ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็นนักร้องอาชีพ

ไม่เคยคิดว่าจะมีอัลบัมออกมาต่อเนื่องถึง 10 ชุด เพราะแค่ชุดเดียวก็ไกลเกินฝันแล้ว

ไม่เคยคิดว่า ประตูใจ กับ รักคือฝันไป จะโด่งดัง กลายเป็นเพลงฮิตที่รุ่นลูกรุ่นหลานยังร้องเป็น โดยเฉพาะประโยค รักมิใช่ดวงดาวเมื่อพราวแสง ที่ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ถึงขั้นที่แบรนด์ดังและสถานทูตยังหยิบนำมาไปเล่น

และแน่นอน ไม่เคยคิดว่า ‘สาว สาว สาว’ จะกลายเป็นวงดนตรีในตำนานที่อยู่ในความทรงจำของแฟน ๆ มานานกว่า 40 ปี แม้ไม่ได้ขึ้นเวทีด้วยกันมาเกือบ 3 ทศวรรษก็ตาม

ทั้งหมดนี้คือความในใจของ ปุ้ม-อรวรรณ เย็นพูนสุข, แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร และ แหม่ม-พัชริดา วัฒนา ที่มีต่อวงดนตรีซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเกิร์ลกรุ๊ปลำดับที่ 1 ของเมืองไทย

เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2525 พวกเธอคือสาวน้อยในหมู่ศิลปินรุ่นใหญ่ซึ่งฉีกทุกขนบที่ทุกคนคุ้นเคย ตั้งแต่ภาพลักษณ์สดใส เนื้อเพลงที่ดูน่ารัก ไปจนถึงแฟชั่นและรูปแบบโชว์ที่แหวกแนว จนนำไปสู่ปรากฏการณ์ห้องส่งรายการ โลกดนตรี แตกได้อย่างไม่น่าเชื่อ รวมทั้งยังเป็นตัวแทนศิลปินไทยไปร่วมงาน Tokyo Music Festival เมื่อ พ.ศ. 2532 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อีกต่างหาก

เนื่องในโอกาสที่พวกเธอกลับมารวมตัวอีกครั้ง ใน ‘สาว สาว สาว ประตูใจคอนเสิร์ต’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงพาทุกคนไปเคาะประตูห้องซ้อม ก๊อก ๆๆ ชักชวน 3 สาวมาร่วมย้อนเรื่องราวและความทรงจำถึงเส้นทางที่พวกเธอบอกว่าทุกอย่างเกิดจาก ‘ความบังเอิญ’ หากแต่กลับกลายเป็นบันทึกหน้าสำคัญของวงการเพลงไทย

“พี่เกิดมาเพื่อยืนกลางระหว่าง 2 คนนี้” แอมเล่าถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่มีต่อปุ้มกับแหม่ม

เพราะนอกจากสรีระร่างกายที่ค่อนข้างโตกว่าเพื่อน จนทำให้เธอต้องยืนตรงกลางเสมอแล้ว แอมยังเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมปุ้มกับแหม่มเข้าไว้ด้วยกันอีกต่างหาก

ปุ้มกับแอมเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยแม่ของทั้งคู่เป็นพี่น้องคลานตามกันมา จึงรู้จักกันมาตั้งแต่เกิด ดูแลกันมาตลอด แม้คนหนึ่งจะอยู่กรุงเทพฯ ส่วนอีกคนจะอยู่โคราชก็ตาม

เช่นเดียวกับแอมกับแหม่ม ถึงไม่ได้ผูกพันทางสายเลือด แต่แม่ของแอม อย่าง แม่แดง-ฉันทนา กิติยพันธ์ กับแม่ของแหม่ม คือ แม่เม้า-สุดา ชื่นบาน ก็สนิทชิดเชื้อกันมายาวนาน ไปไหนมาไหนเหมือนเป็นปาท่องโก๋ ส่งผลให้ลูก ๆ ของทั้งคู่คุ้นเคยกันโดยปริยาย เพราะสมัยก่อนแม่เม้านั้นหวงลูกสาวมาก ไม่ยอมให้ไปเล่นสนุกที่ไหน แต่กลับอนุญาตให้ไปกับพี่แอม เพราะเชื่อมั่นว่าพี่สาวคนนี้ดูแลปกป้องน้องได้ 

ทั้ง 3 สาวมีพรสวรรค์เรื่องร้องเพลงตั้งแต่จำความได้ อย่างครอบครัวสุปัญโญของแอมกับปุ้มก็เป็นนักดนตรีมาตั้งแต่รุ่นคุณตา โดยเฉพาะปุ้มถือเป็นนักร้องประกวดที่กวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน 

“ความจริงพี่ไม่ได้อยากเข้าประกวด พยายามหนีเหมือนกัน อยากไปทำกิจกรรมอื่นบ้าง บอกครูว่าปีนี้หนูขอไม่ประกวดนะ หนูจะไปรำ ครูก็บอกว่าเธอเลือกเอา ระหว่างรำกลางแดดกับร้องเพลงในร่ม เราก็บอกไปว่าหนูจะรำ สุดท้ายครูบอกว่าไม่ได้ ให้ไปร้องเพลงอยู่ดี” ปุ้มเท้าความพร้อมเสียงหัวเราะ

ส่วนแอมนั้นมีชื่อเสียงในหมู่นักเรียนมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม 7 เพราะเคยร่วมกับเพื่อน ๆ อย่าง เอ๋-พัณนิดา เศวตาสัย ตั้งวงโฟล์กซองเพื่อหาทุนสร้างห้องสมุดให้โรงเรียน

ขณะที่น้องเล็กอย่างแหม่มถูกส่งไปเรียนดนตรีที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการตั้งแต่เด็ก และเมื่อมาเข้าที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย จึงได้เป็นสมาชิกของวงประสานเสียง มีโอกาสร้องเดี่ยวบ้างเป็นบางครั้ง

หากแต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการที่พวกเธอเป็นลูกหลานของแม่แดงกับแม่เม้า จึงถูกดึงเข้ามาสู่หน้าจอโดยไม่ตั้งใจ โดยยุคนั้นแม่แดงมีรายการวาไรตี้ของตัวเองอยู่ที่ ททบ.5 ชื่อว่า ฉันทนาโชว์ ซึ่งหากหาแขกรับเชิญไม่ได้ ก็มักใช้วิธีดึงลูก ๆ หลาน ๆ โดยเฉพาะปุ้มกับแอมมาร่วมแสดง ส่วนแหม่มที่ยังเล็กอยู่จึงไม่ได้ขึ้นเวที แต่ยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นพี่ ๆ แสดงความสามารถ

กระทั่งเมื่อ ฉันทนาโชว์ ปิดตัวไป แม่เม้าจึงมาทำรายการใหม่ทางช่อง 3 ชื่อ มิวสิคสแควร์ ซึ่งรูปแบบรายการไม่ต่างจากที่แม่แดงทำ นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ 3 สาวได้ขึ้นเวทีร่วมกันร้องประสานเสียงเป็นครั้งแรกในเพลง I’d Like To Teach The World To Sing (In Perfect Harmony) ของวง The New Seekers เมื่อ พ.ศ. 2520

