สะพรั่ง (Saprang) เป็นชื่อแบรนด์ออกแบบเครื่องประดับของ เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล ดีไซเนอร์คู่รักที่ออกแบบเครื่องประดับด้วยความชอบและคัดสรรความงามของธรรมชาติผ่านประสบการณ์ 14 ปี

คนหนุ่มคนสาวพางานทองเหลืองไทยแท้โลดเล่นระดับสากล ทั้ง Blueprint Singapore, Milan Design Week และ Maison & Objet Paris แถมยังคว้ารางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจาก Design Excellence Award (DEmark)

เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล
Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

เรานัดพบเขาและเธอที่ชามเริญ สตูดิโอ ย่านสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ สตูดิโอที่ทำงานด้านเซรามิกมายาวนาน พื้นที่บางส่วนยังมีร่องรอยของการจัดงานที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน ‘ชามเริญ’ และ ‘สะพรั่ง’ เป็นตัวตั้งตัวตีในการรวบรวมกลุ่มเพื่อนพี่น้องที่ทำงานออกแบบมาจัดงาน ‘ชามเริญ+สะพรั่ง พี่น้องและผองเพื่อน’ เพื่อขับเคลื่อนวงการศิลปะของเชียงใหม่ และเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล Chiangmai Design Week 2020

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

ภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่ บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้สองชั้นตั้งห่างไปไม่ไกล ใต้ถุนบ้านมีโต๊ะไม้ตัวยาวเรียบง่าย ถัดไปไม่กี่ก้าวเป็นสระว่ายน้ำขนาดย่อม บ้านหลังนี้ใช้เป็นเกสต์เฮาส์สำหรับแขกที่เข้าพัก ทว่าเมื่อการเดินทางถูกจำกัด บ้านหลังงามจึงว่าง เราถือโอกาสใช้พื้นที่แสนสวยนี้คุยกันถึงเรื่องราวเริ่มตั้งแต่ตอนที่ทุกอย่างยังไม่บาน ‘สะพรั่ง’

ก่อนทุกอย่างจะบานสะพรั่ง

หลังใช้เวลาเรียนรู้ในภาควิชาออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ครบตามหลักสูตร บอลตัดสินใจเข้าทำงานประจำในบริษัทออกแบบเครื่องประดับ เพื่อเรียนรู้การทำงานแบบมืออาชีพ ในขณะที่เหว่าวางมือจากค้อนและคีม หันไปจับจอบเสียม กลับไปช่วยพ่อแม่ทำนาที่บ้านเกิด

“ตอนนั้นที่บ้านขาดคนช่วยทำนา เราไม่ได้คิดอะไร เรียนจบก็ไปทำนา” เหว่าเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะครื้นเครง

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

ระยะเวลาผ่านไปปีกว่า บอลรับงานโปรเจกต์หนึ่งซึ่งต้องใช้พื้นที่และเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน สุดท้ายมาทำที่บ้านเหว่า จังหวัดสุพรรณบุรี นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของแบรนด์สะพรั่ง หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกัน รวมถึงแนวความคิดเรื่องงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลังจากจบโปรเจกต์ ทั้งคู่หมายมั่นตั้งใจลงมือสร้างงานเพื่อเข้าร่วมโครงการ Talent Thai

โครงการ Talent Thai ในตอนนั้นถือเป็นโครงการที่เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบหน้าใหม่ ได้พื้นที่แสดงผลงานออกแบบโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการประกวด บอลกับเหว่าร่วมมือกับเพื่อนอีกสองคนจนได้ชัยชนะ พวกเขาได้แสดงผลงานชุดแรกและได้รับผลตอบรับดีเกินคาด ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้ทั้งคู่มาก หลังจบงาน เขาและเธอก็รู้แล้วว่า อนาคตจากนี้ไป จะฝากเอาไว้กับการสร้างแบรนด์ออกแบบเครื่องประดับ

เมื่อตัดสินใจทำงานร่วมกัน นอกเหนือจากออกแบบชิ้นงานให้มีสไตล์ของตัวเอง และสวยงามเมื่อประดับอยู่บนร่างกายของลูกค้า สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองคนให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสิ่งอื่นคือการตั้งชื่อแบรนด์

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

“ชื่อแบรนด์ต้องจำง่าย สะกดง่ายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อีกอย่างเราอยากได้ชื่อไทยๆ เป็นคำเก่าที่ความหมายดี และสะท้อนถึงสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ คิดกันหลายเดือนมาก จนวันหนึ่งพี่เหว่าอ่านนิตยสารเล่มหนึ่ง มีคอลัมน์ประกวดนางงาม ในบทความนั้นเขียนไว้ท่อนหนึ่งว่า นางงามนั้นสวยสะพรั่ง

“เขาเกิดชอบใจคำนี้ขึ้นมา เราก็ชอบด้วย ภาษาอังกฤษก็เขียนง่าย S-A-P-R-A-N-G ฝรั่งออกเสียงตามได้ง่าย และสื่อความหมายถึงเครื่องประดับได้ดี เลยกลายเป็นที่มาของชื่อแบรนด์” บอลบอกเล่าที่มาของสะพรั่งให้เราฟัง

ออกแบบให้ใส่แล้วสวยสะพรั่ง

การออกแบบเครื่องประดับของสะพรั่งเกิดจากความชอบส่วนตัวผสานกับทักษะการออกแบบ งานบางชิ้นเริ่มต้นบนหน้ากระดาษ ขณะที่งานหลายชิ้นเกิดขึ้นเมื่อลงมือทำ พร้อมแนวความคิดว่า งานออกแบบเครื่องประดับทำมาเพื่อประดับบนร่างกาย เมื่อออกแบบเครื่องประดับสักชิ้น นอกจากถูกใจคนทำแล้ว ยังต้องชูบุคลิกของผู้สวมใส่ให้โดดเด่นด้วย

