เป็นเรื่องปกติถ้าเวลาใครพูดถึงแซลมอน คนส่วนมากจะมีภาพในหัวเป็นชิ้นปลาสีส้มที่คุ้นเคยในร้านอาหารญี่ปุ่น จนเป็นภาพจำไปแล้วว่าแซลมอนน่าจะมีที่มาจากประเทศญี่ปุ่นแน่ๆ 

แต่จริงๆ แล้ว เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ของต้นกำเนิดของปลายอดนิยมชนิดนี้ที่นำเข้ามาในประเทศไทย กลับมีที่มาจากนอร์เวย์ หนึ่งในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะกับการทำการประมงมากที่สุดในโลก และต่อให้สำหรับชาวนอร์เวย์เอง ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ปลาชนิดนี้ก็เคยเป็นอาหารมื้อพิเศษที่ไม่ได้หาทานง่ายเหมือนอย่างในปัจจุบันด้วย 

และหากคุณได้มีโอกาสเดินแวะไปชมแผนกอาหารทะเลในซูเปอร์มาร์เก็ต คุณอาจจะพบปลาที่หน้าตาเหมือนแซลมอนจำนวนมากในชื่อเรียกที่ต่างกัน เช่น แซลมอนแอตแลนติก เทราต์ ชัม โคโฮ หรือว่าซ็อคอาย ซึ่งแน่นอนว่าปลาสีส้มนี้เองก็มีหลากหลายพันธุ์มากกว่าแค่แซลมอนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และการที่ปลาหนึ่งตัวจะโตเต็มวัยเหมาะสำหรับการบริโภค ต้องใช้เวลาเลี้ยงถึง 2 – 3 ปี กว่าจะกลายมาเป็นปลาขนาด 5 กิโลกรัมอย่างที่เราเห็นกัน

เรายอมรับว่าเราเป็นคนหนึ่งที่ชอบทานปลาชนิดนี้ไม่แพ้คนอื่น แต่กลับมีความรู้เกี่ยวกับเจ้าแซลมอนนี้น้อยเหลือเกิน

คุยกับ Asbjørn Warvik Rørtveit แซลมอนมาสเตอร์ว่าทำไมแซลมอนต้องมาจากนอร์เวย์เท่านั้น, แซลมอน นอร์เวย์

แล้วอะไรจะดีไปกว่าการได้คุยเรื่องแซลมอนกับหนึ่งในคนที่รู้จักเรื่องนี้ดีที่สุดคนหนึ่งล่ะ

เรามีโอกาสได้ต่อสายสนทนากับ Asbjørn Warvik Rørtveit หรือเรียกสั้นๆ ว่า เอบี ชายชาวนอร์เวย์คนนี้ดำรงตำแหน่ง Director of South East Asia ของ Norwegian Seafood Council (NSC) องค์กรที่ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารทะเลของนอร์เวย์ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบแก่ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค 

คุยกับ Asbjørn Warvik Rørtveit แซลมอนมาสเตอร์ว่าทำไมแซลมอนต้องมาจากนอร์เวย์เท่านั้น, แซลมอน นอร์เวย์

น่าแปลกใจไม่น้อยที่ได้ทราบต่ออีกว่า ไทยได้กลายมาเป็นประเทศอันดับ 1 ในภูมิภาคและ 1 ใน 20 อันดับของโลกที่นำเข้าแซลมอนจากนอร์เวย์ จึงเป็นเหตุผลที่ NSC ได้เลือกย้ายสำนักงานของภูมิภาคจากประเทศสิงคโปร์มาเป็นประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว เพราะเห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของตลาดในประเทศไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

จุดเริ่มต้น

เอบีทำงานร่วมกับ NSC มานานถึง 11 ปี หลังจากเรียนจบปริญญาเอกด้าน Consumer Behavior ก็เริ่มทำงานกับที่นี่ด้วยการเป็น Project Manager โครงการส่งเสริมให้เด็กๆ ในนอร์เวย์หันมาทานอาหารทะเลมากขึ้น และด้วยเทรนด์ในปัจจุบันที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการรู้จักและเข้าใจเรื่องแหล่งที่มาของอาหารที่ตัวเองกำลังจะกิน ยิ่งทำให้ NSC ตั้งใจที่จะเผยแพร่ความเข้าใจและให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารทะเลจากนอร์เวย์ ว่ามีความพิเศษและแตกต่างจากแหล่งอื่นยังไงบ้าง ผ่านแคมเปญที่ทำร่วมกับแต่ละท้องถิ่นอย่างเหมาะสมและเข้าถึงผู้บริโภคจริงๆ 

ทำไมต้องเป็นนอร์เวย์

แน่นอนว่าเป็นคำถามสำคัญที่เราก็สงสัยในคราวแรกเช่นกัน นอร์เวย์เป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่มีประชากรเพียงแค่ 5 ล้านคนเท่านั้น มีอุตสาหกรรมหลักคือการทำประมง และกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของปลาที่จับได้ล้วนส่งออกนอกประเทศทั้งหมด เอบีบอกเราว่า ประเทศนอร์เวย์เหมือนกับถูกสร้างมาให้เหมาะกับการเลี้ยงปลาโดยเฉพาะ 

“ถึงจะเป็นประเทศเล็กและมีพื้นที่เพาะปลูกไม่มาก แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีทะเลล้อมรอบ เต็มไปด้วยฟยอร์ด (ช่องทางน้ำที่ยาว สลับกับธารน้ำแข็ง) รวมไปถึงข้อได้เปรียบทางธรรมชาติที่กระแสน้ำเย็นและกระแสน้ำอุ่นมาบรรจบกัน เลยเกิดเป็นทะเลที่มีกระแสน้ำและอุณหภูมิเหมาะสมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมากๆ จึงทำให้คนนอร์เวย์มีประสบการณ์และใช้ชีวิตกับทะเลมาตลอด” 