“เราคิดเรื่องแต่งตัวตั้งแต่วันนั้นเลย แต่ไม่ได้แต่งเพราะอยากสวยนะ แค่อยากคิดโชว์ จำได้ว่าต้องไปซื้อหมวกกระดาษจากเขาดิน ตอนนั้นดีใจ 2 เด้ง คือได้ไปดูหมี ดูสัตว์ อีกอย่างคือได้หมวก ไม่รู้ทำไมตอนนั้นต้องเดือดร้อนเพื่อเอาหมวกนี้ด้วย” แหม่มย้อนความทรงจำ

“อาจเพราะสมัยก่อนเราไม่มีช้อปปิงเซนเตอร์แบบทุกวันนี้ ไม่มีเสื้อผ้าแบบเจป๊อปที่อยากได้ขาย เพราะไม่มีใครเขาซื้อไปใส่ แต่เรารู้สึกว่าน่าจะเหมาะกับโชว์” แอมขยายความ

ถึงอย่างนั้น แอม-แหม่ม-ปุ้ม ไม่เคยวางแผนที่จะเป็นนักร้องอาชีพ ส่วนหนึ่งอาจเพราะที่ผ่านมาพวกเธอเห็นแม่ ๆ ต้องทำงานหนักมาตลอด ร้องเพลงกลางคืนจนแทบไม่มีเวลาพัก และอีกอย่างสังคมในยุคนั้นมองอาชีพสายบันเทิงเป็นพวกไร้เกียรติ เต้นกินรำกิน ไม่มีใครอยากให้ลูกหลานทำ 

กระทั่งอีก 4 ปีถัดมาก็เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตของทั้ง 3 สาว

เมื่อนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ประเสริฐ พงษ์ธนานิกร หรือที่รู้จักในนาม ระย้า เปิดค่ายเพลงใหม่ชื่อ ‘รถไฟดนตรี’ และมีไอเดียอยากปั้นศิลปินวัยรุ่น เพราะเห็นว่านักร้องในยุคนั้นมีแต่รุ่นใหญ่อายุ 30 ปีขึ้นเกือบทั้งหมด จึงปรึกษา อาจารย์วิรัช อยู่ถาวร ซึ่งเวลานั้นเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนดนตรีสยามกลการว่ามีเด็กที่น่าสนใจบ้างหรือไม่

อาจารย์วิรัชบอกว่าเด็กส่วนใหญ่ยังอยู่ช่วงเริ่มต้น ยังไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันเท่าใดนัก จะมีที่พอเข้าเค้าบ้าง คือลูกสาวของฉันทนา ซึ่งเป็นสมาชิกของวงประสานเสียงยุวชนสยามที่เขาดูแลอยู่ และเคยดึงมาช่วยร้องเพลงโฆษณาปลาหมึกอบกรอบสควิดดี้ จนนำมาสู่การนัดพบกัน

“ตอนนั้นแม่เล่าให้ฟังเฉย ๆ ว่ามีคนสนใจอยากทำเทปให้ เพราะจริง ๆ เราไม่ได้รู้จักน้าระย้ามาก่อน รายการแกก็ไม่เคยฟัง เป็นคนไม่ชอบฟังรายการวิทยุ ไม่ชอบฟังแบบที่คนอื่นจัดมาให้ ชอบเลือกเอง อัดเพลงเดียวทั้งตลับ แล้วเปิดวนไป” แอมเล่าไปหัวเราะไป

ในวันนั้นนอกจากฉันทนาและแอม อาจารย์วิรัชยังพาสุดากับแหม่มไปด้วย

แวบแรกที่ระย้าพบแอม เขารู้สึกว่าเด็กคนนี้เจ๋งดี เพราะไม่ได้มาตัวเปล่าแต่ยังนำกีตาร์โปร่งติดมาด้วย จากนั้นระย้าจึงให้ทั้งคู่ลองร้องเพลงให้ฟัง ซึ่งเพียงเพลงแรกก็ผ่านเลย

หลังจากระย้าตกลงใจปั้น 2 สาวเป็นที่เรียบร้อย แม่แดงได้ทักขึ้นมาว่า ขออีกสักคนได้ไหมคะ เป็นหลานสาวอยู่ที่โคราช มันไม่ค่อยสวยนะคะ แต่เสียงดี ร้องเพลงดีค่ะ

พอสัปดาห์ถัดมา เธอจึงพาปุ้มมาพบกับระย้า ซึ่งพอได้ฟังเสียงใสกังวานของเด็กสาว เขาก็ตกหลุมรักแทบทันที และนั่นเองที่กลายเป็นจุดกำเนิดของเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

แม้ระย้าจะฟอร์มวงได้ตามที่ใจนึก แต่กว่าที่ประตูแห่งความสำเร็จจะมาเยือนทั้ง 3 สาวกลับต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่

อย่างชื่อวง ครั้งแรกระย้าตั้งใจให้ชื่อว่า ‘สามใบเถา’ โดยอิงจากชื่อของภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งในยุคนั้นที่โด่งดังมาก แต่ทันทีที่ แอม-แหม่ม-ปุ้ม ได้ยินชื่อ ถึงกับส่ายหน้า เขาจึงไปค้นชื่อใหม่ตามนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และสื่อต่าง ๆ กระทั่งมาเจอหนังเก่าเรื่องหนึ่งชื่อ Girls! Girls! Girls! นำแสดงโดย Elvis Presley รู้สึกถูกใจ จึงนำมาแปลงเป็น สาว สาว สาว

แน่นอนทั้ง 3 สาวไม่ชอบชื่อนี้เลย เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่โตเป็นสาวสักหน่อย พยายามเสนอทางเลือกใหม่ ๆ อย่าง ‘มวด’ หรือ ‘ดวม’ มาจากอักษรแรกของชื่อแม่แต่ละคน หรือ ‘PAM’ มาจาก Pum-Am-Mam แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับการอนุมัติจากหัวเรือใหญ่

เช่นเดียวกับเรื่องตัวเพลง ระย้ามอบหมายให้ ชรัส เฟื่องอารมย์ รับผิดชอบ โดยมีอาจารย์วิรัชมาดูแลเกี่ยวกับการเรียบเรียงดนตรี นอกจากนั้นเขายังไปซื้อเพลงเก่าอีก 2 เพลงคือ รักปักใจ ของ ลินจง บุญนากรินทร์ กับ รักต่างแดน ของ นันทิดา แก้วบัวสาย มาใส่ในอัลบัม เพื่อให้งานสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ทว่าด้วยความเป็นครั้งแรกของทุกคน ทุกอย่างจึงเปรียบเสมือนการลองผิดลองถูกของทั้งตัวศิลปินและโปรดิวเซอร์

