‘มือกลอง โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง ที่เกิดและเติบโตที่เมืองไทย แต่ย้ายไปอเมริกาเหนือตอนอายุ 20 เพื่อไล่ตามความฝัน’ 

ข้อความข้างต้นคือคำเกริ่นในหน้า ‘เกี่ยวกับศิลปิน’ บนเว็บไซต์ของ Salin หรือ สลิล ชีวพันธุศรี

เธอเป็นมือกลองชาวไทยที่ใช้ชีวิตและมีผลงานอยู่ที่ต่างประเทศ โดยผลงานอัลบั้ม ‘Stay Tuned’ ที่เธอร่วมบันทึกเสียงกับ โดมินิก ฟิลส์-เอมเม่ร์ (Dominique Fils-Aimé) ศิลปินแจ๊สชาวแคนาดา ได้รับรางวัล Juno Awards สาขาอัลบั้มขับร้องแจ๊สยอดเยี่ยมแห่งปี และ L’ADISQ อัลบั้มแจ๊สยอดเยี่ยมแห่งปี เมื่อปี 2019 ทั้งยังได้ร่วมแสดงบนเวที Polaris Music Awards 2019 มาแล้ว

Salin มือกลองหญิงไทยในแคนาดา กับอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกว่าด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ

Verse

เส้นทางการเป็นนักดนตรีของสลิล อาจคล้ายกับใครหลายคนในแวดวงนี้ แต่แต้มต่อที่เป็นความโชคดี คือเธอได้รับโอกาสและการสนับสนุนจากครอบครัว ที่ส่งเสริมให้เธอได้เรียนดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย สลิลเรียนเปียโนคลาสสิกตั้งแต่อายุประมาณ 6 ขวบ และเริ่มหลงใหลเสียงดนตรีตั้งแต่ตอนนั้น 

เด็กหญิงหมั่นฝึกซ้อมเองทุกวันโดยไม่ต้องให้ใครบังคับ แต่ก็ต้องพบกับอุปสรรคที่สรีระในวัยนั้นยังไม่สามารถเหยียบ Octave ของเปียโนได้ถนัด เธอจึงเปลี่ยนไปลองเล่นเครื่องดนตรีอื่น ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์หรือเบส เธอว่าได้แรงบันดาลใจจาก Clash วงร็อกไทยชื่อดัง แต่เมื่อเล่นไปสักพักก็พบปัญหาเดียวกัน จึงเปลี่ยนมาเล่นกลอง

 “เล่นกีตาร์ต้องให้นิ้วเราแข็งพอ เพราะต้องทาบคอร์ด มือต้องใหญ่ แต่เรามือเล็กมาก ไม่ถนัด เลยเลือกเล่นกลอง แล้วก็เล่นมาตลอด แต่เราไม่ได้บอกพ่อแม่ว่าเราจะเล่นจริงจัง อย่างพ่อก็ยังเป็นห่วงว่าถ้าเป็นนักดนตรีต้องเล่นงานดึก มีแต่คนเมา คนกินเหล้า แต่ก็ยังให้เราเล่นมาเรื่อยๆ ส่วนตอนนี้แม่ก็เศร้ามาก เพราะไม่คิดว่าจะใช้ชีวิตเป็นมือกลองจริงๆ (หัวเราะ)” 

หลังจากสลิลเลือกเล่นกลองมาได้ 3 ปี เธอก็เริ่มโพสต์วิดีโอตีกลองของตัวเองลงใน YouTube และแชร์ให้เพื่อน ของเธอดู ในช่วง ค.ศ. 2008 น่าจะเป็นยุคแรกๆ ที่ YouTube เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตวัยรุ่น และหลายคนผันตัวมาเป็น Vlogger ตั้งแต่ตอนนั้น (Justin Bieber หรือ เอิ๊ต ภัทรวี ก็มีจุดเริ่มต้นในสายนักดนตรีอาชีพจาก YouTube เช่นเดียวกัน)

