ลุงเหลี่ยม-สนั่น บัวคลี่ ช่างทำกลองวัย 74 แห่งจังหวัดอ่างทอง กำลังขลุกตัวอยู่ในโรงกลองไม่ห่างจากบ้าน สองมือที่สะสมประสบการณ์มากกว่า 50 ปี กำลังขึงหนังควายแผ่นกลมบนแท่นไม้ให้รัดแน่นเป็นหน้ากลอง

แดดยามสายส่องทะลุซี่ไม้ผุพังเห็นเป็นลำแสงสว่าง ราวกับสปอตไลต์ดวงจิ๋วส่องกระทบงานศิลปะชิ้นเอก ทว่าภาพตรงหน้าเป็นเพียงชายคนหนึ่งที่ขะมักเขม้นทำสิ่งที่เขารักมาทั้งชีวิต โดยนับหน่วยความสุขเป็นผลงานที่เขาทำ

เมื่อ พ.ศ. 2558 ลุงเหลี่ยมได้รับรางวัลครูช่างศิลหัตถกรรม ประเภทเครื่องหนัง (กลอง) จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และเปิด ‘บ้านกลองลุงเหลี่ยม’ เป็นสถานที่ฟูมฟักความรู้และแบ่งปันภูมิปัญญาทำกลอง ทั้งยังจำหน่ายและรับผลิตกลองนานาชนิด การันตีคุณภาพจากนักดนตรีไทยหลายวงการ แถมชื่อเสียงดังไกลถึงต่างแดน

ทุกวันนี้ลุงเหลี่ยมมีความสุขกับวิชาชีพทำกลองจนลืมกินลืนนอน แถมลืมวันลืมคืน จนเผลอบ่นออกมาด้วยอารมณ์ขันว่า เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกินในการทำสิ่งที่รัก วันแรกรู้สึกอย่างไร วันนี้ลุงเหลี่ยมก็ยังรู้สึกและเป็นเช่นนั้นอยู่ อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้คนคนหนึ่งอยู่กับสิ่งสิ่งหนึ่งได้ยาวนานมากกว่าค่อนชีวิตตัวเอง 

และนี่คือเรื่องราวว่าด้วยจังหวะชีวิตของ ครูสนั่น บัวคลี่ ช่างกลองมือดีแห่งเมืองอ่างทอง

สนั่น บัวคลี่ : ช่างกลองวัย 74 แห่งเมืองอ่างทองที่ทำกลองมาทั้งชีวิตมากกว่า 10,000 ใบ

หัวใจดังป๊ะ โท่น ป๊ะ โท่น ป๊ะ โท่น โท่น

แม้เกิดและเติบโตในหมู่บ้านทำกลอง จังหวัดอ่างทอง แต่บ้านของเด็กชายสนั่นกลับมีอาชีพทำนา ไม่ได้ทำกลองเหมือนครัวเรือนอื่นในชุมชน นั่นทำให้เขาเริ่มจังหวะชีวิตในเส้นทางสายกลองด้วยความชอบตั้งแต่เรียนจบ ป.4

“ตอนนั้นเรียนจบ ป.4 ปู่ย่าตายายจ้างเรียนต่อเราก็ไม่เอา จะไปดูเขาทำกลอง เจ้าของเห็นเราเข้าท่าเข้าทาง วันรุ่งขึ้นก็ชวนมาทำด้วย ได้ใบตั้งสี่บาทนะ หนึ่งวันทำได้สี่ใบ พอเลิกงานแทบเดินไม่เป็นเลย” ลุงเหลี่ยมหัวเราะ

“ลุงทำอยู่หลายปีก็เลิกไปนาน พอเป็นหนุ่มก็เที่ยวไปเรื่อย จนบวชเสร็จก็มีครอบครัว กลองก็เริ่มมีตลาด กลายเป็นดังขึ้นมา เราอยากมีอาชีพเลยไปรับกลองมาขาย สมัยนั้นหาบกลองขี้เมา กลองที่เขาตีกันในรำวง หาบไปหกใบ ลงรถบัสตรงสี่แยกลาดพร้าวแล้วเดินไปขายที่เวิ้งนาครเขษม พอมีลูกค้า ก็กลับมาสั่งออเดอร์ตามบ้านที่รับทำกลอง”

ยอดสั่งจองกลองล้นหลานจนผลิตไม่ทัน ลุงเหลี่ยมจึงตั้งฐานทัพทำกลองเองที่บ้าน และตัดสินใจเปิดหน้าร้านตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ แม้ตอนนั้นทักษะจะงูๆ ปลาๆ เพราะวัยเด็กที่เคยคลุกคลีกับช่างกลองก็อาศัยครูพักลักจำ