“มันเป็นเหมือนการทดลองวิทยาศาสตร์” แอมเปิดประเด็น

“ตอนนั้นน้าระย้าเองยังไม่รู้จักเราอย่างถ่องแท้ว่าใครร้องอย่างไร ก็ทำความรู้จักกันในห้องอัดนั่นแหละ ลองดูว่าคนไหนร้องแล้วดูดีที่สุด” ปุ้มอธิบายตาม

“อย่างพี่ปุ้มเขาประกวดร้องเพลงเยอะมาก เขาร้องได้หมด ทั้งไทยเดิม ลูกกรุง สากล เสียงเขาก็หวาน แต่พี่อยู่กับแม่ที่ร้องเพลงฝรั่ง พ่อก็เล่นดนตรีเพลงฝรั่งหมดเลย และต้องยอมรับว่าแม่พี่เขาร้องเพลงไทยสู้เพลงฝรั่งไม่ได้ เพราะเสียงเขาจะแหบ ๆ ซึ่งเราเป็นเหมือนกัน ตอนที่อัดอัลบัมนี้จึงโคตรยาก เราจะรู้สึกอยู่ตลอดว่าร้องไม่เพราะเลย ทำไมพี่ปุ้มเขาลากเสียงได้แบบช้อยเอื้อนได้ แต่ทำไมฉันร้องแล้วเหมือนควาย ๆ ยังไงไม่รู้” แอมเล่าเพิ่มพร้อมเสียงหัวเราะ

“อย่างตัวพี่ด้วยความที่เราเป็นเด็กคอรัสมาก่อน จะร้องแต่เสียงลม และก็ไม่เข้าใจเวลาเขาถามว่าทำไมไม่ร้องให้เต็มเสียง หรือลูกคอเป็นยังไง กว่าจะสมานกลมกลืนกันได้ก็นานพอสมควร แต่โชคดีที่น้าเขาเป็นดีเจมาก่อน คงฟังออกว่าคนนี้ร้องเป็นอย่างไร จึงปล่อยให้ต่างคนต่างร้องเต็มที่ แต่คงลุ้นกับพี่มากที่สุด” แหม่มเท้าความถึงตัวเอง

แต่ถึงจะมีปัญหาขรุขระบ้าง ทุกคนก็ยังรู้สึกสนุกสนาน เพราะถือเป็นโอกาสที่ได้มาเจอกัน คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งกินขนม อีกคนเล่นเกมตู้ สลับกันแบบนี้ จนกระทั่งกระบวนการในห้องอัดเสร็จเรียบร้อย 

นอกจากการร้องแล้ว ทั้ง 3 สาวยังมีบรรดาแม่ ๆ คอยดูแลเรื่องจิปาถะอย่างใกล้ชิด ทั้งการรับ-ส่ง หรือเสื้อผ้าหน้าผม ซึ่งทั้ง แอม-แหม่ม-ปุ้ม ต่างพูดตรงกันว่าไม่โดนใจสุด ๆ เพราะแม่ของพวกเธอแต่งหน้าให้เหมือนเวลาที่ตัวเองไปร้องเพลงกลางคืน คือตาดำ ปากแดง ส่วนเสื้อผ้า ถึงใส่เอี๊ยมแต่เป็นเอี๊ยมผ้าไหม ซึ่งไม่เหมาะกับเด็กวัยรุ่นแม้แต่น้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เนื่องจากเวลานั้นพวกเธอยังเด็กเกินกว่าที่จะจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง

อัลบัมรักปักใจ ใช้เวลาทำนานร่วมปี เนื่องจากมีบางช่วงที่ระย้าทุนหมดต้องหยุดอัดชั่วคราว แต่เขาก็พยายามผลักดันโปรเจ็กต์นี้เต็มที่และวางแผงได้ในปีถัดมา แต่น่าเสียดายที่กระแสตอบรับในตลาดเพลงไทยไม่สู้ดี ขายได้แค่หลักหมื่นต้น ๆ เท่านั้น ถือว่าดับสนิท ส่วนหนึ่งมาจากแนวดนตรีที่อาจเกินวัยของศิลปิน บวกกับช่องทางโปรโมตที่จำกัด เนื่องจากระย้าไม่มีรายการวิทยุเพลงไทยเป็นของตัวเอง 

“เราไม่เคยซีเรียสเลยว่าดังหรือไม่ เพราะคิดเสมอว่าทำชุดเดียวมาตลอด เนื่องจากการออกเทปในตอนนั้นถือเป็นของใหม่มาก ดังไม่ดังไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่เห็นมีผลอะไรกับชีวิตเลย” แหม่มย้อนความ

หากแต่ในจังหวะที่ดูเหมือนทุกอย่างจะจบสิ้น ระย้าบังเอิญไปเจอเดโมของนักแต่งเพลงหน้าใหม่ที่ส่งมาให้พิจารณา คนหนึ่งชื่อ พิภูษณะ ส่วนอีกคนคือ วินัย วิษณุกร ซึ่งฟังเพลงจบก็รู้สึกว่าพอเหมาะพอเจาะกับ 3 สาวอย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะงานของวินัยที่มีเพลงเด่นอย่าง ประตูใจ และ รักคือฝันไป

เขาจึงตัดสินใจเรียกตัว แอม-แหม่ม-ปุ้ม กลับมาทำอัลบัมชุดที่ 2 ประตูใจ

ผลงานชุดนี้เองที่ทำให้ชื่อ สาว สาว สาว กลายเป็นอมตะ และถือเป็นอัลบัมหลักไมล์สำคัญชุดหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์เพลงป๊อปเมืองไทย ด้วยยอดขาย 300,000 ตลับ ซึ่งถือว่าสูงมากในยุคนั้น

จุดเด่นของอัลบั้มนี้ คือเนื้อเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ ฉีกกรอบ และตรงใจกลุ่มวัยรุ่น ฟังแล้วสะดุดหูทันที ไม่เพียงแค่นั้น การเรียบเรียงดนตรีทำได้ทันสมัยขึ้น โดยได้ สุระชัย บุญแต่ง และ ภมร คล้ายพงษ์พันธุ์ แห่งวงแฟลชมารับหน้าที่ดูแล ที่สำคัญคือยังเป็นครั้งแรกที่แอมได้ฝากฝีไม้ลายมือการเขียนเพลงถึง 3 เพลง คือ อยากลืม, มิอาจรัก และ ขอเพียงสัญญา

“พี่แต่งไว้อยู่แล้ว ตั้งแต่อยู่โรงเรียน เป็นพวกบ้าแต่งกลอน เป็นหนอนหนังสือไง อ่านนู่นอ่านนี่ก็มาใส่ทำนอง พอน้ามาเห็นเลยถามว่าใส่อัลบัมได้ไหม คือทุกอย่างมันออร์แกนิกมาก” แอมอธิบาย

