อารัมภบทเป็นส่วนเกินของบทความทันที

เมื่อรู้ว่าวันนี้มีนัดหมายพูดคุยและเยี่ยมชมสตูดิโอของ ติ๊ก-สันติ ลอรัชวี หรือ ‘อาจารย์ติ๊ก’ ของเหล่านักเรียนออกแบบ บิ๊กเนมในวงการกราฟิกดีไซเนอร์และวงการศิลปะของไทย ผู้มีผลงานให้เราได้ทึ่งอยู่เสมอ

บางคนรู้จักสันติในฐานะนักออกแบบกราฟิก ผ่านปกหนังสือ Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, สิทธารถะ เวอร์ชันแปลไทยโดย สดใส ขันติวรพงศ์ ฉบับ Book Lover Edition และโดยเฉพาะโปรเจกต์ ‘ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer™)’ กิจกรรมของกลุ่มวิชาชีพที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย

บางคนรู้จักสันติในฐานะศิลปิน ผ่านนิทรรศการ Yes, I am not. (2008), เข้านอกออกใน-อุโมงค์คำว่า “กรุงเทพ” ที่มุดลอดเดินวนเล่นได้อย่างสนุกสนานในงานศิลปวัฒนธรรม “บางกอก…กล๊วย…กล้วย!!” (2009), หรือจากแถวหนังสือหนาเกือบเมตร มีรูเจาะตรงกลาง ในนิทรรศการสถานพักตากอากาศ (2013)

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

หลายคนรู้จักสันติทั้งสองเวอร์ชัน

น้อยคนรู้ว่า ในฐานะศิลปิน ผลงานของเขาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาล้วนมีแม่ผู้ให้กำเนิดคนเดียวกัน

ความทรงจำ-เขาหยิบออกมาใช้อย่างปู้ยี่ปู้ยำจนความรู้สึกตีกันพัลวันพัลเกไปหมด ไม่นานมานี้จึงตกตะกอนได้ว่า ถึงเวลาสังคายนาพวกมันให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อตัวเองมากที่สุด

นิทรรศการ MemOyuU การสับยำความทรงจำแล้วแปลงโฉมเป็นรูปธรรมที่น่ารักจึงถือกำเนิดขึ้นใน CASE Space Revolution แกลเลอรี่ไซส์จิ๋วย่านเจริญกรุง

และนั่นเป็นที่มาของบทสนทนากับสันติโดยสันติวิธีในวันนี้

00 สันติสตู

ตรงหน้าเราคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กเกินกว่าจะใช้งาน แต่ก็ไม่ใหญ่พอเข้าข่ายสตูดิโอทำงานศิลปะขนาดทั่วไปเท่าที่เคยสัมผัสมา แถมไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำงานศิลปะเลยสักชิ้นเดียว (หากไม่นับว่าคอมพิวเตอร์ก็ใช้งานได้มีประสิทธิภาพไม่แพ้พู่กันและผืนผ้าใบ) 

ชั้นวางของเบื้องหลังโต๊ะทำงานกินพื้นที่ผนังด้านในสุดของห้องไปอย่างละโมบ เหล่าหนังสือทั้งไทยและเทศนอนเกลื่อนกล่นเรียงรายเต็มทุกชั้น ทิ้งจังหวะตรงกึ่งกลางระหว่างความมีระเบียบและคู่ตรงข้าม มีชีวิตชีวาจากโมเดลตัวการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน ส่วนใหญ่นอนแอ้งแม้งเต็มชั้นด้านข้าง ส่วนน้อยกระจายตัวทั่วทั้งห้อง

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของ สันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

อีกฟากมีโซฟาขนาดกะทัดรัด เพียงตาสัมผัสก็รู้ว่านุ่มฟู ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน

นอกหน้าต่างคือท้องฟ้าสีเทาครึ้ม 

“อีกไม่นานจะปล่อยฝนลงมา” เหล่าเมฆกระซิบว่าอย่างนั้น

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

01 สันตินิยาม

เรานั่งฝั่งตรงข้ามกับสันติ

“ตอนนี้อาจารย์เรียกตัวเองว่าเป็นอะไร” เราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่น่าจะยากข้อหนึ่งสำหรับมนุษย์ไฮเปอร์ผู้ทำอะไรหลากหลายไปหมด

“ทุกอาชีพมีพื้นฐานคล้ายกันหมด เพียงแต่ธรรมเนียมและแพลตฟอร์มนั้นต่างกัน สมัยก่อนเส้นแบ่งกิจกรรมของมนุษย์มันเลือนมาตลอด การศึกษาและอาชีพในระบบสายพานแยกพวกมันให้ขาดจากกัน คนในศตวรรษนี้จึงตื่นเต้นกับคำว่าสหวิทยาการไงอีกอย่าง มนุษย์มีแนวโน้มที่จะสรุปและแท็กทุกสิ่งรอบตัว โดยเก็บไว้เพียงหนึ่งเสมอ คำถามนี้เลยถูกถามอยู่ตลอด 

“ถ้าให้ผมเก็บตัวเองเหลือหนึ่ง ผมก็ขอเก็บนักออกแบบไว้ ด้วยอาชีพและวิธีคิด เพราะยังไม่เข้าใจและยังไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคำว่าศิลปิน ผมมองคำนี้เป็นสถานะมากกว่าอาชีพด้วยซ้ำ เหมือนเราไปยืนดูเชฟเก่งๆ ทำกับข้าว เล่นกับไฟกับกระทะ แล้วมองว่ามันโคตรอาร์ตเลย เขาก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปินสักหน่อย

“ใครจะมองผมเป็นศิลปินก็ไม่ติดขัด จะไม่แก้ไขและไปนั่งเถียงด้วย เพราะแต่ละคนรู้จักเราจากมุมมองต่างกัน และถ้าบางคนมองตัวเองเป็นศิลปินก็ไม่ผิดอะไรนะ”

นี่คือสันตินิยาม

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

02 ผมต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก

สันติเป็นนักเรียนออกแบบที่ไม่เหมือนใคร

เขาไม่ได้สะสมทักษะทางศิลปะขั้นพื้นฐานมาแต่ต้น เข้ามาเรียนดีไซน์ด้วยเงื่อนไขว่าต้องเอนทรานซ์ให้ติดโดยไม่อ่านหนังสือเพิ่ม และขอแค่ไม่ขายหน้าญาติพี่น้องเป็นพอ

ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกส่งสันติไปยังปัตตานี คำรบหนึ่งปีถ้วนจึงย้ายกลับมายังมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดิมทีตั้งใจจะเรียนคณะนิเทศศาสตร์ แต่ครั้นกวาดสายตาไปเจอสาขานิเทศศิลป์ ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ จึงเปลี่ยนใจ ลากมือลงมากาสาขานี้

“ผมไม่ได้มีพื้นฐานที่ดี พอมาเจอวิชาทักษะจึงต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก มาหายใจหายคอได้ตอนเรียนวิชาดีไซน์ปีสอง เพราะเริ่มรู้จักวิธีทำงานโดยไม่ต้องวาดรูป และอาจารย์ให้ความสำคัญแก่เรื่องแนวคิดมากขึ้น

“ผมพยายามลับเหลี่ยมลับคมอย่างเข้มข้น แน่วแน่ว่าจะเอาตัวรอดด้วยคอนเซปต์ให้ได้ ปกติเป็นคนชอบคิดอยู่แล้ว แต่ก่อนข้ามไปคิดว่าจะทำอะไร ผมย้อนกลับมาคิดว่าต้องคิดอย่างไรก่อน ทักษะเรามีจำกัด ต่อให้คิดจะทำก็ทำไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ) เรามีแค่สาม พยายามให้ตายก็ได้แค่เจ็ด ขณะที่เพื่อนมีเจ็ดอยู่แล้ว พยายามนิดหน่อยก็ได้สิบ ถ้าสู้ทางตรงไม่มีวันชนะแน่นอน

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

“งานผมเลยไม่ได้มีอะไรเยอะแยะ คอลลาจตัดแปะสองรูปก็ชนะได้ ไม่ใช่ว่าไม่สวยนะ ผมไม่ได้ปฏิเสธสุนทรียภาพด้วย แต่ความงามเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น งานดีไซน์ที่ดีอาจไม่ต้องสวยงามที่สุด ถ้าจัดลำดับจริงๆ ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อมนุษย์นั้นสำคัญกว่าด้วยซ้ำ”

นี่คือวิธีการเอาตัวรอดแบบสันติวิธี

03 ไอ้พวกมีอุดมการณ์

สันติสะสมความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยจนแน่นปึ้ก

แพสชันอันแรงกล้าในอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ ทำให้เขาปฏิเสธทุนการศึกษาที่คณะจะส่งให้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ เพื่อเลือกตอบรับงานตามคำชักชวนของอาจารย์ที่ปรึกษาแทน

ไม่นานสันติในวัยหนุ่มไฟแรงก็เริ่มเบื่อหน่ายรูปแบบการทำงาน สบโอกาสกับที่พี่ชายของเพื่อนจะเปิดบริษัท และพร้อมลงทุนให้สันติกับกลุ่มเพื่อนได้ทำสตูดิโอสมใจอยาก เขาตบปากรับคำพร้อมโบกมือลางานแรกในชีวิต