ทองเหลืองกลายเป็นวัสดุหลักที่ทั้งสองคนเลือกใช้ในการทำงาน ด้วยความชื่นชอบส่วนตัว แม้ไม่ได้หรูหราเหมือนเงินหรือทองคำ แต่จะกลายเป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่า งานออกแบบชิ้นนั้นดีพอจะสะดุดตาผู้คนหรือไม่

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

ในการทำงานที่ต้องใช้ความประณีต เหว่าและบอลช่วยกันสร้างสรรค์เครื่องประดับด้วยความใส่ใจ ทั้งเลื่อยแผ่นทองเหลืองให้ได้รูปร่างตามที่ออกแบบ เคาะเพื่อขึ้นรูปหรือสร้างพื้นผิวที่ต้องการด้วยหลากหลายเทคนิค ทั้งการดัด การเป่าความร้อน และการทุบ พวกเขายังแกะลวดลายที่สะท้อนความงามและอารมณ์สร้างสรรค์ชิ้นงานลงบนค้อน จากนั้นบรรจงเคาะค้อนลงบนแผ่นทองเหลือง จนกลายเป็นพื้นผิวที่ให้ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของสะพรั่ง

“แนวคิดในการออกแบบของเราไม่ได้ตายตัวหรือมีแค่อย่างเดียว บางครั้งเราได้ไอเดียมาจากการเดินดูนั่นนี่ อย่างเข็มกลัดไม้ไผ่ที่ได้รับรางวัล DEmark เราได้ไอเดียมาจากกิ่งไผ่หลังบ้าน เรามองเห็นความงามของมัน ธรรมชาติออกแบบตัวมันเองเสมอ เราเพียงใช้มุมมองของเราไปคัดเลือกมา ผสมกับการออกแบบที่เราชอบ กลายเป็นงานในแบบสะพรั่ง” บอลเล่าถึงการออกแบบเข็มกลัดไม้ไผ่ที่ติดบนเสื้อของเธอ

เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล สะพรั่ง (Saprang)

“บางครั้งเราใช้วิธีขยายสเกล อย่างลูกยางที่เราใช้ตกแต่งร้าน แต่งเพดาน จริงๆ แล้วเริ่มจากต่างหูเล็กๆ พอเราอยากหาของแต่งร้านก็ไม่อยากซื้อ เลยขยายขนาดของต่างหูลูกยางที่มีอยู่แล้วให้ใหญ่ขึ้น กลายเป็นข้ามจากงานเครื่องประดับสู่ของแต่งบ้าน ยังมีงานเชิงทดลองอีกหลากหลาย 

เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล สะพรั่ง (Saprang)

“บางครั้งเราลองทำงานจักสานลายขัด เอามาเล่นกับงานทองเหลือง ก็ได้งานใหม่ๆ ที่ให้ความรู้สึกอีกแบบ อย่างที่เราบอก มันไม่ตายตัว วันข้างหน้าคงมีอะไรที่แตกต่างออกมาอีกเรื่อยๆ” เหว่าช่วยเสริมเรื่องการออกแบบของสะพรั่ง

ข้อดีของการเป็นทั้งนักออกแบบและช่างฝีมือ เวลาคิดงานหรือได้ไอเดียใหม่ๆ ทั้งคู่จะลงมือทดลองทำชิ้นงานนั้นทันที เมื่อได้งานที่พอใจแล้ว ก็ถ่ายทอดงานไปสู่ช่างฝีมือให้ทำตามแบบที่พวกเขาต้องการได้

สะพรั่งในเมืองกรุง

สะพรั่งถือเป็นเจ้าประจำในการออกร้านทั้งในและต่างประเทศ การออกร้านสมัยนั้นเป็นเหมือนศูนย์รวมของการแสดงสินค้าและมีผู้คนแทบทุกวงการเข้าร่วม ทั้งกลุ่มลูกค้าที่มาเลือกซื้อของ ดีลเลอร์จากห้างใหญ่ๆ และสื่อทุกสำนัก เป็นโอกาสดีที่ทำให้งานของสะพรั่งปรากฏตัวตามหน้าสื่ออย่างไม่ขาดสาย เริ่มเป็นที่รู้จักของตลาด ได้ไปวางขายบนห้างใหญ่ จนวันหนึ่งทั้งคู่ปรึกษากันว่าควรมีหน้าร้านของตัวเองเสียที

“ตอนนั้นไปเช่าที่ในสวนลุมไนท์บาซาร์ ผลตอบรับค่อนข้างดี ดูแลไม่มากเท่าไหร่เพราะเป็นตลาดกลางคืน เราอยู่มาระยะหนึ่งก็มีเหตุการณ์ทางการเมือง มีการลอบวางระเบิดทั่วกรุงเทพฯ ที่สวนลุมเองก็ด้วย เลยตัดสินใจปิดร้านก่อน ไม่ได้ปิดเพราะเจ๊งนะ ปิดเพราะกลัวระเบิด” บอลเล่าให้ฟังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

สะพรั่งโยกย้ายตัวเองไปเปิดในห้าง Terminal 21 เน้นขายนักท่องเที่ยวเป็นหลัก เนื่องด้วยพื้นที่จำกัด พวกเขาจึงขยับขยายตัวเองไปจับจองพื้นที่แถวเอกมัย คราวนี้ได้พื้นที่ใหญ่สมใจ จัดร้านโชว์สินค้าได้เต็มที่ พอผ่านเวลาไป ทั้งคู่กลับรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตัวเองที่ต้องอยู่กับที่ และต้องจัดการสิ่งต่างๆ มากมาย สุดท้ายพวกเขาเลือกปิดหน้าร้านของตัวเองลงอีกครั้ง

