ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ดิจิทัลผู้บริหาร Sea บริษัทเทคที่เหนือกว่ายูนิคอร์น

หลายเดือนก่อน หลายคนเพิ่งจะได้ยินชื่อ ดร.สันติธาร เสถียรไทย เป็นครั้งแรก ในข่าวปล่อยที่ว่า นักเศรษฐศาสตร์วัย 40 ปี คนนี้คือตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคการเมืองหนึ่ง ข่าวนั้นเงียบไปหลังจากที่เขาออกมาปฏิเสธด้วยความรวดเร็ว แต่อย่างน้อย ก็ทำให้หลายคนเพิ่งรู้ว่ามีคนไทยโปรไฟล์แบบนี้ด้วย

เขาคือ ประธานทีมเศรษฐกิจ (Group Chief Economist) และกรรมการผู้จัดการ Sea Ltd แพลตฟอร์มดิจิทัลเจ้าของ Garena (ให้บริการเกม RoV, Free Fire), Shopee และ SeaMoney (ทำ ShopeePay) บริษัทเทคที่มีมูลค่ากิจการระดับหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เป็นกรรมการอิสระของบริษัทเงินติดล้อที่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ปีที่แล้ว

เป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 13 ด้าน SME

ก่อนหน้านั้นเขาเคยนั่งเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดของทีมเศรษฐกิจเอเชียที่ธนาคารเครดิตสวิส (Credit Suisse) ที่สิงคโปร์

เขาเป็นคนแรกในอาเซียนที่ได้รับเชิญจาก World Economic Forum ให้เป็นสมาชิกกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ (Global Chief Economist Community) เพื่อช่วยออกแบบอนาคตเศรษฐกิจโลกหลังโควิด-19

ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลสิงคโปร์ให้เป็นคณะกรรมการ Digital Readiness Council ดูแลเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลของประเทศ

เป็นนักเศรษฐศาสตร์คนเดียวในเอเชียที่ชนะรางวัลพยากรณ์เศรษฐกิจยอดเยี่ยมระดับโลกของ Consensus Economics ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน

ได้รับการคัดเลือกจาก Asia Society ให้เป็น 1 ใน 21 ผู้นำรุ่นใหม่ในเอเชีย ประจำปี 2017 ได้รับการโหวตเป็นนักเศรษฐศาสตร์มหภาคอันดับ 1 ของประเทศไทยโดย Asia Money

เป็นกรรมการที่ปรึกษาของเทใจดอทคอม แพลตฟอร์มระดมทุนเพื่อสังคมแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

เป็นคนไทยคนเดียวที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านนโยบายสาธารณะจาก Harvard University พร้อมรางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม รวมถึงจบปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จบปริญญาตรีและปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics and Political Science

เคยทำงานที่กระทรวงการคลังในประเทศไทย และเคยสอนด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomic) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานหนังสือของตัวเอง 2 เล่มคือ Futuration และ The Great Remake (เขาเขียนหนังสือสนุกมาก และเล่มหลังเพิ่งได้รางวัลสื่อส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่วิถีดิจิทัล จาก OKMD)

และเป็นทายาทของ ดร.สุรเกียรติ์ – ดร.ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย

นั่นคือประวัติชีวิตของเขา ที่พอเราได้ฟังก็ต้องรีบติดต่อขอสัมภาษณ์

ปัจจุบัน ดร.สันติธาร ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่สิงคโปร์ เขายินดีพูดคุยกับ The Cloud ผ่านหน้าจอ แถมยังชวนภรรยา (ชนาทิพ เสถียรไทย) มาถ่ายภาพประกอบบทสัมภาษณ์ให้ด้วย

มาทำความรู้จักผู้ชายคนนี้เพิ่มอีกสักนิด คนที่บางคนอยากเห็นเขาเป็นผู้ว่าฯ บางคนบอกว่าน่าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง บางคนก็ว่าควรเป็นรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล บางคนถึงกับบอกว่า อยากเห็นเขาเป็นนายกรัฐมนตรี

คุณคิดว่าเขาอยากเป็นไหม

ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ดิจิทัลแห่ง Sea บริษัทที่มูลค่าสูงสุดในอาเซียน

คุณชอบบรรทัดไหนในประวัติตัวเองที่สุด

ยากเลยครับ (คิดนาน) สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดน่าจะเป็นหนังสือที่เขียน มันเป็นส่วนที่เล็กมาก ถ้าอ่านประวัติผมเร็ว ๆ อาจจะไม่เห็นด้วยซ้ำ เพราะหนังสือผมเป็นภาษาไทย เวลาไปพูดต่างประเทศเขาจะไม่เก็ตมาก เลยไม่ได้เขียนอธิบายมากนัก ผมภูมิใจที่สุดเพราะ CV บอกแค่เราไปถึงที่ไหนมาบ้างเหมือนอัลบั้มรูป แต่ไม่ได้เล่าถึงการเดินทางเรียนรู้ของตัวเองที่ได้ลองผิดลองถูกมาทั้งชีวิต และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคนอื่นจนไปถึงจุดหมายต่าง ๆ นั้นได้ สำหรับผมการเดินทางสำคัญยิ่งกว่าจุดหมาย เลยตั้งใจเขียนออกมาเป็นหนังสือ 2 เล่มนี้ เหมือนเชฟที่ตั้งใจทำอาหารจานหนึ่งให้ดี

คุณมาเขียนหนังสือได้ยังไง

ตอนนั้นผมทำงานอยู่ที่ธนาคารเครดิตสวิส ได้ไปท่องโลกคุยกับนักลงทุน นักวิเคราะห์  คนวางนโยบายและได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง มีบางเรื่องที่น่าจะมีประโยชน์กับคนทั่วไปด้วยไม่ใช่แค่นักลงทุน เลยได้เขียนคอลัมน์ในประชาชาติธุรกิจ ตอนแรกผมพิมพ์ภาษาไทยไม่ได้ เลยต้องพิมพ์เป็นภาษาคาราโอเกะแล้วให้คนอื่นมาพิมพ์เป็นภาษาไทย รูปประโยคก็ประหลาด แล้วค่อย ๆ พัฒนามา

ช่วงปี 2015 ผมสนใจเรื่องอนาคต ตอนนั้นเพิ่งมีลูกคนแรก ก็คิดว่าจะเตรียมตัวเขากับอนาคตยังไงดี มันเป็นยุคที่โลกกำลังเปลี่ยน เรื่องเทคเริ่มเข้ามา ความไม่แน่นอนเริ่มเห็นชัดขึ้น พอกังวลเรื่องอนาคต ก็ศึกษาเรื่องอนาคตมากขึ้น เลยเกิดแรงบันดาลใจเขียนเป็นคอลัมน์ชื่อ ‘จดหมายแห่งอนาคต’ เป็นจดหมายที่พ่อเขียนถึงลูกในอีก 20 ปีข้างหน้า นี่คือสิ่งที่พ่อคิดกับอนาคตของโลกแล้วก็ส่งผลถึงการเลี้ยงลูกด้วย ทีแรกคิดว่าจะเขียนได้ไม่กี่ตอน ไป ๆ มา ๆ เขียนไป 20 กว่าตอน แล้วก็รวมเล่มในชื่อ Futuration นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมกล้าเปลี่ยนงาน ย้ายจากวงการการเงินมาอยู่วงการเทค

คุณเขียนหนังสือดีมาก มีวิธีอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ๆ ด้วยการเปรียบเปรยให้เห็นภาพแบบไม่เหมือนใคร นั่นคือความตั้งใจของคุณใช่ไหม

วิธีเขียนที่เปรียบเปรยอะไรเยอะ ๆ ไม่ได้เขียนเพื่อให้คนอ่านเข้าใจอย่างเดียวหรอก นี่คือวิธีที่ผมเข้าใจโลกเลย ตั้งแต่เด็กแล้วผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งเหมือนเพื่อนที่เข้าใจได้ทุกเรื่อง ความจำไม่ดีด้วย ถึงเข้าใจผมก็จำไม่ได้ ก็เลยต้องทำให้ง่ายขึ้นด้วยการแบ่งเรื่องเป็นชิ้น ๆ พอทำบ่อย ๆ ก็กลายเป็นทักษะ เริ่มเห็นภาพเชื่อมโยงของโลก ส่วนจดหมายถึงลูก ภาษาไทยผมไม่ได้แข็งมาก เขียนเป็นจดหมายถึงลูกเขียนผิดบ้างคนคงให้อภัยเพราะเขียนถึงลูก

ตอนเด็ก ๆ คุณเรียนไม่เก่งหรือ

ไม่ใช่ไม่เก่งเลยครับ แต่ขึ้น ๆ ลง ๆ บางที่ผมเก่งมาก บางที่ผมไม่เก่งเลย ชีวิตจะขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นส่วนสำคัญที่สร้างความเป็นตัวตนของผมมาก มันทำให้ผมชินกับการเป็นทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ คนเก่งและคนไม่เก่ง เห็นทั้งสองด้าน เลยอึด เป็นนักสู้ เพราะรู้ว่าวันนี้เราแพ้พรุ่งนี้ก็ชนะได้ ขณะเดียวกันก็ไม่คิดว่าตัวเองเจ๋งเกินไปจนลืมตัว เป็นน้ำครึ่งแก้วที่คอยเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ตลอด

คุณจบปริญญาเอกจากฮาร์วาร์ด แต่สมัครงานแล้วถูกบริษัทหลายสิบแห่งปฏิเสธ มันเกิดอะไรขึ้น

นี่คือการเปลี่ยนสายงานครั้งแรกครับ ถ้าผมไปสมัครงานแนวนโยบายหรือวิชาการซึ่งตรงสาย น่าจะง่ายกว่านี้ แต่จู่ ๆ ผมอยากเปลี่ยนไปทำงานภาคการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมีการแข่งขันที่เข้มข้น เขาไม่ได้ให้ค่าจุดเด่นด้านวิชาการของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นห่วงด้วยซ้ำว่าจะวิชาการเกินไปไหม จะคุยกับนักลงทุนรู้เรื่องไหม ของที่ควรจะเป็นสิ่งดีกลับกลายเป็นชนักติดหลังเรา ผมสมัครงานไปทั่วโลก ทั้งอเมริกา ลอนดอน ฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย คนไทยเรียนสายวิชาการที่อเมริกามาสมัครงานด้านการลงทุนที่อินเดียมันก็สมควรจะถูกปฏิเสธนะ (หัวเราะ) พอเราเปลี่ยนสายงานก็ต้องปรับตัวใหม่ แล้วหาจุดขายของตัวเองใหม่ให้เจอ

พอได้ทำงานที่ธนาคารเครดิตสวิส นักวิชาการอย่างคุณสื่อสารกับนักลงทุนรู้เรื่องไหม

ก็ไม่รู้เรื่องจริงๆ (หัวเราะ) มันสื่อสารได้แหละ ไม่แย่ แต่สื่อสารตรงเป้ากระชับเท่าที่นักลงทุนต้องการไหม ตอบโจทย์ไหม ก็ไม่ ตอนแรกเราใหม่มาก ไม่รู้จักกลุ่มผู้ฟังเลย ไม่ใช่กลุ่มที่เราคุ้นเคย ต้องใช้เวลาปรับตัวปีสองปี พอเป็นนักการเงินมันต้องพยากรณ์บอกว่าเศรษฐกิจจะไปทางไหน ค่าเงิน ดอกเบี้ย จะไปทางไหน มีผิดมีถูก ถ้าผิดเขาก็มาด่า นักลงทุนบางคนก็ไม่ได้สุภาพนัก พูดไม่ไว้หน้ากันเท่าไหร่ แต่มันก็ทำให้เรายิ่งต้องลับฝีมือหนักขึ้นและเตรียมตัวมากขึ้นก่อนไปเจอทุกคน

คำด่าแรงที่สุดที่เคยได้รับคือ

อันที่แรงที่สุดไม่ใช่ที่ผมเจ็บที่สุด

งั้นเอาคำด่าที่เจ็บที่สุด

เป็นสมัยที่สมัครปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ดหลายครั้งแล้วยังไม่ได้ ตอนนั้นหลงทางนิดหน่อย สะเปะสะปะ ไม่รู้จะเรียนทางไหน ควรเรียนเอกไหม ผมไปคุยกับอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ดูว่าเขามีโปรแกรมอะไร หาคนแบบไหน ผมไปเจออาจารย์คนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยชื่อดังของอังกฤษ เขาไม่ถามอะไรผมเลย เขาบอกว่า อย่างคุณเนี่ยความสามารถไม่พอหรอก อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง คุณไม่มีทางขึ้นมาระดับเราได้ ไม่มีทางได้มหาวิทยาลัยดี ๆ อย่าคิดว่ามาคุยแบบนี้แล้วจะได้เส้นนะ ใส่มาเป็นชุด ค่อนข้างดูถูกเราเลย เจ็บมาก เพราะเราไม่ได้มาหาเส้น จากที่เจ็บอยู่แล้วเพราะสมัครไม่ได้ มาบอกอีกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ และดูแคลนจุดยืนเรา นั่นแหละที่ผมเจ็บที่สุด

ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ดิจิทัลแห่ง Sea บริษัทที่มูลค่าสูงสุดในอาเซียน