เอบีเริ่มอธิบายให้เราฟังว่า ปลาตากแห้งเป็นค่าเงินแลกเปลี่ยนแรกที่เอาไว้ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าอื่นกับชาวต่างชาติตั้งแต่ยุคไวกิง ทำให้ชาวนอร์เวย์มีความผูกพันกับการประมงมาอย่างช้านาน และได้ทำการพัฒนาความชำนาญ นวัตกรรม และสายพันธุ์ปลาต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีทางด้านการประมงที่ทันสมัยที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ที่ส่งต่ออาหารทะเลที่มีคุณภาพให้กับกว่า 140 ประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน 

มื้อหรูสำหรับคนทั่วโลก รวมไปถึงนอร์เวย์ 

เรานึกว่าแซลมอนจะเป็นปลาที่หาได้ทั่วไปหรือราคาถูก เพราะมันน่าจะหาง่ายในประเทศที่มีวัตถุดิบอยู่ในมือแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่เข้าใจ 

“สำหรับผมที่เป็นคนนอร์เวย์ ตอนเด็กๆ จะได้กินแซลมอนก็ต่อเมื่อเป็นมื้อพิเศษในวันอาทิตย์แค่ประมาณปีละสองครั้ง เมนูจะเป็นแซลมอนอบราดครีมเปรี้ยว ทานกับมันฝรั่งและสลัดแตงกวาแบบดั้งเดิม แซลมอนยังถือว่าเป็นปลาที่มีราคาแพงในยุคนั้น เพราะการจับแซลมอนเป็นเรื่องยาก ไม่เหมือนปลาเฮร์ริงหรือแมคเคอเรลที่จับได้ตามแหล่งน้ำทั่วไป เพิ่งจะมีการพัฒนาแซลมอนให้เป็นสินค้าในระดับอุตสาหกรรมในยุค 70 เท่านั้นเองครับ” เอบียิ้ม แต่ในปัจจุบัน แซลมอนก็ได้กลายมาเป็นปลาชนิดหลักที่ของนอร์เวย์ไปโดยปริยาย โดยชาวนอร์เวย์ทานแซลมอนเฉลี่ยแล้วถึงคนละ 8 กิโลกรัมต่อปีเลยทีเดียว

นวัตกรรม การเลี้ยงที่ใส่ใจ และความยั่งยืน

เอบีบอกเราว่า นอร์เวย์ส่งออกแซลมอนได้ถึง 1 ล้านตันต่อปี ทำให้เราสงสัยว่าด้วยตัวเลขส่งออกที่เยอะถึงขนาดนี้ จะแน่ใจถึงคุณภาพของปลาได้ยังไง และจะทำยังไงให้การเลี้ยงปลายั่งยืนต่อไปเรื่อยๆ ไปในอนาคต 

“เราสร้างคำนิยามใหม่ของความปลอดภัยของอาหารขึ้นมา เราตั้งใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยีในการเลี้ยงปลา และอยากทำความเข้าใจมันจริงๆ เพื่อที่ว่าเมื่อปลาของเราไปถึงมือของลูกค้า จะเป็นปลาชิ้นเดียวกันที่เรามั่นใจว่าจะออกมาอร่อยและปลอดภัยตามมาตรฐาน ยิ่งเราลงทุนพัฒนาให้ปลาออกมาดีมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีสำหรับทุกๆ คน” 

เทคโนโลยีที่ว่านั้น คือการเริ่มตั้งแต่พัฒนาวัคซีนสำหรับแซลมอน เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะให้เหลือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ และมีสถาบันวิจัยด้านโภชนาการและอาหารทะเลแห่งประเทศนอร์เวย์หรือ Institute of Marine Research คอยตรวจสอบปลาที่จะส่งออกอยู่ตลอดกว่า 14,000 ตัวต่อปี และไม่เคยตรวจพบสารหรือยาตกค้างที่ผิดกฎหมายใดๆ รวมไปถึงการติดกล้องที่มีเซ็นเซอร์เพื่อเช็กความเป็นอยู่ของปลาไว้ในทะเลตลอด 24 ชั่วโมง และเลี้ยงปลาในกระชังที่มีอัตราส่วนน้ำมากถึง 98 เปอร์เซ็นต์ และปลาเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น เพื่อที่ปลาจะใช้ชีวิตได้ตามธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากนั้น นอร์เวย์ยังมีกฎหมายควบคุมการประมงที่ละเอียดอ่อนและค่อนข้างเข้มงวดมาก ทำให้การทำประมงในประเทศเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่มีการจับปลาที่มากเกินไป หรือถ้าจับปลาได้ตัวเล็กในบริเวณไหน บริเวณนั้นก็จะห้ามไม่ให้จับปลาอีกจนกว่าปลาจะโตเต็มที่ ชาวประมงที่นั่นจึงตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเรียนรู้และพัฒนาวิธีการเลี้ยงการจับปลาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำให้ทั้งระบบมีความยั่งยืนอย่างแน่นอน

คุยกับ Asbjørn Warvik Rørtveit แซลมอนมาสเตอร์ว่าทำไมแซลมอนต้องมาจากนอร์เวย์เท่านั้น, แซลมอน นอร์เวย์

แซลมอน vs ฟยอร์ดเทราต์

อีกหนึ่งเรื่องที่คนอาจจะไม่รู้มากนัก ว่าปลาสีส้มที่ทุกคนเห็นกันนั้นมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งรสชาติของปลาและหน้าตาก็มีความแตกต่างกันเล็กน้อยด้วย ก่อนจะสัมภาษณ์ เรามีโอกาสไปเดินดูแผนกปลาที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ก็พบว่ามีเห็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นอย่างฟยอร์ดเทราต์ แต่หน้าตาเหมือนกับแซลมอนทุกประการ แน่นอนว่าได้โอกาสจึงไม่พลาดที่จะถาม 

