27,000 คน คือจำนวนผู้ชม LIVE เฟซบุ๊กเวลาบ่าย 3 วันศุกร์ เมื่อ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ออกเดินสำรวจตรวจรอบศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และเรียกตัวรองผู้ว่าฯ ที่อายุน้อยที่สุดไปเดินด้วยกัน 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ ผู้มีนัดสัมภาษณ์กับเราพอดิบพอดีที่ Once Again Hostel โรงแรมที่เขาก่อตั้ง จึงขอตัวไปทำภารกิจชั่วคราว เราหันไปเปิดดูไลฟ์การสำรวจป้อมมหากาฬพร้อมคนทั้งประเทศ สถานที่นี้เต็มไปด้วยความหลังของชายหนุ่มวัย 33 ปี ผู้เคยต่อสู้เคลื่อนไหวให้ชาวชุมชนป้อมมหากาฬไม่ถูกรื้อไล่ที่อยู่หลายปี และจบลงที่พื้นที่ในป้อมกำแพงเก่าแก่ของกรุงเทพมหานครกลายเป็นสวนสาธารณะ

ผู้ว่าฯ กทม. เขย่ามือศานนท์ดังปึ้ก ขณะเอ่ยปากว่าคนรุ่นใหม่เป็นความหวัง การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุดลง อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตต้องเดินต่อ ป้อมมหากาฬมีประวัติศาสตร์ ต้องทำให้ที่นี่มีชีวิตจิตใจ มีกิจกรรม ทำให้คนมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 

เมื่อเห็นรองผู้ว่าฯ พยักหน้ารับคำ คนดูทางบ้านก็ใจฮึกเหิมตามว่า โฉมใหม่ของกรุงเทพฯ จะดีขึ้น เสมือนได้ชม Trailer ลมใต้ปีกอันทรงพลังของชัชชาติ 

การรับตำแหน่งของศานนท์สร้างความกระตือรือร้นให้คนรุ่นใหม่และคนทำงานสร้างสรรค์จำนวนมาก แสงสว่างแห่งความหวังอันอบอุ่นเกิดขึ้น เมื่อรู้ว่าคนทำงานเพื่อสังคมที่เคยต่อสู้กับอำนาจรัฐ วันนี้ได้เข้ามามีส่วนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง 

ศานนท์เดินกลับมาให้สัมภาษณ์เต็ม ๆ อย่างจริงจังและจริงใจถึงการทำงานที่ผ่านมา เป้าหมายเพื่อสังคม ไปจนถึงชีวิตที่อุทิศให้ครอบครัวและกรุงเทพมหานคร 

เป็นการพูดคุยที่เต็มอิ่ม และบอกเลยว่ายิ่งพัดพาความหวังให้ลุกโชติช่วงว่า Better Bangkok นั้นไม่ใช่ความฝัน แต่เกิดขึ้นได้ไม่ไกลเกินเอื้อม 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ

01 หวังอันเป็นรูปธรรม

LIVE ของอาจารย์ชัชชาติ คนดูหลายหมื่นคนไม่ใช่แค่คนกรุงเทพฯ มาคอมเมนต์ให้กำลังใจจากทั่วประเทศเลย

ต้องขอบคุณกระแสตอนนี้มาก อาจารย์ชัชชาติเปิดประตูการเมืองใหม่มากเลยนะ เป็นคนที่สร้างความหวัง ไม่รู้จะหาคนที่ทำได้ขนาดอาจารย์ได้อีกเมื่อไหร่ ผู้ว่าฯ ไลฟ์เฟซบุ๊กได้ทุกวัน ทำให้ทุกคนเห็นว่าท่านทำอะไรบ้าง แล้วก็แสดงเจตจำนง 

ต้องบอกตรง ๆ ว่านี่พวกเรายังไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเลยนะ เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนา แต่ประชาชนเห็นเป้าหมาย คืออาจจะเดินเหยียบฟุตพาทอยู่ แต่ว่าตามองแสงสว่าง ซึ่งไม่เคยเห็นมานานแล้วในบ้านเรา เลยคิดว่าเราอยากช่วยทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดได้จริง ๆ แล้วก็เอาความร่วมมือที่มากล้นขนาดนี้มาเปลี่ยนเป็นความหวังที่เป็นรูปธรรม เพราะว่าความหวังที่เป็นรูปธรรมเท่านั้นแหละที่ทำให้คนยังมองอยู่ ไม่งั้นเขาจะรู้สึกว่าแสงสว่างเป็นสปอตไลต์หลอก เราก็ต้องทำให้ได้ครับ

มีเหตุการณ์ที่รู้สึกดีมากเลย คือตอนที่ป้ายหาเสียงโดนร้องเรียนเรื่องทำเป็นกระเป๋าได้ มีคนส่งไวนิลกลับมาเยอะมากที่ออฟฟิศ แล้วก็มีโน้ตเขียนว่า เราอยากได้มาก แต่เรากลัวว่าท่านชัชชาติจะโดนร้องเรียนเลยเอามาให้ อยากให้ท่านได้ทำงานมากกว่าที่จะอยากได้กระเป๋าใบนี้ เราอ่านแล้วขนลุกเลย นี่แหละคือความหวังที่แท้จริง เราต้องช่วยกัน แล้วเราต้องช่วยกันแบบนี้จนไปถึงฝั่ง 

อาจารย์ชัชชาติทำงานวันหยุด มักจะเห็นคุณอยู่ด้วยเสมอ มีเวลาพักบ้างไหม 

เรื่องเมืองคือเรื่องประจำวัน อาจารย์ชัชชาติใช้ชีวิตประจำวันหมดไปกับเรื่องเมืองทั้งหมด ไปวิ่ง ไปกินข้าว ไปตามร้านอาหาร แทบจะเป็นบล็อกเกอร์ดัง ๆ คนหนึ่งไปแล้ว นั่นน่ะแหลมคมมากเลยนะ มันซ่อนมิติของการพัฒนาเมืองในทุก ๆ เรื่องเลย

เรื่องที่ผมทำน่าสนุกมาก เราทำเรื่องท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษาก็มีพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด เรื่องตลาดเราก็ไปกินได้ คิดว่าทำงานเราก็ยังมีโอกาสพักผ่อน และการพักผ่อนเราก็ยังทำงานไปได้ ที่เป็นห่วงมากก็คือเรื่องครอบครัวมากกว่าที่อยู่ไกล แล้วก็ลูกยังเล็ก

คุยกันเมื่อปีกลาย คุณเล่าว่าย้ายไปอยู่จังหวัดเลยกับครอบครัว และกำลังค่อย ๆ ปล่อยมือจากธุรกิจโฮสเทล ตัดภาพมาอีกที กลายมาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ยังไง

งานที่กรุงเทพฯ ผมมีทีมที่ค่อนข้างแข็งแรง ก่อนโควิดเราเปิดโรงแรมใหม่ น้อง ๆ ที่ทำงานด้วยกันมาประมาณ 3 – 4 ปี ก็เป็นเจ้าของร่วมกัน ผมคิดว่าเขาควรขึ้นมาเป็นผู้บริหารจัดการหลักของธุรกิจไปเลย บทบาทเราลดลงมาเป็นคนผลักดันอยู่แล้ว

ผมเพิ่งแต่งงานด้วย ก็อยากโฟกัสที่ครอบครัว แต่โชคร้ายตรงที่มีโควิด มันก็เลยทำให้เราต้องไป ๆ มา ๆ อยู่พักหนึ่ง เป็นช่วงเดียวกับที่อาจารย์ชัชชาติมาเยี่ยม มาคุยกันที่โฮสเทลหลายรอบ จนทีมงาน SATARANA ครึ่งออฟฟิศได้ช่วยอาจารย์อยู่ข้างหลัง อาจารย์พูดว่าไม่ได้ทำงานการเมือง แต่ทำงานเมือง ซึ่งงานที่เราทำอยู่มันคืองานเมืองอยู่แล้วไง ไม่ว่าจะเป็นงานพัฒนาชุมชน ทำเรื่องเศรษฐกิจ หรือเรื่องการขนส่งสาธารณะที่ทีม MAYDAY! ทำร่วมกับ กทม. อยู่แต่เดิม ถ้าเราได้ทำงานเมือง แล้วก็ได้ทำงานกับอาจารย์ชัชชาติด้วย มันก็ขยายผลได้ พอเลือกตั้งจริงมันก็เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงตอนนี้ครับ

มีการตกลงกันไว้ก่อนรึเปล่าว่าถ้าชนะเลือกตั้ง…

(ทันที) ไม่ ไม่เคยเลยครับ ไม่เคยคิดถึงตำแหน่งด้วยซ้ำ เอาตรง ๆ ก็คือเสื้อสีขาว กางเกงสแล็กส์ รองเท้าหนัง ผมไม่มีเลย ปกติใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าธรรมดา ต้องซื้อใหม่หมดเลยในวันที่ต้องเข้าไปทำงาน นี่ชุดกากียังตัดไม่เสร็จเลยครับ ค่อนข้างเซอร์ไพรส์มาก ๆ ที่อาจารย์มาชวน

ทำไมกะทันหันขนาดนั้น

เพราะว่าก่อนหน้านั้นงานมันยุ่ง ตอนนั้นเราทำทั้งงานอาสาสมัคร งาน Traffy Fondue งานเว็บไซต์ ช่วยคิดนโยบายบางส่วน คือเราทำงานกันเป็นทีม แล้วโฟกัสที่งานอย่างเดียว ช่วงใกล้วันเลือกตั้งต้องทำ War Room หาอาสาสมัครเฝ้าหน่วยเลือกตั้ง 7,000 คน และจัดการระบบหลังบ้าน วุ่นจนไม่ได้คิดว่าเสร็จแล้วยังไงต่อ มารู้ตัวเอาวันเลือกตั้ง ตอนที่ชนะแล้วอาจารย์ชัชชาติเข้ามากอดคอคุย

ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ
ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ

ตอนนั้นตอบอาจารย์ชัชชาติไปว่าอะไร

ขอคุยกับภรรยาก่อน (หัวเราะ) เพราะลูกยังเล็กมาก โทรไปบอกแล้วภรรยาก็โอเค เขาพูดดีมาก บอกว่ามันเป็นโอกาสแหละ เดี๋ยวเราค่อยมาหาทางออกกัน ทำให้รู้สึกว่าถึงเรายังไม่รู้จะบาลานซ์ได้ขนาดไหน แต่อย่างน้อย ๆ เขาซัพพอร์ตเรา งั้นก็ลุยเลย โอกาสมาก็ต้องรับไว้

