อารัมภบทเป็นส่วนเกินของบทความทันที

เมื่อรู้ว่าวันนี้มีนัดหมายพูดคุยและเยี่ยมชมสตูดิโอของ ติ๊ก-สันติ ลอรัชวี หรือ ‘อาจารย์ติ๊ก’ ของเหล่านักเรียนออกแบบ บิ๊กเนมในวงการกราฟิกดีไซเนอร์และวงการศิลปะของไทย ผู้มีผลงานให้เราได้ทึ่งอยู่เสมอ

บางคนรู้จักสันติในฐานะนักออกแบบกราฟิก ผ่านปกหนังสือ Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, สิทธารถะ เวอร์ชันแปลไทยโดย สดใส ขันติวรพงศ์ ฉบับ Book Lover Edition และโดยเฉพาะโปรเจกต์ ‘ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer™)’ กิจกรรมของกลุ่มวิชาชีพที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย

บางคนรู้จักสันติในฐานะศิลปิน ผ่านนิทรรศการ Yes, I am not. (2008), เข้านอกออกใน-อุโมงค์คำว่า “กรุงเทพ” ที่มุดลอดเดินวนเล่นได้อย่างสนุกสนานในงานศิลปวัฒนธรรม “บางกอก…กล๊วย…กล้วย!!” (2009), หรือจากแถวหนังสือหนาเกือบเมตร มีรูเจาะตรงกลาง ในนิทรรศการสถานพักตากอากาศ (2013)

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

หลายคนรู้จักสันติทั้งสองเวอร์ชัน

น้อยคนรู้ว่า ในฐานะศิลปิน ผลงานของเขาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาล้วนมีแม่ผู้ให้กำเนิดคนเดียวกัน

ความทรงจำ-เขาหยิบออกมาใช้อย่างปู้ยี่ปู้ยำจนความรู้สึกตีกันพัลวันพัลเกไปหมด ไม่นานมานี้จึงตกตะกอนได้ว่า ถึงเวลาสังคายนาพวกมันให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อตัวเองมากที่สุด

นิทรรศการ MemOyuU การสับยำความทรงจำแล้วแปลงโฉมเป็นรูปธรรมที่น่ารักจึงถือกำเนิดขึ้นใน CASE Space Revolution แกลเลอรี่ไซส์จิ๋วย่านเจริญกรุง

และนั่นเป็นที่มาของบทสนทนากับสันติโดยสันติวิธีในวันนี้

00 สันติสตู

ตรงหน้าเราคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กเกินกว่าจะใช้งาน แต่ก็ไม่ใหญ่พอเข้าข่ายสตูดิโอทำงานศิลปะขนาดทั่วไปเท่าที่เคยสัมผัสมา แถมไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำงานศิลปะเลยสักชิ้นเดียว (หากไม่นับว่าคอมพิวเตอร์ก็ใช้งานได้มีประสิทธิภาพไม่แพ้พู่กันและผืนผ้าใบ) 

ชั้นวางของเบื้องหลังโต๊ะทำงานกินพื้นที่ผนังด้านในสุดของห้องไปอย่างละโมบ เหล่าหนังสือทั้งไทยและเทศนอนเกลื่อนกล่นเรียงรายเต็มทุกชั้น ทิ้งจังหวะตรงกึ่งกลางระหว่างความมีระเบียบและคู่ตรงข้าม มีชีวิตชีวาจากโมเดลตัวการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน ส่วนใหญ่นอนแอ้งแม้งเต็มชั้นด้านข้าง ส่วนน้อยกระจายตัวทั่วทั้งห้อง

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของ สันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

อีกฟากมีโซฟาขนาดกะทัดรัด เพียงตาสัมผัสก็รู้ว่านุ่มฟู ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน

นอกหน้าต่างคือท้องฟ้าสีเทาครึ้ม 

“อีกไม่นานจะปล่อยฝนลงมา” เหล่าเมฆกระซิบว่าอย่างนั้น

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

01 สันตินิยาม

เรานั่งฝั่งตรงข้ามกับสันติ

“ตอนนี้อาจารย์เรียกตัวเองว่าเป็นอะไร” เราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่น่าจะยากข้อหนึ่งสำหรับมนุษย์ไฮเปอร์ผู้ทำอะไรหลากหลายไปหมด

“ทุกอาชีพมีพื้นฐานคล้ายกันหมด เพียงแต่ธรรมเนียมและแพลตฟอร์มนั้นต่างกัน สมัยก่อนเส้นแบ่งกิจกรรมของมนุษย์มันเลือนมาตลอด การศึกษาและอาชีพในระบบสายพานแยกพวกมันให้ขาดจากกัน คนในศตวรรษนี้จึงตื่นเต้นกับคำว่าสหวิทยาการไงอีกอย่าง มนุษย์มีแนวโน้มที่จะสรุปและแท็กทุกสิ่งรอบตัว โดยเก็บไว้เพียงหนึ่งเสมอ คำถามนี้เลยถูกถามอยู่ตลอด 

“ถ้าให้ผมเก็บตัวเองเหลือหนึ่ง ผมก็ขอเก็บนักออกแบบไว้ ด้วยอาชีพและวิธีคิด เพราะยังไม่เข้าใจและยังไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคำว่าศิลปิน ผมมองคำนี้เป็นสถานะมากกว่าอาชีพด้วยซ้ำ เหมือนเราไปยืนดูเชฟเก่งๆ ทำกับข้าว เล่นกับไฟกับกระทะ แล้วมองว่ามันโคตรอาร์ตเลย เขาก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปินสักหน่อย

“ใครจะมองผมเป็นศิลปินก็ไม่ติดขัด จะไม่แก้ไขและไปนั่งเถียงด้วย เพราะแต่ละคนรู้จักเราจากมุมมองต่างกัน และถ้าบางคนมองตัวเองเป็นศิลปินก็ไม่ผิดอะไรนะ”

นี่คือสันตินิยาม

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

02 ผมต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก

สันติเป็นนักเรียนออกแบบที่ไม่เหมือนใคร

เขาไม่ได้สะสมทักษะทางศิลปะขั้นพื้นฐานมาแต่ต้น เข้ามาเรียนดีไซน์ด้วยเงื่อนไขว่าต้องเอนทรานซ์ให้ติดโดยไม่อ่านหนังสือเพิ่ม และขอแค่ไม่ขายหน้าญาติพี่น้องเป็นพอ

ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกส่งสันติไปยังปัตตานี คำรบหนึ่งปีถ้วนจึงย้ายกลับมายังมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดิมทีตั้งใจจะเรียนคณะนิเทศศาสตร์ แต่ครั้นกวาดสายตาไปเจอสาขานิเทศศิลป์ ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ จึงเปลี่ยนใจ ลากมือลงมากาสาขานี้

“ผมไม่ได้มีพื้นฐานที่ดี พอมาเจอวิชาทักษะจึงต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก มาหายใจหายคอได้ตอนเรียนวิชาดีไซน์ปีสอง เพราะเริ่มรู้จักวิธีทำงานโดยไม่ต้องวาดรูป และอาจารย์ให้ความสำคัญแก่เรื่องแนวคิดมากขึ้น

“ผมพยายามลับเหลี่ยมลับคมอย่างเข้มข้น แน่วแน่ว่าจะเอาตัวรอดด้วยคอนเซปต์ให้ได้ ปกติเป็นคนชอบคิดอยู่แล้ว แต่ก่อนข้ามไปคิดว่าจะทำอะไร ผมย้อนกลับมาคิดว่าต้องคิดอย่างไรก่อน ทักษะเรามีจำกัด ต่อให้คิดจะทำก็ทำไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ) เรามีแค่สาม พยายามให้ตายก็ได้แค่เจ็ด ขณะที่เพื่อนมีเจ็ดอยู่แล้ว พยายามนิดหน่อยก็ได้สิบ ถ้าสู้ทางตรงไม่มีวันชนะแน่นอน

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

“งานผมเลยไม่ได้มีอะไรเยอะแยะ คอลลาจตัดแปะสองรูปก็ชนะได้ ไม่ใช่ว่าไม่สวยนะ ผมไม่ได้ปฏิเสธสุนทรียภาพด้วย แต่ความงามเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น งานดีไซน์ที่ดีอาจไม่ต้องสวยงามที่สุด ถ้าจัดลำดับจริงๆ ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อมนุษย์นั้นสำคัญกว่าด้วยซ้ำ”

นี่คือวิธีการเอาตัวรอดแบบสันติวิธี

03 ไอ้พวกมีอุดมการณ์

สันติสะสมความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยจนแน่นปึ้ก

แพสชันอันแรงกล้าในอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ ทำให้เขาปฏิเสธทุนการศึกษาที่คณะจะส่งให้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ เพื่อเลือกตอบรับงานตามคำชักชวนของอาจารย์ที่ปรึกษาแทน

ไม่นานสันติในวัยหนุ่มไฟแรงก็เริ่มเบื่อหน่ายรูปแบบการทำงาน สบโอกาสกับที่พี่ชายของเพื่อนจะเปิดบริษัท และพร้อมลงทุนให้สันติกับกลุ่มเพื่อนได้ทำสตูดิโอสมใจอยาก เขาตบปากรับคำพร้อมโบกมือลางานแรกในชีวิต

นามบัตร คือสิ่งแรกที่สันติตั้งใจออกแบบในนามที่ทำงานแห่งใหม่ หมายใจว่าต้องได้รางวัลมาประดับบารมี ซึ่งเป็นไปตามคาด

“ถ้าทำงานไม่มีโจทย์แล้วยังไม่ได้รางวัล มึงไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว” เขาว่าพลางหัวเราะ

จากนั้นจึงได้เริ่มทำอาร์ตเวิร์กให้ค่ายเพลง BMG Record ในยุคที่วงอินดี้กำลังเบ่งบาน สถานะของดีไซเนอร์หนุ่มตอนนั้นคือเด็กวัยหัดเดินในวงการ

“ฉากสำคัญฉากหนึ่งคือเคยมีคนให้ผมออกแบบปฏิทินโป๊”

เราวางปากกา เลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้นแสดงความสงสัยแก่คู่สนทนา

“ผมได้รับติดต่อให้เข้าไปที่  Victoria Secret พระรามเก้า เขาเอาหนังสือโป๊มากองตรงหน้าตั้งใหญ่ แล้วบอกให้เลือกรูปไปทำปฏิทินสำหรับแจกลูกค้า ผมปฏิเสธแล้วไสคืนไป ตอนนั้นอายุยี่สิบสี่ กูไม่ได้จบมาเพื่อทำอะไรแบบนี้ นี่ไม่ใช่งานที่จะเอาไปอวดใครได้เลย ไหนจะลิขสิทธิ์ภาพอีก จำได้แม่นเลย เขาด่าผมว่า ‘ไอ้พวกมีอุดมการณ์’

