สะพรั่ง (Saprang) เป็นชื่อแบรนด์ออกแบบเครื่องประดับของ เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล ดีไซเนอร์คู่รักที่ออกแบบเครื่องประดับด้วยความชอบและคัดสรรความงามของธรรมชาติผ่านประสบการณ์ 14 ปี

คนหนุ่มคนสาวพางานทองเหลืองไทยแท้โลดเล่นระดับสากล ทั้ง Blueprint Singapore, Milan Design Week และ Maison & Objet Paris แถมยังคว้ารางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจาก Design Excellence Award (DEmark)

เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล
Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

เรานัดพบเขาและเธอที่ชามเริญ สตูดิโอ ย่านสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ สตูดิโอที่ทำงานด้านเซรามิกมายาวนาน พื้นที่บางส่วนยังมีร่องรอยของการจัดงานที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน ‘ชามเริญ’ และ ‘สะพรั่ง’ เป็นตัวตั้งตัวตีในการรวบรวมกลุ่มเพื่อนพี่น้องที่ทำงานออกแบบมาจัดงาน ‘ชามเริญ+สะพรั่ง พี่น้องและผองเพื่อน’ เพื่อขับเคลื่อนวงการศิลปะของเชียงใหม่ และเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล Chiangmai Design Week 2020

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

ภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่ บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้สองชั้นตั้งห่างไปไม่ไกล ใต้ถุนบ้านมีโต๊ะไม้ตัวยาวเรียบง่าย ถัดไปไม่กี่ก้าวเป็นสระว่ายน้ำขนาดย่อม บ้านหลังนี้ใช้เป็นเกสต์เฮาส์สำหรับแขกที่เข้าพัก ทว่าเมื่อการเดินทางถูกจำกัด บ้านหลังงามจึงว่าง เราถือโอกาสใช้พื้นที่แสนสวยนี้คุยกันถึงเรื่องราวเริ่มตั้งแต่ตอนที่ทุกอย่างยังไม่บาน ‘สะพรั่ง’

ก่อนทุกอย่างจะบานสะพรั่ง

หลังใช้เวลาเรียนรู้ในภาควิชาออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ครบตามหลักสูตร บอลตัดสินใจเข้าทำงานประจำในบริษัทออกแบบเครื่องประดับ เพื่อเรียนรู้การทำงานแบบมืออาชีพ ในขณะที่เหว่าวางมือจากค้อนและคีม หันไปจับจอบเสียม กลับไปช่วยพ่อแม่ทำนาที่บ้านเกิด

“ตอนนั้นที่บ้านขาดคนช่วยทำนา เราไม่ได้คิดอะไร เรียนจบก็ไปทำนา” เหว่าเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะครื้นเครง

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

ระยะเวลาผ่านไปปีกว่า บอลรับงานโปรเจกต์หนึ่งซึ่งต้องใช้พื้นที่และเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน สุดท้ายมาทำที่บ้านเหว่า จังหวัดสุพรรณบุรี นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของแบรนด์สะพรั่ง หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกัน รวมถึงแนวความคิดเรื่องงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลังจากจบโปรเจกต์ ทั้งคู่หมายมั่นตั้งใจลงมือสร้างงานเพื่อเข้าร่วมโครงการ Talent Thai

โครงการ Talent Thai ในตอนนั้นถือเป็นโครงการที่เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบหน้าใหม่ ได้พื้นที่แสดงผลงานออกแบบโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการประกวด บอลกับเหว่าร่วมมือกับเพื่อนอีกสองคนจนได้ชัยชนะ พวกเขาได้แสดงผลงานชุดแรกและได้รับผลตอบรับดีเกินคาด ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้ทั้งคู่มาก หลังจบงาน เขาและเธอก็รู้แล้วว่า อนาคตจากนี้ไป จะฝากเอาไว้กับการสร้างแบรนด์ออกแบบเครื่องประดับ

