พวกเราได้รับข่าวสารจากคนคุ้นเคยของ The Cloud อย่าง ดี้-ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ว่าบัณฑิตจบใหม่คนหนึ่งมีประวัติและความสนใจที่น่าจะถ่ายทอดให้คนอื่น ๆ รับรู้ได้ ผ่านตัวตนของเขาเอง

‘สิทธิพันธุ์’ คือนามสกุลของเขา บ่งบอกความเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของ อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดตั้งแต่เมืองหลวงของไทยรู้จักคำว่าเลือกตั้ง

และชื่อเล่น ‘แสนดี’ ของเด็กหนุ่มคนนี้เริ่มเป็นที่กล่าวถึงบ่อยขึ้นทุกวัน หลังจากที่ข่าวทุกสำนักรายงานตรงกันว่า ผู้ว่าฯ คนใหม่ขอลากิจจากตำแหน่งที่เพิ่งเข้ารับ ไปร่วมงานรับปริญญาของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

แสนปิติ สิทธิพันธ์ุ หรือ แสนดี ที่ปรากฏตัวให้เราเห็นบนหน้าจอ Zoom ครั้งนี้ ไม่ได้มีเค้าลางของผู้บกพร่องทางการได้ยินแต่แรกเกิดเลยสักนิด หากเป็นหนุ่มน้อยหน้าตายิ้มแย้ม พูดจาฉะฉาน มีวิสัยทัศน์ราวกับถอดแบบมาจากพ่อบังเกิดเกล้าทุกกระเบียดนิ้ว

กาแฟกับการเมือง ในมุมมอง แสนปิติ สิทธิพันธุ์ บัณฑิตประวัติศาสตร์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม.

ภาพชุดครุยที่ปรากฏบนหน้าสื่อไทยทุกหัวในวันนั้น เป็นผลจากการบากบั่นศึกษาวิชาเอกประวัติศาสตร์ จนจบมาพร้อมกับปริญญานิพนธ์เรื่อง ‘Ceramics & Coffee – The Social Network of the Past and the Blueprint for the Modern Coffeehouse’ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟ ถ้วยกาแฟ และการใช้ร้านกาแฟเป็นพื้นที่แสดงออกทางการเมืองและใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกชายของ ผู้ว่าฯ กทม. คนนี้ปรารถนาให้เกิดกับประเทศเราบ้าง

พอได้รู้ 3 ส่วนประกอบสำคัญในชีวิต อย่างกาแฟ ประวัติศาสตร์ และการเมืองแล้ว พวกเราจึงขอหลบฉากมาอยู่ข้างหลัง ให้คอกาแฟและสายเลือดคนการเมืองด้วยกันอย่าง ‘พี่ดี้’ ได้สัมภาษณ์ ‘น้องแสนดี’ ด้วยตัวเองเสียเลย!

ฟูอาดี้ : ต้องบอกก่อนว่า The Cloud ให้พี่สัมภาษณ์แสนดี ไม่ใช่เพราะเป็นลูกชายอาจารย์ชัชชาติ แต่เพราะอาจารย์ชัชชาติเป็นคุณพ่อของแสนดีต่างหาก ซึ่งสองมุมมองนี้ต่างกันมากนะ คุณพ่อเองก็พูดว่าแสนดีเป็นส่วนสำคัญที่สอนเขาเกี่ยวกับชีวิต และทำให้เขามาถึงจุดนี้ในชีวิต เราเลยอยากคุยกับแสนดีในวันนี้ครับ

ครับ ขอบคุณมาก ๆ เลย ยินดีที่ได้คุยกับพี่ดี้ และ The Cloud วันนี้ครับ

ฟูอาดี้ : มาเริ่มกันเลย พี่ทราบว่าแสนดีชอบกาแฟมาก ๆ ถึงขนาดเขียนปริญญานิพนธ์เรื่องนี้ ช่วยเล่าให้เราฟังหน่อยได้ไหมครับว่าอะไรชักนำให้แสนดีมาสนใจกาแฟ

ตอนแรกผมไม่เคยคิดจะดื่มกาแฟเลย จนกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อสัก 4 – 5 ปีก่อน ถึงเริ่มดื่มกาแฟแก้วแรก ตอนยังเรียนอยู่โรงเรียนมัธยมปลาย ผมไม่ได้ดื่มกาแฟมากนักเพราะกลัวฤทธิ์คาเฟอีน กังวลมากว่าถ้าดื่มแล้วจะติด

ผมเริ่มดื่มกาแฟเพื่อเพิ่มพลังในตัว พอดื่มแล้วพบว่ากาแฟช่วยให้ผมอารมณ์ดีขึ้นนิด ๆ ด้วยนะ จากนั้นมาก็รู้สึกเหมือนความคลั่งไคล้ในกาแฟฝังแน่นในชีวิต เป็นกิจวัตรที่ต้องทำประจำทุกวัน ถ้าไม่มีกาแฟ ผมก็ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ (หัวเราะ)

ฟูอาดี้ : ถ้าอย่างนี้แสนดีต้องพึ่งกาแฟในการดำเนินชีวิตทุกวันเลยหรือเปล่า

ใช่เลย ผมต้องดื่มกาแฟ ถ้าวันไหนผมไม่ได้ดื่ม ผมจะรู้สึกเหมือนกับ… โอยยย… เข้าใจใช่มั้ยครับ (ยิ้ม)

สำหรับผม การดื่มกาแฟคล้าย ๆ เป็นพิธีกรรมในแต่ละวันไปแล้ว ต้องดื่มทุกวันถึงจะรู้สึกดีได้ ผมเป็นคนเชื่อโชคลางเหมือนกันนะ เรื่องหนึ่งที่ผมถือมากเลยคือเรื่องกาแฟ ต้องได้ดื่มสักแก้ว ไม่อย่างนั้นทั้งวันคงมีแต่โชคร้าย

ฟูอาดี้ : คิดจริง ๆ หรือว่าถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟสักแก้วแล้วโชคร้ายจะมาเยือน

ผมว่าทุกวันที่ดีของผม ทุกจังหวะเวลาชีวิตดี ๆ ที่เคยมี ล้วนมีกาแฟเป็นส่วนประกอบในนั้น เช่น เวลาไปสอบ ถ้าได้กาแฟสักหน่อยก็อุ่นใจแล้ว และรู้สึกว่าจะทำข้อสอบได้

ฟูอาดี้ : พูดเหมือนกับว่า ถ้าไม่มีกาแฟแล้วจะทำข้อสอบไม่ได้เลย

ใช่ครับ ถูกเผงเลย ถ้าไม่ได้ดื่ม พลังงานในตัวผมจะเหลือน้อยนิดมาก เหมือนแบตเตอรี่ต่ำน่ะ ผมไม่ได้มีพลังมากมายอย่างคุณพ่อ คุณพ่อกระฉับกระเฉงเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ผมไม่ ต้องมีกาแฟถึงจะเป็นแบบคุณพ่อได้ (หัวเราะ)

ฟูอาดี้ : ช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมว่า ทุกเช้าแสนดีดื่มอะไร อย่างไร