“เขานิ่งเงียบสักพัก คิดว่าจะหาอะไรให้ผมทำดีเพื่อเอาชนะ จบที่งานออกแบบโปสเตอร์รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้มูลนิธิของเขา งานนี้ผมโอเค รับได้ วันตรวจงานเขานัดที่โรงแรมเมโทร ถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงนวด ตอนแรกคิดว่าจะนั่งคุยกันปกติ สรุปให้เราเดินเข้าไปถึงห้องนวดเลย ยังจำภาพเขานอนคว่ำหน้าโชว์ก้นให้หมอนวดนวด แล้วมีดีไซเนอร์หนุ่มคนหนึ่งที่แม่งอยากก้าวหน้า ต้องช้อนโปสเตอร์ที่ทำมาให้เขาดูจากมุมเสยได้ติดตา ทุเรศฉิบหาย นี่กูทำอะไรอยู่วะ

“หมดช่วง Honeymoon Period ถึงได้เจอโลกความจริงว่าไม่หมูเลย ตอนนั้นอายุยังน้อยมาก แม่งไม่มีอำนาจต่อรองอะไรทั้งสิ้น ยากฉิบหาย กลางวันหาลูกค้า ฉีกสมุดปกเหลืองเป็นสามท่อนแจกเพื่อนเพื่อสุ่มโทรไปของานเขาทำ กลางคืนปั่นงาน หักลบกลบหนี้กับ Fixed Cost แล้วขาดทุนยับ จึงเริ่มเข้าใจอาจารย์แล้วว่าเบี้ยล่างสุดๆ เป็นอย่างไร”

แล้วก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ สตูดิโอขนาดย่อมต้องปิดตัวลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมาชิกบางคนอยากไปเรียนต่อ บางคนอยากไปทำอย่างอื่นแทน ส่วนสันติก็ไปเป็นฟรีแลนซ์ตามระเบียบ

“เกมนี้เราแพ้แหละ” เขายอมรับแต่โดยสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

04 จุดหักมุม

สันติกลับมาตั้งหลักที่บ้าน

งานฟรีแลนซ์แปลงแฮนด์บิลล์ภาพยนตร์จากต่างประเทศเป็นเวอร์ชันไทยดาหน้าเข้ามาหาเขาอย่างต่อเนื่อง เสมือนเป็นแบบฝึกหัดไทโปกราฟีสุดหินที่สอนให้เขาพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด และสปอยล์เขาจนเสียคนไปพร้อมๆ กัน

“คงเป็นช่วงที่ท้อด้วยแหละ อยากทำดีแต่ไม่มีโอกาส พอรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยเบนมาทางหาเงินแทน งานแฮนด์บิลล์ง่ายมาก ไม่มีอะไรเลย สมมติวันนี้มีนัดลูกค้าตรวจงานตอนสี่โมงเย็น ผมเริ่มทำงานตอนบ่ายสอง ครึ่งชั่วโมงเสร็จ ทำอาทิตย์ละปก ได้ปกละหมื่น เดือนหนึ่งทำงานสองชั่วโมง ได้สองหมื่นสบายๆ บางเดือนหนังเข้าเยอะ สัปดาห์ละสี่เรื่อง ได้เดือนเป็นแสนก็มี”

‘อ้วนฉุ ติดเกม’ คือคำที่สันติใช้บรรยายถึงสันติเวอร์ชันเสเพลที่สุดในชีวิต

“แต่ไม่รู้ว่าจุดนี้จะเรียกว่าจุดหักเหได้หรือเปล่านะ” เขาเปลี่ยนโทนเสียงเล่าเรื่อง

“คือใช้ชีวิตแบบนี้ไปสักพักจนเป็นไข้เลือดออกและล้มในห้องน้ำ เข้าโรงพยาบาลสิบวัน เล่นเกมไม่ได้เลยต้องขนหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา พยาบาลเข้ามาเช็ดตัวปะแป้งให้เหมือนเด็กปัญญาอ่อนเลยอะ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้แน่ชัดแล้วว่านี่แม่งไม่ใช่แล้ว ออกไปคงต้องหยุดชีวิตแบบนี้สักที ไม่ถึงกับคิดได้มากมายอะไรหรอกนะ

“ถ้าไม่ป่วยคงไหลไปเรื่อยแหละ” โชคดีที่เขาเลี้ยวโค้งหักมุมอย่างสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

05 Self-Learner

เป็นอีกครั้งที่สันติใช้ชีวิตอย่างจับพลัดจับผลู

การได้บังเอิญเจอกลุ่มรุ่นพี่นักเรียนนอกที่รวมตัวกันกลับไปสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะ จุดประกายให้สันติหวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนทุนการศึกษาเดินมาหาถึงตรงหน้า และตัดสินใจเข้าร่วมก๊กอย่างไม่ลังเล

“ปรากฏว่าเขารับผม” อาจารย์ติ๊กเฉลยตอนจบของเรื่อง

“แต่ทำให้รุ่นพี่ที่ไปพร้อมกันพลาดโอกาส (หัวเราะ) ซึ่งผมเป็นอาจารย์แบบสัญญาจ้างนะ ทำงานสามวัน แล้วเรามีแค่วุฒิปริญญาตรี เลยต้องทำงานหนักหน่อย ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการนักศึกษา แน่นอนว่าผมไม่โอเคอยู่แล้วเพราะไม่ได้ต้องการบทรองขนาดนั้น เป็นอาจารย์ก็ต้องสอนหนังสือสิวะ ผมเลยพัฒนาตัวเองยิ่งกว่าตอนเอาตัวรอดสมัยเรียนหรือช่วงทำงานอีก หัวหน้าภาควิชาให้หนังสืออะไรมาผมอ่านหมด

“ทำงานไปสักพักผมเริ่มมีความคิดอยากไปเรียนต่อมากขึ้นอย่างหนัก เนื่องจากรอบตัวมีแต่คนเรียนสูง และยังยึดติดกับมายาคติว่า ความรู้ต้องมาจากการเรียนแบบมีคนสอนเท่านั้น”

สันติขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษอย่างขะมักเขม้น พร้อมแจ้งความจำนงแก่คณะว่าต้องการรับทุนการศึกษา สมัครสาขา Design Study ที่ Central Saint Martins College of Art and Design และได้รับการตอบรับทันทีในปีแรก เขารอทุนจากมหาวิทยาลัยอย่างสันติ กระทั่งวันเวลาล่วงเลยไป 3 ปีเต็มจนเขาเลิกหวัง

“ผมอาจไม่ค่อยน่าสนับสนุนเท่าไหร่ คงไม่เข้าตาผู้ใหญ่” เขากระเซ้าเย้าหยอก ทีเล่นทีจริง

“เตรียมใจไว้ประมาณหนึ่งแล้ว เลยเริ่มศึกษาด้วยตัวเองอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนอาจารย์บ่อยขึ้น เชิญวิทยากรเก่งๆ มาบรรยาย และขอลิสต์หนังสือเขาไว้ไปอ่านตาม อ่านหมดเกลี้ยง”

ศิลปินฝั่งตรงข้ามค้นพบว่าวิธีหาความรู้นั้นมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีดีกรีใดมารองรับ แถมเขาก็ทำหน้าที่ Self-learner ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงตัดใจเรื่องไปเรียนต่อโดยสันติวิธี

06 “มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

สันติปิดปมเรื่องการเรียนต่อเมืองนอก ด้วยการพาตัวเองเที่ยวนิวยอร์กให้หายอยากหนึ่งทริป

“ผมไปผมก็ซ่านะ” เขาจั่วหัวทริปในตำนานได้อย่างน่าติดตาม

“ก่อนเดินทาง ผมอีเมลไปยัง School of Visual Arts บอกว่าขอเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ เพราะเป็นที่ที่ผมอยากเรียนมาก พอไปถึง ผู้ช่วยของ สตีเวน เฮลเลอร์ (Steven Heller) คณบดีและผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบให้ The New York Times ก็พาชมพร้อมเล่าหลักสูตรให้ฟัง จากนั้นผมก็ไป Art Director Club ทิ้งนามบัตรสร้างสัมพันธ์กันเอาไว้ แล้วก็ไปเจอเพื่อนๆ หลายคนในวงการซึ่งเรียนต่ออยู่นั่น

“ผมตกตะกอนได้ว่า หากมีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาบ่อยๆ ดูมิวเซียม พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าการมาเรียนต่อ กลับมาปีหนึ่ง Art Director Club ติดต่อมาหา เอานิทรรศการมาจัดที่หอศิลป์ ม.กรุงเทพ เพราะเขารู้จักเราเจ้าเดียวในไทย เพื่อนยังแซวว่า มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

นี่ค่อยๆ กลายเป็นอีกหนึ่งสันติวิธีในการหาประสบการณ์เข้าตัว แต่เขายังกล่าวอย่างถ่อมตนว่าไม่ถึงกับสร้างคอนเนกชันอะไรมากมาย เพราะภาษาอังกฤษไม่คล่อง

“แค่อยากไปรู้ไปเห็นเฉยๆ อย่างตอนไปอังกฤษ ก็ขอให้ลูกศิษย์พาเข้าไปข้างใน ไปโอซาก้า ผมติดต่อเพื่อนผู้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยคินได บอกว่าพูดให้ฟรีๆ เลย แต่ขอพาเข้าไปดูหน่อยว่าสอนกันยังไง” เขาเล่าประสบการณ์พลางหัวเราะในสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

07 วงเหล้าวิชาการ

เรื่องราวดำเนินออกจากปากอย่างพรั่งพรู

บทสนทนาล่วงเลยเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง เมฆฝนยังกลั้นหยาดน้ำเอาไว้ได้ แต่เรายังไม่รู้จักสันติในฐานะศิลปินเสียที

“พอไม่หมกมุ่นกับการเรียนต่อ ผมก็ใช้ชีวิตกับเพื่อนอาจารย์สนุกขึ้น” เขาเล่าต่อ

“เราสนิทกันผ่านวงสังสรรค์ เหล้าเบียร์เต็มโต๊ะ แต่บทสนทนาเป็นเรื่องวิชาการข้ามศาสตร์ล้วนๆ เพราะสมาชิกคืออาจารย์จากหลากหลายแขนง ออกรสจนถึงขนาดไม่มีใครอยากขาดนัด ตัวผมเองเป็นพหูสูตเลยตอนนั้น เพราะฟังแล้วจับประเด็นมาค้นคว้าต่อเอง ลับคมทุกวัน”