นามบัตร คือสิ่งแรกที่สันติตั้งใจออกแบบในนามที่ทำงานแห่งใหม่ หมายใจว่าต้องได้รางวัลมาประดับบารมี ซึ่งเป็นไปตามคาด

“ถ้าทำงานไม่มีโจทย์แล้วยังไม่ได้รางวัล มึงไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว” เขาว่าพลางหัวเราะ

จากนั้นจึงได้เริ่มทำอาร์ตเวิร์กให้ค่ายเพลง BMG Record ในยุคที่วงอินดี้กำลังเบ่งบาน สถานะของดีไซเนอร์หนุ่มตอนนั้นคือเด็กวัยหัดเดินในวงการ

“ฉากสำคัญฉากหนึ่งคือเคยมีคนให้ผมออกแบบปฏิทินโป๊”

เราวางปากกา เลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้นแสดงความสงสัยแก่คู่สนทนา

“ผมได้รับติดต่อให้เข้าไปที่  Victoria Secret พระรามเก้า เขาเอาหนังสือโป๊มากองตรงหน้าตั้งใหญ่ แล้วบอกให้เลือกรูปไปทำปฏิทินสำหรับแจกลูกค้า ผมปฏิเสธแล้วไสคืนไป ตอนนั้นอายุยี่สิบสี่ กูไม่ได้จบมาเพื่อทำอะไรแบบนี้ นี่ไม่ใช่งานที่จะเอาไปอวดใครได้เลย ไหนจะลิขสิทธิ์ภาพอีก จำได้แม่นเลย เขาด่าผมว่า ‘ไอ้พวกมีอุดมการณ์’

“เขานิ่งเงียบสักพัก คิดว่าจะหาอะไรให้ผมทำดีเพื่อเอาชนะ จบที่งานออกแบบโปสเตอร์รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้มูลนิธิของเขา งานนี้ผมโอเค รับได้ วันตรวจงานเขานัดที่โรงแรมเมโทร ถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงนวด ตอนแรกคิดว่าจะนั่งคุยกันปกติ สรุปให้เราเดินเข้าไปถึงห้องนวดเลย ยังจำภาพเขานอนคว่ำหน้าโชว์ก้นให้หมอนวดนวด แล้วมีดีไซเนอร์หนุ่มคนหนึ่งที่แม่งอยากก้าวหน้า ต้องช้อนโปสเตอร์ที่ทำมาให้เขาดูจากมุมเสยได้ติดตา ทุเรศฉิบหาย นี่กูทำอะไรอยู่วะ

“หมดช่วง Honeymoon Period ถึงได้เจอโลกความจริงว่าไม่หมูเลย ตอนนั้นอายุยังน้อยมาก แม่งไม่มีอำนาจต่อรองอะไรทั้งสิ้น ยากฉิบหาย กลางวันหาลูกค้า ฉีกสมุดปกเหลืองเป็นสามท่อนแจกเพื่อนเพื่อสุ่มโทรไปของานเขาทำ กลางคืนปั่นงาน หักลบกลบหนี้กับ Fixed Cost แล้วขาดทุนยับ จึงเริ่มเข้าใจอาจารย์แล้วว่าเบี้ยล่างสุดๆ เป็นอย่างไร”

แล้วก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ สตูดิโอขนาดย่อมต้องปิดตัวลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมาชิกบางคนอยากไปเรียนต่อ บางคนอยากไปทำอย่างอื่นแทน ส่วนสันติก็ไปเป็นฟรีแลนซ์ตามระเบียบ

“เกมนี้เราแพ้แหละ” เขายอมรับแต่โดยสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

04 จุดหักมุม

สันติกลับมาตั้งหลักที่บ้าน

งานฟรีแลนซ์แปลงแฮนด์บิลล์ภาพยนตร์จากต่างประเทศเป็นเวอร์ชันไทยดาหน้าเข้ามาหาเขาอย่างต่อเนื่อง เสมือนเป็นแบบฝึกหัดไทโปกราฟีสุดหินที่สอนให้เขาพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด และสปอยล์เขาจนเสียคนไปพร้อมๆ กัน

“คงเป็นช่วงที่ท้อด้วยแหละ อยากทำดีแต่ไม่มีโอกาส พอรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยเบนมาทางหาเงินแทน งานแฮนด์บิลล์ง่ายมาก ไม่มีอะไรเลย สมมติวันนี้มีนัดลูกค้าตรวจงานตอนสี่โมงเย็น ผมเริ่มทำงานตอนบ่ายสอง ครึ่งชั่วโมงเสร็จ ทำอาทิตย์ละปก ได้ปกละหมื่น เดือนหนึ่งทำงานสองชั่วโมง ได้สองหมื่นสบายๆ บางเดือนหนังเข้าเยอะ สัปดาห์ละสี่เรื่อง ได้เดือนเป็นแสนก็มี”

‘อ้วนฉุ ติดเกม’ คือคำที่สันติใช้บรรยายถึงสันติเวอร์ชันเสเพลที่สุดในชีวิต

“แต่ไม่รู้ว่าจุดนี้จะเรียกว่าจุดหักเหได้หรือเปล่านะ” เขาเปลี่ยนโทนเสียงเล่าเรื่อง

“คือใช้ชีวิตแบบนี้ไปสักพักจนเป็นไข้เลือดออกและล้มในห้องน้ำ เข้าโรงพยาบาลสิบวัน เล่นเกมไม่ได้เลยต้องขนหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา พยาบาลเข้ามาเช็ดตัวปะแป้งให้เหมือนเด็กปัญญาอ่อนเลยอะ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้แน่ชัดแล้วว่านี่แม่งไม่ใช่แล้ว ออกไปคงต้องหยุดชีวิตแบบนี้สักที ไม่ถึงกับคิดได้มากมายอะไรหรอกนะ

“ถ้าไม่ป่วยคงไหลไปเรื่อยแหละ” โชคดีที่เขาเลี้ยวโค้งหักมุมอย่างสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

05 Self-Learner

เป็นอีกครั้งที่สันติใช้ชีวิตอย่างจับพลัดจับผลู

การได้บังเอิญเจอกลุ่มรุ่นพี่นักเรียนนอกที่รวมตัวกันกลับไปสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะ จุดประกายให้สันติหวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนทุนการศึกษาเดินมาหาถึงตรงหน้า และตัดสินใจเข้าร่วมก๊กอย่างไม่ลังเล

“ปรากฏว่าเขารับผม” อาจารย์ติ๊กเฉลยตอนจบของเรื่อง

“แต่ทำให้รุ่นพี่ที่ไปพร้อมกันพลาดโอกาส (หัวเราะ) ซึ่งผมเป็นอาจารย์แบบสัญญาจ้างนะ ทำงานสามวัน แล้วเรามีแค่วุฒิปริญญาตรี เลยต้องทำงานหนักหน่อย ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการนักศึกษา แน่นอนว่าผมไม่โอเคอยู่แล้วเพราะไม่ได้ต้องการบทรองขนาดนั้น เป็นอาจารย์ก็ต้องสอนหนังสือสิวะ ผมเลยพัฒนาตัวเองยิ่งกว่าตอนเอาตัวรอดสมัยเรียนหรือช่วงทำงานอีก หัวหน้าภาควิชาให้หนังสืออะไรมาผมอ่านหมด

“ทำงานไปสักพักผมเริ่มมีความคิดอยากไปเรียนต่อมากขึ้นอย่างหนัก เนื่องจากรอบตัวมีแต่คนเรียนสูง และยังยึดติดกับมายาคติว่า ความรู้ต้องมาจากการเรียนแบบมีคนสอนเท่านั้น”

สันติขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษอย่างขะมักเขม้น พร้อมแจ้งความจำนงแก่คณะว่าต้องการรับทุนการศึกษา สมัครสาขา Design Study ที่ Central Saint Martins College of Art and Design และได้รับการตอบรับทันทีในปีแรก เขารอทุนจากมหาวิทยาลัยอย่างสันติ กระทั่งวันเวลาล่วงเลยไป 3 ปีเต็มจนเขาเลิกหวัง

“ผมอาจไม่ค่อยน่าสนับสนุนเท่าไหร่ คงไม่เข้าตาผู้ใหญ่” เขากระเซ้าเย้าหยอก ทีเล่นทีจริง

“เตรียมใจไว้ประมาณหนึ่งแล้ว เลยเริ่มศึกษาด้วยตัวเองอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนอาจารย์บ่อยขึ้น เชิญวิทยากรเก่งๆ มาบรรยาย และขอลิสต์หนังสือเขาไว้ไปอ่านตาม อ่านหมดเกลี้ยง”

ศิลปินฝั่งตรงข้ามค้นพบว่าวิธีหาความรู้นั้นมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีดีกรีใดมารองรับ แถมเขาก็ทำหน้าที่ Self-learner ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงตัดใจเรื่องไปเรียนต่อโดยสันติวิธี

06 “มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

สันติปิดปมเรื่องการเรียนต่อเมืองนอก ด้วยการพาตัวเองเที่ยวนิวยอร์กให้หายอยากหนึ่งทริป