Salin มือกลองหญิงไทยในแคนาดา กับอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกว่าด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ

เมื่อคนบนโลกอินเทอร์เน็ตได้เห็นความสามารถของเธอมากขึ้น ทำให้สลิลได้รับการติดต่อเพื่อชวนเธอมาตีกลองให้จาก เท็ดดี้ วง Flure (ธีรดล ธีโอดอร์ แกสตัน) ที่ขณะนั้นเขาเล่นให้กับวงอัลเทอร์เนทีฟ กรันจ์ในตำนานของไทยอย่าง อรอรีย์

“ตอนนั้นอายุสิบเจ็ด ได้เล่นกับเขาในเฟสติวัลสองปี หลังจากที่เขาพักวงไป เราก็ไม่รู้จะทำอะไร แม่อยากให้ไปเรียนเมืองนอกพอดี ก็เลยส่งไปเรียนอเมริกา” 

ระหว่างอยู่ที่นั่นเธอก็หารายได้พิเศษเหมือนกับนักเรียนไทยส่วนใหญ่ด้วยการเป็นพนักงานเสิร์ฟ และเป็นพนักงานในร้านเบเกอรี่ แต่สลิลไม่ลืมที่จะต่อยอดความสามารถทางดนตรีด้วยการไปสมัครเล่นตามร้าน โพสต์ประกาศในโซเชียลมีเดีย เผื่อว่ามีวงไหนที่ต้องการมือกลอง เธอรับเล่นตั้งแต่แนวคันทรีไปจนถึงเมทัล เข้าร่วม Jam Session ที่เปิดโอกาสให้นักดนตรีที่ไม่เคยรู้จักกันมานั่งเล่นด้วยกัน ไปจนถึงลองเป็นนักดนตรีเปิดหมวก แม้สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แนวดนตรีที่เธอชื่นชอบไปเสียทุกแนว แต่สลิลเชื่อว่านั่นเป็นการสะสมประสบการณ์ให้เธอพัฒนาฝีมือได้มากขึ้น

Salin มือกลองหญิงไทยในแคนาดา กับอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกว่าด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ

“เขาคิดว่าเรียนจบแล้วจะกลับมาทำธุรกิจที่บ้าน ปรากฏว่าเราดื้ออยู่ต่อ เพราะคิดว่าถ้าทำงานดนตรีที่นี่ ดูมีความเป็นไปได้ มีงานให้เล่นมากกว่า แล้วคนที่นี่ค่อนข้างอิสระ ไม่มีใครมาตัดสินเรา”

“แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น” มือกลองสาวเปลี่ยนโทนเสียงเล่าต่อ

 “ต้องมีความอดทนสูง หรืออย่างเวลาเราเปิดหมวก บางทีเจอโฮมเลสมาไล่ที่ก็มี เคยเจอเป็นผู้หญิงตัวเล็กกว่าเราอีกนะ ดูเมา ถือขวดเหล้าเดินเข้ามาแล้วฟาดที่กลอง พูดกับเราว่า ‘ทำไมถึงมาอยู่ในที่ของฉัน นี่คือที่ของฉัน’ ขนาดอยู่บนถนนที่คนเยอะ เราเลยถามเขาดีๆ ว่าทำไมเขาทำแบบนี้ พอถามว่า ‘วันนี้เป็นไงบ้าง’ เขาก็ดูเศร้าขึ้นมาเลย แล้วก็เล่าเรื่องของเขา เข้าใจโฮมเลสบางคนก็ลำบากนะ หลังจากนั้นเลยเป็นเพื่อนกัน แล้วเขาจะมานั่งข้างๆ บ่อยๆ บางทีเขาก็มาบอกว่า ‘วันนี้วันเกิดฉัน ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ฟังได้ไหม’ เราก็บอก ‘ได้เลย ไม่มีปัญหา สุขสันต์วันเกิดนะ’”