ก๊วนอาจารย์กระชับความสัมพันธ์กันค่ำแล้วค่ำเล่า นักออกแบบประจำแก๊งอย่างสันติจึงได้รับมอบหมายจากเพื่อนศิลปินให้ช่วยทำสูจิบัตรบ่อยขึ้น จนกลายเป็นที่พึ่งลำดับต้นๆ ประจำใจคนในวงการ กระทั่งได้ช่วยงาน Show Me Thai ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2007 ในฐานะ Art Director ดูแล Key Visual ทั้งหมด

“งานนี้ให้โอกาสผมได้เจอคนเก่งเยอะมาก ได้เห็นกระบวนการหลังบ้านทั้งหมด ตั้งแต่สถานที่ คิวเรเตอร์ ไปจนถึงวัฒนธรรมการเสพศิลปะของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตอนกลับไปเก็บงาน ผมได้รู้ว่าพื้นที่ทางศิลปะมีพลังถึงขนาดเปลี่ยนกองขยะเป็นงานศิลปะได้ จึงเห็นว่าพื้นที่นี้น่าหลงใหล วงการนี้น่าสนใจและจริงจังกว่าที่เคยคิดไว้”

สันติเข้าสู่วงการศิลปะโดยสันติวิธีตั้งแต่นั้นมา

“สถานะของผมเหมือนนักออกแบบผู้ชอบทำงานศิลปะมากกว่า งานศิลปะมีความส่วนตัวสูง เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราได้ทดลองอะไรกับตัวเอง ตัวตนของเราจึงอยู่ที่นี่ส่วนหนึ่ง เพราะงานสตูดิโอก็คืองานสตูดิโอ ไม่ใช่งานสันติ งานสอนก็ไม่ควรไปเอาเครดิตอะไรนอกจากให้นักเรียน พอได้ก้าวข้ามมาทำก็รู้สึกเติมเต็ม ไม่แหว่งอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ใช้เงินเยอะมาก” อาจารย์ติ๊กเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แล้วอาจารย์แอบขโมยเทคนิคของนักออกแบบกราฟิกมาทำงานศิลปะด้วยหรือเปล่า-เราข้องใจ

“ที่จริงสองอย่างนี้มีอุปกรณ์พื้นฐานเป็น Visual Element เหมือนกัน ต่างกันแค่ตำแหน่งที่คุณเอาไปวาง วันหนึ่งผมอาจใช้กราฟิกดีไซน์ทำงานแล้วเอาไปวางใน Art Scene ก็ได้ ดังนั้น วิธีการไม่ค่อยเปลี่ยน แต่เนื้อหาเปลี่ยน ศิลปะเรามีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาโดยตรง ต้องเชื่ออย่างที่ทำจริงๆ และพร้อม Stand for เสมอ ไม่ใช่แค่กิมมิกเรียกความหวือหวา”

ศิลปะเป็นอีกพาร์ตที่ช่วยเติมเต็มชีวิตสันติให้สมบูรณ์ขึ้นอย่างสันติวิธี

08 MemOyoU

จาก Yes, I am not. (2008) Solo Exibition ครั้งแรก จนถึงปัจจุบันก็ร่วม 10 ปี สันติเทียวเข้าเทียวออกภายในจิตใจตัวเอง รื้อค้นวัตถุดิบแห่งความทรงจำมาดัดแปลงเป็นนิทรรศการ

“แต่การเข้าไปในตัวเองทำให้ผมเจอว่าแม่งไม่มีอะไรเลยนะ” คู่สนทนาเรายืนยันหนักแน่นก่อนขยายความต่อ

“พบว่าตัวเองเป็นคนลักลั่น ไม่แน่ใจอะไรเลย เคยปรึกษาผู้ใหญ่ว่าผิดไหมหากจะเสนอว่าเราไม่รู้อะไร เขาว่าไม่ผิดหรอก แต่มึงจะเสนอยังไงล่ะ (หัวเราะ) นี่เลยกลายเป็นทางงานของผมอย่างหนึ่ง คือสองแง่สองง่าม ไม่เคาะ เหมือนกับว่าเราไม่ชัวร์”

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

‘MemOyoU’ คือนิทรรศการครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี คือนิทรรศการครั้งสุดท้ายที่เขาจะหยิบความทรงจำส่วนตัวตลอดทศวรรษนี้มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างงาน และคือก้าวสำคัญที่เขาข้ามมาทำงานเฉกเช่นศิลปินโดยแท้

“ผมใช้เวลาที่งานเลื่อนจากปีก่อน ตกตะกอนความคิดได้ว่า ควรเลิกหากินกับความทรงจำของตัวเองได้แล้ว เพราะแม้มีประโยชน์มาก แต่ก็เจือความเศร้าอยู่ไม่น้อย รื้อออกมาทีหนึ่งผมเจ๊งไปเป็นอาทิตย์

“ปกติความทรงจำของมนุษย์มักถูก Simplify มาแล้วขั้นหนึ่งตอนบันทึก เอารายละเอียดออกไปจนเลือนราง และแตกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นิทรรศการครั้งนี้จึงเอามาสับไพ่ใหม่ให้เละ เรียงร้อยเป็นเรื่องราวผ่านโวหาร และแช่แข็งมันไว้เป็นรูปธรรมผ่านข้อความ หนังสือ ภาพถ่ายแม่น้ำ และประติมากรรม ทำ Last Episode ของมันและเลิกใช้เสีย”

ผู้ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน ขยายความพลางหยิบส่วนหนึ่งของนิทรรศการออกมา

มันคือกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งซ่อนหนังสือที่สันหนากว่าความกว้างปกอย่างผิดสัดส่วนเอาไว้ และซ่อนเรื่องราวซึ่งร้อยเรียงจากเสี้ยวความทรงจำเอาไว้ในหนังสืออีกที

ดูเป็นประติมากรรมมากกว่าสิ่งพิมพ์-เราคิด

“เป็นนิสัยกราฟิกดีไซเนอร์ที่เคยทำหนังสือแหละ เลยอยากลองทำให้หนาดู เพราะผมเห็นว่าในการเก็บบันทึก สันหนังสือสำคัญกว่าหน้าปก แล้วพอสันหนาขนาดนี้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การกินเนื้อที่บนโลกมากกว่าตัวอักษรภายใน อีกอย่างผมตั้งใจให้อ่านลำบากหน่อย เหมือนตอนผมค่อยๆ เก็บสะสมความทรงจำเหล่านี้มา คนจะได้ไม่รับรู้เรื่องราวของเราตรงไปตรงมามากเกินไป”

ลึกซึ้ง

09 Dream, Truth, Freedom, and Love

Riverscape

ถ้าพูดถึงภาพถ่ายทิวทัศน์น้ำ นอกจากต้องเห็นน้ำ โดยสามัญสำนึกก็ควรต้องเห็นรายละเอียดอื่นประกอบกับแหล่งน้ำนั้นด้วย เพื่อให้รู้ว่าคือที่ไหน

สันติทำลายความเชื่อนี้ด้วยภาพถ่ายแม่น้ำ-ส่วนสำคัญในนิทรรศการครั้งนี้

“ผมชอบ สิทธารถะ อยู่แล้ว แต่บังเอิญได้แรงบันดาลใจจากตอนไปดูงานโปสเตอร์ภาพถ่ายแม่น้ำเธมส์ของ โรนิ ฮอร์น (Roni Horn) เขาใส่ตัวเลขลงไปตามจุดต่างๆ เลขแต่ละตัวบอกความหมายต่างกัน เช่น สถิติคนฆ่าตัวตายที่แม่น้ำนี้ใน ค.ศ. 1970 จุดนี้ดำสุดในภาพ ฉันเศร้าว่ะ ผมยืนดูและรู้สึกกับมันเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง แล้วเริ่มถ่ายแม่น้ำเป็นต้นมา โชคดีที่ไม่ใช่ช่างภาพ ผมเลยไม่มีข้อจำกัดในเชิงเทคนิค” เขาเปิดภาพถ่ายแม่น้ำฝีมือตัวเองนับร้อยภาพให้เราดูขณะอธิบาย

สันติค่อยๆ แกะห่อกระดาษตรงหน้าเราออกช้าๆ เผยให้เห็นพื้นผิวชั้นบนสุดของประติมากรรม เป็นภาพถ่ายริ้วคลื่นบนผิวน้ำสีเข้ม ชั้นล่างสุดถัดจากชั้นอีพ็อกซีสีใสอมเขียวตรงกลาง คือแผ่นกระดาษเขียนคำว่า ‘Dream’

“นี่เป็นเหมือนการตัดแม่น้ำแล้วยกขึ้นมา” สันติขยายความพลางไสออกจากตัวสู่เรา เป็นนัยว่าเชื้อเชิญให้ดูใกล้ๆ

“ที่จริงมีอีกสามคำ คือ Truth, Freedom, และ Love สื่อถึงการกดทับเก็บซ่อน เพราะทั้งสี่คำนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมีหมด แต่บางครั้งก็ต้องซ่อนไว้

“งานชิ้นนี้แทรกมาทีหลังเลย เวลาทำโชว์ ถ้ายังไม่สมบูรณ์จะยังรู้สึกว่า แม่งขาดอะไรไปวะ แล้วชอบมารู้เอาทีหลัง แต่ประติมากรรมชิ้นนี้มาเติมเต็มพอดี”

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

สันติใช้แสงเงา ความเข้ม และพื้นผิวของภาพ เล่นกับจินตนาการของผู้ชมได้อย่างเหนือชั้น คงเป็นเสน่ห์ของงานศิลปะนามธรรม และเอกลักษณ์แบบสันติวิธีที่ยืนยันจะไม่ฟันธง

อาจารย์อยากให้คนดูได้อะไรกลับไป-เรากดสูตรโกง ขอเฉลยหน้าซื่อ

“อะไรก็ได้ ขอให้ได้กลับไปบ้างก็พอ เพราะครึ่งหนึ่งของนิทรรศการนี้ เกิดจากเหตุผลส่วนตัวที่ผมอยากทำให้เรียบร้อย ฉะนั้น แค่ได้ทำขึ้นมาก็พึงพอใจแล้ว คงไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นมารู้สึกต่อเรื่องราวของเราอย่างไรไม่ได้