“ผมไปผมก็ซ่านะ” เขาจั่วหัวทริปในตำนานได้อย่างน่าติดตาม

“ก่อนเดินทาง ผมอีเมลไปยัง School of Visual Arts บอกว่าขอเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ เพราะเป็นที่ที่ผมอยากเรียนมาก พอไปถึง ผู้ช่วยของ สตีเวน เฮลเลอร์ (Steven Heller) คณบดีและผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบให้ The New York Times ก็พาชมพร้อมเล่าหลักสูตรให้ฟัง จากนั้นผมก็ไป Art Director Club ทิ้งนามบัตรสร้างสัมพันธ์กันเอาไว้ แล้วก็ไปเจอเพื่อนๆ หลายคนในวงการซึ่งเรียนต่ออยู่นั่น

“ผมตกตะกอนได้ว่า หากมีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาบ่อยๆ ดูมิวเซียม พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าการมาเรียนต่อ กลับมาปีหนึ่ง Art Director Club ติดต่อมาหา เอานิทรรศการมาจัดที่หอศิลป์ ม.กรุงเทพ เพราะเขารู้จักเราเจ้าเดียวในไทย เพื่อนยังแซวว่า มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

นี่ค่อยๆ กลายเป็นอีกหนึ่งสันติวิธีในการหาประสบการณ์เข้าตัว แต่เขายังกล่าวอย่างถ่อมตนว่าไม่ถึงกับสร้างคอนเนกชันอะไรมากมาย เพราะภาษาอังกฤษไม่คล่อง

“แค่อยากไปรู้ไปเห็นเฉยๆ อย่างตอนไปอังกฤษ ก็ขอให้ลูกศิษย์พาเข้าไปข้างใน ไปโอซาก้า ผมติดต่อเพื่อนผู้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยคินได บอกว่าพูดให้ฟรีๆ เลย แต่ขอพาเข้าไปดูหน่อยว่าสอนกันยังไง” เขาเล่าประสบการณ์พลางหัวเราะในสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

07 วงเหล้าวิชาการ

เรื่องราวดำเนินออกจากปากอย่างพรั่งพรู

บทสนทนาล่วงเลยเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง เมฆฝนยังกลั้นหยาดน้ำเอาไว้ได้ แต่เรายังไม่รู้จักสันติในฐานะศิลปินเสียที

“พอไม่หมกมุ่นกับการเรียนต่อ ผมก็ใช้ชีวิตกับเพื่อนอาจารย์สนุกขึ้น” เขาเล่าต่อ

“เราสนิทกันผ่านวงสังสรรค์ เหล้าเบียร์เต็มโต๊ะ แต่บทสนทนาเป็นเรื่องวิชาการข้ามศาสตร์ล้วนๆ เพราะสมาชิกคืออาจารย์จากหลากหลายแขนง ออกรสจนถึงขนาดไม่มีใครอยากขาดนัด ตัวผมเองเป็นพหูสูตเลยตอนนั้น เพราะฟังแล้วจับประเด็นมาค้นคว้าต่อเอง ลับคมทุกวัน”

ก๊วนอาจารย์กระชับความสัมพันธ์กันค่ำแล้วค่ำเล่า นักออกแบบประจำแก๊งอย่างสันติจึงได้รับมอบหมายจากเพื่อนศิลปินให้ช่วยทำสูจิบัตรบ่อยขึ้น จนกลายเป็นที่พึ่งลำดับต้นๆ ประจำใจคนในวงการ กระทั่งได้ช่วยงาน Show Me Thai ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2007 ในฐานะ Art Director ดูแล Key Visual ทั้งหมด

“งานนี้ให้โอกาสผมได้เจอคนเก่งเยอะมาก ได้เห็นกระบวนการหลังบ้านทั้งหมด ตั้งแต่สถานที่ คิวเรเตอร์ ไปจนถึงวัฒนธรรมการเสพศิลปะของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตอนกลับไปเก็บงาน ผมได้รู้ว่าพื้นที่ทางศิลปะมีพลังถึงขนาดเปลี่ยนกองขยะเป็นงานศิลปะได้ จึงเห็นว่าพื้นที่นี้น่าหลงใหล วงการนี้น่าสนใจและจริงจังกว่าที่เคยคิดไว้”

สันติเข้าสู่วงการศิลปะโดยสันติวิธีตั้งแต่นั้นมา

“สถานะของผมเหมือนนักออกแบบผู้ชอบทำงานศิลปะมากกว่า งานศิลปะมีความส่วนตัวสูง เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราได้ทดลองอะไรกับตัวเอง ตัวตนของเราจึงอยู่ที่นี่ส่วนหนึ่ง เพราะงานสตูดิโอก็คืองานสตูดิโอ ไม่ใช่งานสันติ งานสอนก็ไม่ควรไปเอาเครดิตอะไรนอกจากให้นักเรียน พอได้ก้าวข้ามมาทำก็รู้สึกเติมเต็ม ไม่แหว่งอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ใช้เงินเยอะมาก” อาจารย์ติ๊กเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แล้วอาจารย์แอบขโมยเทคนิคของนักออกแบบกราฟิกมาทำงานศิลปะด้วยหรือเปล่า-เราข้องใจ

“ที่จริงสองอย่างนี้มีอุปกรณ์พื้นฐานเป็น Visual Element เหมือนกัน ต่างกันแค่ตำแหน่งที่คุณเอาไปวาง วันหนึ่งผมอาจใช้กราฟิกดีไซน์ทำงานแล้วเอาไปวางใน Art Scene ก็ได้ ดังนั้น วิธีการไม่ค่อยเปลี่ยน แต่เนื้อหาเปลี่ยน ศิลปะเรามีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาโดยตรง ต้องเชื่ออย่างที่ทำจริงๆ และพร้อม Stand for เสมอ ไม่ใช่แค่กิมมิกเรียกความหวือหวา”

ศิลปะเป็นอีกพาร์ตที่ช่วยเติมเต็มชีวิตสันติให้สมบูรณ์ขึ้นอย่างสันติวิธี

08 MemOyoU

จาก Yes, I am not. (2008) Solo Exibition ครั้งแรก จนถึงปัจจุบันก็ร่วม 10 ปี สันติเทียวเข้าเทียวออกภายในจิตใจตัวเอง รื้อค้นวัตถุดิบแห่งความทรงจำมาดัดแปลงเป็นนิทรรศการ

“แต่การเข้าไปในตัวเองทำให้ผมเจอว่าแม่งไม่มีอะไรเลยนะ” คู่สนทนาเรายืนยันหนักแน่นก่อนขยายความต่อ

“พบว่าตัวเองเป็นคนลักลั่น ไม่แน่ใจอะไรเลย เคยปรึกษาผู้ใหญ่ว่าผิดไหมหากจะเสนอว่าเราไม่รู้อะไร เขาว่าไม่ผิดหรอก แต่มึงจะเสนอยังไงล่ะ (หัวเราะ) นี่เลยกลายเป็นทางงานของผมอย่างหนึ่ง คือสองแง่สองง่าม ไม่เคาะ เหมือนกับว่าเราไม่ชัวร์”

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

‘MemOyoU’ คือนิทรรศการครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี คือนิทรรศการครั้งสุดท้ายที่เขาจะหยิบความทรงจำส่วนตัวตลอดทศวรรษนี้มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างงาน และคือก้าวสำคัญที่เขาข้ามมาทำงานเฉกเช่นศิลปินโดยแท้

“ผมใช้เวลาที่งานเลื่อนจากปีก่อน ตกตะกอนความคิดได้ว่า ควรเลิกหากินกับความทรงจำของตัวเองได้แล้ว เพราะแม้มีประโยชน์มาก แต่ก็เจือความเศร้าอยู่ไม่น้อย รื้อออกมาทีหนึ่งผมเจ๊งไปเป็นอาทิตย์

“ปกติความทรงจำของมนุษย์มักถูก Simplify มาแล้วขั้นหนึ่งตอนบันทึก เอารายละเอียดออกไปจนเลือนราง และแตกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นิทรรศการครั้งนี้จึงเอามาสับไพ่ใหม่ให้เละ เรียงร้อยเป็นเรื่องราวผ่านโวหาร และแช่แข็งมันไว้เป็นรูปธรรมผ่านข้อความ หนังสือ ภาพถ่ายแม่น้ำ และประติมากรรม ทำ Last Episode ของมันและเลิกใช้เสีย”

ผู้ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน ขยายความพลางหยิบส่วนหนึ่งของนิทรรศการออกมา

มันคือกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งซ่อนหนังสือที่สันหนากว่าความกว้างปกอย่างผิดสัดส่วนเอาไว้ และซ่อนเรื่องราวซึ่งร้อยเรียงจากเสี้ยวความทรงจำเอาไว้ในหนังสืออีกที

ดูเป็นประติมากรรมมากกว่าสิ่งพิมพ์-เราคิด

“เป็นนิสัยกราฟิกดีไซเนอร์ที่เคยทำหนังสือแหละ เลยอยากลองทำให้หนาดู เพราะผมเห็นว่าในการเก็บบันทึก สันหนังสือสำคัญกว่าหน้าปก แล้วพอสันหนาขนาดนี้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การกินเนื้อที่บนโลกมากกว่าตัวอักษรภายใน อีกอย่างผมตั้งใจให้อ่านลำบากหน่อย เหมือนตอนผมค่อยๆ เก็บสะสมความทรงจำเหล่านี้มา คนจะได้ไม่รับรู้เรื่องราวของเราตรงไปตรงมามากเกินไป”

