ขอเสนออาหารเย็น 1 มื้อ เลือกเมนูเองไม่ได้ ราคา 3,000 บาทต่อคน ไม่รวมเครื่องดื่ม
ร้านนี้จะเดินดุ่ยๆ เข้าไปกินเลยก็ไม่ได้ ไปผิดวันเป็นอด ต้องจองล่วงหน้า เปิดบริการแค่เดือนละสิบกว่าวัน ร้านซ่อนอยู่ในตรอกเล็กๆ ย่านเจริญกรุง ไม่มีที่จอดรถ นั่งกินเรียงกัน 8 คนในครัว ใช่แล้ว กินในครัว

ร้านนี้จองยากใช่ย่อย ที่นั่งเต็มตลอด ที่สำคัญ เชฟปริญญ์ ผลสุข และทีมงาน บอกตรงๆ ว่า อาหารที่จะได้กินทุกเมนูนั้น ‘ก๊อปปี้มาหมดเลย’ แต่เป็นการก๊อปปี้ที่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้

สำรับสำหรับไทย

เชฟปริญญ์ ผลสุข อดีตหัวหน้าพ่อครัวแห่ง ‘ห้องอาหารน้ำ’ (Nahm) ร่วมกับ คุณมิ้น-ธัญญพร จารุกิตติคุณ นักจัดการความรู้ด้านสังคม อาหาร และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน และเพื่อนๆ พ่อครัวที่เคยร่วมงานกันที่ร้านน้ำ เปิดร้าน ‘สำรับสำหรับไทย’ ดึงสูตรจากตำรากับข้าวสมัยแรกๆ ของไทยมาปรุงขึ้นโต๊ะ

สำรับสำหรับไทย

ใครจองที่นั่งได้จะได้เห็นเชฟปริญญ์เตรียมตำรากับข้าวเล่มแรกของไทยคือ แม่ครัวหัวป่าก์ (เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ รวมเล่มตีพิมพ์ครั้งแรกสมัย พ.ศ. 2451 – 2452) รวมถึงตำราโบราณเล่มอื่นๆ ที่เขาใช้ มาอธิบายให้ฟังว่าสิ่งที่คุณกำลังกิน มาจากเล่มนี้ เขียนโดยคนคนนี้ ที่มาของสูตรเป็นแบบนี้

สำรับสำหรับไทย

อาหารของสำรับสำหรับไทย คนกรุง พ.ศ. นี้ไม่เคยกิน นึกหน้าตาและเดารสชาติไม่ถูก เช่น ยำใบมะม่วงลิ้นจี่หมูย่างรมควัน หลนเจ่า แนมปลาใบขนุนทอด ขนมจีนครามแดง ผักบวบหรู (ผัดบวบยัดไส้ปลาหมึก) แก้มวัวตุ๋น หมูตั้งเย็น น้ำพริกนครบาล ต้มจิ๋วเป็ดตุ๋น ขนมหอยนางรม ฯลฯ ของหวานปิดท้าย อาจเป็นกรานิต้าน้ำตาลโตนดสาคูต้น หรือไอศครีมมะตูมสด เมนูเหล่านี้เปลี่ยนทุกเดือน

สำรับสำหรับไทย

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 บรรยายเมนูชื่อ ‘ยำใหญ่’ ไว้ว่า “รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ” เมนูนี้เมื่อขึ้นโต๊ะสำรับสำหรับไทยก็ปรุงด้วย ‘น้ำปลาญี่ปุ่น’ ที่เสาะหาและสั่งซื้อมาจากญี่ปุ่นจริงๆ ทั้งที่เหยาะน้ำปลาไทยลงไปก็ไม่น่ามีลูกค้าคนไหนตำหนิว่าไม่ตรงตามตำรับ ถ้าสูตรเดิมระบุว่าต้องใช้ ‘ใบเปราะหอม รากมะละกอ ใบกานพลู ดอกกระดังงา’ ซึ่งไม่มีขายตามตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตกระแสหลัก เชฟปริญญ์ก็จะพยายามหามาใช้ให้ได้ จ่ายเงิน 3,000 กว่าบาท แลกประสบการณ์ 1 มื้อ 1 ค่ำคืน ที่หากินที่ไหนในโลกไม่ได้ ถือว่าคุ้ม!

วิถีการกินแบบโบราณมีอะไรที่วิถีแบบปัจจุบันไม่มี หรือมีน้อย

ความเคารพกัน (ตอบทันที) ผมคิดว่าคนโบราณทำอาหารด้วยความเคารพ คนสมัยนี้เคารพกันยาก เรื่องที่คนสมัยนี้จะเคารพกันก็เช่นมีความรู้มากกว่า ฐานะดีกว่า อาชีพดีกว่า หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ แต่สมัยก่อนเขาสอนให้เคารพอาหาร เราทำนา เรามีที่นา เราเคารพเม็ดข้าว มีการกราบไหว้ มีพิธีบูชา

มื้อแรกของวันเขาจะทำเพื่อถวายพระ คนทำจะยากดีมีจนก็ช่าง แต่บุคคลที่เขาจะให้ก่อนคือพระ คือทำกับข้าวเสร็จเอาไปตักบาตรก่อน ที่เหลือค่อยให้คนในครอบครัวกิน เคารพข้าว เคารพอาหาร เคารพวัตถุดิบที่เอามาทำ แล้วก็ทำให้คนที่เคารพกินก่อน ผมคิดว่าวิถีแบบนี้มันน่าจะดี เพราะผมทำอาหาร ก็ทำให้คนที่ผมเคารพ คนที่อยากทำให้กิน ก็คือลูกค้า ผมไม่ได้ทำเพื่อจะเอากำไรมากๆ ก็มีความสุขที่จะทำ

