พวกเราได้รับข่าวสารจากคนคุ้นเคยของ The Cloud อย่าง ดี้-ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ว่าบัณฑิตจบใหม่คนหนึ่งมีประวัติและความสนใจที่น่าจะถ่ายทอดให้คนอื่น ๆ รับรู้ได้ ผ่านตัวตนของเขาเอง

‘สิทธิพันธุ์’ คือนามสกุลของเขา บ่งบอกความเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของ อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดตั้งแต่เมืองหลวงของไทยรู้จักคำว่าเลือกตั้ง

และชื่อเล่น ‘แสนดี’ ของเด็กหนุ่มคนนี้เริ่มเป็นที่กล่าวถึงบ่อยขึ้นทุกวัน หลังจากที่ข่าวทุกสำนักรายงานตรงกันว่า ผู้ว่าฯ คนใหม่ขอลากิจจากตำแหน่งที่เพิ่งเข้ารับ ไปร่วมงานรับปริญญาของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

แสนปิติ สิทธิพันธ์ุ หรือ แสนดี ที่ปรากฏตัวให้เราเห็นบนหน้าจอ Zoom ครั้งนี้ ไม่ได้มีเค้าลางของผู้บกพร่องทางการได้ยินแต่แรกเกิดเลยสักนิด หากเป็นหนุ่มน้อยหน้าตายิ้มแย้ม พูดจาฉะฉาน มีวิสัยทัศน์ราวกับถอดแบบมาจากพ่อบังเกิดเกล้าทุกกระเบียดนิ้ว

กาแฟกับการเมือง ในมุมมอง แสนปิติ สิทธิพันธุ์ บัณฑิตประวัติศาสตร์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม.

ภาพชุดครุยที่ปรากฏบนหน้าสื่อไทยทุกหัวในวันนั้น เป็นผลจากการบากบั่นศึกษาวิชาเอกประวัติศาสตร์ จนจบมาพร้อมกับปริญญานิพนธ์เรื่อง ‘Ceramics & Coffee – The Social Network of the Past and the Blueprint for the Modern Coffeehouse’ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟ ถ้วยกาแฟ และการใช้ร้านกาแฟเป็นพื้นที่แสดงออกทางการเมืองและใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกชายของ ผู้ว่าฯ กทม. คนนี้ปรารถนาให้เกิดกับประเทศเราบ้าง

พอได้รู้ 3 ส่วนประกอบสำคัญในชีวิต อย่างกาแฟ ประวัติศาสตร์ และการเมืองแล้ว พวกเราจึงขอหลบฉากมาอยู่ข้างหลัง ให้คอกาแฟและสายเลือดคนการเมืองด้วยกันอย่าง ‘พี่ดี้’ ได้สัมภาษณ์ ‘น้องแสนดี’ ด้วยตัวเองเสียเลย!

ฟูอาดี้ : ต้องบอกก่อนว่า The Cloud ให้พี่สัมภาษณ์แสนดี ไม่ใช่เพราะเป็นลูกชายอาจารย์ชัชชาติ แต่เพราะอาจารย์ชัชชาติเป็นคุณพ่อของแสนดีต่างหาก ซึ่งสองมุมมองนี้ต่างกันมากนะ คุณพ่อเองก็พูดว่าแสนดีเป็นส่วนสำคัญที่สอนเขาเกี่ยวกับชีวิต และทำให้เขามาถึงจุดนี้ในชีวิต เราเลยอยากคุยกับแสนดีในวันนี้ครับ

ครับ ขอบคุณมาก ๆ เลย ยินดีที่ได้คุยกับพี่ดี้ และ The Cloud วันนี้ครับ

ฟูอาดี้ : มาเริ่มกันเลย พี่ทราบว่าแสนดีชอบกาแฟมาก ๆ ถึงขนาดเขียนปริญญานิพนธ์เรื่องนี้ ช่วยเล่าให้เราฟังหน่อยได้ไหมครับว่าอะไรชักนำให้แสนดีมาสนใจกาแฟ

ตอนแรกผมไม่เคยคิดจะดื่มกาแฟเลย จนกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อสัก 4 – 5 ปีก่อน ถึงเริ่มดื่มกาแฟแก้วแรก ตอนยังเรียนอยู่โรงเรียนมัธยมปลาย ผมไม่ได้ดื่มกาแฟมากนักเพราะกลัวฤทธิ์คาเฟอีน กังวลมากว่าถ้าดื่มแล้วจะติด

ผมเริ่มดื่มกาแฟเพื่อเพิ่มพลังในตัว พอดื่มแล้วพบว่ากาแฟช่วยให้ผมอารมณ์ดีขึ้นนิด ๆ ด้วยนะ จากนั้นมาก็รู้สึกเหมือนความคลั่งไคล้ในกาแฟฝังแน่นในชีวิต เป็นกิจวัตรที่ต้องทำประจำทุกวัน ถ้าไม่มีกาแฟ ผมก็ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ (หัวเราะ)

ฟูอาดี้ : ถ้าอย่างนี้แสนดีต้องพึ่งกาแฟในการดำเนินชีวิตทุกวันเลยหรือเปล่า

ใช่เลย ผมต้องดื่มกาแฟ ถ้าวันไหนผมไม่ได้ดื่ม ผมจะรู้สึกเหมือนกับ… โอยยย… เข้าใจใช่มั้ยครับ (ยิ้ม)

สำหรับผม การดื่มกาแฟคล้าย ๆ เป็นพิธีกรรมในแต่ละวันไปแล้ว ต้องดื่มทุกวันถึงจะรู้สึกดีได้ ผมเป็นคนเชื่อโชคลางเหมือนกันนะ เรื่องหนึ่งที่ผมถือมากเลยคือเรื่องกาแฟ ต้องได้ดื่มสักแก้ว ไม่อย่างนั้นทั้งวันคงมีแต่โชคร้าย

ฟูอาดี้ : คิดจริง ๆ หรือว่าถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟสักแก้วแล้วโชคร้ายจะมาเยือน

ผมว่าทุกวันที่ดีของผม ทุกจังหวะเวลาชีวิตดี ๆ ที่เคยมี ล้วนมีกาแฟเป็นส่วนประกอบในนั้น เช่น เวลาไปสอบ ถ้าได้กาแฟสักหน่อยก็อุ่นใจแล้ว และรู้สึกว่าจะทำข้อสอบได้

ฟูอาดี้ : พูดเหมือนกับว่า ถ้าไม่มีกาแฟแล้วจะทำข้อสอบไม่ได้เลย

ใช่ครับ ถูกเผงเลย ถ้าไม่ได้ดื่ม พลังงานในตัวผมจะเหลือน้อยนิดมาก เหมือนแบตเตอรี่ต่ำน่ะ ผมไม่ได้มีพลังมากมายอย่างคุณพ่อ คุณพ่อกระฉับกระเฉงเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ผมไม่ ต้องมีกาแฟถึงจะเป็นแบบคุณพ่อได้ (หัวเราะ)

ฟูอาดี้ : ช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมว่า ทุกเช้าแสนดีดื่มอะไร อย่างไร

ผมเพิ่งหัดดื่มกาแฟจากเมล็ดที่บดเอง ก่อนหน้านี้แค่ตรงไปที่ร้านแล้วเลือกตามเมนู ตอนนี้ผมเปลี่ยนมาชงเองแล้ว มีเครื่องบดและชงในตัวเลย และผมก็พยายามเรียนรู้กระบวนการดริป การทำกาแฟฟิลเตอร์ แต่ยังเป็นมือใหม่ ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ครับ

ฟูอาดี้ : มีความฝันเกี่ยวกับกาแฟบ้างไหม เช่น คิดว่ามันจะเป็นอาชีพจริงจัง หรือเป็นแค่เครื่องดื่มธรรมดาที่จะดื่มทุกเช้าต่อไป

ผมอยากเปิดร้านกาแฟของตัวเอง อยากทำคาเฟ่ในฝันให้เป็นเหมือนโซเชียลเน็ตเวิร์ก สำหรับผู้คนมาพบปะสังสรรค์ ในร้านจะมีความมินิมอลสไตล์ญี่ปุ่น สอดคล้องกับปรัชญาและทุก ๆ อย่างที่เป็นของญี่ปุ่น

กาแฟกับการเมือง ในมุมมอง แสนปิติ สิทธิพันธุ์ บัณฑิตประวัติศาสตร์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม.