“ลุงทำเอง ขายเอง เดินหาตลาดเองหมดทุกอย่าง จนไปเจอร้านนิวซุ่นหมง (เวิ้งนาครเขษม) เขาขายกลอง แล้วมีกลองตะโพนไทยใบหนึ่งมันพัง เขาบอกเอาไปซ่อมให้ที ให้เราสามร้อยนะ ก็นึกในใจว่าสามร้อยยังไม่ได้อะไรเลย แต่ก็เอาวะ เราอยากได้วิชา อยากศึกษาการทำกลอง พอทำเสร็จก็เอามาส่ง เขาบอกใช้ได้ เราก็ไปอีก แถวสุขสวัสดิ์

“เขาสั่งตะโพนเราอีกสามใบ เราก็กลับมาทำ พอกลองหย่อนเขาก็ส่งกลับให้เราซ่อม เผอิญวันนั้นพักกลางวัน ก็ลองเอาข้าวสุกมาติดหน้ากลอง มันคงเป็นบุญของเรา จังหวะกลองออกมาเสียงดี เราก็จับจุดจากใบนั้นเลย”

ชายวัย 74 ยิ้มร่าด้วยความดีใจ เสมือนว่าสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นสัมฤทธิ์ผล จากกาวข้าวสุก สร้างเอกลักษณ์ให้เสียงกลองลุงเหลี่ยมดังเกรียงไกร จนร้านทั่วเวิ้งนาครเขษมไม่มีใครไม่รู้จักช่างทำกลองจากอ่างทองคนนี้

สนั่น บัวคลี่ : ช่างกลองวัย 74 แห่งเมืองอ่างทองที่ทำกลองมาทั้งชีวิตมากกว่า 10,000 ใบ
สนั่น บัวคลี่ : ช่างกลองวัย 74 แห่งเมืองอ่างทองที่ทำกลองมาทั้งชีวิตมากกว่า 10,000 ใบ

เปิดประตู ทำกลอง

บ้านกลองลุงเหลี่ยมรับทำกลองทุกชนิด อาทิ กลองชาตรี กลองทัด กลองแขก กลองยาว กลองเพล กลองสะบัดชัย โทนรำมะนา ตะโพนไทย ฯลฯ ขนาดเล็ก-ใหญ่ ต้องการแบบไหน สั่งได้ทุกอย่าง ไม้ตีกลองก็รับทำด้วยนะ

ส่วนอุปกรณ์หลักที่ใช้ทำกลองจะมีไม้ท่อน ที่นี่ใช้ไม้สะเดา ไม้ก้ามปู ตามแต่จะหาได้ ส่วนหน้ากลองใช้หนังควาย กระบวนการแรกต้องตัดไม้ท่อนให้ได้ขนาดตามต้องการ กลึงไม้และคว้านไส้ออกให้พร้อมใช้งาน สมัยนี้ลุงเหลี่ยมใช้เครื่องจักรทุ่นแรง สมัยโน้นงานมือล้วน! 

สนั่น บัวคลี่ : ช่างกลองวัย 74 แห่งเมืองอ่างทองที่ทำกลองมาทั้งชีวิตมากกว่า 10,000 ใบ

พอได้หุ่นกลองตามต้องการ ขั้นตอนต่อไปเตรียมหนังด้วยการแช่หนังควายในน้ำราว 12 ชั่วโมง ถ้าแช่ในน้ำเน่ายิ่งดี จะทำให้หนังอ่อนนุ่มเร็วขึ้น พอหนังได้ที่ ลุงเหลี่ยมหยิบวงเวียนประดิษฐ์มือมาตีวงกลมบนแผ่นหนังพร้อมมาร์กจุดด้วยดินสอพอง หลังขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะเราก็สงสัยว่า เสียงกลองนั้นทำยังไง 

ลุงเหลี่ยมเอี่ยวตัวคว้าอาวุธของช่างกลอง นั่นคือ อุปกรณ์ไสหนัง ที่ช่างฝีมือพลิกแพลงจากแหนบรถยนต์ ขั้นตอนนี้เป็นการแต่งเสียงกลอง ด้วยการไสหนังที่อยู่ภายในวงกลมที่มาร์กด้วยดินสอพอง ครูช่างจะไสหนังตอนเปียก ไสทางนี้ที ไสทางนั้นที เป็นเทคนิคที่อาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ขนาดตาเราดูยังจับทางไม่ได้ เพียงมือลุงเหลี่ยมสัมผัสแผ่นหนัง ก็รู้ทันทีว่าความหนา-บางแบบนี้ใช่เลย ดังแบบที่ต้องการ! ส่วนรอบนอกวงกลมที่ไม่ไสให้บาง เพราะต้องนำไปเจาะรู้และร้อยเพื่อขึงหนังกลอง ฉะนั้น หนาไว้ก่อนจะดี ป้องกันไม่ให้หนังกลองขาดระหว่างการทำงาน

สนั่น บัวคลี่ : ช่างกลองวัย 74 แห่งเมืองอ่างทองที่ทำกลองมาทั้งชีวิตมากกว่า 10,000 ใบ