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

บานสะพรั่งบนสายลมเหนือ

เชียงใหม่-เมืองในฝันของใครหลายคนที่เมื่อได้มาเยือนแล้วจะหลงมนตร์เสน่ห์ ทั้งบรรยากาศ ผู้คน และการใช้ชีวิต เหว่าและบอลก็มิใช่ข้อยกเว้น ทั้งคู่ขึ้นเหนือเป็นประจำเพื่อเข้าร่วมงาน NAP (Nimmanhaemin Art & Design Promenade) งานแสดงสินค้าที่ถือว่าเป็นงานระดับท็อปของเชียงใหม่ และแวะเวียนมาเยือนเพื่อนฝูงอยู่เป็นประจำ ทั้งคู่ได้ถูกชักชวนให้เข้าไปอยู่ในโครงการบ้านข้างวัด โครงการที่รวบรวมร้านค้า Handicraft ในเชียงใหม่กว่า 20 ร้านค้ามาอยู่ร่วมกันในรูปแบบชุมชน 

“ทีแรกตอนมาเชียงใหม่ เราคิดว่าจะมาเที่ยว มาขายของเท่านั้น ถ้ามีทำเลดีๆ เปิดร้านก็อาจจะเปิดแล้วให้คนดูแล ส่วนเราคงกลับไปอยู่กรุงเทพฯ ด้วยเงื่อนไขของบ้านข้างวัด เขาอยากให้พักอาศัยด้วย เราเลยถือเป็นจังหวะ ที่จะย้ายมาใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ดูสักครั้ง”

ชีวิตในเชียงใหม่ของสะพรั่งเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เหว่าเดินทางไปทั่วจังหวัดเพื่อพบปะเพื่อนฝูงและพบเจอมิตรสหายใหม่ๆ และยังชักชวนกลุ่มเพื่อนมาจัดงานอีเวนต์ต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนวงการออกแบบและศิลปะของเชียงใหม่ พร้อมทั้งออกเดินสายตามงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องดังเช่นตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อเปิดร้านที่บ้านข้างวัดได้ 2 ปี ทั้งคู่เริ่มอิ่มตัวกับการมีหน้าร้าน ทำให้สะพรั่งตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเช่าร้าน และออกมาสร้างเส้นทางใหม่ของตัวเอง 

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

ล้อที่ไม่เคยหยุดหมุนของสะพรั่ง

เส้นทางที่หมุนไปตามหัวใจ หมุนไปตามวงล้อ รถเทรลเลอร์ขนาดย่อมกลายเป็นสตูดิโอเคลื่อนที่ ในวันที่ฟ้าหม่น ผู้คนเริ่มเหี่ยวเฉากับสถานการณ์ COVID-19 สะพรั่งเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ เมื่อคนไม่ออกมาหา พวกเขาจะเป็นฝ่ายไปหาเอง

“จริงๆ แล้วโปรเจกต์เทรลเลอร์นี่มีมาประมาณห้าปีก่อนแล้วนะ แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำสักที คือเราพอรู้ตัวเองว่าเราไม่ชอบอยู่กับที่ เราไม่ค่อยชอบจัดการอะไรที่มันยุ่งยากเกินไป ทีนี้เราอยากเดินทาง ไปแวะหาเพื่อนคนนั้นที คนโน้นที เลยคิดกันว่า เราน่าจะมีเทรลเลอร์สักคัน ขนอุปกรณ์เราไปด้วย เกิดได้ไอเดียขึ้นมากลางทางจะได้ทำงานได้เลย และมันก็ดูน่าสนุกดีออก ทีนี้พอ COVID-19 เข้ามา กลายเป็นว่าเราว่าง เรามีเวลาแล้ว โปรเจกต์เทรลเลอร์เลยได้เป็นรูปเป็นร่างเสียที” บอลเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสตูดิโอเคลื่อนที่

เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล สะพรั่ง (Saprang)
เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล สะพรั่ง (Saprang)

“จริงๆ แล้วมันเป็นได้หลายอย่าง เป็นห้องทำงาน จัดแสดงงาน เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่เคลื่อนย้ายไปในที่ต่างๆ ได้ ครั้งแรกก็ลากไปรวมกับเพื่อนๆ กลุ่ม Clayative ที่อยุธยา ส่วนที่จริงจังคงเป็นตอนลากมาที่ชามเริญสตูดิโอช่วง Chiangmai Design Week ที่ผ่านมานี่แหละ” เหว่าช่วยเสริม

ปรับตัวเพื่อให้แบรนด์และชีวิตยังคงบานสะพรั่ง

ภายใต้สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก กินเวลามาปีกว่าและยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงในระยะเวลาอันใกล้ สะพรั่งก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่ได้รับผลกระทบเข้าเต็มๆ เนื่องจากงานแสดงสินค้าต่างๆ ถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด ยอดซื้อจากต่างประเทศก็ลดลง แต่พวกเขาเลือกที่จะต่อสู้ และไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์นี้

“ช่วงนี้เราเน้นตลาดในประเทศมากขึ้น” บอลพูด “จากที่แต่ก่อนเราอาจจะเน้นออกแฟร์ เน้นไปที่การขายต่างประเทศ ถึงตอนนี้เราก็ต้องหันมาจับกลุ่มลูกค้าในประเทศ เมื่อเราขายแฟร์ไม่ได้ เราก็ไปขายตามตลาดที่มีคุณภาพอย่างตลาดจริงใจ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวและมีศักยภาพในการซื้อดีทีเดียว”