ลึกซึ้ง

09 Dream, Truth, Freedom, and Love

Riverscape

ถ้าพูดถึงภาพถ่ายทิวทัศน์น้ำ นอกจากต้องเห็นน้ำ โดยสามัญสำนึกก็ควรต้องเห็นรายละเอียดอื่นประกอบกับแหล่งน้ำนั้นด้วย เพื่อให้รู้ว่าคือที่ไหน

สันติทำลายความเชื่อนี้ด้วยภาพถ่ายแม่น้ำ-ส่วนสำคัญในนิทรรศการครั้งนี้

“ผมชอบ สิทธารถะ อยู่แล้ว แต่บังเอิญได้แรงบันดาลใจจากตอนไปดูงานโปสเตอร์ภาพถ่ายแม่น้ำเธมส์ของ โรนิ ฮอร์น (Roni Horn) เขาใส่ตัวเลขลงไปตามจุดต่างๆ เลขแต่ละตัวบอกความหมายต่างกัน เช่น สถิติคนฆ่าตัวตายที่แม่น้ำนี้ใน ค.ศ. 1970 จุดนี้ดำสุดในภาพ ฉันเศร้าว่ะ ผมยืนดูและรู้สึกกับมันเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง แล้วเริ่มถ่ายแม่น้ำเป็นต้นมา โชคดีที่ไม่ใช่ช่างภาพ ผมเลยไม่มีข้อจำกัดในเชิงเทคนิค” เขาเปิดภาพถ่ายแม่น้ำฝีมือตัวเองนับร้อยภาพให้เราดูขณะอธิบาย

สันติค่อยๆ แกะห่อกระดาษตรงหน้าเราออกช้าๆ เผยให้เห็นพื้นผิวชั้นบนสุดของประติมากรรม เป็นภาพถ่ายริ้วคลื่นบนผิวน้ำสีเข้ม ชั้นล่างสุดถัดจากชั้นอีพ็อกซีสีใสอมเขียวตรงกลาง คือแผ่นกระดาษเขียนคำว่า ‘Dream’

“นี่เป็นเหมือนการตัดแม่น้ำแล้วยกขึ้นมา” สันติขยายความพลางไสออกจากตัวสู่เรา เป็นนัยว่าเชื้อเชิญให้ดูใกล้ๆ

“ที่จริงมีอีกสามคำ คือ Truth, Freedom, และ Love สื่อถึงการกดทับเก็บซ่อน เพราะทั้งสี่คำนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมีหมด แต่บางครั้งก็ต้องซ่อนไว้

“งานชิ้นนี้แทรกมาทีหลังเลย เวลาทำโชว์ ถ้ายังไม่สมบูรณ์จะยังรู้สึกว่า แม่งขาดอะไรไปวะ แล้วชอบมารู้เอาทีหลัง แต่ประติมากรรมชิ้นนี้มาเติมเต็มพอดี”

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

สันติใช้แสงเงา ความเข้ม และพื้นผิวของภาพ เล่นกับจินตนาการของผู้ชมได้อย่างเหนือชั้น คงเป็นเสน่ห์ของงานศิลปะนามธรรม และเอกลักษณ์แบบสันติวิธีที่ยืนยันจะไม่ฟันธง

อาจารย์อยากให้คนดูได้อะไรกลับไป-เรากดสูตรโกง ขอเฉลยหน้าซื่อ

“อะไรก็ได้ ขอให้ได้กลับไปบ้างก็พอ เพราะครึ่งหนึ่งของนิทรรศการนี้ เกิดจากเหตุผลส่วนตัวที่ผมอยากทำให้เรียบร้อย ฉะนั้น แค่ได้ทำขึ้นมาก็พึงพอใจแล้ว คงไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นมารู้สึกต่อเรื่องราวของเราอย่างไรไม่ได้

“จริงๆ อยากรู้มากกว่าด้วยซ้ำว่าแต่ละคนได้อะไรกลับไป”

สันติทิ้งท้ายอย่างสันติวิธี

MemOyoU นิทรรศการแห่งความทรงจำตลอดทศวรรษครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี จัดแสดงที่ CASE Space Revolution @Broccoli Revolution Charoenkrung แกลเลอรี่ย่านเจริญกรุง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

นอกจากจะซ่อนไม้ตายทั้งหลายที่เราแอบเอามาแบไต๋จนเกือบหมดเปลือกแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ สอดแทรกในงานอีกด้วย ลองหารูที่ผนังให้เจอแล้วดึงกระดาษออกมาอ่านสิ!ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก : CASE Space Revolution

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographers

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

10 พฤศจิกายน 2565
2 K

ดอกไม้แผ่กลีบสะพรั่ง ใบพืชเกี่ยวกระหวัด ผีเสื้อหลายสี ปักษานานาชนิด คือสิ่งละอันพันละน้อยที่นักวาดภาพสาวชาวอำเภอแม่จันหลงใหล จนหยิบเอามาถ่ายทอดลงบนจิตรกรรมฝีมือเธอแทบทุกชิ้น สมกับที่ได้ชื่อจริงละม้ายชื่อบุปผางามมาแต่กำเนิด

อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา คือชื่อจริงเสียงจริงที่มารดาตั้งให้เธอ มิใช่ชื่อในวงการที่หลายคนเข้าใจ

“ถ้ามี ‘ษา’ มันจะเหมือนดอกไม้ใช่ไหม ตั้งแต่เวลาใครประกาศชื่อเรา เขาจะเติม ‘ษา’ ให้ กลายเป็น ‘พุทธรักษา’ แม่บอกว่าอิ๋มเกิดวันพุธ เลยเป็นพุทธรักษ์”

แม่ญิงเจียงฮายในชุดเดรสลายดอกชี้แจง ท่ามกลางกรอบรูป เฟรมผ้าใบ แจกันดอกไม้ แมลงสตัฟฟ์ในขวดโหล และสารพัดของกระจุกกระจิกที่คับคั่งอยู่ในห้องทำงานของ ‘ดาษดาสตูดิโอ’

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

ในรอบสิบปีหลัง ชื่อของ พุทธรักษ์ ดาษดา เป็นที่รู้จักมากขึ้นทุกทีในฐานะศิลปินหญิงดาวรุ่งผู้สร้างงานศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์จากธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเธอ

แม้กระนั้น เจ้าของชื่อ-นามสกุลแสนไพเราะกลับไม่เคยเรียกตัวเองว่า ‘ศิลปิน’ เลยสักครั้ง เธอยังเห็นตนเองเป็นหญิงสาวติดบ้านคนเดิมที่รักจะได้เห็นต้นไม้ใบหญ้า เสพความสุขจากไออุ่นในถิ่นเกิด ตลอดจนเรียนรู้วิทยาศาสตร์และสัจธรรมชีวิตจากพืชพันธุ์และสรรพสัตว์เช่นที่เคยเป็นเสมอมา

ก่อนจะพูดถึงวันที่ไม้งามผลิดอก ขอนำทุกท่านย้อนไปยังจุดเริ่มต้น ในวันที่พุทธรักษ์ต้นนี้เพิ่งแตกหน่อจากราก เพื่อให้ได้รู้จักตัวตน ‘คนทำงานศิลปะ’ ผู้นี้ดียิ่งขึ้น

วาดรูปเป็นก่อนเขียน ก ไก่

ย้อนไปในวัยอนุบาลที่คุณครูหรือผู้ใหญ่แจกกระดาษพร้อมดินสอคนละแท่ง เด็กบางคนเลือกเขียนตัวหนังสือก่อน แต่เด็กอีกจำนวนมากก็เลือกที่จะวาดภาพก่อนเป็นอย่างแรก

อิ๋มเป็นสมาชิกกลุ่มหลัง เธอไม่ได้แค่ชอบวาดภาพธรรมดา แต่รักเป็นชีวิตจิตใจ

“ก็เหมือนเด็กที่ชอบศิลปะทั่วไป ชอบวาดรูป จำได้ว่าเราเขียนรูปก่อนที่จะเขียน ก ไก่ เขียนเป็นรูปไก่ออกมาเลย” เธอใช้นิ้วร่างภาพไก่ตัวนั้นให้เราดูในอากาศ “แม่ขอให้เขียนรูป ซื้อสีซื้อกระดาษมาให้ พาไปโรงเรียนฝากเลี้ยง เราก็จะรอเขียนรูปอย่างเดียว เขานอนกัน เราเขียนรูป กลับบ้านไปก็เขียนอีก”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

แม่จัน อำเภอเหนือเกือบสุดขอบประเทศซึ่งอิ๋มเรียกว่า ‘บ้าน’ ได้เต็มปาก เป็นภูมิลำเนาของคุณแม่ผู้ทำอาชีพช่างเย็บผ้าและช่างเสริมสวย ส่วนคุณพ่อที่รับราชการทหารเป็นชาวนครราชสีมา ท่านเกษียณอายุตั้งแต่เธอเพิ่ง 7 ขวบ ก่อนจะถึงแก่กรรมไปตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้มาก