 Prehook

การแสดงริมถนนทำให้สลิลเริ่มเป็นที่รู้จักของคนในละแวกนั้นมากขึ้น จนหนึ่งปีให้หลัง ความสามารถของเธอก็ไปเข้าตาวงดนตรีที่มอนทรีอัลและชวนให้ไปร่วมวง เธอจึงย้ายไปอยู่ที่แคนาดาและร่วมทัวร์ด้วยกันในที่สุด

“ตอนนั้น Dominique Fils-Aimé นักดนตรีแจ๊สเขามองหาผู้หญิงมาเล่นด้วยกันในวง คือวงการดนตรีส่วนใหญ่ผู้ชายเยอะ แต่บางคนต้องการสร้างความเท่าเทียมทั้งเรื่องเพศ ชาติพันธุ์ มากขึ้น แล้วมือเบสของดอมินิคก็มาชวนเรา เพราะเขาเคยดูเราเล่นริมถนนแล้วไปบอกดอมินิค โทรมาให้เราไปอัดเพลงให้แล้วเพลงที่เล่นให้ก็ได้ Juno Awards จากนั้นเลยเล่นด้วยกันมาเรื่อยๆ”

ความน่าสนใจของสลิลคือแนวทางที่เธอเลือกเล่นดนตรี จากจุดแรกเริ่ม เปียโนคลาสสิก มาสู่วงร็อกแบบ Clash ก่อนที่จะไปเล่น Metal แล้วจึงได้มาทำความรู้จักกับ Soul และ Jazz จนเราสงสัยว่าแนวดนตรีที่เธอชื่นชอบจริงๆ คืออะไร

Salin มือกลองหญิงไทยในแคนาดา กับอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกว่าด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ

“ความจริง ถ้าเพลงดีแนวไหนมันก็ดี แต่ถ้าถามว่าตัวเองอยากเล่นแนวไหน ตอนเด็กๆ อยู่เมืองไทยมันก็มีความโกรธ ความอึดอัดกับสังคมที่เป็นอยู่ เหมือนเราเป็นเด็ก ทำอะไรของตัวเองไม่ได้ ท้าทายอำนาจผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ ต้องตามพ่อแม่ ตามเพื่อนตลอด ตอนนั้นเลยชอบเมทัลมากๆ รู้สึกว่าเพลงเป็นสิ่งหนึ่งทำให้ระบายสิ่งที่ถูกกดหรือที่พูดไม่ได้ ให้ออกมาได้ผ่านเสียงดนตรี

 “ตอนนี้ก็มาชอบพวกโซล ฟังก์ คืออยู่เมืองไทยก็มีฟังก์ แต่ก็เป็นฟังก์ป๊อปไทยๆ มากกว่า ที่นี่มันต่างกัน เรามีโอกาสค้นพบแนวเพลงใหม่ๆ มากขึ้น เลยชอบทางนี้มากขึ้น เหมือนพอเราโต รสนิยมทางดนตรีเราก็เปลี่ยนไปด้วย บวกกับค้นพบว่าเราใช้ชีวิตเองได้ คนที่นี่เขารู้จักการรักตัวเอง ตอนอยู่เมืองไทยไม่เคยมีใครบอกว่าการรักตัวเองต้องเป็นยังไง อาจเพราะเรายังเด็กด้วยมั้งเลยไม่เข้าใจ”