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

“เราเริ่มหันมาโฟกัสกับการทำออนไลน์มากขึ้นกว่าเดิมด้วย จากที่เมื่อก่อนเราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก และจริงๆ แล้วการที่เราทำเทรลเลอร์ขึ้นมา มันก็เป็นการบ่งบอกนะว่า เราไม่อยากเงียบหายไปกับสถานการณ์นี้ เราอยากให้รู้ว่าสะพรั่งยังคงทำงานอยู่ เรายังเคลื่อนไหวและไม่ยอมแพ้” เหว่าช่วยเสริมในประเด็นการเอาตัวรอดจาก COVID-19

ย่างเข้าสู่ปีที่ 14 ถือเป็นการยืนระยะอย่างมั่นคงของแบรนด์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร แม้ว่าช่วงขวบปีที่ผ่านมา พวกเขาจะเจอกับมรสุมเดียวกันกับที่คนทั้งโลกเจอ แต่สะพรั่งก็เลือกมั่นคงในเส้นทางของตัวเอง ไม่หยุดยั้งที่จะออกแบบชิ้นงานใหม่ๆ รวมถึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการขับเคลื่อนวงการออกแบบและศิลปะ ให้เดินหน้าต่อไปในวันที่หลายคนเริ่มอ่อนแรง

ล้อรถเทรลเลอร์ของสะพรั่งหมุนอีกครั้ง ชีวิตของเหว่าและบอลเดินทางไปพร้อมกับเครื่องไม้เครื่องมือและไอเดียใหม่ๆ หลายชิ้นงานถูกจัดวางให้จับจอง เพื่อนฝูงต่างถิ่นรอต้อนรับการมาถึง นอกจากขับรถไปทั่วประเทศ เขายังขับเคลื่อนหัวใจตัวเองไปบนเส้นทางฝัน ที่พวกเขาพามันออกมาโลดแล่นบนถนนความเป็นจริง และไม่ว่าฤดูกาลไหนๆ ดอกไม้ในหัวใจก็ยังจะบาน ‘สะพรั่ง’

เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล สะพรั่ง (Saprang)

Saprang Craft Jewelry

ที่อยู่ : 98 หมู่ 7 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 50130

โทรศัพท์ : 09 6818 1995

Facebook : saprang craft jewelry
LINE ID : @saprang_craft

Writer

ศุภชัย กองประชุม

นักเย็บสมุดที่ใช้ชีวิตรายรอบไปด้วยสมุด หนังสือ ดนตรี กาแฟ สหาย และบทสนทนา ภายใต้อ้อมกอดของยอดดอยเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“โอฮาโย โกะไซมัส!” (อรุณสวัสดิ์ค่ะ!)

“อะริกะโต for coming!” (ขอบคุณที่มานะคะ!)

ประโยคที่ออกจากใจ อย่างไรก็ต้องส่งถึงผู้รับแน่นอน

เราทักทายในฐานะแฟนคลับแดนอาทิตย์อุทัยที่พูดญี่ปุ่นแทบจะไม่ได้

โชคดีที่แขก ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นประธานบริษัทจากเกียวโตทั้ง 3 คน ยิ้มรับอย่างสดใสพร้อมโค้งให้เราอย่างสุภาพ

ครั้งนี้ The Cloud ซ้อมเปิดประเทศด้วยการเปิดบ้านต้อนรับทูตวัฒนธรรมผู้มาส่งต่อความเป็นญี่ปุ่นผ่านผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม 3 ชิ้นจาก 3 บริษัท บอกเลยว่าประวัติศาสตร์ยาวนาน งานคราฟต์ไม่ธรรมดา คุณภาพคือที่หนึ่ง และความตั้งใจส่งต่อวัฒนธรรมไปทั่วโลกคือเป้าหมายที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBEI ที่ก่อตั้งมาจากธุรกิจครอบครัวอายุ 2 ศตวรรษ ทำให้สินค้าของพวกเขามีคุณภาพล้นแก้ว คนดื่มสุขกาย เกษตรกรท้องถิ่นสบายใจ คนญี่ปุ่นชงได้ คนต่างชาติชงไม่เป็นก็มีแบบ Shake ไว้บริการ

ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER ผู้รับช่วงต่อมาจากคุณปู่ที่เริ่มธุรกิจมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน สมุดทุกเล่มผลิตจากกระดาษคุณภาพดีของประเทศ โดยช่างฝีมือดั้งเดิมที่คงความละเอียดละออไว้ตั้งแต่ปก เนื้อกระดาษ ยันสันที่บรรจงเย็บด้วยมือ

ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI ผู้นำแสงสว่างสู่บ้านของชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 50 ปี พวกเขายกระดับแสงไฟให้มาพร้อมความงาม โดยซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมผ่านวัสดุ การออกแบบ และงานฝีมือ เพื่อให้โคมไฟทุกชิ้นเป็นงานคราฟต์ที่มีเพียงชิ้นเดียวบนโลก

 แค่ฟังน้ำจิ้มตอนที่พวกเขาแนะนำตัวก็ใจสั่น สั่นเพราะความอยากได้ปนความอยากรู้ 

ทั้ง 3 บริษัทมาจากเกียวโต เมืองวัฒนธรรมที่เก่าแก่และคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ แต่กว่าธุรกิจดั้งเดิมเหล่านี้จะก่อร่างสร้างตัวมาเป็นบริษัทในปัจจุบัน เรื่องราวของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