ฟูอาดี้ : แล้วเคยไปญี่ปุ่นหรือยัง รู้ไหมว่าวัฒนธรรมดริปกาแฟแบบนี้ที่ทำกันอยู่ มันมีอิทธิพลจากญี่ปุ่นเยอะเลยนะ

แน่นอนครับ ผมรักญี่ปุ่นสุด ๆ แต่ถ้าต้องไปคาเฟ่ที่ญี่ปุ่นคงเลือกดื่มชามัทฉะ ผมเคยไปดูพิธีชงชาของจริงมาแล้ว รู้สึกว่าคนที่นั่นชอบชามากกว่ากาแฟเสียอีก

ฟูอาดี้ : กลับมาที่เรื่องร้านกาแฟในฝันอีกครั้ง ถ้าเลือกได้จะเปิดร้านที่ไหน ในกรุงเทพฯ ในซีแอตเทิล หรือว่าเมืองไหนในโลกดีล่ะ

ในกรุงเทพฯ แน่นอนครับ ด้วยธรรมชาติและผู้คน กรุงเทพฯ มีพื้นที่สาธารณะหลายแห่ง และมีพื้นที่ให้แสดงออกได้มากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจึงเป็นจุดยืนที่ดีสำหรับการเปิดร้านกาแฟแนวใหม่ ผมมองว่าร้านกาแฟสำคัญมากกับการสร้างพื้นที่สาธารณะในเมือง เป็นแหล่งระดมและแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ ๆ

ฟูอาดี้ : เมื่อกี้เราคุยเรื่องกาแฟไปแล้ว อะไรทำให้แสนดีติดใจประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมรักสุดหัวใจมาตลอด ผมไม่เห็นภาพตัวเองเลยว่า ถ้าไม่เรียนหรือทำอะไรที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แล้วจะเป็นยังไง อาจเพราะผมโตมากับการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ดูสารคดีประวัติศาสตร์ เสพประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์มันอยู่ทุกที่ในโลก

มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและหลากหลายมาก ถ้ามองย้อนกลับไป จะเห็นมุมมองมากมายที่แตกต่างกัน ไม่ใช่มุมมองของคนเพียงคนเดียว เหมือนกับภาพที่ละลานตาด้วยมุมมองที่ต่างกันครับ

ฟูอาดี้ : นักประวัติศาสตร์ที่ดีควรทำอย่างไร ถ้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์มีหลายมุมมอง

ต้องรู้จักเลือกให้ดี ไม่ใช่แค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุด แต่ยังต้องเลือกข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักมากที่สุดด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่าเราดูประวัติศาสตร์ที่เหตุ มองอดีตเพื่อเรียนรู้ปัจจุบัน เราเรียนรู้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เพื่อทำความเข้าใจกับบริบทปัจจุบัน

ฟูอาดี้ : แต่ก็มีคำพูดว่า “ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย” เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้หรือเปล่า

ครับ มันเป็นวัฏจักร แต่เราทำลายมันได้ ตราบเท่าที่ยอมรับความผิดพลาดได้ การยอมรับข้อบกพร่องของเราคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์

ฟูอาดี้ : พูดเรื่องปริญญานิพนธ์บ้างดีกว่า หลายคนไม่รู้ว่าแสนดีทำปริญญานิพนธ์เกี่ยวกับกาแฟ ช่วยสรุปสั้น ๆ ให้พวกเรารู้หน่อยได้ไหมว่าเนื้อหาในนั้นพูดถึงอะไรบ้าง

เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของร้านกาแฟแห่งแรก ซึ่งผมเรียกมันว่า ‘Pre-Social Media’ ก่อนที่โลกจะมีโซเชียลมีเดีย ร้านกาแฟก็ทำหน้าที่คล้ายกัน มันเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาผู้คนให้มารวมกลุ่มกัน เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการแสดงออกของสาธารณชน

เนื้อหาในปริญญานิพนธ์นี้เล่าตั้งแต่กาแฟแก้วแรก ๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมร้านกาแฟจากจักรวรรดิออตโตมัน (ประเทศตุรกีในปัจจุบัน) ไปจนถึงถ้วยเซรามิกกับกาแฟประกอบกันเป็นพื้นที่สาธารณะให้กับผู้คนได้อย่างไร ยุคก่อนศตวรรษที่ 16 หรือประมาณ ค.ศ. 1500 สถานภาพทางสังคมที่เราคุ้นเคย เช่น การมีพื้นที่และเครือข่ายทางสังคมให้รวมกลุ่มกันไม่ได้เป็นแบบนี้ จนกระทั่งร้านกาแฟถือกำเนิดขึ้นนั่นแหละ

กาแฟกับการเมือง ในมุมมอง แสนปิติ สิทธิพันธุ์ บัณฑิตประวัติศาสตร์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม.

ฟูอาดี้ : ตอนที่ยังไม่มีร้านกาแฟ คนในสมัยนั้นเข้าสังคมกันอย่างไร

ก่อนมีร้านกาแฟ ผู้คนเข้าร้านเหล้าหรือโรงเตี๊ยมกันไปตามเรื่อง ซึ่งสถานที่เหล่านี้ไม่ได้มีการชุมนุมทางสังคมมากนัก ในยุคกลางมีแต่ลานกว้าง ราชสำนัก แล้วก็จัตุรัสกลางเมือง ร้านกาแฟเป็นเหมือนอีกขั้นของสถานที่เหล่านี้อีกที

ฟูอาดี้ : ทำไมต้องเริ่มเล่าถึงร้านกาแฟที่ตุรกีก่อน

เมื่อเราพูดถึงประวัติและต้นกำเนิดของกาแฟ ก็ต้องเล่าว่าเมล็ดกาแฟมาจากทวีปแอฟริกา ก่อนจะแพร่หลายไปยังตะวันออกกลาง ดินแดนของชนชาติอาหรับ จากประเทศเยเมนถึงประเทศโอมาน แล้วจึงมีพ่อค้านำไปขายเป็นสินค้าแลกเปลี่ยน กาแฟถึงได้กลายเป็นของซื้อขายในยุคนั้น

จักรวรรดิออตโตมันหรือตุรกีในปัจจุบัน พบว่ากาแฟเป็นสินค้ามีมูลค่ามาก และเริ่มส่งออกกาแฟ ดังนั้น ออตโตมันจึงกลายเป็นศูนย์กลางการซื้อขายกาแฟระดับโลก ผมจึงต้องเริ่มเล่าเรื่องจากที่นี่ครับ

ฟูอาดี้ : สรุปว่าออตโตมันคือผู้ริเริ่มบริโภคกาแฟและส่งออกสู่ที่อื่น ๆ

ถูกต้องครับ ชาวออตโตมันนี่แหละที่เริ่มทำร้านกาแฟ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ริเริ่มทำให้ร้านกาแฟมีบทบาททางสังคมอีกด้วย บทบาทของร้านกาแฟในออตโตมันมีมากมาย ทั้งบทบาททางสังคม บทบาททางสาธารณะ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ ชาวดัตช์และชาวอังกฤษได้รับแรงบันดาลใจไป สมัยนั้นกาแฟยังไม่เป็นที่รู้จักสำหรับชาวยุโรป ออตโตมันก็ส่งออกไปให้พวกเขา เมื่อนั้นเอง บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ (VOC) จึงเริ่มค้าขายกาแฟตาม

ฟูอาดี้ : ชาวยุโรปมากรุงอิสตันบูลของออตโตมันจึงได้รู้จักกาแฟ ได้เห็นร้านกาแฟ เลยได้รับแรงบันดาลใจ แล้วนำไอเดียนั้นกลับไปที่บ้านเกิดพวกเขาเหรอ