สมัครฮาร์วาร์ดกี่รอบถึงได้

ผมจำไม่ได้ สมัคร 3 ปี บางปีก็มากกว่าหนึ่งโปรแกรม

ทำไมต้องเข้าฮาร์วาร์ดให้ได้

จริง ๆ ก็แอบเปลี่ยนใจไปแล้วนะ (หัวเราะ) ผมผูกพันกับที่นี่เพราะผมเกิดที่บอสตัน คุณพ่อเรียนปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ด มีภาพถ่ายผมคู่กับคุณพ่อในชุดครุยปริญญาเอกที่ Harvard Yard เราก็อยากจะกลับไปตรงนั้น แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยกดดันให้ไปทางนั้นนะ ไม่ต้องเรียนเอกก็ได้ ผมอยากได้ประสบการณ์ที่อเมริกา เลยไปเรียนโทที่ฮาร์วาร์ด เป็นโปรแกรมที่ผมชอบเพราะเน้นเรื่องการพัฒนาประเทศ เป็นคอร์สที่ไม่ค่อยมีที่อื่น ทีแรกจะไม่เรียนต่อเอก แต่เรียนไปแล้วดันคะแนนดี

ผมได้ฝึกงานกับอาจารย์ Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ทำงานกับแกก็ต่อสู้พอสมควร แกแฮปปี้มาก สุดท้ายก็ได้จดหมายแนะนำจากแก เลยลองสมัครทำให้เต็มที่ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น แต่ตั้งเงื่อนไขให้ตัวเองสูงสุดคือ ถ้าไม่ได้ทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งค่าเรียนค่ากินค่าอยู่ตลอดสามสี่ปีที่เรียน ผมจะไม่เรียน เพราะมันเสียเวลานานไป เสียเงินที่บ้าน ไม่เอาแล้ว จบแค่นี้ แต่สุดท้ายก็ได้ทั้งทุนและค่ากินอยู่จากมหาวิทยาลัย 2 ทุนจนเรียนจบ

ทุนการศึกษาสำคัญกับคุณยังไง เรื่องเงินไม่น่าเป็นปัญหาของครอบครัวคุณนะ

อาจจะเพราะผมโตเมืองนอก เพื่อนที่โตมาด้วยกันให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นอิสระทางการเงิน ถึงจุดหนึ่งคุณควรยืนด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินหรือใบเบิกทางจากครอบครัว นั่นคือสิ่งที่อยู่ในความคิดผมตั้งแต่เด็ก จะให้เราเรียนต่ออีกสามสี่ปีโดยใช้เงินพ่อแม่ก็ไม่ใช่ เราเริ่มหาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้วด้วย นี่เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผมเลือกทำงานด้านการเงินระหว่างประเทศหลังจบเอก เพราะอยากหาเลี้ยงครอบครัว สร้างฐานะบนลำแข้งตัวเองในต่างประเทศให้ได้

ตำแหน่ง Group Chief Economist เป็นตำแหน่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในบริษัท ตำแหน่งนี้ทำอะไร

ตำแหน่งนี้ผมจะเล่าด้วย 3 ตัวอักษรคือ R A P จำง่าย ๆ R คือ Research เป็นผู้นำทางความคิด เป็นคนวิจัยเพื่อความเข้าใจในเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งค่อนข้างใหม่ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเราต้องตามให้ทันตลอด

A คือ Academy พอวิจัยแล้วก็เผยแพร่ความรู้ออกมา เพราะเราอยากให้คนในสังคมเข้าใจตรงกัน การเขียนหนังสือของผมก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ การบรรยายตามเวทีต่าง ๆ หรือสอนหนังสือก็เพื่อตรงนี้

P คือ Public Policy ขับเคลื่อนเรื่องนโยบายต่าง ๆ ที่ Sea เราไม่ใช่องค์กรวิจัยที่จะเน้นผลิตรายงานวิจัย บางครั้งวิเคราะห์เสร็จแล้วเราลงมือทำเองเลย เช่น เห็นว่า E-sport มีศักยภาพมากในอนาคต เด็กรุ่นใหม่ก็อยากทำด้านนี้มากแต่ไม่รู้ว่าต้องมีความรู้อะไรยังไง แทนที่เราจะทำเป็นรายงานยืดยาว ก็ตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ Garena Academy สอนคนที่อยากเป็น Caster, Game Programmer, Developer แล้วก็ใส่คอร์สต่าง ๆ เข้าไปในมหาวิทยาลัย ซึ่งเราทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและภาครัฐ

ตอนนี้มีเติมก้อนที่ 4 ก้อนเข้าไปด้วยคือ Sustainability ดูว่าเราจะช่วยสังคมได้ยังไง ทำกิจกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นได้ยังไง รวมกันเป็น RAPS

แต่จริง ๆ แล้ว งานของบริษัทเทคไม่ได้แบ่งฝ่ายชัดเจนขนาดนั้น งานของผู้บริหารคือ มีไฟที่ไหนก็ไปดับที่นั่น ถึงเราพยายามขีดเส้นว่า ไฟแบบนี้เราดับนะ ไฟแบบนี้เราดับไม่เป็น ขออย่าเรียกเราไป แต่บางทีก็ถูกเรียกไปอยู่ดี ก็ต้องลุยกันไป

งานนี้ใครจีบใครก่อน

ผมจีบเขาก่อน บังเอิญผมเจอเจ้าของครั้งหนึ่งแล้วคุยกันถูกคอ ผมก็ถามเขาเล่น ๆ ว่า บริษัทคุณไม่อยากมีตำแหน่ง Chief Economist เหรอ เขาก็งง คุยไปคุยมาเขาเลยให้ผมไปทำการบ้านมาบอกเขา

ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ดิจิทัลแห่ง Sea บริษัทที่มูลค่าสูงสุดในอาเซียน

คุณถูกสัมภาษณ์งานแบบไหน

ผมต่างจากคนอื่นตรงได้คุยตรงกับเจ้าของเลย พอผมไปเขียนมาว่าทำไมต้องมีตำแหน่งนี้ เขาก็ถามว่า ผมทำอะไรได้ ทำไมผมถึงเหมาะกับอาชีพนี้ ดูนิสัยผมเยอะ ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ภูมิใจที่สุด สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดในงานเก่า

ผู้ก่อตั้งเขามีพรสวรรค์ ดูคนเก่งมาก ตอนแรกเขาก็ถามว่าคุณเปลี่ยนครั้งใหญ่นะ จะไหวเหรอ คือปรับตัวจากภาคการเงินมาเป็นสตาร์ทอัพเป็นเทค แต่พอเปิดประวัติผมนิดเดียวก็พูดว่า อ๋อ ผมเคยเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ตอนจบ ป.เอก แล้วเข้าภาคการเงิน ครั้งนั้นน่าจะเปลี่ยนมาก คุณปรับตัวมาครั้งหนึ่งแล้ว แปลว่าคุณชอบความท้าทายและไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงใช่ไหม ซึ่งตรงนี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสังเกต เขาดูลึกและทะลุมาก

เวลาผมรับคนก็ทำอะไรคล้าย ๆ กัน ผมพยายามดูว่าแรงขับของเขาคืออะไร แพสชันคืออะไร นิสัยใจคอเป็นยังไง จะเข้ากับทีมยังไง บางครั้งผมก็จัดเป็นกลุ่มให้นั่งคุยกัน ทีมผมมีประชุมนั่งถกเถียงเรื่องนี่นั่นกันเยอะ บางเรื่องก็ไร้สาระ แต่เราถกกันเข้มมาก (หัวเราะ) เวลามีประชุมเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับบริษัท เราชวนเขามาร่วมถกด้วยเหมือนอยู่ในทีมแล้ว ดูว่าเขาเป็นยังไง วางตัวยังไง ตอบยังไง บรรยากาศเวลาอยู่ในวงพูดคุยเป็นยังไง

ดูจะเป็นการเปลี่ยนงานครั้งใหญ่ที่ราบรื่น

แต่ก่อนจะมาถึงตรงนั้น มันมีอีกเรื่อง คือหลังจากที่คุยถูกคอกันครั้งแรก เขาก็หายไปเลย คงยุ่งมากเพราะเพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่อเมริกา ผมคิดว่าไม่น่าจะได้งานนี้แล้ว ผมก็ไปสัมภาษณ์งานอื่น จนผมเกือบตกลงกับงานอื่นที่ยังอยู่ในภาคการเงินแล้ว แต่งานนี้ก็ยังติดอยู่ในใจเพราะน่าสนใจดี ผมเลยส่งข้อความไปถามเขาอีกทีว่าเรายังมีความหวังอยู่หรือเปล่า เขาตอบมาว่า เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งไปตอบตกลงกับที่อื่น เรามาคุยกันต่อ

เบื้องหลังว่าทำไมผมยังตื๊อก็คือ ตอนผมสมัครงานที่ธนาคารเครดิตสวิสก็เป็นแบบเดียวกัน ผมนึกว่าจะไม่ได้แล้ว เพราะอีเมลไปถามเขาก็ไม่ตอบ เงียบไปพักใหญ่ จนผมเริ่มไปดูทางอื่นแล้ว ผมเว้นไปเป็นเดือนเลยส่งเมลไปอีกครั้ง ได้รับคำตอบว่า เรายังพิจารณาคุณอยู่ แต่คนที่เคยสัมภาษณ์คุณเพิ่งลาออก แล้วส่งต่องานกันไม่ดี ข้อมูลของคุณเลยมาไม่ถึง เขาเลยนัดผมไปคุยต่อ ผมจำได้ว่าเมื่อ 8 ปีก่อน เคยเกิดอะไรแบบนี้กับเรา หรือเราจะมีดวงแบบนี้ ก็เลยตื๊อก่อน เอาให้ชัวร์

คุณทำตำแหน่งนี้มา 4 ปี ความสนุกที่สุดของงานนี้คืออะไร

คงเป็นคนที่ได้เจอ ทั้งคนในบริษัทที่ได้สัมผัสด้วย ในทีมผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่เก่ง มีไฟ สนุก รักการเรียนรู้ ส่วนคนอื่น ๆ ในบริษัทก็เป็นคนเก่งที่หลากหลายด้านมาก ตำแหน่งนี้ผมยังได้คุยกับหลายส่วน ได้เรียนรู้แนวคิดของเขา บวกกับที่ผมเป็นตัวแทนของบริษัทไปเวทีระดับโลกบ่อย ๆ เช่น เขาส่งผมไปการประชุมที่ดาวอสงาน World Economic Forum ที่มีผู้นำทั้งโลกมา ทั้งนายกฯ ซีอีโอบริษัทชั้นนำ แล้วก็เป็นตัวแทนในวงอื่น ๆ หนังสือ The Great Remake ก็ได้เนื้อหาจากตรงนี้เยอะ เพราะได้คุยกับคนที่มีความคิดจากหลายสาขา หลายมุมมองมาก ๆ นี่คือสิ่งที่สนุกที่สุด เพราะผมรักการเรียนรู้ ผมทำทุกอย่างด้วยความอยากรู้ ยิ่งอยู่ในวงการที่เราไม่รู้เยอะ ๆ มันทำให้เราอยากรู้ กระตุ้นให้เราขวนขวาย สำหรับผมมันสนุก พอเข้าใจแล้วเราก็เอามาเขียนเล่า แต่เล่าเพื่อให้ตัวเราได้เรียนรู้ไปด้วย เป็นกระบวนการแบบนั้น

วัฒนธรรมองค์กรของ Sea ที่คุณชอบที่สุดคืออะไร

Sea มี Core Value ที่เป็นตัวตนของบริษัทอยู่ 5 อย่าง แต่มีอันหนึ่งที่ด้วยส่วนตัวแล้วผมว่าสำคัญที่สุดและผมชอบที่สุดตั้งแต่เข้ามาเลยคือ We stay humble การถ่อมตัวของเขาไม่ใช่แค่พูดถ่อมตัว แต่เป็นทัศคติที่ว่าเราไม่ได้เหนือกว่าคนอื่น เรายังมีหนทางให้เรียนรู้และเติบโตอีกมาก แม้แต่ตอนที่เราเป็นบริษัทใหญ่แล้วผู้ก่อตั้งก็ยังพูดอยู่เสมอว่า เรายังไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับสิ่งที่เราอยากทำและอยากเป็น เราเป็นแค่เด็กอ่อนเท่านั้น เขาชอบเวลาที่ตัวเองและทุกคนยังเป็นคนตัวเล็ก เป็นผู้ท้าชิง เขาไม่อยากให้ทีมคิดว่าเราเป็นแชมป์แล้วต้องคอยป้องกันเข็มขัดแชมป์ เรายังเป็นผู้ท้าชิงเสมอ

ผมว่าอันนี้แหละใช่ และตรงกับผมมาก ผมก็ชอบการเป็นผู้ท้าชิง มันทำให้เรามี Growth Mindset กล้าทดลอง กล้า Disrupt ตัวเองตลอดเวลา เพราะเราไม่ใช่ตัวใหญ่ที่ต้องระวังการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ เราเปลี่ยนแปลงเพื่อเติบโตได้เสมอ ถ้าล้มก็ไม่เป็นไร ลุกขึ้นแล้วเรียนรู้ แนวคิดนี้ทำให้บริษัทเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วมาก

สอง ทำให้เป็นหนึ่งในน้อยบริษัทของโลกที่ประสบความสำเร็จในการเป็นบริษัท Regional ในอาเซียน อาเซียนมันปราบเซียนครับ เพราะไม่เหมือนกันเลยสักประเทศ คนละภาษา คนละวัฒนธรรม ต่างชาติที่เข้ามาก็ไม่ประสบความสำเร็จ Sea ประสบความสำเร็จได้เพราะเขาบริหารแบบบริษัทท้องถิ่น คือบริษัทในไทยก็ใช้ผู้บริหารไทย บริหารแบบไทย บริษัทอินโดก็ให้คนอินโดบริษัทแบบคนอินโด ไม่ได้เป็นบริษัทที่คิดว่าฉันรู้ดีที่สุดแล้วเอาความรู้มาครอบ เขาเคารพความแตกต่างในแต่ละประเทศ เชื่อว่าคนท้องถิ่นรู้ดีที่สุด ความ Humble มันอยู่ลึกมากในหลาย ๆ อย่าง