ผมเพิ่งหัดดื่มกาแฟจากเมล็ดที่บดเอง ก่อนหน้านี้แค่ตรงไปที่ร้านแล้วเลือกตามเมนู ตอนนี้ผมเปลี่ยนมาชงเองแล้ว มีเครื่องบดและชงในตัวเลย และผมก็พยายามเรียนรู้กระบวนการดริป การทำกาแฟฟิลเตอร์ แต่ยังเป็นมือใหม่ ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ครับ

ฟูอาดี้ : มีความฝันเกี่ยวกับกาแฟบ้างไหม เช่น คิดว่ามันจะเป็นอาชีพจริงจัง หรือเป็นแค่เครื่องดื่มธรรมดาที่จะดื่มทุกเช้าต่อไป

ผมอยากเปิดร้านกาแฟของตัวเอง อยากทำคาเฟ่ในฝันให้เป็นเหมือนโซเชียลเน็ตเวิร์ก สำหรับผู้คนมาพบปะสังสรรค์ ในร้านจะมีความมินิมอลสไตล์ญี่ปุ่น สอดคล้องกับปรัชญาและทุก ๆ อย่างที่เป็นของญี่ปุ่น

กาแฟกับการเมือง ในมุมมอง แสนปิติ สิทธิพันธุ์ บัณฑิตประวัติศาสตร์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม.

ฟูอาดี้ : แล้วเคยไปญี่ปุ่นหรือยัง รู้ไหมว่าวัฒนธรรมดริปกาแฟแบบนี้ที่ทำกันอยู่ มันมีอิทธิพลจากญี่ปุ่นเยอะเลยนะ

แน่นอนครับ ผมรักญี่ปุ่นสุด ๆ แต่ถ้าต้องไปคาเฟ่ที่ญี่ปุ่นคงเลือกดื่มชามัทฉะ ผมเคยไปดูพิธีชงชาของจริงมาแล้ว รู้สึกว่าคนที่นั่นชอบชามากกว่ากาแฟเสียอีก

ฟูอาดี้ : กลับมาที่เรื่องร้านกาแฟในฝันอีกครั้ง ถ้าเลือกได้จะเปิดร้านที่ไหน ในกรุงเทพฯ ในซีแอตเทิล หรือว่าเมืองไหนในโลกดีล่ะ

ในกรุงเทพฯ แน่นอนครับ ด้วยธรรมชาติและผู้คน กรุงเทพฯ มีพื้นที่สาธารณะหลายแห่ง และมีพื้นที่ให้แสดงออกได้มากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจึงเป็นจุดยืนที่ดีสำหรับการเปิดร้านกาแฟแนวใหม่ ผมมองว่าร้านกาแฟสำคัญมากกับการสร้างพื้นที่สาธารณะในเมือง เป็นแหล่งระดมและแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ ๆ

ฟูอาดี้ : เมื่อกี้เราคุยเรื่องกาแฟไปแล้ว อะไรทำให้แสนดีติดใจประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมรักสุดหัวใจมาตลอด ผมไม่เห็นภาพตัวเองเลยว่า ถ้าไม่เรียนหรือทำอะไรที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แล้วจะเป็นยังไง อาจเพราะผมโตมากับการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ดูสารคดีประวัติศาสตร์ เสพประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์มันอยู่ทุกที่ในโลก

มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและหลากหลายมาก ถ้ามองย้อนกลับไป จะเห็นมุมมองมากมายที่แตกต่างกัน ไม่ใช่มุมมองของคนเพียงคนเดียว เหมือนกับภาพที่ละลานตาด้วยมุมมองที่ต่างกันครับ

ฟูอาดี้ : นักประวัติศาสตร์ที่ดีควรทำอย่างไร ถ้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์มีหลายมุมมอง

ต้องรู้จักเลือกให้ดี ไม่ใช่แค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุด แต่ยังต้องเลือกข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักมากที่สุดด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่าเราดูประวัติศาสตร์ที่เหตุ มองอดีตเพื่อเรียนรู้ปัจจุบัน เราเรียนรู้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เพื่อทำความเข้าใจกับบริบทปัจจุบัน

ฟูอาดี้ : แต่ก็มีคำพูดว่า “ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย” เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้หรือเปล่า

ครับ มันเป็นวัฏจักร แต่เราทำลายมันได้ ตราบเท่าที่ยอมรับความผิดพลาดได้ การยอมรับข้อบกพร่องของเราคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์

ฟูอาดี้ : พูดเรื่องปริญญานิพนธ์บ้างดีกว่า หลายคนไม่รู้ว่าแสนดีทำปริญญานิพนธ์เกี่ยวกับกาแฟ ช่วยสรุปสั้น ๆ ให้พวกเรารู้หน่อยได้ไหมว่าเนื้อหาในนั้นพูดถึงอะไรบ้าง

เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของร้านกาแฟแห่งแรก ซึ่งผมเรียกมันว่า ‘Pre-Social Media’ ก่อนที่โลกจะมีโซเชียลมีเดีย ร้านกาแฟก็ทำหน้าที่คล้ายกัน มันเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาผู้คนให้มารวมกลุ่มกัน เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการแสดงออกของสาธารณชน

เนื้อหาในปริญญานิพนธ์นี้เล่าตั้งแต่กาแฟแก้วแรก ๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมร้านกาแฟจากจักรวรรดิออตโตมัน (ประเทศตุรกีในปัจจุบัน) ไปจนถึงถ้วยเซรามิกกับกาแฟประกอบกันเป็นพื้นที่สาธารณะให้กับผู้คนได้อย่างไร ยุคก่อนศตวรรษที่ 16 หรือประมาณ ค.ศ. 1500 สถานภาพทางสังคมที่เราคุ้นเคย เช่น การมีพื้นที่และเครือข่ายทางสังคมให้รวมกลุ่มกันไม่ได้เป็นแบบนี้ จนกระทั่งร้านกาแฟถือกำเนิดขึ้นนั่นแหละ

กาแฟกับการเมือง ในมุมมอง แสนปิติ สิทธิพันธุ์ บัณฑิตประวัติศาสตร์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม.

ฟูอาดี้ : ตอนที่ยังไม่มีร้านกาแฟ คนในสมัยนั้นเข้าสังคมกันอย่างไร

ก่อนมีร้านกาแฟ ผู้คนเข้าร้านเหล้าหรือโรงเตี๊ยมกันไปตามเรื่อง ซึ่งสถานที่เหล่านี้ไม่ได้มีการชุมนุมทางสังคมมากนัก ในยุคกลางมีแต่ลานกว้าง ราชสำนัก แล้วก็จัตุรัสกลางเมือง ร้านกาแฟเป็นเหมือนอีกขั้นของสถานที่เหล่านี้อีกที

ฟูอาดี้ : ทำไมต้องเริ่มเล่าถึงร้านกาแฟที่ตุรกีก่อน

เมื่อเราพูดถึงประวัติและต้นกำเนิดของกาแฟ ก็ต้องเล่าว่าเมล็ดกาแฟมาจากทวีปแอฟริกา ก่อนจะแพร่หลายไปยังตะวันออกกลาง ดินแดนของชนชาติอาหรับ จากประเทศเยเมนถึงประเทศโอมาน แล้วจึงมีพ่อค้านำไปขายเป็นสินค้าแลกเปลี่ยน กาแฟถึงได้กลายเป็นของซื้อขายในยุคนั้น