วิธีการแบบนี้มันไม่มีใครทำแล้ว คือเอาหนังสือมาเปิดแล้วทำ ถึงแม้วัตถุดิบและวิธีการอาจเปลี่ยน ที่จะทำให้รสชาติถูกปากคนปัจจุบัน สมัยก่อน ได้ไก่มาตัวหนึ่ง สับทั้งกระดูก โยนใส่หม้อแกง กินกันทั้งบ้าน แต่ตอนนี้ต้องแล่กระดูกไปทำน้ำสต๊อก ผมก็ใช้วิธีการแบบนั้นมารวมกับสูตรเก่าๆ ทำยังไงจึงจะดึงรสชาติออกมาจากสูตรเก่าๆ ให้ได้

สำรับสำหรับไทยนิยามตนเองว่าเป็น ‘แพลตฟอร์มสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับอาหารไทยและวิถีแบบไทย จากเรื่องเล่า หนังสือ ตำราอาหารในอดีตที่ส่งต่อกันมา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวให้เข้ากับบริบทสังคมปัจจุบัน’ ที่ว่าปรับตัวนี่ปรับอย่างไร และทำไม

ก็พยายามคิดว่าทำยังไงให้เข้ากับยุคสมัย ร่วมสมัย คือถ้าจะทำแบบสมัยก่อนก็สับไก่ทั้งกระดูกลงหม้อแกงไป แต่สมัยนี้ความคาดหวังของแขกที่จ่ายเงินเท่านี้มากิน เราต้องแกะกระดูกให้ กัดโดนกระดูกชิ้นเล็กๆ ไม่ได้เลย ความจริงไก่ทั้งกระดูกนี่อร่อยนะครับ เวลาเรากินแกงเขียวหวานก็ควรเป็นไก่ทั้งกระดูก จะมีทั้งไขมัน ความหวานจากกระดูกก็ลงไปในแกง ทำให้มีรสชาติเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้เราเปลี่ยน คือเอากระดูกไปทำน้ำสต๊อก แล้วเอามาทำแกงต่อ

บางอย่างก็เปลี่ยนไปตามสภาวะเศรษฐกิจ เราดูสูตรยำใหญ่ มันใหญ่มากจริงๆ ใหญ่จนทำลำบาก ผมเลยทำเป็นยำน้อยแทน (คุณมิ้นแอบแซวว่า ก็ไม่น้อยนะ) ก็ลดทอนให้เหลือบางสิ่ง กลายเป็นวิถีปัจจุบัน เพราะหาได้แค่นี้ก็ทำแค่นี้ ในสูตรมีตับ ผมไม่ใส่ตับเลย เพราะคิดว่าคนไม่น่าจะกิน สิ่งที่กลัวก็คือคนไม่กินแล้วก็ต้องทิ้ง แต่ผมไม่ได้ทำเอาใจคนกินนะ เราแค่ไม่อยากให้เหลืออะไรในจาน

เรานำเสนอของเก่าให้กินง่ายขึ้น เอากระดูกออก แล่ปลา ไม่ต้องมีก้างให้เคี้ยวโดน คือคนสมัยนี้ยอมรับไปแล้วว่าการมีก้างคือกินยาก เอามือสัมผัสอาหารก็ไม่ได้ แต่ผมอยากให้สัมผัสนะ เพราะมือจะจับได้ว่าอาหารนี้มันนุ่ม มันเหนียว มันกรอบ มันมัน แต่ตอนนี้ทุกคนใช้ช้อนส้อม การกินด้วยมือมันเริ่มหายไปแล้ว อีกหน่อยรุ่นลูกก็จะไม่มี แต่ละเมนูผมปรับรสชาติให้อร่อย แต่พริกแกงไม่ปรับ ทำตามสูตรโบราณเลย

สำรับสำหรับไทย สำรับสำหรับไทย

หลักการคัดเลือกสูตรมาทำแต่ละสำรับที่อาจมีมากถึง 8 – 10 เมนู คืออะไร

พยายามใช้ของตามฤดูกาลก่อน แต่จริงๆ ตอนนี้อากาศร้อนตลอดเวลา บางทีเราก็ไม่รู้ว่าของที่ควรจะออก มันจะมีตามฤดูกาลหรือเปล่า แล้วตามมาด้วยความอยากของตัวเองว่าอยากกินแบบนี้ แล้วก็ดูความลงตัว เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยมีรสชาติแบบไหน แล้วจานหลักจะมีรสชาติแบบไหน จะใช้กะทิไหม ถ้ามีแกงกะทิแล้ว น้ำพริกเราก็อาจไม่ใช้กะทิ หรือถ้าซุปเรามีกะทิ พวกต้มข่า ต้มกะทิ ถ้าทำแกงกะทิอีกก็กลายเป็นกะทิ 2 อย่าง ก็จะเยอะไป คนไทยเลือกกินเก่งนะ เลือกมากด้วย (หัวเราะ) นั่นไม่กิน นี่ไม่กิน เพราะมันไม่ตรงกัน ไม่เหมาะกัน

คนโบราณเขาจัดสำรับอย่างไรจึงตรงกัน หรือเหมาะกัน

หลักการจัดเมนูแบบโบราณ และผมนำมาใช้คือ ทำยังไงให้มันคล้องจอง มีเปรี้ยวเค็มหวานสลับกัน ทำยังไงให้กินทั้งสำรับแล้วอร่อย อันนี้นะครับ (เปิดตำราให้ดู) ตำราของ คุณจีบ บุนนาค หลานสาวท่านผู้หญิงเปลี่ยน (ภาสกรวงษ์) เขาจะทำเป็นสำรับไว้เลย แกงจืดเนื้อโค แกงเผ็ดห่านย่าง ยำไก่วรพงษ์ เป็นยำที่มีน้ำพริกเผา มีรสหวาน เครื่องเคียงก็เป็นปลาหมึกสอดไส้ มีรสเค็มหน่อย เครื่องจิ้มเป็นน้ำพริกปลาสลาด คือน้ำพริกที่เหมือนน้ำพริกกะปิ ที่ใส่ปลาแห้ง ปลาสลาดยังหาซื้อได้ครับ แต่แพงมาก เป็นปลาเนื้ออ่อนอย่างหนึ่งที่เขาเอามาทำปลาแห้ง