“จริงๆ อยากรู้มากกว่าด้วยซ้ำว่าแต่ละคนได้อะไรกลับไป”

สันติทิ้งท้ายอย่างสันติวิธี

MemOyoU นิทรรศการแห่งความทรงจำตลอดทศวรรษครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี จัดแสดงที่ CASE Space Revolution @Broccoli Revolution Charoenkrung แกลเลอรี่ย่านเจริญกรุง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

นอกจากจะซ่อนไม้ตายทั้งหลายที่เราแอบเอามาแบไต๋จนเกือบหมดเปลือกแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ สอดแทรกในงานอีกด้วย ลองหารูที่ผนังให้เจอแล้วดึงกระดาษออกมาอ่านสิ!ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก : CASE Space Revolution

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographers

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

9 พฤศจิกายน 2565
4 K

“ครืด ครืด ครืด แกร๊ก”

เรากำลังยืนอยู่ในบ้านศิลปินสตรีทอาร์ตคนหนึ่ง และนั่นไม่ใช่เสียงกระป๋องของการพ่นสีสเปรย์ใด ๆ แต่เป็นเสียงเครื่องตัดหญ้าที่ พัชรพล แตงรื่น หรือ Alex Face ต้อนรับเราด้วยความเป็นกันเอง พร้อมบอกว่าขอตัดหญ้าก่อนนะ แป๊บหนึ่ง…

ออกจะเหนือความคาดหมายเสียหน่อยที่ได้เห็นศิลปินผู้โด่งดังกำลังตัดหญ้าอยู่ นึกว่าจะได้เห็นภาพการทำงานศิลปะซะอีก

แต่เมื่อพูดถึงศิลปะ Street Art แล้วล่ะก็ ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าเขาเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้สตรีทอาร์ตไทยดังไกลไปทั่วโลก หากพูดถึงวงการนี้ จะไม่นึกถึงเขาก็คงไม่ได้

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

Alex Face เป็นเจ้าของคาแรกเตอร์กระต่ายน้อยสามตา ‘มาร์ดี’ สุดฮิตบนกำแพง ถนน หรือตามสถานที่ต่าง ๆ มากมาย ใครได้เห็นผลงานเขา จะต้องร้อง “อ๋อ!” เป็นเสียงเดียวกัน 

เบื้องหลังการทำงานศิลปะตลอดระยะเวลา 20 ปี ของศิลปินสตรีทอาร์ตคนนี้มีความดื้อ ความแสบ ซ่อนอยู่

ดื้อพอที่จะไม่ฟังเสียงทักท้วงใคร มุ่งมั่น พยายามเข้ามาศึกษาศิลปะต่อในกรุงเทพฯ แม้จะเป็นแค่เด็กไร่ทุ่ง ปั้นวัว ปั้นควาย อยู่ตามท้องนา

และแสบพอที่จะออกไปพ่นกำแพงเวลากลางคืน จนถูกจับ ถูกด่า แต่ไม่วายยังคงพ่นต่อ พร้อมหาทางไปพ่นให้ไกลกว่าเดิม จากกำแพงประเทศไทย ลามถึงกำแพงประเทศเพื่อนบ้าน สู่กำแพงอีกนานาประเทศ

ได้ฤกษ์งามยามดีหลังจากที่ Alex Face ตัดหญ้าเสร็จ เราจึงชวนเขามานั่งพูดคุยเรื่องราว 20 ปีที่ผ่านมา เส้นทางระหว่างการเป็นศิลปินสตรีทอาร์ต และมุมอื่นนอกเหนือจากการเป็นศิลปินทำงานศิลปะ เอาไว้บนคอลัมน์ Studio Visit จะแสบสันแค่ไหน ไปดูกัน!

ก่อนเข้าวงการ

ชื่อเล่นอะไรคะ – เราชิงถามก่อนเลย เพราะหลายคนคงรู้จักเขาในนามของ Alex Face ไม่ต่างจากเรา

“เอาชื่อไหนดีล่ะ” เขาถามเรากลับ “ชื่อที่แม่เรียก ชื่อตู่ แต่คนทั่วไปเรียก เล็ก / อเล็กซ์ 

“ตอนแรกเราก็ไม่ชินหรอกเวลาคนถามว่าชื่ออะไร เราก็บอกไป 2 ชื่อเลย ชื่อตู่กับชื่ออเล็กซ์ แต่ทุกคนเรียกอเล็กซ์ มันเลยกลายเป็นอเล็กซ์มาตั้งแต่ตอนนั้น แต่ถ้ากลับแปดริ้วก็ชื่อตู่เหมือนเดิม” เขาพูดและขำตัวเอง

เอาเป็นอเล็กซ์แล้วกัน – เราตอบ บทสนทนาก็ได้เริ่มเกิดขึ้นเรื่อย ๆ

อเล็กซ์เล่าว่าเขาเกิดและเติบโตในเมืองแปดริ้วกับคุณย่าที่ทำเกษตรกรรม คุณพ่อขับรถรับจ้างในตลาด ส่วนคุณแม่ทำโรงงานแถวนั้น

ชีวิตวัยเด็กของเขาจึงคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติ สนุกกับการได้วาดรูป ปั้นดิน วิ่งเล่น กระโดดลงคลอง เอาไม้แถวนั้นมาประดิษฐ์เป็นสิ่งต่าง ๆ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ได้ฝึกทักษะศิลปะไปโดยปริยาย เขาจึงเริ่มชอบศิลปะตั้งแต่ยังไม่รู้จักความหมายของคำนี้

“พอมองย้อนกลับไป เหมือนว่าสิ่งที่เราทำตอนเด็ก เอาไม้มาทำโครง แล้วเอาดินมาปั้น มันเป็นสิ่งที่ตอนนี้โรงเรียนศิลปะเขาสอนเด็กปั้นดินกันอยู่ ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ แต่เราเล่นโดยบังเอิญมาตั้งแต่เด็ก มันก็ความบ้านนอกเนอะ อยู่กับดิน อยู่กับธรรมชาติ แต่มันก็ทำให้เราชอบและได้ทักษะติดตัวมา” เขาเล่า

จากความชอบเล่น ๆ เริ่มหันมาจริงจัง สนใจศิลปะมากกว่าเดิม เริ่มต้นด้วยการเข้าชมรมศิลปะตั้งแต่มัธยม ทุ่มเทเวลาพักกลางวันและหลังเลิกเรียนไปกับการฝึกซ้อมวาดรูปเพื่อส่งประกวด 

เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงตัดสินใจเดินทางตามความต้องการของตัวเอง ไปเรียนต่อ ปวช. ด้านวิจิตรศิลป์ ท่ามกลางดงของคนตั้งคำถามว่าจะไปเรียนศิลปะจริง ๆ หรอ

“ตอนนั้นเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อแหละว่าเราจะเรียนศิลปะดีไหม เพราะมีแต่คนไม่เห็นด้วย กลัวไม่มีความมั่นคงทางอาชีพล่ะมั้ง แต่เราก็ไปคุยกับเขา เอาข้อมูลไปให้เขาดูว่าเรียนศิลปะมันก็มีทิศทางของมันนะ มันไปทางไหนได้บ้าง เรียนมหาวิทยาลัยได้ แล้วก็จบมาได้ปริญญาตามที่เขาอยากเห็น แล้วสำคัญตรงไหนว่าเราจะเรียนอะไร เราก็เรียนในสิ่งที่เราชอบสิ”

ยังคงยืนยันคำเดิมว่าจะเรียนศิลปะ หากให้ไปทำอย่างอื่นคงทำได้ไม่ดี สู้ขอเรียนสิ่งที่ชอบดีกว่า จึงได้เรียนวิจิตรศิลป์มาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ ปวช. จนถึงมหาวิทยาลัยสมใจอยาก

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

หาเรียน หาทำ

เมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยแบบเต็มตัว อเล็กซ์เป็นนักศึกษาภาพพิมพ์ จากรั้ววิจิตรศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เรียนเทคนิคภาพพิมพ์โลหะและภาพพิมพ์แกะสลักไม้ ด้วยความที่เราจบศิลปะ เป็นเด็กภาพพิมพ์เช่นกัน จึงถามอเล็กซ์ว่ามีผลงานให้ดูไหม

“งานเราหายไปหมดแล้ว โดนปลวกกิน เสียดายมาก ขนาดใส่กล่องปลวกยังกิน” เขาตอบกลับมาด้วยสีหน้าเสียดายจริง ๆ 

“งานเรามันเป็นสไตล์แบบเอาสิ่งที่เราชอบมาใช้ พวกกราฟฟิตี้ ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือสตรีทอาร์ตที่ทำเป็นหน้าตัวเองบ้างอะไรบ้าง แต่พวกอาจารย์ที่สอนเขามองว่ามันเป็นการ์ตูน เราเรียนศิลปะก็ต้องทำอะไรที่มันดูจริงจัง วาดรูปให้มันซีเรียสหน่อย”

แต่ไม่วายความแสบของอเล็กซ์ เมื่อวาดรูปแบบนั้นลงกระดาษไม่ได้ จึงหันไประบายความมันบนกำแพงแทน ฉีกทุกกฎของการเรียนเพราะตรงกันข้ามทุกอย่าง ตั้งแต่ระยะเวลาของการสร้างสรรค์ผลงาน กระบวนการ ขั้นตอนวางแผนต่าง ๆ

“ตอนเรียนภาพพิมพ์ มันคือกระบวนการ มันคือขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา มันต้องมีการวางแผนอะไรเยอะแยะมากมาย แต่มันก็ถือเป็นข้อดีนะที่ทำให้เราได้ใช้หลักวางแผน การที่เราออกไปพ่นกำแพงใช้เวลาแค่ 5 นาทีก็เสร็จ แล้วมันก็ได้งานชิ้นใหญ่ คนเห็นเยอะ เราเดินพ่นตั้งแต่พระราม 4 ยันลาดกระบังเลย”

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

นั่นเป็นช่วงยุคแรก ๆ ของการพ่น ยุคของการทดลอง เขาเรียกยุคนี้ว่าเป็นยุคประกาศตัวตน

“ถ้าฝรั่งก็ใช้ Put your name everywhere อะไรแบบนี้ เป็นรูปแบบของ Tag Name”

แต่หากพ่นเป็นหน้าคนอาจจะทำให้คนจดจำงานเขาได้ง่ายกว่าการพ่นชื่อหรือตัวหนังสือ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพ่นกราฟิกหน้า Alex Face โผล่ออกมาจากกำแพง และปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งบางรูปใช้เวลาพ่นไม่ถึงนาทีก็มี เพราะเขาวาดหน้าคนเป็นแค่ลายเส้น