จักรวรรดิออตโตมันหรือตุรกีในปัจจุบัน พบว่ากาแฟเป็นสินค้ามีมูลค่ามาก และเริ่มส่งออกกาแฟ ดังนั้น ออตโตมันจึงกลายเป็นศูนย์กลางการซื้อขายกาแฟระดับโลก ผมจึงต้องเริ่มเล่าเรื่องจากที่นี่ครับ

ฟูอาดี้ : สรุปว่าออตโตมันคือผู้ริเริ่มบริโภคกาแฟและส่งออกสู่ที่อื่น ๆ

ถูกต้องครับ ชาวออตโตมันนี่แหละที่เริ่มทำร้านกาแฟ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ริเริ่มทำให้ร้านกาแฟมีบทบาททางสังคมอีกด้วย บทบาทของร้านกาแฟในออตโตมันมีมากมาย ทั้งบทบาททางสังคม บทบาททางสาธารณะ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ ชาวดัตช์และชาวอังกฤษได้รับแรงบันดาลใจไป สมัยนั้นกาแฟยังไม่เป็นที่รู้จักสำหรับชาวยุโรป ออตโตมันก็ส่งออกไปให้พวกเขา เมื่อนั้นเอง บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ (VOC) จึงเริ่มค้าขายกาแฟตาม

ฟูอาดี้ : ชาวยุโรปมากรุงอิสตันบูลของออตโตมันจึงได้รู้จักกาแฟ ได้เห็นร้านกาแฟ เลยได้รับแรงบันดาลใจ แล้วนำไอเดียนั้นกลับไปที่บ้านเกิดพวกเขาเหรอ

ครับ เป็นอย่างนั้นเลย อย่างชาวอังกฤษเดิมดื่มแต่ชา อยู่มาวันหนึ่งพวกเขาได้รู้จักกาแฟและวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเป็นครั้งแรก ก็คิดว่าน่าจะทำแบบนี้ได้และควรทำตามบ้าง มันปฏิวัติแนวคิดและวิถีชีวิตของพวกเขา เป็นนวัตกรรมที่แปลกใหม่มาก ในเวลาต่อมา กาแฟจึงเป็นกลไกหนึ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม

ฟูอาดี้ : ทำไมกาแฟเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมได้ เป็นเพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์ให้คนกระปรี้กระเปร่า ยินดีทำงานหนักขึ้นอย่างนี้หรือเปล่า

ผมคิดว่าอยู่ที่คุณลักษณะของกาแฟมากกว่าครับ โดยธรรมชาติของมันเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มในที่สาธารณะหรือที่ส่วนตัวก็ได้ ดื่มกับเพื่อนฝูงที่ร้านกาแฟนอกบ้านก็ได้ หรือดื่มอยู่คนเดียวที่บ้านก็ได้เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม

ฟูอาดี้ : ถ้าเป็นอย่างนี้ เบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีบทบาทเดียวกันนี้ได้ด้วยไหม

อาจจะไม่นะ มีเรื่องราวหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจมาก คือเรื่องการแบนกาแฟของสุลต่านออตโตมัน

ออตโตมันหรือตุรกีเป็นชาติมุสลิม พวกเขาไม่ดื่มแอลกอฮอล์กันด้วยข้อห้ามทางศาสนา ดังนั้น พวกเขาจึงหันมาดื่มกาแฟแทน ทำไปทำมา ชาวออตโตมันก็หันมาติดกาแฟกันงอมแงม นำมาซึ่งกฎหมายสั่งงดและห้ามดื่มกาแฟไม่รู้กี่ฉบับ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะทุกคนยังดื่มกาแฟอยู่ดี (หัวเราะ)

ฟูอาดี้ : จากที่ได้อ่านมา ในงานวิจัยชิ้นนี้ยังพูดถึงแก้วกาแฟเซรามิกของตุรกีด้วย

ถ้าเรานึกถึงเซรามิกในจักรวรรดิออตโตมัน จะต้องพูดถึงเมืองคือตาห์ยา (Kütahya) กับอิซนิก (Iznik) เสมอ เพราะสองเมืองนี้เหมือนเป็นต้นตำรับงานเซรามิกในตุรกี ช่างเซรามิกมีฝีมือเยี่ยมยอดมาก ผู้คนเริ่มเชื่อมโยงกาแฟกับเซรามิก เพราะแก้วเซรามิกเป็นของที่ทุกคนต้องนำมาใส่กาแฟดื่ม เซรามิกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของกาแฟ ถ้าไม่มีเซรามิก ก็ไม่มีกาแฟให้ดื่ม

กาแฟกับการเมือง ในมุมมอง แสนปิติ สิทธิพันธุ์ บัณฑิตประวัติศาสตร์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม.

ฟูอาดี้ : ทั้งสองเมืองนี้เป็นต้นตำรับเซรามิกทั้งคู่ แต่ดูเหมือนว่าในงานของแสนดีจะเขียนว่า แก้วเซรามิกของคือตาห์ยาดังกว่าอิซนิกนะ

เพราะผมคิดว่าเซรามิกของอิซนิกเป็นการผลิตคราวละมาก ๆ เป็น Mass Production ในขณะที่เซรามิกของคือตาห์ยามีความจำเพาะเจาะจงมากกว่า ปั้นโดยช่างที่ชำนาญกว่า มีคุณค่าทางศิลปะมากกว่า เลยดูเด่นกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คนตุรกีดื่มกาแฟจากแก้วเซรามิก แล้วเห็นว่าเป็นแก้วจากคือตาห์ยา เขาก็จะทึ่งเลย แบบว่า “โอ้ จากคือตาห์ยาเหรอ” อะไรทำนองนี้

ฟูอาดี้ : สมัยนี้แก้วเซรามิกคือตาห์ยายังเป็นที่รู้จักแบบนั้นอยู่ไหมครับ

ไม่มากอย่างเมื่อก่อนแล้วครับ ในอิซนิก ช่างเซรามิกส่วนมากเป็นชาวตุรกีจริง ๆ ส่วนในคือตาห์ยา ในตอนนั้นเป็นช่างชาวอาร์มีเนีย ซึ่งพวกเขาไม่ใช่มุสลิม เพราะนับถือคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ จักรวรรดิออตโตมันของชาวตุรกีไปพิชิตดินแดนของพวกเขามา

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ออตโตมันรบแพ้ จักรวรรดิล่มสลาย หัตถกรรมดั้งเดิมกลายเป็นของล้าสมัย งานเซรามิกที่เคยเป็นงานประณีตก็กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตจำนวนมาก ๆ แทน

ฟูอาดี้ : ปริญญานิพนธ์ของแสนดียังพูดถึงการใช้ร้านกาแฟเป็นที่บ่มเพาะความคิด แลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองซึ่งกันและกัน คิดว่าร้านกาแฟในไทยกำลังทำหน้าที่นั้นอยู่ไหม

ถ้าพูดจากมุมมองของผม ประเด็นสำคัญของร้านกาแฟอยู่ที่บรรยากาศของการพบปะ ชุมนุม รวมกลุ่มกัน ถ้าร้านใดไม่มีบรรยากาศทางสังคม ก็เหมือนไม่ใช่ร้านกาแฟ