เมื่อตัดสินใจทำงานร่วมกัน นอกเหนือจากออกแบบชิ้นงานให้มีสไตล์ของตัวเอง และสวยงามเมื่อประดับอยู่บนร่างกายของลูกค้า สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองคนให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสิ่งอื่นคือการตั้งชื่อแบรนด์

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

“ชื่อแบรนด์ต้องจำง่าย สะกดง่ายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อีกอย่างเราอยากได้ชื่อไทยๆ เป็นคำเก่าที่ความหมายดี และสะท้อนถึงสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ คิดกันหลายเดือนมาก จนวันหนึ่งพี่เหว่าอ่านนิตยสารเล่มหนึ่ง มีคอลัมน์ประกวดนางงาม ในบทความนั้นเขียนไว้ท่อนหนึ่งว่า นางงามนั้นสวยสะพรั่ง

“เขาเกิดชอบใจคำนี้ขึ้นมา เราก็ชอบด้วย ภาษาอังกฤษก็เขียนง่าย S-A-P-R-A-N-G ฝรั่งออกเสียงตามได้ง่าย และสื่อความหมายถึงเครื่องประดับได้ดี เลยกลายเป็นที่มาของชื่อแบรนด์” บอลบอกเล่าที่มาของสะพรั่งให้เราฟัง

ออกแบบให้ใส่แล้วสวยสะพรั่ง

การออกแบบเครื่องประดับของสะพรั่งเกิดจากความชอบส่วนตัวผสานกับทักษะการออกแบบ งานบางชิ้นเริ่มต้นบนหน้ากระดาษ ขณะที่งานหลายชิ้นเกิดขึ้นเมื่อลงมือทำ พร้อมแนวความคิดว่า งานออกแบบเครื่องประดับทำมาเพื่อประดับบนร่างกาย เมื่อออกแบบเครื่องประดับสักชิ้น นอกจากถูกใจคนทำแล้ว ยังต้องชูบุคลิกของผู้สวมใส่ให้โดดเด่นด้วย

ทองเหลืองกลายเป็นวัสดุหลักที่ทั้งสองคนเลือกใช้ในการทำงาน ด้วยความชื่นชอบส่วนตัว แม้ไม่ได้หรูหราเหมือนเงินหรือทองคำ แต่จะกลายเป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่า งานออกแบบชิ้นนั้นดีพอจะสะดุดตาผู้คนหรือไม่

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

ในการทำงานที่ต้องใช้ความประณีต เหว่าและบอลช่วยกันสร้างสรรค์เครื่องประดับด้วยความใส่ใจ ทั้งเลื่อยแผ่นทองเหลืองให้ได้รูปร่างตามที่ออกแบบ เคาะเพื่อขึ้นรูปหรือสร้างพื้นผิวที่ต้องการด้วยหลากหลายเทคนิค ทั้งการดัด การเป่าความร้อน และการทุบ พวกเขายังแกะลวดลายที่สะท้อนความงามและอารมณ์สร้างสรรค์ชิ้นงานลงบนค้อน จากนั้นบรรจงเคาะค้อนลงบนแผ่นทองเหลือง จนกลายเป็นพื้นผิวที่ให้ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของสะพรั่ง

“แนวคิดในการออกแบบของเราไม่ได้ตายตัวหรือมีแค่อย่างเดียว บางครั้งเราได้ไอเดียมาจากการเดินดูนั่นนี่ อย่างเข็มกลัดไม้ไผ่ที่ได้รับรางวัล DEmark เราได้ไอเดียมาจากกิ่งไผ่หลังบ้าน เรามองเห็นความงามของมัน ธรรมชาติออกแบบตัวมันเองเสมอ เราเพียงใช้มุมมองของเราไปคัดเลือกมา ผสมกับการออกแบบที่เราชอบ กลายเป็นงานในแบบสะพรั่ง” บอลเล่าถึงการออกแบบเข็มกลัดไม้ไผ่ที่ติดบนเสื้อของเธอ

เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล สะพรั่ง (Saprang)

