30 พฤศจิกายน 2564
4 K

โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาอบ เครื่องปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัวที่เราเห็นกันเป็นประจำทุกวัน และเมื่อพูดถึงสินค้าเหล่านี้ เชื่อว่าหนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนน่าจะนึกขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้น Samsung

Samsung หรือ ซัมซุง เป็นชื่อภาษาเกาหลี 

삼 (sam) แปลว่า สาม และยังหมายถึง ใหญ่ แข็งแรง นับเป็นเลขที่คนเกาหลีชื่นชอบ 

성 (sung) แปลว่า ดวงดาว และยังหมายถึง แสงสว่าง อยู่สูง และระยิบระยับแวววาว

เมื่อสองคำนี้ถูกนำมาประกอบกัน จึงออกมาเป็นคำว่า Samsung แฝงความหมายถึงความหวังในการประสบความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของคุณ อี บยอง ชอล (Lee Byung-chull) ที่อยากให้บริษัทของเขากลายมาเป็นบริษัทที่ทรงพลังและยั่งยืนเฉกเช่นดวงดาวในค่ำคืน

เป็นเวลากว่า 80 ปีที่ Samsung ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์นั้น พร้อมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนวัตกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราออกมามากมาย เพื่อเป็นบริษัทที่ดีทั้งสำหรับผู้คนและโลกใบนี้

นิยามความสำเร็จของแบรนด์คือการที่ได้ดูแลคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน พาร์ตเนอร์ หรือสังคมอย่างดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Samsung โดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกได้ จนในวันนี้ แม้กระทั่งนิตยสาร Forbes ก็ยังยกให้เป็น ‘นายจ้าง’ ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021

เล่ามาถึงตรงนี้ The Cloud มีนัดกับ คุณจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง รองประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) เพื่อค้นหาเบื้องหลังการเติบโตของยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีที่อยู่คู่คนไทย และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้นมาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

1. ณ วันแรกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสินค้าเทคโนโลยี

เมื่อพูดถึง Samsung หลายคนคงนึกถึงสินค้าเทคโนโลยีหลากหลายชนิด ทว่าในวันที่บริษัทก่อตั้ง แบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยี 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1938 โดยประธาน อี บยอง ชอล ณ เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยเงินเพียง 30,000 วอน เริ่มจากการเป็นร้านขายของชำที่เน้นการส่งออกสินค้า เช่น ปลาแห้งเกาหลี ผัก และผลไม้ แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีก่อนย้ายมาตั้งบริษัทอีกครั้งในเมืองซูวอนเมื่อ ค.ศ. 1951 โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ จนได้มาเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

เมื่อถึง ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นปีที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลกรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด Samsung จึงก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เต็มตัว 

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด
เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

2. เป้าหมายของ Samsung คือทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

Samsung ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยผู้คนให้บรรลุในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Do What You Can’t ซึ่งแม้จะผ่านไปนานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็ยังคงทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยี Code Division Multiple Access (CDMA) ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือมาจนถึงทุกวันนี้ การคิดค้นโทรทัศน์ดิจิทัล นาฬิกาอัจฉริยะ ไปจนถึงโทรศัพท์ MP3 ในช่วง ค.ศ. 1996 – 1999 เป็นบริษัทแรกของโลก ซึ่งทำให้หลายสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายมาเป็นสิ่งที่เราใช้กันอย่างคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ดังปณิธานของบริษัทเสมอมา 

หัวใจในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแบรนด์ คือ การสร้างอนาคตโดยมีผู้คนเป็นแรงบันดาลใจ (Inspired by Humans, Creating the Future) ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นช่องทางที่บริษัทใช้สื่อสารเรื่องราว ปรัชญา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชีวิตของผู้คน

อย่างเช่นในโทรศัพท์ Samsung Galaxy S10 ออกแบบโดยคำนึงตั้งแต่ขอบของโทรศัพท์ให้มีความโค้งมน ผู้ใช้จะได้ถือง่ายและสบายที่สุด ไปจนถึงศึกษาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ เพื่อให้มั่นใจว่าฟังก์ชันต่างๆ ของโทรศัพท์จะถูกใช้งานอย่างสะดวกที่สุด