ครับ เป็นอย่างนั้นเลย อย่างชาวอังกฤษเดิมดื่มแต่ชา อยู่มาวันหนึ่งพวกเขาได้รู้จักกาแฟและวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเป็นครั้งแรก ก็คิดว่าน่าจะทำแบบนี้ได้และควรทำตามบ้าง มันปฏิวัติแนวคิดและวิถีชีวิตของพวกเขา เป็นนวัตกรรมที่แปลกใหม่มาก ในเวลาต่อมา กาแฟจึงเป็นกลไกหนึ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม

ฟูอาดี้ : ทำไมกาแฟเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมได้ เป็นเพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์ให้คนกระปรี้กระเปร่า ยินดีทำงานหนักขึ้นอย่างนี้หรือเปล่า

ผมคิดว่าอยู่ที่คุณลักษณะของกาแฟมากกว่าครับ โดยธรรมชาติของมันเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มในที่สาธารณะหรือที่ส่วนตัวก็ได้ ดื่มกับเพื่อนฝูงที่ร้านกาแฟนอกบ้านก็ได้ หรือดื่มอยู่คนเดียวที่บ้านก็ได้เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม

ฟูอาดี้ : ถ้าเป็นอย่างนี้ เบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีบทบาทเดียวกันนี้ได้ด้วยไหม

อาจจะไม่นะ มีเรื่องราวหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจมาก คือเรื่องการแบนกาแฟของสุลต่านออตโตมัน

ออตโตมันหรือตุรกีเป็นชาติมุสลิม พวกเขาไม่ดื่มแอลกอฮอล์กันด้วยข้อห้ามทางศาสนา ดังนั้น พวกเขาจึงหันมาดื่มกาแฟแทน ทำไปทำมา ชาวออตโตมันก็หันมาติดกาแฟกันงอมแงม นำมาซึ่งกฎหมายสั่งงดและห้ามดื่มกาแฟไม่รู้กี่ฉบับ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะทุกคนยังดื่มกาแฟอยู่ดี (หัวเราะ)

ฟูอาดี้ : จากที่ได้อ่านมา ในงานวิจัยชิ้นนี้ยังพูดถึงแก้วกาแฟเซรามิกของตุรกีด้วย

ถ้าเรานึกถึงเซรามิกในจักรวรรดิออตโตมัน จะต้องพูดถึงเมืองคือตาห์ยา (Kütahya) กับอิซนิก (Iznik) เสมอ เพราะสองเมืองนี้เหมือนเป็นต้นตำรับงานเซรามิกในตุรกี ช่างเซรามิกมีฝีมือเยี่ยมยอดมาก ผู้คนเริ่มเชื่อมโยงกาแฟกับเซรามิก เพราะแก้วเซรามิกเป็นของที่ทุกคนต้องนำมาใส่กาแฟดื่ม เซรามิกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของกาแฟ ถ้าไม่มีเซรามิก ก็ไม่มีกาแฟให้ดื่ม

กาแฟกับการเมือง ในมุมมอง แสนปิติ สิทธิพันธุ์ บัณฑิตประวัติศาสตร์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม.

ฟูอาดี้ : ทั้งสองเมืองนี้เป็นต้นตำรับเซรามิกทั้งคู่ แต่ดูเหมือนว่าในงานของแสนดีจะเขียนว่า แก้วเซรามิกของคือตาห์ยาดังกว่าอิซนิกนะ

เพราะผมคิดว่าเซรามิกของอิซนิกเป็นการผลิตคราวละมาก ๆ เป็น Mass Production ในขณะที่เซรามิกของคือตาห์ยามีความจำเพาะเจาะจงมากกว่า ปั้นโดยช่างที่ชำนาญกว่า มีคุณค่าทางศิลปะมากกว่า เลยดูเด่นกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คนตุรกีดื่มกาแฟจากแก้วเซรามิก แล้วเห็นว่าเป็นแก้วจากคือตาห์ยา เขาก็จะทึ่งเลย แบบว่า “โอ้ จากคือตาห์ยาเหรอ” อะไรทำนองนี้

ฟูอาดี้ : สมัยนี้แก้วเซรามิกคือตาห์ยายังเป็นที่รู้จักแบบนั้นอยู่ไหมครับ

ไม่มากอย่างเมื่อก่อนแล้วครับ ในอิซนิก ช่างเซรามิกส่วนมากเป็นชาวตุรกีจริง ๆ ส่วนในคือตาห์ยา ในตอนนั้นเป็นช่างชาวอาร์มีเนีย ซึ่งพวกเขาไม่ใช่มุสลิม เพราะนับถือคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ จักรวรรดิออตโตมันของชาวตุรกีไปพิชิตดินแดนของพวกเขามา

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ออตโตมันรบแพ้ จักรวรรดิล่มสลาย หัตถกรรมดั้งเดิมกลายเป็นของล้าสมัย งานเซรามิกที่เคยเป็นงานประณีตก็กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตจำนวนมาก ๆ แทน

ฟูอาดี้ : ปริญญานิพนธ์ของแสนดียังพูดถึงการใช้ร้านกาแฟเป็นที่บ่มเพาะความคิด แลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองซึ่งกันและกัน คิดว่าร้านกาแฟในไทยกำลังทำหน้าที่นั้นอยู่ไหม

ถ้าพูดจากมุมมองของผม ประเด็นสำคัญของร้านกาแฟอยู่ที่บรรยากาศของการพบปะ ชุมนุม รวมกลุ่มกัน ถ้าร้านใดไม่มีบรรยากาศทางสังคม ก็เหมือนไม่ใช่ร้านกาแฟ

ผมคิดว่าร้านกาแฟมีความสามารถพิเศษในการเชื่อมต่อ ยึดโยงผู้คนไว้ด้วยกัน เล่าเรื่อง รวมทั้งสร้างเรื่องราวและความทรงจำร่วมกัน ร้านกาแฟจึงเปรียบเสมือนสถานที่รวมตัวหรือจุดเชื่อมต่อที่ทุกคนต้องมา สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะเห็นว่าในอดีตผู้คนใช้ร้านกาแฟเป็นแหล่งรวมตัวกัน เป็นสมาคมใต้ดิน สมาคมลับ อะไรอย่างนั้นเลย

ฟูอาดี้ : ยกตัวอย่างลักษณะของสมาคมหน่อยได้ไหม

เป็นกลุ่มก้อนของผู้คนที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน จัดตั้งขึ้นมาเพื่อตอบสนองหลาย ๆ วัตถุประสงค์ เป็นเหมือนพาหนะที่ใช้ขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เป็นที่ที่ผู้คนถกเถียงกันได้ แสดงความคิดออกมาได้อย่างเปิดเผย มีเสรีภาพทางการพูด

ฟูอาดี้ : ถ้าปริญญานิพนธ์ของแสนดีเผยแพร่ออกไป ผู้มีอำนาจในสังคมไทยจะตามไปแบนร้านกาแฟที่มีการบ่มเพาะความคิดเห็นและความเชื่อต่าง ๆ แน่ ๆ เลย (หัวเราะ) มีอะไรจะพูดถึงประเด็นนี้ไหม

ถ้าเป็นประเด็นนี้ ผมว่าความไม่เห็นพ้องน่าจะมาจากหลายระดับ ทั้งภาครัฐและเอกชน ผมคิดว่าถ้าพวกเขาเริ่มควบคุมความขัดแย้ง และค้นหาว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไร นั่นแสดงว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อใจประชาชนเลย

ฟูอาดี้ : หมายความว่าอำนาจภาครัฐไม่มั่นคงด้วยใช่ไหม

ผมก็ยังคิดว่ามันคือการไม่ไว้วางใจประชาชน ถ้าคุณเริ่มควบคุมการพูดและปิดกั้นเสรีภาพในที่สาธารณะ ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้จะมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย

ฟูอาดี้ : ยังมีความหวังกับประเทศของพวกเราอยู่ไหม จะเป็นเรื่องกาแฟหรืออะไรก็ได้

ผมคิดว่าร้านกาแฟนำผู้คนในประเทศไทยมารวมกันในรูปแบบต่าง ๆ ได้มากกว่าที่เคยเป็น ผู้คนเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า พื้นที่สาธารณะคือสิ่งที่ทุกคนต้องการ นั่นคือวิธีที่ทุกคนพบกัน นั่นคือวิธีที่เราสร้างสังคม สร้างเมือง

ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ชวน แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม. คุยกันเรื่องกาแฟ ประวัติศาสตร์ การเมือง และทิศทางประเทศ

ฟูอาดี้ : ว่าไปเรื่องนี้ก็น่าจะสัมพันธ์กับหน้าที่ของคุณพ่อแสนดีด้วย เรื่องการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ดีและปลอดภัยในกรุงเทพฯ

ใช่ครับ พื้นที่สาธารณะตอบสนองวัตถุประสงค์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำหรับเล่นและฟังดนตรี สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เพื่อความบันเทิงหรือเพื่อรวมตัวกันในด้านอื่น ๆ ทั้งหมดนี้เป็นสถานที่สำหรับการแสดงออกทางความคิดต่อสาธารณชนได้

ฟูอาดี้ : แสนดีได้ให้ไอเดียเหล่านี้กับคุณพ่อบ้างหรือยัง

ให้ไปแล้วครับ คุณพ่อตื่นเต้นใหญ่เลย ท่านบอกว่า “โอ้! ใช่เลย เมืองไทยเราน่าจะเปิดร้านกาแฟให้มากกว่านี้นะ” นอกจากในกรุงเทพฯ แล้ว เราน่าจะเปิดร้านกาแฟในจังหวัดอื่น ๆ ด้วย เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และที่อื่น ๆ ทั่วไทย ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองเล็กเมืองรอง ควรจะมีผู้ประกอบการมากขึ้น เพื่อจูงใจให้คนเปิดร้านกาแฟของตัวเองและมีส่วนร่วมในชุมชน

ฟูอาดี้ : เราเริ่มเห็นปรากฏการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ในฐานะที่คุณพ่อเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ หวังว่าเราจะสร้างชุมชนที่เข้มแข็งรอบ ๆ ร้านกาแฟเพื่อให้ประเทศเราดีขึ้น

ผมคิดว่าเป็นไปได้มาก เรากำลังไปในทิศทางที่ดี เพราะตอนนี้ผู้คนเริ่มแสดงออกมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศของเราอย่างแน่นอน

ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ชวน แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชายผู้ว่าฯ กทม. คุยกันเรื่องกาแฟ ประวัติศาสตร์ การเมือง และทิศทางประเทศ

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

คุณเคยรู้สึกว่าศิลปินบางคนมีความสามารถ และควรจะได้รับความสนใจมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม?

ต้น-ธนษิต จตุรภุช คือคนนั้นสำหรับเรา

ต้นเข้าวงการมาด้วย Academy Fantasia (AF) ซีซันที่ 8 รายการประกวดร้องเพลงเรียลลิตี้โชว์ที่บูมมากในยุคนั้น และออกจากบ้านมาพร้อมกับถ้วยรางวัลชนะเลิศติดไม้ติดมือ

แต่รางวัลก็ไม่ได้การันตีทุกอย่าง ไม่ได้การันตีว่าศิลปินคนนั้นจะดังเปรี้ยงปร้างหรืออยู่ค้างฟ้าไปตลอด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 11 ปีผ่านไป เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบ เพราะนี่คือวงการบันเทิง วงการแห่งความไม่แน่นอน

“สวัสดีคร้าบ” เสียงทักทายสดใสดังขึ้นมาจากด้านหลัง แล้วเจ้าของเสียงนั้นก็เดินมานั่งลงข้าง ๆ เรา บนโซฟาในห้องซ้อมค่ายเพลง LOVEiS เห็นหน้าในทีวีมาตั้งนาน อยู่ดี ๆ มาอยู่ตรงหน้านี่ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะ!

วันนี้เรามาพูดคุยกับแชมป์คนนี้ด้วยวาระที่เขาย้ายมาบ้านหลังใหม่ และออกเพลงใหม่แสนเปรี้ยวซ่า ในแนวเพลงที่เขาเรียกว่า Queer Pop ฉายภาพความหลากหลายทางเพศของ LGBTQIA+

เขาผ่านอะไรมาบ้าง แล้วทำไมเพิ่งมาเปลี่ยนลุคเอาป่านนี้ เราไปฟัง ต้น ธนษิต เปิดใจกันที่ Talk of The Cloud

ดวง / โอกาส / ไทม์มิ่ง
3 เสาหลักของนักร้อง

สวัสดีค่ะ!

สวัสดีครับ! ต้น ธนษิต ครับ (เสียงกระตือรือร้น) ตอนนี้เพิ่งย้ายมาอยู่ที่ LOVEiS ครับ เพิ่งปล่อยเพลงไป ถือว่าเป็น Debut Single ภายใต้บ้านหลังใหม่

AF8 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคุณเลยใช่ไหม

ใช่ครับ 11 ปีแล้ว 

เร็วมากเลย! ทางนี้ก็ได้ดูเหมือนกัน

จริงเหรอ พี่ยังรู้สึกเลยว่า เฮ้ย! 11 ปีแล้วหรอวะ รู้สึกเหมือนกันว่ามันเร็วจัง 

คุณมีความฝันคืออยากเป็นนักร้องตั้งแต่แรกเลยรึเปล่า

ใช่ครับ อยากเป็นนักร้อง จริง ๆ ตอนแรกไม่ได้เป็นเด็กเดินสายประกวดนะ เราก็แค่ชอบร้องเพลงแล้วก็มีไปเรียนบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่าตอนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา มันมีวิชาให้เลือกเรียนเยอะแยะ เรารู้สึกว่าเรียนวิชาการไปเยอะแล้ว ก็เลยเลือกเรียนอาร์ต เรียนปั้นหม้อ เรียนเซรามิก และเรียน Choir (ร้องประสานเสียง) ด้วย พอทำแล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราชอบร้องเพลงว่ะ เราทำได้ดี แล้วก็มีคนชมว่า ยูร้องเพลงดีนะ พอกลับมาเมืองไทยแล้วมันเป็นช่วงที่รายการ AF6 มาพอดี เราก็เลยตัดสินใจไปประกวด

ไปมาตั้งแต่ AF6 เลยเหรอ

ใช่ ไปหลายรอบด้วยนะ การออดิชันเริ่มที่ต่างจังหวัดก่อน เราก็ไปต่างจังหวัดก่อน แล้วค่อยมาที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อะไรเลย ร้องไปแป๊บเดียวกรรมการก็พูด ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะ (กลั้วหัวเราะ) เศร้ามาก ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะตลอด จนกระทั่งมาได้ตอนซีซันที่ 8 ตอนนั้นพี่เพิ่งขึ้นปี 3 วารสาร อินเตอร์ ธรรมศาสตร์

ทำไมถึงเรียนวารสาร ไม่คิดจะเรียนสายดนตรีเลยเหรอ

เคยคิดเหมือนกันว่าจะเรียนดนตรีไปเลย เรียน Voice ไปเลย แต่ด้วยความที่พี่เล่นดนตรีไม่เป็น แล้วเราก็ไปสืบทราบมาว่าการสอนไม่ได้มีแค่ร้องอย่างเดียวนะ ต้องรู้ทฤษฎีดนตรี ต้องอ่านโน้ตได้ ต้อง Sight Singing ได้ เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ถนัดว่ะ เราไม่มีเวลาเตรียมพร้อมขนาดนั้น