“ใช่ครับ ปลาทั้งสองอย่างเป็นคนละสายพันธุ์กัน แต่ก็มีความคล้ายกันมาก ในหลายๆ ที่ ผมเห็นว่าผู้ค้าปลีกทำแบรนดิ้งว่าเป็นแซลมอนเหมือนกันทั้งหมดก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะจริงๆ แล้วอยากให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า ถึงจะหน้าตาเป็นแซลมอนเหมือนกัน แต่ว่ามันไม่เหมือนกัน (หัวเราะ) มันอร่อยเหมือนกันทั้งคู่ แต่ถ้าคุณซื้อแซลมอนจนคุ้นเคยแล้วเปลี่ยนมาซื้อฟยอร์ดเทราต์ คุณอาจจะผิดหวังเอาได้ เพราะรสชาติและเนื้อสัมผัสมันต่างกัน” 

เอบีอธิบายต่อว่า ปลาฟยอร์ดเทราต์มีขนาดตัวที่สั้นแต่ก็ตัวอ้วนกว่า มีมันที่ช่วงท้องค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับแซลมอนที่จะมีมันแทรกทั้งตัวมากกว่า สีสันก็ต่างกัน ฟยอร์ดเทราต์มีสีออกแดงมากกว่าส้ม เชฟส่วนมากที่เอบีคุยด้วยก็บอกว่ารสชาติดีทั้งสองชนิด แต่ปลาฟยอร์ดเทราต์เมื่อนำไปผ่านความร้อนจะแห้งได้ง่ายกว่าแซลมอนเพราะเนื้อมีความแน่น จึงยากที่จะนำมาปรุงสุกให้พอดี 

NSC ไม่เพียงแค่ทำโปรโมชันหรือส่งเสริมการขายเท่านั้น แต่ยังมีโครงการ Salmon Academy เพื่อสอนให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้ค้าปลีกเข้าใจถึงการเก็บรักษา และนำปลาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย และแคมเปญล่าสุดที่เพิ่งทำร่วมกับผู้ค้าปลีกต่างๆ คือการแถมกระเป๋าเก็บความเย็นเมื่อซื้อปลากลับไป อาจฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่จริงๆ แล้ว การเก็บรักษาปลาให้เย็นอยู่เสมอเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับประเทศที่มีอากาศร้อนมากอย่างไทย การรักษาอุณหภูมิอย่างถูกต้องจะช่วยให้ปลาเก็บได้นานมากสุดถึง 14 วัน เป็นการใส่ใจในรายละเอียดและความตั้งใจดีที่ NSC อยากให้ปลาถึงบ้านไปกับผู้บริโภค พร้อมทานอย่างอร่อยและดีที่สุด

กระแสความนิยมและเป้าหมายที่อยากให้แซลมอนไปถึง

เราถามความเห็นเอบีว่าทำไมถึงคิดว่าแซลมอนถึงได้รับความนิยมมากถึงขนาดนี้จากทั่วโลก เอบีอธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า ด้วยจุดเริ่มต้นอย่างเทรนด์ของซูชิและอาหารญี่ปุ่นที่บูมไปทั่วโลกยิ่งทำให้คนได้รู้จักกับแซลมอนมากยิ่งขึ้น เหมือนเป็นการทำความรู้จักที่เริ่มต้นได้อย่างดี 

ย้อนกลับไปช่วงปี 80 ชาวญี่ปุ่นไม่นิยมนำแซลมอนมารับประทานแบบดิบเลย เนื่องจากมีความไม่มั่นใจเพราะแซลมอนสายพันธุ์ที่ญี่ปุ่นเพาะเลี้ยงเองในแถบแปซิฟิกนั้นมีพยาธิอยู่มาก ทำให้เมื่อแซลมอนของนอร์เวย์เข้ามาก็พลอยไม่ได้รับความนิยมไปด้วย แต่ต่อมาใน ค.ศ. 1985 เมื่อทางการของนอร์เวย์เข้ามาโปรโมตอาหารทะเลของนอร์เวย์อย่างจริงจังในชื่อโครงการ Project Japan และทำการตลาดอย่างจริงจังเพื่อบอกว่าแซลมอนของนอร์เวย์สะอาดและไม่มีพยาธิอย่างแน่นอนก็ยังไม่เป็นผล

จนเมื่อ ค.ศ. 1992 เกิดจุดเปลี่ยนขึ้น คือทางนอร์เวย์มีข้อตกลงที่จะจัดส่งแซลมอนให้ผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นในราคาที่ถูกลงโดยมีเงื่อนไขว่าต้องนำไปทำซูชิแบบดิบด้วย ทำให้แซลมอนนอร์เวย์ได้รับการยอมรับจากร้านอาหารต่างๆ มากขึ้น เพราะความอร่อย คุณภาพ และรสชาติที่เกินราคา จนได้รับการยอมรับและเป็นปลายอดนิยมได้ในปัจจุบัน

แต่นอกจากนั้น แซลมอนเป็นปลาที่ค่อนข้างแตกต่างจากปลาชนิดอื่น เราสามารถนำแซลมอนไปประยุกต์กับเมนูอื่นๆ ได้ง่ายมากพอๆ กับที่เนื้อสัตว์ เช่น หมูหรือไก่ แต่ปลาชนิดอื่นกลับทำแบบนั้นไม่ได้ แถมยังมีประโยชน์หรือคุณค่าทางอาหารที่มากกว่าอีกด้วย ทำให้ในแต่ละประเทศทั่วโลกเริ่มนำแซลมอนไปใช้กับอาหารท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก และนั่นก็เป็นสิ่งที่ NSC ตั้งใจอยากให้เกิดขึ้นในระยะยาวด้วยเช่นกัน 