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

3. คนและเทคโนโลยีคือหัวใจของการทำธุรกิจ

คนและเทคโนโลยี คือ 2 สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปรัชญาในการทำธุรกิจของ Samsung แบรนด์ให้ความสำคัญกับ 2 สิ่งนี้เป็นหลัก เพื่อที่จะทุ่มเทความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า อีกทั้งสร้างสังคมที่จะทำให้โลกดีขึ้นได้ในที่สุด 

เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สิ่งที่ Samsung ยึดถือในการดำเนินธุรกิจมีอยู่ 5 อย่างคือ คน ความเป็นเลิศ การเปลี่ยนแปลง ความซื่อสัตย์ และการเติบโตร่วมกัน 

เพราะบริษัทสร้างขึ้นจากคน ดังนั้นจึงทุ่มเทการพัฒนาคน และใช้แพสชันในการสร้างความเป็นเลิศ เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกติในโลกอุตสาหกรรม และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาด ในขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความเคารพและโปร่งใส ตลอดจนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

4. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานโรงงาน

การพัฒนาคนคือหัวใจสำหรับ Samsung และเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้ตลอดเวลา

“เราไม่เคยหยุดพัฒนาเรื่องคน เช่น เรื่องการฝึกอบรม เรามองว่าการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคนคือการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการฝึกอบรมในประเทศหรือต่างประเทศ การส่งคนไปทำงานในบริษัทแม่ที่เกาหลี หรือการที่บริษัทแม่ส่งคนมาทำงานกับเรานั้น มีการแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็ถ่ายทอดการทำงานในสิ่งที่เราไม่รู้ รวมถึงวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมของประเทศด้วย”

อย่างบริษัทไทยซัมซุง ได้ตั้งงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละปีเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยสนับสนุนคอร์สเรียน ตั้งแต่คอร์สเฉพาะทางไปจนถึงคอร์สสำหรับการบริหาร ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงมีทักษะและความคล่องตัวสูง สามารถออกแบบและประยุกต์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว จึงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และโรงงานผลิตในประเทศไทย ยังมีระบบออโตเมชันที่ออกแบบโดยพนักงานไทย (ตั้งแต่ระดับ ปวส. ถึงระดับวิศวกร) ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีระบบมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่ออกแบบโดยคนไทย

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

5. โรงงานของ Samsung ไม่เคยเหมือนเดิม

ระหว่างบทสนทนา มีสิ่งหนึ่งน่าสนใจที่ผู้บริหารท่านนี้บอกเรา 

“เอาง่ายๆ ถ้าไม่ได้มาโรงงานสักเดือนหนึ่ง ท่านจะเห็นความแตกต่าง” แม้แต่ในโรงงาน Samsung ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ “เราจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะเราไม่ได้ถือว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันดีที่สุด ถ้าน้องๆ ในพื้นที่ทำงานจริง เขาคิดว่าเขาทำอะไรให้เกิดความสะดวกสบาย หรือทำงานได้ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่า มีคุณภาพดีกว่า เขาก็จะเอาไอเดียตรงนี้มาเพื่อปรึกษากับทีมงาน แล้วทุกๆ ส่วนจะเข้าไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบัน”

บริษัทมีการจัดการแข่งขันนวัตกรรมระหว่าง 5 โรงงานที่ผลิตสินค้าแต่ละชนิด ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องปรับอากาศ ในทุกๆ สัปดาห์ โดยในสายการผลิตของแต่ละโรงงานมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างกันก็นำมาเปรียบเทียบกระบวนการกันได้ 

“เพราะฉะนั้น ในกิจกรรมนวัตกรรมประจำสัปดาห์ที่เราทำ เราจะได้เรียนรู้และแบ่งปันข้อมูล มีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เหมือนที่ทุกวันนี้เขาพูดว่าขิงกันไปเรื่อยๆ ผมเลยการันตีได้ว่า หนึ่งเดือนที่ไม่ได้เข้ามาดูโรงงาน จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน” 

ในกรณีที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีขึ้นมาได้ ก็จะแบ่งปันข้อมูลกับโรงงานในเครืออื่นๆ ในอีก 28 ประเทศทั่วโลก เพื่อที่บริษัทจะได้ไอเดียจากหลากหลายประเทศมาปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่โรงงานอื่นๆ ก็ได้ไอเดียจากบริษัทไทยซัมซุงเช่นเดียวกัน 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