ผมคิดว่าร้านกาแฟมีความสามารถพิเศษในการเชื่อมต่อ ยึดโยงผู้คนไว้ด้วยกัน เล่าเรื่อง รวมทั้งสร้างเรื่องราวและความทรงจำร่วมกัน ร้านกาแฟจึงเปรียบเสมือนสถานที่รวมตัวหรือจุดเชื่อมต่อที่ทุกคนต้องมา สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะเห็นว่าในอดีตผู้คนใช้ร้านกาแฟเป็นแหล่งรวมตัวกัน เป็นสมาคมใต้ดิน สมาคมลับ อะไรอย่างนั้นเลย

ฟูอาดี้ : ยกตัวอย่างลักษณะของสมาคมหน่อยได้ไหม

เป็นกลุ่มก้อนของผู้คนที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน จัดตั้งขึ้นมาเพื่อตอบสนองหลาย ๆ วัตถุประสงค์ เป็นเหมือนพาหนะที่ใช้ขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เป็นที่ที่ผู้คนถกเถียงกันได้ แสดงความคิดออกมาได้อย่างเปิดเผย มีเสรีภาพทางการพูด

ฟูอาดี้ : ถ้าปริญญานิพนธ์ของแสนดีเผยแพร่ออกไป ผู้มีอำนาจในสังคมไทยจะตามไปแบนร้านกาแฟที่มีการบ่มเพาะความคิดเห็นและความเชื่อต่าง ๆ แน่ ๆ เลย (หัวเราะ) มีอะไรจะพูดถึงประเด็นนี้ไหม

ถ้าเป็นประเด็นนี้ ผมว่าความไม่เห็นพ้องน่าจะมาจากหลายระดับ ทั้งภาครัฐและเอกชน ผมคิดว่าถ้าพวกเขาเริ่มควบคุมความขัดแย้ง และค้นหาว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไร นั่นแสดงว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อใจประชาชนเลย

ฟูอาดี้ : หมายความว่าอำนาจภาครัฐไม่มั่นคงด้วยใช่ไหม

ผมก็ยังคิดว่ามันคือการไม่ไว้วางใจประชาชน ถ้าคุณเริ่มควบคุมการพูดและปิดกั้นเสรีภาพในที่สาธารณะ ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้จะมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย

ฟูอาดี้ : ยังมีความหวังกับประเทศของพวกเราอยู่ไหม จะเป็นเรื่องกาแฟหรืออะไรก็ได้

ผมคิดว่าร้านกาแฟนำผู้คนในประเทศไทยมารวมกันในรูปแบบต่าง ๆ ได้มากกว่าที่เคยเป็น ผู้คนเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า พื้นที่สาธารณะคือสิ่งที่ทุกคนต้องการ นั่นคือวิธีที่ทุกคนพบกัน นั่นคือวิธีที่เราสร้างสังคม สร้างเมือง

ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ชวน แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม. คุยกันเรื่องกาแฟ ประวัติศาสตร์ การเมือง และทิศทางประเทศ

ฟูอาดี้ : ว่าไปเรื่องนี้ก็น่าจะสัมพันธ์กับหน้าที่ของคุณพ่อแสนดีด้วย เรื่องการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ดีและปลอดภัยในกรุงเทพฯ

ใช่ครับ พื้นที่สาธารณะตอบสนองวัตถุประสงค์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำหรับเล่นและฟังดนตรี สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เพื่อความบันเทิงหรือเพื่อรวมตัวกันในด้านอื่น ๆ ทั้งหมดนี้เป็นสถานที่สำหรับการแสดงออกทางความคิดต่อสาธารณชนได้

ฟูอาดี้ : แสนดีได้ให้ไอเดียเหล่านี้กับคุณพ่อบ้างหรือยัง

ให้ไปแล้วครับ คุณพ่อตื่นเต้นใหญ่เลย ท่านบอกว่า “โอ้! ใช่เลย เมืองไทยเราน่าจะเปิดร้านกาแฟให้มากกว่านี้นะ” นอกจากในกรุงเทพฯ แล้ว เราน่าจะเปิดร้านกาแฟในจังหวัดอื่น ๆ ด้วย เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และที่อื่น ๆ ทั่วไทย ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองเล็กเมืองรอง ควรจะมีผู้ประกอบการมากขึ้น เพื่อจูงใจให้คนเปิดร้านกาแฟของตัวเองและมีส่วนร่วมในชุมชน

ฟูอาดี้ : เราเริ่มเห็นปรากฏการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ในฐานะที่คุณพ่อเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ หวังว่าเราจะสร้างชุมชนที่เข้มแข็งรอบ ๆ ร้านกาแฟเพื่อให้ประเทศเราดีขึ้น

ผมคิดว่าเป็นไปได้มาก เรากำลังไปในทิศทางที่ดี เพราะตอนนี้ผู้คนเริ่มแสดงออกมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศของเราอย่างแน่นอน

ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ชวน แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม. คุยกันเรื่องกาแฟ ประวัติศาสตร์ การเมือง และทิศทางประเทศ

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“มวยไทยเป็นกีฬาที่เจ็บตัว ต้องปะทะร่างกาย แต่สิ่งที่เจ็บมากกว่าร่างกาย คือจิตใจ คือแผลที่รักษาไม่ได้ มันเลยเจ็บเจียนตายเหมือนนรก”

เสียงของ เมย์-ศิวัช เดชารัตน์ อธิบายที่มาที่ไปให้เราฟัง ว่าทำไมลิมิเต็ดซีรีส์ตีแผ่วงการมวยไทยของเน็ตฟลิกซ์ถึงมีชื่อว่า ‘Hurts like Hell’ เจ็บเจียนตาย

เรานัดพบเขาที่ร้านลิขิตไก่ย่าง นอกเหนือจากความอร่อยอันเลื่องชื่อลือชา คือร้านนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลังเวทีมวยราชดำเนินมานานกว่า 50 ปี

บทเพลงสมัยคุณแม่ยังสาว ดังคลอบทสนทนาที่ว่าด้วยมวยไทยเป็นสำคัญ สลับกับการซดน้ำต้มยำรสจัด และผลัดกันตักส้มตำปูปลาร้าสุดแซ่บ ประหนึ่งพูดคุยเรื่องจิปาถะทั่วไปในบ่ายวันเสาร์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

อาจฟังดูแล้วไม่เข้ากัน ถ้ามองว่ามวยเป็นกีฬาดุเดือด เต็มไปด้วยความรุนแรงเพียงเท่านั้น มือเขียนบทผู้ทุ่มเทเวลาทั้งปีศึกษามวย กำลังจะเปิดเผยเบื้องหลังให้เราฟังในไม่ช้า ว่าอะไรทำให้น้องใหม่ในวงการภาพยนตร์ หมกมุ่นกับการเขียนบทอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่วันแรกที่ยังออกอาวุธไม่เป็นเหมือนใครเขา จนถึงวันที่ก้าวขาขึ้นบนสังเวียนต่อหน้าคนกว่า 190 ประเทศอย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ใช่ไหว้ครู แต่เมย์เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ มีเพลง ด้วยรักและผูกพัน ของ เบิร์ด ธงไชย เป็นแทร็กเปิดตัว สนับสนุนโดยร้านลิขิตไก่ย่าง