Hook | Cosmic Island

มีเรื่องหนึ่งที่ศิลปินอิสระบ้านเราพูดคุยกันอยู่บ่อยครั้งว่า “ประเทศไทยไม่เอื้อกับการจะมาเป็นศิลปินเต็มเวลา เว้นแต่ว่าเราจะมีต้นทุนทางสังคมมาบ้าง” ซึ่งเป็นเรื่องที่เราได้ยินเรื่องนี้มาตั้งแต่การทำเพลง DIY เริ่มแพร่หลาย หลังจากมีเทคโนโลยีช่วยให้ทำเพลงได้จากที่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องมีต้นสังกัดคอยควบคุมการผลิตแบบแต่ก่อน พอคนทำเพลงเข้าถึงความรู้และอุปกรณ์ผลิตเพลง การเป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ ของคนเดินดินธรรมดาก็ไม่เกินฝันอีกต่อไป ทว่าหลายคนเข้ามาอยู่ตรงจุดที่ว่าทำเพลงเองได้แล้ว ก็ไม่พ้นเรื่องต้นทุนการอัดเพลงที่ทุกคนบ่นอุบว่า ยิ่งทำ ยิ่งจน จนเมื่อขาข้างหนึ่งของเราก้าวเข้ามาทำวงดนตรีบ้าง ก็ได้ค้นพบว่าสิ่งที่พี่ๆ เพื่อนๆ น้อง ๆ บ่นกันนานมาแล้ว ไม่ได้เกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย 

วันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา สลิลได้ปล่อยอัลบั้มชุดแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘Cosmic Island’ ที่สาวมือกลองแทบจะอยู่เบื้องหลังกระบวนการผลิตผลงานทั้งหมด ตั้งแต่การเขียนเนื้อเพลง ทำดนตรี เลือกนักดนตรีมาร่วมงานด้วยกัน ไปจนถึงการออกทุนทำเพลงทั้งหมด ซึ่งสลิลก็บอกเราตามตรงว่าค่าใช้จ่ายในการอัดเพลงอัลบั้มหนึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

“แพงมากเลย (หัวเราะ) ออกเองทั้งหมด ต้นทุน การจัดการ หาเงินจากไหน โปรโมตยังไง ต้องดูเอง ตอนอัดสลิลก็อัดเอง แทร็กเอง ไม่ได้ไปสตูดิโอ แฟนสลิลเป็นคนมิกซ์ เลยพอตัดค่าตรงนี้ไปได้เยอะ โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 แบบนี้ เมื่อก่อนศิลปินจะได้รายได้เพิ่มเติมจากการขายโชว์ แต่พอทุกอย่างหยุด หลายคนก็พบว่าที่ผ่านมาต้องพึ่งรายได้จากคอนเสิร์ตอย่างเดียวเลย” 

สลิล ชีวพันธ์ศรี มือกลองหญิงไทยในแคนาดา กับ ‘Cosmic Island’ อัลบั้มชุดแรกในชีวิต ที่ทำเองทุกขั้นตอนและหยิบปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ มาตีความเป็นเพลงทั้ง 8
สลิล ชีวพันธ์ศรี มือกลองหญิงไทยในแคนาดา กับ ‘Cosmic Island’ อัลบั้มชุดแรกในชีวิต ที่ทำเองทุกขั้นตอนและหยิบปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ มาตีความเป็นเพลงทั้ง 8

นักดนตรีหลายต่อหลายคนจึงจำเป็นต้องมีงานประจำทำไปควบคู่กัน เพื่อนำรายได้ส่วนนั้นมาเป็นทุนในการทำเพลง นั่นแปลว่า เวลาที่พวกเขาจะได้ทุ่มเท โฟกัส หรือใช้ความคิดสร้างสรรค์ไปกับผลงานอันเป็นที่รัก ต้องถูกเจียดไปให้การทำงานประจำ ทำให้ความสม่ำเสมอในการปล่อยผลงาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการทำการตลาดดนตรีในยุคสตรีมมิงน้อยลง โอกาสที่คนจะได้ยินเพลงของพวกเขาก็น้อยลงไปด้วย

“พอการซื้อไวนิลกลับมาเป็นที่นิยมขึ้นก็ดีขึ้นนิดหนึ่งค่ะ เราต้องทำให้คนเข้าใจว่า การทำเพลงไม่ได้รายได้ดีนะ ถ้าเราชอบศิลปินคนไหนต้องช่วยอุดหนุนเขา” เธอเสริม