6. ใครๆ ก็สร้างนวัตกรรมได้

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงานหรือผู้บริหาร ทุกคนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ซึ่ง Samsung เริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมนี้ให้แก่พนักงานโดยการจัดกิจกรรมขึ้นมา 

“เมื่อก่อนเรามีกิจกรรมเสนอแนะ เพื่อรับข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกระดับ โดยโปรโมตว่า หนึ่งข้อเสนอแนะฉันให้ยี่สิบบาท เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณทำงานไม่ปลอดภัย คุณไปเขียนมา แล้วเสนอมาว่าถ้าจะทำงานให้ปลอดภัยมากขึ้น ต้องทำยังไง ปรับปรุงอะไร แล้วทีมต่างๆ ก็จะเข้าไปดูแลในส่วนที่เขารับผิดชอบ ก็เลยเกิดการสร้างนวัตกรรม มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร” 

สิ่งเหล่านี้ช่วยปลูกฝังให้พนักงานทุกส่วนกล้าเสนอ เพื่อปรับปรุงทุกสิ่งให้ดีขึ้น และสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง 

จนในทุกวันนี้กิจกรรมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการสร้างนวัตกรรมได้ซึมซาบเข้าไปสู่สายเลือดของพนักงานเป็นที่เรียบร้อย 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

7. Samsung มีโอลิมปิกเป็นของตัวเอง

หากคุณกางรายการเทรนนิ่งของไทยซัมซุงทุกรายการออกมาบนกระดาษ คุณจะพบกับรายการมากกว่า 200 รายการ ยาวรวมกันกว่า 4 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะให้กับบุคลากร และเมื่อพัฒนาทักษะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Samsung ก็มีการจัดงานโอลิมปิกวิชาการของบริษัทเองในทุกๆ ไตรมาส โดยแบ่งเป็น 2 สายคือ หนึ่ง สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติงานในสายการผลิต มีการแข่งขันทักษะ เช่น การยิงสกรู และสอง สำหรับพนักงานซัพพอร์ต เช่นการแข่งขันลงโปรแกรม ซ่อมเครื่องจักร

“เรามีการแข่งขันในทุกๆ เดือน เพื่อหาคนเก่งในเดือนนั้น แล้วมาทำเป็นไตรมาสว่าใครเจ๋งที่สุด หลังจากนั้นเราก็ส่งไปแข่งโอลิมปิกเรื่องทักษะในต่างประเทศ เราเป็นเจ้าภาพบ้าง จีนเป็นเจ้าภาพบ้าง แล้วแต่ว่าปีไหนใครจะเป็นเจ้าภาพ แวะเวียนส่งน้องๆ ที่มีทักษะเพื่อไปเพิ่มความภาคภูมิใจของเขา และบุคคลเหล่านี้ก็จะกลายเป็นไอดอลในโรงงาน”

8. สำหรับ Samsung การดูแลพาร์ตเนอร์ก็คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

สำหรับ Samsung พาร์ตเนอร์หรือคู่ค้านั้น เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากขาดคู่ค้าไป บริษัทก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าเพราะขาดวัตถุดิบ แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ คู่ค้าไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท 

พวกเขาดูแลพาร์ตเนอร์และพนักงานของพาร์ตเนอร์ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การแนะนำแนวปฏิบัติ จัดการอบรม สนับสนุนทรัพยากร ไปจนถึงวางระบบปฏิบัติให้ 

“เรื่องของจริยธรรมในการทำงานร่วมกับคู่ค้า เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเรามีเทคโนโลยีสูงกว่าเยอะๆ แน่นอนว่าเขาตามเราไม่ทัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องไปพยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาอยู่ในระดับเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เทคโนโลยี การผลิต ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พูดไปไม่ได้แค่ว่าเราพูดเฉยๆ แต่เรามีขบวนการ วิธีการ กลุ่มคน แล้วก็ระบบในการจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด”

9. ดูแลคนแบบครอบครัว แต่ทำงานแบบมืออาชีพ

ความปลอดภัยในการทำงาน คือจุดเริ่มต้นของการดูแลพนักงานแบบครอบครัว Samsung ในขณะที่ยังคงวิธีการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