ก่อนเสียงระฆังจะดัง เกร๊ง

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หักปากกาเซียน

ปัจจุบันเมย์เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ควบโปรดิวเซอร์บางเวลาที่วันนี้วันดี สตูดิโอ โปรดักชันเฮาส์ล้านนา จ.เชียงใหม่ จากความชอบส่วนตัวทำให้เขาคลุกคลีอยู่กับการเขียนบทมานาน ทั้งรายการโทรทัศน์ สารคดี วาไรตี้ หนังสั้น นำเสนอผ่านหลากหลายช่องทาง โดยงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ เมย์บอกว่ามันทำให้เขาเป็นคนรู้เยอะ

“พอได้ลองหาข้อมูลเยอะ ๆ ได้เจาะประเด็นหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราเข้าใจโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย รู้สึกว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ซึ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก ๆ 

“เคยทำรายการเกี่ยวกับชาวนาทั้งปี 70 เทป เรารู้เลยว่าถ้าลาออก เราไปทำนาได้เลย เพราะรู้ขั้นตอนทุกอย่างหมด พันธุ์ข้าว เวลาปลูก เคล็ดลับ เราเชี่ยวชาญด้านข้าวไปแล้ว (หัวเราะ)”

ยิ่งในแง่ภาพยนตร์ เมย์เป็นคนหนุ่มอายุ 30 ที่ยังคงสนุกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนบทไปเรื่อย ๆ เสพงานเยอะเท่าไร ก็อยากรู้อยากลองทำมากขึ้นเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ชอบทำอะไรจำเจแบบเขา อาชีพเขียนบทที่ต้องศึกษาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้รู้อย่างถ่องแท้ จึงเปรียบได้กับความท้าทายในการทำงาน และถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิต

จนถึงวันที่ นิ้ง-ภัทนะ จันทร์เจริญสุข (โปรดิวเซอร์ Hurts Like Hell) และ แชมป์-กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ (ผู้กำกับ Hurts Like hell) ปรากฏตัวพร้อมกับไอเดียการทำหนังเกี่ยวกับมวยไทย มี 2 ความรู้สึกเกิดขึ้นกับเขา อย่างแรกคือดีใจ เพราะความใฝ่ฝันของเมย์ในฐานะคนเขียนบท คือการที่บทของตัวเองจะถูกทำเป็นภาพยนตร์ ติดตรงที่พอเรื่องมวยฮุคเข้าที่กกหู เขาก็ใช้คำว่า “แบลงก์ไปเลย”

“เราไม่รู้เรื่อง ไม่ถึงกับศูนย์นะ แต่รู้ในแง่ของคนทั่วไปว่ามวยเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง เราโตมากับปู่ที่ชอบดูมวยมาก แต่ไม่เคยรู้ว่ามวยเป็นยังไง เราเห็นสารคดีมวยไทยเยอะ มีการนำเสนอหลายแบบ แต่ก็ไม่อินเท่าไร”

ถึงอย่างนั้นเขาก็พร้อมที่จะหมกมุ่นและเจาะลึกมัน เหมือนที่เขาศึกษาจนมั่นใจว่าทำนาเป็นแล้วนั่นแหละ

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

คลุกวงใน

ครอบครัวของนิ้งเคยทำกิจการค่ายมวยมาก่อน ทำให้รู้เรื่องลับ ๆ หลายอย่างในวงการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้ ความตั้งใจของหัวเรือทั้งสองแห่งวันนี้วันดีสตูดิโอ จึงเป็นการนำเสนอเรื่องมวยในมุมมองที่แตกต่างออกไป 

เล่าอย่างย่อใน 2 บรรทัดสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย เป็นซีรีส์กึ่งสารคดีที่หยิบเอาปัญหาที่ซุกไว้ใต้เวทีมวยมาเปิดเผย ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง อัดแน่นด้วยนักแสดงมากฝีมือและโปรดักชันมากคุณภาพ

แต่กว่าจะเป็นซีรีส์น้ำดีที่ควรค่าแก่การรับชม บอกเลยว่าคนทำงานเบื้องหลังที่เรียกตัวเองว่า ทีมโนเนม ก็เลือดตกยางออกไม่แพ้นักแสดงในหนัง โดยเฉพาะคนสร้างเรื่องอย่างเมย์ ถึงขนาดออกปากมาว่า “ถ้าไม่ศึกษาเรื่องนี้ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าในสนามเขา ‘เล่น’ อะไรกัน”

“เราเริ่มหาข้อมูลตามสื่อ หนังสือ ใกล้ ๆ ตัวเราก่อน มันจะนำไปสู่ข้อมูลบางอย่าง มีคนบางคนอยู่ในนั้น คนที่เราอยากไปสัมผัสจริง ๆ และมีใครบ้าง มีกี่ประเภท เพราะต้องหาตัวละครมาทำหนัง เราติดต่อคนในวงการจากคนใกล้ตัว ขอไปคุยกับเจ้าของค่ายนี้ได้ไหม อ่านข่าวไหนน่าสนใจก็ขอไปคุยกับเขา ทั้งเซียนมวย โปรโมเตอร์ นักมวย เทรนเนอร์ คนขายตั๋ว เยอะมาก 

“ถ้าจำไม่ผิด เราคุยไปเกือบ 50 คน เพราะเราไม่ได้อยากรู้แค่ข้อมูล เราอยากรู้ความรู้สึก พฤติกรรม ความเข้าใจของเขา ยิ่งถ้าเหตุการณ์รุนแรง เราก็อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในข่าวนั้น ๆ”

หลังผ่านการหว่านหาข้อมูลจากทั่วทุกสารทิศ ได้ข่าวมาเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าข่าวไหนจะกลายเป็นหมัดเด็ด เป็นข่าวที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เขาอยากเขียน ครอบคลุมประเด็นที่ต้องการทั้งหมด สำคัญคือต้องพิจารณาว่าผู้คนรอบ ๆ ข่าวนี้มีใครบ้าง และพฤติกรรมไหนที่ต่อยอดเป็น Conflict ของหนังได้

ความโชคดีคือทุกคนในวงการมวยไทยให้ความร่วมมือกับเขาทั้งสิ้น ไม่มีใครกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ฟัง แม้บางเรื่องราวจะกระทบกระเทือนกับจิตใจมากก็ตาม (และอาจกระทบกระทั่งกับคนบางกลุ่ม) แตกต่างจากงานสารคดีชิ้นก่อน ๆ ที่เมย์บอกว่าหลายคนก็เลือกที่จะเก็บเงียบ

สิ่งที่ทีมงานให้ความสำคัญ คือไม่ใช่แค่หยิบยกข่าวที่น่าสนใจขึ้นมาเท่านั้น แต่พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปคุยกับบุคคลในข่าวจริง ๆ และเรื่องราวทั้งหมดต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเรื่อง 

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หากใครได้ดูแล้วจะพบว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่พวกเขาเลือก คือข่าวของ ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ (พุฒ ลูกร่มเกล้า) นักมวยเด็กที่ต้องเสียคู่ชกไปจากการแพ้น็อกในยกที่ 3 นับเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจแก่สังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งเมย์มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับทั้งเจ้าของค่ายมวย ผู้ปกครอง และตัวพุฒเอง