สาเหตุที่ต้องพ่นเร็วขนาดนี้ เพราะอีกหนึ่งความสนุกในการพ่นกำแพง คือการได้หนีและไม่ถูกจับ…

“มันเหมือน Mission Complete วันไหนไม่โดนก็ไปนั่งฟินกับเพื่อน” เขาหัวเราะด้วยความชอบใจ

พ่อหนุ่มที่เคยโดนจับตั้งแต่ตำรวจยันเจ้าของบ้าน หรือโดนด่ามาสารพัดสิ่ง แน่นอนว่าเขาต้องมีทักษะในการเจรจาเอาตัวรอดแน่ ๆ 

“อ๋อ พอดีผมเห็นกำแพงมันร้างอยู่น่ะครับ เลยอยากวาดรูปเล่น ถ้ามีสีสันมันน่าจะสวยขึ้นนะพี่”

“ล้อเล่น (หัวเราะ) ก็เริ่มจากขอโทษก่อน เราไม่รู้ เพราะมันเป็นตึกร้างไง แต่ในขณะเดียวกันตึกร้างก็มีเจ้าของ เราก็พยายามคุยกับเขาดี ๆ แหละ”

หลุดจากศิลปะกระแสหลัก

ผลของการถูกด่าและผ่านประสบการณ์พอสมควร จากการที่เขาพ่นหน้า Alex Face ออกมาจากกำแพงอย่างเดียวประมาณ 7 – 8 ปี ตั้งแต่ปี 2002 – 2009 เขาก็เริ่มสนใจใส่ความหมายลงไปในเนื้องานสะท้อนแนวคิดอะไรบางอย่าง นอกจากการพ่นเพื่อความสนุกเพียงอย่างเดียวบ้าง

“เราทำให้คนอื่นไม่แฮปปี้ เราก็เกิดกระบวนการคิดอะไรไปเรื่อย ๆ จากการที่เราแค่ชอบพ่นเพราะแก้เบื่อ หลัง ๆ เริ่มมีเทคนิคกับไอเดียเข้ามาใช้ด้วยกัน เพราะเราอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ให้คุ้มค่ามากกว่าการวาดหน้าคนสนุก ๆ แต่อยากให้คนที่เห็นได้อะไรกลับไปด้วย

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

“เมื่อก่อนเราชอบพ่นอะไรที่เป็นคู่ เป็น 2 ขั้วนะ อย่างเช่น หน้าหนึ่งเป็นหน้าธรรมชาติ อีกหน้าหนึ่งเป็นเครื่องจักร กำลังหันเข้าหากัน เราใส่เนื้อหาอะไรแบบนั้นเข้าไป หรือเป็นเรื่องของทางการเมือง ณ ตอนนั้น อย่างเช่นเสื้อเหลือง-เสื้อแดง เราทำหน้าเหลือง-หน้าแดงกำลังคุยกัน มันก็เริ่มมีเรื่องราวอะไรบางอย่างเข้าไปในหน้าเหล่านั้น”

อย่างไรก็ดี มีฝีมือ มีผลงาน แต่ไม่มีที่โชว์ เพราะประจวบเหมาะอยู่ในช่วงเรียนจบใหม่ ไร้ซึ่งคอนเนกชัน และสตรีทอาร์ตช่วงนั้นยังไม่เป็นที่นิยมในวงกว้างเท่าที่ควร ศิลปินสตรีทอาร์ตก็เหมือนหลุดออกจากกระแสหลักของวงการศิลปะไทย บางคนมองสตรีทอาร์ตเป็นงาน Underground บางคนมองเป็นสายฮิปฮอป บ้างก็มองเป็นสายแฟชั่น แต่น้อยคนที่จะมองเป็นงานศิลป์เทียบเท่ากับศิลปะในด้านอื่น ๆ 

“เมื่อก่อนมันไม่ได้บูมมากนะ มันถูกมองว่าเป็นอีกพวกหนึ่งในกลุ่มคนทำงานศิลปะ จะเอาเข้าแกลเลอรี่ก็ยากกว่าเดิม”

เขาจึงใช้พื้นที่ข้างถนนแสดงงานแทนหอศิลป์ และใช้สตรีทอาร์ตเป็นเครื่องมือสื่อสาร

แต่หลังจากนั้นไม่นาน วงการสตรีทอาร์ตเริ่มเคลื่อนไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแค่ประเทศไทยเริ่มจับตามอง แต่เคลื่อนไปทั่วทั้งโลก จากกระแสกราฟฟิตี้ของ Banksy ในอังกฤษ เมื่อปี 2008 ที่ได้รับการพูดถึง

งานสตรีทอาร์ตจึงได้ถูกนำไปพูดร่วมด้วย และได้ไปอยู่ในตลาดศิลปะโลก เกิดผลพวงของการซื้อขายงานศิลปะในเชิงการค้าหรือเชิงศิลปวัฒนธรรม

“การไปพ่นตามกำแพงเพื่อเป็นพื้นที่ให้คนมาถ่ายรูปอะไรแบบนี้มันก็ค่อย ๆ บูม จากที่คนไม่ได้สนใจมองว่ามันเป็นกระแส ก็ถูกเอามาใช้ในงานเทศกาล สตรีทอาร์ตทำให้คนเข้ามาในพื้นที่บริเวณนั้น
บางทีก็ทำให้เมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ยกตัวอย่างปีนัง เมื่อก่อนก็เป็นเมืองที่ค่อนข้างซบเซา แต่พอมีสตรีทอาร์ตก็ค่อย ๆ กลับมา

“เหมือนสตรีทอาร์ตเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์คนกับเมือง”

จากกำแพงบ้าน สู่กำแพงเพื่อน

จากนักพ่นกำแพงตามท้องถนนต่าง ๆ ในประเทศไทย เริ่มขยับไปพ่นไกลกว่าเดิม เริ่มจากกำแพงของประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า ในปี 2012 ซึ่งการไปพ่นที่พม่าครั้งนี้ก็ไม่ใช่การได้รับคำเชิญชวน แต่เกิดจากความอยากลองไปเองของเจ้าตัว!

“เพื่อนที่พม่าจัดเชิญศิลปินสตรีทอาร์ตจากเอเชียไปทำโปรเจกต์ที่ย่างกุ้ง พม่า ซึ่งตอนนั้นเขาเชิญเพื่อนเราไปคนหนึ่ง เราก็เลยตามกันไป 3 คน! (หัวเราะ)” 

ด้วยความอยากลอง ไม่รีรอเลยรีบเก็บกระเป๋าพร้อมออกเดินทางและออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่าง ขอเพียงแค่ให้ได้ไปด้วย

“เขาก็ไม่ได้ติดอะไรหรอก เพราะเขาอยากให้ศิลปินไปกันเยอะ ๆ อยู่แล้วแหละ แต่ว่ามันมีเรื่องงบประมาณที่จ่ายค่าตั๋วให้ได้แค่ศิลปินคนเดียว เขาบอกว่า เออ มาได้เลย แต่เราก็ต้องจ่ายตั๋วไปกันเองนะ แล้วก็ไปร่วมทำโปรเจกต์กับเขา เราได้รู้จักเพื่อนที่มาจากสตรีทอาร์ตเอเชีย นอนรวมกันเป็นเข้าค่ายเลย สนุกดี โคตรมันอะตอนนั้น” เขาพูดด้วยความชอบใจ

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

ในตอนนั้นมีผู้คนมากมาย ทำให้ได้พบความหลากหลายจุดประสงค์ของคนพ่นสี บางคนพ่นงานกราฟฟิตี้ บางคนพ่นแค่ตัวหนังสือ บางคนก็พ่นคาแรกเตอร์อย่างเดียว บางคนก็พ่นเป็นสตรีทอาร์ตเชิงแนวความคิด หรือบางคนเอาเทปไปพันต้นไม้ก็มี และสิ่งนี้คือเสน่ห์ของความหลากหลายที่ได้มาเจอ

“เราว่าความสนุกอย่างหนึ่ง คือการได้คอลแลบกันและกัน จะพ่นแบบไหนก็ได้ แต่ทำงานด้วยกันแล้วต้องทำยังไงก็ได้ให้งานออกมาดูเป็นชิ้นเดียวกัน ให้มันเกิดการทำงานร่วม”

สิ่งที่ได้กลับมาจากงานนี้ไม่ใช่แค่การออกไปพ่นกำแพง แต่เกิดคอมมูนิตี้ ได้มิตรภาพกลับมาเป็นของแถม 

แผนของการออกเดินทางไปพ่นกำแพงตามเมืองประเทศต่าง ๆ เริ่มขึ้นอีกครั้ง

“เราเริ่มเดินทางไปอังกฤษ ไปยุโรป ช่วงปี 2013 – 2014 เหมือนไปหาประสบการณ์ เหมือนเราอยากดูว่าไปพ่นเมืองนอกมันจะเป็นยังไงวะ มันจะเจอคนยังไง จะมีความต่างกันยังไง

“ซึ่งมันต่างกันหมดเลย พ่นในอากาศร้อน พ่นในอากาศหนาว 0 องศาเซลเซียส สเปรย์ก็พ่นไม่ออก เจออะไรมากมายที่ไม่เหมือนบ้านเรา สนุกดี แล้วก็ได้เจอเพื่อน”

และเพิ่มความมันมากขึ้นกว่าเดิมด้วยการออกไปพ่นตามเมืองต่าง ๆ ไม่ได้หยุดอยู่ในที่เดียว ยิ่งออกไปพ่น ยิ่งทำให้พบเจอความสนุก ความหลากหลาย ได้เจอศิลปินในพื้นที่ และได้ร่วมทำงานกับคนไม่ซ้ำหน้า ได้เห็นความต่างของงานแต่ละประเทศด้วยสไตล์งานที่ไม่เหมือนกัน ผู้ชมมองออกได้ทันทีว่าใครเป็นคนนอก ใครเป็นคนท้องถิ่น มันฟ้องจากตัวงานที่วาด

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

ถึงจะไปมาหลายประเทศ แต่ถ้าจะให้เลือกว่าชอบประเทศไหนที่สุดก็คงตอบยาก เพราะแต่ละเมืองมีเสน่ห์ต่างกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่เงียบสงบในญี่ปุ่น เมืองวุ่นวายอย่างกรุงเทพฯ หรือเมืองแห่งความรวมมิตรในอเมริกา ทุกที่ล้วนมีความพิเศษเฉพาะตัว

