“ถ้าไม่ตรงปก โดนฟาดแน่”

เป็นประโยคทีเล่นทีจริงจาก สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พูดกับทีมของ The Cloud ในวันที่มีตารางประชุมค่อนข้างแน่น (เหมือนทุกวัน) ของผู้บริหารหนุ่มที่มากความสามารถและโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในวงการประกันภัย

ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจประกันภัยได้เผชิญสถานการณ์ท้าทายหลายเรื่อง เมืองไทยประกันชีวิตจึงทำการตลาดเชิงรุกจนสามารถก้าวขึ้นเป็นบริษัทประกันชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศได้ในที่สุด ซึ่งจะเห็นได้จากในช่วง 8 เดือนแรกของ พ.ศ.​ 2565 อันดับของเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่และอันดับของเบี้ยประกันของสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพและโรคร้ายแรง ก้าวขึ้นเป็นอันดับ 2 ของธุรกิจ ในขณะที่ด้านความมั่นคงแข็งแกร่งทางด้านการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565 มีขนาดของสินทรัพย์รวมกันสูงถึง 6.12 แสนล้านบาท และมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ที่ 296% ซึ่งสูงกว่าระดับเกณฑ์ขั้นต่ำที่ภาคธุรกิจกำหนดไว้มากกว่า 2 เท่า นอกจากนั้นยังเป็นบริษัทฯ ที่ได้มีการขยายธุรกิจผ่านการร่วมลงทุนทั้งใน สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา

ความไว้วางใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจนี้ การสร้างทีมงานที่ดีจึงเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังและสนุกไปได้พร้อมกัน การจัดประชุมและสัมมนาจึงเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่เพียงเพื่อรวมคนเข้าด้วยกันเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาทักษะ พอกพูนความรู้ สร้างเครือข่ายของตัวแทนประกันชีวิตที่เหนียวแน่นด้วย ประกันชีวิตกับธุรกิจการฝึกอบรมจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันเสมอ 

มาร่วมมองวิถีและความท้าทายของธุรกิจนี้ รวมทั้งการสนับสนุนธุรกิจไมซ์ (MICE) หรือการจัดประชุม อบรม สัมมนา การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การจัดประชุมองค์กรหรือสมาคม และการจัดงานแสดงสินค้า รวมถึงงานเมกะอีเวนต์และเทศกาลนานาชาติ ได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษต่อไปนี้

สาระ ล่ำซำ ผู้ไม่เชื่อเรื่องการอยู่ขอบสนาม เพราะผู้นำที่ดีต้องเป็นหนึ่งในผู้เล่น

คุณมองความท้าทายของโลกธุรกิจในตอนนี้อย่างไร

ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจควรดูว่า ธุรกิจหลักของตัวเองคืออะไร ทำอย่างไรให้ธุรกิจของเราปรับตัวกับตลาดกลุ่มเป้าหมาย ผมไม่ได้คิดตอบคำถามนี้ได้สมบูรณ์เพียงครั้งเดียว แต่อาศัยการปรับตัวเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนอย่างต่อเนื่องและยาวมากพอ สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ เราจะเติมเต็มช่องโหว่ของธุรกิจหลักเราได้อย่างไร ปิดช่องโหว่ของธุรกิจเราให้ดีก่อน หากเราคนอื่นทำได้ดีแล้วเราทำตามแบบมูนช็อตเลย ท้ายสุดแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต้องคอยดูธุรกิจของเรายังเติบโตได้หรือไม่ ผลลัพธ์เชิงตัวเลขเป็นไปตามเป้าหมายที่เราวางไว้หรือไม่ และสิ่งใหม่นั้นจะช่วยให้ธุรกิจหลักมีความคล่องตัวมากขึ้นหรือไม่

ยังกังวลเรื่องโควิด-19 หรือเปล่า

ถึงแม้ว่าตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนโควิด-19 เริ่มคุ้นชินและปรับตัวได้ประมาณหนึ่ง แต่ยังคงต้องระวัง เพราะตอนนี้เราเริ่มกลับมาจัดอีเวนต์มากขึ้น เพื่อเร่งกระตุ้นให้ตัวแทนประกันชีวิตทำงานมียอดขายต่อเนื่อง ไม่ใช่ช่วงสิ้นไตรมาสหรือสิ้นปีแล้วค่อยมาเร่งยอดขาย โดยการจัดอีเวนต์ที่กระตุ้นยอดขายได้ดี คือ การจัดโปรแกรมส่งเสริมการขายให้ไปท่องเที่ยวและสัมมนา เพราะนอกจากการได้เจอเพื่อนร่วมอาชีพไปเที่ยวด้วยกัน ยังมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนพูดคุยแชร์ประสบการณ์ ปัญหา หรือความท้าทายที่เคยเจอ แบบสบาย ๆ ไม่เครียด เพราะได้ท่องเที่ยวด้วย ซึ่งดีกว่าการให้มานั่งฟังบรรยาย ฟังทฤษฎีเพียงอย่างเดียว

หน้าตาของประกันชีวิตตอนนี้เปลี่ยนไปจากหลายปีก่อนอย่างไร

แบบประกันชีวิตที่ออกมาขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบประกันสุขภาพที่ออกมาในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนาแบบประกันโดยยึดแนวคิดหลักแบบ Outside In มุ่งคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าที่เฉพาะตัวมากขึ้น พิจารณาไปถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ารวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจของเราอย่างโรงพยาบาล ส่วนไหนที่เป็นใช้กันทั่วไปเราสามารถปรับให้มันง่ายขึ้นได้โดยใช้ระบบเข้ามาช่วย ในขณะที่ส่วนไหนที่ซับซ้อนก็ต้องใช้คนในการช่วยอธิบาย เพราะพื้นฐานของธุรกิจประกันภัยคือความเชื่อใจระหว่างคนซื้อกับคนขาย