การดูแลแบบครอบครัวนี้เริ่มตั้งแต่ปัจจัย 4 ของมนุษย์ เพื่อให้พนักงานโรงงานทุกคนได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ บริษัทสนับสนุนข้าวเช้าในราคาเพียง 10 บาท และให้ข้าวกลางวันฟรี โดยมีทั้งเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้แก่พนักงาน มีการเอาใจใส่สภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยการวัดค่าแสง การสั่นสะเทือน ฝุ่น เสียง ความร้อน และกลิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเสียสุขภาพอยู่ตลอด รวมถึงพนักงานที่ตั้งครรภ์ ก็มีการเตรียมพื้นที่ให้นั่งทำงานได้ตลอดอายุครรภ์ โดยโต๊ะทำงานถูกออกแบบมาพิเศษเป็นดีไซน์โค้งหลบท้อง เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและลูกน้อย

“ถ้าอยู่เป็นครอบครัว เราก็ต้องการให้เขามีความปลอดภัยทั้งสุขภาพร่างกายจิตใจ เข้ามาในรั้วบริษัท ในโรงงาน คุณมีความปลอดภัยสูงเฉกเช่นเดียวกับอยู่ในบ้านของคุณเอง และเราไม่แบ่งชั้นในเรื่องของความสนิท อย่างผมก็จะเรียกตัวเองว่าพี่อย่างนี้ตลอด และพนักงานก็จะไม่บอกว่า ไปพบรองประธานฯ เขาก็จะบอกว่าไปพบพี่กฤษณ์หน่อย แต่ว่าในเรื่องประสิทธิภาพทำงาน ไม่ใช่หยวนๆ กันไป ลักษณะครอบครัวที่เราว่าคือการดูแลสารทุกข์สุขดิบ เพื่อให้เขาทำงานออกมาได้ดีอย่างมืออาชีพ”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

10. คนของชุมชน คือคนของ Samsung 

บริษัทเชื่อว่าชุมชนและอุตสาหกรรมต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อคนในชุมชนเข้ามาทำงานกับบริษัทแล้ว การดูแลคนของบริษัทก็เหมือนดูแลคนในชุมชน 

“เราจะต้องทำให้สภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชนดีขึ้นด้วย ถ้าสังคมข้างๆ ไม่แข็งแรง แล้วเราไม่ดูแลเขา ก็จะมีผลกระทบกับเรา เพราะ ณ ปัจจุบัน คนในชุมชนเขามาพึ่งพิงอยู่กับเรา เราก็พึ่งพิงเขาเหมือนกัน ถ้าเราไม่บอกชุมชนข้างๆ ให้ดี ไม่ให้ข้อมูลกับเขาว่าเราทำอะไรอยู่ เรามีสภาพแวดล้อมในโรงงานเป็นยังไง มีการจัดการระบบการทำงานยังไงที่จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบกับสุขภาพของคนในชุมชน เราก็ไม่สามารถอยู่ได้ อันนี้เป็นเป็นแกนหลักเลย ว่าทำไมเราต้องช่วยดูแล หรือแม้กระทั่งพัฒนาชุมชน”

บริษัทมีการจัด Open House ปีละครั้งสำหรับคนในชุมชนใกล้เคียง ให้เข้ามาเห็นกระบวนการทำงานในโรงงานและการจัดการของเสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่คนในชุมชน รวมทั้งยังมีการนำพนักงานของโรงงานไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

นอกจากนี้ ในวันครบรอบของบริษัทที่ผ่านมา บริษัทได้ส่งของและจดหมายขอบคุณ พร้อมลายเซ็นจากประธานบริษัทฯ ไปยังครอบครัวของพนักงานทุกคน เพื่อขอบคุณที่พวกเขามอบคนในครอบครัวให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Samsung อีกด้วย

11. การดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับ Samsung ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำและต้องดีขึ้นเสมอ

“สิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันอยู่ในทุกๆ อย่างเลย ตั้งแต่ต้นน้ำ พูดง่ายๆ คือตั้งแต่วัตถุดิบ”

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไทยซัมซุงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดีไซน์และการเลือกใช้วัตถุดิบ 

“เรามองเห็นว่า สินค้าไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น หรือสิ่งของในชีวิตประจำวันของผู้คน ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของเราหมดอายุไปแล้ว เราคำนึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องไม่มีสารต้องห้ามที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสารปรอท สารตะกั่ว สารแมงกานีส หรือสารที่ก่อมะเร็ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2004”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