“แต่ถึงบังเอิญก็ต้องยอมรับว่าเพลงพี่แอมเขาเพราะจริง ผู้ใหญ่อย่างแม่ยังบอกตลอดเลยว่า หนูแอมเก่งนะลูก เขียนได้ยังไง ตอนหลังน้าเลยบอกให้พวกเราที่เหลือแต่งกันบ้าง เพื่อเป็นจุดเด่นของ สาว สาว สาว นี่อยากจะคว้านท้องตัวเอง ทำไมมันยากแบบนี้” แหม่มเล่าเสริม

อีกสิ่งที่โดดเด่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์คู่กับแอม-แหม่ม-ปุ้ม ถึงปัจจุบัน คือทักษะการประสานเสียง ถึงขั้นมีคำกล่าวว่า สาว สาว สาว คือ Vocal Group ที่ดีที่สุดกลุ่มหนึ่งของวงการเพลงไทย

“พวกเราชอบร้องไลน์ประสาน ไม่ชอบร้องเมนตรงกลาง คือถ้าเป็นคนอื่นเขาอาจต้องประกวดเพื่อแข่งขันกันว่าใครจะเป็นเซนเตอร์ แต่พวกเรานี่ถีบกันออกไปยืน” แอมกล่าวย้ำ

“ไม่มีการตั้งคำถามว่าทำไมชุดนี้ฉันได้ร้องแค่นี้อะไรอย่างนี้” ปุ้ม พี่ใหญ่ขอพูดบ้าง

“ตอนนั้นพี่หันไปมองน้าระย้าเลย เพลงเร็วก็ร้อง เพลงช้าก็ร้อง ทำไมหนูร้องอยู่คนเดียวเลย คือในห้องอัดยังไม่รู้สึก แต่พอไปแสดงสด ทำไมกูเหนื่อยจัง เพลงนี้ก็ใช่ เพลงนี้ก็ร้อง” แอมเท้าความหลัง

สำหรับพวกเธอแล้ว ความสามารถนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ได้ฝึกฝนจริงจัง ส่วนใหญ่มักร้องกันสนุก ๆ เช่นเวลาเดินทางไปแสดงตามงานพร้อมกับระย้า ทั้ง 3 คนก็จะร้องเพลงประสานเสียงด้วยความเพลิดเพลิน ส่วนระย้าก็มักยิ้มมุมปากด้วยความอารมณ์ดี

“เวลาประสานเสียงเราไม่ค่อยวางแผนจริงจัง บางทีวางไว้ว่าคนนี้ประสานตรงนี้ อีกคนประสานตรงนั้น พอถึงเวลาจริง ๆ ก็เปลี่ยนได้ทันที ขึ้นอยู่กับใครว่าง เช่น คนนี้ไปห้องน้ำ อีกคนไปเล่นตู้เกม คนที่อยู่จึงร้องไลน์ประสานไปเลย” แอมยกตัวอย่าง

“วันนี้เลยกลายเป็นปัญหาไง เพราะพอเอาเพลงกลับมานั่งฟัง ไม่รู้ว่าใครร้องกันแน่” แหม่ม น้องเล็กของวงเล่าต่อ

นอกจากเรื่องเพลง อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกปฏิวัติ คือเสื้อผ้าหน้าผม ซึ่งแหวกแนว นำสมัย เพราะพวกเธอประกาศอิสรภาพจากการควบคุมของผู้เป็นแม่ได้สำเร็จ

จุดพลิกผันเกิดขึ้นในวันที่ฉันทนานำชุดใหม่ที่สั่งตัดมาให้บุตรสาวกับหลานสาวชม โดยชุดนั้นเป็นสูตแบบฮอตแพนต์ กางเกงขาสั้น ตัดด้วยผ้ามัน สี Shocking Pink ซึ่งจังหวะแรกที่แอมเห็นถึงกับร้องอี๋ทันที โดยมีปุ้มเป็นลูกคู่ คอยหัวเราะอยู่ข้าง ๆ

“เคยโดนแม่ด่าว่าอยู่คู่กันแล้วพากันเลว พอพวกเราหัวเราะ หม่อมแม่ก็โกยเสื้อผ้าเข้าไป หายไปพักหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าเซตนั้นกับอีโต้อันหนึ่ง จากนั้นก็สับ ๆ ไม่ชอบใช่ไหม เรา 2 คนถึงกับผงะ จากนั้นเขาก็บอกว่า ไม่ชอบที่ฉันหามาใช่ไหม วันหลังไปหากันเอง” แอมแอบเมาท์ผู้เป็นแม่

หลังจากนั้นทั้ง 3 จึงเริ่มคิดหาสไตล์การแต่งตัว รวมถึงท่าเต้นที่ใช่และเหมาะสมกับตัวเอง

ครั้งแรกพวกเธอตั้งใจใช้ Madonna เป็นแม่แบบ แต่พอมาดูละเอียดแล้วรู้สึกว่าชุดของศิลปินสาวดูโป๊เกินไป ท่าเต้นก็เซ็กซี่ ไม่เหมาะกับเด็กผู้หญิงวัย 15 – 18 ปี จึงเบนเข็มไปยังสไตล์ฝั่งญี่ปุ่นแทน

ยุคนั้นสื่อความบันเทิงของญี่ปุ่นในเมืองไทยค่อนข้างหายาก อย่างนิตยสารต้องไปหาซื้อตามร้านเฉพาะ ซึ่งราคาสูงมาก ต้องเก็บเงินอยู่หลายวันถึงจะพอ ส่วนม้วนวิดีโอคอนเสิร์ตของ NHK ซื้อมาก็ยังดูไม่ได้ เพราะเป็นระบบ NTSC ต่างจากของบ้านเราที่เป็น PAL ต้องไปแปลงที่มาบุญครองก่อน จากนั้นถึงค่อยมาเลือกว่าการแสดงหรือเสื้อผ้าชุดไหนน่าสนใจ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง

“เราไม่ได้มีศิลปินคนไหนเป็นแรงบันดาลใจเป็นพิเศษ เพียงแค่เปิดดูแล้วชอบ” ปุ้มเล่านำ

“หลัก ๆ เราดูว่าเขาเต้นกันยังไง ท่าประมาณไหน เพราะว่าญี่ปุ่นยังมีความใกล้กับไทย มีความเป็นเอเชียร่วมกัน” แอมย้ำแนวคิด

“โชว์ของญี่ปุ่นคนละแบบกับของไทยเลย เพราะปกติของไทยแค่ขึ้นเวทีไปร้อง ร้องเสร็จก็จบ แต่ของญี่ปุ่นเป็นโชว์จริง ๆ เช่นสมมติว่านักร้องใส่ชุดหนึ่ง ปลดสายตึ้งกลายเป็นอีกชุด อีกสีหนึ่ง ดูแล้วตื่นตาตื่นใจ เราเลยนำมาทำบ้าง” แหม่มขยายภาพ