ยกตัวอย่างเช่น แต่ก่อนซื้อประกันสุขภาพบางแบบที่ครอบคลุมถึงการคลอดบุตร แต่อย่างผมซื้อไปคงไม่ได้ใช้ เลยพัฒนาแบบประกันออกมาเป็นส่วนที่ซื้อเพิ่มเฉพาะที่ต้องการได้ หรืออย่างความคุ้มครองการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ลูกค้าบางคนอยากได้ แต่บางคนก็ไม่อยากได้เพิ่มเพราะมีสวัสดิการของบริษัทคุ้มครองอยู่แล้ว ก็เลยพัฒนาให้ซื้อแบบ Top Up เพิ่มได้

สาระ ล่ำซำ ผู้ไม่เชื่อเรื่องการอยู่ขอบสนาม เพราะผู้นำที่ดีต้องเป็นหนึ่งในผู้เล่น

การประชุมและสัมมนาเกี่ยวข้องกับธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตมากแค่ไหน

ธุรกิจประกันชีวิตเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนโดยตรง ไม่ได้พูดแค่บริษัทเรานะ แต่ยังรวมถึงทั้งภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตที่มีตัวแทนประกันชีวิตทั้งหมด 250,000 คน และนายหน้าประกันชีวิตที่มีมากกว่า 100,000 คน เพราะธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความเชื่อใจที่ลูกค้ามีให้กับคนขาย ยิ่งในปัจจุบันตลาดประกันภัยลูกค้ามีความต้องการเฉพาะตัวหรือ Personalization มากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น การสร้างความเชื่อใจโดยการพบกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก

ขายประกันผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างเดียวไม่ได้หรือ

ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เรามีการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้เยอะมาก ใช้สำหรับการประชุมออนไลน์ แต่อาจยังไม่เหมาะกับการอบรมออนไลน์ที่ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่เข้ามาอบรมด้วย เพราะการสอนที่เกี่ยวกับศาสตร์การขายของประกันและเรื่องอื่น ๆ จำเป็นต้องเห็นหน้า เห็นท่าทาง มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสอนกับคนเรียน เพราะมักเกี่ยวข้องกับ การให้คำปรึกษาการเงินกับลูกค้าซึ่งรวมถึงการใช้คำพูด บุคลิก และการแต่งกายด้วย

สำหรับการประชุมแบบเจอหน้าหรือแบบออนไลน์ เรามีการแบ่งโซนคนอบรมในแต่ละภูมิภาค เช่น ศูนย์กลางของโซนภาคเหนือจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์กลางของโซนภาคอีสานจะเป็นที่จังหวัดขอนแก่นและนครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งกลายเป็นว่า ไม่ต้องรอให้ทุกคนในแต่ละภูมิภาคเดินทางมาประชุมพร้อมกันที่สำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพ นอกจากนี้ยังสามารถจัดกิจกรรมที่แตกต่างกันให้แต่ละกลุ่มย่อย ทั้งที่บริษัทจัดขึ้นมาเอง และ ตัวแทนต้องการจะจัดกิจกรรมขึ้น

ผมมองว่าการอบรมอย่างเดียวที่อยู่ในห้องประชุมไม่ได้ดึงดูดให้คนอยากเข้าอบรม การจัดกิจกรรมที่ให้คนเข้าอบรมมีส่วนร่วมกันจึงดีกว่า ที่มากกว่านั้นหากสถานที่อบรมมีบรรยากาศที่ใช่ มีทิวทัศน์และการท่องเที่ยวด้วย จะทำให้ผลที่ได้ดีมากขึ้นไปอีก เพราะนอกจากคนที่เข้าอบรมได้องค์ความรู้จากคนสอนแล้วยังได้ความเป็นทีมเวิร์ก การช่วยเหลือระหว่างกัน ซึ่งธุรกิจของเราต้องมีการ Upskill-Reskill คนขายและกระตุ้นให้ตัวแทนประกันชีวิตจัดประชุมทีมงานของเขาเองกันเป็นทุกเดือนหรือทุกสัปดาห์  

บรรยากาศที่ใช่ คืออะไร

เป็นบรรยากาศของการสร้างพลังเป็นกลุ่ม ได้อยู่ด้วยกัน เรียนด้วยกัน สนุกด้วยกัน เป็นที่ที่ไม่เชิงเป็นห้องเรียน แต่มีกิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น การร้องเพลง เป็นตัวช่วยให้รู้สึกสบายใจ สร้างความเป็นทีมช่วยทำให้คนเข้าหากัน หลักการนี้ยังคงยึดใช้โดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องทางตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทฯ ที่มีคนหลากหลายสาขาอาชีพอยู่ร่วมกัน มีช่องว่างระหว่างวัยมาก เพราะอาชีพนี้ทำได้ตลอด ไม่มีการเกษียณ จึงมองว่าบรรยากาศที่สำนักงานใหญ่หรือสำนักงานภาคอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ แต่การเสริมสร้างบรรยากาศที่ใช่ตามที่กล่าวไปข้างต้นต่างหากที่สามารถช่วยทำให้ตัวแทนประกันชีวิตได้ทั้งความรู้และความเป็นทีมเวิร์ก

คุณสาระชอบไปจัดประชุมที่ไหนบ้าง

ที่ไหนก็ได้ครับขึ้นอยู่กับว่าเป็นงานอะไร เพราะถ้าจัดประชุมที่ใดที่หนึ่งบ่อยครั้งก็รู้สึกเบื่อ โดยถ้าเป็นงานสัมมนาก็อาจจะจัดที่ไม่ห่างจากตัวกรุงเทพ ฯ มากนัก เช่น หัวหิน พัทยา เขาใหญ่ หรืออาจเป็นเมืองรองบ้างอย่างปราจีนบุรี เพราะต้องคำนึงถึงต้นทุนและระยะเวลาในการเดินทาง แต่ถ้าเป็นทริปท่องเที่ยวเพื่อมอบเป็นรางวัล ส่วนใหญ่มักจัดในที่ไกล ๆ เลย และเป็นที่ที่คนอยากไปด้วยนะ เช่น หลีเป๊ะ หรืออาจทำเป็นทริปท่องเที่ยว Unseen อย่างที่พูดถึงกันมากในแอปฯ TikTok หรือเป็นทริปสายมู เราก็จัดพาทริปไหว้พญานาค