สาม เป็นบริษัทที่เน้นการทำมากกว่าพูด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ชิน ก่อนเข้าทำงานที่นี่เราจะคุ้นกับการที่ผู้บริหารประกาศใหญ่ไว้ก่อนแล้วค่อยทำตาม แต่ที่นี่ไม่เป็นแบบนั้น ต้องทำจนมั่นใจระดับหนึ่งก่อน มั่นใจแล้วจะพูดหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง เป็นบริษัทที่ไม่เด่นไม่ดังก็ไม่เป็นไร เราทำให้ดีที่สุด แต่ไม่จำเป็นต้องเด่นที่สุด ถ้ามันดีมากจริง ๆ แล้วผมไปบอกว่า เปิดเรื่องนี้ให้ดังให้เป็นที่รู้จักไหม ก็จะมีคำถามว่า ทำไปเพื่ออะไร หรืออยากดังไปเพื่ออะไร ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ถ้าเราอยากให้เกิดความเข้าใจเรื่องนี้ ต้องการขับเคลื่อนอะไรบางอย่างก็โอเค We stay humble เลยเป็นประโยคหัวใจของบริษัท

บริษัทต่าง ๆ มักจะนิยามตัวเองด้วยความสำเร็จหรือความเป็นผู้นำด้านใดด้านหนึ่ง Sea นิยามตัวเองว่ายังไง

เรื่องนี้ตลกดีครับ เพราะจะมีการถกเถียงกันทุกครั้งที่บริษัทจะออกสื่อ ปัจจุบันเราเรียกตัวเองเป็น Global Consumer Internet Company อย่างมากก็เติมคำว่า Leading มีแค่นี้ ถ้าสื่อหรือคนนอกพูดถึง เขาจะถามว่าพูดได้ไหมว่าเป็นหนึ่งในบริษัทมีมูลค่าสูงที่สุดในอาเซียน พูดได้ไหมว่าเราเป็นหนึ่งในบริษัทเทคที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เราก็จะถามคำถามเดิมว่า คุณอยากเอาเราไปพูดแบบนั้นเพื่ออะไร จำเป็นหรือเปล่า เป็นเวทีเสวนาที่ต้องการโฆษณาให้คนมาดูเหรอ ไม่งั้นเราไม่ค่อยจะอะไรเท่าไหร่ สุดท้ายก็จะจบลงด้วยประโยคคล้าย ๆ แบบนี้ Leading Global Consumer Internet Company

จากงานนโยบาย สู่การเงินและดิจิทัล ของกรรมการผู้จัดการ Sea Ltd บริษัทมูลค่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เจ้าของ Shopee และเกม RoV

มีผลงานไหนของคุณที่เราเห็นใน Shopee หรือ Garena บ้าง

อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนเห็นเป็นชิ้น ๆ ครับ เพราะผมไม่ใช่คนทำผลิตภัณฑ์ แต่ที่เห็นอาจจะเป็นแนวทางที่ผมช่วยปั้น เช่น ผมให้ความสำคัญมาก ๆ กับการพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Skills) ให้คนและธุรกิจ SMEs ในหลายรูปแบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและเตรียมคนสู่อนาคต และมันก็สะท้อนออกมาในหลายโครงการ เช่น Shopee จะมีหลายโปรแกรมที่ช่วยผู้ประกอบการ SME เรียนรู้ทักษะต่าง ๆ เพื่อให้ทำธุรกิจออนไลน์ได้ประสบความสำเร็จ จากไม่เคยทำธุรกิจเลยจนบางทีสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้โดยใช้เครือข่ายของ Shopeeในอาเซียนช่วย 

อย่างการีนา คนไทยชอบเล่น RoV มาก ๆ เราก็ใช้ RoV เป็นสื่อให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์มาช่วยกันออกแบบบางส่วนของเกม และกระตุ้นการท่องเที่ยวไปด้วย ทุกปีเรามีงาน ‘RoV Design Contest’ ให้ออกแบบเสื้อผ้าในเกมที่เรียกกันว่า Skin ที่ตัวเองชอบ โดยมีแรงบันดาลใจจากสถานที่ท่องเที่ยวหรือวัฒนธรรมต่าง ๆ ของไทย ผู้ชนะจะได้รางวัลจากภาครัฐที่ร่วมให้การสนับสนุนโครงการ เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เสื้อผ้านั้นจะได้ทำจริงให้คนทั้งภูมิภาคที่เล่น RoV ซื้อเสื้อผ้านี้ได้ มีไอเดียครีเอทีฟเจ๋ง ๆ มากมาย อย่างชุดจากผีตาโขน เราอยากให้คนมีทักษะพวกนี้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมพูดได้กว้าง ๆ

อีกงานหนึ่งที่อาจเห็นได้ชัดหน่อยคืองานวิเคราะห์-วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่ (อายุ16 – 35 ปี) ในอาเซียน ว่าเขาอยากทำอาชีพอะไร อยากเรียนหนังสือแบบไหน ช่วงโควิดเจอความยากลำบากตรงไหน อยากเห็นประเทศดีขึ้นด้านไหนบ้าง อันนี้ทำทุกปีกับ World Economic Forum ในธีมต่าง ๆ กันไปโดยหวังว่าจะเพิ่มองค์ความรู้ให้กับทั้งผู้วางนโยบาย ธุรกิจ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน ซึ่งจะเห็นว่าข้อคิดที่ได้หลายอย่างก็นำไปใช้ในการดีไซน์โครงการต่าง ๆ ที่พูดถึงเมื่อกี้

จากข้อมูลที่ได้มา คนรุ่นใหม่ในเมืองไทยมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

หลายอย่างเลย คนไทยมีจิตวิญญาณผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งมาก ชอบทำธุรกิจของตัวเอง ชอบทดลอง กล้าเสี่ยง ทำให้มีเกิด SME รุ่นใหม่จำนวนมาก หลายคนยังเป็นนักเรียนอยู่เลย และใช้รายได้จากส่วนนี้ไปช่วยครอบครัว จ่ายค่าเล่าเรียน ส่วนหนึ่งก็เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้งานผู้ประกอบการง่ายขึ้น ไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก 

แล้วคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ การได้เรียนรู้ในที่ทำงานเป็นปัจจัยสำคัญเกือบเท่าเงินเดือนเลยในการเลือกงาน บางครั้งก็มองว่าการเรียนในห้องเรียนอาจจะไม่ตอบโจทย์ขนาดนั้น เขาชอบฝึกงาน รู้สึกว่าสำคัญไม่แพ้การเรียนในห้อง 

และยังมี Global Mindset สูง คิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลก คนรุ่นใหม่คิดแบบนี้เยอะกว่ารุ่นก่อน ๆ คิดว่าโลกเชื่อมกัน เราเป็นส่วนหนึ่งในนั้น เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เป็นส่วนหนึ่งของทางออก แล้วก็ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้นแต่เกือบทุกประเทศที่เราทำสำรวจเลย เท่าที่จำได้นะครับ

คุณเป็นคณะกรรมการ Digital Readiness Council ดูแลเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลของประเทศสิงคโปร์ งานนี้ต้องทำอะไรบ้าง

หน่วยงานนี้ดูแลเรื่องการเข้าถึงและความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล โจทย์คือเอาตัวแทนภาครัฐภาคประชาชนและเอกชนมารวมกันเป็นคณะกรรมการ แล้วดูว่าจะทำยังไงเพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงดิจิทัลของคนกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือกลุ่มที่เข้าไม่ค่อยถึงบริการดิจิทัล รวมถึงรุ่นเด็ก ๆ ซึ่งอาจจะเข้าถึงแต่อาจจะยังไม่มีพื้นฐานทำให้ถูกแฮ็ค ถูกขโมย เชื่อเฟคนิวส์ ผมช่วยดูตรงนั้น

ถ้าจะมีเหตุผลสักข้อ ทำให้คุณกลับมารับตำแหน่งในหน่วยงานสักแห่งเพื่อช่วยพัฒนาประเทศไทย เหตุผลข้อนั้นน่าจะเป็นอะไร

ไปแล้วสร้างอิมแพคได้จริง พออายุมากขึ้น จุดมุ่งหมายต่าง ๆ ในชีวิตถูกเช็กถูกแล้ว จุดมุ่งหมายที่ใหญ่ขึ้นก็คือ การสร้างอิมแพค ถ้าจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอยู่ในตำแหน่งหรือแพลตฟอร์มที่ทำอะไรได้จริง ไม่ใช่เข้าไปแค่เก๋ ๆ หรือต้องยุ่งแต่เรื่องตำแหน่ง เรื่องการเมืองจนไม่ได้ทำงาน สอง ต้องขึ้นกับกลุ่มคน ผมเชื่อในตัวทีมมากกว่าตัวคน ผมไม่เชื่อว่ามีซูเปอร์สตาร์หรือใครในวงการไหน ๆ ที่คนเดียวทำได้ทุกอย่าง มันต้องมากับทีมที่เชื่อใจกันได้ คิดคล้ายกัน จึงต้องอยู่ร่วมกับทีมที่ทำด้วยกันแล้วสร้างผลได้จริง แล้วก็ต้องเป็นเรื่องที่เรามีความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล การเงิน เศรษฐกิจมหภาค หรือเรื่องที่เรามีประสบการณ์ คงมีเงื่อนไขเหล่านี้ ถ้าสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงก็เป็นอะไรที่น่าทำ

จากงานนโยบาย สู่การเงินและดิจิทัล ของกรรมการผู้จัดการ Sea Ltd บริษัทมูลค่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เจ้าของ Shopee และเกม RoV

หลายเดือนก่อนมีข่าวปล่อยออกมาว่า คุณคือตัวแทนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. บางคนบอกว่าโปรไฟล์ของคุณน่าจะเหมาะกับรัฐมนตรีคลังมากกว่า บางคนก็บอกถึงขั้นว่า อยากเห็นคุณเป็นนายกฯ คุณเคยฝันถึงตำแหน่งพวกนี้บ้างไหม

กลับไปที่เรื่องอิมแพคครับ มันเหมือนกับตอนที่ผมร่วมงานกับ Sea ผมคิดว่าบริษัทน่าสนใจ คนมีวิสัยทัศน์ ทีมน่าจะไปกันได้ ผมมีส่วนที่เขาไม่มีซึ่งผมจะไปเติมเต็มให้ได้ แต่มันไม่มีตำแหน่งนี้ ผมเลยเสนอตำแหน่งนี้ขึ้นมาว่า ผมคงดูตรงนี้เป็นหลัก ตำแหน่งเป็นชื่อเป็นหัวโขน สุดท้ายเราต้องดูว่าหัวโขนนั้นบทจริง ๆ คืออะไร ชื่อเป็นพระเอกแต่อ่านบทดูแล้วไม่ใช่พระเอก มันก็ไม่ใช่พระเอก ถ้าถามว่าอยากทำตำแหน่งอะไร ก็คงอยู่ที่เนื้อหางาน กลุ่มคนที่อยู่รอบตัว สร้างอิมแพคได้จริงไหม และตรงกับสิ่งที่เขาขาดและเรามีหรือเปล่า

ตำแหน่งที่สร้างอิมแพคได้มาก ๆ มักเกี่ยวข้องกับการเมือง บางคนยอมโดดเข้าสู่วงการการเมืองเพื่อให้ได้แก้ปัญหา แต่บางคนก็ไม่อยากเปลืองตัว คุณกลัวการเมืองไหม

กลัวครับ (ตอบทันที)

กลัวอะไร

ผมมีความขัดแย้งในตัวเองอยู่นิดหนึ่งคือ ผมชอบนโยบายมาก แต่ไม่ค่อยชอบยุ่งกับเรื่องการเมืองมากนัก นิยามเรื่องการเมืองของผมในที่นี้หมายถึง การที่แต่ละวันเราต้องมานั่งเล่นเกมการเมือง ระวังตัว แก้ข่าวโน่นนี่จนไม่มีเวลาทำงานจริงจัง หรือเข้ามาอยู่กลางดงพายุอะไรบางอย่าง ต้องวุ่นกับเรื่องที่ไม่ใช่การขับเคลื่อนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีจริง ๆ นั่นคือจุดที่ทำให้ผมไม่อยากเข้าไปทำ

แต่ขอพูดให้ชัดว่า ผมไม่ได้กลัวความขัดแย้ง ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา ผมโอเคกับมันมาก ๆ ผมโตมากับที่ที่มีความขัดแย้งเต็มไปหมดในชีวิตทำงาน ความขัดแย้งหลายอย่างดีด้วยซ้ำไปที่มีความต่าง การเห็นต่างเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่ความขัดแย้งบางอย่างก็ไม่ Productive ไม่ได้นำไปสู่คำตอบอะไร ซึ่งเสียเวลาเปล่า 

ที่สำคัญมันจะกระทบครอบครัวมากด้วย โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดีย ครอบครัวผมลูกเล็กและค่อนข้างมีชีวิตส่วนตัวมาก การตัดสินใจจะเข้าไปทำเรื่องแบบนี้จึงต้องเคารพและได้รับความเห็นชอบจากที่บ้าน

นอกจากนี้การเข้ามาทำงานการเมืองมีค่าเสียโอกาส จริงอยู่ที่จะสร้างอิมแพคได้เยอะในบางเงื่อนไข แต่บางครั้งเราไม่ได้อยู่ในการเมืองก็สร้างอิมแพคได้เหมือนกัน ถ้าเข้าไปอยู่ในการเมืองแล้วเงื่อนไขไม่ใช่ต้องนั่งระวังหลัง ระวังภาพลักษณ์อย่างเดียว มาอยู่ข้างนอกแล้วทำงานดีกว่าไหม มันเป็นคำถามนั้นมากกว่า ไม่ใช่เรื่องชอบหรือไม่ชอบ