หนังกลองก็ต้องมีเทคนิคนวดให้นุ่ม (ลุงเหลี่ยมขอปิดเป็นความลับ แต่เล่าทริคให้เราฟังหมดเลย พร้อมกำชับว่า เป็นความลับ ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย) นักประดิษฐ์ประยุกต์เครื่องตีข้าวสมัยก่อนมาใช้นวดหนัง โดยเอาสากมาทิ่มหนังเหมือนทิ่มข้าว พอได้ที่ก็นำไปตากแดด 1 – 2 วัน ก่อนจะเตรียมขึ้นกลอง ด้วยการเอาหนังมาขึงกับหุ่นกลอง

ช่างฝีมือยังคงสร้างเครื่องทุ่นแรงจากสิ่งรอบตัว แท่นขึ้นกลองก็ด้วย, หลังจากเสร็จกระบวนการก็เก็บรายละเอียด ทั้งเพิ่มความสวยงามด้วยการผูกหนังเลียด ทั้งรักษาสภาพความคงทนด้วยการเคลือบแชล็ค ฉีดยากันมอด 

ส่วนความยากที่สุดของการทำกลอง ก็คือขั้นตอนการแต่งเสียงที่ว่าเมื่อกี้ เพราะกลองต่างชนิดก็ย่อมให้เสียงต่างกัน ยิ่งกลองแขก ลุงเหลี่ยมบอกว่าปราบเซียน เพราะเป็นกลองที่ต้องตีด้วยกัน 2 ใบ ตัวผู้และตัวเมีย แต่ละใบมีสองหน้า รวมกันสี่หน้า นั่นเท่ากับสี่เสียงที่ครูช่างต้องรังสรรค์ให้เสนาะหู และกลองทุกใบจากบ้านกลองลุงเหลี่ยม หากเสียงไม่พึงใจ ก็ยินดีรับแก้จนกว่าจะถูกใจ ถ้าอยากได้เสียงแบบไหน ลุงเหลี่ยมจัดให้ตามต้องการ ขอให้เชื่อมือและเชื่อใจ

แม้บ้านอื่นจะหวงห้ามสูตรลับการทำกลอง แต่ลุงเหลี่ยมยินดีเปิดบ้านให้ความรู้ ขอให้มีความมุ่งมั่นและตั้งใจอยากจะเรียน ครูช่างว่าคุณสมบัติอาชีพช่างกลองต้อง ‘อดทน’ เพราะไม่มีงานใดบนโลกที่ทำแล้วไม่เหนื่อย

จังหวะชีวิตของ ‘สนั่น บัวคลี่’ ช่างกลองมือดีจากอ่างทาง ที่ใช้ความรักขับเคลื่อนการทำงานมามากกว่า 50 ปี
จังหวะชีวิตของ ‘สนั่น บัวคลี่’ ช่างกลองมือดีจากอ่างทาง ที่ใช้ความรักขับเคลื่อนการทำงานมามากกว่า 50 ปี

กลองดี ต้องตีถึงจะดัง

“ทำมาทั้งชีวิต ถึงหมื่นใบมั้ยคะ”

“หลักหมื่นลูก ถึงนะ” ช่างฝีมือตอบอย่างไม่ลังเล “เมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว ลุงล่องทีใช้รถสี่ล้อใหญ่ประมาณสี่ห้าคันรถขนกลองภายในวันเดียว สมัยนั้นได้เงินวันละแสน สองแสน แต่ลุงไม่รับเชื่อนะ รับเงินสดอย่างเดียว”

เป็นเวลากว่า 50 ปีที่ลุงเหลี่ยมยังผลิตกลองด้วยมือทุกใบ แม้จะมีผู้ช่วยและเครื่องจักรแต่ก็เลือกจะทำด้วยตัวเอง กิตติศัพท์ ‘บ้านกลองลุงเหลี่ยม’ ขจรไกลทั่วหล้า ทั้งคณะลิเก วงปี่พาทย์ โรงละครแห่งชาติ วิทยาลัยนาฏศิลป ฯลฯ ลามถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว พม่า แม้กระทั่งญี่ปุ่น ฝีมือของชายคนนี้ก็ไปโลดเล่นมาแล้ว

จังหวะชีวิตของ ‘สนั่น บัวคลี่’ ช่างกลองมือดีจากอ่างทาง ที่ใช้ความรักขับเคลื่อนการทำงานมามากกว่า 50 ปี

ถ้าเกลือยังต้องรักษาความเค็ม คงไม่ต่างกับกลองลุงเหลี่ยมที่ยังรักษาคุณภาพเสมอต้นเสมอปลาย จนนักดนตรีบอกปากต่อปาก กระซิบว่าคิวสั่งจองบนกระดานยาวเหยียด น่าสนใจว่าทำไมใครก็อยากได้กลองฝีมือลุงเหลี่ยม

“ซื้อแล้วไม่ผิดหวัง สมมติคุณจะบรรเลงวันนี้ มาซื้อเดี๋ยวนี้ เข้างานได้เลย” ช่างกลองเผยทีเด็ด