ผมว่าธุรกิจประชุมสัมมนาจะต้องจัดตาม Segment ที่เหมาะสมกับผู้เข้าร่วม เรื่องต้นทุน ระยะทางในการเดินทาง หรืออะไรที่ Unseen มีความแปลกใหม่ที่ช่วยกระตุ้นแรงจูงใจของคนทำงาน นอกจากนั้นเรายังสนใจเรื่องความยั่งยืนด้วย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการหาข้อมูลว่าสถานที่แบบใดคือต้นแบบเรื่องความยั่งยืนและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง

สาระ ล่ำซำ ผู้ไม่เชื่อเรื่องการอยู่ขอบสนาม เพราะผู้นำที่ดีต้องเป็นหนึ่งในผู้เล่น

แล้วศูนย์อบรมของเมืองไทยประกันชีวิตเองมีมากน้อยแค่ไหน

เราทำมาหลายที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นพื้นที่ศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาค เช่น ขอนแก่น หาดใหญ่ และเชียงใหม่ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่นั้นถือเป็นจุดใหญ่ที่มีพนักงานรวมอยู่มากกว่า 3,000 คน เมื่อมีการจัดงานอีเวนต์จะจัดทั้งเชียงใหม่และเมืองรอบ ๆ อย่างแม่ฮ่องสอน เชียงราย แพร่ หรือน่าน นอกจากนี้ที่ยังเป็นศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ กรณีที่มีเหตุให้ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ปกติ ศูนย์บริการที่เชียงใหม่ก็จะทำงานได้เลยโดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายคน ยกเว้นเรื่องทางเทคนิคอื่น ๆ ที่ค่อยว่ากันหน้างาน

ล่าสุดเรามีการตั้งศูนย์อบรมที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้บนพื้นที่ 48 ไร่ มีคนไปใช้งานทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมอบรมที่ใช้ระยะเวลาสั้น 1 – 2 วัน

คิดอย่างไรกับมาตรการนำค่าใช้จ่ายอบรมสัมมนามาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 – 2 เท่า พอหรือไม่

ผมชอบมาตรการนี้นะ และผมมองว่าวงการธุรกิจอื่นเขาก็ต้องการ เพราะประเทศไทย นอกจากมีความโดดเด่นนอกจากเรื่องการส่งออกแล้วยังโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวด้วย ปัจจุบันนี้การทำงานสามารถทำทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ดังนั้นถ้านำค่าใช้จ่ายจัดประชุมสัมมนาเพื่อลดหย่อนภาษีได้ด้วย จะชอบมากเลย เพราะกระตุ้นให้คนเกิดการเรียนรู้ Upskill-Reskill มากขึ้น และการจัดงานอบรมส่วนใหญ่มักจัดขึ้นภายในประเทศด้วย ทำให้รู้สึกว่าอยากจัดงานอบรมสัมมนานี้บ่อยมากขึ้นและกระจายลงแต่ละพื้นที่มากขึ้น

ทำอย่างไรให้ธุรกิจไมซ์หรือการอบรมสัมมนาเติบโตอย่างทั่วถึง

ผมว่าแต่ละเมืองต้องมีลักษณะวิถีของแต่ละเมืองที่โดดเด่นและน่าดึงดูด มีเสน่ห์ที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวหรือคนต่างพื้นที่อยากมาสักครั้ง เพื่อให้ขายได้ด้วยตัวมันเอง ไม่เช่นนั้นกลายเป็นว่าเราต้องไปสร้างคอนเทนต์เพื่อจูงใจขึ้นมา ซึ่งไม่ยั่งยืนเพราะเดี๋ยวคนก็เบื่อ สถานที่ท่องเที่ยวหรือวิถีคนเมืองที่น่าสนใจมีผลต่อการพิจารณาการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์นอกสถานที่

อีกเรื่องที่ผมมองว่าสำคัญมาก คือ การสื่อสาร ต้องมองกลับมาว่าเราทำได้ดีหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีโลกของอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ที่ทำให้ผู้บริโภคสื่อสารระหว่างกันได้ง่ายมากกว่าแต่ก่อน หากทางภาครัฐมีการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวได้ดี ผมว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกเป็นอย่างมาก ที่สำคัญต้องทำให้ตรงปกด้วยนะ (หัวเราะ)

สาระ ล่ำซำ ผู้ไม่เชื่อเรื่องการอยู่ขอบสนาม เพราะผู้นำที่ดีต้องเป็นหนึ่งในผู้เล่น

แล้วการทำงานของเมืองไทยประกันชีวิตตรงปกตลอดหรือเปล่า

ต้องทำให้ตรงปกให้หมด เพราะถ้าไม่ตรงปก โดนฟาดแน่ (หัวเราะ)

โลกของการทำงานย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้บ้าง ถ้าเป็นเรื่องที่มาจากคนของเราเอง ก็จะต้องมีการจัดอบรม พัฒนาเพิ่มพูนทักษะต่อไป

คุณให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่คำนึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มากแค่ไหน

เรื่อง ESG เราเริ่มทำกันมาสักพักแล้ว โดยแบ่งมองเป็น 3 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา คือ ส่วนภายในองค์กรของเรา ส่วนระหว่างองค์กรกับพันธมิตร และส่วนลูกค้าของพันธมิตรที่เป็นผู้บริโภคขั้นสุดท้าย ตอนนี้ทำกันอยู่มี 2 ด้าน คือ การพัฒนาแบบประกันที่ตอบโจทย์ในมุม ESG อย่างสังคมผู้สูงวัย หรือ การสนับสนุนความเสมอภาค เรื่องการเข้าถึงเรื่องการชำระเบี้ย เรื่องความหลากหลายทางเพศ เรื่องคนพิการและกลุ่มคนเปราะบาง