อิ๋มมีพี่สาว 1 คน แม้จะใช้ชีวิตอยู่คนละจังหวัดมาแทบทั้งชีวิต แต่เธอก็เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งที่ใฝ่ใจมาทางศิลป์ คงเป็นเพราะได้เห็นตัวอย่างจากพี่สาวผู้ใช้ชีวิตอยู่กับญาติฝั่งพ่อเป็นส่วนใหญ่

“พี่สาวเขาเขียน เรารู้สึกว่าเขาทำสวยจัง ไปแอบดูแล้วก็เขียนตาม หลังจากนั้นก็เริ่มเขียนตัวหนังสือ ตัวหนังสือของพี่สวย พอเราโตขึ้นก็ไปถามเขาว่าทำไมถึงชอบเขียน เพราะเราดูเขาเขียนเนี่ยแหละ เราถึงชอบและเขียนมาจนถึงวันนี้”

แต่บุคคลที่เป็นแรงผลักดันให้เธอก้าวมาเดินบนเส้นทางสายศิลปะเต็มตัวนั้นจะเป็นใครไปอีกไม่ได้นอกเสียจากแม่ ซึ่งเป็นญาติสนิทที่สุด

“แม่เขาน่าจะชอบความสวยความงามค่ะ เขาชอบวาดปลาปักเป้า วาดไก่ สมัยเรียนอิ๋มแกะสลักไม้ส่งอาจารย์แล้ววางทิ้งไว้ แม่ก็จะมาเติมหน้าให้ เขาชอบเขียนชื่อติดทุกอย่าง หรือตุ๊กตาของเรา แม่เราเขาก็เอาสีมาแต้มหัว อิ๋มว่าเขามีหัวศิลป์ มีศิลปะในตัวเขานะ”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

พุทธรักษ์ ดาษดา เล่าว่าแม่ของเธอชอบที่ได้เห็นลูกสาววาดรูป ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของแม่ เธอผ่านเวทีประกวดงานศิลปะตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงประถม ภาพวาดของเธอได้รับการแปะขึ้นบนกระดาน เป็นความภูมิใจที่เด็กหญิงจำได้ไม่รู้ลืม ครั้นเข้าเรียนชั้นมัธยม เธอก็เริ่มหารายได้จากการเขียนภาพประกอบ มีคุณครูเป็นผู้จ้าง ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งเธอยังได้รับการว่าจ้างจากเพื่อนฝูงให้วาดรูปการ์ตูนตาหวานแบบที่เด็กสาววัยรุ่นคลั่งไคล้กัน ช่วยให้อิ๋มมีรายได้สำหรับจับจ่ายเองแต่เด็ก

“เราก็ชอบอ่านการ์ตูน เริ่มมาจากการ์ตูน เช่าหนังสือ ซื้อหนังสือการ์ตูนมาอ่าน แล้วก็เขียนตาม ถ้าเจอในหนังสือวิชาต่าง ๆ ก็ลอกลาย เขียนการ์ตูน มาจากการ์ตูนก่อน เขียนให้เหมือน”

ถึงจะมีใจรักทางด้านนี้มาตั้งแต่เพิ่งหัดคัดอักษรไทย อิ๋มในวัยนั้นกลับไม่เคยคิดจะเป็นศิลปินอาชีพสักครั้ง เพราะเธอไม่เคยรู้จักคนที่ทำงานวาดเขียนเป็นอาชีพมาก่อน

“ไม่คิดจะเป็นศิลปินเลย ไม่รู้จักเลยว่ามีอาชีพแบบนี้ด้วย รู้จักแต่นักเขียนการ์ตูน เพราะเราชอบอ่านการ์ตูน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอามาเป็นอาชีพได้อย่างไร”

ก้าวสู่สถาบันศิลปะ

แล้วมาวันหนึ่ง อิ๋มก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เธอชอบมีสาขาให้ศึกษาต่อได้ในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป

“ตอนอยู่มัธยมที่แม่จัน มีครูแนะแนวดูแววว่านักเรียนคนไหนไปเรียนทางไหนได้ ครูบอกอิ๋มว่าที่อำเภอเมืองเชียงรายมีโรงเรียนอาชีวศึกษาที่สอนศิลปะ เป็นสายอาชีพ ให้ไปลองเรียนที่อาชีวศึกษาเชียงราย แม่เข้าใจประมาณหนึ่ง ก็บอกว่าให้ลองไป”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

จากคำแนะนำของอาจารย์ที่โรงเรียน เด็กสาวจากแม่จันจึงตบเท้าเข้ามาเรียนในตัวเมือง โรงเรียนใหม่ของเธอมีแผนกศิลปกรรมซึ่งให้เลือกสาขาได้ตามอำเภอใจผู้เรียน แต่ด้วยแรงกดดันจากฝีมืออันเอกอุของเพื่อนร่วมชั้นวาดภาพ ทำให้ พุทธรักษ์ ดาษดา เกือบอดแจ้งเกิดในโลกจิตรกรรม

“อิ๋มเกือบจะเบนไปทางถ่ายภาพ รู้สึกว่าเราไม่เคย เคยเห็นแต่การ์ตูน เพื่อน ๆ พวกนี้เขามาจากไหนกัน เขาเขียนหุ่นนิ่งได้มาก่อนแล้วด้วยซ้ำ เรายังไม่เคยเลย”

ความท้อแท้เกือบดลใจให้เธอถอยไปเรียนสาขาวิชาถ่ายภาพ ด้วยเห็นว่ามีเครื่องมือช่วยให้เบาแรง แต่เมื่อนำความตั้งใจนี้ไปรายงานให้แม่และพี่สาวฟัง ทั้งคู่กลับส่งแรงใจให้เธอสู้ต่อในสาขาวิชาเดิม

“สรุปก็เลยได้ไปต่อ ทีนี้ก็สนุกแล้ว ไม่กลัวเลย อิ๋มเหมือนเด็กบ้านนอกที่ไม่เคย มันเลยทำให้เรากระหาย ตื่นเต้นกับทุก ๆ เรื่องที่ได้ลอง พอได้ลองทำมันก็ดีกับเรา แล้วเราก็ทำได้ดีด้วย”

เมื่อจบจาก ปวช. ต่อด้วย ปวส. อิ๋มได้รับข่าวสารจากรุ่นพี่ปีก่อน ๆ ว่าพวกเขาหลายคนได้โบกมือลาเชียงราย ลงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากรบ้าง โรงเรียนเพาะช่างบ้าง แต่อิ๋มยังไม่คิดจะตามไปด้วยความเป็นคนติดบ้านของเธอประการหนึ่ง กอปรกับ 2 ปีที่เรียนอยู่ในระดับ ปวส. เธอเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าศิลปะหาเลี้ยงชีพได้อย่างไร และอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องกระเสือกกระสนไปต่างเมืองเลย

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“ระหว่างนั้นมันมีบรรยากาศที่ทำให้เรารู้ว่าศิลปะเป็นยังไง ใครทำงานศิลปะ ได้ไปดูแกลเลอรี่ ไปดูผู้คน ดูศิลปินที่เขาทำงานเป็นอาชีพที่เชียงรายก็มาจัด Exhibition กัน เชียงรายเมื่อก่อนมีแกลเลอรี่ที่เดียว ตรงห้าแยกใกล้ ๆ วิทยาลัยอาชีวะนี่เอง อาจารย์ก็ให้เดินไปดู ก็ตื่นเต้นไปอีก นี่แหละความเป็นเรา ตื่นเต้นไปกับทุกเรื่อง อยากไปฟังเขาพูด อยากไปดูว่าเขาทำอะไรกัน

“ย้อนไปตอนประถม ตอนมัธยม อิ๋มเขียนภาพประกอบ Illustrator 5 บาท 10 บาท มาเป็นหลักสิบหลักร้อย ทำให้อิ๋มมีเงิน เวลาไปแกลเลอรี่ เห็นภาพศิลปะวางขายก็จะช่วยซื้อ เลยได้เห็นบรรยากาศในแกลเลอรี่ และค่อย ๆ เข้าใจคำว่า ‘ศิลปิน’ เข้าใจว่าศิลปินเป็นอาชีพได้”

อยู่ในเมืองศิลปะ

ยอดดอยสูง พรรณไม้สวย ไร่ชาคุณภาพดี อาณาจักรล้านนา พระธาตุดอยตุง… อีกหนึ่งเรื่องที่พาคนทั่วหล้าเมืองไทยให้ประหวัดใจถึงเชียงรายบ้านเกิดของอิ๋ม ก็คือความเป็นบ้านเกิดของศิลปินชั้นครู

“เพราะบรรยากาศค่ะ คนเหนือเราไม่ดุ อย่างน้อยอยู่แล้วสบายใจ” พุทธรักษ์แสดงทัศนะถึงปัจจัยที่เชียงรายเป็นแหล่งเพาะคนสร้างงานศิลป์ระดับแถวหน้าของชาติหลายท่าน 