คำการันตีของลุงเหลี่ยมไม่เกินจริง แถมให้ลองตีจนกว่าจะพอใจ ที่สำคัญ ช่างฝีมือใส่ใจรายละเอียดถึงขั้นสถานที่บรรเลงมหรสพ ถ้าต้องบรรเลงในห้องแอร์ ขอให้บอกกันก่อนสักนิด ลุงเหลี่ยมจะปรับหน้ากลองให้ใหม่พร้อมใช้

จังหวะชีวิตของ ‘สนั่น บัวคลี่’ ช่างกลองมือดีจากอ่างทาง ที่ใช้ความรักขับเคลื่อนการทำงานมามากกว่า 50 ปี

“บางคนไม่รู้ว่าต้องประชันในห้องแอร์ ขันหนังกลองตึงเปรี๊ยะ เจ๊งเลยนะ ห้องแอร์เย็นก็จริง แต่อากาศแห้ง ลุงเลยต้องสาวหนังให้หย่อนหน่อย พอเจออากาศแห้งหนังจะตึงพอดี เสียงแจ๋วเลยแหละ ของแบบนี้ต้องศึกษา แล้วก็อยู่ที่ใจรัก สมัยก่อนที่ยังทำไม่เป็น แม่บ้านบ่นฉิบหายเลย คนตีแล้วแตก ต้องเสียหนัง แต่เราก็พยายามหัดเอาจนได้”

ไม่เพียงแค่วงดนตรีไทย แต่คณะลิเก ครูช่างก็เดาทางออกว่าต้องทำกลองเสียงแบบไหนถึงจะถูกใจ พร้อมเฉลยว่าเคยขับรถให้คณะลิเกมาก่อน เลยพอจับจุดให้ตรงใจได้ นิสัยครูพักลักจำยังคงติดตัวลุงเหลี่ยมไม่เปลี่ยน

และที่นี่ต้องการผลิตกลองให้นักดนตรีนำไปใช้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงเน้นความเรียบร้อยและงานประณีตเป็นสำคัญ ถึงขนาดว่าถ้าลูกสาวไม่ให้ผ่าน ลุงเหลี่ยมก็ต้องกลับไปแก้ไขจนกว่าจะตรงมาตรฐานคุณภาพ

“ใครก็ทำกลองได้ แต่ทำเอาคุณภาพ มันยาก” ชายวัย 74 พูดด้วยประสบการณ์ทั้งชีวิต

จังหวะชีวิตของ ‘สนั่น บัวคลี่’ ช่างกลองมือดีจากอ่างทาง ที่ใช้ความรักขับเคลื่อนการทำงานมามากกว่า 50 ปี

มีแต่ใจให้กลอง

“ทำกลองมาห้าสิบกว่าปี ลุงเองไม่เป็นปี่พาทย์นะ ไม่เคยเล่นดนตรีเลย” ลุงเหลี่ยมสารภาพด้วยรอยยิ้ม “แต่ใจรัก มันเลยมาทางนี้ เพิ่งหัดตีตอนทำกลองนี่แหละ แต่ตีเฉพาะลองเสียงนะ เป็นตีเพลงเข้าวงกับเขาไม่ได้”

ลุงเหลี่ยมหลงเสน่ห์เสียงดนตรีไทยและหลงรักวิชาชีพ ‘ช่างกลอง’ ตลอดการสนทนา ชายมากประสบการณ์ย้ำเสมอว่า จากเด็กที่เกือบไม่จบ ป.4 พกแค่ความรู้ติดตัว แต่พาตัวเองมาอยู่จุดนี้ได้ จุดที่ผู้คนแวดวงดนตรีไทยให้การยอมรับ จุดที่ใครต่างก็อยากได้และขอครอบครองกลองสักใบจากครูช่าง และจุดที่ยังตื่นเช้ามาทำงานที่รักด้วยหัวใจพองโต

“การที่ลุงอยู่มาถึงทุกวันนี้ เพราะลุงไม่เอาเปรียบลูกค้า แล้วก็พยายามรักษาความดีเอาไว้ ต้องรักษาให้มันจริงด้วย อย่าทำงานส่งๆ แบบนั้นจะอยู่ได้ไม่นาน และดูแลลูกค้าทุกคนให้เสมอภาคกัน เพราะเขามาหาเราด้วยใจ

“ใบปริญญาสู้ลุงไม่ได้นะ จาก ป.4 ลุงมาได้ขนาดนี้ก็ภูมิใจ สิ่งสำคัญต้องใจรัก บางทีลุงทำงานเพลินจนลืมกินข้าว พอทำเองแล้วมันได้ดั่งใจเราก็ยิ่งเพลิน บางทีหลาน บางทีลูก มาเรียกกินข้าว ลุงก็ไม่หิว” ครูช่างหัวเราะร่า