อีกด้านคือการลงทุน เมื่อรับเบี้ยประกันจากลูกค้ามาแล้วก็ต้องเอาไปลงทุนต่อ เกิดเป็นคำถามต่อไปว่าจะไปลงทุนกับใคร ถ้าให้ไปลงทุนกับกองทุนสีเขียวก็ต้องพิจารณาว่ามากพอ หรือเราสามารถลงทุนกองทุนดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ เพราะมันมีความเสี่ยงและเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับทุกคน หรือไม่องค์กรที่เราลงทุนนั้นมีแผนเรื่องความยั่งยืนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมหรือไม่ ซึ่งเราก็ต้องพิจารณา

ตอนนี้ในส่วนภายในองค์กร ได้มีการออกนโยบายให้บุคลากรของบริษัท ฯ ทุกระดับ รวมประมาณเกือบ 20,000 คน มีการแยกขยะ ทิ้งให้ถูกต้อง แยกขยะพลาสติก อาหาร ขยะปนเปื้อนออกจากกัน เริ่มใส่ใจกับเรื่องที่เล็กน้อยใกล้ตัวก่อนเพราะทุกคนเกี่ยวข้องมีส่วนกันทั้งหมด จากนั้นค่อยยกระดับให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเรามีการศึกษาต้นแบบในหลาย ๆ องค์กร เช่น ธนาคารกสิกรไทย ที่เป็นผู้ถือหุ้นของเรา เป็นต้น

สาระ ล่ำซำ ผู้ไม่เชื่อเรื่องการอยู่ขอบสนาม เพราะผู้นำที่ดีต้องเป็นหนึ่งในผู้เล่น

Questions answered by CEO of Muangthai Life Assurance PCL

1. ชอบดื่มชาหรือกาแฟ

ชอบดื่มกาแฟดำครับ

2. คุณสาระมีเวลานอนวันละกี่ชั่วโมง

มีเวลานอนประมาณ 5 ชั่วโมง ตอนนี้อยู่ในช่วงปรับตัวให้มีเวลานอนมากกว่านี้ เพราะได้ยินมาว่าอายุมากขึ้นควรนอนให้มากขึ้น

3. ได้อะไรจากลงแข่งไตรกีฬา

ตอนลงแข่งไตรกีฬา ยังตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไปเพื่ออะไร แต่พอได้ถึงเส้นชัยก็รู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกชอบกีฬาประเภทนี้

4. คิดว่าจะแข่งไตรกีฬาไปถึงเมื่อไหร่

ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะตอนนี้ก็ยังลงแข่งไตรกีฬาอยู่เรื่อย ๆ เพียงแต่ระยะทางเริ่มสั้นลง (หัวเราะ)

5. ประกันชีวิตเป็นเรื่องจัดการความเสี่ยง คุณสาระมีทุกอย่างแบบนี้แล้ว คิดว่าชีวิตยังเสี่ยงอยู่ไหม 

แน่นอนครับ ตอนนี้ชีวิตผมยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ และมักมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในการประกอบธุรกิจอย่างกฎหมายใหม่ ๆ หรือการเกิดดิสรัปชั่นของเทคโนโลยีในโลกใหม่ ทุกวันนี้ผมว่าทุกคนไม่ว่าคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่ากำลังเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนอยู่ครับ

6. กัปตันทีมของเมืองไทยประกันชีวิตอยู่ส่วนไหนของสนาม ลงแข่งด้วยหรือไม่

ก่อนจะเป็นกัปตันทีม เราเคยเป็นผู้เล่นในสนามมาก่อน ดังนั้นถ้าอยากให้ผู้เล่นในสนามเล่นได้ดี เราต้องลงมาลุยกับผู้เล่นในสนาม คอยให้อำนาจการตัดสินใจกับผู้เล่นบ้าง บางเรื่องเป็นเรื่องใหม่ก็ต้องตัดสินใจร่วมกัน ถ้ากองหน้าของเราบุกเก่ง เราก็สนับสนุนเขาให้ประสบความสำเร็จ ผมว่าท้ายสุดโดยสรุปแล้วจะกระจายอำนาจหรือรวบอำนาจไว้กับกัปตันทีมอย่างตัวผมเองมันเกิดขึ้นได้ทั้งสองแบบ ขึ้นอยู่กับว่าคนที่เราทำงานด้วยว่าเขาเป็นคนอย่างไร มีความสามารถและฝีมือมากน้อยเพียงใด

‘ไมซ์ไทย มนต์เสน่ห์สู่ความสำเร็จ’ โดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิรรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB)

หลังจากทั่วโลกฝ่ามรสุมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเกือบ 3 ปี ผู้คนล้วนต่างโหยหาการพบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นงานสังสรรค์ งานภาควิชาการหรือธุรกิจ วันนี้ ประเทศไทยพร้อมสำหรับการกลับมาจัดอีเวนต์ทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ ตามห้องประชุม ห้องสัมมนาและพื้นที่ธรรมชาติทั่วประเทศ โดยมี TCEB หน่วยงานรัฐที่มีพันธกิจในการผลักดัน ส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ประเทศไทย พร้อมกระตุ้นให้เกิดการจัดงานไมซ์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไปด้วยกัน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MICE และ TCEB ที่ : www.businesseventsthailand.com

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ยางพาราเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ วิถี สุพิทักษ์ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2528 ที่พ่อของเขาเปิดโรงงานน้ำยางข้น

ต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่ปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด กิจการของพ่อเลยเจริญรุ่งเรือง ตามอุปสงค์ตลาดที่เร่งผลิตถุงยางอนามัย