“คนเชียงรายมีบรรยากาศดี ถ้าอยากได้ความรู้ก็จะไปเรียนที่อื่น แล้วบางทีบรรยากาศที่อื่นให้ความกดดันต่าง ๆ ก็ทำให้กลับมาอยู่ที่บ้าน กลับมาใช้ชีวิต ทำอาชีพที่เชียงราย มี อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี กับ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ทำให้คนเชียงรายรู้สึกว่าเรากลับบ้านได้ ทำสตูดิโอ ทำแกลเลอรี่ที่นี่มันก็อยู่ได้ มันมีคนมาหาอยู่นะ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนพูดถึงเชียงรายไป คนไม่รู้จักด้วยซ้ำ พูดถึงเชียงใหม่อย่างเดียว แต่เพราะอาจารย์ทั้ง 2 ท่านนี่แหละที่ทำให้ความมั่นใจเรากลับมา

“แล้วด้วยวัฒนธรรมของเชียงรายที่อยู่กันแบบประนีประนอม ถึงคนในชุมชนจะไม่ชอบกันก็ต้องไปร่วมงาน ไปด้วยมารยาท อยู่กันได้ด้วยขนบแบบนี้ มีอะไรก็รวมตัวกันง่าย เลยกลายเป็นว่าอยู่กันได้เยอะ ๆ”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

ตั้งแต่อยู่วิทยาลัยอาชีวศึกษา จนกระทั่งไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สาขาทัศนศิลป์ อิ๋มได้พบปะศิลปินรุ่นพี่มากหน้าหลายตา แทบทุกชื่อที่เราได้ยินได้รู้จักในฐานะศิลปินชาวเชียงราย ล้วนแล้วแต่เคยพบหน้า ทักทาย หรือรู้จักมักคุ้นกับเธอมาแล้ว

“เราก็เริ่มได้เห็นอาจารย์เฉลิมชัย ได้เจออาจารย์ถวัลย์ ไปร่วมเวิร์กชอปที่วัดขาววัดดำ เราก็ไปฟังเขา ชอบบรรยากาศ เจอหลาย ๆ คนตาม Exhibition เราก็ชอบที่จะไป ไปดูอะไรใหม่ ๆ อยากรู้อะไรเราก็ถาม เขาก็คุยกับเรา ใช้ภาษาบ้านเรา เจอประสบการณ์ตรง เจอวิถีที่เราอยากรู้ตรง ๆ เหมือนห้องสมุด”

ศิลปินรายแรก ๆ ที่อิ๋มได้รู้จัก คือ ทรงเดช ทิพย์ทอง ซึ่งเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกับเธอ

“อาจารย์เราเคยแนะว่าให้ไปคุยกับศิลปิน เคยได้ยินแม่บอกว่าแถวบ้านเรามีศิลปินอยู่ แม่ใช้คำนี้มานานแล้วนะ แม่เห็นเขาเขียนรูปอยู่ ส่วนเราไม่เคยเพราะเขาไปใช้ชีวิตอยู่ที่ศิลปากรแล้ว เขาอยู่ที่นั่น เราก็ไม่เคยเจอ แต่อยากถามเขา อยากไปหาเขา

“แล้วมีวิชาหนึ่งอาจารย์ให้ไปคุยกับพี่ ๆ ที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เรา ตอนนั้นเลยได้เจอพี่ทรงเดช เขาเขียนงานพุทธศิลป์เชิงศิลปะไทยร่วมสมัย แต่ผสมกลิ่นอายของเชียงรายลงไปในนั้นด้วย ตอนไปเจอกันเขาก็ให้ความรู้ว่าที่ไหนมีเรียน ซึ่งอิ๋มไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี หรือการพัฒนาทักษะความคิด กระบวนการที่เขาทำ เขาก็เอามาเล่าให้เราฟัง เราก็รู้ที่มาที่ไป รู้ว่ากระบวนการจากอันนี้ไปอันนี้เป็นอย่างไร แล้วเขาก็แนะนำให้รู้จักศิลปินคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นคนเชียงราย ให้เข้าไปดูคนนี้คนนั้น เราก็รู้สึกว่าดีจัง ชอบวิธีการของเขา”

ส่วนอีกคนที่อิ๋มประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ คือ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

“เราเห็นงานของหลาย ๆ คน แต่ประทับใจอยู่คนเดียว ประทับใจชื่อก่อนแล้ว พี่อังกฤษเป็นคนเชียงราย เราไปเจองานเขาตอนไปทัศนศึกษาที่กรุงเทพฯ เลยอยากค้นหาว่าพี่คนนี้คือใคร เราชอบความคิดกับวิธีการทำเสนอของเขา”

สาวแม่จันเริ่มเข้าสู่โลกศิลปะเต็มตัวในช่วงนั้น ได้พบเห็นวิธีการทำงานของศิลปินตัวจริง และคิดอยากทำงานศิลป์อย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะได้รับการจุดประกายไฟฝันจากครูบาอาจารย์หลายท่าน ซึ่งคำถามที่เธอเคยตั้งกับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผู้ล่วงลับ ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในใจเธอตลอดมา

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“ไปเวิร์กชอปกับลุงถวัลย์ ก็เลยถามแกว่าผู้หญิงเป็นศิลปินได้มั้ย เพราะศิลปินเชียงรายมีแต่ผู้ชาย” อิ๋มแทนเจ้าของพิพิธภัณฑ์บ้านดำด้วยสรรพนามเป็นกันเอง 

“ลุงก็ตอบว่าได้สิ แกก็พาไปดูงาน จำไม่ได้ว่าของใคร เป็นศิลปินต่างชาติคนฝรั่ง เห็นแล้วก็ว้าว มีความรู้สึกว่าผู้หญิงก็เป็นศิลปินได้เหมือนกันนะ”

ช่างศิลป์ในสวนพฤกษ์

พุทธรักษ์จบมหาวิทยาลัยบนวัย 26 ปี ค่าที่ต้องเริ่มเรียนปี 1 ใหม่หลังจบ ปวส. ชีวิตของเธอก็มาถึงทางสามแพร่งที่ต้องเลือกเดินอีกรอบ

อาจารย์ของเธอขอพอร์ตโฟลิโอไปยื่นให้อธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายพิจารณา เนื่องเพราะเวลานั้นทางมหาวิทยาลัยกำลังขาดบุคลากรในตำแหน่งช่างศิลป์อยู่ ทว่าขณะเดียวกัน ศิลปินที่เธอนับถืออย่างพี่ทรงเดชก็เสนอตำแหน่งครูศิลปะโรงเรียนสามัคคีวิทยาคมมาให้ เธอจึงยื่นสมัครเผื่อไว้ทั้ง 2 งาน ก่อนจะถามใจตนเองอีกทีว่างานใดแน่ที่เหมาะสมกับตัวเธอที่สุด

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“จะเป็นครูหรือเป็นอะไรดี เราก็มานั่งคิด นั่งถามตัวเองและคนทางบ้านว่าถ้าเราไปเป็นครูจะดีไหม เขาก็โอเคกับทั้งสองทาง ทั้งช่างศิลป์ในมหาวิทยาลัยและครูโรงเรียน เขาบอกว่าเป็นครูก็ดีนะ สบาย มั่นคง ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวเราที่ต้องเลือกทางของเราเอง”

แววตาของอิ๋มบ่งบอกว่าเธอเลือกถูก ไม่เช่นนั้น พุทธรักษ์ ดาษดา คงไม่มีลายเซ็นของตัวเอง

“เราคิดว่าใช้ตรรกะนี้แล้วกัน เราเริ่มอยากทำงานศิลปะที่เป็นของตัวเอง อยากเอาผลงานของเราไปแสดงในแกลเลอรี่ ก็เลยเลือกงานที่ราชภัฏฯ ได้เข้าไปทำที่นั่นอยู่ 6 ปี”

หน้าที่ของช่างศิลป์คือการบันทึกพันธุ์ไม้ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ รวมถึงในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นงานกินเงินเดือน เริ่มงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น มีห้องทำงานให้ แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ให้อิสระโดยยินยอมให้กลับไปสร้างสรรค์งานศิลป์ที่บ้านนอกเวลางานได้

“วาดรูปอย่างเดียว ใช้สีน้ำบนกระดาษ ต้นฉบับต้องส่งให้มหาวิทยาลัยทุกเดือน เขียนประมาณ 3 ถึง 4 ชิ้นต่อเดือน แล้วแต่เรา อิ๋มทำงานอยู่กับอธิการบดี เป็นการเขียนภาพเพื่อความงาม ใช้ในการประชาสัมพันธ์ หรือของที่ระลึก” เธออธิบายงานที่ได้รับมอบหมายในไม่กี่ประโยค

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

ทักษะแรกที่เธอได้ฝึกฝนจากการทำงานที่นี่ คือการหัดเขียนสีน้ำซึ่งเป็นยาขมหม้อใหญ่ของเธอเมื่อคราวเรียนในมหาวิทยาลัย คนเรียนทัศนศิลป์เล่าว่าสีน้ำจะเป็นสิ่งที่นักศึกษาทุกคนกลัว เพราะแต่ละคนนิยมยึดติดวิธีการในการวาด แต่เมื่อเป็นหน้าที่หลักของช่างศิลป์สวนพฤกษศาสตร์ อิ๋มก็จำเป็นต้องทำและนำผลการทดสอบไปให้ผู้พิจารณาตรวจ ผลที่ออกมาคือผ่าน แม้ว่าเธอจะไม่มั่นใจในงานชิ้นนั้นก็ตาม