‘ใจรัก’ เป็นแรงขับเคลื่อนให้ลุงเหลี่ยมทำกลองมาทั้งชีวิต คงไม่ต่างกับ ‘แพสชัน’ ที่สูบฉีดกายและใจเพื่อหล่อเลี้ยงให้คนยุคใหม่ยังมี ‘ใจรัก’ ในสิ่งที่พวกเขาทำ และแรงขับเหล่านี้ก็ควรค่าแก่การรักษาไว้ไม่ต่างกับภูมิปัญญา

จังหวะชีวิตของ ‘สนั่น บัวคลี่’ ช่างกลองมือดีจากอ่างทาง ที่ใช้ความรักขับเคลื่อนการทำงานมามากกว่า 50 ปี

บ้านกลองลุงเหลี่ยม

ติดต่อลองกลอง ผลิตกลอง หรือเรียนรู้กระบวนการทำกลองได้ที่

ที่ตั้ง : 25/1 หมู่ที่ 7 ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง (แผนที่)

โทรศัพท์ : 08 1918 4787

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

จะศาลเจ้า สมาคม ภัตตาคาร ห้างร้าน หรือบ้านช่องห้องหอ อะไรจะเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ว่าสถานที่เหล่านี้ถือครองโดยคนเชื้อสายจีน

ก่อนจะชอนชายสายตาไปยังศาลเจ้าที่ขนาดเล็กในตัวอาคาร หรือตามหาสิ่งละเล็กละน้อยอย่างกระดาษแดง ผ้ายันต์ และที่ปักธูปข้างประตูทางเข้า มีอีกหนึ่งจุดสังเกตซึ่งดึงดูดสายตาได้ง่ายกว่า มักสั่นไหวล้อแรงลมใต้ชายคา บางใบแขวนไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ บางใบสามารถทอแสงนวลตายามราตรี

ภาษาจีนกลางเรียกมันว่า เติงหลง (燈籠) หากเรียกตามภาษาจีนแต้จิ๋วที่ลูกหลานชาวจีนเมืองไทยส่วนใหญ่พูดกันคือ ‘เต็งลั้ง’ สิ่งนี้ก็คือโคมไฟจีนที่คนทุกชาติมักประหวัดใจเมื่อนึกถึงความเป็นจีน

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

มีธรรมเนียมว่าต้องประดับโคมหน้าบ้านเป็นคู่เสมอ จะแค่ 1 คู่ 2 คู่ 3 คู่ หรือกี่คู่ก็ขึ้นอยู่กับหน้ากว้างของชายคาที่ห้อยโคมเหล่านี้ แต่ท่ามกลางตึกแถวที่ปลูกชิดติดกันเป็นทิวแถวของซอยเจริญกรุง 26 ใกล้ชุมชนจีนเก่าแก่อย่างตลาดน้อย ยังมีบ้านของชาวไทยเชื้อสายจีนผู้หนึ่งที่ไม่ได้แขวนเต็งลั้งแค่ 2 หรือ 4 ใบอย่างบ้านเพื่อนร่วมชาติพันธุ์หลังอื่น ๆ กันสาดหน้าบ้านหลังนี้ไม่สามารถรองรับโคมที่ควรจะเรียกว่า ‘หมู่’ มากกว่า ‘คู่’ ทำให้เต็งลั้งพวกนี้ต้องถูกโยกย้ายไปห้อยโหนตามเพดานหรือชั้นวางข้างใน

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

นี่คือที่ทำงานของร้านชุงแซ สถานที่ซึ่ง เซ้ง-ชอเซ้ง แซ่ตั้ง อาศัยเป็นที่วาดเขียนลายโคมไฟจีนเลี้ยงชีพตนนานนับค่อนชีวิต

เต็งลั้งสารพัดแบบที่พบได้ในศาลเจ้า โรงเจ และบ้านอยู่อาศัยของชาวจีนทั่วเมืองไทยอาจมีที่มาจากห้องแถวแคบ ๆ แห่งนี้ เมื่อเราบุกไปถึงหน้าร้าน ช่างทำโคมมือฉมังเพียงแต่แหงนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีขาวเหลือบเงินขึ้นมอง สองมือยังสาละวนอยู่กับกองโครงไม้ไผ่ไม่มีหยุด

“โครงพวกนี้มาจากต่างจังหวัด อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เขาสานไม้ไผ่ส่งมาให้” เขาเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเข้มขรึม เมื่อเราแสดงท่าทีสนใจ “เป็นชาวบ้านทำอยู่ในตลาด ไม่ได้มีร้าน เขาจักสานของหลาย ๆ อย่าง ตะกร้าอะไรก็มีหมด ถ้าเป็นโคมถึงส่งมาให้เรา”

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

โคมจีนมีหลายประเภท แต่ละท้องถิ่นก็มีรูปแบบและวิธีการประดิษฐ์โคมของถิ่นตัวเอง โคมประเภทที่เซ้งรับทำเรียกว่า ‘อิ่วจั๋วเต็งลั้ง (油纸灯笼)’ แปลตรงตัวได้ว่า โคมกระดาษทาน้ำมัน เป็นโคมไฟเฉพาะถิ่นของแถบแต้จิ๋ว ดินแดนที่บรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีนหลายคนรวมถึงนายช่างเซ้งจากมา

