์ผมตั้งนานแล้ว พี่ตั๊กก็เหมือนพี่คนนึง เคยถ่ายรายการ โอโน่ อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เขามีความสนใจที่อยากจะเล่นตลก พี่นุ้ยก็เป็นพี่อีกคนที่เราเคยเจอมา มันกลมเกลียว เล่นกันด้วยความสนิท เราสนิทกันมากจนเกิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้ แล้วผมก็เชื่อด้วยว่าผมไปที่อื่นผมก็ไม่ใช่แบบนี้”

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

ความสำเร็จของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด เกิดจากความสนิท เราทั้งหมดสนิทกันหมด อย่างคุณตั๊กนี่ก็สนิทกัน สนิทมาก” บอล เชิญยิ้ม พูดถึงเพื่อน

“เฮ้ย ไม่สนิท ผมไม่สนิท” ตั๊กพูดด้วยสีหน้าซีเรียสราวกับสิ่งที่พูดคือเรืี่องจริง บอลมองค้อนก่อนพูดต่อ

“พอสนิทกันเราก็เลยเล่นแกล้งนู่นนี่นั่น อำกันได้ อำตั๊กเรื่องไปเที่ยวหมอนวดจนบางคนเชื่อไปแล้ว อย่างน้าค่อมก็อำแกเรื่องสุขภาพ เรื่องเบาหวาน หรือเอาโรเบิร์ต สายควัน มาอำเรื่องยา จนเริ่มเป็นกระแส ซึ่งพี่เบิร์ตเขาไม่ได้ติดยาแล้วนะ แต่เราอำ เพราะรูปร่างทรงเขายังเหมือนอยู่” บอลพูดถึงความสนิทสนมกันของเพื่อนๆ ร่วมบริษัท

“ผมโดนถามเยอะ พี่เติมมายัง เต็มถังหรือเปล่า อย่าไปทางนั้นนะพี่ ตำรวจเขาตั้งด่าน ผมโดนแซวตลอด” โรเบิร์ต สายควัน พูดถึงผลที่ได้รับจากกระแสในโลกโซเชียลฯ “เราก็กลายเป็นมุกทางนี้ไป แต่เราก็ไม่ซีเรียส เพราะเรื่องยาเรื่องอะไรมันเป็นแค่เรื่องอดีตที่เราเคยผ่านมาในชีวิต ตอนนี้เราก็ไม่ได้ยุ่ง ไม่ได้ข้องแวะ แล้วเราก็ดีใจนะ ที่มีน้องๆ หลายคนที่เขาเคยมีปัญหากับยาเสพติดมาบอกเราว่าได้พี่เป็นไอดอลแล้วก็เลิกยาได้ ไม่ข้องแวะแล้ว ถ้ามีเวลาว่างก็จะไปพูดตามมหาวิทยาลัยบ้าง ตามค่ายทหารบ้าง เรื่องราวของพิษภัยยาเสพติด บอกเขาว่ามันไม่ดี เราผ่านมาแล้ว หลายคนก็เข้ามาขอบคุณ เราก็มีกำลังใจ”

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

ก่อนจะปล่อยพวกเขาไปถ่ายทำฉากถัดไป ผมชงคำถามสุดท้ายให้แจ๊สได้ตอบ ความสนิทสนม ความเป็นพี่เป็นน้อง สำคัญยังไงกับการเล่นตลก”

“มันทำให้เราเล่นไม่เกร็ง บางทีสมมติผมไปเล่นกับตลกรุ่นใหญ่ที่ผมไม่ได้สนิทมาก ผมก็จะเกรงบารมี จะเล่นอะไรก็ไม่กล้า ไม่เป็นตัวเอง แต่อยู่ที่นี่ผมเป็นตัวเอง พูดอะไรก็ได้ แล้วมันจะพรั่งพรู ความสามารถเราไม่ถูกปิดกั้น ไม่ถูกปิดฝาขวด

“พอฝามันเปิด ทุกอย่างก็พร้อมที่จะพุ่งออกมา”

หลังพูดจบพวกเขาเดินไปเข้าฉากถัดไป แล้วก็จริงอย่างที่เขาว่าไว้

สิ่งต่างๆ พวยพุ่งออกมาเป็นความฮาไม่จำกัด

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load