ครอบครัวของเขาล้วนทำธุรกิจเกี่ยวกับยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยาง คุณวิถีเข้ามารับช่วงต่อโรงงานยางน้ำข้น ส่วนน้องชาย คุณวิศิษฏ์ สุพิทักษ์ เลือกกลับมาพัฒนาเรื่องไม้ยางแปรรูปหลังเรียนจบ

Woodwork ก่อตั้งขึ้นในตอนนั้น ขยายกิจการไปได้ 3 โรงงาน คุณวิศิษฏ์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง พี่ชายจึงต้องมารับช่วงต่อธุรกิจที่กำลังไปได้ดี

การบริหารโรงงานน้ำยางข้นกับไม้แปรรูปต่างกันลิบลับ น้ำยางข้นอาศัยเครื่องจักรทันสมัยเป็นหลัก ส่วนไม้แปรรูปต้องพึ่งพาความเอาใจใส่ของคนทำ ซึ่งเข้ามือคุณวิถีในวัย 25 ผู้เรียนจบจากโรงเรียนประจำชายล้วนที่มิตรภาพระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

Woodwork อยู่ภายในการบริหารของคุณวิถีมาเกือบ 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเติบโตเป็นบริษัทผลิตไม้ยางแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ธุรกิจจะยืนหนึ่งบนยอดภูเขา คุณวิถียังหาทางพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความยั่งยืน เขาเริ่มจากแนวคิดอยากได้ต้นยางที่มีคุณภาพ จึงหาซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย ทำสวนยางอินทรีย์ด้วยใจ ก่อนจะศึกษาเรื่องการปลูกป่าร่วมยางอย่างจริงจังเพื่อรักษาธรรมชาติโดยรอบไว้ 

จากที่ดินในภาคเหนือสู่แผ่นดินตรังบ้านเกิด เขาทำโมเดลเดียวกันที่จังหวัดตรัง เพิ่มเติมคือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าป่าร่วมสวน เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และลานกิจกรรมของพนักงาน Woodwork

จึงไม่ใช่แค่ไม้ยางคุณภาพที่นักธุรกิจคนนี้ปลูกสำเร็จ เขายังสร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างอากาศดี ๆ ให้คนตรังสูดได้เต็มปอด 

คุณเป็นผู้บริหารที่เอาใจใส่กับ ‘คน’ มาก ทำใมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการทำธุรกิจ

ผมเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. โตมากับการอยู่กับเพื่อนเยอะ เราให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน เวลาทำงานก็ให้ความสำคัญกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สมัยก่อนที่น้ำยางข้น เรามุ่งเน้นเรื่องเทคนิค เครื่องจักร การใช้สารเคมี การใช้เทคโนโลยี ส่วนโรงงานไม้ยางเน้นฝีมือคน ที่ Woodwork การพัฒนาคนจึงสำคัญมาก เราเคยมีคนงานถึง 4,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน ขณะที่ผลผลิตเท่าเดิม เราพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มคุณภาพคน คุณภาพงาน คุณภาพชีวิต ซึ่งสำเร็จมาได้ระดับหนึ่ง เพราะคนเราลดไปเกือบครึ่ง แต่งานที่ได้หายไปไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในอดีตมี 2 คนประจำโต๊ะเลื่อย 1 คู่ เรียกกว่า นายม้ากับหางม้า ใช้ไม้ราว ๆ 6 – 7 ตัน วันนี้ทำงาน 8 ชม. เท่ากัน แต่ใช้ไม้ได้ถึง 10 ตัน 

พอศักยภาพเพิ่มขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น คนเลื่อยไม้เก่ง ๆ ของเราได้เงินมากถึง 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ดูแลพนักงานยังไงถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เรามองไปถึงความเป็นอยู่ มีการจัดอบรม สัมมนา พัฒนาความสามารถ ทำกิจกรรมเพื่อให้คนของเราได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่องค์กรเรามีคือคุณธรรม ไม่ใช่แค่กับคนของเรา แต่รวมถึงสังคมโดยรอบที่เขาอยู่โดยต้องไม่เดือดร้อนจากการทำธุรกิจของเรา

พักหลังมานี้ โรงงานทั้ง 9 แห่งของเราไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้างเลย เราอยู่ร่วมกับสังคมโดยรอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือลูกค้า ร้านค้า ไม่ใช่พัฒนาแค่ตัวเรา แต่พัฒนาเขาด้วย เราเอาใจใส่ มอบสิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนทางอ้อมก็ชุมชน เขาอาจจะได้ประโยชน์ พอมีโรงงานก็มีคนเพิ่มขึ้น เกิดร้านค้า เกิดกิจการ เกิดเป็นชุมชนขึ้นมา เราพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมทำเรื่องยางมาตลอด หลายครั้งไม้ยางคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะชาวสวนผสมโน่นผสมนี่ บางทีเจอไม้ลายซึ่งเกิดจากการดูแลไม่ดี ตัวเองอยากทำให้มันดี ก็เลยคิดสร้างโมเดลให้เป็นตัวอย่าง กอปรกับตอน พ.ศ. 2555 ได้ที่ที่เชียงราย ก็ตั้งใจปลูกยางดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อที่พอเวลาผ่านไปอีก 20 – 30 ปี ไม้ยางของเราจะสวยกว่าไม้ยางในละแวกนั้น 

เราเริ่มเปิดกรีดยางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ย้ำกับทีมงานตั้งแต่ต้นว่า คนกรีดยางของเราต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ ซึ่งเราทำได้ คนกรีดยางวันนี้มีรายได้ราว ๆ 240,000 – 250,000 บาทต่อปี เรามีวิธีจัดการระบบในสวน ทำให้คนงานทำงานน้อยลง จากทั่วไปกรีดได้วันละ 500 – 600 ต้น ก็กรีดได้ 2,000 ต้น ปีหนึ่งทำงานได้ 200 กว่าวัน แม้ราคายางจะน้อยลง แต่คนงานเรายังไม่เดือดร้อน