ตำราอาหารโบราณ นอกจากรายการเครื่องปรุงและวิธีทำแล้ว มีอะไรอีกบ้าง

ของ คุณพวง บุนนาค ก็จะบอกหลายๆ อย่าง มีคำไหว้ครูก่อนทำอาหาร คำนมัสการ คุณพวง บุนนาค เป็นลูกสาวท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผมชอบเล่มนี้มาก เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่า มีหมายเหตุ เช่น “ไส้นั้นถ้าไม่ชอบเนื้อสัตว์ชนิดใด เอาออกเสียบ้างก็ได้ หรือจะใช้เพียงสิ่งเดียว สองสิ่ง ก็ได้เหมือนกัน” แต่เล่มอื่นอย่างของคุณจีบ จะไม่มีหมายเหตุเท่าไรว่าใช้อะไรแทนกันได้

ของท่านผู้หญิงเปลี่ยนจะสอดแทรกที่มาของอาหาร พวกกวีนิพนธ์ กาพย์เห่เรือ นิราศบ้านแหลม ก็จะมีปลาเยอะมาก เพราะบ้านเราปลาเยอะ ปลาสาย ปลายี่สน ปลาโคก ปลากระโส คือเมื่อก่อนเราจดบันทึกด้วยคำกลอน บางเล่มมีวาทะท้ายสำรับ เตือนใจให้คำนึงถึงหลักเศรษฐกิจในการปรุงอาหาร ทำอย่างไรจึงจะปรุงอาหารได้ดี ซึ่งตำราสมัยใหม่ไม่ค่อยมีแล้ว

หนังสือคุณพวง บุนนาค มีระบุว่าให้ใช้เค็ตชัป (Ketchup) ซอสลีแอนด์เพอรินส์ (Lea & Perrins) ก็เป็นอิทธิพลอาหารต่างชาติ

สำรับสำหรับไทย สำรับสำหรับไทย สำรับสำหรับไทย

ตำราอาหารยุคนั้น (ร.5 – ร.7) สะท้อนประวัติศาสตร์เรื่องการเข้ามาของฝรั่งอย่างไร

ตำราเล่มแรกคือของท่านผู้หญิงเปลี่ยนมีอาหารไทยเยอะ โดยเฉพาะภาคกลางกับภาคใต้ อาหารเหนือกับอีสานไม่ค่อยมี แต่พอมาเล่มหลังๆ อย่างตำราของคุณจีบ บุนนาค จะมีอาหารฝรั่งมากขึ้น ของคุณพวง บุนนาค ก็มีกับข้าวฝรั่ง มีขนมพุดดิ้ง

ความเป็นฝรั่งในหนังสือของท่านผู้หญิงเปลี่ยนก็เห็นได้จากเครื่องกระป๋อง คือสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีเครื่องกระป๋องเข้ามาแล้ว มีปรากฏในหนังสือเหล่านี้ อย่างคำว่าแอนโชวี ไก่งวง ปลาแซลมอน แต่ก่อนใช้ปลาแซลมอนกระป๋อง

ฝรั่งเข้ามาเมืองไทยเยอะ มิชชันนารีมาเปิดโรงเรียน คืออะไรที่เข้ามาพร้อมฝรั่ง เขาใช้วิธีการนำมารวมกับวิธีดั้งเดิมของไทย ตำรับตำราของไทยจริงๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนเยอะ ก็ทำตามที่สอนๆ กันมารุ่นต่อรุ่น ส่วนวัตถุดิบของฝรั่งก็เป็นของใหม่ อย่างเอาปลาแซลมอนกระป๋องไปทำหลน ก็คือเปลี่ยนเฉพาะเนื้อสัตว์ แต่วิธีการก็ยังเป็นหลนเหมือนเดิม

ถ้าแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่มาจากหนังสือ ซึ่งเป็นบันทึกการกินของชนชั้นสูง แล้วมีการกินของสามัญชนที่สำรับสำหรับไทยนำมาใช้บ้างไหม

มีครับ จากการปากต่อปากมากกว่า ผมไปกินเองด้วย ผมเป็นคนบ้านนอก เป็นคนเชียงใหม่ เป็นลูกชาวนา ก็ได้สูตรจากคุณยายมาใช้บ้าง มันไม่มีการจดบันทึก มันเกิดจากยายสอนแม่ แม่ทำให้กิน หรือไปกินบ้านเพื่อน ไปกินกันเอง ขับรถไป

(คุณมิ้น) อย่างที่เพิ่งไปมาก็คือไปใต้ เราก็จะแพลนไปก่อนว่าเขามีอะไรดี น้ำทะเล เกลือ ปลาเค็ม เคย กะปิ อาหารทะเล คุยกันว่า เคยอ่านสิ่งนั้นมา ก็ไปที่อื่นด้วย ไปอำเภอนี้อำเภอนั้นต่อ หรือไปเหนือ ก็แพร่ น่าน น่านเราอยากไปบ่อเกลือ ก็ไปคุยกับชาวบ้าน กินอาหาร แพร่ก็มีขนมจีนน้ำย้อย มีชาวบ้านที่ทำ เราไปหากิน น่านมีไก่ทอดมะแขว่นดัง แต่พอไปกิน 5 – 6 ร้าน ไม่อร่อยเลยสักเจ้า (หัวเราะ) เราก็เลยมาทำเอง

มีครั้งหนึ่งขับรถไปเรื่อยๆ จากลำปางไปเชียงใหม่ เจอแผงข้างทาง เขาวางผลผลิตที่เขาเก็บมาจากสวน เห็นมะตูมสด แต่เราไม่รู้จัก ไม่รู้ว่ามะตูมสดกินได้ แต่คนนี้ก็รู้ (หันไปทางเชฟปริญญ์)