แม้แต่ในขั้นตอนการผลิต ก็มีการลด ละ เลิก ในส่วนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย รวมไปถึงการใช้พลังงาน หรือแม้แต่เสียง แสง ฝุ่น และความร้อนในโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การผลิตย่อมต้องมีของเสียเกิดขึ้น และ Samsung ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีโรงบำบัดน้ำเสียของส่วนกลางอยู่แล้ว แต่เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงตัดสินใจสร้างโรงบำบัดน้ำเสียของตนเองเพิ่มขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพื่อบำบัดของเสียก่อนจะส่งไปบำบัดอีกรอบ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีของเสียออกจากโรงงานน้อยที่สุด 

คำว่าหยุดพัฒนาไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของ Samsung บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน ค.ศ. 2025 บรรจุภัณฑ์สมาร์ทโฟนจะไม่มีการใช้พลาสติกเลย และจะลดการจัดการกากของเสียด้วยวิธีฝังกลบให้เป็นศูนย์อีกด้วย

“ถ้าเราหยุด เราก็ไม่ใช่บริษัทแนวหน้าในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ เราต้องก้าวต่อไป ทำยังไงที่จะพัฒนาตัวเองไปในทางที่เอาลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด เราเปรียบตัวเองเหมือนร้านสะดวกซื้อ อยากได้อะไรก็แวะมา ถ้าเป็นเรา คุณอยากได้เทคโนโลยีอะไร พอท่านพูด เราก็คิด เราก็ทำ”

ภาพ :  Samsung Thailand

Writer

Avatar

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

14 พฤศจิกายน 2565
3 K

กวาดสายตาไปบนท้องถนนเมืองไทยที่มีรถยนต์หนาแน่นตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครหลายคนจะมีภาพจำเกี่ยวกับแบรนด์รถยนต์ เพียงแค่เห็น ‘สัญชาติ’ ของรถคันนั้น

รถเอเชียที่วิ่งกันอย่างเนืองแน่น เป็นตัวแทนของยานพาหนะที่จับต้องได้

ขณะเดียวกัน รถยุโรปที่อาจเห็นได้ยากกว่าเพราะราคาสูง คือตัวแทนของคุณภาพและความหรูหรา

แต่นั่นไม่ใช่กับทุกแบรนด์ โดยเฉพาะกับ ‘Kia’

Kia เป็นแบรนด์รถยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลีใต้ โดยชื่อมาจากคำว่า ‘คิ’ (기 / 起) ที่แปลว่า ‘การทะยานขึ้นมา’ และ ‘อา’ (아 / 亞) ซึ่งหมายถึง ‘เอเชีย’

เมื่อนำมารวมกัน จึงเกิดเป็นแบรนด์เอเชียที่มีความตั้งใจทะยานขึ้นมาในเวทีโลก

วันนี้ The Cloud มีนัดกับ ฬสนันท์ ภูนิธิพันธุ์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด เพื่อไขความลับเบื้องหลังการเติบโตของแบรนด์ที่เป็นมากกว่าแค่รถยนต์ จนทำให้ยอดจองในประเทศไทยแซงหน้ากำลังการผลิต จนบางครั้งอาจต้องจองข้ามปีกันเลยทีเดียว

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่

1. หัวใจของ Kia คือ ‘ดีไซน์’

ย้อนกลับไปราว 30 ปีที่แล้ว Kia มีรถยนต์จำหน่ายหลากหลายรุ่น แต่ไม่ได้มีรุ่นไหนโดดเด่นเป็นพิเศษ ถ้าขับไปบนท้องถนนก็อาจจะไม่ได้ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ซึ่งนั่นทำให้ทีมผู้บริหารตัดสินใจเชิญ ปีเตอร์ ชเรเยอร์ (Peter Schreyer) นักออกแบบมือทองในวงการยานยนต์เข้ามา เพื่อทำอย่างไรก็ได้ ให้รถคันอื่นที่ขับอยู่ข้างหน้า เพียงแค่ชายตามองผ่านกระจกหลังก็รู้ว่ารถคันนั้นคือ Kia

นั่นคือแนวคิดที่ทำให้เกิดการดีไซน์กระจังหน้าให้ออกมาเป็นรูปแบบที่เรียกว่า Tiger Nose ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์จนคว้ารางวัลด้านการดีไซน์มานับไม่ถ้วน และทำให้ก้าวมาสู่ทุกวันนี้ได้