หลายคนอาจคิดว่า ทำเพลงเองได้ก็แล้ว การฟังฟรีผิดลิขสิทธิ์ก็น้อยลง แล้วทำไมยังเป็นปัญหาอีก ตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสตรีมมิงในปัจจุบัน ที่เหมือนทำมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กลับเป็นอีกปัจจัยซึ่งส่งผลกระทบกับศิลปินรายย่อย เพราะถึงแม้จะควบคุมการผลิตเองได้ทั้งหมด แต่ค่าอุปกรณ์ที่ทำให้ได้เสียงคุณภาพก็มีราคาสูง กับบางคนไม่ได้ชำนาญการทำ Post Production ก็ยังต้องไปยืมมือผู้เชี่ยวชาญให้ช่วย ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายในการอัด มิกซ์ และมาสเตอร์ที่ต้องทบเข้ามาอีก แล้วบริการสตรีมมิงบางเจ้าไม่ได้จ่ายเงินพวกเขาในราคาสมเหตุสมผลต่อการฟังหนึ่งครั้ง จะช่วยเหลือตรงนี้ได้อย่างไร เพราะสุดท้ายระบบต่างๆ ก็ทำออกมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดเพลงกระแสหลักเท่านั้น

สลิล ชีวพันธ์ศรี มือกลองหญิงไทยในแคนาดา กับ ‘Cosmic Island’ อัลบั้มชุดแรกในชีวิต ที่ทำเองทุกขั้นตอนและหยิบปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ มาตีความเป็นเพลงทั้ง 8

“ตอนนั้น Napster มาใหม่ๆ มือกลอง Metallica ก็ไม่แฮปปี้เลย เพราะเงินที่มาจากการขายซีดีหายไปหมด  เพราะ Napster มันฟังฟรี แต่ Spotify ดีอย่างตรงที่เพลงมันไม่ฟรี มีค่า Subscription สำหรับบางคนก็ยังทำเงินได้อยู่ แต่ก็ได้น้อยมาก เพราะเขายังหาวิธีจ่ายยั่งยืนไม่ได้ แล้วเราก็รู้สึกว่าการทำดนตรีมันง่ายขึ้นด้วย คนเริ่มทำเพลงในคอมพิวเตอร์มากขึ้น เขาไม่อยากจะลงทุนเป็นร้อยๆ ดอลลาร์จ้างนักดนตรีมาทำเพลง พอเพิ่งคอมพิวเตอร์ มันทำให้เสน่ห์บางอย่างหายไปด้วย

“แต่เดี๋ยวนี้มันแก้ไขกันง่ายขึ้น ไม่จำเป็นว่าทุกอย่างจะต้องสมบูรณ์แบบ ต้องเป๊ะ ตอนนี้คนจะรู้สึกว่าห้ามมีอะไรผิดพลาด ซึ่งมันดูเป็นหุ่นยนต์ เพลงสมัยใหม่เลยออกมาเป็นแบบนั้นด้วย ถ้าเราฟังเพลงช่วง 60 – 70 มันอีดิตยาก เวลาอัดอัดในเทป จะได้ซาวนด์อีกแบบ ดิบมาก ไม่เพอร์เฟกต์ มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเยอะ แต่การอัดเพลงแบบ Multi Track คืออัดเครื่องดนตรีทุกชิ้นพร้อมกันในห้องหนึ่ง เวลาฟังจะให้ความรู้สึกเหมือนว่าเราอยู่ในห้องนั้นด้วย”

สำหรับโปรดิวเซอร์สาว เธอเลือกเอาเทคโนโลยีแบบเก่ากับใหม่มารวมด้วยกัน นั่นทำให้เธอแตกต่าง 