พอทำสวนยางคุณภาพแล้ว เราพบว่าพืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ไม่ดีต่อธรรมชาติเท่าไหร่ เลยศึกษาเรื่องป่าร่วมยางต่อ จนได้เจอกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ได้รู้จักแนวคิดที่บอกว่า ดินดี ดินไม่ดี ไม่มีจริงหรอก มีแต่ว่าปลูกอะไรเหมาะกับอะไร

อ.จุลพร บอกอะไรกับคุณในวันแรกที่เจอกัน

วันแรกที่เจอกันนี่อายเลยนะ น้องสถาปนิกแนะนำให้รู้จักอาจารย์ ทราบภายหลังว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน ผมเป็นคนตรัง เขาเป็นคนสมุย ตอนเจอกันวันนั้นผมเพิ่งกลับมาจากมาดากัสการ์ ขนต้นไม้กลับมาเพียบ ทั้งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นเบาบับ เล่าให้แกฟัง แกก็พูดกลับมาคำหนึ่งว่า “สิ่งที่คุณวิถีพูดนี่เหมือนสวนตรุษจีน” (หัวเราะ) 

แกก็อธิบายให้ฟังเพราะเราไม่มีความรู้ ถ้าปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวแมลงจะไปทำลาย ถ้าจะปลูกต้องหาไม้พื้นถิ่นที่เหมาะกับสภาพดิน บางอย่างเป็นไม้พื้นถิ่นจริง แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินนี้ก็ไม่รอด

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

การที่คนคนหนึ่งจะสร้างป่า ต้องเริ่มจากอะไร

เริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของกรมทรัพยากร หลายปีก่อนเขาปลดล็อกไม้ต้องห้ามให้เป็น Area-based คือคุณปลูกเอง ตัดใช้เองได้ แต่ห้ามบุกรุกป่าหรือธรรมชาติเด็ดขาด 

หลังจากกฎหมายนี้ออกมา จะเห็นหลายคนหันมาปลูกต้นไม้ สร้างเป็นทรัพย์สิน ผมเองก็ได้พัฒนาโครงการออมต้นไม้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สโมสรโรตารี่ และกลุ่มแลตรังยั่งยืน เราจะให้พนักงานโดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็ก เอาต้นไม้ไปปลูกที่บ้านคนละ 2 – 3 ต้น ผ่านไปสัก 30 ปีเขาโตขึ้น ต้นไม้น่าจะมีราคาหลักแสน 30 ปีเท่ากับราว ๆ 10,000 วัน ก็เทียบเท่าเขาออมเงินวันละ 10 บาท 3 ต้นก็ 30 บาท มันทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้เรื่องการออม 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแลตรังยั่งยืนเพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศให้ชุมชน หรือในอนาคตอันใกล้ ผมว่าคาร์บอนเครดิตจะเข้ามีบทบาทในระดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้าเราปูพื้นฐานการรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้นยางพาราที่ปลูกอย่างเอาใจใส่จะเป็นแบบไหน

เราทำทุกอย่างเป็นอินทรีย์หมด แต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีนะ แต่ 4 – 5 ปีมาแล้วเราไม่แตะเลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย ล้วนเป็นอินทรีย์หมด บางทีก็ใช้เป็นชีวภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

ต้นยางจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ตอนอายุ 7 ปี กรีดไปได้อีกถึง 15 ปี ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจได้แค่ 12 – 13 ปี พอน้ำยางหมดก็ตัดเอาไม้มาแปรรูป แต่ผมกำลังทดลองว่า ถ้าดูแลดี ๆ ไม่ให้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่อินทรีย์ มีเวลาพักฟื้น ดูแลเปลือกให้ดี ผมจะกรีดยางไปได้ถึง 20 – 30 ปีไหม 

ประเทศไทยมีไร่ยางอยู่ประมาณ 18 – 19 ล้านไร่ ปีหนึ่งตัดสัก 4 – 5 แสนไร่เพื่อแปรรูป ภาคใต้เยอะสุดเพราะเป็นจังหวัดเริ่มต้น ตั้งแต่ที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี นำพันธุ์ยางเข้ามาจากมาเลเซีย และปลูกที่ตรังเป็นที่แรก ตอนนี้มีกระจายทั่วประเทศ อีสานก็เยอะ บึงกาฬ อุดรธานี อย่างบึงกาฬเขาก็พยายามพัฒนาเป็นจังหวัดยาง บุรีรัมย์ ชัยภูมิก็มี ที่น้อยสุดน่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือมีที่เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง 

ต้นยางจึงให้แค่น้ำยางกับไม้แปรรูป ที่ส่วนมากนำมาทำเฟอร์นิเจอร์

เป็นแบบนั้นมาตลอด ยางมี 2 ระบบคือ หนึ่ง ระบบจุ่ม เช่น ทำถุงมือ ถุงยาง อันนี้ต้องมาเป็นน้ำ สองคือยางแท่ง ยางกันชน แบบนี้มาเป็นก้อน ส่วนไม้ยางเราส่งไปจีน ส่งไปเป็น Material เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ แต่วันนี้เราพยายามพัฒนาให้ไม้ยางแข็งแรงจนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้ พัฒนาเรื่องความคงทน ความยืดหยุ่น ทำร่วมกับญี่ปุ่น เพราะเขาเก่งเรื่องไม้ แล้วสร้างเป็นแบรนด์ใหม่

ถ้าใครได้มาตรังลองแวะไปที่ร้านกาแฟ Occur ที่นั่นโครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้ยางทั้งหลัง