แน่นอน แม้บางโชว์ทำเสร็จ อาจไม่เป็นตามที่คิด ด้วยเจอปัญหาต่าง ๆ อาทิ ไม่มีเวลาซ้อม ทีมงานนึกภาพตามไม่ทัน หรือโดนแม่ ๆ ตำหนิว่าไม่เรียบร้อย แต่สำหรับทั้ง 3 สาว นี่คือโอกาสอันดีในการทดลองและสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีศิลปินไทยเคยทำมาก่อน

เช่นเดียวกับเรื่องการโปรโมต ต้องยอมรับว่า ชุดประตูใจ ระย้ามีทรัพยากรพร้อมกว่าชุดรักปักใจค่อนข้างมาก เนื่องจากเขามีรายการวิทยุเพลงไทยเป็นของตัวเองแล้ว จึงนำอัลบัมชุดนี้ไปแนะนำแก่ผู้ฟังได้เต็มที่ รวมทั้งมีทีมงานอย่างกลุ่มพรีเมียร์ ซึ่งต่อมากลายเป็น GMM Grammy มาช่วยดูแลเรื่องมิวสิกวิดีโอ ฉายภาพของ 3 สาว 3 สไตล์ให้ชัดเจนขึ้น กระทั่งเกิดกระแสคลั่งไคล้ในหมู่วัยรุ่น

ปรากฏการณ์หนึ่งที่ยืนยันความโด่งดังของเกิร์ลกรุ๊ปกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด คือเมื่อพวกเธอไปเล่นคอนเสิร์ตที่รายการ โลกดนตรี เป็นครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2526

เพราะมีฝูงชนที่กรูกันเข้ามาล้อมรถของสาว สาว สาว พยายามเคาะกระจก เปิดประตู ส่งเสียงกรี๊ดดังสนั่นหวั่นไหว จนทางรายการต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ ด้วยการตั้งแถวเป็นแนวยาวตั้งแต่ตัวรถจนถึงห้องส่ง เพื่อให้ทั้ง 3 สาวเข้ามายังสถานีได้

ไม่เพียงแค่นั้น ในช่วงเล่นคอนเสิร์ต มีแฟนเพลงจำนวนมหาศาลเบียดเสียดกัน หวังเข้าไปในห้องส่งให้ได้ กระทั่งประตูด้านหน้าพังเสียหาย ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับศิลปินคนใดมาก่อน นับตั้งแต่รายการ โลกดนตรี ออกอากาศมา 12 ปี

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คืออัลบัมชุดประตูใจยังเป็นบทพิสูจน์ว่า แอม-แหม่ม-ปุ้ม เป็นศิลปินตัวจริงเสียงจริง และความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ใช่โชคช่วย แต่มาจากความสามารถที่เปี่ยมล้น

“สมัยก่อนเขาจะวัดว่าใครเป็นนักร้องจริง ๆ ต้องดูกันที่ตอนแสดงสด” แอมบอก“น้าระย้าบอกว่าเขาสบายใจแล้ว เพราะตอนที่เห็นเราซ้อมกับวงครั้งแรก ได้ยินพวกเราร้องเพลง เขาบอกกับ น้าแก้ว (บุญชาย ศิริโภคทรัพย์) เจ้าของรายการโลกดนตรีเลยว่า สบาย รอดแน่นอน เด็กพวกนี้ไว้ใจได้” แหม่มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“เราไม่แฮปปี้กับความดังเลย” น้องเล็กของวงพูดแทนใจสมาชิกทั้ง 3 คน ในวันที่ชื่อของแอม-แหม่ม-ปุ้ม กลายเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงทั่วประเทศ

ส่วนหนึ่งเพราะแต่ละคนต่างมีโลกส่วนตัวสูง เมื่อต้องมาเผชิญกับความโด่งดังแบบฉับพลันจึงยากที่จะรับมือหรือปรับตัวได้

หลายครั้งที่แฟนเพลงเข้ามาประชิด เรียกชื่อ หยิกแก้ม ดึงแขน ดึงผม จนอดรู้สึกโมโหไม่ได้

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีพวกตัวป่วนที่เข้ามาสร้างความวุ่นวายระหว่างการแสดงเป็นระยะ เช่น บางคนขอจับมือแต่ไม่ยอมปล่อย เอาเล็บจิกจนมือของพวกเธอเป็นแผลถลอก บางคนพยายามดึงแหวนจากนิ้ว บางคนนำดอกกุหลาบมามอบให้แต่ไม่ได้เอาหนามออก และพอศิลปินรับก็บีบมือให้หนามตำ จนสุดท้ายบรรดาแม่ ๆ ต้องตั้งกฎเหล็กข้อหนึ่งให้ 3 สาวปฏิบัติตาม คือห้ามมีเรื่องกับแฟนเพลงเด็ดขาด 

“ตอนนั้นพร้อมต่อยสุด ๆ บางครั้งถึงขั้นที่เราต้องพูดออกไมค์เลยว่าเจ็บ อย่าจิกดิ” แหม่มขอพูด

“เราอาจดูเหมือนนั่งพับเพียบออกจากโรงเรียน แต่ความจริงอินเนอร์เราจะแมน ๆ บอย ๆ อย่างแหม่มนี่เขาพร้อมบวกเลย หรือพี่ปุ้มพอเขาเริ่มชักสีหน้าปุ๊บ บรรยากาศรอบข้างเริ่มไฟลุก” แอมเล่าต่อพร้อมเสียงหัวเราะ 

ถึงอย่างนั้น แฟนตัวป่วนถือเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับแฟนคลับน้ำดีที่คอยส่งกำลังใจ ส่งของขวัญ ส่งจดหมาย เกาะขอบเวทีเกือบทุกการแสดง ช่วยให้สาว ๆ มีพลังในการส่งต่อสิ่งดี ๆ แก่ผู้ชมเรื่อยมา

แม้จะโด่งดังสุด ๆ ถึงขั้นได้เสียงโหวตจากนิตยสาร โดเรมี ให้เป็นนักร้องหญิงยอดนิยมอันดับ 1 แถมยังคว้าอันดับ 3 ในกลุ่มวงดนตรีรองจากแกรนด์เอ็กซ์และแมคอินทอช แต่แอม-แหม่ม-ปุ้ม ก็ยังคงวางตัวไม่ต่างจากเดิม ใช้ชีวิตนักเรียนธรรมดาที่ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน และรับงานเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์กับวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น

“โรงเรียนทุกวันนี้ไม่เหมือนกับสมัยก่อน แค่ไปออกทีวีโดนเหล่แล้วเหล่อีก เพราะฉะนั้น ต่อให้โด่งดังแค่ไหน แต่พอเข้าโรงเรียนมาต้องทำตัวลีบที่สุด” แอมจากโรงเรียนราชินีเท้าความ

“ถ้าเป็นยุคแม่เขาไล่ออกเลยนะ แต่ยุคเราครูเขายังยืดหยุ่น จำได้ว่าอาจารย์ใหญ่เรียกแม่เข้าไปคุยบอกว่าที่อนุญาตให้ไปทำ เพราะเห็นว่าเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน ไม่เกเร” แหม่ม ศิษย์วัฒนาฯ ขอเล่าบ้าง