ช่วงที่คุณพ่อของคุณอยู่ในการเมือง คุณเห็นอะไรบ้าง

เห็นว่าเป็นคนที่ต่อสู้เยอะ คนทั่วไปมองว่าคุณพ่อเก่ง ดูเหมือนบินสูงมาตลอด แต่ผมเห็นอีกภาพในฐานะลูก ผมเห็นพ่อที่ต้องต่อสู้ค่อนข้างเยอะและเหนื่อยกับการเมืองมาก เขายึดหลักการอยากทำสิ่งที่ดีที่ถูกต้องเสมอ พยายามทำงานทุกอย่าง ทุ่มเทสุดความสามารถตลอด แต่ก็ต้องต่อสู้กับเรื่องปวดหัวทางการเมืองพอสมควร ยังดีที่มีคุณแม่เป็นเพื่อนคู่คิดช่วยซัพพอร์ตอยู่ด้วย ยุคนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดียยังเหนื่อยมาก เสียสุขภาพมาก เลยคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตั้งเงื่อนไขไว้สูงหากจะต้องเข้าโลกนั้น

การเป็นลูกคนดังที่ประสบความสำเร็จมากมักจะรู้สึกกดดัน คุณรู้สึกแบบนั้นไหม

รู้สึกครับ รู้สึกแน่นอน

แล้วคุณทำยังไง เลือกที่จะอยู่ใต้ร่มเงาอย่างยอมรับ หรือพยายามออกไปจากเงานี้

สุดท้ายคนที่ติดอยู่ในภาพนั้นที่สุดคือตัวเราเอง คนที่อยู่ในตำแน่งนี้จะรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลาให้คนนั้นคนนี้เห็น แต่จริง ๆ เราต้องพิสูจน์ให้ตัวเองเห็น ยอมรับตัวเอง นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ละคนอาจจะมีเงื่อนไข มีโจทย์ไม่เหมือนกัน ของผมคือถ้ายืนบนขาตัวเองได้ ดูแลการเงินของครอบครัวตัวเองได้ ก้าวไปสู่ความสำเร็จในงานของตัวเองได้ ในที่ที่ใช้นามสกุลเป็นใบเบิกทางให้ไม่ได้ และในทางกลับกัน สามารถเป็นคนให้ ทำประโยชน์ให้กับพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ สังคม คนรอบตัว ก็ตอบโจทย์ตัวผมแล้ว

นี่คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเลือกทำงานอยู่ต่างประเทศ อยู่ในวงการที่ต่างจากคุณพ่อ ผมไม่ได้บอกว่าอยู่เมืองไทยจะง่าย มันยากและมีความท้าทายของมัน แต่ผมอยากอยู่ในที่ที่อย่างน้อยผมบอกตัวเองได้ว่า ทุกสิ่งที่ผมทำและก้าวไป ไม่ได้มาจากการใช้นามสกุลเป็นใบเบิกทาง ไม่ใช้ทางลัด มีทั้งแพ้ทั้งชนะ ทั้งผิดหวังทั้งสมหวัง แล้วบอกตัวเองได้ว่า เราก็ทำได้นี่หว่า ในขณะเดียวกันผมก็ภูมิใจที่มีคุณพ่อคุณแม่ที่ดี ให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตที่ดี เป็นเข็มทิศชีวิต ซึ่งสำคัญและผมให้ความหมายกับมันมากกว่าใบเบิกทางใดๆทั้งนั้น 

ถึงวันนี้ผมถึงเข้าใจว่า เมื่อเราตอบตัวเองแบบนั้นได้แล้ว ไม่ว่าใครคนอื่นจะมองอย่างไร ก็ไม่เป็นไร เสียงเหล่านั้นไม่มีความหมายเลยถ้าเราพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นได้

คุณชอบคุยกับคนมาก ใครคือคนที่คุณอยากคุยด้วยที่สุดตอนนี้

เป็นความคิดที่เพิ่งเข้ามาในหัวตอนนี้เลย ผมอยากคุยกับนักจิตวิทยา อาจจะเป็น Adam Grant ที่เขียนหนังสือเรื่อง Think Again เขาเชี่ยวชาญเรื่อง Organizational Psychology ทำอย่างไรในตัวเองและคนในองค์กรทำงานอย่างมีความสุข ก้าวข้ามความล้มเหลว ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงในชีวิต อีกคนคือ Lori Gottlieb เขียนหนังสือเรื่อง Maybe you should talk to someone ที่มีส่วนสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมองชีวิตคนเหมือนเป็นบทละครหรือหนังเรื่องหนึ่ง แบบที่เขียนในหนังสือ Great Remake 

2 ปีที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ที่มนุษยชาติแทบจะไม่เคยเจอ มีทั้งการสูญเสียคนรัก มีความกลัว มีเรื่องสุขภาพ อยู่ห่างจากคนอื่น มีหลายอย่างที่ช็อกความเป็นมนุษย์ถึงขีดสุด พวกเราทุกคนถูกกระทบมากโดยรู้ตัว และไม่รู้ตัวซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจของคนแล้ว นักจิตวิทยาน่าจะได้คุยกับคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ ได้ขุดจนเจอปัญหา ผมเชื่อว่าจะมีปัญหาอีกหลายอย่างที่จะค่อย ๆ โผล่ให้เราเห็นในปีต่อไป ผู้นำ ผู้บริหารขององค์กรและประเทศควรเตรียมรับมืออย่างไร ตัวเองควรปรับตัวอย่างไร  นอกจากจะตามเทรนด์เรื่องเทคโนโลยีแล้ว ตอนนี้ผมกำลังสนใจเรื่องพวกนี้ที่มีความเป็นมนุษย์มาก ๆ

จากงานนโยบาย สู่การเงินและดิจิทัล ของกรรมการผู้จัดการ Sea Ltd บริษัทมูลค่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เจ้าของ Shopee และเกม RoV
จากงานนโยบาย สู่การเงินและดิจิทัล ของกรรมการผู้จัดการ Sea Ltd บริษัทมูลค่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เจ้าของ Shopee และเกม RoV

ช่วงนี้ถ้ามีเวลาว่างคุณทำอะไร

ผมใช้เวลากับลูกเยอะ อยู่กับภรรยากับลูกก็มีอะไรทำเยอะ ส่วนกิจกรรมที่ทำจริงจังก็มีหลายอย่าง เล่นดนตรีบ้าง ความฝันคืออยากให้ลูกสองคนเริ่มเล่นดนตรี แล้วมาร่วมเล่นด้วยกัน กีฬาก็เล่นบ้าง ผมชอบบาสมาทั้งดูบาสเล่นบาส ถ่ายรูปก็ชอบ ปกติจะชอบเที่ยวแล้วสะพายกล้องไปถ่ายโน่นนี่ไปเรื่อย แล้วก็มาง่วนกับการแต่งภาพอยู่หน้า Lightroom แล้วก็เล่นเกม เล่นตั้งแต่เด็ก โตมาก็ยังเล่นอยู่

ตอนนี้เล่นเกมอะไรอยู่

ถามยังงี้คงต้องบอกเกมของการีนามั้งครับ (หัวเราะ) แต่จริง ๆ ผมเล่นไม่เก่งเลยอายเขา โดยเฉพาะเทียบกับคนไทยที่เล่นกันเก่งจริง ๆ 

คุณมองวัย 40 ปีของตัวเองว่าต่างจากวัยอื่นยังไงบ้าง

ถ้าไม่พูดเรื่องสังขาร (หัวเราะ) วัยประมาณนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันมาถามตัวเองว่า จุดมุ่งหมายในชีวิตคืออะไร เมื่อก่อนมีคำว่า Midlife Crisis เป็นช่วงที่เราต้องหาว่าตัวเองต้องการอะไร หาตัวตนของตัวเอง แต่ผมว่าเดี๋ยวนี้มันจะไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต เราต้องคอยหาตัวตนอยู่เป็นช่วง ๆ เรามีจุดเปลี่ยนหลายครั้งในชีวิต 

ผมผ่านจุดที่ไม่รู้ว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายในชีวิตมาหลายครั้งแล้ว และสิ่งหนึ่งที่เรียนรู้คือมันโอเคที่จะไม่รีบหาคำตอบ แต่คอยถามตัวเองด้วย 3 คำถามนี้เป็นช่วง ๆ เพื่อหาว่าอะไรเป็นจุดมุ่งหมายของตัวเองในเฟสต่อไป

คำถามแรก อะไรคือที่สิ่งที่ทำให้เรานอนไม่หลับ ทำให้เราคิดกังวลตลอดเวลา นั่นคือสิ่งสำคัญในชีวิต คำถามที่สอง ภาพความสำเร็จของเราคืออะไร ภาพในหัวตอนเด็ก ๆ คือภาพรับปริญญา ได้รางวัลบางอย่าง ชนะแข่งกีฬา หรือเล่นคอนเสิร์ต พอโตมาอาจจะเป็นภาพที่เรามีเงิน มีฐานะ มีครอบครัวอบอุ่น แต่พออายุ 40 ภาพมันก็อาจเปลี่ยนไปอีกครั้ง เวลาเราบอกว่าสำเร็จ แล้วมีภาพเราอยู่ในนั้นเราจะยิ้มได้ รู้สึกสบายใจ

คำถามที่สาม ใครคือคนสำคัญในชีวิตเรา ชีวิตเราก็เหมือนละครเวที เรามีคนดูอยู่ในโรงไม่กี่คน เวลาเราบอกว่า ทุกคนมองอย่างนู้น คิดเห็นอย่างนี้ ทุกคนไม่ชอบเรา ทุกคนชอบเรา จริง ๆ แล้วเราพูดถึงคนแค่ไม่กี่คน เราแคร์เฉพาะคนที่อยู่ในโรงละครของเราเท่านั้น แล้วใครคือคนเหล่านั้น

นี่คือ 3 คำถามที่เราต้องตอบตัวเองในวัย 40 โดยไม่ต้องเร่งตอบมัน เพราะเราจะไม่มีคำตอบโดยทันที การหลงทางลองผิดลองถูกไม่ใช่สิ่งที่แย่ สนุกด้วยซ้ำ ถ้ารู้และยอมรับมัน ค่อย ๆ ค้นพบและรู้จักตัวเองใหม่อีกครั้ง (Rediscover Yourself) วัยนี้มีจุดเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาสำหรับการเดินทางที่เรียกว่าชีวิต

คุณอยากเกษียณตอนอายุเท่าไหร่ ในตำแหน่งไหน

คำว่าเกษียณสำหรับผมคงไม่ใช่เลิกทำงาน แต่เป็นการเลิกทำงานเพื่อหาความสำเร็จที่วัดได้ง่าย ๆ เช่น ตำแหน่ง ชื่อเสียง รางวัล ฐานะทางการเงินของครอบครัว เพราะผมอยู่นิ่งไม่ค่อยได้ ถ้าเกษียณไปผมก็คงหาอะไรทำอยู่ดี แต่คงทำเพื่อตามหาสิ่งที่จับต้องไม่ได้มากขึ้น เช่น ตามแพสชัน ทำเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ทำเพื่อคนที่เรารัก คนที่เราผูกพัน มีชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุขขึ้น ซึ่งก็ทำได้และได้ทำอยู่แล้วตั้งแต่ตอนยังไม่เกษียณ แต่คงเป็นอิสระจากตัววัดความสำเร็จที่ว่าได้มากขึ้นอีก

คุณตั้งคำถามในคำนำ The Great Remake ว่า อยากให้ปีนี้ถูกจดจำอย่างไร คำถามคือ คุณอยากจดจำตัวเองในปี 2022 อย่างไร

(คิดหนัก) คงอยากให้เป็นปีที่ผมได้ค้นพบหนทางที่จะสร้างอิมแพคทำประโยชน์ให้ประเทศไทยได้มากขึ้นและหลายรูปแบบขึ้น อันนี้ไม่ได้จะเปลี่ยนงานนะครับ (หัวเราะ)  อย่างที่บอกตอนต้นว่าผมเชื่อว่าเราทำประโยชน์ได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหน ที่ใด และงานประจำปัจจุบันผมก็เป็นแพลตฟอร์มที่ทำอะไรได้หลากหลายมาก ใน 2 ปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปร่วมวงช่วยคิดเรื่องนโยบายของประเทศบ้าง ทั้งที่บินกลับประเทศไม่ได้เลย แต่ต่อไปเมื่อการเดินทางกลับมาเปิดมากขึ้น ผมกลับไปไทยได้บ่อยขึ้น อยู่ไทยได้นานขึ้น ก็หวังว่าน่าจะมีอะไรที่พอทำประโยชน์ได้กว่าเดิม 

ที่สำคัญคือคงต้องบอกตรง ๆ ว่า เป็นห่วงประเทศไทยด้วยว่าจะรับมือกับโลกหลังโควิดอย่างไร ในขณะที่บาดแผลจากวิกฤตที่ผ่านมาก็ยังไม่หายตามที่เขียนในหนังสือ The Great Remake เลย ประเทศก็อาจต้องรีเมกเหมือนกัน และคงต้องมีคนหลายแบบ หลากประสบการณ์จากหลายรุ่นมาช่วยกัน 

ผมเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรีเมกนั้น แม้อาจช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ก็คิดว่าได้ลองทำน่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และหวังว่าปี 2022 อาจเป็นปีที่ได้ค้นพบหนทางนั้น

จากงานนโยบาย สู่การเงินและดิจิทัล ของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้จัดการ Sea Ltd บริษัทมูลค่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เจ้าของ Shopee และเกม RoV

ภาพ : ชนาทิพ เสถียรไทย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

24 พฤศจิกายน 2560
19 K

ปัญญาญี่ปุ่น, ปัญญาชาจีน, ปัญญาอิตาลี, ปัญญากรีก-โรมัน, ปัญญางาน จัดการตน, ปัญญาอนาคต และ ปัญญาอดีต