“เท่าที่ผมคลุกคลีกับมันมา ยังมีอีกอย่างที่แซลมอนทำได้ คือผมไม่เคยเห็นเลยครับ ว่าจะมีเด็กคนไหนไม่ชอบแซลมอน นั่นแปลว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ สำหรับเด็กและคนรุ่นใหม่ในการบริโภคอาหารทะเล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่ทุกคนควรจะทานอาหารทะเลให้มากขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วเราควรต้องทานปลาสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ถึงจะพอเหมาะ ไม่ใช่เพียงแค่แซลมอน แต่เป็นอาหารทะเลทุกประเภท และการที่มันเข้าถึงได้ง่ายขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ครับ อยากให้ทุกคนเห็นว่าแซลมอนไม่ใช่ปลาที่จับต้องได้ยาก ใครก็สามารถทานได้”

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

คอการ์ตูนพากย์ไทย คงเคยได้ยินชื่อ พี่จูน-อิทธิพล มามีเกตุ ผ่านหู

ส่วนชื่อที่ไม่ผ่านแค่เพียงหู แต่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือ มังกี้ ดี ลูฟี่ จาก One Piece การ์ตูนที่อยู่คู่กับคนอายุหลัก 2 มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

พี่จูนเริ่มพากย์เสียงเป็นลูฟี่ตอนที่ 51

ปัจจุบัน One Piece เดินทางมาถึงตอนที่ 1,035 เข้าไปแล้ว

ด้วยความยาวระดับมหากาพย์ อาจทำให้หลงลืมบางช่วงบางตอนไปบ้าง แต่สิ่งที่ไม่มีทางลืมลง คือเสียงที่พูดว่า “ฉันต้องเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เล้ยยย!!”

แม้จะนึกหน้าตาของพี่จูนไม่ออก เรารับรองว่าทุกคนนึกเสียงเขาออกแน่ นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายตัวละครที่ถ้าบอกใครว่า เขานี่แหละเป็นคนพากย์ ก็คงร้องเฮ้ยกันหมด

เฮ้ยแรก อัสรัน จาก Gundam Seed

เฮ้ยสอง ลูลูซ จาก Code Geass

เฮ้ยสาม ดีโอ บรันโด จากโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ หรือปิ๊งป่อง จากภาพยนตร์แอนิเมชัน Inside Out ก็ฟังแล้วยัง เฮ้ย! 

ส่วน โหด มัน ฮา ไม่ใช่ชื่อผลงานที่เขาพากย์แต่อย่างใด แต่เป็นชีวิตของเขาที่เราสัมผัสได้ในการพูดคุยกันวันนี้ เพียงก้าวแรกที่พี่จูนปรากฏตัวให้เห็นพร้อมกับเสื้อชุ่มเหงื่อ เพราะพี่แกเล่นเดินมาที่ออฟฟิศ The Cloud แทนการนั่งรถ ความมุทะลุแบบหนุ่มหมวกฟาง และน้ำเสียงดุดันในคำตอบประหนึ่งนั่งคุยกับเสาหลักวายุผู้เกรี้ยวกราดจาก ดาบพิฆาตอสูร

นี่คือเรื่องราวการผจญภัยในเส้นทางนักพากย์ ที่มีไว้สำหรับผู้แน่จริงเท่านั้น

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชินจังจอมแก่น

“พี่ทำตามสบายได้เลยใช่ไหม” พี่จูนว่าอย่างนั้น เมื่อเราขอให้เขาเล่าเรื่องตัวเองลงคอลัมน์ The Master ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพากย์เสียงหลายสิบปี เป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบสุดมันสไตล์รุ่นใหญ่สุดโหด

มีเกร็ดมากมายสำหรับนักพากย์รุ่นใหม่อยู่ข้างล่างนี้แน่ แต่ก่อนจะเลื่อนลงไป เราอยากให้คุณรู้จักอาจารย์ของคุณเสียก่อน 

เริ่มจากข้อหนึ่ง ชีวิตวัยเด็กของพี่จูนเกี่ยวข้องกับการ์ตูนน้อยมาก

เขาก็เหมือนเด็กทั่วไปคือตื่นเช้าเสาร์อาทิตย์ มานั่งหน้าจอทีวีตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 11 โมง เพื่อดูการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน ด็อกเตอร์สลัมป์ หน้ากากเสือ ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ก็ได้เวลาของ อภินิหารหุ่นยนต์สามพลัง อภินิหารหุ่นแซด หรือ เกรทมาชินก้า

พอปิดเทอม เด็กประถมจากรั้วสาธิตจุฬาฯ ก็ถูกส่งไปอยู่กับป้าที่จันทบุรี วนเวียนอยู่กับการเล่นสนุก จิ๊กของร้านชำหน้าปากซอยบ้างตามประสาเด็กซน เคยถึงขนาดเปลี่ยนต้นมะม่วงให้ออกลูกเป็นรองเท้า เพราะจะลักเอามะม่วงคนข้างบ้านมากิน

ข้อที่สอง ป้าของพี่จูนสนิทกับโรงฉายหนังจันทบุรี และเป็นเจ้าของจอหนังกลางแปลงด้วย

เขาไปวิ่งเล่นอยู่ที่นั่นทุกวันที่ป้าไม่ว่าง เริ่มขยับจากนั่งหน้าจอ ขึ้นไปนั่งบนห้องพากย์สด ฟังบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นใหญ่พากย์พร้อมหนังอย่างออกรสออกชาติ แต่คำที่เขาได้ยินเป็นประจำคือเสียงเตือนว่า “จูน อย่าหัวเราะ” 