“อีกอย่างคือเราไม่ได้เป็นนักร้องไนต์คลับ ไม่ได้ร้องกลางคืน เราเป็นวงดนตรี มีเทป มีอัลบัม เล่นคอนเสิร์ตกลางวัน ซึ่งถัดมาจากรุ่นแม่” แอมพูดต่อ

“ถ้าร้องไนต์คลับโดนออกแน่ เรื่องหนึ่งที่มารู้ทีหลัง คือตอนเราไปเล่นคอนเสิร์ตที่นครศรีธรรมราช อาจารย์ภิญโญ ณ นคร ผู้จัดการโรงเรียน ท่านไปดูด้วย เพราะอยากเห็นว่าเป็นยังไง ซื้อบัตรเลยนะ พอกลับมาท่านบอกว่าไม่ห่วงแล้ว เพราะเราขึ้นเวทีก็กล่าวสวัสดีคนดู ไม่พูดหยาบคาย เต้นก็เต้นแบบวัยรุ่น ซึ่งตอนที่ทราบรู้สึกช็อกมาก ไม่รู้ว่าจะได้เจอครูแบบนี้อีกไหม” แหม่มกล่าวถึงคุณครูด้วยความซาบซึ้ง

หลังจากอัลบัมประตูใจ สาว สาว สาว ยังคงออกอัลบัมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ เป็นแฟนกันได้ยังไง?, หาคนร่วมฝัน, ในวัยเรียน, แมกไม้และสายธาร, Because I Love You, ว้าว..ว! และ Together โดยระย้าได้ชักชวนนักดนตรีฝีมือเยี่ยมมาช่วยทำดนตรี ทั้ง ทนงศักดิ์ อาภรณ์ศิริ จากวงแกรนด์เอ็กซ์, กริช ทอมมัส จากวงบาราคูดัส, เสนีย์ ฉัตรวิชัย จากวงดิ อินโนเซ้นท์ รวมถึง ภูสมิง หน่อสวรรค์ ศิลปินโฟล์กซองชื่อดังของรถไฟดนตรี ซึ่งแต่ละชุดมีความโดดเด่นแตกต่างและดนตรีมีความหนักแน่นมากขึ้น เพื่อฉายภาพที่โตขึ้นของสาว ๆ ทั้ง 3 คน

เช่นเดียวกับเรื่องการโชว์บนเวที ซึ่ง แอม-แหม่ม-ปุ้ม เป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด ตั้งแต่เลือกเพลงที่จะร้อง แกะเพลง ทำสคริปต์ ซักซ้อมกับวงดนตรี แต่งหน้าทำผม หาเสื้อผ้า คิดท่าเต้น และอีกสารพัดอย่าง โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้าร่วมร้อยชุดที่ถือว่าเก๋ไก๋ เปรี้ยวปรี๊ด จนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับ สาว สาว สาว เรื่อยมา ถึงขั้นที่มีวัยรุ่นสาว ๆ พากันแต่งตัวตาม

“น้าระย้าเปรียบเสมือน Head ที่รับผิดชอบเรื่องเพลง การโปรโมต แต่ถ้าเป็นงานโชว์เป็นเรื่องของเรา เราก็ไม่ยอมเขาเหมือนกัน อีกอย่างเราเป็นพวกครีเอทีฟ เรามีอีกชื่อว่า บริษัทไทยประดิษฐ์ เพราะฉะนั้น เวลาอยากโชว์อะไร เราจัดการเองหมด” แอมอธิบาย

“หลายอย่างเราไม่เคยคิดว่าจะเป็นภาพจำของทุกคน เพราะคิดว่าเป็นโชว์เท่านั้น ไม่เคยนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างการผูกโบใหญ่ ๆ หรือแม้แต่ผ้ามุ้งที่สมัยก่อนเขาเอาไว้ผูกศาล เราเป็นเจ้าแรกที่เห็นว่าสีสวยดี บางด้วยเหมือนชุดบัลเล่ต์ เลยเอามาทำเป็นกระโปรง” แหม่มยกตัวอย่าง

“คือแต่ก่อนมันชัดเจนไง คนดูกับคนแสดง แต่งตัวคนละแบบ” แอมเล่าต่อ

“แต่ช่วงหลัง ๆ พอมองลงจากเวที ปรากฏว่าคนดูแต่งโบใหญ่ แต่งชุดระยิบระยับยิ่งกว่าเราเสียอีก” ปุ้มเรียกเสียงฮาจากทั้งวง 

แต่ถึง สาว สาว สาว จะพยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด แต่ความท้าทายที่หนักหน่วงที่สุด คือการก้าวข้ามความรู้สึกของแฟนเพลงที่ยังอยากให้พวกเธอเป็นวงดนตรีสาวแรกรุ่นตลอดไป

นี่เองที่กลายเป็นความอึดอัดของ 3 สมาชิกที่เริ่มมีความชอบ ความสนใจ ทัศนคติในการมองโลกเป็นของตัวเอง และไม่อยากถูกกรอบของความเป็นเกิร์ลกรุ๊ปมาจำกัดเอาไว้ โดยเฉพาะเมื่อต้องร้องเพลงที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัยของตัวเอง

หลังจากที่ออกเทปไปได้ 6 – 7 ชุด แอม-แหม่ม-ปุ้ม จึงเริ่มปรึกษากันว่า สาว สาว สาว คงต้องยุติในระยะเวลาอันใกล้ เพียงแต่ยังไม่มีจังหวะได้บอกกล่าวกับคนรอบข้างจริงจัง

“ไม่ใช่ว่าไม่อยากร้องและไม่ชอบ แต่เหมือนว่าเราวางตำแหน่งของตัวเองไม่ถูก เพราะเรายังต้องร้อง เจอเธอที่ข้างกรงลิง ฝนตกแหมะ ๆ นั่งดูแพะยิ้ม ซึ่งเรารู้สึกขัดเขิน คือในวัย 20 บรรดาเพลงสิงสาราสัตว์ทั้งหมด กรงลิงนี่แย่สุด ส่วนแพะยิ้มนี่ดีสุด” แหม่มพูดถึง 2 เพลงประจำตัว

“ในความรู้สึกของเรา คือเราโตขึ้นไง แต่ดันมีภาพลักษณ์เป็นวงเด็กสาว เด็กน้อย สีลูกกวาด หลาย ๆ อย่างเริ่มเปลี่ยน อย่างพี่ก็อยากได้เพลงที่หนักกว่านี้ ส่วนอีก 2 คนเขาก็มีศักยภาพของเขาอีกอย่าง ซึ่งพอถูกบังคับให้อยู่ในความเป็น สาว สาว สาว ก็เริ่มไม่ไหว บวกกับการเรียนที่เข้มข้นด้วย เกรด C มาอีกตัว จะทำยังไง เริ่มทำตัวไม่น่ารักเท่าไหร่” แอมช่วยขยายภาพ