หนังสือ 7 เล่มล่าสุดที่ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เขียนและแปล ล้วนมีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ปัญญา’

ยังไม่นับเล่มหน้าที่เขาจะตั้งชื่อว่า ปัญญาปัจจุบัน

ก่อนเดินทางไปพบเขาที่คอนโดมิเนียมย่านซอยศูนย์วิจัย ผมนึกสงสัยไม่น้อยว่าอะไรทำให้บรรณาธิการวัย 47 หันมาสนใจในคำนามธรรมคำนี้จนถึงขั้นให้พื้นที่มันในชื่อหนังสือ แม้ลึกๆ ผมจะรู้ว่าคนอย่างภิญโญกับคำว่าปัญญา ไม่ใช่สิ่งที่ถูกแยกจากกันอยู่แล้วตั้งแต่แรก

ใช่, แม้หนังสือของเขาทุกเล่มก่อนหน้าจะไม่มีคำว่า ‘ปัญญา’ อยู่บนปกและสันปก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าระหว่างบรรทัดไม่มีสิ่งนั้น

สำหรับผมและใครหลายคน ชื่อของภิญโญเป็นทั้งกัลยาณมิตรของพี่น้องร่วมวงการ และเป็นคล้ายครูอาจารย์ของใครหลายคน สิ่งต่างๆ ที่เขาทำล้วนเป็นต้นแบบและกรณีศึกษาชั้นดีสำหรับคนทำสื่อยุคหลัง ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร open ซึ่งเป็นที่มาของสำนักพิมพ์ openbooks ในปัจจุบัน หรือสมัยเป็นพิธีกรรายการ ตอบโจทย์ประเทศไทย ที่เขาสร้างมาตรฐานใหม่ให้รายการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ ทั้งในแง่ตัวคำถามและในแง่ของการเปิดพื้นที่โดยไม่แบ่งสีแบ่งฝ่าย

อุดม แต้พานิช ยกย่องว่า เขาคือปราชญ์แห่งยุค 4.0 ซึ่งผมพอเข้าใจว่าทำไมแสตนด์อัพคอเมเดี้ยนมือหนึ่งของไทยจึงคิดและบอกเช่นนั้น

จิบชา

วันที่เราพบกันเป็นหนึ่งในไม่กี่วันของฤดูหนาวอันแสนสั้นในกรุงเทพฯ สระว่ายน้ำภายในคอนโดมิเนียมของเขาจึงร้างไร้ผู้คน เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องซึ่งเป็นสำนักงานของสำนักพิมพ์ openbooks เขาก็นำทางผมมาที่โต๊ะซึ่งมองเห็นสระว่ายน้ำภายนอกชัดเจน

ชาอู่หลงลิ้นจี่ถูกรินโดยเจ้าของห้องลงสู่แก้วชาที่เขาตระเตรียมไว้ให้

“ไม่ต้องรีบ นั่งจิบชากันก่อน เอาให้สาแก่ใจ เอนจอย” ภิญโญบอกผมด้วยรอยยิ้มก่อนจะเริ่มรินให้ตัวเอง

หลังจากของเหลวในแก้วไหลผ่านคอพออุ่นเครื่อง บทสนทนาก็ดำเนินไปอย่างไม่รีบเร่งดังเช่นที่เขาว่า

เป็นบทสนทนาที่เยือกเย็นเหมือนอุณหภูมิน้ำในสระภายนอก และอบอุ่นเหมือนชาอู่หลงลิ้นจี่ในแก้ว

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

หนังสือเล่มหลังๆ ของคุณทุกเล่มขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ปัญญา’ ชีวิตไปเจออะไรมาจึงสนใจคำคำนี้

ผมว่าพวกเราเจอวิกฤตในสังคมแล้วนะ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสังคมเรากำลังตั้งคำถามว่าเราจะไปยังไงกันต่อ เราจะเอายังไงดีกับอนาคตของประเทศ กับอนาคตของตัวเรา ซึ่งคุณต้องการความรู้อย่างยิ่งยวดในการประมวลผล ไม่ใช่ความรู้ที่แตกเป็นวิ่นๆ เรื่องนั้นนิด เรื่องนี้หน่อย ไม่ใช่ความรู้ที่แยกส่วน แต่คุณต้องการความรู้ที่เป็นองค์รวม ซึ่งความรู้ที่มองรอบด้าน มองไปข้างหน้า มองย้อนกลับไปข้างหลัง มองอย่างเป็นองค์รวม เรียกว่าปัญญา

ผมพยายามจะแสวงหา ประมวลสิ่งต่างๆ ว่าทำยังไงจึงจะเกิดองค์ความรู้แบบนี้ การเขียนหนังสือของผมคือการสอนตัวเอง ไม่ได้สอนคนอื่น ผมไม่ได้เขียนในฐานะคนรู้ แต่ผมเขียนในฐานะนักทดลอง ผมอยากรู้เรื่องนี้ ฉะนั้น ผมก็แสวงหาความรู้ดูซิว่าจะมีสูตรไหนที่พอจะผสมเรื่องราวเหล่านี้ออกมาเป็นเคล็ดวิชาที่แลกเปลี่ยนกันได้ แต่มันไม่ใช่สูตรสำเร็จ มันเป็นแค่สูตรหนึ่งที่ผมพอคิดได้ ลองเอาไปใช้กันดูมั้ย แล้วแลกเปลี่ยนกัน มันเลยเป็นที่มาของปัญญา เป็นการแสวงหาความรู้อย่างยิ่งยวดที่รอบด้าน กว้างและลึก ไปข้างหน้าและถอยกลับไปข้างหลัง มันถึงเป็นทั้ง ปัญญาอนาคต และเล่มล่าสุดอย่าง ปัญญาอดีต เพราะถ้าไม่มีอดีตมันไปข้างหน้าไม่ได้

คุณคิดว่าที่หนังสือ ปัญญาอนาคต และ ปัญญาอดีต ขายดีมาก มันเกิดจากการตลาดอันแม่นยำหรือคนกำลังโหยหาปัญญาจริงๆ

อาจจะเป็นอย่างหลังมากกว่า สินค้าที่ขายดีตามหลักการตลาดคือสิ่งที่คนไม่มี คุณต้องขายสิ่งที่คนอยากได้แต่เขาไม่มี ถ้าพูดอย่างแหลมคมสิ่งนั้นก็คืออนาคต ประเทศนี้ไม่มีอนาคต เวลาคุยกันในวงเหล้าเราก็คุยกันว่า เฮ้ย ประเทศนี้ไม่มีอนาคต ผมเลยขาย Future ไง ขายสิ่งที่คนอยากได้แล้วไม่มีในประเทศ ถามว่าแล้วทำไมยังขายได้เรื่อยๆ ก็ตอนนี้มันยังไม่มีอยู่ (หัวเราะ)

เวลาคุณพูดว่าประเทศเราไม่มีอนาคต ทั้งบนเวทีปาฐกถาหรือในงานทอล์กต่างๆ คุณมักพูดด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ซึ่งดูขัดแย้งกับสิ่งที่กำลังสื่อสาร ทำไมถึงเลือกพูดด้วยอารมณ์ขัน

ในความเลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติหรือของชีวิต สิ่งเดียวที่ทำให้คุณรอดได้คือคุณต้องเหลืออารมณ์ขัน sense of humor ความสร้างสรรค์ทำให้เราคิดออก ถ้าเราหม่นเศร้าอยู่ตลอดเวลา แล้วก่นด่าตัวเอง ก่นด่าโชคชะตาฟ้าดิน เราคิดอะไรไม่ออกหรอก เพราะฉะนั้น ผมไม่พยายามสูญเสียความหวังแม้ในภาวะที่มันยากลำบาก แล้วผมส่งเมสเสจนั้น ส่งพลังนั้น ออกไปว่าผมไม่ได้สูญเสียความหวัง แม้ว่ามันจะยาก

คุณจะไม่เคยเห็นว่าผมส่งเมสเสจแห่งความสิ้นหวัง หดหู่ ก่นด่าสังคมว่ามันเลวร้าย ไม่มี ผมแค่บอกว่ามันเป็นอย่างนั้น แต่ผมไม่ได้สิ้นหวัง และผมขอร้องทุกคนว่าอย่าสิ้นหวัง ตราบใดที่ยังมีความหวังมันจะไปต่อได้ แล้วถ้าคุณยังมีอารมณ์ขันอยู่แสดงว่าคุณยังคิดอะไรบางอย่างออก แต่ถ้ามันไม่เหลือเลยแสดงว่าคุณสิ้นหวังที่สุดแล้ว ซึ่งผมยังไม่อยากให้เราเดินไปถึงจุดนั้น

ทำไมคุณยังมีความหวังทั้งที่สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งและยังมองไม่เห็นทางออก

ผมเคยเขียนไว้ใน Past คือถ้าคุณมีมุมมองที่ยาวพอ เห็นประวัติศาสตร์ที่มันยาวพอ ทุกอย่างมันมีทางออกหมด เพียงแต่ถ้าเรามองสั้น มองแค่ประมาณห้าปีสิบปี ก็จะเห็นว่ามันไม่มีทางออก อย่างจีน ยุคชุนชิวจั้นกว๋อมัน 550 ปี เขายังออกมาได้เลย สามก๊กตีกันแทบตาย 60 ปีก็จบแล้ว มันก็ไปสู่ยุคอื่น ฉะนั้น ถ้ามองยาวพอ ทุกอย่างมีทางออก เพียงแต่คุณยังไม่ถึงทางออก ฉะนั้น อย่าไปสิ้นหวัง มันอาจจะออกพรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า ปีหน้า หรืออีกสิบปีก็ได้ แต่มันไม่มีอะไรอยู่กับเรานานหรอก เพียงแค่เราต้องคิดว่าเราจะออกไปยังไง มันต้องค่อยๆ คิด

หนังสือ Past คือการให้แผนที่ว่าคุณจะอยู่กับความขัดแย้ง อยู่กับประวัติศาสตร์ แล้วพาตัวเองออกจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างมีความสุขพอประมาณได้อย่างไร เป็นการช่วยกันคิด ไม่ได้ให้สูตรสำเร็จด้วยซ้ำไป หนังสือผมไม่เคยให้สูตรสำเร็จ เพราะมันไม่มี ผมให้กรอบความคิด กรอบการมอง ให้ข้อมูลในการตัดสินใจ ให้แรงบันดาลใจในการไปสู้ต่อ ให้อารมณ์ขันพอสนุกๆ เสียดสีพอแสบสัน

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

เห็นคุณเซ็นหนังสือให้ผู้อ่านขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ขอให้กล้าหาญ’   ในปาฐกถาคุณก็พูดถึงความกล้าหาญ ความกล้าหาญสำคัญยังไง ทำไมคุณจึงพยายามเน้นย้ำสิ่งนี้

เพราะว่าคุณมีหมดทุกอย่างแล้วไง รุ่นคุณไม่เหมือนรุ่นผม ตอนนี้คุณหาความรู้ได้ง่าย การศึกษารุ่นคุณก็ดีกว่าคนรุ่นผม การเปิดโอกาสของโลกดิจิทัลทำให้ทุกคนสามารถเป็นคนดังได้ชั่วข้ามคืน คือคุณมีโอกาส มีทรัพยากรพร้อมกว่า จังหวัดจันทบุรีที่ผมเกิดตอนนั้นมีแค่ห้องสมุด ให้ตายเถอะ พวกคุณมีทุกอย่างมากกว่าคนรุ่นก่อนแล้ว แต่ทำไม หนึ่ง-ยังค้นหาตัวตนไม่เจอ สอง-ทำไมยังหาจุดยืนตัวเองไม่ได้ สาม-ทำไมยังไม่สามารถสร้างที่ทางของตัวเองในโลกสมัยใหม่ได้

ผมก็นั่งคิดว่าอะไรคือคุณสมบัติสำคัญที่ขาดหายไป ผมก็พยายามมองจากการสังเกตผู้คน จากการคุยกับทุกคน แล้วก็พบว่ามันเป็นยุคสมัยที่คนสูญเสียความกล้าหาญ ฉะนั้น ถ้าให้ผมเลือกคุณสมบัติสักข้อที่อยากจะบอกกับคนรุ่นใหม่ก็คือ นี่เป็นยุคสมัยที่คุณกำลังสูญเสียความกล้าหาญในทุกๆ มิติไป แล้วนี่คือคุณสมบัติที่หาได้ยาก แต่เป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดที่จะพาคุณไปสู่อนาคตใหม่ได้

คือความรู้คุณมีหมดแล้ว คุณพร่ำบ่นอะไรกันได้หมด คุณสอนผู้คนมากมายในสเตตัส แต่ทำไมคุณยังเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองไม่ได้สักที แล้วคุณก็มาไถ่บาปด้วยการเขียนสเตตัสต่อไป เพื่อให้เพื่อนคุณมากดไลก์แล้วก็ปลอบประโลมจิตวิญญาณคุณอย่างอ่อนโยน เพื่อคุณจะเขียนสเตตัสอื่นในวันรุ่งขึ้นต่อไป แล้วคุณก็โพสต์รูป ถ่ายน้ำชงน้ำชาอะไรหลอกๆ กันไป แต่คุณไปไม่ถึงแก่นของชีวิต คุณไปไม่ถึงจุดที่จะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนได้ เพราะคุณไม่ยอมออกไปจากโซนที่คุณปลอดภัยไง ความกล้าหาญไม่ได้หมายความว่าคุณต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลกนะ แต่แค่คุณยังไปไม่ถึงแก่นของการที่คุณจะเปลี่ยนแปลงได้

ถ้าความกล้าหาญไม่ใช่การขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลก ความกล้าหาญแสดงออกผ่านอะไรได้บ้าง