(เชฟปริญญ์) แก่ เลยรู้

(คุณมิ้น) ใช่ ก็คือความแก่นั่นเอง (หัวเราะ) คือเป็นชุดข้อมูล เป็นองค์ความรู้ที่รู้คนละเรื่อง คือจริงๆ มะตูมเหล่านั้นเขาไม่ได้ขาย เขากองไว้เพื่อจะสไลซ์แล้วตากแห้ง แต่เราไปขอเขาซื้อแบบสดๆ ยังไม่ต้องหั่น เอามาทำไอศครีมมะตูมสด

สำรับสำหรับไทย สำรับสำหรับไทย สำรับสำหรับไทย

มีหลักการยังไงในการรวมอาหารหลายภูมิภาคในสำรับเดียว

ผมแค่คิดว่า มันไปด้วยกันได้ บางทีเราหาวัตถุดิบคล้ายกัน หรืออาหารเหนือก็กินกับอาหารใต้ได้ไม่เห็นแปลก ถ้ารสมันไปด้วยกัน จริงๆ ประเทศเราก็คือพื้นที่เดียวกันนะ แกงไตปลา เคยกินกับไข่ต้ม มากินกับไข่ป่าม คือไข่ย่างของทางเหนือได้ไหม มันก็คือวิธีการหาอะไรแก้เผ็ด อาหารคือของแนม

สมัยก่อนสำรับของเราจริงๆ น้ำพริกเป็นหลัก แกงเป็นรอง ตอนนี้กลายเป็นแกงเป็นหลักไปแล้ว แต่จริงๆ น้ำพริกมาก่อน มีน้ำพริกถึงได้มีแกง แล้วอะไรกินกับน้ำพริกบ้างล่ะเพื่อแก้เผ็ด น้ำพริกช้อนเดียวนี่ล่ะ กินกับไข่ต้ม ผักทอด ผักหลาม ผักต้มกะทิ ปลาปิ้ง ปลาทอด กุ้งเผา กินได้ทุกอย่าง แกงเป็นการทำมาทีหลัง สมัยก่อนเราไม่กินแกงกะทิ

ความยากของการนำเสนออาหารโบราณให้ผู้บริโภคปัจจุบัน คืออะไร

ทำให้คนเข้าใจ (ตอบทันที) คนจะสงสัยว่าอาหารเมนูนี้มีจริงหรือ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมต้องเอาหนังสือมาโชว์ทุกครั้ง อาหารที่ทำเนี่ยผมไม่ได้คิดเอง ผมให้เครดิตทุกคนที่เอามาใช้ ไม่ได้เอามาจากท้องฟ้า ไม่ได้คิดเอง อาจจะเปลี่ยนเนื้อสัตว์บ้าง อาจจะเปลี่ยนน้ำปลา เพราะผมมียี่ห้อเฉพาะที่ผมจะใช้ หรือบางทีใช้น้ำเคย (ผลิตภัณฑ์ข้างเคียงที่ได้จากการเกรอะเคยผสมเกลือเพื่อทำกะปิ) เป็นตัวปรุงรส รสชาติมันก็ต่างๆ กันไป

ส่วนวิธีการเนี่ย พูดตามตรงก็คือก๊อปปี้ตำราโบราณมาทั้งหมด แต่แค่วิธีการใช้เนื้อสัตว์ที่ผมอาจปรับบ้าง จะเอาเนื้อไปรมควันก่อนไหมเพื่อให้รสชาติดีกว่าเดิม เอาเนื้อไปหมักก่อนไหม เพราะคนสมัยก่อนได้เนื้อมาก็หั่นลงหม้อเลย หรือเนื้ออะไรที่เหนียว เอาไปตุ๋นก่อนไหม ตุ๋นใส่อะไรบ้างเพื่อให้มันหอมเพิ่มขึ้น ก็มาจากประสบการณ์ที่เคยทำ หรือใช้เทคนิคของฝรั่งด้วย

(คุณมิ้น) เราทำร้านนี้เพื่อจะเล่าเรื่องราวในอดีตให้คนปัจจุบันฟัง มีวัตถุดิบบางอย่างที่ถูกลืม มันอยู่ในตำรา แต่ไม่ได้ถูกเอาออกมาใช้ คนไม่เห็นคุณค่ามันแล้ว อาหารที่คนสมัยก่อนกินกันแล้วเขาว่าอร่อยมากมันเป็นยังไง เราก็อยากรู้

สำรับสำหรับไทย สำรับสำหรับไทย สำรับสำหรับไทย สำรับสำหรับไทย

เพราะอะไรร้านอาหารสมัยใหม่จึงเริ่มนำเสนออาหารโบราณกันมากขึ้น จากเดิมที่ไม่ค่อยชูของโบราณเป็นจุดขาย

คนเริ่มกลับบ้านมั้ง คือเรารู้สึกรักบ้านเกิดกันมากขึ้น คนทำอาหารก็รู้สึกว่าของที่อยู่ใกล้ตัวนี่มันดี อาจจะไม่คิดว่ามันดีมาก่อน แต่ตอนนี้เริ่มคิดว่ามันดี

ร้านอาหารไทยที่เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงคือ โบ.ลาน (โดยเชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และเชฟดีแลน โจนส์) อาหารเหล่านี้มันคืออาหารไทยที่มีอยู่แล้ว แต่วิธีการนำเสนอ วิธีการกล่าวถึงว่าอาหารมันมายังไง โบ.ลานเขาเป็นคนแรกที่ทำ ที่บอกว่าเมนูนี้มาจากเล่มนี้นะ ผลไม้นี้มาจากจังหวัดนี้นะ มันอร่อย คนแรกที่เริ่มทำแบบนี้คือร้านโบ.ลาน ร้านอาหารแต่ก่อนยังไม่มีการเล่าเรื่อง ทำมาเสิร์ฟ กิน จบ กลับบ้าน