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่

2. สโลแกนไม่ใช่แค่แท็กไลน์ แต่เป็นเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ในประสบการณ์ทุกส่วน

เพื่อรักษาความเป็นแบรนด์ชั้นนำต่อไป ล่าสุด Kia มีการรีแบรนด์ใหม่ โดยไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ แต่รวมไปถึงเป้าหมายด้วย

สโลแกนเดิมคือ ‘The Power to Surprise’ หมายถึงการนำสิ่งใหม่ ๆ มาให้ลูกค้าอยู่เสมอ

สโลแกนใหม่คือ ‘Movement that inspires’ เริ่มมาจากความเชื่อว่า การเดินทางสามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือไอเดียใหม่ ๆ ได้

Kia คลุกคลีอยู่ในวงการยานพาหนะมายาวนาน ตั้งแต่ผลิตมอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก จนถึงรถยนต์ และเชื่อว่าการที่มนุษย์ก้าวมาสู่ทุกวันนี้ได้เป็นเพราะการเดินทาง การเคลื่อนที่ขยับขยายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ดีไซน์ในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่หน้าตาของรถยนต์ แต่เป็นการดีไซน์ประสบการณ์ของลูกค้าให้ราบรื่นที่สุด

ประเทศไทยเองก็ได้เปิดตัว Kia Connect ซึ่งเป็นบริการผ่าน Line OA ให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะของรถยนต์ รวมถึงจองบริการอื่น ๆ ในที่เดียว ลูกค้าจึงได้ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น และมีเวลาไปทำอย่างอื่นที่สร้างแรงบันดาลใจได้มากขึ้นอีกด้วย

3. Kia เป็นตัวแทนของการทะยานของเอเชีย แม้ในยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างทุกวันนี้

ยุคนี้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ จากรถยนต์ที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในสมัยก่อน รถยนต์ไฟฟ้าหรือที่เรียกกันว่า EV กลายเป็นเทรนด์ที่หลายคนจับตามอง และ Kia ก็เป็นแบรนด์เอเชียที่เป็นผู้นำในเทรนด์นี้ด้วยเช่นกัน

Kia เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้ และได้รับผลตอบรับที่ดีเสมอมา อย่างในสหรัฐอเมริกา ในปี 2022 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากสุดเป็นอันดับสอง เป็นรองเพียงแค่ Tesla เท่านั้น!

4. มาตรฐานเป็นที่ 1 ระดับโลก

นี่คือแบรนด์สัญชาติเอเชียที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รถเอเชียก็มีคุณภาพดีไม่แพ้รถยุโรป Kia เป็นที่ 1 ในกลุ่ม Mass-brand ของ U.S. J.D. Power Initial Quality Study (IQS) ซึ่งเป็นรางวัลให้กับแบรนด์รถยนต์ที่มีการรายงานปัญหาน้อยที่สุดติดต่อกัน 6 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2015 – 2020 และล่าสุด แบรนด์นี้ยังได้รับเป็นที่ 1 ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของคุณภาพรถยนต์จาก 2022 U.S. J.D. Power Vehicle Dependability Study

นอกจากการอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ Hyundai Motor Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ก็ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กด้วย โดยเหล็กที่นำมาใช้กับรถยนต์ในเครือ Hyundai Motor Group จะเป็นเหล็ก Advanced High Strength Steel หรือ AHSS ซึ่งนอกจากจะแข็งแรงกว่าเหล็กทั่ว ๆ ไป ยังเป็นเหล็กที่มีน้ำหนักเบากว่า ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และประหยัดน้ำมันได้อีกทาง

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่
เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

5. ดูแลครอบครัว แบบครอบครัว

หนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจนี้ของ Kia คือการมอบการรับประกันคุณภาพ (Warranty) สำหรับ Kia Carnival ใหม่ทุกคันนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กม. ซึ่งหาได้ยากในรถยนต์สัญชาติเอเชียหรือแม้แต่แบรนด์สัญชาติตะวันตกบางแบรนด์ หากต้องการ Warranty ถึง 5 ปี คุณอาจจะต้องเสียเงินเพิ่มก็ได้ ลูกค้าทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลด้านบริการหลังการขายเสมือนคนในครอบครัว ให้หมดห่วงเรื่องปัญหาเกี่ยวกับตัวรถที่อาจตามมาตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์คันนี้