นี่คือโอกาสอะไรสำหรับคุณ

ผมทำเรื่องเมืองมานาน จนพูดตรง ๆ รุ่นพวกเราค่อนข้างหมดหวังแล้วกับเมือง แต่คิดว่า เฮ้ย ความสิ้นหวังนี้มันพอจะเปลี่ยนเป็นโอกาสเข้าไปเป็นแรงขับเคลื่อนให้เมืองดีขึ้นได้ไหม ถ้าเราไม่ลอง แล้วยังมาพูดว่าหมดหวัง ก็คงไร้ประโยชน์

การแก้โครงสร้างได้ดีที่สุด ก็คือการเอาอำนาจภาครัฐเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของภาครัฐเอง ซึ่งอาจจะเกิดจากคานดีดคานงัด เช่น เราไปเป็นคู่ตรงข้ามกับรัฐเพื่อที่จะทำให้รัฐเปลี่ยน หรือเราไปเป็นรัฐเพื่อที่จะทำให้รัฐเปลี่ยน ซึ่งวันนี้เราได้โอกาสนั้นแล้ว ไม่มีโอกาสไหนเหมาะกว่านี้แล้ว 

อันดับหนึ่งเลยผมอยากเปิดพื้นที่ให้ประชาสังคม เพราะว่าเราเป็นประชาสังคมมาก่อน พูดแล้วก็ตื่นเต้นนะ เราอยากเอากุญแจนี้มาเปิดประตูที่มันปิดมาไม่รู้กี่ชั้น เราจะเปิดมันทุกชั้นเลย แล้วทำให้คนเห็นว่า กทม. ทำอะไรได้บ้าง มาช่วยกัน ไม่ได้คิดว่ามี Solution อะไรที่เสร็จสรรพ เมืองมันพัฒนาได้ทุกวัน วันนี้ดี วันพรุ่งนี้ก็พัฒนาต่อได้ เราก็เลยใช้คำว่า Better Bangkok ซึ่งมันจะดีได้ก็ต่อเมื่อกระบวนการมันหล่อหลอมให้ทุกคนอยากเข้ามาพัฒนาด้วยกัน อย่าไปฝากความหวังไว้กับท่านผู้ว่าฯ คนเดียว อย่าไปฝากความหวังไว้กับใครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญคนเดียว ถ้าเราไปหวังพึ่งใครให้มาเปลี่ยน ไม่ว่าเขาจะเก่งแค่ไหน วันหนึ่งเขาจะหมดแรง 

เราอยากผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วม ให้ทุกคนรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นของทุกคนจริง ๆ แล้วเราอยากทำให้มันดีขึ้น เรารู้ว่าศักยภาพของประชาชนกับสังคมมีมากขนาดไหน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เหมือนโดนปิดปาก ปิดประตูตลอด คนรุ่นอายุเยอะแล้วบริหารมานาน วันนี้มีเวทีที่ทุกคนมาช่วยกันทำให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นการบริหารด้วยเจเนอเรชันใหม่เป็นมิติที่ผมอยากทำให้ได้ในการบริหารกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ กำลังพยายามฟอร์มทีมคนรุ่นใหม่ในทุก ๆ ด้าน อยากให้เขามีส่วนร่วมช่วยกันบริหาร อยากให้มาดูว่าทรัพยากรของ กทม. ทำอะไรได้บ้าง แต่หลักการคือต้องโปร่งใส ทำให้ทุกคนเห็นว่าเรากำลังพยายามทำอะไร แล้วเขาช่วยอะไรเราได้บ้าง 

ทำไมถึงต้องเป็นคนรุ่นใหม่

ทำไมจะไม่ใช่คนรุ่นใหม่ดีกว่า โลกมันปรับเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวันนะ แล้วทุกวันที่ปรับไปก็มีคนที่ตามทันและตามไม่ทัน คำนิยามของรุ่นใหม่จริง ๆ ต้องบอกว่าคือคนที่ทันสมัยละกัน แล้วก็เป็นคนที่ไม่ได้เอาข้อจำกัดมานำ นอกจากเรื่องอายุแล้วคือ Mindset ที่เปิดรับอะไรใหม่ ๆ อย่างอาจารย์ชัชชาติเนี่ยเป็นดาว TikTok ไปแล้ว 

ความทันสมัยสำคัญมาก การเป็นตัวแทนของเจเนอเรชันก็สำคัญ เพราะว่าความต้องการของคนแต่ละยุคสมัยมันแตกต่าง พูดแทนกันค่อนข้างยาก ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ มันเป็นเรื่องทัศนคติ แล้วก็ต้องมีความหลากหลายเรื่องเพศสภาพ ข้อจำกัดทางกาย แล้วก็สภาพจิตใจต่าง ๆ 

คุณมองปัญหาของกรุงเทพฯ ต่างไปยังไง จากบทบาทเดิมที่เราเป็นคนต่อสู้ภาคประชาชน แล้ววันนี้กลับมาอยู่ฝั่งภาครัฐ 

ยังไม่ค่อยมีมุมมองต่างเลย เพราะว่าเพิ่งเข้ามาได้ไม่กี่วันเอง จากมุมข้างนอก เราไม่รู้เลยว่าระบบระเบียบมีปัญหาอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งแรก ๆ ที่ต้องทำคือเข้าใจกฎนู่นนั่นนี่ แต่ว่าต้องทำความเข้าใจโดยที่ไม่เอามาเป็นข้อจำกัด เราจะไม่ย่อท้อต่อเป้าหมายที่เราอยากทำ คือการทำให้ดีขึ้นยังตั้งอยู่ เราเข้าใจเพื่อใช้ แล้วก็ทำให้โปร่งใส ทำให้ถูกหลักการ เมื่อไหร่ที่เราเอากรอบมาครอบ สิ่งที่เราจะทำให้ดีมันจะเริ่มหายไปไง

คำว่า ‘ไม่ได้’ เป็นสิ่งที่เราจะต้องตั้งคำถาม ถ้าใครทำงานด้วยกันเมื่อก่อนจะรู้เลยว่าคำที่เราไม่ชอบที่สุดคือคำนี้ เออ แล้วถ้าทำไม่ได้ ต้องทำยังไงดี วิธีคิดนี้ก็คงยังอยู่กับเรา ยืนยันว่ายังไงก็ไม่เอากรอบมาเป็นอุปสรรคต่อการทำให้มันดีขึ้นครับ

ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ

ตอนนี้อะไรเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคุณมากที่สุด

แต่ก่อนเราสร้างทีมเอง เพราะเราเป็น Entrepreneur สามารถออกแบบโครงสร้างการทำงานอย่างอิสระ มีทีมที่เราเชื่อใจ แล้วก็เข้าใจว่าเราต้องการทำอะไรไปสู่อะไร 

ตอนนี้เรายังไม่เข้าใจโครงสร้างข้าราชการ เรายังไม่รู้ว่าใครเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร ไม่รู้ว่าองคาพยพที่เรามีอยู่ตรงไหน และเรามีทีมของเราได้มากแค่ไหน ซึ่งหลักการก็ควรจะเป็นการทำงานร่วมกับข้าราชการให้ดีที่สุด วันก่อนเพิ่งคุยกับ 3 สำนักที่ดูแลทั้งหมด เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มีความหวังนะ ยังไม่ทันคุยอะไรเลย เขามาพร้อมกับการเอา 214 นโยบายไปแมพแล้วว่าสำนักเขาทำอะไรได้บ้าง ผมคิดว่ามัน Progressive กับกรุงเทพฯ เหมือนกัน เริ่มต้นมาค่อนข้างเวิร์กละ เหลือแค่ว่าตอน Execution จะเดินไปด้วยกันยังไง

นี่เป็นความท้าทายที่ตอนนี้ต้องทำให้ได้เร็วที่สุดครับ คนพร้อมช่วยเยอะแหละ แต่เราต้องจัดทัพข้างในให้เรียบร้อย กระบวนท่าต้องครบก่อน ใครจะดูอะไร สมมติเราจัดทัพตรงนี้ได้เนี่ย เราต้องรีบเอาโมเมนตัมตอนนี้ที่สุดยอดเข้ามาเสริม 

งานของคุณคือการดูแลด้านการศึกษา วัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว พอจะยกตัวอย่างนโยบายการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ไหม

สิ่งสำคัญคือเรื่องกระบวนการ หลายโปรเจกต์มาแล้วก็จะผ่านไป แต่ว่าสิ่งที่เราอยากวางรากฐานไว้คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกโปรเจกต์จะมีคณะทำงานที่มาจากภาคสังคม มีแก่นคือการสร้างทีมรุ่นใหม่ในชุมชนทั่วกรุงเทพมหานคร 

เรามีชุมชนในกรุงเทพฯ ประมาณ 2,016 ชุมชนที่จัดตั้ง แล้วก็มี 450 กว่าชุมชนที่ไม่ถูกจัดตั้งเพราะมีไม่ถึงร้อยหลังคาเรือน พูดง่าย ๆ ว่าเรามี 2,500 ชุมชน เราสร้างทีมคนรุ่นใหม่ในชุมชน เรียกว่าอาสาสมัครเทคโนโลยี อาจารย์ชัชชาติพูดบ่อยเรื่อง อสท. ทีมนี้จะเป็น Change Maker ในชุมชน ซึ่งเราตั้งเป้าที่จะทำให้ได้ 400 ชุมชนก่อน เริ่มจากชุมชนที่มีสหกรณ์ออมทรัพย์ เพราะแสดงว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็งอยู่แล้ว ถ้าเรามีโครงการต่าง ๆ อสท. จะเป็น Change Agent ผลักดันการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข

โชคดีที่เราเริ่มงานมา 2 ปีกว่าแล้ว มีอาสาประมาณ 200 คนจากประมาณร้อยชุมชน ทีนี้เราก็ต่อยอดได้เลยว่า วันนี้เริ่มทำงานปั๊บ เรามีทีม ไม่ใช่แค่สำนักพัฒนาสังคม แต่เรามีคนในชุมชนที่พร้อมจะพัฒนาบ้านเขา และเข้าใจเทคโนโลยีด้วย คนเหล่านี้จะเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ คนในชุมชน หรือปราชญ์ของชุมชน 

อันต่อไปคือเรื่องเศรษฐกิจ เรามีโครงการ 12 เทศกาลตลอดทั้งปีนะครับ แล้วก็ 50 เขต 50 อัตลักษณ์ ซึ่งอาจจะปรับเป็นย่าน เพราะว่าบางเขตก็มีหลายย่าน เราจะทำ Storytelling เรื่องพวกนี้ทำน้อยแต่ได้มาก ชวนนักเล่าเรื่องมาจัดเวิร์กชอปให้ย่านต่าง ๆ เห็นคุณค่าอัตลักษณ์ตัวเอง จับคู่สื่อกับชุมชน แล้วปลายปีก็คิดว่าเราต้องทำงานกระตุ้นการท่องเที่ยวกับ ททท. อยากให้แต่ละย่านมีที่เที่ยวหลาย ๆ จุด ไม่ใช่ไปเที่ยวแค่จุดสำคัญ แพตเทิร์นของนักท่องเที่ยวทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนี้ เช่น 10 ที่เที่ยวเยาวราช ก็ทำแบบนี้ได้ในทุกที่ ซึ่งอะไรแบบนี้ควรจะโปรโมตร่วมกับคนในย่าน 