เข้าใจได้ เพราะเราเองยังตื่นตาตื่นใจที่ได้ฟังเสียงเขาพากย์ลูฟี่ต่อหน้า

ข้อที่สาม ป้าของพี่จูนเป็นนักจัดรายการวิทยุ 

อาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็ซึมซับการใช้เสียงมาจากป้านับแต่นั้น 

“ป้าพี่ไม่เคยดัดเสียง เพียงแต่ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง มันคือพื้นฐานเบื้องต้นของการใช้เสียงตัวเองให้เป็น

“ถ้าไม่รู้ว่าเสียงตัวเองควรจะใช้แบบไหน คุณจะหลงทางอยู่ในวังวนเสียงหล่อ เสียงสวย ไม่มีทางเป็นนักพากย์ที่ดีได้”

นอกจากเลียบ ๆ เคียง ๆ อยากลองใช้เสียงบ้าง หน้าที่อีกอย่างของพี่จูนคือการลอกแสตมป์ออกจากจดหมายมิตรเพลงที่ส่งมาถึงป้าอย่างล้นหลาม 

แต่ป้าจะรู้ไหม ว่าหลานป้าเองก็ส่งจดหมายหาไอดอลของเขาเช่นกัน 

เขาจ่าหน้าซองถึง น้าต๋อย เซมเบ้

ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่

เราถามเขาว่าเขียนอะไรใส่จดหมาย

“พี่วาดรูปให้น้าต๋อย” ผิดคาดไปนิด แต่เรื่องราวน่ารักขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง แถมยังติดตลก

“ท้ายรายการ ช่อง 9 การ์ตูน น้าต๋อยจะอ่านจดหมาย เราก็นั่งรอหน้าจอไปสิ แต่ไม่มีของกูเลย จนได้ทำงานกับน้าต๋อย ถึงไปทวงแกว่า น้าต๋อย ผมเขียนจดหมายมาหาด้วยนะ เขาก็เอ้า จูน เขียนมาตอนไหนวะ (หัวเราะ)” 

แต่ก่อน ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ จะออกฉาย ทุกคนเรียกน้าต๋อยด้วยชื่อจริง 

ย้อนกลับไปสมัยชั้น ป.5 

พี่จูนจำได้แม้กระทั่งว่าเป็นวันคุ้มครองผู้บริโภค ที่เด็กชายอิทธิพลเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ เดินดิ่งเข้าไปหา รปภ. ของช่อง 9 อย่างใสซื่อ เพื่อบอกว่า “พี่ครับ ๆ ผมขอเข้าพบผู้พากย์ คามุย ยอดนินจา หน่อยได้ไหมครับ” แม้จะไม่รู้จักชื่อคนพากย์ก็ตามที

ยังดีที่พี่ยามเฉลยให้ “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวพี่นิรันดร์ลงมา” 

ไม่นาน ไอดอลของเขาก็ปรากฏตัวให้เห็นพร้อมเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ แจกลายเซ็นว่า นิรันดร์ ให้เด็ก ๆ ทุกคนที่วิ่งล้อมหน้าหลัง เป็นกระดาษใบเล็ก ๆ ที่พี่จูนเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ตลอด จนคำนำหน้าจากเด็กชายเป็นนายอิทธิพล เว้นเสียแต่ว่า

“มันดันหายไปตอนขโมยขึ้นบ้าน โคตรเสียใจเลย กระเป๋าไม่เสียดาย กูเสียดายลายเซ็นน้าต๋อย”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมพี่จูนถึงยังมีน้าต๋อยเป็นต้นแบบจนถึงทุกวันนี้ เขาตอบไว้อย่างดี

“น้าต๋อยไม่ใช่แค่ครูในทางการทำงานเท่านั้น เขาแนะนำคติพจน์ ทัศนคติหลาย ๆ อย่างให้เราเดินอย่างถูกต้อง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อเด็ก มีจรรยาบรรณ และไม่ทรยศต่อวิชาชีพ เขาคือคนที่ให้ทั้งหมดกับพี่ 

“มีบางคนพูดว่าหมดจากน้าต๋อยก็ต้องพี่แล้ว เรานี่โกรธมาก ถ้าใครคิดอยู่ให้ลบออกจากสมอง เขาคือผู้ใหญ่ที่พี่เคารพนับถือ เป็นปรมาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์กู เดี๋ยวกูตบปากแหก” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

คุณครูจอมเวทย์ เนกิมะ

ด้วยความสามารถด้านกีฬา ทำให้เขาได้รับทุนเข้าศึกษาต่อในคณะครุศาสตร์ สาขาพลศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคสมัยที่กีฬาฮอกกี้ยังไม่ได้รับความนิยม พี่จูนถือเป็นนักกีฬาฮอกกี้ระดับประเทศก็ว่าได้ เขาเองบอกว่าไม่ชอบชีวิตช่วงนี้เท่าไร เพราะคิดว่าตัวเองจับพลัดจับผลูมาเป็นนักกีฬา ขอให้ข้ามช่วงนี้ไปเสีย 

แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาก็เกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อมือของ น้าติง-สุวัฒน์ กลิ่นเกษร เจ้าของเสียงพากย์มวยปล้ำในตำนาน ที่สมัยนั้นเป็นครูประจำโรงเรียนวางลงบนบ่า แล้วออกปากชวนเขาไปบรรยายกีฬาเป็นครั้งแรก 

“จริง ๆ เขาไม่รู้ด้วยว่าเป็นพี่ พี่ก็อยู่สนามจุ๊บ บรรยายบอลคณะไปเรื่อย แกมาจับไหล่บอกว่า เฮ้ย อิทธิพล พากย์งี้ไม่ได้ตังค์หรอก มาพากย์กับครูดีกว่าได้ตังค์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาครูที่เทเลคอมทาวเวอร์ เอาเทปกีฬาไปลองเทสต์ดูนะ”