การเล่าเรื่องมันทำให้ตื่นเต้น ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร มีเรื่องราวจากคุณยาย ก็เล่าได้ สร้างมูลค่า อาหารเล่าได้ อาหารบอกประวัติศาสตร์ได้ ตอนนี้ก็เลยเริ่มมีคนกลับไปที่บ้าน ไปเปิดลิ้นชักว่าที่บ้านมีอะไร หมายถึงคนที่ทำอาหาร เริ่มกลับไปหาของดีในท้องถิ่น

(คุณมิ้น) ที่อาหารไทยอย่างต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงเขียวหวานดัง เพราะมันถูกทำให้เป็นแบบนั้น จะด้วยนโยบายรัฐหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่หลังจากนั้นเพราะสงสัยมากขึ้น คนก็อยากรู้ลึกๆ เยอะๆ ชัดเจนๆ ถึงราก 

แต่ตอนนี้ Molecular Gastronomy ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไร ในประเทศไทย การนำเสนออาหารโบราณจะเรียกได้ว่าเป็นกระแสในปัจจุบันหรือเปล่า

(คุณมิ้น) อย่าง Molecular Gastronomy มันเหมือนถึงจุดหนึ่งที่เราเลิกสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ก็เลยเลิกฮิต Noma ก็ Local Ingredient สุดๆ เพราะประเทศเขา (เดนมาร์ก) ไม่มีอะไรจะนำเสนอ เอกลักษณ์ อัตลักษณ์อะไรเขาไม่มี เขาก็เลยต้องชูเรื่องนี้ ส่วนของเราก็เป็นเทรนด์เริ่มเห็นคุณค่า แล้วทุกคนเอามันมาเป็นจุดขาย ก็ต้องยอมรับว่าบางร้านทำเพื่อเป็นการตลาด เขาอาจไม่ได้เห็นคุณค่าอย่างแท้จริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

อย่างสมัยก่อน เมนูดังๆ คือแกงเขียวหวาน ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แต่ตอนนี้เมนูดังๆ เปลี่ยนมาเป็นชาววังละ ข้าวแช่ หรุ่ม ล่าเตียง แต่ถามว่ามันดีขึ้นไหม มันดีขึ้น เพราะเราได้ออกไปจากอาหารกระแสหลักอย่างผัดไทย แกงเขียวหวาน ที่ถูกทำให้เข้าใจว่ามันคือที่สุดของอาหารไทย ถ้าทุกคนกลับบ้านไปค้นหามากขึ้น มันก็ทำให้มีอะไรใหม่ๆ อยู่แล้ว

(เชฟปริญญ์) ตอนนี้ทุกคนเริ่มมาสนใจต้นทาง คือสนใจวัตถุดิบ ทำฟาร์ม ปลูกข้าว จากเมื่อก่อนที่สนใจแต่ปลายทาง คือร้านอาหาร ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะถ้าต้นทางดี ปลายทางก็จะดี มาจากที่นี่นะ ดีนะ ไม่มีสารเคมีนะ ร้านอาหารก็มีโอกาสจะขายได้มากขึ้นเพราะคนอยากกินอาหารที่ดีกว่า

อีก 5 ปี มองว่าความคิดนี้จะยังอยู่ไหม คือคนกินเห็นคุณค่าของวัตถุดิบต้นทาง

ผมว่าอีก 5 ปี มันจะดีกว่านี้อีก ผมรอคอยเนื้อวัวดีๆ อีก 5 ปี หมูดีๆ ไก่ดีๆ แบบไม่ต้องไปสั่งที่ฟาร์ม แต่ไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตได้เลย

(คุณมิ้น) ตอนนี้เราอยากได้ของอะไรดีๆ เราต้องไปไขว่คว้า ไปตามล่า ต้องรู้จักพี่คนนี้ รู้จักชาวประมงกลุ่มนี้ ถึงจะซื้อได้

(เชฟปริญญ์) สมมติเนื้อวัวชิ้นนี้ราคา 500 บาท เพราะมันมาจากวัวตัวนี้ เลี้ยงดีพิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ เขาคิดราคาได้ แต่ถ้าอีก 5 ปี เนื้อวัวแบบนี้มีขายให้ซื้ออยู่ทั่วไป โดยไม่ต้องแข่งกับรายใหญ่ ราคามันก็จะลง คือมีคู่แข่งที่ทำกันเยอะๆ แต่ไม่ได้ทำลายวัตถุดิบ เหมือนต่างประเทศที่เขาให้ค่ากับเกษตรกรมากกว่าวัตถุดิบด้วยซ้ำ

ในฝรั่งเศส ทำไมเกษตรกรมีแรงทำไวน์หรือไก่ที่คุณภาพดีพิเศษ แพงฉิบหายเลย ทำไมเขาทำได้ เพราะคนในฝรั่งเศสเขากิน มีคนสนับสนุน หรือที่ญี่ปุ่น ทำไมคนไทยไปกินข้าวหน้าปลาไหลราคาแพงๆ โดยไม่บ่น เพราะเขายอมรับในสิ่งที่กิน แต่ซื้อข้าวแกงเมืองไทยยังบ่นว่าแพง ก็คิดว่าอีก 5 – 10 ปี สิ่งนี้อาจจะค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดี เพราะคนเห็นคุณค่าของวัตถุดิบมากขึ้น

สำรับสำหรับไทย

ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ติดตามการจองรอบครั้งถัดไปได้ที่เพจสำรับสำหรับไทย

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ฉากที่ 1 : โยโกฮามา, กุมภาพันธ์ 2017