“ด้วยความที่เหตุการณ์มันยังใหม่มาก กลายเป็นว่าความรู้สึกของพุฒมันยังอยู่ เขาเองก็รู้สึกเหมือนได้ระบาย ได้พูดคุยกับเรา ไม่ได้อยากเก็บมันไว้คนเดียว ใจจริงของเขาก็อยากให้คนอื่นเข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเขา ว่ามันคือกีฬา เขาทำตามหน้าที่ เขาแทบจะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำที่ไม่ได้พูดกับใครเลย นั่นยิ่งทำให้คอนเทนต์ของเราหนักแน่นขึ้น”

ด้วยกระบวนการถ่ายทำ ต้นเรื่องทุกคนจะได้รับรู้ว่าข้อมูลที่ให้เมย์ไปจะถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง ฟีดแบ็กของทุกคนเป็นไปในทางเดียวกันว่า ถึงแม้จะถูกเล่าในแง่มุมดำมืด แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อวงการมวยไทย 

วัตถุประสงค์ของพวกเขา ไม่ได้ตั้งใจตีแผ่วงการมวยไทยจนคนดูรู้สึกในแง่ลบ เพียงแต่อยากนำเสนอให้เข้าใจว่า ทุก ๆ อย่างดำเนินเช่นนี้มาโดยตลอด ทุกเหตุการณ์ที่มีความร้ายแรง ก็ไม่ได้แปลว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเสมอไป เมย์ในตอนแรกก็เคยจำลองว่าโลกของมวยต้องโหดร้ายรุนแรงเช่นนั้น แต่ยิ่งศึกษาลึกลงไปในแต่ละด้านมากเท่าไร จากคนที่เคยมองเพียงผิวเผยก็เริ่มเข้าใจบริบท ความเป็นไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ติดกับดักสีเทาที่วางไว้

“เราไม่ได้อยากตีแผ่ แต่อยากให้เข้าใจมากขึ้น ทุกคนก็แค่พยายามจะอยู่ในวงการนี้ให้ได้”

เหมือนนักมวยที่โดนซัดจนน่วมขอโอกาสชกในยกต่อไปก็ไม่ปาน

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

นักชกข้ามรุ่น

จากคำถามที่เตรียมมาจากบ้าน ยังไงวันนี้ก็ต้องทราบให้ได้ ว่าทำไมการเล่าเรื่องของ Hurts Like Hell จึงเป็นกึ่งสารคดี คือสัมภาษณ์บุคคลจริงครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งเป็นพลังของการแสดง ทั้งที่วงการมวยไทยมีอะไรให้เล่าอีกเป็นมหากาพย์ เมย์ตอบว่าเขาไม่ต้องการให้คนดูเกิดคำถามกับหนัง ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงจากการดูจบเพียง EP แรก

“ถ้าเราดูหนังแล้วตั้งคำถามตลอดว่ามันคืออะไรเหรอ เราจะเริ่มงง แล้วจะดูไม่สนุก สิ่งที่ทีมโปรดักชันกังวลคือ คนดูจะรู้เรื่องไหม เราเล่าดีพอรึยัง จำเป็นจะต้องเลือกวิธีการที่ทำให้คนดูเข้าใจและสนุกด้วย เป้าหมายของเราคือการทำยังไงให้ไปสู่จุดนั้นให้ได้”

ด้วยความที่วันนี้วันดีผ่านการทำสารคดีมามากมาย ความถนัดจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับนักชกมวยที่ยังไม่พร้อมข้ามรุ่น เพราะโปรเจกต์นี้ถือเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน ต้องอาศัยความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถัดมาคือแพสชันเต็มเปี่ยมของนิ้งและแชมป์ สองเพื่อนซี้ผู้อยากมีภาพยนตร์ของตัวเองสักวัน รวมถึงตัวเมย์ที่ก็เพิ่งเคยเขียนบทหนังขนาดยาวเป็นครั้งแรก

“ทีมโปรดิวเซอร์และผู้กำกับเขามีความตั้งใจสูงมาก เราไม่อยากให้ความตั้งใจนั้นเสียไปเพราะเรา อะไรที่มีเรางัดออกมาหมดเลย ต้องใส่ให้สุด ถ้าคุณใส่ไม่สุด คุณก็อย่าใส่เลยดีกว่า

ตอนแรกที่เริ่มเขียน เรารีวิวกับทีมทุกคน คนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน นั่งคุยกับเขา เล่าให้ฟัง แล้วให้เขาสะท้อนมาว่างงตรงไหน ควรปรับอะไรบ้าง เหมือนเป็นการทำสำรวจและพัฒนาบทตัวเองไปด้วย”

ทำไปทำมา ก็เนิ่นนานจนกินเวลามากกว่า 2 ปีที่เมย์หมกมุ่นกับการทำบทให้เสร็จสมบูรณ์ แบ่งเป็นการทำข้อมูลและลงมือเขียนอย่างละครึ่ง สิริรวมแล้ว 21 ดราฟต์ พัฒนาลากยาวมาจนถึงช่วงโปรดักชันแบบที่ซือแป๋ยังต้องเรียกอาจารย์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

ออกอาวุธลับ

“เทคนิคการเล่าของเรามันมีเหตุการณ์หลายอย่างซ่อนอยู่ มุมมองทุกตอนแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน มีคำหนึ่งที่พี่แชมป์กับพี่นิ้งพูดตลอดว่า ทำยังไงให้หนังมันดูมีอะไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องมีอะไร” เมย์เล่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนทำบทช่วงแรก ๆ

แน่นอนว่าระยะเวลาทำให้กระแสสังคมเปลี่ยนไป มีข่าวเกิดขึ้นอีกมากมายในวงการมวยนับตั้งแต่วันแรก เมย์เองก็รอบรู้มากขึ้น มีไดเรกชันหลาย ๆ อย่างที่อยากใส่ ความยากคือการปะติดปะต่อเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพวกนี้ให้ร้อยเรียงกันไปได้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอด 21 ดราฟต์ คือโครงเรื่องและคอนเทนต์ในแต่ละตอนที่มั่นใจแล้วว่าเต็มอิ่ม เป็นเหตุผลว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงมีแค่ 4 ตอน อาศัยเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง และเต็มไปด้วยนัยยะสำคัญแอบแฝง 

คล้ายจะเป็นไฟลต์บังคับให้คนดูดูครบทุกตอนใช่ไหม – เราแย็บไปที

“ใช่ครับ” เมย์ขอโอกาสอธิบาย

“สิ่งหนึ่งที่คนเขียนบททุกคนต้องมี คือการวาง Easter Egg ที่ทำให้คนดูอยากติดตามต่อ เกิดความสงสัยว่าตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเราก็ลุ้นนะว่าจะมีใครที่จับสังเกตเราได้ไหม ไม่ใช่ใส่ไปแล้วคนดูงง”

แอบกระซิบหนึ่งอย่างให้รู้กันเท่านี้ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่บนโต๊ะทำงานของพัดใน EP แรก ขอเพียงกวาดสายตาดูดี ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังทำบทเสร็จคือการสร้างตัวละคร ที่เราจะพูดคุยกันต่อในยกถัดไป นักแสดงเองก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาบทร่วมกันกับเมย์ ผ่านการเวิร์กชอปเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่มวยเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน คำพูด คาแรกเตอร์ ท่วงท่าต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทที่จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เช่น เซียนมวยจะมีสัญลักษณ์ในการเล่นพนันที่คนนอกดูแล้วไม่เข้าใจ และจะเล่นกันไวมาก เป็นงานหนักของเมย์ที่ต้องเขียนบทเพื่อให้คนดูตามทันภายในเวลาไม่กี่วินาที