และแล้วสัญญาณของการบอกลาก็มาถึง เมื่อ พ.ศ. 2532 สาว สาว สาว ได้รับโอกาสครั้งสำคัญให้เป็นตัวแทนศิลปินไทยไปร่วมงาน Tokyo Music Festival ครั้งที่ 18 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยนอกจากจะได้กระทบไหล่ศิลปินแถวหน้าของเอเชีย พวกเธอยังร่วมร้องและร่วมแต่งเนื้อภาษาไทยให้กับเพลง Hana ของ Shinji Tanimura ศิลปินระดับตำนานเจ้าของเพลง Subaru อีกด้วย

เมื่อกลับถึงเมืองไทย พวกเธอจึงขออนุญาตนำทำนองเพลง Hana มาเขียนเนื้อใหม่ กลายเป็นดอกไม้ของน้ำใจ เพลงเปิดตัวอัลบัมชุดที่ 10 แต่ในทางกลับกัน ถือเป็นงานส่งท้าย สาว สาว สาว

อัลบัมดอกไม้ของน้ำใจ ได้รับการโปรโมตในระยะเวลาสั้น ๆ คือวางแผงเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2533 จากนั้นก็มีทัวร์คอนเสิร์ตอีกเล็กน้อย

กระทั่งวันที่ 28 เมษายนปีเดียวกัน ทั้ง 3 มีคิวต้องขึ้นเวที 7 สีคอนเสิร์ต แม้ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนในรถไฟดนตรีต่างรู้ดีว่านี่เป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย

ครั้งนั้นมีการนำเพลงเก่าจากทั้ง 9 ชุดมาทำเป็นเพลงเมดเลย์สุดพิเศษ และช่วงก่อนเข้าเพลงรองสุดท้าย The Way We Were ของ Barbra Streisand ทั้ง 3 ก็เผยถึงความในใจตลอดการเป็น สาว สาว สาว รวมทั้งขอบคุณผู้ชม ทีมงาน และสมาชิกในวง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้า ยิ่งพอเพลง ดอกไม้แห่งน้ำใจ สิ้นสุดลง เสียงสะอื้นและน้ำตาที่ไหลพรากของแอม-แหม่ม-ปุ้ม ก็ตามมาทันที

และนี่คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าถึงเวลาแล้วที่วงดนตรีอายุ 10 ปีนี้ต้องแยกย้ายไปตามเส้นทางของแต่ละคน

“ไม่มี ไม่เล่น รับรอง” คือสิ่งที่ปุ้มตอบกับทุกรายการมาเกือบ 30 ปี เมื่อถูกถามว่า สาว สาว สาว จะกลับมารวมตัวเล่นคอนเสิร์ตเมื่อไหร่

“ส่วนตัวพี่ต้องการปิด Chapter นี้ ไปสู่บทใหม่ของชีวิต ไม่ใช่ แอม สาว สาว สาว แต่เป็น แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร” พี่รองของวงพูดถึงเหตุผล

“ส่วนของพี่กับพี่ปุ้ม ถึงไม่ชัดเจนเท่ากับพี่แอม แต่ทุกคนคงเห็นว่าเราไม่เหมาะที่จะกระโดดโลดเต้นแบบนั้นอีก” แหม่มอธิบายบ้าง

เพราะหลังเลิกวงได้สักระยะ ทั้ง 3 คนก็กลับมาสู่เบื้องหน้าอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว

เริ่มจาก ปุ้ม ซึ่งมาร่วมงานกับ แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์ เปิดอัลบัมซีรีส์ ลีลา โดยมีเพลงดังอย่าง ป่านนี้ จากนั้นจึงมีอัลบัมเพลงเก่าตามมาอีกหลายชุด หากแต่บทบาทที่ทุกคนคุ้นเคยที่สุด คงต้องยกให้การเป็นครูใหญ่ประจำบ้าน AF นานหลายซีซัน

ต่อมาเป็นคิวของ แอม ซึ่งเดิมทีผันตัวไปทำงานเบื้องหลัง เป็นทีมเขียนเพลงในแกรมมี่ กระทั่งเมื่อจังหวะต่าง ๆ ลงตัว จึงปล่อยอัลบัม บันทึกของดอกไม้เหล็ก เมื่อ พ.ศ. 2537 ซึ่งถือว่าพลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ แทบไม่มีใครจดจำภาพเดิม ๆ ได้ พร้อมกับเดินหน้าทำเพลงฮิตที่อยู่ในความทรงจำนับไม่ถ้วน ทั้ง ความทรงจำ, ครึ่งหนึ่งของชีวิต, ผิดไหมที่รักเธอ, ทางเดินแห่งรัก เป็นต้น

สุดท้ายคือ แหม่ม ซึ่งกระโดดไปร่วมงานกับ อาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 ออกอัลบัมคัฟเวอร์ ชื่อผู้หญิงมีฝัน โดยถือเป็นศิลปินหญิงคนเดียวของค่ายลาดพร้าวในเวลานั้น จากนั้นจึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พัฒนาศิลปินหน้าใหม่ ตั้งแต่ โดม-ปกรณ์ ลัม, JR-Voy, D2B ไปจนถึงรุ่น Kamikaze ควบคู่กับการออกผลงานของตัวเอง ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสของบริษัท

แต่ถึงพวกเธอจะแยกย้ายไปสร้างดาวคนละดวง สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือสายสัมพันธ์ที่เชื่อมร้อยทั้ง 3 คนเข้าไว้ด้วยกัน

“เราไม่รู้ว่าวงอื่นเป็นอย่างไร เขาอาจไม่ได้เป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ค่ายไปดึงคนนั้นคนนี้มาฟอร์มวง พอเลิกทำงานแล้วอาจยังติดต่อกันอยู่ แต่สำหรับพวกพี่ 3 คน เราเป็นเหมือนครอบครัว คำว่า สาว สาว สาว เป็นเพียงหลังคาที่ครอบพวกเรามา 10 ปี และพอเอาหลังคานี้ออกไป แอม-แหม่ม-ปุ้ม ก็ยังเหมือนเดิม อย่างตอนออกอัลบัมเดี่ยว พี่ปุ้มก็มาร้องประสาน พี่แหม่มออกอัลบัม พี่ปุ้มก็มาร้องให้เหมือนกัน เรายังทำงานด้วยกันตลอดเวลา แม้แต่ช่วงที่ค่ายเขายังแข่งขันกันหนัก ๆ เขายังยกเว้นให้ แบบว่าปล่อยไปเถอะ เพราะไม่มีกรรไกรอันไหนจะตัดพวกมันได้หรอก” แอมอธิบาย