ความกล้าหาญสูงสุดของมนุษยชาติคือคุณต้องกล้าตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับตัวเอง แล้วก็ต้องกล้าตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับสังคม เพราะว่าถ้าคุณไม่ตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับตัวเอง คุณจะไปไม่ถึงแก่นของตัวเองว่าความกลัวของคุณคืออะไร ความต้องการสูงสุดของคุณคืออะไร ความมุ่งมาดปรารถนาสูงสุดของคุณคืออะไร ถ้าคุณไม่กล้าตั้งคำถามที่ลึกที่สุดไปที่ตัวเอง คุณจะไปต่อไม่ได้ เพราะคุณยังไม่รู้จักตัวเอง คุณไม่กล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง แล้วคุณก็จะอยู่ในคำถามกลางๆ เช่น กูจะย้ายงานดีมั้ย กูจะอยู่บริษัทนี้หรือบริษัทนั้น คำถามมันกลางมาก มันไม่ได้ไปถึงแก่นที่ลึกที่สุดว่าตกลงกูเกิดมาเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งสำคัญสูงสุดของชีวิตกู กูทำอะไรได้ดีที่สุดในชีวิต ถ้ากูจะตายในวันรุ่งขึ้นกูจะทำอะไรฝากไว้ในโลกนี้ ซึ่งคุณภาพของคำถามต่างกันคุณภาพของคำตอบก็ต่างกัน

คุณเคยถามสิ่งนี้กับตัวเองไหม

ผมถาม (ตอบทันที) ผมถามตัวเองเสมอ

มีคำตอบไหม

มีคำตอบมาเป็นลำดับชั้นเรื่อยๆ ทีนี้มันไม่ใช่แค่คำถามกับตัวเอง คำถามกับตัวเองมันคือเอาตัวรอดได้ในฐานะปัจเจก แต่ว่าความกล้าหาญสูงสุดอีกขั้นคือ คุณกล้าตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับสังคมหรือเปล่า ถ้าคุณไปไม่ถึงฐานที่ยากที่สุด คุณจะจบที่ระดับปัจเจก แต่ถ้าคุณกล้าตั้งคำถามในระดับที่ยากที่สุดของสังคม คุณจะไปอีกขั้นหนึ่ง คุณจะเป็นนักคิด เพราะนักคิดคือผู้ที่มีหน้าที่กลับไปตั้งคำถามกับสังคมในคำถามที่ยากที่สุดที่สังคมไม่กล้าตอบ กระทั่งยังไม่เคยคิดเลยว่ามีคำถามนี้อยู่ คำถามเหล่านี้เต็มไปหมดเลย

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

ถ้าย้อนมอง ทำไมเราจึงสูญเสียความกล้าหาญแบบที่คุณว่า

มันสองทางนะ ในทางระดับโลก ในทางภาพกว้าง เราถูกเทคโนโลยีสร้างความสะดวกสบายให้เรามากๆ ในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่การปฏิวัติดิจิทัล การเกิดไอโฟนเครื่องแรกของสตีฟ จ็อบส์ มันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ เมื่อชีวิตง่ายขึ้น ความเคยชินกับความสะดวกสบายก็ทำให้เราสูญเสียความกล้าหาญ สูญเสียความท้าทายที่จะไปสู่พรมแดนใหม่ ยิ่งก้าวหน้าขึ้นเท่าไหร่มนุษย์ยิ่งปอดแหกขึ้นเท่านั้น เดี๋ยวนี้เวลาคุณเดินทางคุณไม่เงยหน้านะ คุณก้มดูกูเกิลแมพส์ คุณไม่เชื่อสัญชาตญาณตัวเองแล้วว่าให้ปิดแล้วลองเดินดู คุณเชื่อว่ามันคือความสมบูรณ์แบบในการนำทางที่ถูกต้อง ซึ่งบางทีมันก็นำเราไปผิดทางเหมือนกัน ตอนนั้นผมเดินอยู่ที่ญี่ปุ่นกับแฟน หากันใหญ่ว่าโรงแรมอยู่ตรงไหน ก็ก้มดูกูเกิลแมพส์ ผมบอกแฟนว่าเธอควรจะปิดแล้วเงยหน้า เพราะโรงแรมอยู่ข้างหน้าตรงนี้แล้ว ดูป้ายมันสิ ตึกสามสิบชั้นมันชื่อว่าโรงแรมนิกโกะ แต่ว่าเราหาไม่เจอเพราะมัวแต่ก้มไง เราเชื่อไอ้นี่ เราลืมว่าเราเชื่อตัวเองได้

อีกทางหนึ่ง เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเราผ่านความผันผวนทางการเมืองมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว แล้วเราอยู่ในยุคที่เผด็จการทหารปกครอง ฉะนั้น เราถูกกดในเรื่องการแสดงความคิดเห็นและการใช้เสรีภาพของเรามาเป็นเวลายาวนานพอสมควร ทั้งโดยรูปแบบการปกครองและโดยการแซะกันทางการเมือง จนเรารู้สึกว่าเราพยายามจะหาพื้นที่ปลอดภัย ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในสภาวะแวดล้อมแบบนี้มาเป็นเวลายาวนานพอ เราจะเหมือนคนที่ถูกกดให้อยู่เตี้ยๆ เราจะก้มอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเราลืมว่าเราจะเงยยังไง เราลืมไปแล้ว เราไม่มีความกล้าหาญทางการเมืองอะไรอีกแล้ว เรารู้สึกว่ายังไงเราก็ได้อยู่ที่ปลอดภัย แล้วคนที่แสดงความกล้าทางการเมืองคือพวกโง่เขลา

แล้วในเมื่อคุณไม่มีความกล้าหาญทางการเมือง มันยากที่คุณจะมีความคิดสร้างสรรค์และมีความกล้าหาญทางด้านอื่นๆ เพราะทุกครั้งที่เราจะเริ่มทำอะไรใหม่ เราจะคิดถึงความสูญเสียของเราก่อนเสมอ ครีเอทีฟเราจะถูกตอนให้ลีบลงจนเราไม่รู้ตัว เราจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ทำดีกว่า มันอันตราย จนในที่สุดเรื่องที่ไม่ทำมันเยอะมาก เหลือเรื่องที่ควรจะทำไม่กี่เรื่องที่เรารู้สึกปลอดภัย แล้วเราก็จะไปทำเรื่องนั้นซ้ำๆ ร่วมกัน เหมือนกันทั้งสังคม เพราะว่ามันปลอดภัย ได้แต้ม และครีเอทีฟจะมาจากไหนในเมื่อคุณทำเหมือนกันหมดทั้งสังคม

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

แล้วเราจะมีความกล้าหาญได้ยังไงในยุคที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้เราหวาดกลัว

คุณต้องเห็นผลตอบแทนของมัน พูดอย่างนักลงทุนนะ คือถ้ากล้าหาญไปแล้วไม่มีผลตอบแทนเลย ตายเรียบหมด มึงอย่าไปรณรงค์ให้ใครกล้าหาญเลย การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ว่าผลตอบแทนของความเสี่ยงมันจะสูงมาก ยิ่งคุณกล้าหาญมากขึ้นเท่าไหร่ หนีจากวงล้อมและข้อจำกัดเดิมไปเท่าไหร่ เมื่อคุณประสบความสำเร็จ ผลตอบแทนมันจะสูงมาก ซึ่งผมไม่ได้หมายถึงผลตอบแทนของการลงทุนในทางการเงินอย่างเดียว ไอ้นั่นเป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่ง คือมันจะยกมิติทางจิตใจของคุณให้สูงขึ้น ซึ่งมันไม่มีอะไรสอนคุณได้หรอก การศึกษาในมหาวิทยาลัยก็สอนไม่ได้ เรื่องบางเรื่องคุณต้องลงไปทำเอง เหมือนคุณไม่สามารถเรียนว่ายน้ำด้วยการอ่านหนังสือได้

อย่างฤดูหนาวไม่มีใครว่ายน้ำหรอก มันเย็น แต่คุณไม่มีทางมีประสบการณ์เลยว่าการว่ายน้ำในฤดูหนาวเป็นยังไง ถ้าคุณไม่กระโดดลงไป ที่ผมพูดเพราะผมว่ายน้ำในฤดูหนาว ผมอยากรู้มันเป็นยังไง วินาทีแรกที่คุณจะเอาตัวลงน้ำมันทรมาน คุณต้องใช้ความกล้า แต่มันจะมีโมเมนต์หนึ่งที่คิดว่าก็ไม่เห็นเป็นไร มึงไม่ตายแน่นอน มึงลงไปเหอะ แล้วพอร่างกายเริ่มปรับสมดุลมันมีความสุขมาก มันมีสมาธิอย่างสูง มันมีกระบวนการของการเรียนรู้ ก็เหมือนการทำงาน คุณต้องกล้าที่จะลงไปเหนื่อย ที่จะผ่านความผิดพลาด ล้มเหลว แล้วพอมันเสร็จ คุณได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มันเป็นโมเมนต์ที่มีความสุข ระดับปัญญาและจิตวิญญาณคุณจะยกขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้สอนคุณได้จากการเรียนในระบบ ไม่ได้สอนคุณได้จากการอ่านตำรา แต่คุณต้องลงมือทำ

ถ้าให้ทบทวน คุณคิดว่าเรื่องกล้าหาญที่สุดที่คุณเคยทำในชีวิตคือเรื่องไหน

เรื่องกล้าหาญของผมมันไม่ใช่การขี่มอร์เตอร์ไซค์รอบโลกหรือไปปีนเขาเอเวอเรสต์ คือผมไม่ได้เป็นพวกผจญภัยแบบนั้น แต่ผมว่าในวิชาชีพของพวกเรา เราเป็นสื่อสารมวลชน ผมตั้งคำถามว่า สื่อสารมวลชนมันไปไกลที่สุดได้แค่ไหน เราใช้เสรีภาพที่ถูกกฎหมายไปไกลที่สุดได้แค่ไหน เราทำหน้าที่เต็มที่ของเราในฐานะสื่อมวลชนโดย without fear or favor แบบที่เป็นสโลแกนกัน เราทำได้แค่ไหน

ผมว่าช่วงที่ผมทำรายการ ตอบโจทย์ประเทศไทย ผมใช้ความกล้าหาญเต็มที่เท่าที่สื่อมวลชนในประเทศนี้จะทำได้แล้ว มันเหมือนปีนเขาเอเวอเรสต์นะ ไม่ตกลงมาตายได้นี่เก่งมากแล้ว แล้วก็ยังมีชนักติดหลัง มีอะไรพะรุงพะรังเต็มไปหมด ซึ่งมันพร้อมที่จะกลับมาหาเราได้เสมอ นี่ไม่ใช่การปีนเขาเอเวอเรสต์จริงๆ แต่มันคือเอเวอเรสต์แห่งวิชาชีพ จะป่วยการอะไรถ้าคุณไปปีนเขาเอเวอเรสต์แต่ในวิชาชีพคุณไม่ทำหน้าที่ของคุณ คุณไม่ปีนเอเวอเรสต์ในวิชาชีพของคุณ ซึ่งผมขึ้นเอเวอเรสต์ของวิชาชีพผมไปแล้ว ผมเลยไม่ติดค้างไง

การที่คุณเลือกหลักการคุณต้องทิ้งอะไรเยอะมาก ผมยอมทิ้งรายการ ทิ้งโอกาสในการทำมาหากิน ทิ้งชื่อเสียง ทิ้งอะไรเต็มไปหมด คนที่อยู่จุดนั้นผมว่าน้อยคนมากที่จะอยากทิ้ง ผมรู้ว่าอาจจะไม่ได้กลับมาทำรายการเหมือนเดิมอีก แต่ในจุดนั้นผมเป็นคนเลือกเอง เลือกที่จะหยุด เพื่อบอกว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่ถูก มันผิดทั้งจริยธรรมผิดทั้งกฎหมาย ถ้าคุณยืนยันว่าถูก ผมก็จะยืนยันว่าคุณไม่ถูก คนเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าเขาถอดรายการ แต่ความจริงคือผมไม่กลับไปทำรายการต่อ เพราะคุณทำผิดต่อหลักการสูงสุดของวิชาชีพ

อย่างที่คุณบอกว่าทุกวันนี้ยังมีชนักติดหลัง ชีวิตเดือดร้อน แบบนี้มันกลายเป็นว่าความกล้าหาญมันกลับมาทำร้ายคุณหรือเปล่า

มันก็เหมือนเวลาคุณทำเรื่องยิ่งใหญ่ทั้งหลาย มันมีความเสี่ยงที่ตามมา ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เรียกว่าความกล้าหาญสิ ถ้าทำเสร็จไม่มีความเสี่ยงเลยก็เรียกความธรรมดาสามัญ อันนั้นเขาเรียกว่าไปเดินดอยอินทนนท์ นั่งรถขึ้นถึงข้างบนกินกาแฟแก้วแล้วเลี้ยวกลับ แต่เอเวอเรสต์มันเต็มไปด้วยอันตราย ขวากหนาม และบาดแผล กลับมาบางคนก็นิ้วขาด บางคนก็ตาบอด มันต้องมีบาดแผล อันนั้นก็คือบาดแผลที่ผมพร้อมจะจ่าย เราไม่ได้หน่อมแน้มถึงขนาดคิดว่าไปแล้วมันจะไม่ต้องจ่ายอะไรเลย เหมือนคนที่ไปเอเวอเรสต์พร้อมจะเอาชีวิตไปเดิมพันเพื่อจะขึ้นไปถึงยอดสุด ผมก็พร้อมที่จะเอาวิชาชีพของผมเป็นเดิมพันเพื่อผมจะบอกว่าประเทศเราไปถึงยอดสุดของวิชาชีพได้นะ เพียงแต่คุณไม่ไปกันเอง ผมก็พาไปให้ดู