“ระหว่างเวิร์กชอปกับนักแสดง เราเอาตัวคนจริง ๆ มาเทรนกันจริง ๆ พอคุยกัน 3 มุมก็เริ่มเห็นไดเรกชันใหม่ ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขบท พัฒนาจนชัวร์ ว่านี่คือบทที่พร้อมถ่าย

“ถึงแม้พี่นิ้งกับพี่แชมป์จะบอกว่า พี่อยากถ่ายแล้วนะ แต่ด้วยความที่เราอยากทำให้มันดี เราก็จะไม่ปล่อยผ่าน ก็เอาวะ ขออีกหน่อยแล้วกัน เราว่ามันยังไม่พร้อม”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ลงสนาม

พาร์ตของการสัมภาษณ์คนจริง พวกเขาคัดเลือกจากการสืบถามคนในวงการว่าใครคือตัวจริงที่สุดในเรื่องนั้น ๆ แต่พาร์ตของการแสดง พวกเขาเลือกคนจากแววตา เพราะตั้งใจให้สื่อสารผ่านสีหน้า และคิดว่าจะมีบทสนทนาเพียงหยิบมือในเรื่องนี้

แค่ปล่อยใบปิดของซีรีส์ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เมื่อนักแสดงมากฝีมือเบียดเสียดกันอยู่บนโปสเตอร์ จนยากจะเชื่อว่านี่คือผลงานของโปรดักชันเฮาส์ขนาดเล็กที่ไม่เคยทำหนัง

ย้อนกลับไปตอนทำบทเสร็จ 

“ทุก ๆ การสร้างตัวละคร มันจะมีหลักในใจว่าเรามองเห็นภาพนักแสดงคนไหน”

จินตนาการของเขาประกอบด้วย ปู-วิทยา ปานศรีงาม, เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ และ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม 3 ทหารเสือตัวจริงที่กระโจนออกมาจากบทภาพยนตร์ราวกับฝันไป 

“โอ้โห หน้าหนังเราจะใหญ่มากนะ แล้วเราต้องทำยังไงดีวะ” เมย์กุมขมับ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

มวยถูกคู่

จิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่เมย์ได้มาคือพี่ปูในบทบาท วิรัตน์ กรรมการมวย นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีผลงานการแสดงหนังต่างประเทศมามากมาย หลังได้เห็น Proposal และหน้าตาทีมงานวัยรุ่น พี่ปูก็ตบปากรับคำทันที

เมย์เล่าว่าพี่ปูต้องเรียนรู้ภาษามวยทุกอย่าง การเป็นกรรมการไม่ใช่แค่นับ 1 2 3 หรือจะสั่งให้ชกตอนไหนก็ได้ ทีมงานจึงจัดให้พี่ปูไปเทรนกับกรรมการห้ามมวยจริง ๆ จนได้การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ถึงขนาดให้พี่ปูลองขึ้นไปเป็นกรรมการตัวจริงในการแข่งขันมวยจริง ๆ ด้วยซ้ำไป 

จิ๊กซอว์ชิ้นต่อมาคือพี่เอกในบทบาท เสี่ยคม เซียนใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เมย์บอกว่าเป็นการติดต่อพูดคุยที่งงมาก เพราะจากที่เกริ่นนำเพียงสั้น ๆ พี่เอกกลับต้องการให้เขาเล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมดเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม ต่อมาจึงเป็นการนัดเจอที่ทีมงานต้องบินลัดฟ้าเหมือนเชียงใหม่อยู่ใกล้แค่ปากซอย

พวกเขาร่วมกันสร้างปูมหลังของเสี่ยคมตั้งแต่วัยหนุ่มจนเข้าวงการมวย ระหว่างทางมีอุปสรรคอะไรที่ต้องฟันฝ่ามาบ้าง กระเป๋าใบเล็กที่แนบกายไว้ตลอดเวลาคงไม่ได้บรรจุแค่เงินจำนวนมาก แต่คนอย่างเสี่ยคมที่ดูอันตรายแม้เพียงสบตา พี่เอกคิดว่ากระเป๋าใบนี้ควรต้องมีปืน 

ทีมงานเตรียมปืนถ่ายหนัง 9 มม.ให้ตามคำขอ แม้ไม่ปรากฏให้เห็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของเสี่ยคมจนคนดูรู้สึกได้

ถัดมาคือพี่ปีเตอร์ในบทบาท ต้อย ครูมวย แม้จะเป็นนักแสดงในดวงใจของเมย์ แต่เขาก็ขออนุญาตเปลี่ยนลุคให้พี่ปีเตอร์ด้วยการทำแผลเป็นและตัดผมสั้น 

ในหนังจะเห็นว่าครูต้อยต้องเข้าฉากกับวิเชียร (น้องภู-ภูริภัทร พูลสุข) ค่อนข้างเยอะ ซึ่งน้องภูเป็นนักมวยเด็กตัวจริง ส่วนพี่ปีเตอร์เป็นครูมวยที่ต่อยมวยยังไม่เป็นด้วยซ้ำ ตอนถ่ายทำจึงเป็นน้องภูเสียมากกว่าที่คอยบอกคิวว่าครูมวยคนนี้ควรจะตั้งรับลำแข้งของเขายังไง 

ทีมงานพาพี่ปีเตอร์ไปซึมซับบรรยากาศการต่อยมวยเด็กจริง ๆ พาไปดูการฝึกซ้อมที่ค่ายมวยของพ่อน้องภู ฝึกฝนจนมีลักษณะเหมือนครูมวยทุกประการ และเป็นคู่ซ้อมจริงด้วย โดยเฉพาะการเห็นครูมวยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างเวทีด้วยตา ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องลุ้นระทึกขนาดนั้น

ส่วน ณัฏฐ์ กิจจริต ในบทบาท พัด เซียนมวยผู้ทะเยอทะยาน ถูกตามหาในเวลาต่อมา เพียงบอกณัฏฐ์ว่าจะได้แสดงกับใครบ้าง เขาก็มาแคสต์ทันทีโดยไม่ต้องคิดให้มากความ

“ประจวบเหมาะกับเขาเพิ่งสึก ผมก็สกินเฮดเลย ลุคนี้เท่มาก พอเขามาแคสต์ บทนี้มันไม่มีทางหลุดจากณัฏฐ์ไปแน่นอน”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ท่าไม้ตาย

เมื่อบทประพันธ์พร้อมใช้ นักแสดงพร้อมลงสนาม ก็ถึงคราวเปิดกล้องถ่ายทำ 

หนึ่งในซีนที่ทรงพลังที่สุด และเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ไทยสำหรับเรา คือการพบกันระหว่างพี่ปูและพี่เอกบนรถแท็กซี่ เราถือโอกาสขอบคุณเมย์ที่คืนกำไรให้กับคนดูโดยไม่ต้องขอ

“ซีนนี้เป็นซีนที่… “ เขาเว้นวรรค “พูดแล้วขนลุกนะ”