Prumsodun Ok เป็นนักเต้น แต่ฉันรู้จักเขาครั้งแรกผ่านตัวอักษร

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2017 ฉันไปเทศกาลการแสดง TPAM ที่ญี่ปุ่น ศิลปินทั่วโลกเดินทางไปโยโกฮามา ทั้งเพื่อแสดง ชมการแสดง และแลกเปลี่ยนทรรศนะกันในโรงละครและบาร์เหล้า ฉันจองตั๋วชมละครแนวทดลองชื่อ Performance Encyclopedia ที่จับผู้ชมทั้งหมดมานั่งอ่านเอ็นไซโคลพีเดียร่วมกัน 1 ชั่วโมงเต็มในโรงละคร

ท่ามกลางความเงียบเหมือนอยู่ในห้องสมุด ฉันประทับใจสารานุกรมที่ศิลปินกลุ่มนี้ช่วยกันเขียนมาก โดยเฉพาะข้อความของศิลปินกัมพูชาที่ใช้ชื่อย่อว่า P.O. ภาษาอังกฤษของเขาสละสลวย และเนื้อหาก็โดดเด่นกินใจอย่างบอกไม่ถูก

“Is my work honest to who I am?”

บ่ายวันนั้นฉันจดข้อความท่อนหนึ่งของเขาลงสมุด มั่นอกมั่นใจว่า P.O. เป็นนักเขียนบท หรือไม่ก็กวี

คืนนั้นฉันพบ พรอมสดัง โอค ในบาร์โดยบังเอิญ ชายหนุ่มนั่งอยู่กลางวงสนทนาของชาวไทยและชาวญี่ปุ่น แท้จริงแล้ว P.O. ไม่ใช่นักเขียน แต่เป็นผู้ก่อตั้งคณะนักเต้นเกย์คณะแรกของกัมพูชา ฟังเท่านี้ก็ตื่นเต้นแล้วว่าผลงานของเขาจะเป็นอย่างไร

‘เสียดายที่ไม่ได้ดูงานของเขาที่นี่’ ฉันนึกในใจดังๆ

ฉากที่ 2 : กรุงเทพมหานคร, 4 เดือนต่อมา

พรอมสดัง โอค นั่งอยู่ในโรงละครที่กรุงเทพฯ นำคณะนักเต้นร่วมสมัย Prumsodun Ok & Natyarasa มาแสดงผลงานชิ้นเอกชื่อ Beloved ในเทศกาล Bangkok Theatre Festival Asia Focus

ชายหนุ่มชาวกัมพูชา-อเมริกันตอบตกลงให้สัมภาษณ์ เราจึงได้พบกันอีกครั้งก่อนการซ้อมใหญ่จะเริ่มขึ้น

ถึงตรงนี้ม่านที่กรุงเทพฯ จะปิดลงชั่วคราว เพราะไฟจะเปิดที่อีกฟากหนึ่งของโลก เมื่อเราย้อนไปสู่จุดแรกสุดของเรื่องนี้

Beloved

Beloved

ฉากที่ 3 : ลองบีช แคลิฟอร์เนีย, ในอดีต

เด็กชายพรอมสดังเกิดและโตที่สหรัฐอเมริกา เพื่อลี้ภัยสงครามกัมพูชาอันยาวนาน ครอบครัวของเขาและชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งอพยพไปอยู่ที่แผ่นดินใหม่

“ผมชอบการร่ายรำของกัมพูชามาตั้งแต่จำความได้ ในปี 1991 ตอนผมอายุ 4 ขวบ พ่อผมไปวัดแล้วอัดวิดีโอนักรำสมัครเล่นกลับมา ตอนนั้นชุมชนคนกัมพูชาในอเมริกาเพิ่งเริ่มก่อตั้งใหม่ๆ นักรำพวกนั้นไม่ใช่มืออาชีพ พวกเขาสวมชฎากระดาษ แทนที่จะห้อยอุบะดอกไม้ก็ติดสายรุ้งคริสต์มาสแทน แต่ผมตกหลุมรักการแสดงนั้นมากๆ ผมไปเอาชุดสีแดงของน้องสาวมาใส่แล้วเลียนแบบท่าทางการรำ พ่อแม่ผมอัดวิดีโอเก็บไว้เลย

“มองย้อนกลับไป ผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่ศิลปะแขนงนี้แข็งแรงมาก แม้ว่าการแสดงจะไม่สมบูรณ์ถูกต้อง ผมยังเห็นความงามของมัน มีบางสิ่งในนั้นที่ดึงดูดผม แต่พอโตขึ้นผมก็พยายามผลักมันออกไป เพราะเด็กคนอื่นๆ เริ่มเรียกผมว่าเกย์ ตุ๊ด กะเทย เพื่อปกป้องตัวเอง ผมเลยต้องพยายามไม่สนใจศาสตร์นี้”

เด็กหนุ่มหลีกเลี่ยงการเต้นรำจนกระทั่งอายุ 16 ปี พรอมสดังมีหน้าที่พาน้องสาวไปส่งที่คลาสเรียนรำกัมพูชาทุกวัน ความชอบศิลปะนี้จึงกลับมาอีก เขานั่งดูการซ้อมทุกวันตลอดปี ตามไปดูทุกการแสดง มอง Sophiline Cheam Shapiro ครูนาฏยศิลป์แนวหน้าของกัมพูชาสอนท่ารำต่างๆ สังเกตการสอนนักเรียนและคนที่แตกต่างกัน รวมถึงซึมซับวิธีกำกับการแสดง

“ในที่สุดผมตัดสินใจถามครูว่าผมขอเรียนบ้างได้มั้ย ครูตอบว่า ได้สิ หลังจากเรียนไปครั้งเดียว ครูตื่นเต้นมากและบอกผมว่า เธอเล่นเป็นพระรามได้นะ ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระรามเป็นใคร (หัวเราะ) หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ผมก็แสดงร่วมกับพวกเขา ผมโชคดีมากที่ครูใจกว้าง”