6. โชว์รูมไม่ใช่แค่ที่จัดแสดงรถ แต่คือ Service Center ที่ลูกค้ามาใช้ชีวิตได้

หลายคนอาจมองว่าโชว์รูมคือที่จัดแสดงรถยนต์ให้ลูกค้ามาซื้อและทดลองขับ แต่แบรนด์นี้ไม่ได้มองแบบนั้น โดยตกแต่งใหม่ด้วยโทนสีอบอุ่น ให้ความรู้สึกที่สบายมากยิ่งขึ้น แบ่งโซนเป็นห้องให้ลูกค้ามานั่งสบาย ๆ มีมุมให้นั่งทำงานระหว่างรอ และในอนาคตก็มีแผนจะนำเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ มาจัดแสดง เพื่อความสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน
เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

7. ไม่คิดว่าตัวเองเป็นแค่รถยนต์หรือเครื่องยนต์ แต่คือประสบการณ์ในการเคลื่อนที่

อีกหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในการรีแบรนด์ครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนชื่อกลุ่มบริษัท

เดิมชื่อเต็ม ๆ คือ Kia Motor Corporation แต่แบรนด์มองว่าการเคลื่อนที่หรือการเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเครื่องยนต์เท่านั้น แต่เป็นอะไรก็ได้ที่ช่วยให้เราเคลื่อนที่ Kia จึงเชื่อในคำว่า Mobility มากกว่าแค่คำว่า Motor 

ดังนั้น Kia จึงตัดคำว่า Motor ออกจากชื่อ ให้เหลือเพียงคำว่า Kia Corporation เป็นสัญญาณถึงความตั้งใจเป็นมากกว่าแค่เครื่องยนต์ แต่เป็นแบรนด์ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีของการเคลื่อนที่ในยุคใหม่ได้

8. ลงทุนในอนาคตด้วย R&D

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ก้าวมาสู่จุดนี้และยังก้าวต่อไปในอนาคต คือความตั้งใจไม่หยุดพัฒนา Kia ตั้งศูนย์วิจัยในหลายประเทศ ทั้งในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอีกมากมาย ทำให้ไม่ถูกจำกัดอยู่กับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง และยังได้มุมมองจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย

ตัวอย่างหนึ่งของการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอหลังการรีแบรนด์ คือการเปิดตัว Dedicated Platform สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ถึง 11 รุ่นภายในปี 2026

เดิมทีรถยนต์ไฟฟ้าสร้างโดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าภายใต้โครงสร้างเดิม แต่คราวนี้ แบรนด์ตัดสินใจดีไซน์โครงสร้างรถยนต์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาเป็นยานพาหนะยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากความเสถียรที่เพิ่มขึ้นแล้ว ภายในรถยนต์ยังจะมีพื้นที่มากขึ้นอีกด้วย

มากไปกว่านั้น Kia Corporation วางนโยบายไว้ว่า อย่างน้อย 6% ของรายได้ทั้งหมด จะทุ่มไปกับการวิจัยและพัฒนา ทำให้นำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้ตลอดเวลา

เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

9. สร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อความยั่งยืน 

เมื่อพูดถึงความยั่งยืน หลายคนอาจนึกถึงการที่บริษัทจัดกิจกรรม CSR ช่วยเหลือสังคม ลดการปล่อยมลภาวะ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ 

สำหรับ Kia การสร้างความยั่งยืนผ่านวิธีการเหล่านั้นก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง เช่น การเป็นพาร์ตเนอร์กับ National Geographic สนับสนุนเรื่องความยั่งยืน แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงเป็นมากกว่านั้น

ในทุกวันนี้ รถยนต์ไฟฟ้าอาจเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยประหยัดพลังงานน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ในขณะที่ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เครื่องยนต์ไฟฟ้า รถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้แบรนด์นี้กลับมองล้ำไปถึงการพัฒนา Fuel Cell ซึ่งจะมาเป็นมิติใหม่ของความยั่งยืนในการเคลื่อนที่ของมนุษย์

และนี่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ Kia ไม่ได้ยั่งยืนแบบทั่ว ๆ ไป แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจที่ยั่งยืนให้กับทุก ๆ คนอีกด้วย

Writer

Avatar

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

Avatar

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load