ระหว่างนั้นเองก็มีกระแสเรียกร้องให้ สาว สาว สาว กลับมารวมตัวอยู่ตลอด เนื่องจากวงดนตรีหลายวงที่แยกย้ายไปนานต่างพากันทยอยขี้นเวที เล่นดนตรีร่วมกัน บวกกับที่ผ่านมาเพลงของพวกเธอก็ไม่เคยเลือนหายไปไหน โดยเฉพาะ ประตูใจ, รักคือฝันไป และ เป็นแฟนกันได้ยังไง? ซึ่งถูกนำไปประกอบภาพยนตร์เด็ก 100 ล้านบาท อย่าง ‘แฟนฉัน’ จนผู้คนกลับมาร้องทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่ดูเหมือน แอม-แหม่ม-ปุ้ม ยังไม่ใจอ่อนเสียที ด้วยเหตุผลสารพัด ทั้งต้องการให้เกียรติต้นสังกัดของตัวเอง รวมถึงยังรู้สึกขัดเขินที่จะต้องกลับไปร้องเพลงวัยรุ่นแบบนั้น

กระทั่ง พ.ศ. 2561 เป็นจังหวะเดียวกับที่ 3 สาวเป็นอิสระจากสังกัดใด ๆ จึงตัดสินใจจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 28 ปี โดยได้ ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา เป็นโต้โผใหญ่ ซึ่งเพียงวันแรกบัตร 10,000 ใบก็หมดเกลี้ยง จนต้องเพิ่มรอบและหมดในทันทีเหมือนกัน

“มันคงเป็นความอั้นของแฟน ๆ เพราะวงอื่นเขายังเล่นตลอดเวลา แต่ไอ้ 3 คนนี้จบแล้วจบเลย ไม่ได้เห็นอีก หลายคนรู้สึกว่าเป็นไปได้เหรอ ไหนพวกมันบอกว่าไม่เล่นกันแล้วไง” แอมตั้งข้อสังเกต

แต่ถึงแฟนเพลงจะพร้อม ทุกอย่างกลับไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะแอม ซึ่งแทบไม่เคยแตะเพลงสมัย สาว สาว สาว อีกเลย จึงเหมือนต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะการร้องประสาน

“แอมหนักสุด เพราะไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไป แต่ความรู้สึก โทนเสียงเขาเปลี่ยนไปเยอะมาก เพราะที่ผ่านมาเขาร้องร็อกซึ่งต้องส่งพลังเยอะมาก พอกลับมาต้องลดลงมาให้เท่ากันก่อน เพราะของพี่ยังออกหวาน ๆ อยู่ ส่วนแหม่มก็ยังอยู่ แต่คนกลาง เวลาร้องนี่สนั่นหวั่นไหวเลย คือร้องเดี่ยวยังโอเค แต่พอเป็นเพลงที่ต้องคอรัส ปรากฏว่าเสียงประสานดังกว่าเสียงนำ” ครูปุ้มเล่าปัญหา

“เราพยายามเปล่งให้ดังสู้พี่เขาแล้วนะ แต่สู้ไม่ได้จริง ๆ คนหนึ่งพยายามกด อีกคนก็พยายามดันขึ้น เพื่อที่พี่จะได้ไม่เหนื่อย แต่ไม่ไหว” แหม่มเสริมตามพร้อมเสียงหัวเราะ

ไม่เพียงแค่นั้น พอย้อนกลับไปฟังเพลงเก่า ๆ ก็จำไม่ได้ว่าใครร้องเพลงอะไร ร้องท่อนไหน จึงต้องใช้เวลาทบทวนอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งผ่านพ้นคอนเสิร์ตไปได้ด้วยดี สร้างความประทับใจให้กับแฟนเพลงอย่างยิ่ง โดยระหว่างนั้น ดีเจพี่ฉอด และ 3 สาวตั้งใจว่าอีก 2 ปีจะจัดคอนเสิร์ตอีกครั้งในรูปแบบรีเทิร์น แต่สุดท้ายแผนที่วางไว้กลับไม่เป็นตามคาด เนื่องจากเกิดวิกฤตโควิด-19 เป็นเหตุให้ต้องพับโครงการอย่างไม่มีกำหนด จนถึง พ.ศ. 2567 สาว สาว สาว ได้รับการประสานจากหนีกรุงว่าสนใจอยากร่วมงาน จึงเกิดเป็น ‘สาว สาว สาว ประตูใจคอนเสิร์ต’

แน่นอนว่า แม้เป็นคอนเสิร์ตใหญ่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกัน คือความคลี่คลายในใจของสมาชิกทั้ง 3 คน สิ่งที่เคยรู้สึกเป็นปัญหา เป็นอุปสรรคในครั้งก่อนนั้นหายไปเกือบหมด ดังนั้น การร้อง การเล่น การเต้นแบบ สาว สาว สาว จึงกลับมาเต็มที่อีกครั้งหนึ่ง

ที่สำคัญคือไม่เพียงแค่เพลงฮิตเท่านั้น แต่ยังมีเพลงแต่ละคนที่อยากร้อง บางเพลงถูกหลงลืมไปกับกาลเวลาก็รื้อฟื้นให้กลับมามีชีวิต เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนเพลงทุกคนที่ยังรอคอยเกิร์ลกรุ๊ปในตำนานวงนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

“ถามว่าคอนเสิร์ตนี้มีอะไรพิเศษไหม ถ้าให้โหนสลิงคงไม่ไหว เพราะตามวัยด้วย และเราคงไม่ต้องการเซอร์ไพรส์อะไรขนาดนั้น เราแค่อยากมาเจอแฟน ๆ ปีละครั้งก็ดีใจมากแล้ว อยากให้ทุกคนมาดูด้วยความรู้สึกคิดถึงกัน มาสัมผัสบรรยากาศ ความทรงจำเก่า ๆ มาร้องเพลงด้วยกัน เพราะหลายคนเราเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ โตขึ้นตอนนี้เป็นยังไง มาอัปเดตกันดีกว่า” ปุ้มเล่าถึงแนวคิดของงาน

แม้วงดนตรีนี้จะเริ่มต้นจากความบังเอิญ แต่สำหรับ แอม-แหม่ม-ปุ้ม สาว สาว สาว คือตัวแทนของความผูกพัน เป็นสัญลักษณ์ของครอบครัว เป็นนามสกุลที่เปี่ยมด้วยความหมายที่ให้ทุกอย่าง ทั้งบทเรียนชีวิต ประสบการณ์ อาชีพ และที่สำคัญคือความสุขและความทรงจำที่ไม่เคยจางหายตลอด 4 ทศวรรษ 

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก Facebook : สาว สาว สาว

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง
  • บทสัมภาษณ์วงสาว สาว สาว วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567
  • หนังสือบันทึกเส้นทาง สาว สาว สาว โดย ระย้า รถไฟดนตรี
  • หนังสืออ่านเล่นๆ…ร้องเป็นเพลง โดย แหม่ม-พัชริดา วัฒนา
  • รายการคิดถึงจัง สถานีโทรทัศน์ Majung The Original TV
  • รายการ EDS คิดถึงเสมอ สถานีวิทยุ 98 E-D-S Everyday Station
  • รายการ 7 สีคอนเสิร์ต เทปวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2533
  • www.saosaosao.com

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์