พรอมฝึกศิลปะการเต้นต่ออีก 6 ปี ชายหนุ่มเชื้อสายอาเซียนไม่เคยไปกัมพูชา แต่การถูกถามซ้ำๆ ในประเทศที่ตัวเองเกิดว่า Where are you from? ทำให้เขายิ่งพยายามกลับไปหารากของตัวเอง เมื่อเรียนต่อด้านภาพยนตร์ เขาได้เรียนรู้ว่าศิลปะการทำหนังคือการตั้งคำถาม ค้นหา และออกแบบโลกรอบตัว พรอมสดังเริ่มตั้งคำถามว่าการเต้นสร้างสิ่งเดียวกับภาพยนตร์ได้รึเปล่า

“ปกติเวลาเรียนรำ เขาจะไม่สอนว่านี่คือศิลปะ แต่บอกว่ามันคือวัฒนธรรม มันคือตัวตนของคุณ เวลามีคนถามว่าวัฒนธรรมของคุณเป็นยังไง ผมจะตอบว่าเขมร แล้วเขมรคืออะไรล่ะ นครวัด? รำเขมร? แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว เราจะไม่มีวัฒนธรรมแล้วเหรอ ผมเริ่มเปลี่ยนความคิดว่าการเต้นรำไม่ใช่แค่สิ่งที่ผมรัก แต่มันเป็นเครื่องมือต่างหาก”

ศิลปินหนุ่มเริ่มออกแบบการแสดงของตนเอง เขากลายเป็นวิทยากรและอาจารย์พิเศษตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และตัดสินใจขอทุนเพื่อเดินทางไปสร้างการแสดงที่กัมพูชาสักครั้งหนึ่ง กะว่าจะใช้เวลาทำงานสัก 1 ปี ก่อนจะย้ายไปอยู่เม็กซิโกอย่างถาวร

Beloved Beloved

ฉากที่ 4 : พนมเปญ, ปี 2015

“เมื่อผมมาถึงกัมพูชา ครูและเพื่อนๆ ถามผมว่าเธออยู่ที่นี่ได้มั้ย ประเทศนี้ต้องการเธอ ศิลปะต้องการเธอ ผมตอบปฏิเสธ เพราะมองไปทางไหนก็เศร้าไปหมด มันเจ็บปวดมากที่ผมเห็นปัญหาในประเทศที่ผมรัก แต่ผมรู้สึกว่ามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้”

พรอมสดังวานเพื่อนให้ช่วยหานักแสดงให้ เขาต้องการฝึกเด็กหนุ่มเกย์ 2 – 3 คนที่สนใจการร่ายรำเพื่อแสดงผลงานชื่อ Beloved แต่ปรากฏว่าเพื่อนหาเด็กวัยรุ่นที่ไม่มีพื้นฐานการเต้นมาฝึกกับเขาร่วม 20 คน ชายหนุ่มจึงตั้งต้นสอนเด็กเหล่านี้ในห้องนั่งเล่นที่บ้านตัวเอง

“ผมได้ไอเดียจากพิธีกรรมการร่วมรักระหว่างกษัตริย์และนาคของกัมพูชา เป็นความรักที่ทรงพลังมากและเป็นพิธีการขอฝนและความอุดมสมบูรณ์ให้แผ่นดิน ผมอยากใส่เรื่องนี้บนร่างกายนักเต้นที่เป็นเกย์ มันเป็นทั้งการต่อต้านและเฉลิมฉลองในคราวเดียวกัน เพราะกลุ่มเพศที่ 3 ในกัมพูชายังไม่ได้รับการยอมรับมาก ผมเลยต้องการนักเต้นเกย์มาฝึก ไม่ได้ตั้งใจจะก่อตั้งอะไร แต่หลังจากฝึกเด็กๆ ไปราวเดือนกว่า ผมก็รู้สึกขึ้นมาว่านี่มันเหมือนคณะนักเต้นจริงๆ แล้ว คณะนักเต้นเกย์แห่งแรกในกัมพูชาเกิดขึ้นในห้องนั่งเล่นบ้านผม

“ช่วงเวลานั้นเหมือนความฝันและมุมมองของผมใหญ่ขึ้น เต็มขึ้น มันกระจ่างชัดขึ้นมาตรงหน้าเลยว่านี่คือที่ที่ผมควรจะอยู่ และถ้าผมอยากจะสร้างอะไรเพื่อศิลปะหรือเพื่อโลกใบนี้ ผมต้องเริ่มทำที่กัมพูชา ผมเลยเปลี่ยนใจไม่ไปเม็กซิโก และไม่เสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว”

คณะ Prumsodun Ok & Natyarasa จึงเกิดขึ้นเพื่อให้นักเต้นเกย์มีพื้นที่ในนาฏยศิลป์กัมพูชา แทนที่จะมีแต่นางรำผู้หญิงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม พรอมสดังก็ยืนยันว่าการแสดงของเขาเป็นศิลปะร่วมสมัย ไม่ใช่การแสดงแบบดั้งเดิม

“สิ่งที่ผมทำคือดึงแก่นของนาฏศิลป์กัมพูชามาตีความให้แปลกใหม่ สร้างสรรค์และมีความหมาย ผมเห็นมาเยอะแล้ว เวลาบอกว่านี่คือการเต้นร่วมสมัยของประเทศอะไรก็ตาม คุณก็แค่เต้นแบบโมเดิร์นแล้วใส่ท่าจีบหรือท่าอะไรไปสักสองสามท่า นั่นมันแค่เปลือกนอก ผมกำลังพูดถึงแก่นหรือคอนเซปต์ที่อยู่ข้างใน อาจจะใช้ท่ารำแบบดั้งเดิมก็ได้ อาจจะใช้ดนตรีป๊อปก็ได้ สิ่งสำคัญคือมันมีความสมดุลและไอเดียที่สอดประสานกัน นาฏศิลป์ก็เหมือนเพชร คุณไม่จำเป็นต้องเจียระไนใหม่เพื่อให้มันสวยขึ้น อาจจะแค่เปลี่ยนพื้นผิวที่วาง ฉายไฟเพิ่ม หรือพลิกไปอีกมุม แล้วคุณก็จะเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในความงาม แค่เปลี่ยนสิ่งที่อยู่รอบๆ มันก็ใหม่ขึ้นมาแล้ว เหมือนในชีวิตจริง ไม่ว่าจะรักษาประเพณียังไง สังคมก็เปลี่ยนไปตลอดเวลาอยู่แล้ว ดังนั้นประเพณีก็ควรเปลี่ยน มุมมองที่เรามีต่อประเพณีก็ควรเปลี่ยนเหมือนกัน”