วารวันในสวนสมเด็จย่าของเธอเคลื่อนคล้อยไปด้วยความสุนทรีย์ ที่นั่นมีตึกให้ช่างศิลป์อย่างเธอใช้ทำงาน หากต้องการแม่แบบหรือแรงบันดาลใจก็เที่ยวจรไปสรรหาจากสวนได้ทุกเมื่อ พรรณไม้แต่ละต้นเธอได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ หรือจะเด็ดมาดูเป็นตัวอย่างในการวาดภาพก็ได้ ซึ่งอิ๋มกล่าวว่าแรก ๆ เธอต้องเด็ดดอกและใบมาเขียนทุกที เพราะตัวอย่างมีเยอะจนเลือกไม่ถูก

“ทำมาเป็นปี พอทำนาน ๆ ไปก็เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นงานของเรา ชั่วโมงที่เขียนให้เขาก็เขียนเก็บไว้ เหมือนได้พักผ่อน ไม่ได้เคร่งเครียดมาก แต่ก็ต้องมีวินัย เลยมีเวลาได้ลองเขียนในสิ่งที่อยากเขียน ช่วงเช้าเขียนสี ๆ ไปแล้ว ตอนเย็นก็ลงสีดำ หรือสีที่ยังไม่มี ทำแบบนี้มาตลอด”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

งานที่นี่เพาะนิสัยให้เธอตกหลุมรักธรรมชาติ พุทธรักษ์รู้สึกราวกับได้หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมวลไม้และสิงสาราสัตว์ทุกตัวที่ได้พบเจอ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่หญิงสาวได้เรียนรู้ใหม่ เพราะแม้เธอจะเกิดและโตที่จังหวัดนี้ แต่กลับมีหลายเรื่องที่เธอไม่เคยรับทราบหรือเข้าใจมันมาก่อน

“เวลาเราไปหาดอกไม้ เราก็จะเจออย่างอื่น เจอผีเสื้อ เจอรังนกที่ตกลงมา ก็ตามไปดู เจอไข่ เจอตัวนก มันก็สนุกดี เหมือนมีอะไรให้เราได้ประทับใจ ให้เราได้คิดบ้าง เรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้น ณ จุดนั้นทำให้เราใส่ใจ แต่ยิ่งเราเป็นผู้หญิง ก็จะมีคนบอกว่า เธอเขียนสิ มันเหมาะกับเธอ เราก็เลยต่อต้าน ปฏิเสธที่จะเขียน ดราฟต์ในช่วงนั้นก็เขียนตามไอดอลของเรา

แววตาของอิ๋มทอประกายตื่นเต้นราวกับมันเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“แต่เราก็แพ้มัน อย่างต้นมะค่าที่ล้อมเราอยู่ เราเคยได้เห็นว่าเพื่อนมาเล่น แต่เราก็ไม่เคยทดลอง ก็ไปลองเอามันออกจากฝัก มันแข็งมาก เราก็พยายาม มีครั้งหนึ่งพายุถล่มหนักที่เชียงราย แผ่นดินไหว ทำให้ฝักมะค่าตกลงมา อยากให้มาเห็นมากเลย พื้นที่มันกว้างมาก เราไปเห็นแล้วตกใจกับมะค่าที่แบเต็มพื้นมากกว่าหลังคาที่แตก เราตกใจปนดีใจ ตื่นเต้นเหมือนเด็กเลย ไปลองแกะดู ฝักสด ๆ น่ารักมาก”

จากฝักมะค่าที่ตกแตก อดีตช่างศิลป์ได้ต่อยอดมันไปสู่ความเข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธองค์

“ธรรมชาติมันมีนวัตกรรมอะไรบางอย่างที่ปกป้องสิ่งที่อยู่ข้างในให้สมบูรณ์และพอถึงเวลาของมันก็งอกขึ้นมากลายเป็นต้นแบบนี้ สลับหมุนเวียน เหตุการณ์นั้นทำให้เราคิด อยู่คนเดียวก็เห็นมะค่าตก พอมันตกเราเก็บไม่ไหวก็ปล่อย แล้วพอพื้นชื้นแฉะ มันก็จะงอกกลับขึ้นมาอีก เรารู้สึกประทับใจ เหมือนเราได้อ่านหนังสือธรรมะที่คิดได้ด้วยตัวเอง ให้เราได้ใกล้และเข้าใจธรรมะมากขึ้น”

และจากเคยคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องเข้าใจยาก เธอได้เข้าใจคำสอนเหล่านี้อย่างถ่องแท้ และได้ข้อสรุปแก่ตนเองว่า “ธรรมะกับธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน”

เริ่มจัดแสดงผลงาน

ทำงานวาดเขียนภาพในสวนพฤกษ์นานถึง 6 ปี พุทธรักษ์ ดาษดา ค่อย ๆ สรรสร้างผลงานอันเป็นอัตลักษณ์ของตัวเธอเอง ยามมีเวลาว่างจากงานประจำ เธอก็สลับมาเขียนงานส่วนตัว กระทั่งมาถึงจุดที่เธอต้องไตร่ตรองอนาคตของตนเองในสายอาชีพนี้

เมื่อมีการจัดตั้ง ‘ขัวศิลปะ’ เป็นสมาคมและแกลเลอรี่แห่งใหม่ขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากสวนสมเด็จย่า บรรดาศิลปินรุ่นพี่ ๆ ที่อิ๋มเคารพอย่างพี่ทรงเดช พี่อังกฤษ ต่างมาเชิญชวนให้สาวรุ่นน้องนำงานที่เคยวาดไปจัดแสดงที่นั่น เป็นเหตุให้อิ๋มต้องพัฒนาฝีมือและหมั่นสร้างผลงานส่วนตัวเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมหาศาล บางครั้งเบียดบังเวลาทำงานหลัก เธอเลยต้องเลือกทางไปต่อที่ดีกับตัวเองมากที่สุด

“ระหว่างนั้นมีการแสดงงานเกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าปีที่ 6 อิ๋มก็ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำ ต้องต่อสัญญาไปเรื่อย ๆ แต่ปีที่ 6 ถ้าเซ็นสัญญาแล้วต้องอยู่ยาว ก็เคยคิดไว้ว่าอยู่สักอายุ 30 ก็พอแล้ว เราอยากไปทำที่อื่น ไม่ใช่ว่าตรงนั้นบรรยากาศไม่ดีนะ งานที่นั่นดี แต่เราอยากไปต่ออีก”

อิ๋มเผยสาเหตุที่เธอเลือกจะไม่จรดปลายปากกาต่อสัญญา และหันมาสร้างงานส่วนตัวอย่างเดียว

“พอออกมาเราก็กล้าทดลอง เราไปโซโล่ครั้งแรกที่ขัวศิลปะเลย กล้ามาก จัดแสดงงานเดี่ยวครั้งแรก ลองดู ไม่ได้คิดว่าจะต้องเพอร์เฟกต์ เพราะเคยพลาดโอกาสกับพี่อังกฤษในระหว่างที่เราทำงานอยู่ 

“เขาเห็นงาน Botanical ของเราก็เลยอยากให้ไปลองดู แต่เราก็บอกไปว่ายังไม่มีต้นฉบับค่ะ เพราะว่าต้นฉบับต้องให้เขาไป แต่เป็นโชคดีของเรา เพราะเราเป็นคนไม่ได้ปลื้มกับงานของตัวเองนะ แต่เราชอบดูพัฒนาการของตัวเอง เกิดปัญหาอะไรก็ไปพัฒนาเอา เลยได้เจอผู้คนอีกมากมาย”

อดีตช่างศิลป์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายไม่อายที่จะพูดความจริงกับเราว่า เธอต้องใช้ความกล้าและความเข้มแข็งมากเพียงใดในการแสดงผลงานเดี่ยวช่วงต้น ทั้งด้วยวุฒิการศึกษาที่แลดูด้อยกว่าศิลปินอีกหลายคน และจำนวนผลงานที่ยังมีไม่มาก 

“อิ๋มจบจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่ง ก็เลยต้องเข้มแข็งมากเวลามีคนถาม เราไม่เคยคิดเปรียบเทียบด้วย พอเราจบออกมาแล้ว เราก็ต้องพูดว่าเราจบที่นี่ ก็มีปฏิกิริยาบ้าง มีคุยแล้วถอยบ้าง แต่ก็ไม่ได้โหดร้าย

“เรารู้สึกว่าใครก็ได้ที่คุยกับเราในวันงาน เราโอเคหมด เราก็ไปทุกวันเลย ไปจัดงานทุกวัน ก็เลยได้เจอคนเยอะ เขาถามเราเรื่องงาน ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เราคิดมาแล้วว่าเราจะพูดประมาณนี้แหละ แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะโอเคกับพวกคุณหรือเปล่า”

หากเป็นความจริงดังสำนวนว่า ‘เหรียญมีสองด้านเสมอ’ ในทุกปัญหาที่อิ๋มต้องเจอกลับสร้างความแข็งแกร่งเป็นผลตอบแทนเสมอ เธอรู้ตัวว่าตนเองพูดเก่งขึ้น โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะจากการแสดงงานศิลป์

“พูดคุยกับคนรู้เรื่องขึ้น คือเมื่อก่อนเราไม่ค่อยคุย เงียบ ๆ เขียนรูปแล้วปกปิด กลัวการพูดคุย สื่อสารผ่านงานเท่านั้น แต่ตอนนี้งานเราทำให้เราคุยกับผู้คนมากขึ้น เหมือนที่พี่อังกฤษเคยบอกว่า อิ๋ม ออกมาจากป่าได้แล้ว เขาก็บอกให้เราออกมาเจอผู้คน ได้เปลี่ยนตัวเอง”

ภาพเขียนของ พุทธรักษ์ ดาษดา

หากสายตาสอดส่ายไปทั่ว ‘ดาษดาสตูดิโอ’ จะพบว่าตัวอย่างผลงานที่จัดแสดงแทบทุกชิ้นจะมีรูปแบบและเค้าโครงองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันเกือบทุกภาพ คือรูปหน้าตรงของมนุษย์ที่ดูค่อนไปทางสตรี ครึ่งบนของใบหน้าถูกบดบังด้วยกลีบดอกหรือใบไม้คล้ายเรือนผมหรือหมวก บนลำตัวมีเถาวัลย์พันร้อย หลายรูปมีสัตว์ตัวจ้อยเช่นนกและแมลงเกาะหรือบินว่อน

“ถ้าคนเห็นง่าย ๆ ก็อาจจะมองว่าเป็นผู้หญิงกับดอกไม้”

เจ้าของผลงานเกริ่นถึงความเข้าใจของคนอื่น ก่อนพูดในมุมมองของเธอเอง

“หลัก ๆ คือเขียนสิ่งที่อยากเขียน” พุทธรักษ์ยิ้มเอียงอายเมื่อได้รับคำถามถึงสไตล์และแรงบันดาลใจในงานเหล่านี้ “แค่คิดว่าสิ่งที่เราได้ทำเช่นงานประจำ เป็นแรงกระตุ้นให้เราทำมาจนถึงทุกวันนี้ เราเขียนพืชเขียนสัตว์อะไรก็ตาม บนโลกนี้ก็มีตัวเรา มนุษย์ อิ๋มให้เป็นสัญลักษณ์มากกว่า ไม่ได้บ่งบอกว่าคนนี้เพศไหน เราลืมสิ่งนี้ไปเลย คือระบบนิเวศตรงนี้เหมือนกัน

ภาพวาดโดย พุทธรักษ์ ดาษดา มีสารพัดขนาด ตั้งแต่ผ้าใบที่ค่อนข้างกว้างจนถึงภาพวาดกระดาษแผ่นเล็ก ส่วนสีที่ใช้ระบายบนชิ้นงานทุกชิ้น เธอใช้แต่สีอะคริลิกหรือสีน้ำซึ่งเหมาะกับภาพที่มีเนื้อที่น้อย แต่ในอนาคตข้างหน้า ไม่แน่ว่าอาจจะขยับไปใช้สีน้ำมันเพื่อรองรับผลงานใหม่ที่ใหญ่เป็นพิเศษ

ในการเขียนงานแต่ละรูป อิ๋มจะบันทึกเป็นลายเส้นร่างคร่าว ๆ ระหว่างสเก็ตช์ไปก็จะระบุเสมอว่าบริเวณไหนควรลงสีใด เธอทำงานทุกชิ้นเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำในเวลานั้น

“เราขับรถออกไปแถวบ้าน เราเห็นทุ่งหญ้าทุ่งนา แค่แวบแรกก็ประทับใจอยากเขียน แค่นั้นเลย พอผ่านไปสักเดือนมันไม่มีแล้ว ก็กลายเป็นเหมือนบันทึก… งานสเก็ตช์เป็นงานที่จริงที่สุดของเรา เพราะเราเขียนทั้งสี ความรู้สึก บรรยากาศต่าง ๆ นานาไว้ แต่พอเสร็จสมบูรณ์มันก็เปลี่ยนไป บรรยากาศตรงนั้นหายไปเยอะ”

แค่ ‘คนทำงานศิลปะ’

“ผู้หญิงเป็นศิลปินได้ไหม?” 

คำถามที่ได้รับคำตอบจาก ‘ลุงถวัลย์’ เมื่อหลายปีก่อน มาวันนี้ ผู้คนมากมายทั้งในและต่างจังหวัดพากันเรียกนักศึกษาสาวผู้ตั้งคำถามด้วยชื่ออาชีพดังกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำ

แต่ถึงอย่างนั้น พุทธรักษ์ ดาษดา ผู้แสดงงานศิลปะจากปลายดินสอและด้ามพู่กันของตนเองมานักต่อนักก็ยังไม่คิดที่จะนิยามตนเองด้วยคำนี้เลย

“เราทำงานศิลปะอย่างเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่า ‘ศิลปิน’ จะจัดหมวดหมู่อย่างไรดี ดูเขิน ๆ เหมือนกันนะ เพราะศิลปินตัวจริงที่เราอยู่ใกล้ท่าน ท่านทำงานตลอด ไม่เคยขี้เกียจเลย การใช้ชีวิตและงานที่ออกมามันคือสิ่งเดียวกันไปหมดเลย นี่แหละศิลปินตัวจริง

“ส่วนเรานี่ก็คงต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก เราไม่ได้ถ่อมตัว แต่รู้สึกจริง ๆ ว่าเราเป็นคนที่ทำงานศิลปะ อะไรก็ตามที่เป็นงานศิลปะ เพราะเราถนัด อย่างอื่นก็ไม่ถนัด” 

อิ๋มเปิดยิ้มขำขัน เธอให้คำจำกัดความตนเองว่า ‘คนทำงานศิลปะ’ มาแต่ไหน จนบัดนี้ก็ยังพอใจในคำนี้ ไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนเป็นอื่นไป

“ก็คงจะทำงานแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ค่ะ” สาวเจียงฮายหัวใจศิลป์ให้เหตุผล “เราอยู่ได้โดยที่ไม่ขัดใจตัวเอง ไม่ตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่เป็นแบบอื่น ก็วิถีเราเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่าปิดกั้น สุดท้ายแล้วเราก็กลับมาอยู่กับตัวเอง ไม่พยายามพลิกหรือแปลงโฉมเป็นสิ่งอื่น”

แน่นอนว่าชีวิตของอิ๋มคงไม่ได้มาไกลถึงเพียงนี้ ไม่ได้พบอาจารย์ถวัลย์ อาจารย์เฉลิมชัย พี่ทรงเดช พี่อังกฤษ และใครต่อใคร รวมทั้งไม่ได้วาดเขียนรูปอย่างใจรัก หากไม่มีลมใต้ปีกของแม่คอยค้ำจุน

“ที่จริงอิ๋มก็ไม่คิดว่าแม่จะเข้าใจ เคยได้ยินมาว่าคนเคยมาคุยกับแม่ว่าลูกเรียนอะไร แม่ก็ตอบว่าลูกเรียนศิลปะ ก็ได้ยินเขาถามว่าทำไมไม่เรียน หมอ พยาบาล หรือครู แม่ก็บอกไปว่าเขาก็ดูแลตัวเองได้ อยากเรียนอะไรก็ปล่อยเขาเรียน แม่ไม่เคยถามว่าจะเปลี่ยนคณะเรียนไหม ไม่เคยพูดเลย ซึ่งเราก็รู้สึกว่าแม่ปกป้องเราประมาณหนึ่ง ฟังแล้วก็รู้สึกดีที่แม่ไม่เคยว่าการเรียนศิลปะ

“เราดูแลตัวเองได้ ดูแลเขาได้ ทีแรกเขาก็คงแอบกลัวว่าเราจะดูแลตัวเองได้ไหม แต่เขาก็มั่นใจในตัวเราตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราให้เงินเขาได้ด้วยการเขียนการ์ตูนตั้งแต่เด็ก ไม่ขอเลย อยากได้อะไรก็มาจากตรงนั้นแหละ จนตอนนี้ก็ยังมุ่งมั่นเป็นอาชีพ เขาก็รับรู้ว่านี่เป็นอาชีพ แม่ก็อยู่ในส่วนของแม่ ก็โอเค สบายใจ”

อีกคนที่อิ๋มรักและรู้สึกขอบคุณไม่แพ้กัน ก็คือแฟนหนุ่มแสนดีผู้ยืนหยัดเคียงข้างเธอ

“พี่โน้ตคอยอยู่ข้าง ๆ เรา รู้ว่าเรารู้สึกนึกคิดอย่างไร ถ้ามีคำถามก็จะคุยกับเขาก่อน เขารู้ทุกเรื่อง”

คนสร้างงานศิลปะย้ำอีกว่างานศิลปะเป็นมากกว่าแค่ของประดับไว้ดูด้วยตา คุณค่าของมันมีอเนกอนันต์ ซึ่งเธอยังต้องทำความเข้าใจกับงานที่ทำอยู่ตลอด

“อิ๋มชอบศิลปะ เพราะมันครบองค์ประกอบทั้งตัวงานและคนทำ ทั้งตัวตน วิถีชีวิต และงาน เป็นแรงบันดาลใจที่เราเชื่อสุดใจ”

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load