หัวใจพองโต คือความรู้สึกของวินาทีนั้น ตามมาด้วยความกดดันอย่างรุนแรง เพราะต้องทำยังไงก็ได้ให้รอดตาย

พี่จูนรับเอาม้วนเทปกลับมาทำการบ้าน เขาจำได้ดีว่าเป็นการแข่งขันจักรยานรอบนิวยอร์ก ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง สารภาพตามตรงว่าขอให้พ่อช่วยแปลอังกฤษให้ เพราะมีแต่ศัพท์ยาก ๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยกฎกติกากีฬามากมาย 

ผลของการดั้นด้นฝึกแล้วฝึกเล่า เขาก็ผ่านด่านน้าติงได้ในเทปม้วนเดียว และเริ่มงานทันทีในสัปดาห์ต่อไป

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่จูนถึงพูดว่า “เหมือนชีวิตพี่แม่งถูกขีดเอาไว้ มึงอยากพากย์หนังใช่ไหม งั้นมึงต้องไปฝึกจากกีฬา มันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว”

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ก้าวแรกสู่สังเวียน

ค้นหาเสียงตัวเองกับการบรรยายกีฬาได้ปีกว่า ๆ ตลอดเวลาเขามักจะเงี่ยหูฟังห้องติดกันอย่างตั้งใจ พี่จูนใช้คำว่า เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะห้องนั้นใช้สำหรับพากย์หนัง ซึ่งเป็นความฝันที่ซ่อนอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็ก

การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักพากย์ เมื่อ 30 ปีก่อน ถือว่ายากมาก เพราะต้องถูกช้อนจากคนในวงการแบบปากต่อปากเท่านั้น สมัครเข้าไปเองไม่ได้ 

ถือเป็นความโชคดีอีกครั้งที่ช่วงปลายบนถนนกีฬา มีพี่ในวงการเห็นแววรุ่ง เชื้อเชิญให้เขาไปลองฝึกพากย์หนัง แม้การบรรยายกีฬาจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า เขาก็ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน

“ตัวแรกเป็นตัวประกอบ ไม่มีใครให้พากย์ตัวเอกหรอก มีแต่คนบ้าที่ดันทุรังให้เด็กไปพากย์เป็นตัวเอก

“ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะเห็นว่าเราพร้อมเมื่อไร เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่ากูจะพากย์ตัวนี้ ไม่มีสิทธิ์ชี้ซ้ายชี้ขวาชี้หน้าหลังได้เลย แต่ไม่ว่าจะเกลียดเด็กคนนี้ขนาดไหน เขาก็มองอย่างไม่มีอคติ เขารู้ว่ามันทำได้ ต้องให้มันทำ เพราะมันทำได้ดีที่สุดในทุกคนที่เรามีอยู่”

ทุกวันนี้พี่จูนก็ยังคงพากย์ตัวประกอบอยู่เรื่อย ๆ เขามองว่าการพากย์คืองานศิลปะบนผืนผ้าใบ ต้องช่วยกันแต่งเติมสี วางองค์ประกอบให้ชัดเจน สมดุลกัน เพื่อให้ภาพออกมาสวยงาม

สำเนียงแต่ละภาษามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือพากย์ไทยอย่างไรให้มันเป็นอาหารไทยที่ดีที่สุด เหมาะสมกับคนกิน ปรับเปลี่ยนให้คนไทยรู้สึกว่าตัวละครนี้มันพูดแบบนี้จริง ๆ 

“ต้องรู้ถึงขนาดว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนยังไง นักเขียนเขาวางมันไว้แบบไหน ไม่ใช่ว่าตัวนี้หน้าตาหล่อดีก็พากย์ให้มันหล่อ ๆ ไอ้ตัวนี้หน้าตาอัปลักษณ์ ก็พากย์แม่งแบบอัปลักษณ์ ๆ ไป ไม่ได้เด็ดขาด

“พี่ตีความจากภาพที่เห็นเป็นอย่างแรก ตัวละครญี่ปุ่นสื่อสารกับเราไม่มาก ใช้แค่คิ้ว ตา ปาก รูปหน้า ก็บอกได้ประมาณหนึ่งแล้วว่า เป็นตัวดีหรือเลว มุทะลุดุดันหรือว่านิ่มนวล

“ผมก็มีบางที อย่างโกคูเนี่ย มึงจะวาดอะไรนักหนา ทุกวันนี้ยังไม่เคยเห็นใครทำทรงผมแบบนั้นในชีวิตจริง” 

ชักอยากรู้แล้วสิว่า วันแรกที่กองกระดาษหนาปึกวางลงตรงหน้า พร้อมระบุให้เขาพากย์เป็นลูฟี่ พี่จูนตีความไอ้เด็กหมวกฟางนี้ว่ายังไง และ One Piece คืออะไรสำหรับเขา

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

วันพีซ

จำวันที่เจอลูฟี่ครั้งแรกได้ไหม

จำได้

คุณตีความตัวละครนี้ยังไง

เราตีความจากลักษณะ เพราะเรามาทำตอนที่ 51 ผ่านไปแล้วภาคหนึ่ง เด็กคนนี้มันกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาอยากจะเป็นราชาโจรสลัดอะไรของเขากับพรรคพวก การผจญภัยก็เริ่มแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วจะบอกให้ว่า พรรคพวกที่อยู่ในเรือเขาก็เป็นเด็กมีปัญหาทุกคน บางคนเป็นเด็กกำพร้า แม้กระทั่งเอสกับซาโบ้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่แท้ ๆ คือใคร หรือแชงคส์ก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองคือใคร ดูสิ