ปัจจุบันคุณวิถีมีป่าร่วมยางกี่ไร่

ที่เชียงรายประมาณ 1,700 ไร่เศษ ทำที่เชียงรายเสร็จ ก็นึกว่าทำไมไม่กลับมาทำที่บ้านเราบ้าง มาได้ที่ตรงวิถีตรังนี่แหละ 116 ไร่ พอเริ่มทำก็ไม่มีประสบการณ์เชิงการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยากสร้างความยั่งยืน ก็เลยไปรวมตัวกับภาคประชาชน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ธุรกิจรีสอร์ตเล็ก ๆ สร้างกลุ่มที่ชื่อว่า แลตรังยั่งยืน ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติตรังและพัฒนาแนวทางไปสู่ 4อ คือ อารมณ์ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย 

ตอนนี้ก็เริ่มจากการปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่เดิมที่วิถีตรัง เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนของเราได้มีธรรมชาติในชีวิต ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมอมรม สัมมนา และพัฒนาความรู้คน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริม ใครมีบ้านมีพื้นที่ก็ช่วยกันปลูกได้เลย

อันนั้นเรื่องป่า อีกโครงการที่แลตรังยั่งยืนทำขึ้นมาคือ ศูนย์ศิลปะวิถี ร่วมกับ อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง จัดเป็นงานประเพณีศิลปวัฒนธรรม บางปีก็มีศิลปินระดับโลกมาจอยด้วย หรือถ้าเป็นเชิงการท่องเที่ยว ถ้าใครสนใจกิจกรรมเชิงผจญภัย เราก็จะสำรวจเส้นทางเดินป่า คุยกับกรมป่าไม้หรืออุทยาน ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน ฝึกให้เขานำทาง สร้างรายได้

กลุ่มเราเหนียวแน่นนะ ทำงานกันมาแล้ว 7 – 8 เดือน มีประชุมทุกเดือน นี่เดี๋ยวจะพาอาจารย์จุลพรไปเดินป่า ก็ต้องสำรวจเส้นทางไว้เหมือนกัน

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

จังหวัดตรังพิเศษยังไงสำหรับคุณ

ผมเป็นคนตรัง เติบโต เรียนหนังสือที่ตรัง ช่วงมัธยมย้ายมากรุงเทพฯ พอจบมหาลัยก็กลับไปตรัง ผมใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด พอเรียนรู้อะไรมาก็อยากเอากลับไปพัฒนาที่บ้านเรา

จังหวัดตรังสำหรับผมน่าสนใจ เราไม่ใช่จังหวัดที่เจริญทางอุตสาหกรรม ต้องขอพูดถึง ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีแนวคิดจะทำตรังให้เป็นเมืองการศึกษา ท่านเองก็รักสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตรังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองได้ 

เราไม่ได้ขายสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู แต่เราขายสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็กำลังทำให้อากาศดี ออกซิเจนสูง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนแล้ว

บ้านเราเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่เกิดปัญหารถติด ปัญหามลภาวะ เป็นเมืองปลอดภัยเมืองหนึ่ง สิ่งที่เราเข้าไปเติมได้คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยกัน เพราะสิ่งนี้จะอยู่กับตรังไปตลอด อยู่ติดตัวลูกหลานชาวตรัง

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปสู่การดำเนินงานธุรกิจของ Woodwork อย่างไรบ้าง

เราต่อยอดไปหลายอย่าง ปัจจุบันโรงงานมี 9 โมง มีโรงไม้ชีวมวลที่เกี่ยวกับฟาร์ม เราทำลักษณะแบบ BCG (Bio Circular Green Economy) นำของเหลือจากไม้มาทำวัสดุปลูกก้อนเห็ด เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะ หลังจากนั้นเราก็หาตลาดที่รับไปแปรรูปให้เขา สกัดเป็นโปรตีนทางเลือก เครื่องสำอาง อาหาร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากเห็ดก็ยังมีสมุนไพรที่ปลูกร่วมกับยางบนแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีพืชเชิงสูง เชิงกลาง และพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหน้าดิน รวมไปถึงการพัฒนาไม้ยางให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เล่าให้ฟัง

สัปดาห์ก่อนที่ไปวิถีตรัง จังหวัดตรัง เจอลูกชายคุณด้วย

ใช่ ๆ (ยิ้ม) ผมมีลูกชาย 2 คน คนที่เจอคือคนน้อง เพราะคนพี่อยู่นิวซีแลนด์ ยังกลับประเทศไม่ได้ ส่วนคนนี้เพิ่งเรียนจบ กลับมาดูงาน

ลูกชายสนใจธุรกิจของพ่อไหม

ก็เริ่มสนใจนะ (หัวเราะ) คนรุ่นใหม่นี่ความคิดความอ่านเร็วมาก แต่เรื่องประสบการณ์ เราต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ผมก็พยายามปลูกฝังเรื่องวิธีคิด เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็พยายามดึง ๆ ให้กลับมาเรียนรู้ธุรกิจบ้าง

ตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเรื่อง Marketing ปกติเราไม่เคยมีการตลาดแบบนี้ ขายเป็น Mass ส่งไปจีน เดือนหนึ่ง 500 ตู้ 1,000 ตู้ ไม่เคยขายปลีกออนไลน์ พวกลูก ๆ เขาเร็วเรื่องเทคโนโลยี รุ่นผมนี่หมดสิทธิ์ ยังไงก็ต้องฟังไอเดียเขา ปล่อยให้เขาทำ 

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

จากที่เคยเป็นนักธุรกิจที่ทำแต่ธุรกิจของตัวเอง วันนี้ทำโครงการมากมายกับชุมชน คนในท้องที่ คุณมองบทบาทตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในอนาคตเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำให้เกิดคุณค่ากับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอะไรให้ส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่ Woodwork พัฒนาคนมาตั้งแต่แรก ตอนนี้คนในทีมผมเก่งมาก ๆ ทั้งในเรื่องบริหารจัดการโรงงาน จัดการองค์กร หรือดำเนินงานต่าง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องเข้าไปช่วยอีกแล้ว เราจะคุยกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ อย่างนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้ไปทำงานภาคสังคม ได้มานั่งคุยกับ The Cloud งานไหนทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนในชุมชนหรือองค์กร ทำให้เขาพัฒนามากขึ้น งานนั้นก็อยากทำ