แล้วก็มีคนเตือนเราว่า ถ้าชอบอย่าไปเรียนเลย เขาบอกว่าคนที่ไปเรียน Voice คือเหมือนคนที่ต้องการเป็น Professor แต่อย่างเราร้องเพื่อความบันเทิง พอไปเรียนตรงนั้นจะกลายเป็นวิเคราะห์ทุกอย่างทุกเม็ด ทำให้ความเพลิดเพลินในการฟังเพลงลดน้อยลงไป เราก็เลยรู้สึกว่าอยากเก็บการร้องเพลงเอาไว้ให้เป็นกิจกรรมสนุก ๆ ดีกว่า ไม่อยากไปซีเรียสกับมัน และตัดสินใจเรียนอย่างอื่น

แต่อาชีพในฝันก็คือนักร้องนะ

(นิ่งคิด) จริง ๆ ตอนแรกพี่ไม่ได้มีอาชีพในฝันว่าจะเป็นนักร้อง แต่ก่อนก็คิดถึงอาชีพอื่น ๆ เป็นหมอ เป็นสจ๊วต เพราะเราชอบเที่ยว ชอบเดินทาง จนกระทั่งกลับมาจากอเมริกาตอน ม.6 ถึงอยากเป็นนักร้อง

ตอนได้แชมป์ AF รู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นคาแรกเตอร์ที่คนชอบ คนจะชอบคนหน้าลุคขาว ตี๋ เกาหลี เราก็ไม่รู้ว่าคนเขาโหวตกันยังไง เท่าที่ดูมารายการก็ไม่ได้ดูแค่เฉพาะเสียงร้อง มันต้องดูอย่างอื่นด้วย ดูหน้าตา ดูบุคลิกอะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วเราก็หน้าไทย ๆ เรามีดีอย่างเดียวคือเสียงร้องเรา อันนี้ไม่ได้นางเอกนะ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นแชมป์ ตอนแข่งหวังแค่ได้เป็นตัวจริง ได้เซ็นสัญญา แต่พออยู่ไปเรื่อย ๆ ก็มีวูบหนึ่งเหมือนกันที่คิดว่า เฮ้ย หรือว่าจะเป็นเราวะ

แล้วเส้นทางการทำงานหลังจากได้แชมป์เป็นอย่างที่หวังไว้ไหม

มันก็ไม่ได้ 100% ขนาดนั้น คือมันก็ได้ทำงานเหมือนที่เราเคยดูในทีวี แล้วเราเห็นนักร้องเขาอัดเสียง ถ่าย MV ไปออกคอนเสิร์ตนู่นนี่นั่น มันก็ได้ทำตรงนั้น เหมือนที่เราใฝ่ฝัน ดู MTV ดู ChannelV มาตอนเด็ก ๆ แต่ถามว่ามันดังแบบเปรี้ยงเป็นซูเปอร์สตาร์อะไรแบบนั้นเลยไหม มันก็ไม่

สำหรับพี่นะ รายการจบก็คือจบ คือเริ่มต้นกันใหม่หมด ไม่มีอะไรการันตีว่าเราเป็นแชมป์แล้วจะต้องดัง

ความโหดของการอยู่ในวงการนี้คืออะไร

ความโหดของวงการนี้คือมันเป็นเรื่องของดวง โอกาส แล้วก็ไทม์มิ่งที่เหมาะสม เก่งไม่เก่งมันก็ไม่ได้มีส่วนวัดความสำเร็จ เก่งให้ตาย ถ้าดวงไม่ดีมันก็ไม่เวิร์ก เก่งประมาณหนึ่ง แต่ดวงดี โอกาสได้ มันก็มา 

วงการบันเทิงมันไม่มีสูตรตายตัว ไม่เหมือนวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่มีสูตรตายตัวว่าเอาอันนี้บวกอันนี้ได้อันนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าทำอะไรแล้วจะประสบความสำเร็จ อยู่ดี ๆ อันนี้จะมาก็มา

แล้วดวงของนักร้องชื่อ ต้น ธนษิต เป็นยังไงบ้าง

ดวงพี่เหรอ (นิ่งคิด) พี่ว่ามันได้ไปเยอะแล้วตอนที่เป็นแชมป์ พี่รู้สึกว่ามันหมดลงแล้ว (ยิ้ม) ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก จริง ๆ ก็โอเค ได้ทำเพลง เพลงก็มีฮิตบ้าง และมี ‘รู้ยัง’ ที่ฮิตมาก ๆ แต่ว่าก่อนหน้านั้นเราก็ออกเพลงมา 7 – 8 เพลงเลยนะ แต่ก็ต้องเป็นคนที่เป็นแฟนคลับจริง ๆ ถึงจะได้ฟัง

‘รู้ยัง’ แมสตอนปล่อยเพลง หรือว่าตอนเข้ารายการ The Mask Singer

พี่ว่าแมสเพราะเข้ารายการ The Mask Singer ด้วย ไม่ได้แมสตอนแรกที่ออกมา แต่มันทำงานของมันมาเรื่อย ๆ ก็ดวงดีด้วยแหละเพลงนี้ วงการนี้มันคือดวงนะน้อง มันคือจังหวะ มันคือเวลาที่เหมาะสม 

ทุกวันนี้มันกลายเป็นเพลงซิกเนเจอร์ของเรา ไปที่ไหนก็มีแต่คนนึกถึงเพลงนี้ ซึ่งเราดีใจนะ แต่ก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย กูก็มีหลายเพลงเนาะ ลองไปฟังเพลงอื่นดูบ้าง (หัวเราะ) ตอนนี้มีอยู่เพลงเดียวที่คนจำได้ แต่พี่อยากมีมากกว่านั้นไง

การที่ดังอยู่เพลงเดียวทำให้ท้อบ้างไหม

ท้อ! มัน Up and Down, Up and Down, Up and Down ตลอดเวลา เดี๋ยวก็คิดว่าหรือจะไปทำอย่างอื่นดีวะ เพลงไม่มาเลยอะ กลับไปกลับมา เหมือนเป็นคนบ้า บ้าแล้วก็หายด้วยตัวเอง เฮ้ย ก็ต้องอดทนไปก่อนดิ คือมันจะมีอะไรอย่างนี้ในหัวตลอดเวลาครับ

แต่ถึงเวลา มันก็จะมาฮึบด้วยคำว่า ไม่ทำอันนี้แล้วจะทำอะไร หล่อนร้องเพลงมาตลอด ตั้งแต่ปี 3 ไม่เคยไปทำงานอะไรอย่างอื่น ละครก็ไม่เคยเล่น พิธีกรก็ไม่ได้ทำ อาหารก็ทำไม่เป็น จะไปขายอาหารเหรอ ในที่สุดก็ต้องกลับมาร้องเพลง ต้องกัดฟันสู้กันต่อไป ซึ่งถ้าเกิดวันหนึ่งร้องเพลงไม่ปัง ก็อาจจะทำอย่างอื่นครับ ก็มีคิดไว้เหมือนกันแหละ เพราะอายุเราก็ไม่ใช่น้อยแล้ว

เวลาจิตตกทีนึงเราก็คุยกับแฟน เขาเป็นคนให้คำปรึกษาที่ดี เป็นผู้ใหญ่ไง โตกว่าเรา เขาก็จะคอยให้กำลังใจ

หลังจากเพลงฮิต 1 เพลง คุณก็เป็นที่พูดถึงอีกครั้งตอนเปิดตัวแฟน

ใช่

เห็นบอกว่าตอนเปิดตัวแฟน คนพูดถึงเยอะกว่าตอนออกอัลบั้ม 10 ปีรวมกัน

ใช่! พี่ไม่เคยมีนักข่าวมาสัมภาษณ์เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองเยอะขนาดวันนั้นเลย ตอนเราออกเพลงคนก็สนใจประมาณหนึ่ง ก็ไปตามคลื่นวิทยุบ้าง แต่ไม่มีใครเคยมานั่งถามว่า เฮ้ย เพลงใหม่เป็นยังไงบ้าง พอมีข่าวเปิดตัวกับแฟนออกไป นักข่าวมากันเยอะมาก ตกใจเลย เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย งงเหมือนกันนะครับ