เพราะฉะนั้น เด็กที่มีความคิดแบบนี้ เจอกับปัญหาแบบนี้ เติบโตมาในที่มีกรอบแบบนั้น ไม่มีพ่อแม่ก็จริง แต่นับถือคนนั้นคนนี้เป็นต้นแบบ ตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่เหิมเกริม ลูฟี่ก็อยากเป็นเหมือนแชงคส์ ไอ้ผลโกมุโกมุก็เพิ่งกินเข้าไป ถึงได้รู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่ได้ แชงคส์ไปช่วยเอาไว้จนแขนด้วน 

พี่ตีความเด็กคนนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนลูฟี่ทุกวันนี้เข้มแข็งแล้ว คุมจนทุกคนบนเรือไม่กล้าหือ คนเดียวที่กำราบเขาได้คือแชงคส์ แต่คู่นี้ก็ยังไม่เจอกันอยู่ดี

มีไหมที่พากย์ ๆ ไปแล้วคิดว่าทำไมลูฟี่ตัดสินใจแบบนี้

คุณมีความคิดแบบนี้ในสมองไม่ได้ คุณต้องเชื่อ ห้ามคิด ถ้าคิดจะสะดุดทันที เพราะเราจะสงสัย พากย์ไปตามเขาก่อน แล้วค่อยมาดูว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้

ทุกวันนี้พี่ยังทำการบ้านนะ ยังย้อนไปดูหนังเก่า ๆ อยู่เลยเพื่อดูว่าเขาพากย์ยังไงกันบ้าง เวลาเราดูเรื่องเดิม ๆ เราจะเห็นอะไรใหม่ ๆ เสมอ รุ่นใหญ่ ๆ เขาสอนเอาไว้ แค่เราหยิบมาใช้ เก็บเกี่ยว แล้วปรับให้มันเป็นของเราเท่านั้นเอง นี่เป็นการบ้านที่พี่ต้องทำทุกวัน

รู้ไหมว่าทุกคนอยากให้คุณพากย์เสียงลูฟี่จนกว่า One Piece จะจบ

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะพากย์จนจบไปเลย แต่อาจารย์โอดะบอกว่าจะจบแล้วไม่ใช่เหรอ อีก 3 ปีใช่ไหมนะ

มองกลับกัน รู้สึกยังไงเวลามีคนบอกว่าถ้าไม่ใช่พี่จูนพากย์ลูฟี่ ก็จะไม่ดูอีก

จริง ๆ ก็เรื่องของมึง

งั้นอยากบอกอะไรพวกเขา

มึงมาขนาดนี้ อีกนิดเดียวก็จะถึงปลายทางถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ทน ๆ ดูไปแม่งจนจบไปเถอะ 

แต่ไม่นานมานี้ก็มีดราม่าการเปลี่ยนเสียงพากย์ โซโล 

พี่เป็นคนบอกให้ไอ้คิมตั้งเสียงแบบนั้นเอง เพราะพี่ต้องการจะลบภาพป๋าไกร-ไกวัล วัฒนไกร ออกไปก่อน ถ้าภาพป๋ายังอยู่ ไอ้คิมไม่มีทางเดินต่อได้แน่ ตอนนี้คนเริ่มให้กำลังใจมันแล้ว เริ่มมองเห็นว่ามันควรจะเป็นแบบไหน 

ตั้งแต่เริ่มต้น เสียงโซโลไม่ใช่แบบป๋า ถ้าลองมาฟังซาวนด์จริง ๆ อาจจะมีส่วนคล้ายอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ป๋าพากย์หลอกจนคนเชื่อว่าเป็นแบบนั้น นี่แหละคือศิลปะของนักพากย์ 

แล้วตัวคุณเองเคยโดนดราม่าบ้างไหม

โดน แต่เราไม่สนใจ เพราะเรามั่นคงกับแนวทางที่น้าต๋อยให้มาแล้ว 

น้าต๋อยสอนอะไรคุณบ้าง

พี่เคยถามว่า “น้าต๋อยครับ ทำไมสัตว์ประหลาดใน อุลตร้าแมน มันต้องร้องด้วย มันจะดูตลกไหม”

น้าต๋อยบอกว่า “จูน ดูหนังมันรุนแรงขนาดไหน ดูไอ้อุลตร้าแมนมันทำกับสัตว์ประหลาด ทั้งถีบ เตะ ต่อย ยิงแสง มันก็ไม่เคยสู้ได้สักครั้ง”

เขาเลยทำให้มันดูเป็นการแสดง ลดความรุนแรงของภาพยนตร์ลง ยอมโดนคนด่า อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ดูเสร็จแล้วออกไปทุบเพื่อน

จากเด็กที่เคยมีน้าต๋อยเป็นไอดอล ตอนนี้คุณกลายเป็นน้าต๋อยของเด็ก ๆ รู้สึกยังไง

เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากความภาคภูมิใจ แล้วก็ส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปยกไว้ที่น้าต๋อยเลย 

พี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ด้วยตัวเอง แต่น้าต๋อยเป็นแบบนี้ด้วยตัวของท่านเอง พี่เลียนแบบท่านมา เพราะท่านบอกให้พี่ทำ 

คิดว่าจะพากย์ไปถึงเมื่อไร

อีกไม่นานก็น่าจะเฟดตัวเองลงแล้ว เพราะอายุเราเยอะแล้ว ไม่อยากจะตายห่าคาไมค์จริง ๆ อยากจะใช้ชีวิตสบาย ๆ บ้าง 