เรื่องการศึกษา หลาย ๆ เรื่องทางสำนักฯ เขาทำไว้ค่อนข้างดีครับ ก็ต้องมาดูก่อนว่ามีอะไรที่เราทำได้บ้าง กทม. ทำร่วมกับ สพฐ. แล้วก็หลาย ๆ ที่ โดยโฟกัสที่ประถมวัย เพราะมีนักเรียนอยู่ประมาณ 250,000 ครูประมาณ 15,000 ซึ่งนักเรียนเท่ากับครึ่งหนึ่งของนักเรียนประถมทั้งประเทศ ก็โฟกัสที่การเรียนรู้เบื้องต้น

ส่วนมัธยมจะแปรรูปเป็นสายอาชีพมากขึ้น เพราะว่าเราดูเทรนด์แล้วคนที่มาเรียน กทม. ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไปเรียนต่อสายอาชีพ เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่เอาสายอาชีพเข้ามาเลย โอกาสมีค่อนข้างเยอะ ไม่ได้มีแค่ตัดผม ช่างแอร์ ทุกวันนี้คนที่จบปริญญาตรีทำสายอาชีพทั้งนั้นเลย เป็นบาริสต้า บาร์เทนเดอร์ ตกแต่งต้นไม้ก็ฮิตมาก ทำโฮสเทลก็ได้ เราเอาการฝึกอาชีพมาผสานกับโรงเรียนมัธยมของกรุงเทพมหานครได้

นอกจากนี้แล้วก็มีเรื่องพื้นฐานต่าง ๆ ดึงครูเก่ง ๆ เข้ามา แล้วก็เปิดโรงเรียนวันเสาร์อาทิตย์เป็นพื้นที่สาธารณะให้คนเข้ามาใช้บริการ ใช้สถานที่ของโรงเรียนทำอะไรต่าง ๆ จัดอาสาสมัครคล้าย ๆ แบบ Saturday School ชวนคนมาร่วมสอนกับเด็กในบ้าน มีอะไรสนุก ๆ เต็มเลยที่คิดว่าสำนักการศึกษาทำได้ 

โอ้โห ฟังแล้วรู้สึกกรุงเทพฯ มีความหวังจริง ๆ นะ เราหวังได้จริง ๆ ใช่ไหม 

คิดว่าถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่อยู่นานครับ (หัวเราะ) อันนี้พูดจริง ๆ เลยนะ ถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่ควรเอาโควตานี้ มีรองผู้ว่าฯ แค่ 4 คน เราคิดว่าเรามีเรื่องที่อยากทำ ไม่รู้ว่าศักยภาพเราทำได้แค่ไหน บางเรื่องไม่ต้องใช้งบ แต่ใช้ความร่วมมือ ผู้บริหารชุดนี้ที่นำโดยอาจารย์ชัชชาติ มีแต่คนอยากร่วมมือ ต้องใช้โมเมนตัมนี้สร้างความร่วมมือและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุด 

สมัยที่ MAYDAY! ทำป้ายรถเมล์ เราเรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องรองบประมาณ มันคือการสร้าง Prototype คือการสร้างความหวังใหม่ที่เป็นรูปธรรม บอร์ดอันนั้นใช้เงินสัก 4,000 บาทมั้ง แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันเปลี่ยนทั้งกรุงเทพฯ เปลี่ยนระบบศาลารอรถเมล์ ไปผลักดันให้ ขสมก. และคนอื่น ๆ ตื่นตัวเรื่องพวกนี้ 

บางทีเราชอบคิดว่ายังไม่มีงบ แต่เราอาจจะขอเงินไม่เท่าไหร่ สร้าง Prototype ทุกอย่างเลย ทำให้ทุกอย่างมีรูปธรรม มีความหวัง ติดขัดอะไรก็เอาให้ประชาชนรู้เลยว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วเราก็เชื่อว่าคนที่เขาดูแลกระบวนการจะช่วยให้งานเกิดให้ได้ ถ้าเราไปมุบมิบ บางทีเราหมดไฟเองหรือลืมไปแล้ว มัวแต่รอก็อาจจะไม่เกิดอะไรเลย 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ

02 สร้างการเปลี่ยนแปลง

มองย้อนกลับไป ทางเลือกของคนจบวิศวะฯ จุฬาฯ มีมากมาย ทำไมคุณถึงแหวกแนวเลือกทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่แรก

จับพลัดจับผลู ถ้าไปพูดแนะแนวน้อง ๆ จะไม่กล้าพูดเรื่องการตั้งเป้าหมายทะเยอทะยาน รู้สึกว่าชีวิตเป็นการสะสมจุด ผมโชคดีที่ Connect the dots มาเรื่อย ๆ โดยยึดมั่นสิ่งที่เราอยากทำแต่เดิมมาตลอด มันเป็นคุณสมบัติที่ทำให้เรามีวันนี้ 

บ้านผมเคยขายวัสดุก่อสร้าง แล้วก็ตอนวิกฤตปี 40 ที่บ้านก็ล้มเลย ตอนนั้นเรียนเซนต์คาเบรียลก็มีค่าใช้จ่าย ต้องขอทุนที่โรงเรียน ตั้งแต่มัธยม คุณแม่ก็ไปวิ่งคุยกับมาสเตอร์ที่โรงเรียนเพื่อให้เราอยู่ได้ โดยข้อแม้คือต้องเรียนให้ดี เลยรู้สึกว่าเราต้องตอบแทนโรงเรียน เพราะเอาทรัพยากรของโรงเรียนมาใช้ประโยชน์ พอเรียนวิศวะฯ ที่จุฬาฯ ก็ขอทุนเหมือนกัน เราถูกหล่อหลอมว่ามีคนให้เรา เราถึงมีวันนี้ มีสังคมเพื่อน ๆ ที่ดี เราก็อยากทำอะไรให้คนอื่นเหมือนกัน เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราทำให้คนอื่น เขาอาจจะโชคดีเหมือนเราก็ได้ 

สมัยเรียนมัธยม เราต้องตั้งใจเรียนมาก อึดอัดกับการเรียนที่เข้มข้น พอเข้ามหาลัยก็เลยพยายามทำกิจกรรมตั้งแต่ปี 1 ทำเยอะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกิจกรรมเป็นหนึ่งในหลักสูตรมากกว่าเรียนอีก จนปี 4 เราก็เป็นนายก อบจ. (องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ) ได้ทำงานบริหารครั้งแรก มีทีมที่เราเชื่อใจ มีโครงการที่เราอยากทำ แล้วก็ได้คุยกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย ตอนนั้นจำได้เรามี Pain Point อะไรก็ใส่ยับเลย เช่น เริ่มโครงการจามจุรีเก้า 24 ชั่วโมง เพราะว่าแต่ก่อนต้องไปอ่านหนังสือสอบตามแมคโดนัลด์ แต่ทรัพยากรจุฬาฯ ก็มีนี่นา เราได้แรงบันดาลใจจากมหาลัยในอเมริกาและยุโรป แล้วก็ทำโครงการ ทำค่ายต่างจังหวัดเยอะมาก ยิ่งได้ค้นพบว่าสิ่งที่เราทำแล้วไม่เหนื่อย ทำแล้วสนุก ก็คืองานเพื่อสังคม

แล้วพอวิกฤตน้ำท่วมปี 54 เราก็มาเจอกับพี่ ๆ หลายคนที่ทำเรื่องงานสร้างสรรค์จาก TCDC จาก a day ที่มีไอเดียเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม เป็นสิ่งที่ใหม่มากในปี 2011 จำได้เลยว่ามันดูคนละโลกกัน แล้วทำไมถึงมีสิ่งนี้ด้วย ทั้งการทำธุรกิจ ทั้งเรื่องเพื่อสังคมเป็นความสนใจของเราทั้งคู่ 

สนใจการทำธุรกิจด้วย

ใช่ ตอน ม.3 เปิดร้านเกม มี Play Station 1 ตอนนั้นบ้านอาโกวจะปล่อยเช่าตึก เราก็บอกว่าขอทำนะ อยากทำเพราะชอบเล่นเกม ตอนนั้นไม่คิดอะไร คิดว่าเราจะได้เล่นเกม 24 ชั่วโมง ญาติก็ช่วยเซ้งให้แล้วให้เราค่อย ๆ ผ่อนคืน พอได้ทำจริง ๆ ก็โอ้โห สนุกเลย ตอนนั้นมีบริวารเยอะมาก มีเด็ก ๆ คอยช่วยดูในร้านแลกกับการได้เล่นเกมฟรี 

อยู่รอดไหม

เจ๊ง! สุดท้ายเราก็เลยเรียนรู้ว่าธุรกิจไม่ใช่เรื่องความสวยงามอย่างเดียว มีความล้มเหลวเรื่องเงิน เรื่องความผิดพลาดต่าง ๆ

พอรู้จักธุรกิจเพื่อสังคม ตอนเรียนจบแล้วได้ลองทำงานในกลุ่ม ปลาจะเพียร ซึ่งช่วยเหลือชุมชนที่โดนวิกฤตน้ำท่วมตั้งแต่ภาคเหนือถึงกรุงเทพฯ ส่วนที่ผมรับผิดชอบคือชุมชนคลองลัดมะยมซึ่งปลูกเครื่องแกง มีคุณลุงที่เข้มแข็งหลาย ๆ ท่าน เราได้ไปเรียนรู้การใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำโปรเจกต์ร่วมกับชุมชน ไปคลองลัดมะยมติดต่อกันน่าจะเกิน 30 – 40 รอบ ทำงานประจำวันธรรมดา แต่ทุกสุดสัปดาห์ต้องไปที่นี่ ก็ได้ค้นพบว่าวิธีการช่วยโดยที่เอาความคิดสร้างสรรค์เข้าไปมันมีประโยชน์กับชุมชนจริง ๆ เป็นส่วนที่เขาต้องการจริง ๆ แต่ว่าก็มีคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างทำคือ แล้วเราจะทำตัวธุรกิจยังไงให้ยั่งยืน