คิดยังไงที่คนเขาสนใจเรื่องแบบนั้นมากกว่าเพลงที่เราตั้งใจร้อง

เอาจริง ๆ ไม่ได้ชอบนะ อยากให้เขาสนใจเพลงเรามากกว่า ไม่ได้อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียงว่าเป็นเกย์แล้วเปิดตัวแฟน อยากมีชื่อเสียงว่า เพลงเขาดีว่ะ เพลงเขาฮิตหลายเพลงเลย เขามีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองแล้ว อยากให้คนสนใจในเรื่องแบบนั้นมากกว่า

เราก็เข้าใจแหละ มันเป็นธรรมชาติของวงการ แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นดารา เรามองว่าเราเป็นนักร้อง เพราะฉะนั้นก็เลยงงว่าทำไมมาสนใจเรื่องส่วนตัวเราขนาดนี้วะ (หัวเราะ)

จริง ๆ แต่ก่อนเปิดตัวไหมว่าเป็นเกย์

ไม่ได้เปิดกับสื่อ แต่ว่ากับเพื่อนหรือชีวิตปกติทั่วไปเราก็ไปเที่ยวบาร์เกย์นะ แค่ไม่ได้บอกใคร เพราะพี่รู้สึกว่า หนึ่งคือคนที่ติดตามอะรู้อยู่แล้ว คนที่ดู AF ดูเรามา 3 เดือน ถ้าเราแอ๊บได้เนียนขนาดนั้น ฉันก็จะได้รางวัลออสการ์แล้ว สองคือเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นดาราดัง เราไม่ได้อยู่ใน Position ที่จะลุกขึ้นมาแถลงว่า เฮ้ย ผมเป็นเกย์ครับ เราก็จะรู้สึกตลกกับตัวเองนิดหนึ่งถ้าทำแบบนั้น แล้วก็คงจะตลกกับคนที่รู้อยู่แล้วด้วย เขาก็คงแบบ พูดทำไมอะ รู้อยู่แล้ว

ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว

เป็นไงมาไงถึงย้ายมา LOVEiS ได้

จริง ๆ แล้วเพื่อนพี่อยู่ที่นี่เยอะ วง MEAN ทั้งวงเป็นเพื่อนเราตั้งแต่สมัยมหาลัย ทีมงานก็เป็นน้องสมัยมหาลัย พี่มีคนรู้จักอยู่ในนี้เยอะ แล้ววง MEAN นั่นแหละเป็นคนชวนมา เพราะว่าเห็นเราหมดสัญญาแล้ว

ที่นี่ก็แฮปปี้ครับ มันเป็นบรรยากาศค่ายเพลงจริง ๆ มีห้องซ้อม ทุกคนแอคทีฟมากๆ แล้วก็ให้อิสระเราเยอะมากเลย จะทำเพลงอะไรใด ๆ อยากได้ซาวนด์แบบไหน Reference เป็นยังไง ทุกคนให้เกียรติเรามาก ๆ แม้กระทั่งเลือกฟอนต์ เลือกรูป ทุกขั้นตอนผ่านเราหมด แฮปปี้มาก

คุยกับทางค่ายว่าอยากทำเพลงแบบไหน

อืม คือจริง ๆ เพลงแรกที่ออกไปอะครับ อยากให้มันเป็นเหมือน ต้น ธนษิต New Era อยากให้คนเห็นมุมใหม่ ๆ ของเราบ้าง ที่ผ่านมาคนก็จะเห็นมุมคูล ๆ นิ่ง ๆ แต่จริง ๆ แล้วตัวเองเป็นคนสนุกมาก ไม่ได้คูล ไม่ได้นิ่งเลย (เน้นเสียง) แต่ว่าด้วยตัวเพลงมันเป็นแบบนั้น ก็เลยทำเป็น Sound Electronic เปรี้ยว ๆ การแต่งตัวก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ เปรี้ยวขึ้น

เป็นคนเปรี้ยว ๆ เหรอ

ก็เปรี้ยวอยู่นะ เออ ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว (ยิ้มกว้าง)

ที่บอกว่าเป็นแนว Queer Pop นั่นเป็นแนวเพลงไหม หรือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่คิดขึ้นมา

คือพี่อะ เคยไปเห็นคำนี้ตามบทความในเว็บไซต์เพลงฝรั่ง แล้วเราก็รู้สึกว่า เออชอบจังเลย มันยังไม่ค่อยมีในเมืองไทย เก๋ดี ก็เลยเลือกมาเป็นกิมมิกของเรา Queer มันก็แทนความหลากหลายอะเนอะ 

อยากให้ Queer Pop เป็นหนึ่งในสับเซตของ T-POP พื้นที่ที่ให้นักร้อง LGBTQIA+ ในเมืองไทยยังน้อย ควรมีที่ยืนให้พวกเราบ้าง เราอยากออกมาประกาศว่า มีพวกเราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้นะ และบอกพวกเรากันเองว่า ฉันอยู่ในกลุ่มพวกเธอนะ เราเป็น Ally กัน

สำหรับคุณ ความเป็น Queer คืออะไร

สำหรับพี่ความเป็น Queer คือการที่ไม่ต้องอยู่ในกรอบกำหนดในเรื่องเพศ ทั้งเรื่องอัตลักษณ์หรือเรื่องรสนิยม ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้ค่อนข้างลึก เราก็ยอมรับว่าไม่ได้รู้มากขนาดนั้น แต่อาศัยที่อ่านมาคร่าว ๆ Queer คือความที่เราไม่ได้ต้องยึดติดกับสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ทางเพศ อย่างเช่นผู้หญิงต้องใส่กระโปรงเท่านั้น ผู้ชายต้องใส่กางเกง หรือว่าฉันชอบเธอเพราะว่าฉันชอบเธอ ไม่ใช่ชอบเธอเพราะเธอเป็นผู้หญิงหรือเพราะเธอเป็นผู้ชาย เราก็เลยรู้สึกว่ามันเก๋ดี มันทลายทุกขอบออกไป อยากทำอะไรก็ทำ

ซึ่งแนวเพลง Queer Pop ก็เป็นการทำลายกรอบแบบนั้นด้วยไหม

จริง ๆ ตัวเพลงไม่ได้ต่างกันมากครับ เพลงมันก็คือเพลงป๊อปนี่แหละ ดนตรีมันก็อาจจะเป็นซาวนด์ยังไงก็ได้ และทุกคนก็ฟังได้ คนเป็น Straight ก็ฟังได้ เพียงแค่วิธีพรีเซนต์ภาพออกไป เราอยากให้ภาพมันออกมาเป็น Queer เน้นความหลากหลาย เป็นจุดยืนของเราอย่างหนึ่งว่าฉันจะแต่งตัวแบบนี้ 

พี่ว่ามันสำคัญที่ตัวคนพรีเซนต์น่ะว่าอยากพรีเซนต์อะไร As a Gay Artist เรารู้สึกว่าอยากพรีเซนต์ภาพตรงนี้ออกไป

รู้สึกว่าได้เป็นตัวเองมากกว่าเดิมไหม

ก็เป็นตัวเองครับ อย่างเช่นการแต่งตัวก็เปรี้ยวขึ้น แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้แต่งตัวเปรี้ยวแบบนั้นทุกวันหรอกนะ แต่มันก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ที่ให้คนได้เห็นว่า จริง ๆ เราก็มีด้านนี้เหมือนกัน

จริง ๆ แล้วอยากทำอย่างนี้มานานแล้วหรือเปล่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา

(นิ่งไป) เออ ก็จริงนะ อยากทำมานานแล้วแหละ แต่ว่ามันไม่กล้าทำน่ะ

ทำไมถึงไม่กล้าทำล่ะ

ตอนนั้นเรายังกลัวที่จะเป็นตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสังคมยังไม่ได้ยอมรับความแตกต่างหลากหลายเท่าไหร่ เรื่อง LGBTQIA+ เพิ่งเริ่มได้รับการยอมรับเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

ตอนนี้ก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะได้พรีเซนต์ตัวเองในแง่ที่เป็นตัวเราจริง ๆ ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน อีกนิดเดียวก็แก่แล้ว (หัวเราะเบาๆ)

‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ เพลงแรกที่ปล่อยออกมาในฐานะ ต้น ธนษิต เวอร์ชันเปรี้ยวซ่า มีแรงบันดาลใจในการทำเพลงยังไงบ้าง

ข้าว Fellow Fellow เป็นคนแต่ง แรงบันดาลใจมันคือเรื่องราวของเราเลย คือปัจจุบันนี้พี่มีแฟนคบกันมา 4 ปี แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นความรักที่ดี เราอยากทำเพลงอวยแฟนนั่นแหละ แต่ว่าอวยอย่างเดียวก็ไม่เก๋ไง เราเลยมีกิมมิกเป็นการขอบคุณคนที่เคยเทเรา เลยทำให้เรามาเจอคนนี้ ก็เป็น 2 in 1 ไปเลย

คุณบรีฟ ข้าว Fellow Fellow ไปยังไงบ้าง

พี่เขียนเป็น Essay เลย ยาวมาก เล่าให้ฟังเลยว่าเคยเจออะไรบ้าง เหตุการณ์มันเป็นยังไงบ้าง คนอ่านยังบอกเลยว่าสนุกมาก (หัวเราะ) เราว่าถ้าบอกเป็นข้อ ๆ มันก็ได้ประมาณหนึ่ง ก็เลยเขียนไปให้เขาเลยดีกว่า เผื่อเขาจะได้เอาคำอะไรที่มาจากสตอรี่ของเราไปใช้งานได้

ไอเดียแรกเลยคืออยากออกเพลง Positive มีบรรยากาศสนุกสนาน เปิดแบบ Gay Pride หรือ Pride Parade ได้ ดนตรีให้มันเปรี้ยว ๆ หน่อย ให้มันจอย ๆ โยกได้ ฟังแล้ว Feel Good ก็เลยเขียนเป็นเพลงรักแบบนี้ออกมา

เมจเสจของเพลงนี้คืออะไร

เมสเสจคือการขอบคุณสิ่งร้าย ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ถ้าฉันไม่เคยเสียใจ ถ้าฉันไม่เคยโดนทำร้าย ฉันก็อาจจะไม่รู้ว่าการที่มีคนดี ๆ เข้ามาในชีวิตมันดีขนาดไหน เราจะ Appreciate เขาขนาดไหน 

ถ้าเรามองว่า เฮ้ย ทำไมต้องเข้ามาใจร้ายกับฉัน ฉันทรมานเหลือเกิน เธอใจร้ายกับฉันจังเลย มันก็เป็นแง่ที่ห่อเหี่ยว เราเลยรู้สึกว่าอยากให้มามองมุมนี้ดีกว่า อยากให้คนที่เคยเจออะไรแบบนี้หันมารักตัวเองให้มาก ๆ

ทำไมดู MV แล้ว บางทีก็เหมือนไม่ได้พูดเรื่องความรัก แต่พูดเรื่องคนในสังคม ตั้งใจให้ตีความ 2 แบบรึเปล่า

ใช่ มีทั้งเรื่องความสัมพันธ์ เราใช้ผู้กำกับใน MV แทนคนที่เป็นแฟนเก่าเรา ที่เขาเคยตีกรอบเรา จนตอนสุดท้ายพี่นั่งเก้าอี้ผู้กำกับเอง หยิบโทรโข่งขึ้นมาสั่งคัต อันนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าตอนนี้ฉันเป็นผู้กำกับของตัวเองแล้ว

แล้วเราก็อยากพูดเรื่อง LGBTQIA+ ว่ามันมีหลายคาแรกเตอร์ มีเลสเบี้ยน มีเกย์ อยากจะส่งเมสเสจว่าเราอยู่ในกลุ่มพวกคุณนะ เรารับรู้การมีอยู่ของทุกคน เรื่องสมรสเท่าเทียมเราก็พยายามจะใส่เข้าไป อยากให้ทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงได้

เรียนผู้อ่านที่เคารพ
ความสาวไม่ใช่เรื่องบาปกรรม

คิดยังไงกับการเป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงบ้าง

…ยาก ถ้าไม่ได้เกิดจากซีรีส์วายนะ โคตรยากเลย

ตอนนี้ซีรีส์วายกำลังมา มีเด็ก ๆ น้อง ๆ นักแสดงรุ่นใหม่ที่มาจากซีรีส์วาย โอ้โห แฟนคลับล้นหลามทั่วประเทศ มันเป็นจังหวะที่ดีด้วยแหละ แต่อย่างที่พี่บอกลำพังตัวคนที่เป็น LGBTQIA+ อย่างเดียว ถ้าเข้ามาในวงการนี้โดยที่ไม่ได้มีแบกกราวนด์มาจากซีรีส์วาย ยากมากเลยนะ 

แล้วในวงการก็มีเรื่องสเตอริโอไทป์อะไรต่าง ๆ อีกเยอะมาก เราไม่เคยเล่นละครนะ นี่เป็นความเห็นล้วน ๆ เราสงสัยว่าทำไมบทเกย์ เกย์ไม่ค่อยได้เล่น ส่วนใหญ่ผู้ชายแท้เล่น หรือถ้าเป็นบทเกย์ก็จะเป็นบทตลก เป็นเพื่อนนางเอกตลก ๆ ต้องจีบปากจีบคอ จัดจ้าน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเกย์มีหลากหลายมาก (เน้นคำ) เกย์เรียบร้อยก็มี เกย์เนิร์ดก็มี เกย์เล่นกีฬาก็มี พระเจ้าช่วย! เกย์เล่นบอลก็มี เกย์เป็นทนายก็มี! 

เราแค่รู้สึกว่า ทำไมวะ ทำไมในซีรีย์หรือในละครไทยไม่มีการนำเสนออะไรพวกนี้เลย จะมีแต่พวกบทผู้จัดการดารา บทช่างแต่งหน้า บทตลก เวลาเราดูเราก็ค่อนข้างมีปัญหาตรงนี้นิดหนึ่ง 

แล้วก็อย่างที่บอกครับ บทเกย์ก็ใช้ผู้ชายสเตรทเล่น นักแสดงเกย์อย่างเราไม่ได้เล่นหรอก เขาก็จะมองว่าสาวไป อย่างพี่ก็เคยโดนคนพูดว่า พูดไดอะล็อกยาว ๆ ไม่ได้หรอก เดี๋ยวออกสาว ติดสาว เราก็จะมองไปอีกทางว่า เขายังไม่ทันให้เราได้ลองเลย เขามองจากคาแรกเตอร์แล้วเขาก็ตัดสินเราไปแล้ว เราอาจจะทำได้ก็ได้ หรือถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็อาจจะทำได้สักวันหนึ่งก็ได้

ที่พูดถึงคือบทชายแท้เหรอ

พี่ไม่รู้ว่าบทที่เขาจะให้เล่นคือบทอะไร ยังไม่ทันได้พูดถึงบทกันเลยน้องเอ๋ย แค่เราเมนชันขึ้นมาว่า เฮ้ย อยากลองเล่นซีรีส์ เล่นละครดูบ้าง เราก็จะโดนบล็อกทันที โอ๊ย! เล่นไม่ได้หรอก เธอพูดไดอะล็อกแล้วออกสาว

เขาพูดจริง ๆ หรือเขาพูดขำ ๆ

เขาพูดจริง! ไม่ได้พูดขำ ๆ เพราะฉะนั้นพี่ก็ไม่เคยได้ไปออดิชันละครหรือซีรีส์อะไรทั้งสิ้น ละครเวทียังมีอยู่บ้าง เพราะว่า เออ เดชะบุญยังร้องเพลงได้อยู่

แล้วเขามีปัญหาอะไรกับความสาวเนี่ย

ไม่รู้สิ เราก็งงเหมือนกันว่าทำไมต้องทำให้ความสาวมันดูเป็นเรื่องบาปกรรมวะ ทุกวันนี้พอมีใครสาวทุกคนก็ยอมรับนะ ถือว่าเป็นตัวของตัวเอง แต่ตอนที่เราเข้าวงการมาใหม่ ๆ มันไม่ใช่แบบนั้นไง