“บางครั้งเราใช้วิธีขยายสเกล อย่างลูกยางที่เราใช้ตกแต่งร้าน แต่งเพดาน จริงๆ แล้วเริ่มจากต่างหูเล็กๆ พอเราอยากหาของแต่งร้านก็ไม่อยากซื้อ เลยขยายขนาดของต่างหูลูกยางที่มีอยู่แล้วให้ใหญ่ขึ้น กลายเป็นข้ามจากงานเครื่องประดับสู่ของแต่งบ้าน ยังมีงานเชิงทดลองอีกหลากหลาย 

เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล สะพรั่ง (Saprang)

“บางครั้งเราลองทำงานจักสานลายขัด เอามาเล่นกับงานทองเหลือง ก็ได้งานใหม่ๆ ที่ให้ความรู้สึกอีกแบบ อย่างที่เราบอก มันไม่ตายตัว วันข้างหน้าคงมีอะไรที่แตกต่างออกมาอีกเรื่อยๆ” เหว่าช่วยเสริมเรื่องการออกแบบของสะพรั่ง

ข้อดีของการเป็นทั้งนักออกแบบและช่างฝีมือ เวลาคิดงานหรือได้ไอเดียใหม่ๆ ทั้งคู่จะลงมือทดลองทำชิ้นงานนั้นทันที เมื่อได้งานที่พอใจแล้ว ก็ถ่ายทอดงานไปสู่ช่างฝีมือให้ทำตามแบบที่พวกเขาต้องการได้

สะพรั่งในเมืองกรุง

สะพรั่งถือเป็นเจ้าประจำในการออกร้านทั้งในและต่างประเทศ การออกร้านสมัยนั้นเป็นเหมือนศูนย์รวมของการแสดงสินค้าและมีผู้คนแทบทุกวงการเข้าร่วม ทั้งกลุ่มลูกค้าที่มาเลือกซื้อของ ดีลเลอร์จากห้างใหญ่ๆ และสื่อทุกสำนัก เป็นโอกาสดีที่ทำให้งานของสะพรั่งปรากฏตัวตามหน้าสื่ออย่างไม่ขาดสาย เริ่มเป็นที่รู้จักของตลาด ได้ไปวางขายบนห้างใหญ่ จนวันหนึ่งทั้งคู่ปรึกษากันว่าควรมีหน้าร้านของตัวเองเสียที

“ตอนนั้นไปเช่าที่ในสวนลุมไนท์บาซาร์ ผลตอบรับค่อนข้างดี ดูแลไม่มากเท่าไหร่เพราะเป็นตลาดกลางคืน เราอยู่มาระยะหนึ่งก็มีเหตุการณ์ทางการเมือง มีการลอบวางระเบิดทั่วกรุงเทพฯ ที่สวนลุมเองก็ด้วย เลยตัดสินใจปิดร้านก่อน ไม่ได้ปิดเพราะเจ๊งนะ ปิดเพราะกลัวระเบิด” บอลเล่าให้ฟังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

สะพรั่งโยกย้ายตัวเองไปเปิดในห้าง Terminal 21 เน้นขายนักท่องเที่ยวเป็นหลัก เนื่องด้วยพื้นที่จำกัด พวกเขาจึงขยับขยายตัวเองไปจับจองพื้นที่แถวเอกมัย คราวนี้ได้พื้นที่ใหญ่สมใจ จัดร้านโชว์สินค้าได้เต็มที่ พอผ่านเวลาไป ทั้งคู่กลับรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตัวเองที่ต้องอยู่กับที่ และต้องจัดการสิ่งต่างๆ มากมาย สุดท้ายพวกเขาเลือกปิดหน้าร้านของตัวเองลงอีกครั้ง