ช่วงแรกปลาจะเพียรมีอาสาสมัครมาร่วมเป็นร้อยคน แต่พอวิกฤตจบ 2 เดือนผ่านไป คนเหลือไม่น่าเกิน 10 คน เราก็อยู่กันอย่างนี้ 2 – 3 ปี แล้วก็เริ่มตั้งคำถามว่า เราไปช่วยชุมชนหรือว่าชุมชนช่วยเรากันแน่ การทำแบบนี้มันดีกับเขา หรือเขาทำให้เราดูดี นั่นเป็นการตั้งคำถามกับการทำเพื่อสังคมที่ค่อนข้างท้าทายครั้งแรก 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ

ตอนนั้นคุณทำงานประจำอะไรอยู่

เป็น Purchasing Manager ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ P&G ซึ่งแปลเป็นไทยคือจัดซื้อ แต่ว่าจริง ๆ แล้วคือการวางแผน Strategic Sourcing ดูว่าความคุ้มทุนของการตั้งโรงงานแต่ละที่ และการขยายโรงงานของแต่ละที่เป็นอย่างไร ต้องทำงานกับวิศวกรว่าความยืดหยุ่นมีแค่ไหน ดูเรื่องเครื่องจักร เรื่องโรงงาน อยู่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็น Engineer ที่เราจบมากับความสนใจทาง Business ก็เลยสนุกมาก ได้บินไปดูโรงงานเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไปอยู่สิงคโปร์ ไปที่ไหนก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมเขา สิงคโปร์ค่อนข้างทำงานเร็ว เวียดนามละเอียดลึกซึ้ง ฟิลิปปินส์ก็เป็นอีกแบบ 

ทำงานอยู่เกือบ 5 ปี ระหว่างนั้นตกตะกอนค่อนข้างเยอะจากปลาจะเพียร ก็เลยลาออกมาทำโรงแรม เป็นโปรเจกต์ที่คุยกับเพื่อนสนิทชื่อ มิค (ภัททกร ธนสารอักษร) เขาเป็นสถาปนิก มีทรัพย์สินที่บ้านเป็นโรงพิมพ์เก่า เราเอาความรู้ที่ได้จากทั้งงานประจำและปลาจะเพียรมาเขย่าว่าเป้าหมายต้องชัดเจน ธุรกิจต้องอยู่ได้ และมีอิมแพคต่อสังคม เกิดเป็น Once Again Hostel ที่มี Business Model แข็งแรง และมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการกับย่านที่เราอยู่อาศัย ซึ่งมีชุมชนโบราณค่อนข้างเยอะ 

ทำไมเลือกเป็นเจ้าของโฮสเทลเล็ก ๆ มากกว่าเป็นผู้จัดการระดับภูมิภาคของบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งรายได้คงเทียบกันไม่ติด

ตอนนั้นอายุ 25 – 26 รู้สึกว่าชีวิตนิ่ง งานมั่นคง เงินเดือนค่อนข้างโอเคมาก ๆ แต่ว่าพอยิ่งทำไปนาน ๆ รู้สึกตัวคนเดียว ถึงจะมีทีมอยู่ตามประเทศต่าง ๆ แต่มันไม่ได้ Fulfill ลึก ๆ ในใจเราไม่ได้อยากไปร้านอาหารหรู ๆ ไปท่องเที่ยว แล้วก็ตื่นมาทำงานต่อ มันขาดสิ่งที่เราสนุกอย่างพวกงานค่าย งานชุมชน งานเพื่อสังคม ที่เราดันเคยไปรู้จักมา 

ผมแค่คิดว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เราก็กลับไปทำงานประจำได้ใหม่ มีโปรไฟล์ที่ไปยื่นสมัครงานได้ แล้วทำไมไม่ลองล่ะ อายุก็ยังไม่ได้เยอะ ก็เลยเอาเงินเก็บที่สะสมมาทำโรงแรมหมดเลย จากที่เคยเป็นผู้รับบริการก็เปลี่ยนเป็นผู้ให้บริการ เราอยากได้อะไรก็ทำแบบนั้น 

ตอนนั้นเป็นจังหวะที่ธุรกิจโฮสเทลขาขึ้นด้วยใช่ไหม

กำลังมา แต่ยังมีน้อยครับ โฮสเทลสมัยก่อนเน้นความประหยัด ราคาถูก โรงแรมที่ดีไซน์จัดมีแค่หลักหน่วย เราโชคดีที่ตอนเปิดโรงแรมเดือนธันวา ปี 2015 แขกเต็มจน Hostel World บินมาหาเลย เพราะว่า Ranking ไต่เร็วมาก เราคิดทุกอย่างจากความต้องการของเราที่เคยเป็นนักท่องเที่ยว ตึกทำให้สวยงาม เตียงใหญ่กว่าเจ้าอื่น เป็นงานบิลด์อิน ไม่โยกเยก ล็อบบี้ก็ใหญ่มาก และเราไปเชื่อมโยงกับชุมชนรอบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวหรือกิจกรรม มันมีองค์ประกอบที่ทำให้คำว่าโฮสเทลบิดไปนิดหนึ่งจากเดิม 

ฝั่งธุรกิจ Success เร็วมาก เราแฮปปี้มาก ก็แบ่งกำลังดูแลแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ให้ธุรกิจมันอยู่ได้ เอากำลังมาฝั่งพัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะเรามองตัวธุรกิจเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคม ไม่ได้ทำเพื่อสร้างกำไรอย่างเดียว เป้าหมายคือทำให้การพัฒนาสังคมเป็นอาชีพได้ ดังนั้นไม่ว่ามีโควิด หรือธุรกิจท่องเที่ยวขาลงยังไง เราก็คิดว่าทำยังไงให้ทีมยังพัฒนาสังคม พัฒนาเมืองได้ต่อ ถึงฟอร์มมันเปลี่ยนไป แต่ว่าความตั้งใจคือสิ่งเดิม

ทำไมการพัฒนาเมือง พัฒนาสังคม ถึงติดอยู่ในทุกเส้นทางชีวิตตลอดเวลา

เพราะมันเป็นอาชีพได้มั้ง มันมีที่ทางให้เราอยู่ได้จริง ๆ แล้วการพัฒนาเมืองมันสนุกตรงที่ว่า กิจกรรมอะไรก็เป็นการพัฒนาเมืองได้หมด ไปสวนสาธารณะก็ใช่ ทำกิจกรรมกลางแจ้งก็ใช่ ไปไหนมันก็เข้ามาในหัว พูดง่าย ๆ ไม่มีวินาทีไหนที่ไม่คิดเรื่องนี้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิต แล้วพอเรารู้สึกว่ามันแก้ได้ เราหาทางได้ แล้วเราไม่ได้คนเดียว เรามีทีม ทีมทุกคนเป็นเหมือนกันหมด แต่ก่อนเคยมีทีมถึงเกือบ 80 คน แล้ว 80 คนคิดอย่างงี้ทุกวัน พวกเรามีกระดาษทดว่าวันนี้เจออะไร น่าแก้อะไร พออยู่ในสังคมที่คิดอย่างงี้ด้วยกันเราสนุกที่จะหาทางออกทุกวัน 

น่าจะเคยมีคนบอกคุณบ่อย ๆ ไหมว่าคุณเป็น Dreamer 

คนชอบคิดว่าเป็น Dreamer แต่จริง ๆ ผมค่อนข้างมองโลกในแง่ร้ายเวลาทำงานนะ มอง Practical มาก แต่ว่าชอบคิดไปให้เกินร้อยไว้ก่อน แล้วก็ค่อยมาดูกันว่าทำจริงแล้วได้เท่าไหร่ 

เป้าหมายของ ‘ศานนท์ หวังสร้างบุญ’ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ คุณพ่อลูกอ่อน รองผู้ว่าฯ กทม. อายุน้อยที่สุดของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ถึงจุดหนึ่ง ทำไมแค่โรงแรมเพื่อชุมชนก็ไม่พอ ต้องแยกหน่วยออกมาทำเรื่องเมืองเต็ม ๆ SATARANA ทำหลายเรื่องมาก ๆ Trawell ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน MAYDAY! ทำเรื่องขนส่งสาธารณะ และ Attention ทำเรื่องการสื่อสารและแบรนดิ้งให้กับชุมชน 

เมื่อ 80 เปอร์เซ็นต์ของกำลังคนมาอยู่ฝั่งนี้ เราก็ค้นพบ Iceberg Model คือเราเห็นปัญหาจากภูเขาน้ำแข็งด้านบน ซึ่งเราเรียกว่า Event โดยอีเวนต์ต่าง ๆ ผุดขึ้นมาก้อนใหญ่บ้างก้อนเล็กบ้าง แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ข้างล่างของภูเขาน้ำแข็ง 

ถ้าไล่ลำดับก็คือจากอีเวนต์ เราจะเห็น Pattern ว่าปัญหาที่ทำให้เกิดอีเวนต์นี้บ่อย ๆ คืออะไร ไปถึง Structure ที่ทำให้เกิดแพตเทิร์นนั้น รากลึกลงไปอีกคือเรื่องภายใน เป็นเรื่อง Mental Model ที่ทำให้เกิด Structure

พอเราเข้าใจตรงนี้ เราก็มาคิดได้ว่าปัญหาที่โรงแรมเราแก้เป็นอีเวนต์หมดเลย สมมติเราพานักท่องเที่ยวไปชุมชนทุกวัน เขาก็ได้เงินทุกวันนะ แต่เขากินเหล้าบ่อยขึ้นทุกวัน แปลว่าเราไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องรายได้จริง ๆ เหมือนแค่เราไปเติมเงินให้ปาร์ตี้เขาเฉย ๆ เราก็เลยรู้สึกว่าต้องเข้าใจให้ลึกลงไป เป็นที่มาของ Trawell ที่ทำเพื่อสังคมจริงจังขึ้น แล้วเราก็โชคดีได้เข้าโครงการของ One Young World ชนะรางวัลมาตั้งบริษัทใหม่ชื่อมหาชุมชน หรือว่าปัจจุบันก็คือ SATARANA นี่แหละ 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือโปรเจกต์ป้อมมหากาฬที่ทำให้เราเห็นตั้งแต่อีเวนต์ แพตเทิร์น สตรักเจอร์ และเมนทัล โมเดล แบบชัดเจนที่สุด เราเห็นตั้งแต่การไล่รื้อที่เป็นอีเวนต์ เห็นแพตเทิร์นแบบนี้ในทุก ๆ พื้นที่ที่เป็นชุมชนเก่าหรือว่าชุมชนแออัด ไปถึงเรื่องโครงสร้างที่คนไม่เข้าใจคุณค่าวัฒนธรรมว่าอะไรคือคุณค่าของชุมชน มันก็เลยทำให้เราเข้าใจว่า ต่อให้ Trawell ทำอีกกี่พันชุมชน เราก็จะไปเจอปัญหาเดิมว่าชุมชนก็จะถูกไล่รื้อ ต่อให้เราไปพูดว่าสินค้าเขาดี ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์เขาดี วันหนึ่งเขาก็จะเจอปัญหาที่เราพูดอยู่ 