เมื่อครั้งที่บิดาของชอเซ้งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแผ่นดินใหญ่ สิ่งที่อาเตี่ยได้นำติดตัวมานอกเหนือจากเสื่อผืนและหมอนใบ คือทักษะการวาดเขียนเต็งลั้งแบบชาวจีนแต้จิ๋วขนานแท้ เซ้งผู้เป็นลูกชายได้ซึมซับวิชาจากอาเตี่ยตั้งแต่ยังเด็ก หัดวาดหัดเขียนตั้งแต่จบการศึกษาภาคบังคับ จนได้รับช่วงต่อกิจการร้านชุงแซของพ่อเมื่อตนเองเติบโตเป็นหนุ่มฉกรรจ์

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

“ทำมาประมาณ 40 ปีแล้ว พ่อทำอยู่ ก็มาช่วยทำ เลยทำต่อเนื่องมา” นายช่างเต็งลั้งรุ่นที่สองเล่าถึงวัยเด็กของตนเองสั้น ๆ “ไม่ได้เรียนศิลปะ จบแค่ ป.4 แล้วก็ออกมาช่วยพ่อ ฝึกกับพ่ออย่างเดียว

“บางคนฝึกแค่ 5 ปี 10 ปี ก็ไม่มีโอกาสที่จะมาทำแบบนี้หรอก มันใช้ความชำนาญทุกอย่าง ก็ต้องเรียนตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ว่าหัดแล้วจะทำได้ทันทีเลย”

เมื่อได้รับโครงไม้ไผ่สานเป็นรูปโคมจากพนัสนิคมมาแล้ว หน้าที่ของเซ้งคือปะกระดาษทาน้ำมันหุ้มเนื้อโคมให้ทั่ว เสร็จจากนั้นจึงทำงานที่ต้องใช้ความประณีตสูง คือแต่งลวดลายตามที่ได้รับมอบหมาย

ลูกค้ารายใหญ่ของเซ้งคือร้านขายโคมข้างวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ซึ่งจะนำไปจัดจำหน่ายต่อให้กับศาลเจ้าหรือบ้านคนที่ต้องการใช้

“ร้านข้างวัดเล่งเน่ยยี่เขาสั่งมาเราก็ทำไป ทำส่งให้ร้าน เขารับจากเราไปขายอีกที จะเป็นโคมแบบไหน เขียนอะไร ก็แล้วแต่ที่เขาสั่ง”

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

ในยุคที่โลกยังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าไฟฟ้า โคมไฟคือเพื่อนแท้ของมนุษย์ซึ่งคอยทำหน้าที่ขับไล่ความมืดมนแห่งรัตติกาลออกไป เมื่อมีการประดับโคมแพร่หลาย ชาวจีนจึงออกแบบคิดค้นรูปแบบโคมให้มีความแตกต่างหลากหลายเพื่อรองรับกับสถานที่และการใช้งาน

แบบอักษรและลวดลายบนเต็งลั้งสามารถบอกถึงสถานะของตึกที่พวกมันแขวนอยู่ ถ้าเป็นศาลเจ้าก็จะนิยมเขียนชื่อเทพเจ้าในศาล ถ้าเป็นบ้านคนก็จะเขียนอักษรประจำแซ่หรือชื่อสกุลเพื่อสะท้อนตัวตนของตระกูลผู้พำนักในบ้านนั้น เช่นเดียวกับในชุมชนและสถานที่อื่น ๆ

ไม่ว่าจะเป็นเต็งลั้งชนิดไหน ใช้กับอะไร ทุกชนิดก็ล้วนเคยผ่านมือของเซ้งมาหมด

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

“ในร้านนี้มีเป็นสิบขนาด ขายเป็นคู่” มือที่วาดโคมมานับหมื่นแสนใบ ผายขึ้นให้เรามองดูผลงานที่ทำเสร็จแล้วบนเพดาน “ถ้าเป็นใบใหญ่สุดก็ราคา 3,000 บาทต่อคู่ นับเป็นคู่ทั้งนั้น”

บนเพดานอันระดาตาไปด้วยโคมกระดาษนานารูปแบบ มีทั้งทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทรงคล้ายถัง วิธีจำแนกชนิดของพวกมันดูได้ไม่ยาก กล่าวคือถ้าเป็นโคมในงานมงคลมักจะเขียนอักษรสีแดง เขียนคำอวยพร มีลวดลายสีสัน แต่ถ้าเป็นโคมงานอวมงคลหรืองานศพ มักจะเป็นโคมเขียนอักษรสีน้ำเงินเรียบ ๆ ให้ความรู้สึกหม่นซึมสมกับการใช้งาน

“อย่างใหญ่นี่ต้องใช้กับศาลเจ้า ไม่ใช้ในบ้านคน” นายช่างเซ้งพูดเมื่อสายตาของเราสบประสานอยู่ที่โคมใบใหญ่สุดในร้าน วาดรูปมังกรล่อแก้วพร้อมลายเมฆอันงดงาม