ต่างจังหวัดของนอร์เวย์ก็ดี เขาไปพ่นอยู่ที่โรงจอดเรือคนเดียว ไม่มีคน อยู่ท่ามกลางหุบเขา โอบล้อมไปด้วยทะเลสาบที่หน้าตาเหมือนในปฏิทินวัยเด็ก

“มันให้ความรู้สึกต่างไป เพราะปกติเวลาพ่นจะต้องมีคนเดินไปเดินมาเต็มไปหมด แต่อันนี้อยู่คนเดียวมันก็อีกอารมณ์หนึ่ง… แล้วก็คิด กูมาทำอะไรที่นี่วะ เออ กูก็มาไกลเหมือนกันนะ” เขาพูดไปขำไป

ไม่ทันไร เรื่องราวความชอบของประเทศต่าง ๆ ก็เริ่มพรั่งพรู

“ตอนนั้นที่อเมริกา เพื่อนก็เดินไปหมดเลย เหลือเราอยู่คนเดียว แล้วก็มีคนดำเดินถือโทรศัพท์มาแรปใส่ Hey you! What’s up! ทำไรอะ! เออมันก็แปลก ๆ สนุกดีนะ

“หรือยกตัวอย่าง เบอร์ลิน คนก็มีความคิดไม่เหมือนกัน ได้เห็นว่าแต่ละคนมีความต่าง เหมือนเป็นเมืองที่รวมเอาคนที่มีความคิดของตัวเองมาไว้ที่นี่”

หากมองทางกายภาพ เบอร์ลินไม่ต่างจากกรุงเทพฯ นัก แต่พอได้ออกไปพ่นสี ได้พบปะกับผู้คน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเสน่ห์ของเมืองนี้คือผู้คน วิถีชีวิต ความคิด ทัศนคติ การพูดคุย และเป็นเมืองที่รวบรวมศิลปินไว้เยอะด้วยเช่นกัน

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

ถึงการได้ออกไปพ่นต่างประเทศดูสนุกและสวยงามแค่ไหน แต่การพบกับความอันตรายยังคงมีอยู่ เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานข้างถนนที่ต้องคอยระแวดระวังอยู่เสมอ และเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

อย่างประเทศนอร์เวย์ที่มองว่าปลอดภัย เขายังได้เจอขโมย

“เห็นคนเดินมา เราก็นึกว่าเพื่อน สักพักมันก็หยิบของ เดินออกไปเลย แล้วเราอยู่บนเครนไง แต่สุดท้ายก็วิ่งตามไปเอาคืน

“แถมยังมาสอนเราอีกนะว่า ทีหลังอย่าวางของไว้แบบนี้ มันไม่ดี ขโมยแล้วยังมาสอนกูอีก (หัวเราะ) งง!”

ความอันตรายมักเกิดขึ้นได้เสมอ มันเป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่แล้วในแต่ละประเทศ ทางที่ดีที่สุดคือต้องคอยระวังตัวตลอด

“ปีสองปีที่แล้วเราไปอเมริกา ไปอยู่ LA ประมาณ 2 เดือนครึ่ง ก็ไปพ่นแถว Venice Beach พ่นกันจน 4 – 5 ทุ่ม แล้วตำรวจก็มาบอกว่า You should go home. มันเริ่มอันตรายแล้วนะ เราก็โอเค เก็บของเหอะ กลับ”

ศิลปะ สังคม การเมือง

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

เขาเป็นหนึ่งในคนที่พาสตรีทอาร์ตไทยไปท่องโลกไกลถึงประเทศต่าง ๆ จะกำแพงที่ไหนเขาก็พาคาแรกเตอร์ Alex Face ไปพ่นด้วยทุกที่ ซึ่งแต่ละสถานที่ล้วนแตกต่างกันทั้งในเรื่องคอนเซ็ปต์ ไอเดีย บ้างมาจากสิ่งที่กระทบตัวศิลปินเอง บ้างเกิดจากองค์ประกอบของพื้นที่นั้น ๆ ว่าควรมีภาพอะไรอยู่บนกำแพง ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเก่า กำแพงที่มีสายไฟ หรือหากบริเวณนั้นมีอะไรโดดเด่น เขาก็ทำงานศิลปะให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นที่ได้เสมอ เพราะความสนุกของการทำงานข้างถนน คือการได้ใช้พื้นที่มาเป็นส่วนหนึ่งของงาน

เนื้อหางานที่เขาพ่นมีหลากหลายแนวคิด ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปทางไหนทีเดียว แต่ส่วนใหญ่มาจากประเด็นสังคม

“ศิลปะเป็นเสียงสะท้อนความคิดคน ยิ่งทำงานข้างถนนก็จะเห็นชัด เพราะมันอยู่สองข้างทาง อยู่ตามกำแพง เรามองว่าศิลปินก็เป็นเหมือนคนคนหนึ่งในสังคม อยู่ในโครงสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกัน บอกไม่ได้ว่าเราไม่เกี่ยวกับการเมือง ในขณะที่เรายังต้องอยู่ในสังคมนี้ มันก็เกี่ยวหมดในทุกมิติ

“เราเอาการเมืองมาเป็นวัตถุดิบหนึ่งในการทำงานศิลปะ เพราะเราก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในสังคม เราจ่ายภาษี เราจ่ายโน่นจ่ายนี่ มันเกี่ยวกับเราหมดเลย เพราะฉะนั้น บางทีเราก็อยากเรียกร้องเพื่อให้ได้อะไรบางอย่างมา ในฐานะที่เรามีเครื่องมือแบบนี้ เครื่องมือของเราก็คืองานที่พ่นตามกำแพงได้ แล้วสะท้อนออกไปในมุมมองของเรา”

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

“แต่ส่วนใหญ่งานเราไม่ได้พูดประเด็นการเมืองตรงไปตรงมาขนาดนั้นนะ เหมือนเป็นคาแรกเตอร์หนึ่งที่พูดประเด็นอะไรบางอย่าง แล้วก็ตีความได้หลากหลาย”

ในช่วงนี้เขากำลังอินเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม เพราะอยากให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่เดือดร้อนคนอื่น พูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด หรือแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองอยากแสดงออกได้

“ตอนนี้เหมือนหลาย ๆ อย่างเริ่มดีขึ้น เด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแล้ว เหมือนสังคมกำลังค่อย ๆ เคลื่อนไปในทิศทางที่ดี”

ดวงตาแห่งคำถาม

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

คาแรกเตอร์สามตาพัฒนามาจากคาแรกเตอร์เด็ก เริ่มแรกของไอเดียเป็นดวงตาที่เอาไว้มองสิ่งที่มองไม่เห็น ความเชื่อเรื่องวิญญาณ หรือความเชื่อของคนเอเชีย แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำถามเริ่มเข้ามาว่าทำไมต้องตาที่สาม ตาที่สามคืออะไร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของดวงตาแห่งคำถาม

นอกจากนี้ เบื้องหลังของสัญลักษณ์ตาที่สามก็มีความเชื่อที่ขัดแย้งของสองวัฒนธรรมซ่อนอยู่ 

บางวัฒนธรรมมองว่าสัญลักษณ์ตาที่สามเป็นแง่ลบ แต่บางวัฒนธรรมมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของแง่บวก กลายเป็นตาแห่งคำถามที่เอาไว้แชร์ความเห็นต่างรวมถึงมุมมองของกันและกัน

“ในเมื่อวัฒนธรรมหนึ่งบอกว่าไม่ดี แต่อีกวัฒนธรรมหนึ่งบอกว่าดี แสดงว่ามันมีความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน พอเราถูกแบ่งเป็นพวกเขา พวกเรา มันก็จะเป็นปัญหาทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น นอกจากความเชื่อที่ต่างกัน”

จากความเชื่อและความแตกต่าง จึงเกิดข้อจำกัดในการพ่นคาแรกเตอร์สามตา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อเล็กซ์ถอดใจกับการพ่นกำแพงอยู่ดี หากทำแบบนี้ไม่ได้ เขาก็พร้อมที่จะหาทางออกอีกทางเสมอ

“พ่นสามตาไม่ได้ ก็พ่นสี่ตาไปเลย!” เขาพูดติดตลก 

ตรงจุดนี้ทำให้เขาต้องหาวิธีพลิกแพลง และศึกษาว่าพื้นที่ตรงไหนพ่นตาที่สามได้หรือไม่ได้ เพื่อความสบายใจของคนในพื้นที่ และนำคาแรกเตอร์เด็กสวมชุดกระต่ายไปพ่นแทนในสถานที่เหล่านั้น

เด็กสวมชุดสัตว์มาจากนิทานที่เขาเล่าให้ลูกฟัง สัตว์เป็นตัวแทนความหมายของพื้นที่ ตัวแทนของความเชื่อ หรือตัวแทนของวัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างได้ดี เพราะสัตว์อยู่ในวิถีชีวิตคนเรา มีความผูกพันกันมานาน อย่างเช่นชาวนากับควาย แต่ชุดสัตว์ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในพื้นที่นั้น

“ถ้าเราไปในประเทศที่มีกวางมูส วิถีชีวิตของเขามีกวางมูสเดินไปเดินมา เราก็จะปรับคาแรกเตอร์ไปตามพื้นที่ด้วย สัตว์มันนำมาเล่าเรื่องได้เยอะ 

“ส่วนกระต่ายเป็นคาแรกเตอร์ที่เราใช้บ่อย เพราะมันดูเหมือนเหยื่อ เราใช้สัญลักษณ์แทนสัตว์ที่ถูกล่า เหมือนเด็กที่เป็นเหยื่อความรุนแรง อย่างที่เห็นตามข่าวว่าเด็กถูกทำร้าย แล้วสัตว์อะไรที่เป็นเหยื่อได้บ้างวะ ก็เลยกลายเป็นกระต่าย”

เขาจึงหยิบองค์ประกอบของกระต่ายมาใช้ในงาน เช่น หูกระต่ายที่เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ส่วนชุดที่อาจดูขาด ๆ สื่อถึงความซุกซนและการผ่านประสบการณ์มามาก

เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต
เส้นทาง 20 ปีของ Alex Face คนทำงานศิลปะที่ไม่มีใครเอา สู่ศิลปินดันวงการสตรีทอาร์ต

แล้วคาแรกเตอร์ Alex Face อันนี้เป็นเด็กหรือเปล่า หรือว่าแค่เอาเด็กมาเล่าเฉย ๆ – เราสานสนทนาต่อ