 “สลิลจะแต่งเพลงก่อน ทำเครื่องดนตรีอื่นๆ ใน Midi ให้พอฟังเข้าใจ เพราะว่าเล่นไม่ได้เก่งขนาดนั้น (หัวเราะ) แล้วส่งไปให้นักดนตรีลองฟัง ถ้าได้ฟังเพลง In Tune With The Moon เราให้นักดนตรีมาอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วอัดด้วยกันเหมือนแต่ก่อน ค่อยมาตัดต่อให้เนี้ยบมากขึ้น อัลบั้มนี้เลยมีความกึ่งๆ ดนตรีสด บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร”

 Bridge

อัลบั้มจำนวน 8 เพลงของเธอ ได้แรงบันดาลใจมาจากการเรียนวิชามานุษยวิทยาและทำวิทยานิพนธ์เรื่องมลพิษในแม่น้ำของประเทศไทย สลิลเล่าว่าในประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของผู้คนในประเทศไทยมีความเกี่ยวพันกับแม่น้ำอยู่มาก ทั้งใช้บริโภค ไปจนถึงมีความเชื่อและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ แต่เมื่อตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เธอพบว่าแม่น้ำเจ้าพระยาสกปรกจนใช้ดื่มกินโดยตรงไม่ได้ เธอจึงต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง และทำให้คนหันมาตระหนักถึงปัญหาที่แก้ไม่ได้สักที 

“เรารู้สึกว่าโลกมันยิ่งร้อนขึ้น ปีก่อนกลับไปกรุงเทพฯ รู้สึกว่าอากาศมันแย่มาก เพลงแรก Can’t Pretend เป็นเพลงแนวโซลที่พูดว่า เราอย่ามองข้ามหรือทำเป็นว่าเราไม่ได้เห็นว่ามันจะเกิดขึ้น อย่างตอนที่มลพิษ PM 2.5 ในกรุงเทพฯ นอนเปิดหน้าต่างไม่ได้ รู้สึกหอบ แล้วรัฐบาลก็ไม่สนว่าจะแก้ยังไง จริงๆ ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว เพราะคนทั่วไปก็ไม่ได้พยายามแก้อะไรขนาดนั้น เรามีรถตั้งสิบเอ็ดล้านคันในที่เล็กๆ 

“ช่วงโควิด-19 เดือนกุมภาพันธ์ เริ่มมีการล็อกดาวน์ สลิลก็วิจัยเรื่องมลพิษอยู่ไทย แล้วเจอว่าตั้งแต่ล็อกดาวน์ มลพิษหายไปเยอะ แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลยว่าการไม่ใช้รถมันส่งผลยังไง เราก็เขียนไปหา The Bangkok Post นะว่าทำไมเขาไม่เขียนเรื่องนี้ แล้วคนก็จะโทษการเกษตรอย่างเดียว ซึ่งอันที่จริงมันไม่ใช่แค่การเกษตร มันมีเรื่องคนที่ใช้รถ รถติดทุกวันสองสามชั่วโมง แล้วยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ความจริงหลายที่ในโลกเขาแบนแล้ว แต่ในไทยยังใช้อยู่

“เราอยากทำเพลงเพื่อสะท้อนว่าสิ่งแวดล้อมมันสำคัญมากกับการใช้ชีวิตอยู่ อยากให้นึกถึงตอนที่เรามีความสุข และชาร์จพลังหลังจากหมดไฟได้ก็เพราะธรรมชาติ การที่เราไปเที่ยวทำให้รู้ว่าธรรมชาติสำคัญสำหรับเรา”

สลิล ชีวพันธ์ศรี มือกลองหญิงไทยในแคนาดา กับ ‘Cosmic Island’ อัลบั้มชุดแรกในชีวิต ที่ทำเองทุกขั้นตอนและหยิบปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ มาตีความเป็นเพลงทั้ง 8

ศิลปินบางคนบอกว่าไม่อยากเอาดนตรีมาเป็นเรื่องการเมือง แต่สาวมือกลองกลับไม่คิดอย่างนั้น