ชายสูงวัยลุกขึ้นยืน ช่วงคอที่งองุ้มไปตามอายุเลข 7 นำหน้าค้อมลงอีกเล็กน้อยเพื่อตรวจตราผลงานที่ทำโดยภรรยาและผู้ช่วยคนสำคัญของเขา ระหว่างสามีกำลังพูดคุยเรื่องต่าง ๆ กับเรา เธอก็มัวยุ่งกับการสกรีนลายอักษรจีนสามแถวแนวตั้งซึ่งแขวนติดอยู่บนราวตั้งแต่ปากทางเข้ายันท้ายร้าน

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

แบบอักษรเหล่านี้ใช้พิมพ์บนโคมลูกหลาน ภาษาจีนเรียก ‘ฮกเต็ง (福燈)’ ดังอักษรตัวใหญ่ที่เขียนบนโคม ด้านข้างเป็นคำอวยพร 2 ท่อน ประกอบด้วย พันลูกหมื่นหลาน (โชยจื้อบ่วงซุง-千子萬孫) และ ชีวิตยืนยาวฐานะร่ำรวย (เฉี่ยงเหมี่ยปู้กุ่ย-長命富貴) โดยทั่วไปจะใช้พาดบนโลงศพเท่ากับจำนวนลูกผู้ตาย เมื่อเสร็จสิ้นพิธีศพทุกขั้นตอน ก็จะแจกจ่ายให้ลูกแต่ละคนรับไปเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

“พวกนี้เป็นโคมลูกหลาน เขียนเหมือนกันหมด ใช้ทีเดียวเยอะ พวกนี้ไม่ต้องเขียนเลย สกรีนเอาง่ายกว่า” ชอเซ้งเอ่ยพร้อมกับสาธิตวิธีการรีดให้ดูสด ๆ กับตา “ใช้ไม้รีดสีมันเข้าไปในกระดาษ ก็เหมือนที่เขาสกรีนลงเสื้อแหละ ทำแบบเดียวกัน”

งานสกรีนพอช่วยแบ่งเบาภาระในร้านชุงแซที่วันนี้มีแค่สองสามีภรรยาช่วยกันทำไปได้บ้าง แต่ก็ช่วยได้แค่โคมลูกหลานในงานศพเพียงอย่างเดียว เพราะงานโดยมากของนายช่างเซ้งยังจำเป็นต้องหยิบพู่กัน จุ่มสีอะคริลิก วาดด้วยสองมือที่คล่องแคล่วสวนทางกับวัยคู่นี้อยู่ดี

“ส่วนใหญ่ที่เขียนจะเป็นคำอวยพร เป็นชื่อเจ้า หรือไม่ก็เขียน ‘หะเจ่งเผ่งอัง-合衆平安’ ที่แปลว่า ‘ทุกผู้ทุกคนสงบสุข’ ข้างหนึ่ง”

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

โคมลักษณะนี้จะเป็นโคมที่ใช้ไหว้เจ้า ถวายศาลเจ้า หรือใช้เนื่องในงานขอบคุณเทพเจ้าปลายปี ซึ่งเทพเจ้าจีนมีมากมาย เช่นเดียวกับชุมชนที่มีชื่อแตกต่างกัน งานสกรีนย่อมไม่สามารถทำได้ หลังติดกระดาษเคลือบน้ำมันเสร็จแล้ว ชอเซ้งต้องวาดเขียนทุกอย่างบนโคมเกลี้ยง ๆ ด้วยมือตัวเอง

“พวกของศาลเจ้านี่ยังไงเขาก็ต้องใช้ ปีนึงเปลี่ยนครั้งนึง แล้วเขาก็ต้องใช้ทุกปี เราเลยมีงานตลอด บางทีเขาให้เราเขียน บางทีเขาเอาไปเขียนเอง ต้องให้เขาสั่งมาเราถึงเขียน

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

“ชื่อเทพเจ้าที่เขียนก็เยอะแยะเลย เช่น ปึงเถ่ากง (เทพเจ้าผู้คุ้มครองชุมชน) หรือ ทีตี่แป่บ้อ (เจ้าพ่อเจ้าแม่ฟ้าดิน)” คนสร้างงานพลิกให้ดูชื่อเทพเจ้าที่จะนำไปแขวนหน้าศาลฟ้าดินที่ใดสักแห่ง

ส่วนลวดลายตกแต่งอย่างลายดอกไม้บนยอด บนฐาน หรือด้านข้างตัวอักษรก็แล้วแต่กรณีไป บางใบเป็นสติกเกอร์ที่ถูกพรินต์ออกมาแปะโดยเฉพาะ บางลายก็ต้องให้ถึงมือนายช่างใหญ่เขียนภาพเอง

“อย่างลายมังกรใบใหญ่นี่ต้องวาด วาดกับมือ”