“ส่วนใหญ่คอนเซ็ปต์ที่เล่าก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมหรือในโลกเราแหละ แต่ใช้คาแรกเตอร์เด็กเป็นตัวนำเสนอเพราะมันเป็นเรื่องของอนาคต เด็กมีอนาคตไปอีกไกลมากกว่าคนโต เราเลยใช้คาแรกเตอร์ให้เป็นเด็ก

“เรามองว่าบ้านเราไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเด็กเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วอย่างสแกนดิเนเวีย เราจะเห็นได้จากถนนหนทางหรือฟังก์ชันต่าง ๆ ในเมืองมันเอื้อต่อเด็กหมดเลย ถนน สนามเด็กเล่น หรือแหล่งการเรียนรู้ ที่จริงการพัฒนาคนก็ต้องพัฒนาตั้งแต่เด็ก แต่บ้านเราไม่ใช่ บ้านเราฟังก์ชันต่าง ๆ อาจไม่ได้ออกแบบมาสำหรับเด็ก

“และที่คาแรกเตอร์นี้มันทำหน้าครุ่นคิดแบบนั้น ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากลูก ตอนที่มีลูกแล้วลูกทำหน้าสงสัย เราเลยได้ไอเดียว่า เขาอาจจะกังวลอนาคตอยู่หรือเปล่า เด็กมันเป็นคาแรกเตอร์ที่มาเล่าเรื่องแบบนี้ได้ เพราะมันเชื่อมโยงกับอนาคต เรื่องของเจนเนอเรชัน มันเล่าอะไรได้เยอะมากสำหรับความเป็นเด็ก”

บทบาทพ่อ

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

เมื่อแรงบันดาลใจคาแรกเตอร์เด็กทำหน้าครุ่นคิดมาจากลูกสาวที่ชื่อว่าน้องมาร์ดี เราจึงรู้ได้ทันทีว่าเขาใส่ใจและสนใจอนาคตของลูกแค่ไหน นอกจากบทบาทของการเป็นศิลปิน เขายังมีพาร์ตแฟมิลี่แมนอีกด้วย อเล็กซ์เล่าถึงความเป็นห่วงลูก อยากให้ลูกโตมาในสังคมที่ปลอดภัย และมีสิทธิเสรีภาพอย่างที่ควรจะเป็น มีโอกาสในชีวิตตามหลักสากลเหมือนนานาประเทศ

บทบาทของคุณพ่อคนนี้ เน้นการสอนลูกให้ดูแลตัวเอง จัดการชีวิตให้ได้ รับผิดชอบตัวเองให้เป็น และเรื่องจิตสาธารณะก็ไม่เว้น ไม่มองข้าม เพราะเขามองว่าเป็นสิ่งที่ต้องควบคู่กันไประหว่างจัดการตัวเองกับเรื่องส่วนรวม

“มาร์ดีเขาก็ทำงานศิลปะด้วยนะ” เป็นคำตอบที่มาก่อนคำถาม พร้อมภูมิใจนำเสนอผลงานมาร์ดีอย่างเต็มเปี่ยม

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE
คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

หนึ่งในกิจกรรมที่ทำร่วมกันคือการวาดรูป แชร์ไอเดีย แชร์มุมมอง แชร์ความสนุกผ่านทางปลายพู่กัน และเฟรมผ้าใบ ทั้งคู่มักจะแลกเปลี่ยนมุมมองกันอยู่เสมอ บางงานที่โชว์ก็มีความคิดเห็นของมาร์ดีอยู่ในนั้นด้วย

“น้องเขาจะชอบตอบว่า ดีค่ะ หรืออันนี้ไม่โอเคค่ะ (หัวเราะ) ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย”

มีงานชิ้นหนึ่งที่เป็นการคอลแลบกันแบบเห็นได้ชัด เป็นผลงานที่พ่อลูกวาดหุ่นนิ่งกับดอกไม้ด้วยกันในช่วงโควิด โดยน้องมาร์ดีวาดดอกไม้ ส่วนคุณพ่อวาดคาแรกเตอร์

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE
คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

ถึงแม้ว่ามาร์ดีจะเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อเป็นศิลปิน ได้เห็นการทำงานศิลปะมาตลอด 13 ปี ทำให้ได้ซึมซับสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งขีดเขียน เล่นสี วาดรูป และอีกมากมาย แต่สไตล์ของเธอก็ชัดแจ๋ว มีความเป็นตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย

“วาดรูปเหมือนกัน แต่เขาก็มีความคิดของเขา ความชอบหรือแรงบันดาลใจอะไรของเขามันก็ไม่เหมือนเรา เขาอาจได้แรงบันดาลใจมาจากดนตรี หรืออะไรก็ได้

“เวลาเขาเบื่อเขาก็นั่งวาด นั่งสเก็ตช์รูปเล่น แต่เราไม่ได้บอกว่าเขาจะต้องเป็นอะไร ให้เขาเป็นคนเลือกเองตามความชอบของเขา เด็กวัยรุ่นช่วงนี้เขาก็ชอบหลายอย่าง ชอบดนตรี ชอบตีกลองก็ไปตีกลอง เราก็พยายามทำวงดนตรีกัน ให้เขาได้ไปลองทำอะไรหลาย ๆ อย่าง เอาความชอบเขาเป็นหลัก”

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

“พาร์ตอื่นนอกจากการทำงานศิลปะ ก็พาร์ตครอบครัวเนี่ยแหละ”

หนึ่งในพาร์ตที่เขาให้ความสำคัญไม่แพ้กัน หรืออาจจะมากกว่าทุกพาร์ตก็ว่าได้ คือเขาพยายามแบ่งเวลามาใช้กับครอบครัวให้มากที่สุด อยู่กับลูก เล่นกับลูก ว่ายน้ำกับลูก ทำอะไรกับลูก 

“เพราะเด็กสมัยนี้โตไว” เขาทำหน้าครุ่นคิดเหมือนคาแรกเตอร์มาร์ดีอีกคน

“เราชอบคิดตลอดว่าเราใช้เวลากับเขาไม่พอ ในขณะที่เราก็อยู่บ้านเยอะนะ แต่ยังไงก็เหมือนไม่พอ เราน่าจะอยู่กับเขาให้มากกว่านี้ อายุ 13 แล้ว เดี๋ยวก็โต เดี๋ยวเขาก็จะมีเวลาของเขา ไปทำอะไรของเขาเอง เลยพยายามเก็บช่วงเวลานี้ให้มาก ๆ “

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

อเล็กซ์ยังเล่าด้วยว่า พาร์ตอื่นนอกจากทำงานศิลปะ อยู่กับลูก ก็มีพาร์ตของการทำกิจกรรมที่เขาให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อ Work-Life Balance เขาทำกิจกรรมเยอะมาก ชอบทำอะไรที่ผจญภัย ตั้งแต่ปั่นจักรยาน เล่นเซิร์ฟ ออกไปหาอะไรใหม่ ๆ และไม่วายกลับมานั่งวาดรูปเหมือนเดิม เพราะความชอบมันเรียกร้อง

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

จุดแข็งเราคือ Painter

ตำราไหนบอกว่าอย่าเอาความชอบมาทำเป็นอาชีพ ต้องพักก่อน เพราะอเล็กซ์ฉีกทุกกฎของวงการเช่นเคย เขามองว่าอาชีพ ความชอบ งานอดิเรก ไปด้วยกันได้ แถมยังช่วยส่งเสริมกันและกันให้ทำงานออกมาได้ดีกว่าเดิม

“เอาจริงตอนนี้ที่เรานั่งวาดรูปมันเกินโหมดวาดเล่นไปแล้วนะ คือวาดทุกวัน วาดจนมือด้านหมดแล้ว แต่เราก็ยังรู้สึกสนุกกับมัน ยังตื่นเต้น อยากจะวาดรูปนี้ให้เสร็จเร็ว ๆ เพราะอยากวาดรูปใหม่”

แปลว่ามันยังมีความท้าทายอะไรไหม – เราถาม

“มันก็มีความท้าทายอะไรตัวเองไปเรื่อย ๆ อะไรที่เรายังไม่เคยทำก็อยากทำ อย่างงาน Painting เราก็มีความคิดว่าอยากทำมันซะก่อน ก่อนที่จะทำไม่ไหว เราก็เลยทำเลย ทำก่อนที่ตาเราจะมองไม่ชัด ทำก่อนที่ร่างกายเราจะแก่แล้วทำไม่ได้”

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE
คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

รูปหลาย ๆ รูปเหมือนเป็นรูปที่ทำให้ได้ย้อนกลับไปตอนสมัยเรียนอีกครั้ง เพราะใช้เทคนิคการวาดรูปเหมือนเทคนิคของงาน Impressionism โดยวาดรูปจากภาพถ่าย

“เราว่าทุกคนมีจุดแข็งของตัวเอง การทำงานศิลปะของศิลปินแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไอ้นั่นดีกว่า ไอ้นี่ดีกว่า มันไม่มีหรอก ความจริงคือแค่ต้องหาจุดแข็งตัวเองให้เจอเท่านั้นเอง

“ส่วนเราก็มองว่าจุดแข็งของเราคือเป็น Painter เราเขียนรูปมาตั้งแต่เด็ก เราก็อยากเขียนออกมาให้เต็มที่ไปเลย” 

ไม่หยุดพ่นสี

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเห็นว่าเส้นทางการเป็นศิลปินทำงานศิลปะของ Alex Face เหมือนจะสวยมาตลอดทาง ได้ทำตามความต้องการ นำความชอบมาเป็นอาชีพ หรือเอาอาชีพมาทำเป็นงานอดิเรก แต่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยผ่านช่วงเวลายากลำบาก เขาเป็นหนึ่งในคนที่เคยขายงานไม่ออกเช่นกัน

ถ้าย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของอเล็กซ์คงไม่ต่างจากใครหลายคน จุดของการยังไม่เป็นที่รู้จัก งานไม่เป็นที่ยอมรับ ขายงานไม่ออกจนต้องไปหาจ๊อบเสริมเพราะไม่มีตังค์ เขารับทำตั้งแต่จ๊อบวาดรูป วาดดอกไม้ใบหญ้า วาด Portrait วาดทุกอย่างที่วาดได้ จ๊อบโฆษณา จ๊อบกราฟฟิตี้ ไปพ่นตามร้านต่าง ๆ ก็ไม่เว้น แต่เขากลับคิดว่าการที่ทำงานพวกนี้ทำให้ได้ฝึกทักษะ 