Beloved

ฉากที่ 5 : กรุงเทพมหานคร, มิถุนายน 2017

2 ปีหลังจากการก่อตั้ง กลุ่มเด็กหนุ่มในห้องนั่งเล่นของพรอมสดังกลายเป็นนักเต้นมืออาชีพ คณะนักเต้น ‘พรอมสดัง โอค และ นาฏยรศา’ เปิดการแสดงทั้งในกัมพูชาและไทยมาแล้วหลายครั้ง ความฝันของพวกเขายังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

“ในสมัยก่อน นักเต้นเป็นผู้เชื่อมต่อระหว่างสวรรค์กับโลก เป็นผู้ทำพิธีขอฝน ฝนในสมัยนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยในยุคที่เราเปิดก๊อกแล้วน้ำก็ไหลออกมา แต่ยุคก่อน ฝนคือความเป็นความตาย ฝนคือที่มาของอาหาร การมีอยู่ของนักเต้นจึงสำคัญมากในสังคมโบราณ นักเต้นรับประกันความอยู่ดีกินดีของสังคม นาฏศิลป์กัมพูชามีรากจากฮินดู ศิลปะนี้ถูกมอบให้มนุษย์เพื่อเป็นเครื่องมือต่อสู้กับศีลธรรมเสื่อมโทรม ศิลปะเป็นพื้นที่ให้คนที่ไม่มีปากเสียงได้พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคม หน้าที่เหล่านี้เก่าแก่มาก ผมว่าศิลปินทุกคนคงอยากให้งานของตัวเองส่งผลกระทบโดยตรงกับชีวิตหรือมีความหมายมหาศาล

“ในฐานะศิลปินคนหนึ่ง การทำงานให้สวย แปลกใหม่เป็นเรื่องสำคัญ แต่งานนั้นมันควรจะมีเป้าหมาย และเป้าหมายของผมคือสร้างพื้นที่ให้กลุ่ม LGBT ในวัฒนธรรมประเพณี ผมอยากแสดงให้โลกเห็นว่าการเป็นเกย์ไม่ได้ขัดแย้งกับประเพณีกัมพูชา เขาชอบพูดกันว่าการเป็นเกย์เป็นสิ่งใหม่ มาจากตะวันตก เกย์เป็นเรื่องผิดธรรมชาติ มีเกย์จำนวนมากที่ทำอาชีพเกี่ยวกับศิลปะการแสดง แต่ตัวละครที่เป็นเกย์อยู่ที่ไหน ตัวละครที่เป็นเพศที่ 3 มักเป็นตัวตลกให้คนหัวเราะใส่ แต่มันไม่ใช่คนจริงๆ ไม่ได้ให้เกียรติคนจริงๆ ผมอยากให้เกย์ได้มองเห็นตัวเองในพื้นที่ศิลปะ ถึงนักเต้นของผมยังเด็ก แต่พวกเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีความหมายขนาดไหน”

Beloved Beloved

เสียงเพลงเขมรดังก้องโรงละคร พรอมสดังลุกขึ้นไปซ้อมท่าเต้นในการแสดงเรื่อง Beloved ที่พัฒนามาร่วม 2 ปีกับลูกศิษย์ ฉันนั่งมองการเต้นรำงดงามที่พูดเรื่องความรัก คำพูดของศิลปินยังคงดังอยู่ในความคิด

“พอคนรู้ว่าผมเป็นเกย์ เขามักจะบอกว่าผมกำลังทำผิด กำลังทำบาป ความรักเลยเป็นสิ่งที่ผมคิดถึงอยู่บ่อยๆ ความรักทำให้เกย์ต้องตกนรก เข้าคุก ถูกทรมานกลั่นแกล้งต่างๆ นานา มันง่ายมากที่เราจะโกรธและใช้ความรุนแรงโต้ตอบ แต่เราก็จะกลายเป็นเหมือนเขาไง ผมคิดว่าการแสดงความรักเป็นการต่อต้านที่มีพลังที่สุด ผมมีความรักที่ยิ่งใหญ่ แม้คุณจะบอกว่าผมไม่มีทางได้รับหรือมันเป็นไปไม่ได้ แต่ผมกำลังใช้มันเต้นรำต่อหน้าคุณ มันไม่ใช่ความรักแบบฮอลลีวู้ด มันเป็นรักแบบพังก์ มีความรักหลายชั้นในงานของผมมาก รักต่อคู่รัก รักต่อการเต้นรำ รักต่อกลุ่ม ต่อสังคม ต่อโลก สิ่งที่ผมต้องการในงานและในสังคมนี้คือความรักที่บริสุทธิ์ เมื่อคุณมีความรักมากพอ คุณจะไม่กลัวที่จะแสดงมันออกมา และผมอยากเป็นเสียงที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง”

“Is my work honest to who I am?”

ในสมุดเล่มเดิมที่ฉันพกมาสัมภาษณ์พรอมสดัง ประโยคคำถามที่ฉันจดมาจากญี่ปุ่นยังคงชัดเจน เมื่อเงยหน้ามองการแสดงของเขา คำตอบก็ปรากฏตัวโดยไม่อาศัยคำพูดสักประโยคเดียว

Beloved

ภาพ: Prumsodun Ok & Natayarasa

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load