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

ราคาที่ต้องจ่ายมันดูแพง คุณได้อะไรกลับมาบ้าง กำไรหรือขาดทุน

ผลตอบแทนมันมีสองแบบ ขึ้นอยู่กับคุณประเมินมนุษย์ยังไง ถ้าคุณมองผลตอบแทนภายนอก คุณก็จะเห็นชื่อเสียง เงินทอง ซึ่งอันนั้นคงจะขาดทุน แต่ถ้าคุณมองผลตอบแทนภายใน ในทางจิตวิญญาณ ในทางปัญญา คุณจะเติบโตขึ้น มันไม่มีความเติบโตภายนอกที่เมื่อคุณโตสูงขึ้นแล้วคุณจะเติบโตภายในไปพร้อมกันด้วย ถ้าคุณต้องการเติบโตภายใน บางครั้งคุณต้องละทิ้งอะไรบางอย่างภายนอกใช่ไหม ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน ผมเป็นพวก Value Investor คือคุณค่าภายใน ถ้าผมรู้สึกว่าผมมีความสุข ผมเติบโตภายใน ผมยินดีทิ้งพวกข้างนอกไป ผมไม่ค่อยแคร์มันเท่าไหร่ ผมรู้จักตัวเองดีว่าผมเป็นคนประเภทไหน

เหตุการณ์นั้นมันทำให้เราเติบโตขึ้น มันทำให้เราเห็นชีวิต เห็นผู้คน เวลาคุณลงเขามาในสภาพที่มีบาดแผล คุณจะเห็นชีวิตมนุษย์เยอะเลย คุณจะรู้จักมนุษย์ดีขึ้น ในภาวะวิกฤตของชีวิตคุณจะเข้าใจมนุษย์ดีขึ้น อาจจะเล่าให้ฟังละเอียดไม่ได้ มันเป็นเรื่องประสบการณ์ส่วนตัว แต่ในภาวะที่คุณอยู่ในช่วงวิกฤต คุณจะเห็นว่าคนแต่ละคนเป็นยังไง เราเห็นประสบการณ์ที่ไม่มีใครสอนเราได้ แล้วคุณจะอ่านหนังสือปรัชญาสนุกขึ้น ผมอ่านหนังสือปรัชญา พวกจวงจื่อ ขงจื่อ เมิ่งจื่อ แล้วก็เหลาจื่อ ซึ่งถ้าผมไม่ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาขนาดนี้ ผมอ่านหนังสือเหล่านี้ไม่ซาบซึ้ง คืออาจจะอ่านเข้าใจ แต่มันไม่ซาบซึ้ง มันต้องเป็นนักรบที่ผ่านสมรภูมิ จึงรู้ว่าสนามรบเป็นยังไง คุณอ่านนิยายกำลังภายในคุณก็ได้แต่บอกว่าสำนวนโกเล้งดี กิมย้งดี หวงอี้ดี แต่คุณไม่เคยลงไปรบในสมรภูมิคุณจะเห็นอะไร ปรัชญามันเป็นเรื่องของสมรภูมิของมนุษย์ คุณจะเข้าใจมนุษย์ต่อเมื่อคุณเข้าไปในสมรภูมิ

ปกติคุณเป็นคนครุ่นคิดถึงอดีตไหม ทุกวันนี้ยังนึกเสียดายหรือภาคภูมิใจกับมันบ้างไหม

ไม่ค่อยคิด ผมเป็นคนที่ทิ้งอดีตเร็วมาก ผมไม่ได้เป็นคนยึดมั่นถือมั่น ผมมีความเชี่ยวชาญในการเลิกกิจการมามาก ฉะนั้น ผมเลยรู้สึกว่าการเลิกเป็นเรื่องปกติ ผมไม่ค่อยเจ็บปวดกับการเลิก ผมทำนิตยสาร open มา 52 เล่ม ผมก็เลิก ผมรู้สึกว่ามันฝึกการเลิกได้ดีมากจริงๆ ทำไม่ไหวหรือเงื่อนไขมันไม่ให้ทำผมก็เลิก ผมมีวิสัยทัศน์มาก ผมเลิกก่อนชาวบ้านเขาหมดเลย นิตยสารทุกวันนี้เลิกตามผมทั้งนั้นเลยนะ (หัวเราะ)

เลิกแล้วผมก็ไปต่อ ผมไม่คร่ำครวญ ผมเบื่อการคุยเรื่องอดีตมาก ผมลืมแล้วผมก็ไปคิดอะไรใหม่ หนังสือเก่าผมยังไม่ค่อยอยากรีพรินต์เลย ผมอยากเขียนอะไรไปข้างหน้าเรื่อยๆ ผมมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน แล้วก็ใคร่ครวญว่าอนาคตมนุษยชาติจะไปยังไง ตัวเราควรจะอยู่ยังไง ผมอยู่กับอดีตน้อยมาก เพราะว่าผมฝึกตัวเองหรือถูกฝึกมาว่าถ้าคุณจะไปสู่อนาคตได้ ปัจจัยข้อแรกแบบที่ผมมักจะเทศนาคนอื่นก็คือ คุณต้องทิ้งอดีต ถ้าตัวเราไม่ทิ้งอดีตแล้วไปเทศน์คนอื่น คุณจะเป็นพระที่อาบัติมาก

ที่ อุดม แต้พานิช บอกว่าคุณเป็น ‘ปราชญ์แห่งยุค 4.0’ คุณยอมรับไหม

ผมไม่รับหรอก ผมก็บอกเขาว่า ‘อุดม ปราชญ์มันเป็นคำที่ใหญ่ไป’ คือปราชญ์มันเป็นคำที่ใหญ่มาก แต่เนื่องจากผมเห็นว่ามันมี 4.0 อยู่ ผมเลยจะขอเอามาใช้ คือผมไม่ได้ยอมรับคำว่าปราชญ์ ปราชญ์มันไกลจากนิยามตัวผมมาก ผมเป็นแค่ยุวชนน้อยๆ แต่ผมอยากจะแซะ เพราะว่าอุดมเขียนด้วยอารมณ์ขัน มีทั้งความเป็นปราชญ์และก็มีความเป็น 4.0 มันมีความแซะอยู่ในนั้น คุณฟังแล้วคุณจะตั้งคำถามว่านี่มึงปราชญ์จริงหรือเปล่าวะ แล้วมันยังมีไอ้ 4.0 อีก

แล้วปราชญ์ในนิยามของคุณเป็นยังไง

นี่ ปราชญ์คืออย่างนี้ (หยิบหนังสือชีวประวัติ Leonardo Da Vinci ของ Walter Isaacson ออกมา) ถ้าเรายังไปไม่ถึงขนาดนี้อย่าได้ไปบังอาจเรียกตัวเองว่าเป็นปราชญ์ เรียกว่ากบไปก่อนแล้วกัน อีกไกล คือเรานี่กระจอกมากจริงๆ เมื่อเทียบกับภูมิปัญญาในระดับโลก อย่างเรานี่อวยกันเอง ให้รู้ว่าเพื่อนฝูงเล่นกับเราด้วยความสนุก อย่าไปคิดว่ามันเป็นจริง เดี๋ยวจะบ้าไปกันหมด

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

หนังสือแทบทุกเล่มของคุณจะมีทั้งการอ้างอิงนักคิดนักปราชญ์จากทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก มีทั้งปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ ทั้งขงจื่อ จริงๆ แล้วคุณเชื่อในหลักคิดของฝั่งไหนกันแน่

พอคุณเรียนไปเรื่อยๆ หรือว่าคุณศึกษาไปเรื่อยๆ มันเรื่องเดียวกันทั้งหมด ภูมิศาสตร์ไม่ใช่เครื่องแบ่งความรู้ ผมเชื่อว่าโลกมันกลม เมื่อโลกมันกลมมันไม่มีหรอกทิศน่ะ ทิศเป็นเรื่องสมมติ ตะวันตกตะวันออกมันไม่มีอยู่จริง มันคือปัญญาที่มันกลม แล้วถ้าเราอ่านไปเรื่อยๆ เราจะรู้สึกว่าปัญญามันเชื่อมถึงกันหมด ไม่มีตะวันตก ไม่มีตะวันออก ความรู้มันวิ่งถึงกัน บางเรื่องผมเลยพยายามอธิบายให้ฟังทั้งมุมมองตะวันตกและตะวันออกเพื่อให้คุณเห็นว่า ถึงที่สุดเขาพูดเรื่องเดียวกัน

มนุษย์ไม่เปลี่ยน หมายความว่าอยู่มากี่พันปีเราก็ครุ่นคิดอยู่ไม่กี่เรื่อง ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำยังไงให้ตัวเองมีความสุข พูดแบบพุทธก็คือทำยังไงให้ตัวเองพ้นทุกข์ ไปสู่การหลุดพ้นจากพันธนาการทางโลกทั้งหมด ระหว่างนั้นอาจจะเป็นช่วงระหว่างการทำยังไงให้ตัวเองรวย แต่รวยเสร็จแล้วยังไงต่อ ถ้าดูแพตเทิร์นของพวกเศรษฐีฝั่งตะวันตก พอรวยเสร็จมันก็กลับมาสู่คำถามใหญ่ของชีวิตกันหมดว่า ความสุขคืออะไร พวกบิล เกตส์, วอร์เรน บัฟเฟตต์, แจ็ค หม่า, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก พอเริ่มรวยเสร็จก็กลับมาพูดเรื่องเดิมก็คือรากฐานของชีวิต แล้วถามว่าสิ่งที่พวกนี้ถามในปัจจุบันกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าถามหรือพวกพราหมณ์ถามในอดีตมันต่างกันตรงไหนเหรอ มันก็ถามคำถามเดิม คำถามไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ

ที่เรายังถามคำถามเดิมเพราะมนุษย์เรายังหาคำตอบไม่เคยได้หรือเปล่า

พระพุทธเจ้าหาเจอไปแล้วไง (หัวเราะ) ใช่ไหม แต่เรายังหาไม่เจอ เพราะมันเป็นเรื่องปัจเจก ต่อให้พระพุทธเจ้าบอกเคล็ดลับวิชาทั้งหมดให้คุณแล้ว สติปัฏฐาน 4 มรรค 8 บอกทุกอย่างหมดแล้วยังทำไม่ได้เลย ขนาดเขียนตั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ แจกแจงอย่างละเอียดยิ่งกว่าหนังสือที่พวกเราเขียนอีก ไม่เห็นมีใครตรัสรู้ได้เลย ผมถึงบอกว่าหลักการมันมีอยู่หมดแหละ แต่มึงไม่กระโดดลงน้ำไปไง ไม่อย่างนั้นเราก็ตรัสรู้ได้หมดแล้ว

ขงจื่อบอกว่า อายุ 40 เราจะไม่ลังเลสงสัยว่าชีวิตคืออะไร ตอนนี้คุณอายุ 47 แล้ว ที่ขงจื่อว่าอย่างนั้นเป็นความจริงไหม

ขงจื่อบอกว่า 40 ไม่ลังเลสงสัย 50 จึงทราบลิขิตฟ้า คือผมไม่ได้ 40 เป๊ะแล้วเริ่มไม่ลังเลสงสัย แต่พออายุสี่สิบกว่าๆ ค่อนมาทางสี่สิบปลายๆ มีวันหนึ่งผมนึกถึงคำของขงจื่อขึ้นมา แล้วผมก็ อ๋อ ขงจื่อคิดประมาณนี้ ผมอาจจะรู้สึกช้ากว่าขงจื่อ แต่ผมพอทราบเลาๆ แล้วว่าชีวิตมันประมาณนี้ ต้องใช้ชีวิตประมาณนี้

ถ้าคุณได้ทำสิ่งที่คุณควรทำในวัยก่อน 40 อย่างที่ผมว่าไปทั้งหมด พอมาถึง 40 ความลังเลสงสัยจะหมดไป หรือมันจะเหลือน้อยมาก เราจะใช้ชีวิตชัดเจนมาก เพราะว่าเราไม่ลังเล เรารู้ว่าชีวิตเราคืออะไร เราจะทำอะไร ทำอย่างไร ทำกับใคร แล้วเมื่อไหร่ควรทำ เมื่อไหร่ควรหยุด

แล้วคุณค้นพบว่าชีวิตคืออะไร

ถ้าวันหนึ่งเราเติบโตขึ้นมา เราจะรู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมาก เดี๋ยวเราก็จากไปแล้ว อย่าไปหมกหมุ่นเรื่องตัวเองมาก มองโลกมาจากดวงจันทร์บ้าง จะเห็นว่าตัวมึงกูยังไม่เห็นเลย เราเป็นแค่โปรโตซัวที่เล็กเหลือเกิน วันหนึ่งเราจะปลงได้มากขึ้น ไอ้อีโก้มันไม่หายไปหรอก จนกว่าเราจะทำตามสูตรพระพุทธเจ้าได้ แต่เราควรจะเตือนตัวเองได้ว่า เฮ้ย เราไม่ได้มีอะไรมากนะ ชีวิตเราสั้นมาก

พออายุเท่าผมคุณจะรู้ว่าอายุขนาดนี้มันเหลือเวลาไม่กี่ปีแล้วที่จะทำงานได้ นี่หมายความว่าถ้าคุณอยู่รอดปลอดภัยนะ สมมติปีหน้าผมอายุ 48 ผมเหลือ 12 ปีที่จะทำงานได้จนถึงอายุ 60 ผมจะใช้ 12 ปี ไปกับการทำอะไร ทำเรื่องโง่เขลาเบาปัญญา รถติดอยู่ในกรุงเทพฯ เหรอ ไม่เอาแล้วแหละ ผมต้องเปลี่ยนแล้ว ผมไม่อยากใช้เวลา 12 ปี ไปกับรถติดในกรุงเทพฯ