“อย่างเช่นเราไปออกกอง ทุกอย่างมันต้องเร็ว ต้องแข่งกับเวลา ต้องแก้ปัญหา พอเรามาพ่นสีเราก็พ่นแบบนั้นแข่งกับเวลา แก้ปัญหา ทำงานเหมือนมีไทม์ไลน์ให้เราต้องแอคทีฟ มันก็เหมือนติดนิสัยจากการทำงานออกกอง ทุกอย่างเอามาใช้ได้หมดเลย

“หรืองานที่เราไปรับจ้างวาดต่าง ๆ ที่เรารู้สึกว่ายากมาก ไม่ใช่สไตล์เรา แต่กลับว่าสิ่งเหล่านั้นเพิ่มทักษะให้เรา และก็วนกลับมาใช้ในงานส่วนตัวของเราเอง ถ้าเป็นไปได้ ให้ทำจ๊อบที่อยู่ในลูปของศิลปะดีกว่าที่ไปทำงานแบบอื่น คือถ้ามันอยู่ในลูปเดียวกัน มันยังได้ฝึก อารมณ์ในการทำงานมันไม่ได้หายไปไหน”

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

เขามองว่าศิลปินล้วนต้องมีจุดเริ่มต้น ช่วงเวลาของการขายงานไม่ได้ เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ต่างจากตัวเขาเองที่ขายงานไม่ได้สักชิ้นในครั้งก่อน

“แต่ในตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกท้อหรืออะไรเลยนะ เราแค่อยากทำให้มันเกิดนิทรรศการขึ้นมา เราแฮปปี้ที่ได้เห็นงานแขวน มีไฟส่อง นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ เราไม่ได้คิดว่าต้องขายได้อะไรหรอก

“แต่แน่นอนว่าช่วงไหนไม่มีตังค์ก็หาจ๊อบทำอย่างที่บอก พอได้เงินมาเราก็เอามาทำงานศิลปะที่อยากทำ มันก็แค่นั้น

“ถ้าช่วงไหนที่ท้อแท้สิ้นหวัง มันก็ยิ่งต้องวาดรูป การวาดรูปเหมือนเป็นการระบาย เยียวยาตัวเอง มันทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า เลยกลายเป็นว่าพอได้ทำงานศิลปะแล้วรู้สึกดีขึ้น ไม่ได้ทำเพราะเราคาดหวังอะไรกับมันขนาดนั้น”

เขาคิดว่าการทำงานเป็นสิ่งที่ต้องให้เวลา แต่ก็ต้องมีขอบเขตและเป้าหมายที่ชัดไปพร้อมกัน

แก่นแท้การทำศิลปะ

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

จากคนที่ขายงานไม่ออกสักชิ้น ไม่ได้เป็นที่รู้จักในช่วงแรก ผ่านมา 20 ปี กลายเป็นศิลปินสตรีทอาร์ตที่ทุกคนแย่งกันซื้อผลงานหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่นาที Alex Face มีการเปลี่ยนผ่านแต่ละช่วงวัย ทำให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ และมาพร้อมกับมุมมองที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอด 

ทุกวันนี้เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องสภาพความเป็นอยู่ ประสบการณ์ชีวิตที่โตมา หรือความเชื่อต่าง ๆ

“เราว่าเราตั้งคำถามกับตัวเองมาเรื่อย ๆ แหละว่าสิ่งที่เราเชื่อมันจริงปะวะ ในตอนนี้ที่เราได้ข้อมูลมาใหม่แล้วเนี่ย มันเอาไปหักล้างของเดิมที่เราเคยเชื่อ กลายเป็นว่าเราก็เลยมีความคิดที่มันเปลี่ยนไปในหลาย ๆ มิติ หลาย ๆ ด้าน

“ส่วนในเรื่องผลงานมันเปลี่ยนไปอยู่แล้ว ด้วยประสบการณ์ ความเชื่อ มุมมองที่เปลี่ยนไป ถ้ามองจากงานในปี 2002 จนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่ามันจะเห็นความแตกต่าง”

ถึงแม้มุมมองและทักษะการทำงานของเขาจะเปลี่ยนไป แต่เขากลับไม่เคยรู้สึกไม่เห็นด้วยกับผลงานที่ตัวเองเคยทำ ยังคงชื่นชอบงานทุกชิ้นตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่มีชิ้นไหนเลยที่เขาคิดว่า “โอ้โห กูไม่น่าทำเลยแบบนี้” เขาเล่าไปยิ้มไป 

“ยิ่งมองงานเก่า ๆ เรายิ่งรู้สึกหวงแหนด้วยซ้ำ เรากลับไปในช่วงเวลานั้นไม่ได้แล้ว และก็ไปทำแบบนั้นได้อีก มันกลายเป็นว่ายิ่งงานเก่ายิ่งรู้สึกพิเศษกับมันมากขึ้น แม้กระทั่งบางชิ้นที่เละ แต่เรากลับรู้สึกดีเพราะเรากลับไปทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว”

เรื่องราวหลาย ๆ อย่างเปลี่ยนไป แต่ความทรงจำยังคงอยู่ บรรยากาศ อารมณ์ในช่วงวัยเยาว์ไม่ได้หายไปไหน พร้อมหวนขึ้นมาเสมอ เพียงแค่ได้มาอยู่กับศิลปะ

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

รูปนี้เป็นงานที่ไปพ่นกำแพง และถ่ายรูปกำแพงนี้ไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย และนำรูปนี้กลับมาเพนต์อีกที ด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ได้กลิ่นอายของความเป็นจิตรกรรมดั้งเดิม พร้อมคืนวันเก่า ๆ ที่หวนกลับมา

“ตอนนั่งทำก็รู้สึกนึกถึงบรรยากาศในวันนั้น วันที่เราพ่นกำแพงนี้เราได้เจอใครบ้าง เราไปนั่งคุยกับโจโจ้เจ้าของบ้านข้างบนนั้น แล้วตำรวจก็มา เออ ความทรงจำมันย้อนกลับมา”

“แล้วมันก็ได้เจออะไรบางอย่างตอนวาดรูปนี้ เช่น เราเป็นเจ้าของภาพ เราก็จะมองออกใช่ไหม ว่าวัตถุไหนคือของจริง อันไหนคือพ่นสเปรย์ อย่างกระต่ายเป็นสเปรย์ที่เราพ่น แต่ต้นไม้ ตึก ต่าง ๆ เป็นของจริง

“เมื่อถ่ายรูปออกมา สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงเห็นชัดอยู่ ยังดูออกว่าอันไหนเป็นของจริงบ้าง แต่ถ้าเราเปลี่ยนทุกอย่างมาเป็น Painting ก็จะดูยากกว่าเดิม

“กระต่ายก็เพนต์ พื้นหลังก็เพนต์ ต้นไม้ก็เพนต์ มันเบลนด์ทุกอย่างเข้าหากันเป็นสิ่งเดียว”

คาแรกเตอร์กระต่ายตัวนี้ดูมีชีวิตขึ้นมากกว่าเดิม เพราะบรรยากาศทุกอย่างถูกนำมาเพนต์ทั้งหมด เหมือนเป็นการเพิ่มมิติให้รูปนี้ มากกว่าเป็นงานโฟโต้กราฟอย่างเดียว

“เราก็เจอมันตอนที่เรานั่งทำ เราพบว่า เออ ทุกอย่างมันกลายเป็น Painting หมดเลยนี่นา”

ความทรงจำหวนคืน

เราย้อนอดีต พูดถึงเรื่องความทรงจำกันขนาดนี้แล้ว งั้นมีอะไรอยากบอกกับตัวเองในปีแรกไหม สมมติว่าคุณได้เจอ Alex Face เมื่อปี 2002 อีกครั้งหนึ่ง – เราถาม

“ก็คงบอกว่า Be Good, Bro”

“ไม่รู้จะบอกอะไร เพราะเราก็คิดว่าไม่ได้มีอะไรที่จะต้องกลับไปเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข มันก็คงอย่างที่บอกแหละว่า เออ ดี ๆ แล้วกันมึง” 

“คงไม่ได้มีอะไรไปบอกมันหรอก เพราะเราไม่ได้คิดอะไรมากเลยตั้งแต่ตอนแรกจนตอนนี้ บางทีมันก็เหมือนเดิมเลยนะ ตอนที่พ่นครั้งแรกมีความรู้สึกเป็นยังไง มันสนุก ตอนนี้ไปพ่นก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม”

คุยกับ Alex Face ถึงการเดินทางสู่ศิลปินสตรีทอาร์ต ในวันที่หวนย้อนอดีตอีกครั้งจัดนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE

เด็กในวันนั้นที่ชอบศิลปะวาดรูปเล่นกลางทุ่งนา หรือคนที่พ่นกราฟฟิตี้บนกำแพง หรือศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อว่า Alex Face ทุกอย่างล้วนเป็นเขาคนเดิม

ไม่ต่างจากนิทรรศการ 20TH YEAR ALEX FACE ที่จัดขึ้นล่าสุด เป็นนิทรรศการที่จะพาทุกคนย้อนเวลา หวนสู่ความทรงจำไปกับเขาอีกครั้งหนึ่ง เส้นทางของการเป็นศิลปินสตรีทอาร์ตตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมาว่าเขาได้ผ่านประสบการณ์และความร่วมมือ คอลแลบงานกับใครมาบ้างในวงการกราฟิตี้ ที่นี่จะรวมผลงานตั้งแต่ปี 2002 – 2022 

โดยภายในงานจัดแสดงโชว์ 4 โซนใหญ่ ๆ โซนงานเก่าของ Alex Face ตั้งแต่ปี 2002 โซนของงานเพนต์คาแรกเตอร์บนแคนวาส โซนของภาพเพนต์สีน้ำมันเลียนแบบภาพถ่าย และสุดท้ายโซน Collaboration

นิทรรศการจากศิลปินสตรีทอาร์ตผู้ถูกตั้งคำถามอยู่เสมอ ว่าการทำงานบนถนนกับการทำงานในสตูดิโอแตกต่างกันอย่างไร พื้นที่ในการแสดงงานข้างถนน กับพื้นที่แสดงงานในแกลเลอรี่ต่างกันไหม ในนิทรรศการนี้ก็มีคำตอบให้ทุกคนเช่นกัน

นิทรรศการ 20 TH YEAR ALEX FACE 

จัดแสดงวันที่ 5 พฤศจิกายน – 18 ธันวาคม 2022 

ที่ตั้ง : 127 ณ ระนอง คลองเตย กรุงเทพฯ

ซื้อบัตรชมงานได้ ที่นี่ ราคาบัตรเข้าชมงาน 350 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ [email protected]

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load