เราต้องทำลึกลงไปถึงแก่นของปัญหา เลยชวนคนอื่น ๆ มาเข้าใจป้อมมหากาฬ เรียกว่า มหากาฬโมเดล มันอาจจะเกิดที่บ้านคุณก็ได้ ชุมชนแถว ๆ บ้านคุณเขาก็จะเจอแบบนี้ เมื่อผู้บริหารมองชุมชนว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรม ไม่เห็นศักยภาพของผู้คน ไม่เห็นกิจกรรมที่เขาทำร่วมกัน มหากาฬโมเดลพยายามสื่อสารว่าเราอยู่ร่วมกันได้ การกวาดล้างไม่ทำให้ปัญหาหมดไป แต่เป็นการเอาปัญหาไปที่อื่น แล้วก็อาจจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นด้วย 

พอเป็นอย่างนั้น การทำงานของ SATARANA จึงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ทำสวย ๆ คุยกับฝรั่ง เรามีโปรเจกต์ภาคใต้คล้าย ๆ กันที่เทือกเขาบูโด ชุมชนโดนไล่รื้อจากการประกาศของอุทยานฯ เนื่องจากเขาขีดเส้นอุทยานฯ ด้วยความละเอียดของแผนที่ที่หยาบมาก ไปทับกับมัสยิด 300 ปี ทับกับพื้นที่ทำกินของชุมชน แล้วพอเราไปดูรายละเอียด มันทำแผนที่ให้ละเอียดขึ้นได้ แค่นี้มัสยิดก็อยู่ได้ สวนอยู่ได้ รักษาวิถีชีวิตจริง ๆ ของชุมชนได้

SATARANA มีโปรเจกต์ลักษณะคล้าย ๆ แบบนี้มากขึ้น เป็นพาร์ตเนอร์กับชุมชนมากขึ้น เช่น ทำเรื่องพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ช่วงที่เข้มข้นที่สุดคือช่วงโควิดที่ทำ Locall เดลิเวอรี่ฮับของชุมชนร่วมกับทุกย่านที่เรารู้จัก 

ทำงานขับเคลื่อนสังคมเต็มตัว

เรามีคำถามกับเรื่องที่หมกมุ่นค่อนข้างเยอะ เลยไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำ ต่อให้ไม่ได้เป็นรองผู้ว่าฯ ก็ยังอยากทำอยู่ดี ทำอะไรก็ได้ที่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะ Iceberg Model ติดอยู่ในหัวทุกวัน เราไม่สนุกกับการแก้ปัญหาเชิงอีเวนต์ไปเรื่อย ๆ อีกต่อไป 

เป้าหมายของรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตัวแทนคนรุ่นใหม่ คุณพ่อลูกอ่อน รองผู้ว่าฯ กทม. อายุน้อยที่สุดของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

03 บทบาทในชีวิต

การเป็นพ่อคนเปลี่ยนอะไรในตัวคุณบ้าง

เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะเลย ถ้าใครรู้จักกันตั้งแต่ก่อนจะรู้ว่าผมปฏิเสธคนยาก ถ้าคิดถึงแค่ตัวเอง ก็จะได้ ๆ ๆ มีอะไรก็ได้หมด แต่พอมีลูกก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วไง ครอบครัวเป็นหินก้อนใหญ่ในชีวิต เราต้องดูแลก่อน มีลูกแล้วภรรยาก็ต้องเสียสละอะไรเยอะ ก็ค่อนข้างรู้สึกเกรงใจและอยากช่วย เลยปฏิเสธคนง่ายขึ้น ค่อนข้างชัดเจนว่าเราต้องทำอะไร แล้วก็มีเป้าหมายเรื่องสังคมชัดเจนมากขึ้นไปอีกว่าเราอยากทำให้กรุงเทพฯ ดีขึ้น 

ขนาดเรายังไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะว่าสำหรับเด็กแรกเกิด ต่างจังหวัดให้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากรุงเทพฯ เราจึงมีความปรารถนาที่แรงมากว่าจะทำให้ลูกมาโตในกรุงเทพฯ ได้ กรุงเทพฯ มีศักยภาพที่ดีกว่าต่างจังหวัดอยู่แล้ว ไม่งั้นคนจะย้ายมาทำไม การพัฒนาคุณภาพชีวิตควรจะทำได้ แล้วก็เราได้ดูเรื่องการศึกษาด้วย ไม่ได้พูดถึงโรงเรียนอย่างเดียว แต่พูดถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตเนอะ จะทำยังไงให้ลูกเห็นเมืองที่ทุกที่ทำให้เขาเติบโตได้ ทุกที่ควรจะทำให้เขามีชีวิตที่สมบูรณ์ขึ้น มีความรู้ขึ้น มีประสบการณ์ขึ้น

อีกมิติหนึ่งคือเราก็มีความใจเย็นขึ้นด้วย เพราะว่าเราต้องให้เวลากับลูก เขาร้องไห้ทำไม รู้สึกอะไร เพราะเขาพูดสื่อสารกับเราไม่ได้ มันก็สร้าง Empathy ที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม บางทีเราใจร้อน คิดเร็ว ทำเร็ว ก็ต้องให้เวลาและทำความเข้าใจ ซึ่งการเลี้ยงลูกสะท้อนเรื่องเหล่านี้ได้ดีมาก 

แล้วบทบาทรองพ่อเมืองจะเปลี่ยนอะไรคุณไปอีก

คิดว่ามันน่าจะทำให้เราโฟกัสเรื่องการบริหารงาน เอาพลังมาทำโปรเจกต์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง หินก้อนใหญ่เรื่องครอบครัวเนี่ยทิ้งไม่ได้ครับ ถ้าชีวิตเป็นขวดแก้ว เราก็ใส่เรื่องครอบครัวไปก่อน ที่เหลือเอาเรื่องกรุงเทพมหานครใส่ทั้งหมดเลย เวลาที่จะให้กับเพื่อนฝูงอาจจะน้อยลง ก็อยากชวนเพื่อนฝูงมาทำงานด้วยกันมากกว่า เราจะได้อยู่ด้วยกัน แล้วก็ทำให้เมืองดีไปด้วย

ผมไม่เคยทำงานราชการ ก็รู้สึกแปลก ๆ เรื่องลำดับชั้นการทำงาน การมีรถ มีสวัสดิการโน่นนั่นนี่ ซึ่งเราก็อยากทำอะไรเหมือนเดิมนะ อยากเดิน อยากขี่จักรยาน แต่ก็ไม่แน่ใจ ภารกิจต่าง ๆ คงบีบให้เราต้องห่างชีวิตแบบเดิม ๆ ตอนนี้เจอคนทักทายก็ทางการขึ้น ไม่เหมือนเดิมแล้ว เหมือนมีหัวโขน ซึ่งต้องสื่อสารว่ามันคือการเปลี่ยนบทบาท ผมแค่ทำงานที่ใหม่เฉย ๆ ไม่ได้เป็นคนใหม่ ไม่ต้องอะไรขนาดนั้นครับ 

เป้าหมายของรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตัวแทนคนรุ่นใหม่ คุณพ่อลูกอ่อน รองผู้ว่าฯ กทม. อายุน้อยที่สุดของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เริ่มสื่อสารอย่างไรดี

เดี๋ยวไปเปลี่ยนห้องทำงานใหม่ก่อน ตอนนี้โต๊ะเต๊อะอะไรนี่ โอ้โห สุดยอด จะคุยกันทีต้องเดินออกมาหน้าห้อง เดี๋ยวจะทำเป็น Co-working ให้ทุกคนแชร์โต๊ะเดียวกันเลย มีเอกสารอะไรก็แปะก่อนไม่ต้องรอ แล้วก็ไม่ต้องเรียกผมว่านายหรือท่าน เรียกชื่อผม เพราะไม่รู้ว่าผมจะเป็นรองผู้ว่าฯ อีกนานแค่ไหน แต่ผมชื่อศานนท์ไปจนตาย เรียกชื่อผมดีกว่า 

ผมคิดว่าวัฒนธรรมพวกนี้มันต้องเปลี่ยนตั้งแต่วิธีคิด พี่ ๆ เขาอาจจะเจออะไรมาเยอะจากโครงสร้างที่กดทับ ซึ่งราชการไม่ควรเป็นแบบนั้น เขาควรปลดปล่อยพลังความคิด สิ่งที่เขาอยากทำ มาช่วยกันคิด ไม่ต้องรอผมสั่ง จริง ๆ ต้องแนะนำผมด้วยซ้ำเพราะเขารู้เรื่องในกทม. มากกว่าผมอีก อะไรพวกนี้ต้องเปลี่ยนตั้งแต่โต๊ะทำงาน 

วาระทำงานนานหลายปี มั่นใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่เปลี่ยนไป

ก็ต้องมีเพื่อนที่คอยทักตักเตือนเราเรื่อย ๆ นะ กัลยาณมิตรคือมิตรที่พูดตรง ๆ ทีมงานก็ต้องเตือนกันและกัน อันนี้แหละที่ทำให้เราไม่หลุดไป ถ้าเห็นอะไรก็บอกผมได้เหมือนกันนะ

ถ้าหากว่ากำลังจะสิ้นสุดวาระรองผู้ว่าฯ คิดว่าอะไรคือสิ่งสุดท้ายที่จะได้ทำ

เอาทุกอย่างที่เป็นอุปสรรคมาเป็นโอกาสให้ทุกคนเห็นว่ามีอะไรบ้าง ให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ อาจจะใหม่กว่าเราเข้ามาทำหน้าที่อีก แล้วก็ให้คนที่เก่งกว่าเรา มีมุมมองที่แหลมคมกว่าเข้ามาช่วยเรา 

โอกาสที่อาจารย์ชัชชาติให้ผม มันทำให้คนรุ่นพวกเรารู้สึกว่าเมืองนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะเมืองของคนอายุเยอะ คนรุ่นพวกเรามาเป็นผู้บริหารบ้านเมืองได้เหมือนกัน นี่เป็น Message แล้วก็สิ่งที่อยากจะส่งต่อ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าฯ คนต่อไปก็ต้องมีผู้บริหารคนใหม่ในทีม ต้องมีตัวแทนของเจเนอเรชันใหม่เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ

เป้าหมายของรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตัวแทนคนรุ่นใหม่ คุณพ่อลูกอ่อน รองผู้ว่าฯ กทม. อายุน้อยที่สุดของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