เหมือนงาน Good Business Trip ที่ The Cloud จะพาคนไปเยี่ยมวิถีตรัง ผมก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ผมอาจจะให้ไป 10 อย่าง เขาเอาไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว

การทำงานเพื่อสังคมอาจไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน แต่กำไรที่คุณวิถีได้คืออะไร

ถ้าเทียบกับหลัก 4อ ที่ตัวเองเปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ อารมณ์ 

แต่ก่อนเวลามีอะไรมากระทบกระทั่งเรา นึกภาพเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็จะฟึดฟัด หงุดหงิด ผมปลูกต้นไม้มา 5 ปีแล้ว กว่าจะโตต้องรอ 20 – 30 ปี เราเลยกลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้อีก 20 – 30 ปีจะได้ถึงวันที่ต้นไม้มันโต ผมอยากเห็น

ถ้าเป็นวัตถุ คุณต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเพื่อให้งดงาม แต่ต้นไม้นี่งอกงามด้วยตัวของมันเอง เราไม่ต้องทาสี ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่รดน้ำ ให้ความรัก มอบหัวใจให้มัน ถ้าส่วนไหนของมันบดบังเรา ก็แค่เอามีดไปตัดออก เราทำแค่นั้นเลย แล้วมันจะโตสวยงามขึ้นทุกวัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นมันเติบโต เหมือนเวลาเราทำงาน เห็นงานสำเร็จก็มีความสุข เวลามีครอบครัว เห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรงก็มีความสุข คุณลองไปทำสวนดูนะ คุณจะได้อาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย คุณจะได้เจอหมอน้อยลง 

หรืออาจจะเป็นด้วยวัยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เริ่มจะแก่ (หัวเราะ)

แปลว่าที่บ้านต้นไม้เยอะ

ใช่ บ้านอยู่กลางเมืองเลยนะ ตรงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว ผมไปทำอะไรที่ไหนจะได้อานิสงส์จากสิ่งแวดล้อมตลอด หน้าบ้านเลยเป็นวิวสวนเลย ในโรงงานก็เหมือนกัน ร่มรื่น เขียว สวยงาม

คำถามสุดท้าย คุณพัฒนาคนมาเยอะ ทั้งในฐานะผู้บริหาร พ่อ และประชากรชาวตรัง เราจะสร้างคนที่เห็นคุณค่าของจังหวัด ชุมชน และสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้ยังไง

ไม่ว่าจะทำอะไร คุณต้องมี Sense of Belonging ความเป็นเจ้าของเป็นได้ทั้งกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรมและจิตวิญญาณ อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็มีความเป็นเจ้าของ ถ้าใครได้ไปเยี่ยมวิถีตรังก็ควรจะมีความรู้สึกนี้เช่นกัน

มองแบบนี้นะ เราอยู่บนโลกใบนี้ไม่เกิน 30,000 วันหรอก ไม่มีใครเกินนี้ ความเป็นเจ้าของอาจแค่มาแล้วก็ไป แต่ถ้าทุกคนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับโลกใบนี้ เราน่าจะร่วมสร้างสิ่งที่สวยงามได้ 

จังหวัดตรังเราพยายามสร้างแนวคิดแบบนี้ คุณเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตรัง คุณก็เป็นเจ้าของตรัง ณ ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากทำลายของตัวเอง เราจึงสร้างแนวคิดนี้ให้กับการท่องเที่ยวเมืองตรัง อยากให้ทุกคนได้สัมผัสตรัง ได้ดูแลรักษา และเรียนรู้จากจังหวัดของเรา

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

Questions answered by the Chairman of Woodwork Co.,Ltd. 

1.เมนูกาแฟโปรด

อเมริกาโน่กับคาปูชิโน่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอเมริกาโน่เพราะงดน้ำตาลอยู่ ร้อนเย็นแล้วแต่สภาพอากาศ กลางวันหรือเช้า ๆ ก็ร้อน เย็น ๆ หรือเวลาออกกำลังกายจะดื่มเย็น

2.หนังสือที่อยากให้ลูกชายอ่าน

หนังสือที่พูดเรื่อง Mindset ทัศนคติ จินตนาการภาพบวก เราให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านแล้ว ตาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ดู TikTok แต่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ฟังกับรับภาพมันง่ายกว่า เร็วกว่า

3.ข้อดีของตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูก

ความเป็นคนมีน้ำใจ พอโตขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง ตัวเองไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

วันนี้ผมคุยกับ The Cloud ผมก็ต้องดูว่า The Cloud อยากได้อะไรจากเรา ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเกิดประโยชน์ได้ด้วย 

อีกเรื่องคือความเชื่อว่า ความดีจะชนะทุกอย่าง ฉะนั้น คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

4.บทเรียนจากกีฬากอล์ฟ

สอนให้เป็นคนนิ่ง รู้จักวางแผน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เวลาเราตี ไม่มีกรรมการมากำกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ นับถือตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง

5.ทริปล่าสุด

ไปเที่ยวญี่ปุ่น

6.คำพูดติดปาก

นึกไม่ออก มันแล้วแต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนา ผมจะมองเขาเป็นหลัก

7.ร้านอาหารในตรังที่พลาดไม่ได้

ร้าน Richy หรือถ้าอยากกินอาหารอิตาเลียนก็ Lion’s Tale อีกอันที่ต้องไปยกเว้นตอนกลางคืนฝนตก คือ โกปี๊ โกปัง เป็นร้านกาแฟสไตล์คนเมืองตรัง พวกผมไปกันบ่อย ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 30 บาท โม้ได้ทั้งคืน คุ้มมาก (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load