“สลิลคิดว่าความเป็นนักดนตรีและสังคมมันคู่กันค่ะ เพราะนักดนตรีก็คือศิลปิน เราไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อที่จะร่ำรวย เราใช้ชีวิตเพื่อมีประสบการณ์ที่สนุกและมีความหมายต่อเราเอง สำหรับสลิล ความหมายของชีวิตที่ดนตรีได้ให้ คือการได้สื่อสารความเป็นมนุษย์ ความรู้สึก และบอกเล่าความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสังคม สลิลก็เลยหวังว่า ดนตรีจะช่วยสังคมได้บ้าง

  “สลิลเคยเป็น Music Director ให้งาน Rap Battles for Social Justice เหมือนเป็นโชว์ฮิปฮอปที่มีเนื้อหาทำให้คนตระหนักถึงปัญหาของตำรวจที่ใช้ความรุนแรงเกินขอบเขต เมื่อก่อนหลายคนจะมองข้ามเพลงของ Tupac ที่พูดเรื่องนี้จนเขาโดนแบน หรืออย่างตอนนี้ แรปที่เนื้อหาป๊อป ชวน Twerk ชวนให้ทำอะไรเซ็กซี่ แล้วคนลืมไปว่าดนตรีเปลี่ยนความคิด หรือมีอิทธิพลกับการเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ โดยเฉพาะตอนเราอยู่เมืองไทยเราคิดว่ามีคนที่เป็นแบบนี้เยอะมากนะ เขาไม่สนว่าใครจะเป็นยังไง ช่างมัน แต่ถ้าเราไม่สนปัญหาตรงนั้น มันจะไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย” 

ศิลปินต่างแดนทิ้งท้าย

ในขณะที่บ้านเรา นักดนตรีต้องออกมารวมกลุ่มกันเพื่อเยียวยากันเองในสถานการณ์โควิด-19 ก่อนจบบทสนทนา จึงเราชวนเธอเล่าถึงประสบการณ์เป็นศิลปินในต่างแดนในช่วงโรคระบาดนี้ นี่คือคำตอบจากสลิล 

ปกติทางรัฐบาลมีการช่วยเหลือสนับสนุนวงการดนตรีไหม 

ที่นี่มีกองทุนให้ 50,000 ดอลลาร์มาทำเพลง บางคนก็เอาเงินไปทำมิวสิกวิดีโอ ส่วนตอนโควิด-19 เขาก็ไม่ได้ช่วยนักดนตรีอย่างเดียว คนที่ได้รับผลกระทบก็จะได้ 2,000 ดอลลาร์ นี่ปีกว่าแล้วเขาก็ยังให้อยู่ ดีมาก

แล้วตอนโควิดระบาด ต้องปรับตัวยังไง

ก็มีสอนกลอง แต่สอนอยู่นานแล้ว แค่พอโควิด-19 มาคนก็ไม่กล้ามาเรียนกัน เลยต้องสอนผ่าน Skype ช่วงหนึ่ง ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยชอบเรียนผ่านเว็บ ชอบเล่นกลองจริงกันมากกว่า แต่ที่รู้สึกเลยคือไม่มีโชว์ ไม่ได้เล่นดนตรีกับเพื่อนเพราะล็อกดาวน์ เลยทำเพลงไปเรื่อยๆ จนทำอัลบั้มเสร็จ และมาตรการเขาเพิ่งมาหยุดเคอร์ฟิวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเอง

ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ล็อกดาวน์ได้ไปทัวร์ที่ไหนมาบ้าง

ก่อนโรคระบาด ได้ไปสวิตเซอร์แลนด์ ไปแอฟริกาใต้ ยุโรป ลอนดอน หลายที่มาก ปกติก็ไปเล่นวงผู้หญิงหกคน อย่างที่โมร็อกโกไปแจมกันเป็นดนตรีตะวันออกกลางกับตะวันตก อันนั้นสนุกมาก หรือตอนไปเล่นที่แอฟริกาใต้ ไปถ่ายโฆษณาของ Ford ยุโรป แต่ช่วงนี้ได้ทัวร์แถบนี้อย่างเดียว