คุณพูดเหมือนเห็นชีวิตตัวเองในอีก 12 ปีข้างหน้าชัดมาก

เห็น แต่ไม่รู้มันจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

ภาพที่เห็นเป็นยังไง

ผมอยู่ชนบท เขียนหนังสือ ใช้ชีวิตเท่าที่อยากใช้ ไม่ได้เห็นตัวเองเป็นเศรษฐี เห็นตัวเองเป็นนักพรต (หัวเราะ) อยู่ในชนบท ง่ายๆ ไม่ได้มีความทะเยอทะยานทางธุรกิจ ผมเดินทาง ผมขึ้นเขา ผมอยู่กับธรรมชาติ นั่นคือภาพที่ผมเห็นตัวเอง แล้วผมก็จะไปเป็นแบบที่ผมเห็น

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

รู้สึกว่าตัวเองฝันเล็กเกินไปไหมเมื่อเทียบกับศักยภาพที่มี คือถ้าหวังรวยคุณก็อาจจะทำได้

มันเลยทำให้เรามีความสุขไง (หัวเราะ) ก็ความปรารถนาเราแค่นั้น เราจะไปทำสิ่งที่เราไม่ปรารถนาทำไม คุณจะให้ผมเป็นเศรษฐีทำไมในเมื่อผมไม่ได้ใช้เงินแบบเศรษฐี เงินสำคัญ แต่ว่าสำคัญเท่าที่เราให้ความสำคัญกับมัน คนอย่างพวกเรา อาชีพอย่างพวกเรา ดำเนินชีวิตอย่างพวกเรา อย่าว่าแต่ร้อยล้านเลย มีเงินสักสิบยี่สิบล้านก็ใช้ไม่หมดแล้ว จริงไหม ผมกินอยู่แค่นี้ ผมก็อยู่แค่นี้ ง่ายๆ

ทุกวันนี้คุณยังตื่นเต้นกับอะไรใหม่ๆ บ้างไหม ตื่นเต้นกับ iPhone X หรือเปล่า

ไม่ตื่นเต้นกับเรื่องพวกนั้นแล้ว ผมก็ถามตัวเองนะ แล้วกูยังเหลืออะไรตื่นเต้นอีก ไอ้พวกวัสดุออกใหม่ทั้งหลายไม่ตื่นเต้นเลย ตอนนี้ผมใช้ไอโฟน 6 ไอแพดยังเป็นรุ่นแรก ความตื่นเต้นกับเรื่องอะไรใหม่ๆ มันน้อยลงไป เป็นไปตามวัยและวุฒิภาวะ ไม่ได้รู้สึกว่าใจมันเต้นแรงๆ กับอะไรมานานแล้ว

มันน่าเศร้ามั้ย สูญเสียความตื่นเต้นต่อสิ่งต่างๆ

มันไม่น่าเศร้า มันสบายดี หัวใจไม่ต้องเต้นเร็วมาก มันก็เป็นไปตามอายุ เราไม่ได้ต้องการความตื่นเต้นแบบนั้นแล้ว วันหนึ่งคุณจะเข้าใจ 40 ไม่ลังเลสงสัยแบบที่ว่ามานั่นแหละ

ไม่ตื่นเต้นกับสิ่งต่างๆ แต่ไม่ได้สูญเสียแพสชันใช่มั้ย

โอ้โห สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้เต็มไปด้วยแพสชัน แพสชันไม่ได้หาย ผมว่าผมมีแพสชันกับงานที่ผมทำนะ ผมมีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะทำงานให้มันดี แต่ว่ามันไม่ต้องทำด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ หนังสือตัวเองออกก็ไม่ตื่นเต้น ความตื่นเต้นกับชีวิตมันจะน้อยลง ดูหนังโป๊ยังไม่ตื่นเต้นเลย

เราสูญเสียความตื่นเต้นแล้วเราได้อะไรแทนกลับมา

ศานติสุข อยู่แล้วมันสงบ พระพุทธเจ้าบอกว่า ความสุขเสมอด้วยศานติไม่มี นี่แหละ เราได้สิ่งนี้กลับมา เมื่อไหร่ตื่นเต้นมันก็ไม่ศานติไง

เห็นไหม ผมอยู่บ้านสงบๆ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ชงชากินที่บ้าน เงียบ ไม่วุ่นวาย ผมพยายามทำบ้านตัวเองให้ดี ให้ผมรู้สึกว่าผมอยู่แล้วสบายตัวที่สุด ออกไปข้างนอกเท่าที่จำเป็นต้องออก เพราะกรุงเทพฯ มันไม่ได้น่าอยู่ ไอ้ที่ผมเคยตื่นเต้นอยากมา ตอนนี้ตื่นเต้นอยากหนี ซึ่งเร็วๆ นี้ผมก็คงวางแผนที่จะออกจากกรุงเทพฯ เพราะอาชีพอย่างผมเลือกได้ไง เราทำงานที่ไหนก็ได้ แล้วทำไมต้องเอาบ้านมาวางอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เลือกสิ่งแวดล้อมที่มันสวยสิ อายุปูนนี้ เราควรได้อยู่ในสวนที่สวย มีธรรมชาติที่สงบ มีภูเขาที่เรามองเห็น มีวัดที่ไปปฏิบัติธรรมได้ เวลาตายก็ขุดหลุมใต้ต้นไม้แล้วถีบลงไปเอาดินกลบ

คุณมองเห็นอนาคตของตัวเองค่อนข้างชัด แล้วคุณพอมองเห็นอนาคตของประเทศเราบ้างไหม

ประเทศเราอยู่บนจุดที่เป็นทางแยก เราอยู่ในจุดที่มีโอกาสจะพลิกประเทศไปสู่จุดที่ก้าวหน้ามากๆ ก็ได้ ถ้าเราสามารถจัดการอนาคต แล้วยุติความขัดแย้งในประเทศ รวมพลังของประเทศให้เข้าสู่ยุคใหม่ได้ แต่เราก็อยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงว่าเราจะไม่สามารถพลิกไปทางนั้น แล้วประเทศเราจะเดินไปอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นทางตรงกันข้าม เราอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดที่จะตัดสินอนาคตของประเทศ ซึ่งมันไม่มีใครพยากรณ์ได้ มันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่เราเป็นคนใส่เข้าไปในสังคมในช่วงเวลาต่อจากนี้ อาจจะ 3 ปี 5 ปี ว่าคุณใส่อะไรเข้าไปในสังคม ภาวะผู้นำเป็นยังไง การเมือง เศรษฐกิจเป็นยังไง ไอ้สิ่งที่เราจะใส่เข้าไปในสังคมมันจะกำหนดอนาคตของสังคม ซึ่งตอนนี้ผมเชื่อว่าไม่มีใครรู้ว่าสังคมจะเป็นยังไง นักพยากรณ์ที่เก่งที่สุดก็พยากรณ์ไม่ได้ว่าประเทศไทยจะเป็นยังไง ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำยังไงกับมันในตอนนี้

ใน Past ผมถึงเขียนว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัย แต่ยุคสมัยก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างของเรา ผมเลยพยายามบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราต้องสร้างมัน เราอยากจะเป็นยังไงเราต้องยอมลงมือที่จะสร้างอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้ยุคสมัยลากพาไปสู่หายนะ เราอยู่ในจุดที่จะรวมพลังกันแล้วเปลี่ยนสังคมไปในทางที่ดีได้ เราไม่ควรสิ้นหวังกับมัน ไม่อย่างนั้นสังคมทั้งหมดจะเดินไปสู่อีกทางหนึ่ง เราอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ อยู่ตรงสี่แยก จะไปทางไหนก็ได้ จะตรงไปข้างหน้า เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็ได้ หรือคุณจะเดินถอยหลังกลับก็ได้ แต่อย่าถอยนานนัก เสร็จแล้วคุณต้องเดินไปที่จุดตัดใหม่แล้วคุณต้องเลือกว่าคุณจะพาอนาคตประเทศไปทางไหน

แล้วถามว่าใครมีพลังที่จะทำเรื่องเหล่านี้ ผมก็เลยบอกว่าผมต้องคุยกับคนรุ่นใหม่ เพราะผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่จะลากสังคมไปต่อได้ แล้วผมต้องไปอาศัยอยู่ในสังคมที่คนรุ่นใหม่สร้าง คนรุ่นผมจะแก่ลง ถ้าผมไม่ให้กำลังใจ ไม่ให้ความหวัง ไม่สนับสนุนคนรุ่นใหม่ แล้วผมจะอยู่ในสังคมที่พังทลายได้อย่างไร นี่คือหน้าที่ของปัญญาชน หน้าที่ของนักคิดนักเขียน หน้าที่ของทุกคนที่ต้องโอบอุ้มคนรุ่นใหม่แล้วนำพาสังคมไป ทำยังไงที่เราจะทำให้คนรุ่นหลังมีความกล้าหาญที่จะฝ่าสี่แยกนี้ไป แล้วทำประเทศให้มีอนาคต ผมว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของประเทศตอนนี้

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

คุณพูดถึงความกล้าหาญบ่อยๆ คุณกลัวอะไรบ้างไหมในชีวิต

(นิ่งคิดนาน) กำลังคิดอยู่ว่าเรากลัวอะไร มันมีเยอะนะ แต่บอกไม่ได้ว่าเรากลัวสิ่งเหล่านี้เหมือนดาราที่เขากลัวสับปะรด ผมก็มีความกลัวเหมือนคนทั่วไปแหละ มันเป็นความกลัวมาตรฐาน อย่างเช่นความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่กระแทกเราแรงๆ ผมก็กลัว

คือมีความกลัวเหมือนกัน

กลัว เป็นธรรมดา กลัวความเปลี่ยนแปลงรุนแรงเกิดขึ้น มีคดีความก็กลัว แต่ว่าเราข้ามมันได้ไง คือเราผ่านความกลัวมาแล้วเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน แต่ถามว่ากลัวมั้ย กลัว กังวล เราคือมนุษย์ปกติ ผมไม่ได้เป็นข้อยกเว้น ผมกลัวมาตรฐานของสิ่งที่ทุกคนกลัว แต่ไม่ได้กลัวมากขนาดที่ทำอะไรไม่ได้ ผมรู้สึกว่าอายุปูนนี้เรารับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงได้ รับมือกับความกลัวได้ดี เพราะถึงที่สุดความกลัวมันก็คือความกลัว ยังไงเราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน เหมือนการตั้งคำถามกับหลายเรื่อง ในที่สุดคุณก็ต้องกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ แล้ววันหนึ่งเมื่อข้ามไปเราจะมั่นคง

ความมั่นคงไม่ใช่ไม่มีความกลัว แต่เราก้าวข้ามความกลัวไปได้ต่างหาก เรารู้ว่าเราจะดีลกับมันยังไงในจุดที่เรากลัวมากที่สุด แล้วเราผ่านมันมาได้ยังไง ซึ่งคนไม่มีประสบการณ์ไม่มีทางเข้าใจ คุณไม่มีทางเข้าใจสงครามการต่อสู้ภายใน พอดีผมผ่านเรื่องพวกนี้มาภายในไง ภายนอกอาจจะดูผมเฉยๆ เพราะผมสู้กับมันมาแล้วข้างใน

แล้วในวัยนี้คุณเริ่มกลัวความตายบ้างไหม

ไม่ได้กลัวความตายมาก แต่ว่ามันพูดอย่างนั้นไม่ได้หรอก เพราะเราไม่เคยเผชิญความตายจริงๆ เหมือนมึงยังไม่เข้าสู่สงครามก็ปากดีไป แต่ว่าถ้าโดยจินตนาการมันเหมือนเราไม่ได้กลัวมาก แค่เรายังมีความอาลัยอาวรณ์ในชีวิตอยู่

คือพูดว่าไม่กลัวมันก็อาจจะไม่จริง เพราะเรื่องพวกนี้มันสมมติไม่ได้ คุณตอบด้วยจินตนาการไม่ได้ จนกว่าความตายจะมาคุกคามผม สมมติพรุ่งนี้หมอบอกว่าผมเป็นมะเร็ง อีก 3 วันจะตาย ผมอาจจะซีดเลยก็ได้ ไอ้ที่เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่กลัว วันรุ่งขึ้นอาจจะผมหงอกเลยมึง อายเขาเปล่าๆ แต่มันไม่ได้ถึงขนาดวิตกกังวลเรื่องความตายมาก เราก็เตรียมตัวตายอยู่ประมาณหนึ่ง เมื่อมันมาถึงผมอาจจะกลัว แต่เราจะดีลกับความกลัวขั้นสูงสุดนี้ยังไงต่างหาก

มีสัจธรรมข้อไหนบ้างไหมที่เพิ่งมาค้นพบแล้วคิดว่าถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่วัยหนุ่มคงดี

มันไม่มีทางหรอก หมายความว่าถ้าคุณรู้อย่างนี้มันไม่เรียกว่าวัยหนุ่มแล้ว วัยหนุ่มมันเป็นความสนุกของความไม่รู้แล้วเอาชีวิตรอดมาได้ มันจึงควรรู้เมื่อควรรู้ เมื่อไม่ควรรู้พระเจ้าเขาก็ไม่ได้ให้คุณรู้หรอก คุณไม่มีทางเข้าใจความแก่จนกระทั่งคุณแก่ คุณไม่มีทางเข้าใจความทุกข์จนกระทั่งคุณเจอความทุกข์ ฉะนั้น ถ้าคุณไม่มีความทุกข์ คุณไม่มีความแก่ คุณก็ไม่มีทางไปสู่ปัญญาที่มันสูงขึ้น ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ตอน 8 ขวบสิ แต่เราต้องผ่านความทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ มาพอสมควรถึงได้รู้สึกว่า เฮ้ย ชีวิตมันไม่ต้องเป็นแบบนั้นก็ได้นี่หว่า

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load