เราขอทานวุ้นแปลภาษาเพื่อพากายทิพย์ของทุกท่านไปเยือนญี่ปุ่นให้หายคิดถึงกันเลย อิตะดะคิมัส~

YAHIRO DENKI

สำนักโคมไฟ

ยกระดับแสงสว่างในเรือนให้มาเยือนพร้อมความงาม

ครอบครัวของ ซาชิโกะ ทันโนะ เริ่มต้นธุรกิจส่งต่อแสงสว่าง YAHIRO DENKI ที่เมืองฮิงะชิโอซะกะมายาวนานกว่า 54 ปี นับตั้งแต่ปี 1968 โดยเธอรับช่วงต่อมาจาก โคจิ ทันโนะ ผู้เป็นพ่อ

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อยกระดับโคมไฟงานคราฟต์ให้เป็นสินค้าส่งออกทั่วโลก โดยทันโนะหันมาให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบและความสวยงามมากขึ้น นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยและความปลอดภัยที่คุณพ่อของเธอสร้างมาตรฐานเอาไว้อยู่แล้ว

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

“ยุคหนึ่งมีงานเข้ามาน้อยลง ฉันจึงอาสาเป็นคนไปหาลูกค้า โดยเริ่มตระหนักถึงเรื่องการออกแบบ

“รุ่นแรกเริ่มต้นจากการทำโคมไฟธรรมดา เช่น ติดตั้งไฟในโรงงาน แต่รุ่นของฉันใช้โคมไฟในการประดับตกแต่ง เรายังมีช่างฝีมือทั้งงานไม้ งานผ้า งานแก้ว งานไฟ งานเชื่อม ซึ่งเป็นช่างดั้งเดิม ถามว่าดั้งเดิมขนาดไหน บางคนอยู่มาก่อนฉันเกิด พวกเขาเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็กเลย (หัวเราะ) จนตอนนี้ฉันบริหารบริษัทได้แล้ว”

โคมไฟของทางร้านเป็นงานสั่งผลิต มีนักออกแบบทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติร่วมกันสร้างสรรค์พลังไฟและงานศิลป์ให้เหมาะสมแก่สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงอาบน้ำ ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้องสมุด คลับบาร์ พื้นที่ส่วนตัว หรือพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างคือมีลูกค้าต่างชาติเยอะกว่าเดิม

ทันโนะเชื่อว่า ของดีต้องมีที่ให้แสดงออกและเผยแพร่ให้คนรับรู้ ไม่ใช่แค่ความสามารถอันโดดเด่น แต่ยังรวมถึงวัสดุที่เป็นของดีของประเทศ และความพิถีพิถันที่ถือเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นด้วย

“เราอยากสื่อสารเรื่องวัสดุและศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟคิริโกะ โคมไฟโจจิ โคมไฟคุมิโกะ ทำจากกระดาษ แก้ว ไม้ ไม้ไผ่ หรือผ้า ผลงานทั้งหมดถูกส่งไปตั้งแต่ฮอกไกโดถึงโอกินาว่าด้วยฝีมือของสมาชิกเพียง 24 คนในบริษัทที่มีตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึงวัยชรา

“วัถุดิบของญี่ปุ่นดีทั้งนั้นเลย แต่คนในประเทศไม่ได้เห็นความสำคัญมากนัก คนที่สนใจกลับเป็นชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นเลยอยากสื่อสารให้รับรู้” ทันโนะเล่า

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

เธอเสริมว่า เอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นคือความใส่ใจ เพราะฉะนั้นเธอจึงใส่ใจทุกขั้นตอน ทุกอย่างถูกทำให้เป็นจริงโดยช่างฝีมือตัวจริง ซึ่งทำให้โคมไฟมีคุณภาพระดับโลก 

“ระยะเวลา 50 ปีที่พวกเขาทำงานมาทำให้ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่างหรือการเชื่อมเหล็กแม้แต่น้อย มันเนี้ยบและปลอดภัยตามมาตรฐาน Product Safety of Electrical Appliances and Materials (PSE)”

ทันโนะบอกเคล็ดลับอีกอย่างว่า เธอไม่เคยมองคนในบริษัทเป็นพนักงาน เพราะพวกเขาคือหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญที่ช่วยสร้างทีมเวิร์กให้เกิดขึ้น โดยคติของเธอคือ ทุกคนจะต้องมีความสุขทั้งในระดับร่างกายและจิตวิญญาณ ตั้งแต่ผลิตงานจนถึงส่งมอบงาน ซึ่งต้องถึงอย่างปลอดภัย สะอาด ตรงเวลา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่ใช้บริการ ส่วนคนทำก็ภาคภูมิใจ

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

“นำเสนอความเป็นญี่ปุ่นลงไปในผลงาน คือเรื่องความละเอียดอ่อน พิถีพิถัน และคุณภาพ เช็กทุกขั้นตอน แต่สุดท้ายคนที่เช็กและ QC ได้ดีที่สุดคือลูกค้า”

เมื่อพูดถึงเรื่องวัสดุ ทันโนะยกตัวอย่างสินค้าซีรีส์ใหม่ที่บริษัทภูมิใจนำเสนอในชื่อว่า GOLDBLU Lamp ซึ่งมี ‘แผ่นทอง’ ที่พบได้ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญ

“แผ่นทองนี้เบาและบาง ซึ่งบางเป็นพิเศษกว่าที่อื่น พบแค่ที่เมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิคาวา เมื่อนำไปส่องไฟจะไม่ได้แสงสีทอง แต่ได้เป็นแสงสีเงิน”