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

บานสะพรั่งบนสายลมเหนือ

เชียงใหม่-เมืองในฝันของใครหลายคนที่เมื่อได้มาเยือนแล้วจะหลงมนตร์เสน่ห์ ทั้งบรรยากาศ ผู้คน และการใช้ชีวิต เหว่าและบอลก็มิใช่ข้อยกเว้น ทั้งคู่ขึ้นเหนือเป็นประจำเพื่อเข้าร่วมงาน NAP (Nimmanhaemin Art & Design Promenade) งานแสดงสินค้าที่ถือว่าเป็นงานระดับท็อปของเชียงใหม่ และแวะเวียนมาเยือนเพื่อนฝูงอยู่เป็นประจำ ทั้งคู่ได้ถูกชักชวนให้เข้าไปอยู่ในโครงการบ้านข้างวัด โครงการที่รวบรวมร้านค้า Handicraft ในเชียงใหม่กว่า 20 ร้านค้ามาอยู่ร่วมกันในรูปแบบชุมชน 

“ทีแรกตอนมาเชียงใหม่ เราคิดว่าจะมาเที่ยว มาขายของเท่านั้น ถ้ามีทำเลดีๆ เปิดร้านก็อาจจะเปิดแล้วให้คนดูแล ส่วนเราคงกลับไปอยู่กรุงเทพฯ ด้วยเงื่อนไขของบ้านข้างวัด เขาอยากให้พักอาศัยด้วย เราเลยถือเป็นจังหวะ ที่จะย้ายมาใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ดูสักครั้ง”

ชีวิตในเชียงใหม่ของสะพรั่งเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เหว่าเดินทางไปทั่วจังหวัดเพื่อพบปะเพื่อนฝูงและพบเจอมิตรสหายใหม่ๆ และยังชักชวนกลุ่มเพื่อนมาจัดงานอีเวนต์ต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนวงการออกแบบและศิลปะของเชียงใหม่ พร้อมทั้งออกเดินสายตามงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องดังเช่นตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อเปิดร้านที่บ้านข้างวัดได้ 2 ปี ทั้งคู่เริ่มอิ่มตัวกับการมีหน้าร้าน ทำให้สะพรั่งตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเช่าร้าน และออกมาสร้างเส้นทางใหม่ของตัวเอง 

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

ล้อที่ไม่เคยหยุดหมุนของสะพรั่ง

เส้นทางที่หมุนไปตามหัวใจ หมุนไปตามวงล้อ รถเทรลเลอร์ขนาดย่อมกลายเป็นสตูดิโอเคลื่อนที่ ในวันที่ฟ้าหม่น ผู้คนเริ่มเหี่ยวเฉากับสถานการณ์ COVID-19 สะพรั่งเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ เมื่อคนไม่ออกมาหา พวกเขาจะเป็นฝ่ายไปหาเอง

“จริงๆ แล้วโปรเจกต์เทรลเลอร์นี่มีมาประมาณห้าปีก่อนแล้วนะ แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำสักที คือเราพอรู้ตัวเองว่าเราไม่ชอบอยู่กับที่ เราไม่ค่อยชอบจัดการอะไรที่มันยุ่งยากเกินไป ทีนี้เราอยากเดินทาง ไปแวะหาเพื่อนคนนั้นที คนโน้นที เลยคิดกันว่า เราน่าจะมีเทรลเลอร์สักคัน ขนอุปกรณ์เราไปด้วย เกิดได้ไอเดียขึ้นมากลางทางจะได้ทำงานได้เลย และมันก็ดูน่าสนุกดีออก ทีนี้พอ COVID-19 เข้ามา กลายเป็นว่าเราว่าง เรามีเวลาแล้ว โปรเจกต์เทรลเลอร์เลยได้เป็นรูปเป็นร่างเสียที” บอลเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสตูดิโอเคลื่อนที่

เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล สะพรั่ง (Saprang)
เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล สะพรั่ง (Saprang)

“จริงๆ แล้วมันเป็นได้หลายอย่าง เป็นห้องทำงาน จัดแสดงงาน เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่เคลื่อนย้ายไปในที่ต่างๆ ได้ ครั้งแรกก็ลากไปรวมกับเพื่อนๆ กลุ่ม Clayative ที่อยุธยา ส่วนที่จริงจังคงเป็นตอนลากมาที่ชามเริญสตูดิโอช่วง Chiangmai Design Week ที่ผ่านมานี่แหละ” เหว่าช่วยเสริม