ประโยคสุดคลาสสิกจากโฆษณา ‘ทีมกอล์ฟสิงห์’ เมื่อหลายสิบปีก่อน น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เปิดเรื่องราวของ ธงชัย ใจดี

ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักชื่อของเขา เพราะนี่คือนักกีฬาชายไทยที่ก้าวออกไปเป็นดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่ในวงการกอล์ฟอาชีพโลก ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

12 แชมป์เอเชียน ทัวร์ 8 โทรฟี่ยูโรเปียน ทัวร์ และ 1 พีจีเอ ทัวร์ แชมเปียนส์ บนแผ่นดินอเมริกา อีกทั้งยังทำเงินรางวัลสะสมตลอดอาชีพการเล่นกอล์ฟได้ทะลุ 600 ล้านบาท

ประวัติศาสตร์หน้าแล้วหน้าเล่าของวงการกอล์ฟไทย ถูกขีดเขียนโดย ธงชัย ใจดี ทั้งที่เขาเริ่มต้นทุกอย่างช้ากว่าคนอื่น กว่าจะจับก้านเหล็กหวดวงสวิงครั้งแรกก็ตอนอายุ 16 ปีแล้ว แถมออกสตาร์ทเทิร์นโปรตอนวัยแตะเลข 3

ในวันนั้นแทบไม่มีใครเชื่อเลยว่า ธงชัย ใจดี จะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่โปรผู้นี้ก็สวมหัวใจสิงห์อันกล้าแกร่ง ออกเดินทางไปสู่การแข่งขันระดับโลกจนประสบความสำเร็จกลับมา และส่งต่อแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้แก่นักกอล์ฟไทยในยุคหลังจากนั้น 

3,000

แสงแดดประเทศไทยสาดส่องและแผดเผาผิวหนังของร่างชายคนหนึ่งจนมีริ้วรอยไหม้เกรียม ทว่าตัวเขายังคงปาดเหงื่อที่ไหลริน เดินแบกถุงกอล์ฟด้วยตัวเอง ไปตีลูกให้ลงหลุมแล้วหลุมเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ได้ตัวเลขอย่างที่เขาตั้งใจวันละ 3,000 ครั้ง

เขาปลุกตัวเองตื่นตั้งแต่ตี 5 และซ้อมหนักจนถึง 3 ทุ่มของทุกวันตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายและความฝันในการไปคัดตัว สู่การเป็น ‘นักกอล์ฟทีมชาติไทย’

แต่ระหว่างบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ธงชัยกลับยิ้มที่มุมปากและเอ่ยว่า “ที่ผมบังคับตัวเองให้ฝึกซ้อมได้หนักขนาดนี้ เพราะชีวิตผมเคยลำบากมากกว่านั้นเยอะ ฝึกแค่นี้สำหรับผมสบายมาก

“ผมเห็นกอล์ฟมาตั้งแต่เกิด เพราะบ้านอยู่ติดกับสนาม แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาเล่น เพราะนี่เป็นกีฬาสำหรับคนที่มีเงินมากถึงจะเล่นได้ อีกอย่างตัวผมไม่ได้สนใจกอล์ฟด้วย ผมชอบเล่นฟุตบอลมากกว่า

“สนามกอล์ฟของทหารที่ลพบุรีนี่แหละคือสนามฟุตบอลของผมกับเพื่อน ๆ ตอนดึกผมกับพรรคพวกจะแอบข้ามรั้วเข้าไปเตะบอลกัน เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ลูกฟุตบอลแค่ลูกเดียวก็เล่นกันได้เป็นกลุ่มแล้ว”

ธงชัยอาจไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลายมาเป็น ‘นักกีฬาชาวไทย’ ที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกรู้จัก แต่การเติบโตอยู่ข้าง ๆ กรีนหญ้า ก็คงส่งอิทธิพลไม่น้อยให้เขาได้ซึมซับกีฬาชนิดนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากการประดิษฐ์ไม้กอล์ฟโดยใช้ไม้ไผ่บ้าง พลาสติกบ้าง เพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ

ไปจนถึงการเข้าไปงมหาลูกที่ตีตกในคลองของสนามกอล์ฟ เพื่อนำมาขายต่อ หาเงินค่าขนมไปโรงเรียน ธงชัยก็เคยทำเป็นประจำมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

“ซื้อลูกกอล์ฟไหมครับ” ธงชัยในวัยหนุ่มเอ่ยปากถามลูกค้าที่เข้ามาตีกอล์ฟในสนาม นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักนักธุรกิจในจังหวัดท่านหนึ่ง

“ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้อเท้าเริ่มมีปัญหา ส่งผลต่อการเล่นฟุตบอล ผมก็เอาลูกกอล์ฟมาขายให้กับนักธุรกิจคนนั้น ท่านเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า ‘ลองตีให้ดูหน่อยสิ’ ผมก็ปฏิเสธไปเพราะผมตีไม่เป็น อุปกรณ์ก็ไม่มี

“แต่ท่านก็ลองให้ผมหัดตีกอล์ฟเรื่อย ๆ บางครั้งก็แอบเดินตามท่านไปตี 4 – 5 หลุม ที่บอกว่าต้องแอบเพราะผมไม่ได้เป็นเมมเบอร์ ถ้าสารวัตรทหารเห็น ผมต้องโดนไล่ออกจากสนามแน่ ไม้กอล์ฟอันแรกในชีวิตผมก็ได้มาจากไม้เก่าของท่าน รวมถึงท่านยังเป็นคนที่เสียค่าสมัครสมาชิกกอล์ฟคลับให้ผมอีกด้วย”

ในความคิดของ ธงชัย ใจดี เขาคิดแค่ว่าเมื่อได้รับโอกาสให้ได้มาสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้แล้ว สิ่งเดียวที่คงทำได้ดีที่สุด คือ พยายามตอบแทนด้วยผลงานที่ดีที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้ในทุกรายการที่เดินทางไปแข่ง ทั้งแมตช์การกุศลและตามทัวร์นาเมนต์สมัครเล่น

“ครั้งแรกที่ผมลงแข่งกอล์ฟสมัครเล่นในประเทศไทย ผมเห็นเสื้อแข่งของนักกีฬาหลายคนติดโลโก้ ‘สิงห์’ เพราะสิงห์สนับสนุนวงการกอล์ฟไทยมายาวนาน ผมน่าจะเป็นเจเนอเรชันที่ 2 – 3 ของสิงห์แล้วด้วยซ้ำ จวบจนถึงวันนี้ สิงห์สนับสนุนนักกอล์ฟไทยมาน่าจะเจเนอเรชันที่ 10 แล้วมั้งครับ

“ผมเคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีโลโก้สิงห์มาติดอยู่บนเสื้อแข่งบ้างคงเท่ไม่น้อย จนกระทั่ง พี่เปี๊ยก-ศุภพร มาพึ่งพงศ์ (ผู้บรรยายกีฬา) แนะนำให้ผมรู้จักกับ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี นายก็ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 1995 จนถึงทุกวันนี้ ยาวนานไหมครับ”

อย่างที่ธงชัยบอก ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีสปอนเซอร์เป็นสิงห์ แต่เขาพบเห็นนักกีฬาจำนวนมากในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้รับเงินเดือนจากบุญรอดบริวเวอรี่ รวมถึงการสนับสนุนจนกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนากอล์ฟในเมืองไทย เพราะนักกอล์ฟที่ลงแข่งเกือบทั้งหมด ล้วนมีสิงห์เป็นผู้ให้โอกาสและอยู่เคียงข้างพวกเขา

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

เรียนรู้จากความลำบาก 

แม้ธงชัยเริ่มต้นจับไม้กอล์ฟครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งค่อนข้างช้า แต่ความขยันฝึกซ้อม ก็ทำให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ธงชัย ใจดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่ตีกอล์ฟได้ไม่ธรรมดา

เขาจึงได้บรรจุเข้ารับราชการที่ศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี ในโควตานักกีฬากอล์ฟ เพื่อแข่งขันให้หน่วยในกีฬากองทัพบก และที่นี่เอง ธงชัยได้พบกับบทเรียนชีวิตที่สอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อดทน ระเบียบวินัย และการเอาชนะใจตัวเอง’

“ผมไม่ได้นึกถึงการเป็นโปรกอล์ฟเลย คิดแค่ว่ากีฬานี้ทำให้ผมได้เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน มีสวัสดิการเลี้ยงดูครอบครัว เลยอยากซ้อมและเล่นให้เต็มที่ ให้คุ้มกับโอกาสที่ได้มา 

“มันยากมากสำหรับผมในตอนนั้น เพราะผมบรรจุแบบไม่ได้ผ่านการเป็นนักเรียนนายสิบมาก่อน ก็เลยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เราต้องอดทน มีระเบียบวินัย มีความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะสังคมทหารมีแค่เจ้านายกับลูกน้อง เราต้องทนให้ได้ ถ้าไม่ไหวก็ต้องลาออกไป

“ชีวิตการเป็นทหารของผม ทำงานครึ่งวัน อีกครึ่งวันซ้อมกอล์ฟ ถ้าวันไหนเข้าเวรก็ทำงานเต็มวัน ไม่ได้ซ้อม ถ้าช่วงของการฝึก ผมจะไม่ได้ซ้อมเลย ด้วยความที่หน่วยของผมเป็นหน่วยรบ จึงต้องถูกส่งไปฝึกหลักสูตรพลร่ม 1 ปี และหลังจากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนหลักสูตรจู่โจม เป็นเวลา 3 เดือนที่ไม่ได้กลับบ้านเลย

“นั่นคือช่วงเวลาที่หนักสุดแล้วในชีวิต ในตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน บางวันโดนฝึกแบบ 24 ชั่วโมง บางสัปดาห์ไม่ได้อาบน้ำเลยในช่วงการฝึก เพราะเป็นการจำลองสถานการณ์รบ มีทั้งภูเขา ทะเล และป่าเบื้องต้น

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวันนั้นคือ ถ้าร่างกายเราไหว เราจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหน ผมก็จะไม่ท้อและถอดใจ

“ตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม ผมลำบากมาก เสียเหงื่อไปเป็นโอ่งได้ แต่ก็ผ่านมาแล้ว จนได้เครื่องหมายเสือคาบดาบมาประดับบนอก

“ดังนั้น ทุกเรื่องในชีวิตไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เราก็จะต้องผ่านไปให้ได้ ผมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องความอดทน การดูแลร่างกาย ระเบียบวินัย มาปรับใช้กับตัวเองในตอนเล่นกอล์ฟ

“ผมเคยฝึกซ้อมวันละ 12 – 13 ชั่วโมง ตีวันละ 2,000 – 3,000 ครั้ง เพราะผมอยากติดทีมชาติมาก ซ้อมอย่างนี้อยู่ 1 ปีเต็ม ผมบอกกับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตาม

“เพราะลำบากกว่านี้ผมก็เคยทำมาแล้ว การเป็นทหารสอนให้เป็นคนที่อดทนจริง ๆ”

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

อย่ามองกลับหลัง

ผลพวงจากความสำเร็จในการกวาดเหรียญทองซีเกมส์ 1995 ที่จังหวัดเชียงใหม่ของทีมกอล์ฟชายไทย ทั้งประเภทเดี่ยวและทีม ย่อมสร้างความคาดหวังให้กับคนไทย เมื่อมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเวียนมาถึง บรรยากาศรอบสนามจึงเต็มไปด้วยกองเชียร์ที่แห่เข้ามา เพราะอยากเห็น ‘กอล์ฟชายไทย’ กอบโกยเหรียญระดับทวีปมาครองต่อหน้าคนทั้งชาติ

“จากการฝึกซ้อมหนักตลอด 1 ปี ผมก็ได้ติดทีมชาติไทย ตอนปี 1995 และอยู่ในทีมชุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่เชียงใหม่

“ช่วงเก็บตัวซ้อมทีมชาติเกือบ 5 ปี ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ผมไม่ใช่นักกอล์ฟที่ทักษะดีมากนัก ช่วงแรกผมตีโดยอาศัยความรู้สึก แต่ก็ได้รับการขัดเกลาและคำแนะนำต่าง ๆ ในทีมชาติมีเก็บสถิติด้วย

“ทำให้ตอนหลังออกสวิงได้ดีขึ้น จนช่วง 1 ปีก่อนแข่งเอเชียนเกมส์ 1998 ตอนนั้นเป็นช่วงพีกที่สุดของผม ซ้อมดีมาก และเริ่มมองถึงการออกไปเป็นโปรกอล์ฟอาชีพแล้ว

“พอถึงช่วงเวลาแข่งเอเชียนเกมส์ ปรากฏว่าเรากดดันตัวเองจนเล่นพลาด เพราะแฟน ๆ กีฬาชาวไทยและสื่อมวลชนเริ่มตั้งความหวังกับกอล์ฟชายไทยว่าไปถึงเหรียญทองได้

“ผมไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันขนาดนั้น ทุกอย่างในสนามจึงออกมาไม่เหมือนที่เคยทำได้ตอนซ้อม มันจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้ตัวเอง”

จบการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในบ้านเราปี 1998 กอล์ฟทีมชาติไทยกลับบ้านแบบมือเปล่า ไม่ได้แม้กระทั่งเหรียญทองแดงติดมือกลับมาเลย

ธงชัย ใจดี ยอมรับว่าเขาผิดหวังและเสียใจกับผลงาน แต่ก็ไม่ปล่อยให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ ฉะนั้น เราต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ จงอย่าให้อดีตที่ไม่เป็นดั่งใจ มาฉุดรั้งตัวเราไม่ให้ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

“เป็นธรรมดาถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วมันไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ย่อมเสียใจ แต่ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำให้เราตาย เรายังมีชีวิตและลมหายใจอยู่

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีนักกอล์ฟคนไหนในโลกที่ชนะได้ทุกสนาม เราแค่ต้องเรียนรู้กับมัน เติบโตก้าวต่อไป ผมเลยไม่ได้อยู่กับความเสียใจนานนัก เพราะผมจะไม่หันหลังกลับไปมองอดีต มันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้

“ตอนที่ผมตัดสินใจอยากออกไปเทิร์นโปร ผมรู้ตัวว่าจะต้องเจอกับคนเก่งอีกมากมาย ผมต้องเล่นคนเดียว ไม่เหมือนตอนเป็นมือสมัครเล่นที่ส่วนใหญ่เราเล่นเป็นทีม วันไหนเราเล่นไม่ดี ก็ยังมีเพื่อนร่วมทีมช่วย

“ผมรู้ว่ากอล์ฟอาชีพอาจทำให้ผมต้องพบเจอกับความผิดหวังอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งระดับการแข่งขันสูงขึ้น ก็ยิ่งท้าทายมากขึ้น แต่ผมก็พร้อมที่จะออกเผชิญหน้ากับมัน เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราอยากพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สวมหัวใจสิงห์

ลมหนาวปลายปี 1999 ผ่านพัดเข้ามากระทบร่างของ ธงชัย ใจดี เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การเริ่มต้นในเส้นทางนักกอล์ฟอาชีพกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าชายไทยวัย 30 ปีที่เพิ่งเทิร์นโปรจะไปได้ไกลแค่ไหน แม้กระทั่งตัวเขาเอง รวมถึงผู้สนับสนุนที่กล้าลงทุนเม็ดเงิน เพื่อสานฝันให้ธงชัยเปลี่ยนสถานะจากมือสมัครเล่นมาเป็น ‘โปรกอล์ฟอาชีพ’

แต่ในวันหนึ่งที่ธงชัยเริ่มมีความฝันใหญ่ขึ้น นั่นคือการเทิร์นโปรแข่งในระดับเอเชียน ทัวร์ เขายอมรับว่าลำพังแค่ตัวเขาคนเดียว คงไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน เนื่องจากการเล่นอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูง

สันติ ภิรมย์ภักดี จึงเป็นคนที่เขานึกถึง ธงชัยตัดสินใจหอบความฝันไปบอกเล่ากับผู้ใหญ่ที่ตนเรียกว่า ‘นาย’ และบทสนทนาก็จบลงเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

พร้อมไหม ถ้าพร้อมแล้วจะรออะไร ทันทีที่สิ้นประโยคนี้จากผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่ ประตูสู่เวทีระดับโลกของ ธงชัย ใจดี ก็เปิดกว้างออกทันที

“ทุกครั้งที่ผมชนะ ท่านจะเป็นคนแรกที่ส่งข้อความมาแสดงความยินดี บางปีผมอาจทำผลงานได้ไม่ดี ท่านก็มีแต่กำลังใจให้ตลอด ‘สู้ ๆ ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่ เล่นกอล์ฟให้สนุก’

“ทุกครั้งที่ออกไปแข่งขัน ผมจึงพยายามสู้กับทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ผมก็สู้เต็มที่ให้สมกับที่ได้รับโอกาส

“คุณสันติท่านเป็นคนที่มีแต่ให้ ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน ขอให้เรามีอนาคตที่ดี เลี้ยงดูครอบครัวได้ และเป็นคนดีของสังคมก็พอ ท่านไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจากเราเลย

“พวกเราทีมนักกอล์ฟของสิงห์เคยถามคุณสันตินะครับว่า เราจะตอบแทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คุณสันติตอบกลับทุกคนมาว่า ไม่ต้องตอบแทนอะไรท่านเลย เมื่อไหร่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อโอกาสเหล่านั้นให้กับคนอื่น ๆ ใช้ประสบการณ์ที่มีสร้างคนรุ่นต่อ ๆ ไป” เจ้าของโรงเรียนสอนกอล์ฟธงชัย ใจดี และผู้ก่อตั้งมูลนิธิธงชัย ใจดี เพื่อสานต่อโอกาสให้เด็กยากไร้ได้เล่นกอล์ฟเผย

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

ชนะใจตัวเองและสนามให้ได้ก่อน

ปีแรกในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพในเอเชียน ทัวร์ ของ ธงชัย ใจดี จบลงแบบมือเปล่า ทำได้ดีสุดคือติดท็อป 5 ในบางรายการ

ทว่าเพียงไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากนั้น ธงชัยก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่การเป็นมือ 1 ของทัวร์ เดินหน้ากวาดแชมป์ต่อเนื่องแทบทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 รายการ จนทำเงินรางวัลสะสมสูงสุดในฤดูกาลของเอเชียน ทัวร์ ได้ถึง 3 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในรายการที่เขาชนะเลิศ (เมย์แบงก์ มาเลเซียน โอเพ่น ปี 2004) จัดเป็นทัวร์นาเมนต์โคแซงชั่น จึงทำให้ธงชัยได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดเลือก ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีนักกอล์ฟชายจากภูมิภาคเอเชียที่ได้ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ ที่ระดับความเข้มข้นและเงินรางวัลสูงกว่าเอเชียน ทัวร์

“ผมเป็นโปรไทยยุคแรก ๆ ที่ได้เล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบเต็มตัว ปีแรกที่ได้เล่นในยุโรป ผมตกรอบบ่อยมาก เพราะเราไม่เคยเล่นในสภาพอากาศแบบนี้

“บ้านเราฝนตกเม็ดใหญ่ก็เลิกแข่งแล้วใช่ไหม แต่ที่ยุโรป บางวันเจอกับลม ฝน และหนาว เราก็ต้องเล่นให้ได้ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสก็ต้องตีต่อ

“ผมท้อเหมือนกันในช่วงปีแรก เคยคิดจะเลิกก็มี แต่มาคิดอีกที ตอนเป็นทหารลำบากกว่านี้ยังทนได้เลย ก็ต้องสู้ต่อไป ตราบใดที่ร่างกายยังไหวอยู่

“อย่างเรื่องภาษา ตอนมาใหม่ ๆ ผมก็ยังพูดไม่ค่อยได้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศผมเคยกลัวด่านตรวจคนเข้าเมือง กลัวกรอกข้อมูลไม่ถูก แต่เรื่องภาษาจำเป็นมากหากอยากจะแข่งในยุโรป ผมจึงซื้อหนังสือ เรียนพูดอังกฤษ 96 ชั่วโมงด้วยตนเอง มาอ่าน ศึกษาด้วยตัวเอง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ทุกวันนี้ก็ยังพกติดตัวมาอ่านอยู่

“ผมพยายามสังเกตว่า เวลานักกอล์ฟให้สัมภาษณ์เขาพูดอะไรกันบ้าง ก็ฝึกจากตรงนั้น เรื่องแกรมมาร์ผมอาจไม่เก่ง เพราะผมเน้นจำเป็นประโยค เป็นคำที่ใช้ในการเล่นกอล์ฟมากกว่า แต่ตอนนี้ก็สื่อสารได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

“ผมเคยใส่เสื้อกันฝนตัวใหญ่ซ้อมกลางแดดบ้านเรานี่แหละ เหงื่อออกท่วมตัวเลย แต่ก็ต้องทนเพื่อให้ตัวเองชินกับเสื้อกันฝน เวลาไปแข่งจริงที่ยุโรป หากต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่ เราก็จะตีได้ไม่มีปัญหา”

จากที่เคยตกรอบอย่างสม่ำเสมอในปีแรก ธงชัยเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นในปีต่อ ๆ มา จนอันดับดีขึ้นและก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งนักกอล์ฟแถวหน้าของการแข่งขันในยุโรป ด้วยการกวาดแชมป์ยูโรเปียน ทัวร์ มาครองถึง 8 รายการ