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เราลองสัมผัสโคมไฟนั้นดู ภายนอกเป็นแก้ว แต่ภายในคือวัสดุล้ำค่า ทันโนะบอกว่า คนทำแผ่นทองต้องเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้ เหตุผลที่เลือกวัสดุใหม่มานำเสนอก็เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ประเทศและการเผยแพร่วัฒนธรรม เธออยากให้ช่างทุกคนรู้ว่า ผลงานของพวกเขาได้บินลัดฟ้ามาโชว์ที่ต่างประเทศแล้ว และฝีมือของพวกเขาจะถูกโจษจัน ไม่ใช่ถูกลืมไปตามยุคสมัย

“โคมไฟทุกอันมีเพียงชิ้นเดียวบนโลก เพราะเป็นสินค้าที่ทำด้วยมือทั้งหมด เราอยากให้บ้านของทุกคนมีบรรยากาศที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นหรือไม่ มันคือการทำให้ศิลปะและงานแขนงนี้ยังคงอยู่”

ทันโนะทิ้งท้ายว่า หากใครอยากลองเปิดประสบการณ์เวิร์กชอปทำโคมไฟคุมิโกะ ก็สามารถไปเยือนโชว์รูมของเธอได้ในเดือนตุลาคมปีหน้า ทุกคนยินดีต้อนรับ!

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

YAHIRO DENKI

Website : http://yahirodenki.com/ 

Facebook : https://www.facebook.com/yahirodenki.co.jp 

NISHIKAWA PAPER

สำนักกระดาษ 

สมุดทำมือดั้งเดิมโดยช่างฝีมือหัตถาเทพ

กระดาษสีขาวและช่างมือทอง คือสิ่งที่ทุกท่านจะได้พบเมื่อมาเยือนบริษัท NISHIKAWA PAPER ธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัวนิชิคาวาที่คัดสรรกระดาษคุณภาพเยี่ยมของประเทศ มาเปลี่ยนเป็นสมุดทำมือแบบดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์คือ ‘ทำเองทุกขั้นตอน’ และคุณก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเหล่าปรมาจารย์ได้

“ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ก็ทำงานเกี่ยวกับกระดาษมาประมาณร้อยกว่าปี ช่วงปลายของยุคไทโชเริ่มมีการผลิตกระดาษ ต่อมาช่วงปี 1960 เราใช้ชื่อ NISHIKAWA PAPER ส่วนบริษัทก่อตั้งมา 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1975” ซาโอริ นิชิคาวา ทายาทของบริษัทเริ่มเล่า

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เยื่อไม้ผ่านนานากรรมวิธีออกมาเป็นแผ่นสีขาวบาง หากปล่อยไว้ก็คงเป็นเพียงกระดาษวาดภาพหรือของตกแต่งธรรมดา แต่ครอบครัวนิชิคาวามองเห็นคุณค่าที่มากกว่านั้น พวกเขาจึงแต่งองค์ทรงเครื่องให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สมุดจด สมุดสะสมตราประทับ บานพับ ไปจนถึงกล่องอเนกประสงค์ และสินค้าสั่งผลิตอื่น ๆ มีการเพิ่มสีสันและลวดลายให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความพิถีพิถันทุกรายละเอียด ตั้งแต่การทากาว จนถึงการเข้าเล่มด้วยเส้นด้าย

ธุรกิจกระดาษก้าวผ่านกาลเวลาที่รุ่งเรืองจนถึงวันที่เริ่มร่วงโรย แต่ใบไม้ก็ยังไม่เคยหมดต้น นิชิคาวาและแขกในออฟฟิศของเราเห็นพ้องต้องกันว่า ชาวญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการใช้สมุดจด ทำให้สินค้ายังเป็นที่ต้องการ เพียงแต่รูปแบบอาจเปลี่ยนไปตามออเดอร์ 

ส่วนสมุดสไตล์ดั้งเดิมบนโต๊ะเป็นสิ่งที่เรารู้สึกแปลกตา

เจ้าของบริษัทกางสมุดออกมาราวกับกางบานพับ หน้าปกสีสันสดใสถูกแปะลงบนกระดาษแข็งอีกทีเพื่อความคงทน เนื้อกระดาษสีขาวภายในทั้งหนาและลื่น รองรับได้ตั้งแต่ดินสอจนถึงน้ำหมึกของพู่กัน

เธอชี้ให้เราดูช่องว่างระหว่างหน้ากระดาษที่ใช้นิ้วสอดเข้าไปได้ ด้านในเนื้อกระดาษหยาบแต่นุ่ม ดูไม่เหมาะกับการเขียนด้วยพู่กัน เพราะน้ำหมึกคงแผ่กระจายจนอ่านไม่ออก 

สมุดดั้งเดิมของญี่ปุ่นเป็นการใช้กระดาษ 1 แผ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของหน้าปก พับครึ่ง ให้เหลือขนาดเท่าสมุด โดยนำพื้นผิวที่เรียบและลื่นไว้ด้านนอก ส่วนผิวที่ไม่ได้ใช้เอาไว้ด้านใน จากนั้นจึงนำมาต่อกันด้วยกาวเป็นรูปแบบบานพับ เท่านี้ก็จะได้กระดาษที่หนาตามสไตล์ดั้งเดิม แถมยังไม่เห็นรอยกาวแม้แต่น้อย

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

“เดี๋ยวนี้ยังมีคนมาสั่งผลิตอยู่ เพราะใช้เป็นสมุดสะสมตราประทับเวลาไปศาลเจ้า ปั๊มตราลงไปไม่ทะลุ เขียนด้วยพู่กันก็ไม่ซึม ทนทานและสวยงาม เป็นของที่ขาดไม่ได้ เพราะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของเรา

“สมุดเหล่านี้คือความมั่นใจและความภูมิใจ จริง ๆ กระดาษมีหลากหลายแบบมากกว่าที่ใครคิด เรานำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ด้วยสองมือของช่างเก่าแก่ แนวคิดของเราคือการส่งความสุขและคุณภาพของกระดาษญี่ปุ่นผ่านผลงานอย่างจริงใจ” เธออธิบาย

ธุรกิจแปรรูปกระดาษนิชิคาวาขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถัน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงกระบวนการสุดท้าย

“กระดาษผลิตจากต้นไม้หลายพันธุ์ ทั้งต้นโคโสะ ต้นมิสึมาตะ และต้นกัมปิ ซึ่งอย่างหลังเป็นไม้ราคาแพงที่ตอบโจทย์คนเขียนพู่กัน ในอดีตเวลาเขียนวรรณคดีหรือบทกลอนจะเขียนตัวเล็กมาก ถ้ากระดาษไม่ดี รอยพู่กันที่เขียนจะแตก ดังนั้น กระดาษที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มองข้ามไม่ได้

“เราใส่ใจเรื่องนี้มาก ทุกครั้งก่อนจะนำกระดาษตัวใหม่ออกขาย ต้องใช้พู่กันไปลองเขียนก่อนเพื่อเช็กว่าลายเส้นแตกไหม ถ้าแตกก็ไม่ขาย” ประธานบริษัทย้ำกับเรา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

การยกระดับสินค้าเก่าแก่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพ แต่การบริการเองก็ต้องไม่หยุดอยู่กับที่ 

ในปี 2023 เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศ บริษัทของเธอจะเปิดกิจกรรมเวิร์กชอปอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและแบ่งปันวัฒนธรรมที่ตกทอดมากว่า 1 ศตวรรษ

“เรามีช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในบริษัทประมาณ 20 คน ซึี่งฝีมือสุดยอด ผลิตได้สูงสุด 1,500 เล่ม ทำด้วยมือนะคะ มีแค่บางขั้นตอนที่ใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ตอนกดกระดาษ เพราะถ้าจับด้วยมือบ่อย ๆ อาจทำให้เสียหาย หากท่านไหนสนใจสามารถติดต่อมาที่บริษัท มาเยี่ยมโรงงานได้

“ช่างฝีมือของเราพร้อมสอนให้ทุกท่านออกแบบและลองทำสมุดของตัวเอง ท่านจะได้รู้จักประวัติของเรา เห็นการผลิตจริง แต่ที่เยี่ยมที่สุดคือการได้ลงมือทำเอง แล้วสมุดเล่มนั้นก็จะมีเพียงเล่มเดียวบนโลกและเป็นของคุณ” 

นิชิคาวาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรักที่มอบให้กับสิ่งที่ทำ

การปูทางครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นเพื่อให้ทั่วโลกรู้ว่า ‘นี่คือกระดาษที่ดีที่ควรค่าแก่การถูกใช้งาน’

พูดแล้วก็อยากได้มาครอบครองตามคำเรียกร้องสักเล่ม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

NISHIKAWA PAPER

Website : http://nishikawashigyo.com/ 

Instagram : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ

ROKUBEI TEA

สำนักชาเขียว 

จงรักษาคุณภาพเสมือน ‘การดื่มชามีได้แค่ครั้งเดียว’

เมืองอุจิ ไม่ได้มีเพียงวัดเบียวโดอินให้ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นบ้านเกิดของ ‘ชาอุจิ’ อันลือลั่น 

ใต้ท้องฟ้าสีครามสดใส คือไร่สีเขียวที่เติบโตพร้อมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่ว่าจะบ้านไหนก็ขาดการชงชาไปไม่ได้ 

ครอบครัวของ ทาสุคุ อิโนะอุเอะ จึงไม่เคยหยุดพัฒนาเครื่องดื่มชนิดนี้ตราบจนถึงปัจจุบัน

ส่วนตัวเราคิดว่า หากปล่อยให้ของดีกลายเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ธรรมดาที่โลกไม่รู้จักก็คงน่าเสียดาย

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI ไม่ได้เน้นชาเพียงชนิดเดียว หากแต่รวบรวมสุดยอดชามาจากทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะ เซนฉะ เกียวคุโระ โฮจิฉะ เก็นไมฉะ มัทฉะคาปูชิโน มัทฉะลาเต้ โฮจิฉะคาปูชิโน หรือโฮจิฉะลาเต้ ภายใต้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบดั้งเดิม แบบ Shake (เขย่าดื่ม) แบบถุงชง และแบบซอง

นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดสินค้า จำหน่ายเป็นขนมหวานที่ผลิตจากชาคุณภาพ ทั้งคุกกี้และช็อกโกแลต รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่แก้ว ถ้วย ชาม กาน้ำ เครื่องปั้นดินเผาคิโยมิซุยากิ (Kiyomizuyaki) โทโคยาเมะยากิ (Tokonameyaki) และฮาซามิยากิ (Hasamiyaki) ซึ่งทุกอย่างถือเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การดื่มชาให้กับทุกคน

“เรามีร้านอยู่ใกล้วัด Daitokuji ในเกียวโต เป็นธุรกิจของครอบครัว ขายผลิตภัณฑ์คุณภาพ ปลอดสารพิษ แม้ตัวบริษัทเพิ่งเปิดมาเพียง 6 ปี แต่ครอบครัวของผมทำมาตั้งแต่ปี 1818 เลยมั่นใจว่าประสบการณ์มากกว่า 200 ปี ย่อมทำให้คุณภาพยอดเยี่ยมแน่นอน