คิดว่าอนาคตควรจะมีที่ทางให้คนที่เป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงยังไงบ้าง

พี่คิดว่าทุกคนก็ควรเป็นตัวเองนี่แหละ ทำสิ่งที่อยากทำ ใครเป็นนักร้องก็ร้องเพลงไป ร้องให้ดีที่สุด ใครเป็นนักแสดงก็ตั้งใจทำไป

เร็ว ๆ นี้เราได้ไปฟังสัมภาษณ์ของคนคนนึงมา เขาชื่อ Billy Eichner เขาทำหนังรอมคอมชื่อ Bros ที่ตัวเอกเป็นเกย์ 2 คน ฟังเขาพูดก็รู้สึกว่ามันก็คล้าย ๆ บ้านเราเหมือนกันนะ เขาบอกว่าวงการฮอลลีวูด คนที่ได้รับบทเกย์ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Straight Guy ซึ่งเขาก็บอกว่าจริง ๆ แล้วก็อยากให้โอกาสนี้กับเกย์บ้าง แล้วนักแสดงที่เป็นเกย์ ก็ไม่จำเป็นต้องเล่นแต่บทเกย์ ก็ไปเล่นบท Straight ด้วยก็ได้ ไม่ควรแบ่งแยกว่าคนนี้เป็นเกย์ เล่นได้แต่เกย์

เราก็ทำไปเต็มที่ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันได้รับการยอมรับมากขึ้น หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

ในแง่ของบท พี่ก็ว่ามันดีขึ้นนะ สังเกตว่าในทุกซีรีส์ของฝรั่ง มันก็จะมีคนที่เป็น LGBTQIA+ อยู่เยอะ ทำให้คนรู้สึกว่าทุก ๆ สังคมมีคนเหล่านี้อยู่ เราก็อยากให้ซีรีส์หรือละครในไทยสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ ๆ ให้กลุ่มเกย์บ้าง ตอนนี้พี่ก็เริ่มเห็นนะ ประเทศไทยก็มีซีรีส์วายที่เล่าถึงวงการแพทย์ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี

จริง ๆ แล้วในต่างประเทศก็มีคนวิจารณ์นะ ว่าหนังหรือซีรีส์ตอนนี้ยัดเยียดบทเกย์เกินไป

ก็นานาจิตตัง แต่เราว่าไม่หรอก คนจะมองว่ายัดเยียดก็มองได้ แต่คนที่ไม่ได้รับการ Represent มากพอ เขาก็จะมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีครับ ก็แล้วแต่คนมอง

พูดถึงวงการบันเทิงไทย ตอนนี้ก็มี พีพี กฤษณ์ มี 4MIX ที่กำลังดังอยู่ รู้จักไหม

รู้จัก! 4MIX ก็รู้จัก! ไอเลิฟน้องนินจา ชอบมาก

คิดยังไงที่อยู่ดี ๆ คนก็ชอบเกย์ออกสาว

รู้สึกดี อย่างที่เราพูดไป สมัยก่อนความสาวมันเป็นตราบาป เราก็คิดว่า อะ ก็กูสาว แล้วทำไมล่ะ ก็เลยรู้สึกดีที่คนชอบน้องเขา เราก็ชอบมาก ยัง DM ไปหาอยู่เลยว่าเยี่ยวมาก เริ่ดมาก ดีใจที่น้องเขามีแฟนคลับยิ่งใหญ่ที่เม็กซิโก

ถ้าเกิดช้ากว่านี้สัก 10 ปี คิดว่าตัวเองจะดวงดีกว่านี้ไหม

ดีกว่านี้แน่นอน! เออ เราเกิดเร็วไปหน่อย (หัวเราะ)

ฮึบ!

แล้วตอนนี้จะทำยังไงกับชีวิตต่อไป

(หัวเราะดัง) เป็นคำถามที่ดีมาก

ก็ยังคงร้องเพลงต่อไปเรื่อย ๆ ครับ เป้าหมายเราคืออยากมีเพลงฮิตหลายเพลง ตอนนี้มันมีแค่ ‘รู้ยัง’ เพลงเดียวที่คนรู้จัก ไม่อยากเป็นนักร้องที่ตกอยู่ในหมวด One-hit Wonder เกลียดคำนี้มาก เพราะฉะนั้นก็ยังคงก้าวเดินทางต่อไป หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีเพลงที่เปรี้ยงเท่า รู้ยัง หรือมากกว่า

อยากประสบความสำเร็จมากพอที่จะมีคอนเสิร์ตเดี๋ยวของตัวเองได้ เป็นความฝันมาก ๆ เลย ตอนนี้ทำก็ไม่มีใครดูหรอก (หัวเราะ) นั่นแหละ ต้องมีเพลงฮิตเยอะ ๆ มีคนดูมาเยอะๆ

พอใจกับเพลงแรกที่ออกมาไหม

พอใจนะ แต่ยอดวิวก็ไม่ได้ขึ้นเร็วอย่างที่เราหวังไว้ (หัวเราะ) เราเป็นคนใจร้อนอะ เพื่อนก็บอกว่า มึงใจเย็น ๆ ดิวะ เพิ่งออกมา

จะมีโอกาสได้เห็นคุณเล่นละครรึเปล่า

ถ้าเขาติดต่อมาก็อยากเล่นนะครับ เพราะเป็นอะไรที่ไม่เคยเล่นมาก่อนเลย เล่นแต่ละครเวที ส่วนใหญ่งานเราจะเกี่ยวข้องกับการร้องเพลง 100% คนก็จะบอกว่า เธอดูเป็นนักร้องมากรึเปล่า เขาก็เลยไม่เรียกไปเล่น เราก็ไม่รู้ จริง ๆ เราก็อยากลองหลาย ๆ งานนะ ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าจะต้องร้องเพลงอย่างเดียว

ในที่สุดยุคใหม่ของ ต้น ธนษิต ก็มาถึง คุณอยากจะบอกทุกคนว่าคุณเป็นใครกันนะ

อยากบอกทุกคนว่า ตอนนี้ฉันเป็นคนที่มีความสุขกับตัวเองแล้ว แต่ก่อนฉันอาจจะเคยกลัวที่จะเป็นตัวเอง แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่กลัวแล้ว ฉันมีความสุขกับชีวิตดี นี่เป็นสิ่งที่รู้สึกจริงๆ I’m a happy gay man. ที่ยังทำตามความฝันอยู่ เพลงมันคือเป้าหมายอันดับ 1 ของเราอยู่แล้ว มันคือแพสชันที่รุนแรงที่สุด

ฝากไปฟังเพลงกันเยอะ ๆ ช่วยแชร์กันเยอะ ๆ นะครับ ‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ ตั้งใจทำมาก ๆ (ยิ้ม)

บทสนทนากว่า 1 ชั่วโมงของเราจบลงด้วยความราบรื่น

เราเป็นมือใหม่ในวงการนักเขียนและนักสัมภาษณ์ สารภาพตรง ๆ ว่าทุกครั้งที่กำลังจะเจอคนใหม่ ๆ จะต้องแอบหวั่นในใจเล็ก ๆ เสมอ

เขาจะดีไหม จะให้ความร่วมมือดีรึเปล่า

แต่การที่ได้มาเจอ ‘พี่ต้น’ ผู้เฟรนด์ลี่ในวันนี้ ในฐานะคนทำงาน เรากลับอิ่มเอมใจ คลายความกังวลที่มีไปได้ทั้งหมด และมากไปกว่านั้น ในฐานะที่เราเป็นคนในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เรารู้สึกราวกับความหวังที่จะได้อยู่ในสังคมที่เป็นมิตรต่อพวกเราได้ถูกจุดขึ้นมาอีกนิด จากทัศนคติของผู้ถ่ายทอดเสียงเพลงคนหนี่งในวงการ

ขอให้ Queer Pop ที่เขาตั้งใจร้อง ส่งผลดีต่อคนอื่น ๆ ที่ได้รับชมรับฟังเช่นกัน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load