แนะนำคนที่อยากมาเป็นนักดนตรีในต่างแดนแบบสลิล

เล่นให้เก่งก่อน แล้วจะอยู่ยังไงค่อยคิด (หัวเราะ) อยากได้ Permanent Resident อยู่ประเทศนั้นเลยไหม แล้วแต่เงื่อนไขของประเทศนั้นๆ หรือว่าเราเล่นเก่งแล้วไปทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก ไม่ต้องอยู่ตรงนั้นก็ได้ แค่ต้องมีวินัยจริงๆ ว่าเราอยากเล่นแบบนี้ ต้องหาทางเล่นให้ได้

ที่มอนทรีอัลมีคอมมิวนิตี้นักดนตรี แม้มันมีการแข่งขันกันบ้าง แต่จะช่วยกันมากกว่า ตอนสลิลออกเพลงก็มีเพื่อนๆ นักดนตรีคอยช่วยแชร์ ก็คือซัพพอร์ตกันดีค่ะ

มีคำพูดที่ว่าดนตรีจะพาให้เราออกเดินทาง สลิลเคยเชื่อแบบนี้บ้างไหม แล้วพอเราได้เดินทางไปเล่นในหลายๆ ที่ เราได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ตรงนี้บ้าง

สำหรับสลิลมันเป็นชีวิตที่ยอดเยี่ยมที่สุด สลิลชอบเที่ยวมาก ชอบเรียนรู้วัฒนธรรมที่ต่างจากเรา ได้เห็นการใช้ชีวิตที่แตกต่าง มันทำให้เราคอยตั้งคำถามกับความเป็นอยู่ของเราเอง ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น แล้วก็ให้ความคิดเห็นใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน 

อย่างตอนไปโมร็อกโก เราได้รู้จักคนที่นั่น เขาค่อนข้างอบอุ่นและมองว่าครอบครัวสำคัญมาก หรือที่แคนาดาเขาก็มีสวัสดิการสังคมที่ดี การศึกษาดี เรียนฟรี มีการจัดการขยะที่ค่อนข้างดี แอฟริกาใต้ก็ไม่ได้เป็นประเทศที่ยากจน มันมีส่วนที่ดูเจริญเหมือนบ้านเรา แต่ก็ยังมีการแบ่งแยก มีสลัมอยู่ เราได้เรียนรู้เพราะได้ไปเห็นจริงๆ

สิ่งที่ตัวเราได้เรียนรู้จากการอยู่ที่นี่คืออะไร

การยอมรับความเป็นตัวของตัวเอง รักตัวเองที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ รักที่ความแข็งแกร่ง และความอ่อนแอของตัวเอง โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดหรือคิดยังไง เหมือนเป็นการโอบกอดซึ่งตัวตนที่แท้จริงของเรา ถ้าเรารู้ว่าในใจเรามีแต่ความหวังดี พยายามทำแต่สิ่งดีๆ ให้ตัวเราเอง ให้ครอบครัว เพื่อนๆ และสังคมก็พอแล้ว

สลิล ชีวพันธ์ศรี มือกลองหญิงไทยในแคนาดา กับ ‘Cosmic Island’ อัลบั้มชุดแรกในชีวิต ที่ทำเองทุกขั้นตอนและหยิบปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ มาตีความเป็นเพลงทั้ง 8

ติดตามผลงานของสลิลได้ที่ salinmusic.com

Pre-order อัลบั้ม Cosmic Island ได้ ที่นี่ salinofficial.bandcamp.com/album/cosmic-island

Writer

Avatar

มนต์ทิพา วิโรจน์พันธุ์

อดีตบรรณาธิการ Fungjaizine ที่นอกจากเรื่องเหล้าแล้ว ก็ชอบเล่าเรื่อง ดนตรี ภาพยนตร์ และอาหาร เป็นพิเศษ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load