“ในครั้งแรกที่เราได้ 2 คนนี้มา ทีมเราคิดกันเลยว่าทำยังไงให้เสือ 2 ตัวนี้มาอยู่ในที่เดียวกัน

“เราไม่อยากให้เขาเถียงกัน แต่อยากให้เขาเฉือนกันด้วยคำพูด ด้วยความรู้สึก ด้วยการแสดง ซึ่งเป็นซีนที่เวิร์กชอปบ่อยมาก แก้แล้วแก้อีก เคลียร์กันทีละไดอะล็อกเลยว่าพูดทำไม พูดเพราะอะไร มันไม่ใช่แค่สื่อสารกันเอง แต่มันกำลังสื่อสารกับคนดูทั้งหมด 

ตอนที่ถ่ายทำเสร็จคือ เชี่ย พวกพี่แม่งคมว่ะ ผมจะตัดยังไงให้คมเหมือนที่พี่เล่นกันได้วะ” 

รวมไปถึงซีนระเบิดอารมณ์ระหว่างณัฏฐ์และเม้ง (ภัทรพล ทองสุขา รับบท วิโรจน์) ที่ใช้วิธีถ่ายแบบลองเทคยาวเกือบ 2 นาที เป็นอีกซีนที่เมย์รู้สึกทึ่ง เพราะการแสดงที่ดึงพลังกันได้ตลอดเวลา การตัดสลับของสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ต้องเฉียบคมเพื่อขับเน้นให้คนดูรู้สึกได้ 

เช่นเดียวกับบรรดาซีนชกมวยทั้งหลาย แค่ดูก็รู้สึกถึงหมัดหนัก ๆ ที่ 2 ฝ่ายสาวใส่กันไม่ยั้งมือ แต่ใครจะรู้ว่าความเป็นจริงเจ็บปวดมากกว่านั้น

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์
เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

พวกเขาถูกโควิด-19 เล่นงานจนอ่วม พักกองถ่ายไป 8 เดือนจนนักแสดงต้องขอรื้อฟื้นด้วยการเวิร์กชอปใหม่ หลังถ่ายทำกันไปแล้วเกินครึ่ง

บาดแผลใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง 8 เดือนที่หายหน้าไปตัดต่อนี้เอง เมื่อพบว่าฉากต่อยมวยบนเวทีทั้งหมดดูเหลาะแหละไม่สมจริง จากการขอให้นักมวยออกหมัดแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อมีแรงถ่ายทำทั้งวันให้ได้

พวกเขาตัดสินใจถ่ายฉากต่อยมวยทั้งหมดใหม่ในปีที่ 3 ของการทำซีรีส์ ใช่ อ่านไม่ผิด

คราวนี้เมย์ขอให้นักมวยออกแรงเพิ่มเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปได้ก็ขอให้ต่อยหมัด ตีเข่า ฟันศอก กันจริง ๆ จนนักมวยฝ่ายแดงร้องโอด ว่าการถ่ายทำเพื่อความสมจริงวันนี้เหนื่อยยากกว่าการฟิตซ้อมทั้งเดือนเสียอีก 

หัวใจใหญ่กว่าตับ

นึกขอโทษเมย์ในใจที่อาหารบนโต๊ะพร่องลงไม่มาก จากการพูดคุยกันเมามันจนเดินทางมาถึงยกสุดท้ายในที่สุด 

คุณรู้สึกยังไงเวลาคนพูดว่า Hurts Like Hell เป็น Original Series ที่ดีที่สุดของเน็ตฟลิกซ์ไทย – เราแย็บไปอีกทีจากคำชื่นชมที่ได้ยินมาหนาหู 

“ช่วงแรกรู้สึก 2 อย่าง หนึ่ง กลัว สอง ดีใจ 

“ดีใจเพราะมันเป็นหนังเรา แม้มันจะไม่ดีแต่เราได้ฉายแล้ว เหมือนความรู้สึกของการส่งลูกเรียนจบ ขอบคุณทุกอย่างที่สู้มา 4 ปีกว่าจะเสร็จ ทำให้เราใจฟูในการพัฒนาตัวเองในวงการนี้ต่อไป จากที่เคยพยายามเดินเข้าไปหาแสง จากที่เขาเคยยืนหันหลังให้ ตอนนี้เขายืนขึ้นแล้วหยิบกล้องมาหาเรา 

“แต่ก็กลัวว่าที่เขาชมมามันดีจริงใช่ไหม เรารับฟีดแบ็กจากสื่อเยอะมาก แต่เราก็อยากได้ฟีดแบ็กจากคนดูจริง ๆ แม้กระทั่งของคนในวงการมวย จะดีหรือไม่ดีก็ได้นะ เพราะการสะท้อนของคนดูจะทำให้โปรเจกต์ต่อไปดีขึ้น” 

ประสบการณ์คือเชิงมวยที่เมย์ได้จากสังเวียนแรกในวงการภาพยนตร์ พร้อมกับทักษะที่ไม่มีทางเข้าใจด้วยการอ่านในหนังสือ ผ่านการแก้ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาหานักมวยสมัครเล่นอย่างเขา

เราชวนเมย์ย้อนกลับไปตอนต้นของบทสนทนา ว่าเขาใช้เวลาศึกษาเรื่องการทำนาจนเชื่อว่าตัวเองปลูกข้าวเป็น หากเทียบกันหมัดต่อหมัด การคลุกคลีอยู่กับวงการมวยไทยนานหลายปี เราเองก็อยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังอยู่ในยกที่เท่าไรของชีวิต

“เราเพิ่งก้าวขึ้นมาบนเวที และต่อยให้คนดูเห็นว่า เฮ้ย ไอ้คนนี้เชิงมวยแม่งดีว่ะยกแรก แต่จริง ๆ แล้ว เราว่ามันเพิ่งจบไฟต์ที่หนึ่ง 

“นักมวยคนหนึ่งมีไฟต์ต่อเป็นร้อย ๆ นี่คือไฟต์แรกของเราและทีมงาน นี่คือไฟต์แรกที่เราต่อยกัน 5 ยกจนคะแนนมันออกแล้ว ชนะหรือเสมอไม่รู้ขึ้นอยู่กับคนดู เราได้ประสบการณ์จากไฟต์นี้ และไฟต์ต่อไปเราจะเตรียมร่างกาย จะฟิตซ้อมยังไง จะข้ามรุ่นได้ไหม มันคือหลังจากนี้ 

“ขึ้นอยู่กับคนดู เซียนมวย เขาจะตามดูเราต่อไปไหม ส่วนคู่ต่อสู้คนต่อไปของเรา คือเราต้องชนะใจคนดูในไฟต์หน้าให้ได้”

แม้คนไทยบางส่วนจะไม่นิยมชมชอบหนังไทย แต่ความรู้สึกของเราหลังได้รับชมผลงานคนไทย ได้สนทนากับเลือดใหม่ของวงการตรงหน้า และได้ตั้งตารอเสียงลั่นระฆังในไฟต์ต่อไปอย่างมีความหวัง

พาลให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังไทยในเวทีโลก เคยกล่าวไว้ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 74 ทีมงานเบื้องหลังทุกคนทำให้เรายังคงเชื่อมั่นในประโยคเดียวกันนี้ 

Long live cinema 

ภาพยนตร์จงเจริญ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load