ปรับตัวเพื่อให้แบรนด์และชีวิตยังคงบานสะพรั่ง

ภายใต้สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก กินเวลามาปีกว่าและยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงในระยะเวลาอันใกล้ สะพรั่งก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่ได้รับผลกระทบเข้าเต็มๆ เนื่องจากงานแสดงสินค้าต่างๆ ถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด ยอดซื้อจากต่างประเทศก็ลดลง แต่พวกเขาเลือกที่จะต่อสู้ และไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์นี้

“ช่วงนี้เราเน้นตลาดในประเทศมากขึ้น” บอลพูด “จากที่แต่ก่อนเราอาจจะเน้นออกแฟร์ เน้นไปที่การขายต่างประเทศ ถึงตอนนี้เราก็ต้องหันมาจับกลุ่มลูกค้าในประเทศ เมื่อเราขายแฟร์ไม่ได้ เราก็ไปขายตามตลาดที่มีคุณภาพอย่างตลาดจริงใจ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวและมีศักยภาพในการซื้อดีทีเดียว”

Saprang เครื่องประดับทองเหลืองเชียงใหม่ ที่หยิบความงามธรรมชาติมาทำให้สวยสะพรั่ง

“เราเริ่มหันมาโฟกัสกับการทำออนไลน์มากขึ้นกว่าเดิมด้วย จากที่เมื่อก่อนเราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก และจริงๆ แล้วการที่เราทำเทรลเลอร์ขึ้นมา มันก็เป็นการบ่งบอกนะว่า เราไม่อยากเงียบหายไปกับสถานการณ์นี้ เราอยากให้รู้ว่าสะพรั่งยังคงทำงานอยู่ เรายังเคลื่อนไหวและไม่ยอมแพ้” เหว่าช่วยเสริมในประเด็นการเอาตัวรอดจาก COVID-19

ย่างเข้าสู่ปีที่ 14 ถือเป็นการยืนระยะอย่างมั่นคงของแบรนด์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร แม้ว่าช่วงขวบปีที่ผ่านมา พวกเขาจะเจอกับมรสุมเดียวกันกับที่คนทั้งโลกเจอ แต่สะพรั่งก็เลือกมั่นคงในเส้นทางของตัวเอง ไม่หยุดยั้งที่จะออกแบบชิ้นงานใหม่ๆ รวมถึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการขับเคลื่อนวงการออกแบบและศิลปะ ให้เดินหน้าต่อไปในวันที่หลายคนเริ่มอ่อนแรง

ล้อรถเทรลเลอร์ของสะพรั่งหมุนอีกครั้ง ชีวิตของเหว่าและบอลเดินทางไปพร้อมกับเครื่องไม้เครื่องมือและไอเดียใหม่ๆ หลายชิ้นงานถูกจัดวางให้จับจอง เพื่อนฝูงต่างถิ่นรอต้อนรับการมาถึง นอกจากขับรถไปทั่วประเทศ เขายังขับเคลื่อนหัวใจตัวเองไปบนเส้นทางฝัน ที่พวกเขาพามันออกมาโลดแล่นบนถนนความเป็นจริง และไม่ว่าฤดูกาลไหนๆ ดอกไม้ในหัวใจก็ยังจะบาน ‘สะพรั่ง’

เหว่า-สุพจน์ สุวรรณสิงห์ และ บอล-สิริการย์ จิรัฎฐ์ภาสกรกุล สะพรั่ง (Saprang)

Saprang Craft Jewelry

ที่อยู่ : 98 หมู่ 7 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 50130

โทรศัพท์ : 09 6818 1995

Facebook : saprang craft jewelry
LINE ID : @saprang_craft

Writer

ศุภชัย กองประชุม

นักเย็บสมุดที่ใช้ชีวิตรายรอบไปด้วยสมุด หนังสือ ดนตรี กาแฟ สหาย และบทสนทนา ภายใต้อ้อมกอดของยอดดอยเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load