เขายืนยันว่า ทุกความสำเร็จล้วนมาจากการฝึกซ้อมหนักและความกล้าที่จะเดินต่อไป แม้ช่วงเริ่มต้นอาจต้องพบกับความผิดหวังเข้ามารบกวนใจบ่อยครั้ง แต่เขาก็เลือกปักหลักยืนสู้กับมันหลุมแล้วหลุมเล่า จนสุดท้ายก็ปักหมุดหมายของนักกอล์ฟไทยบนทวีปยุโรปได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ผมเป็นคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานดี แต่ขยันซ้อม ชอบเรียนรู้ตลอดเวลา และพยายามหาโอกาสให้ตัวเองเสมอ ผมไม่กลัวที่จะก้าวต่อไปในสเต็ปที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเราคิดออกมา (เล่นอาชีพในยูโรเปียน ทัวร์) แล้ว เราก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด มันไม่ตายหรอกครับ เพราะถ้าตาย นักกอล์ฟที่มาแข่งในยุโรปคงตายหมดแล้ว

“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองสู้ไม่ได้ เราเป็นคนไทย สรีระเป็นรอง หรือเราสู้ไม่ได้ เพราะเราไม่คุ้นกับอากาศ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อจำกัดให้ไม่กล้าที่จะออกมา

“เพราะถ้าเราชนะใจตัวเองไม่ได้ เอาชนะสนามไม่ได้ ก็คงเป็นแชมป์ไม่ได้หรอกครับ หากผมมายุโรปแล้วไม่สู้ เล่นแค่หวังเข้ารอบ ผมจะมาทำไม”

ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์

ความสำเร็จและเงินรางวัลที่กอบโกยได้มากมายหลายร้อยล้านบาทในยูโรเปียน ทัวร์ ไม่ได้ทำให้เขาอิ่มตัวกับอาชีพนี้จนหมดความท้าทายและไฟในการแข่งขัน

ตรงกันข้าม สถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักทั่วยุโรป จนทำให้เขาไม่ได้แข่งขันนานถึง 14 เดือน กลับยิ่งปลุกไฟในตัวธงชัยให้กระหาย อยากไปแสดงความท้าทายใหม่ ด้วยการคว้าแชมป์ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่เป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดนักกอล์ฟมือดีแถวหน้าของโลก

“ช่วงที่เป็นมือ 1 เอเชีย และติดท็อป 50 ของโลก ผมเคยมีโอกาสไปแข่งขันที่อเมริกาบ้าง ปีละไม่กี่แมตช์ แต่ผลงานของผมไม่ค่อยดีนัก เพราะนักกีฬาเจ้าถิ่นเขาคุ้นสนามมากกว่า อีกทั้งรูปแบบการเล่นก็แตกต่าง ที่อเมริกาต้องตีลูกให้สูง มันยาก

“ไม่เหมือนที่ยุโรป ตอนนี้ผมปรับตัวได้ สนุกกับการแข่งขัน เพราะเรามีประสบการณ์ ผมจึงมีเป้าหมายอยากเอาชนะรายการในอเมริกาให้ได้ จนมาถึงปี 2020 – 2021 โควิด-19 ระบาดหนัก ทำให้ในยุโรปไม่มีทัวร์แข่ง ส่วนที่อเมริกาเริ่มมีการผ่อนปรน

“แล้วก็มีทัวร์สำหรับซีเนียร์ (การแข่งขันสำหรับนักกอล์ฟที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) เรายิ่งรู้สึกสนุกและอยากเข้าไปเล่น เพราะมีแต่คนเก่ง ๆ หลายคนที่เคยชื่นชม เคยติดตามดูเขามานาน บางคนเราไม่เคยมีโอกาสเล่นกับเขาในยุคที่เขารุ่งเรือง แต่วันนี้เราก็ได้มาแข่งกับเขาในสนามเดียวกัน

“ผมเลยตัดสินใจบินมาอยู่อเมริกา 9 เดือนเต็ม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2021 เพื่อคัดตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ผมต้องเริ่มตั้งแต่ไปคัดตัวกับนักกอล์ฟนับพันคน เพื่อหา 5 คนเข้าไปเล่น เนื่องจากช่วงโควิด-19 มีการจัดอันดับใหม่ ผมจึงต้องมาคัดตัวทุกรายการเพื่อเก็บสะสมคะแนน และหาโอกาสให้ตัวเองได้ลงเล่นในทัวร์แต่ละรายการ”

ธงชัย ใจดี ไม่เคยชนะการแข่งขันอาชีพประเภทเดี่ยวมานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายได้แชมป์ เฟรนช์ โอเพ่น ปี 2016 ทว่าความพ่ายแพ้ไม่อาจหยุดยั้งให้เขาล้มเลิกหรือคิดแขวนก้านเหล็ก ธงชัยยังคงออกไปคัดตัวและลงแข่งในทุกโอกาสที่มีสิทธิ์

จนมาถึงรายการ American Family Insurance Championship ซึ่งเป็น PGA Tour Champions ที่มีเงินรางวัลสูง ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินสูงถึง 360,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 12.24 ล้านบาท) โปรวัย 52 ปี คัดตัวไม่ผ่านในรอบ Monday Qualifiers เขาจึงตัดสินใจจะกลับไปฝึกซ้อมที่เมืองแอตแลนตา โดยได้จองตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางแล้ว

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

กระทั่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎ ธงชัยจึงได้รับโควตาเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ และเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์…

“ในวันที่อายุมากขึ้น แน่นอนว่าสายตาเราไม่คมชัดเหมือนเดิม อ่านไลน์ไม่ขาดเหมือนแต่ก่อน แต่นั่นก็ทำให้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลร่างกายก่อนบินมาแข่งที่อเมริกา ผมใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจร่างกายทุกอย่าง สแกน MRI เพื่อเช็กว่าส่วนไหนบกพร่อง หลังเป็นอย่างไร สมอง ช่องท้อง หัวใจ ทุกอย่างโอเคไหม

“เพราะการจะเป็นแชมป์ คุณต้องฟิตสมบูรณ์พร้อมทั้งสัปดาห์ แข่ง 4 วัน คุณต้องรักษาระดับการเล่นให้สม่ำเสมอ ถ้าไม่พร้อมจริงก็ไม่มีทางเป็นแชมป์ได้เลย ผมไปถึงสนามนี้ ตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นแชมป์หรอก

“แต่พอได้ลองซ้อม ผมยังคุยกับแคดดี้เลยว่า สนามเข้าทางผมมาก ทั้งที่ไม่เคยลงแข่งที่นี่ ผมใช้เวลาในการกลิ้งลูกหาจังหวะ เช็กบนกรีนนานมาก ถ้าเราเปิดดี เราก็มีโอกาส

“ผมโชคร้ายที่หลุมทำคะแนนตีไปติดต้นไม้ ทำให้สถานการณ์ผมตามหลัง แต่ในจังหวะถัดมา ผมทำเบอร์ดี้ได้ยาวทีเดียว ผมจึงพลิกนำ 1 คะแนนก่อนแข่งหลุมสุดท้าย”

ธงชัยได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งต่างชื่นชมในหัวใจอันเป็นนักสู้ของโปรไทยวัย 52 ปี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เขาก็ฝ่าฟันจนได้สัมผัสแชมป์ PGA Tour Champions เป็นครั้งแรกในชีวิต

แม้เป็นการแข่งขันระดับซีเนียร์ แต่ความโหดหินก็ไม่น้อยเลย และนี่คงเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้โปรไทยรุ่นต่อ ๆ ไป กล้าที่จะออกไปสู่เวทีระดับโลก

“น้อง ๆ รุ่นใหม่พัฒนาขึ้นเยอะ ปัจจุบันเรามีนักกอล์ฟไทยใน LPGA นับ 10 คน ส่วนในเอเชียน ทัวร์ เรามีคนไทยเล่นอยู่เกือบครึ่งของทัวร์ เพราะนักกอล์ฟบ้านเรามีศักยภาพขึ้นมาก และทางสิงห์เองก็ให้การสนับสนุนเด็กไทยมาตลอด ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าผมจนถึงรุ่นใหม่

“อย่าง โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ก็เป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ LPGA มาแล้ว หรืออย่าง น้องทีเค-รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ คนนี้น่าจับตามอง เพราะอายุแค่ 15 ปี แต่น้องขยัน มุ่งมั่นเกินวัย จนเอาชนะในรายการอาชีพของผู้ใหญ่ได้ รอแค่จังหวะและโอกาสเท่านั้น

“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้อง ๆ มีโอกาส อยากให้น้องทุกคนในทีมกอล์ฟของสิงห์ตั้งใจและทำมันให้ได้ เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตน้องได้เลย เช่น หากได้ลงแข่งในรายการโคแซงชั่น ก็อยากให้น้องพยายามเล่นให้ดีที่สุด เพื่อจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดตัว

“ผมอยากให้น้อง ๆ เด็กไทยรุ่นใหม่ได้ออกมาเล่นทัวร์ใหญ่ ๆ เพื่อนำชื่อเสียงกลับไปสู่ประเทศไทย”

คำโฆษณาของสิงห์ เคยบอกว่า “ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” คงเป็นไตเติ้ลที่เหมาะสมกับชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ธงชัย ใจดี ในวัย 52 ปี

เขาอาจเริ่มต้นช้าและไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่เป็นแต้มต่อ แต่เพราะความมานะบากบั่น ไม่เคยกลัวล้มเหลวและขยันทุ่มเทให้กับกีฬาชนิดนี้แบบสุดตัวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งให้เขามาไกลเกินกว่าจะมีใครจินตนาการ หากมองจากวันแรกที่จับไม้กอล์ฟตอนอายุ 16 ปี

“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในตัวผมคือ ผมสู้ ผมไม่ท้อ และมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าวันนี้ทำสำเร็จเป้าหมายที่หนึ่ง ผมก็ต้องมองหาเป้าหมายใหม่เพื่อให้ตัวเองได้เดินหน้าต่อไป ผมเหลือแชมป์เมเจอร์ที่ยังไม่เคยได้ ก็ยังเป็นเกียรติยศที่ผมอยากคว้ามาครองให้ได้

“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็ยังจะเล่นกอล์ฟต่อไป สู้มันไปทุกวัน จนกว่าจะเดินไม่ได้ ผมถึงค่อยเลิกเล่น แต่ถ้าตอนนี้ผมยังเดินไหว ยังตีได้ในระดับนี้ ผมคงไม่มีทางล้มเลิกความฝัน ผมยังคงตื่นมาและพร้อมที่จะสู้กับชีวิตในเช้าวันใหม่เสมอครับ”

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load