ถ้าคุณมีคำว่า ต้อง ในชีวิตแม่งจะไม่มีความสุขเลย แต่จงมีคำว่า เดี๋ยว ทำต่อไปเว้ยเดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวแม่งก็ดีเอง มันจะดูเหมือนไม่ไกล 

ถ้าลูฟี่อยากเป็นราชาแห่งโจรสลัด คุณอยากเป็นราชาแห่งอะไร

ไม่อยาก อยากเป็นคนธรรมดาที่ตื่นเช้าขึ้นมาไม่มีอะไรผิดปกติ ดูแลลูกเมีย มีความสุขตามอัตภาพ แบบวัดก็เข้า เหล้าก็แดก 

คุณมี One Piece ที่กำลังตามหาอยู่ไหม

พี่มีแล้ว ลูกเมียเนี่ยแหละคือ One Piece ของพี่ แค่รักษาไว้ให้ดีก็พอ

ลูฟี่มีสโลแกนว่า ฉันมีชื่อว่ามังกี้ ดี ลูฟี่ คือชายที่จะก้าวข้ามพวกแกและขึ้นเป็นราชาโจรสลัด อะไรคือสโลแกนของจูน อิทธิพล

สโลแกนของพี่เหรอ ไปให้สุดแล้วหยุดที่ครอบครัว มันอยู่ในเฟซบุ๊กของกูเอง (หัวเราะ)

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชมรมรัก คลับมหาสนุก

“พี่ถามจริง ๆ เอาแบบเปิดใจคุยกัน เด็ก ๆ สมัยนี้ทำไมถึงอยากเป็นนักพากย์” เขาถามกลับในตอนที่เราทุกคนผลัดกันโยนคำถามจนหมดมุก

“ผมไม่ได้อยากเป็น” 

“มึงเลี่ยงคำตอบ” แล้วทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนทีมงานยอมตอบว่าอยากเป็นเพราะเท่ บวกกับมีเพื่อนยุว่าเสียงใช้ได้

“เพื่อนมึงหยอดยาพิษซะแล้ว”

หากใครยังคิดว่าอาชีพนักพากย์เป็นกันได้ง่าย ๆ คำแนะนำ (ที่ดูจะเป็นคำเตือน) ต่อไปนี้จากอาจารย์ของคุณ อาจทำให้หลายคนร้อน ๆ หนาว ๆ

“มึงจะต้องเจอกับคำติฉินนินทา การทิ่มแทงกันจากข้างหลัง การเลื่อยขาเก้าอี้ การทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มึงก้าวผ่านเขาไปได้ มึงต้องแน่จริงและมั่นคงพอ ต้องไม่ยุ่งกับมัน ไม่สนใจมัน มุมานะ แล้วมานั่งดูตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเราผิดอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไหม มันจะช่วยทำให้มึงถีบไอ้พวกเวรนั่นลงมาเอง

“ทำตัวเองให้ดีเท่านั้นพอ ทำงานทุกวันให้แม่งเหมือนเป็นงานสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้มันจะดีกว่าเดิม ไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่

“ลองคิดดู หนังหรือละคร มันมีเยอะจริง แต่นายจ้างที่ไม่มีคุณภาพทางด้านความคิด เขาก็จะไม่ใช้ของที่มันมีคุณภาพ เขาจะโยนงานพวกนี้ให้กับเด็ก ๆ ซึ่งกำลังเติบโตมา กลายเป็นการตัดราคากันเอง ทำงานมา 20 ปี เงินเดือนไม่ขึ้นเลยมันเป็นไปได้ไหม 

“ขอมีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่กูได้ร่ำเรียนมาซะบ้างเถอะว่ะ อย่าทำให้ครูบาอาจารย์ของกูต้องมานั่ง โอโห จูนมึงแม่งไม่ได้เรื่องเลย กูอายนะ”

ทัศนคติที่นักพากย์ทุกคนต้องมี คือต้องรู้ก่อนว่าคุณทำงานอะไร ทำให้ใครดู คุณจะดูเองหรือให้ผู้ชม ต้องยอมรับคำติเตียนและแก้ไขให้ได้ คนส่วนใหญ่จะรับตรงนี้ไม่ค่อยได้และตายไปเพราะบ่วงความคิดของตัวเอง พี่จูนเน้นย้ำว่า คุณต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอ 

“การพากย์มันเป็นเรื่องครูพักลักจำจริง แต่ต้องใช้เสียงตัวเองเป็นหลัก ไม่งั้นเขาไม่จำคุณหรอก คุณจะละลายหายไปกับสายลม เพราะคุณเสียงเหมือนคนอื่น เขาไปจำคนต้นแบบนู่น 

“การมีเสียงเหมือนกันถือเป็นกรรม ธรรมดาจะแสตนด์เอาต์ในวงการก็ยากพออยู่แล้ว นี่มึงต้องปีนสองชั้นเพื่อให้ข้ามผ่านเสียงตัวเองขึ้นไปอีก พี่บอกเลย วิบากกรรมชัด ๆ

“ถ้าคำสัมภาษณ์พี่มันจะมีประโยชน์บ้าง จงเอาไปใช้เถอะ ไม่ต้องสนใจว่า ฉันต้องพากย์นางเอก พระเอก มีตัวละครตั้งเยอะแยะ ถ้ามึงอยากเป็นนักพากย์จริง นั่นมึงอยากเป็นพระเอกน่ะสิ 

“อยากเป็นนักพากย์ก็ต้องพากย์ได้ทุกอย่าง ทุกตัว เผลอ ๆ ต้องทุกประเภทของการใช้เสียงด้วยซ้ำไป

“ยกเว้นไว้อัน การร้องเพลง กูยอมจริง ๆ ไม่ไหวว่ะ”

เคยร้องแล้วเหรอ

“โอ๊ย เพื่อนบอกมึงอย่าร้องดีกว่า” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load