“ปัจจุบัน ภารกิจของเราคือการส่งชาญี่ปุ่นไปทั่วโลก” ทาสุคุ อิโนะอุเอะ เล่าอย่างภูมิใจ

บริษัทของเขามีหลักการประจำใจคือ ‘Ichigo Ichie’ (一期一会) เป็นสุภาษิตโบราณ หมายความว่า ‘พบกันครั้งเดียว’ เพราะฉะนั้น ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ซึ่งนำไปปรับใช้กับการต้อนรับแขกและการทำงานอื่น ๆ ได้ ยกตัวอย่าง พิธีชงชา ที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชงหรือผู้ดื่มก็ต้องมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่กัน โดยอิโนะอุเอะถือว่า หลักการนี้เป็นวัฒนธรรมและจุดเด่นของบริษัทไม่ต่างจากสินค้า

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : ROKUBEI TEA

“ชาญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เดิมทีมาจากจีนเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน ยุคแรกเริ่มถือเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ใครก็กินได้ ต้องอยู่ในวงศ์ชั้นสูง แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มแพร่หลาย 

“มันมีรสอูมามิในตัว มีสารแอลธีอะนีน (L-Theanine) ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายตามธรรมชาติ และมีสารแคทีชิน (Catechin) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ผมดื่มแล้วรู้สึกแข็งแรง” เขารีวิวประโยชน์ พร้อมแจกสินค้าสีเขียวและน้ำตาลสดใสให้ถึงมือ

วงการนักดื่มเติบโตไม่หยุดจนชากลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีปลายทางไปไกลถึงอเมริกา นอกจากแต่ละสายพันธุ์จะให้รสชาติอันเป็นเอกลักษ์ ดินแต่ละพื้นที่ยังมอบรสชาติที่แตกต่างเช่นเดียวกับไวน์ที่ได้จากองุ่นคนละแปลง

ROKUBEI คัดเลือกชาออร์แกนิก ปลอดสารพิษชั้นดีจากเกษตรกรท้องถิ่นทั่วประเทศโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พวกเขาเดินทางไปถึงไร่ เพื่อคัดเลือกและตรวจสอบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Japan Organic and Natural Foods Association (JONA) USDA Organic และ European Union organic

“เรามองว่าเกษตรกรเป็นเพื่อนร่วมงานคนสำคัญ การไปเยือนถึงไร่ทำให้พวกเขาได้รับรายได้โดยตรง ถือเป็นการสร้างอาชีพ สร้างความภูมิใจ และสร้างกำลังใจให้ผู้ผลิต

“หลังจากได้วัตถุดิบมา เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะออกแบบและหาวิธีส่งต่อไปทั่วโลก เพราะเราคิดว่าเราไม่ได้แค่ส่งชา แต่เราส่งออกวัฒนธรรมอันงดงาม 

“ผมมีจัด Tea Tour เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตให้เป็นที่ท่องเที่ยว จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ในหลายด้าน เช่น ชงชาอย่างไรให้อร่อย นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องศิลปะและลายเส้นโบราณเอาไว้บนถุง”

เราเห็นกบโวยวาย กระต่ายถือกิ่งไม้ไล่หวดลิงจ๋อที่พกหมวกเหมือนชาวไร่ 

เรื่องราวของเหล่าสรรพสัตว์ที่เลียนแบบท่าทางมนุษย์ เรียกว่า Chōjū-jinbutsu-giga เป็นภาพวาดบนม้วนกระดาษเก่าแก่ของญี่ปุ่น คาดว่าวาดขึ้นช่วงกลางศตวรรษที่ 12 เดิมเป็นของวัดโคซังจิ ในเกียวโต ส่วนในปัจจุบันถือเป็นสมบัติชาติ ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโตและโตเกียว

อิโนะอุเอะ เลือกภาพโบราณเหล่านี้มาใช้บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสื่อถึงประวัติศาสตร์และศิลปะที่ควรค่าแก่การเผยแพร่ เช่นเดียวกับธุรกิจครอบครัวที่ทายาทรุ่นใหม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าเก่า

ปัจจุบัน ชาไม่ใช่แค่เครื่องดื่มเพิ่มความอบอุ่นหรือเอาไว้ต้อนรับแขก แต่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจ เอกลักษณ์ของชาติ และของกำนัลที่ส่งต่อวัฒนธรรมอันงดงามของพวกเขา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI TEA

Website : https://rokubei-tea.com/en

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ 

ก่อนจบการสนทนาอย่างเป็นทางการ แขกผู้มีเกียรติทั้งสามได้ส่งมอบของที่ระลึกให้เราเพื่อเป็นการเชื้อเชิญไปเที่ยวประเทศของพวกเขา โดยทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ อยากให้คนไทยได้สัมผัสและรู้จักความเป็นญี่ปุ่นที่ลึกซึ้งกว่าเก่า ไม่ว่าจะผ่านการเวิร์กชอปสมุดทำมือ ทำโคมไฟคุมิโกะ หรือลองเข้าพิธีชงชา ทั้งหมดคือการส่งต่อวัฒนธรรมอันมีค่าที่เขารักและไม่อยากให้หายไป

“โดโมะ อาริกาโตโกไซมัส” (ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง)

“มาตะ ไอมะโช” (แล้วพบกันใหม่)

เราบอกลาเจ้าของภาษาที่โค้งให้อย่างพร้อมเพรียง แล้วพบกันที่ประเทศญี่ปุ่น!

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load