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

ชมใบใหญ่สุดที่หนึ่งคนโอบไม่ไหวไปแล้ว ก็มาถึงตาของใบเล็กสุดซึ่งถือได้ด้วยมือเดียว

“อย่างนี้คู่เล็กสุด เขาเรียก ‘เต็งหลั่งเกี้ย’ แปลว่าลูกของเต็งลั้ง ปกติใช้แขวนกับตี่จู่เอี๊ย”

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

ความที่ชาวจีนนิยมถือฤกษ์ปลายปีต่อต้นปีในการประดับโคมใบใหม่ บางรายการถูกสั่งจองข้ามปี งานของชุงแซจึงมีมากในช่วงก่อนตรุษจีน หลายวันต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ได้สินค้าทันเวลา ต้องรอจนกว่าจะผ่านพ้นวันขึ้นปีใหม่จีนไปได้สักเดือนหนึ่ง ชอเซ้งถึงเริ่มมีเวลาพักผ่อนให้กับตัวเอง

“มันไม่ว่างอ่า” เลยกลายเป็นคำพูดติดปากของช่างเขียนโคมวัยชราที่เราได้ยินตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์ จวบจนเรามายืนชมผลงานของเขาถึงในร้าน

ความไม่ว่างของนายช่างชอเซ้ง แซ่ตั้ง เป็นที่ประจักษ์ได้จากลูกค้าที่ทยอยแวะเวียนมารับโคมที่สั่งเขาทำทุกวี่ทุกวัน หนึ่งในนั้นคือตัวแทนจากศาลเจ้าแห่งหนึ่งแถวฝั่งธนฯ ที่ดั้นด้นมาถึงที่นี่

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

“หน้าร้านเขารับมา เราก็รับจ้างทำ จังหวัดไหนให้ไปส่งก็มี มีตัวแทนที่มารับ”

ใช่เพียงประสบการณ์กว่า 40 ปีที่เป็นเครื่องการันตีฝีมือการเขียนลายโคมอันเลอเลิศของเซ้ง อีกสาเหตุหนึ่งที่โคมยี่ห้อชุงแซขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างนี้ก็เพราะร้านอื่นทยอยล้มหายตายจาก

“นอกจากร้านนี้ก็มีร้านที่ข้างวัดพลับพลาชัย นอกนั้นก็คือเลิกทำไปเยอะแล้ว เมื่อก่อนเจ้าหลัก ๆ จะอยู่รวมกันที่ตรอกโรงโคม ข้างตลาดเก่าเยาวราช ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว ที่เลิกทำกันไปเพราะเขาหมดไฟ อายุเยอะ เสียไปแล้ว ไม่เหลือคนมาทำต่อแล้ว”

แล้ววันหนึ่งชุงแซก็คงเป็นเช่นเดียวกับร้านเพื่อนร่วมวงการ ด้วยเหตุที่ชอเซ้งไร้ลูกขาดหลานจะมาสืบสานวิชาเขียนโคมกระดาษที่เขาได้รับตกทอดจากอาเตี่ย

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

“หลังจากนี้ก็คงไม่มีคนสืบทอดหรอก ลูกไม่มี หลานก็ทำงานของเขาดีอยู่แล้ว โคมงานศพก็ใช้น้อยลง เพราะเดี๋ยวนี้คนสมัยใหม่เขาเผา ทำพิธีแบบไทยไปเลย ก็จะไม่ได้ใช้โคม อีกหน่อยก็จะไม่มีแล้วล่ะ”

เมื่อถามว่าอะไรคือสาเหตุที่ ‘อาแปะเซ้ง’ ยังทนนั่งหลังขดหลังแข็งตกแต่งโคมอยู่จนถึงวันนี้ เขาตอบทันทีว่า “ความสุข”

“ทำงานนี้ก็ประทังชีวิตได้ จะเอาอะไรมากมาย” ช่างทำเต็งลั้งคนสุดท้ายในตลาดน้อยพูด และดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขายิ้มออกมาตลอดการสนทนาพาทีกับเรา “ทำงานเราก็ต้องมีความสุขสิ ทำงานแล้วจะมีความทุกข์ได้ยังไง คนไม่มีงานโน่นสิถึงจะไม่มีความสุข”

แม้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ชื่อของ ‘ชุงแซ’ จะถูกกลบกลืนไปด้วยกงล้อแห่งกาลเวลา แต่ตราบเท่าที่ชอเซ้งยังมีลมหายใจและกำลังวังชาพร้อม ห้องแถวคับแคบแห่งนี้ก็จะพร้อมจะมอบสีสันสดสวยคู่แสงไฟในดวงโคมด้วยความสุขที่เขาได้รับจากการทำงานมานานปี

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

สำหรับใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศร้านทำโคมเต็งลั้ง เย็นวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 นี้ ร้านชุงแซจะเปิดให้เยี่ยมชมเป็นกรณีพิเศษเพื่อต้อนรับทริป Walk with The Cloud : A Lanterning Talad Noi’

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load