“พกขวดน้ำมันสำรองไปด้วย” 

“เจอปั๊มเมื่อไหร่ ถ้าเติมได้ก็เติมให้เต็มอยู่ตลอดนะ” 

“ถ้าเขาไม่เติมน้ำมันให้ ก็ลองบอกว่าไม่ต้องเอาใบเสร็จ” 

“ถ้าพนักงานคนแรกที่เราคุยด้วยบอกว่าไม่ขาย ให้ลองเดินไปคุยกับอีกคน”

“ถ้าเขาบอกน้ำมันที่ปั๊มหมด ลองเอารถไปจอดไกลๆ ปั๊ม แล้วเดินถือขวดเปล่ากลับขอซื้อน้ำมันอีกรอบ” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก

นี่เป็นบางส่วนของคำแนะนำที่ได้จากการนั่งคุยกับเพื่อนหลายคน หลายวาระ เมื่อเราถามถึงการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ในประเทศโบลิเวีย ตอนแรกเราก็นึกว่าเป็นมุกตลก จนกระทั่งวันที่มายืนอยู่หน้าด่านชายแดนประเทศเปรู-โบลิเวีย และเห็นรถมอเตอร์ไซค์อีกคันที่จอดอยู่ก่อนหน้าเรา มีถังน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ผูกติดอยู่กับกล่องสัมภาระ 

ระหว่างที่เรากำลังชะโงกมองรถคันที่ว่าอยู่ เจ้าของรถก็เดินออกมาพอดี 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

“นั่นถังน้ำมันสำรองเหรอคะ” เคยตั้งคำถามที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วแต่ก็หวังลึกๆ ว่าคำตอบจะเป็นอย่างอื่นไหมคะ 

“ใช่ครับ พวกคุณเพิ่งมาแถวนี้ครั้งแรกใช่ไหม” 

เรารู้สึกได้ว่ามือเราเย็นเฉียบขึ้นมาทันที “ครั้งแรกค่ะ ต้องมีน้ำมันสำรองไว้ขนาดนี้เลยเหรอคะ ปั๊มน้ำมันหายากอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ เหรอ” 

“ไม่ขนาดนั้นหรอก แต่ผมวนเวียนอยู่แถวนี้หลายเดือน พวกคุณจะอยู่ในโบลิเวียนานแค่ไหน” 

เพื่อนใหม่คนนี้ชื่อเดวิดค่ะ เป็นชาวออสเตรียที่ทำงานประจำอยู่ที่ออสเตรียปีละ 6 เดือน แล้วก็ใช้เวลาอีก 6 เดือนที่เหลือของทุกปีมาขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวอยู่ในอเมริกาใต้ เดวิดใช้ชีวิตแบบนี้ติดต่อกันมาเกือบ 5 ปีแล้ว ช่วง 2 ปีแรกเดวิดเช่าโกดังเก็บรถไว้ที่เปรู แต่ 3 ปีหลังมาเริ่มมีเพื่อนที่คุ้นเคยกันมากขึ้น ก็เลยฝากรถเอาไว้ที่บ้านเพื่อนเวลาบินกลับไปทำงาน

“ไม่กี่วันหรอกค่ะ จะเข้าไปดูทะเลเกลือเฉยๆ แล้วก็ลงไปอาร์เจนตินาเลย” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

“ที่โบลิเวีย รัฐบาลเป็นเจ้าของสัมปทานปิโตรเลียมทั้งหมดในประเทศ น้ำมันที่นี่มีสองราคา คือราคาของรถป้ายทะเบียนท้องถิ่นที่ถูกมากๆ กับราคาของรถป้ายทะเบียนต่างชาติที่บวกไปอีกประมาณสามเท่าตัว ปั๊มที่เติมน้ำมันให้รถทะเบียนต่างชาติได้ถูกกฎหมายคือปั๊มในเครือวายพีเอฟบี (YPFB) เท่านั้น”

ฟังดูไม่น่าจะยุ่งยากมาก ราคาน้ำมันป้ายทะเบียนต่างชาติที่ว่าอาจจะต่างกับราคาของคนท้องถิ่นจริง แต่ไม่ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเงินเป็นดอลลาร์ฯ กลั้นใจจ่ายไม่กี่วันก็น่าจะไหวอยู่ 

“ปัญหาคือปั๊มวายพีเอฟบีมีอยู่น้อยมาก และบางสาขาก็ไม่เติมให้เรา เพราะขั้นตอนมันเยอะ คนที่ขายจะต้องกรอกรายละเอียดหลายอย่าง ทั้งเลขพาสปอร์ต เลขทะเบียนรถ ทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์แล้วก็ต้องออกใบเสร็จเฉพาะอีก รวมๆ แล้วเสียเวลา ไม่ถนัด บางปั๊มก็เลยตัดปัญหาด้วยการไม่ขายน้ำมันให้รถทะเบียนต่างชาติ ผมเข้าออกชายแดนเปรู-โบลิเวียบ่อย ก็เลยซื้อน้ำมันจากเปรูมาไว้ใช้ จะได้ไม่ต้องปวดหัว” 

เราหันไปมองขวดน้ำมันที่วางอยู่บนเบาะรถเดวิด แล้วหันมามองกระป๋องน้ำมันสำรองขวดน้อยขนาดหนึ่งลิตรที่เสียบอยู่ข้างรถตัวเองแล้วก็นึกสงสัย จนต้องหันไปถามคริสเตียนว่า “เปลี่ยนใจกลับไปทางชิลีตอนนี้ยังทันไหม” 

เดวิดได้ยินแล้วก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เสน่ห์ของโบลิเวียไม่ได้มีแค่ทะเลเกลือหรอก มาถึงนี่แล้วก็เข้าไปเถอะ ผมเคยน้ำมันหมดและไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยลากรถคันนี้ไปจอดนอนหน้าปั๊มน้ำมัน สุดท้ายเขาก็ยอมเติมให้ หวังว่าพวกคุณจะไม่เข้าตาจนถึงขนาดนั้น… ยินดีต้อนรับสู่บ้านหลังที่สองของผม ยินดีต้อนรับสู่โบลิเวีย” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ทะเลเกลือที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม 

“แค่เอื้อม” ในที่นี้คือ 25 กิโลเมตรค่ะ ถ้าเดินไปแต่ตัว ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่งก็น่าจะถึง แต่ถ้ามีรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่พร้อมสัมภาระเต็มอัตราที่จะต้อง ‘เข็น’ ไปด้วย จะบอกว่าใช้เวลา 4 ชั่วโมงก็ยังเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป 

สถานการณ์น้ำมันหมดในวันนั้นเกิดขึ้นเพราะหนึ่งในปั๊มน้ำมันที่เราเห็นเป็นจุดโดดเดี่ยวอยู่บน Google Maps ได้ปิดกิจการไปแล้ว เราก็เลยต้องจำใจไปต่อและภาวนาขอให้มีปั๊มน้ำมันอีกแห่งอยู่ใกล้ๆ จนมาถึงจุดหนึ่งที่น้ำมันในถังหลักหมด ก็ต้องเปิดน้ำมันในถังสำรองมาใช้ ไม่นานหลังจากนั้นก็ตามด้วยน้ำมันในขวดลิตรฉุกเฉิน ถึงตอนนั้นเราสองคนก็เตรียมใจแล้วว่ามันจะหมดก่อนถึงแน่ๆ เพราะตัวเลขบนหลักกิโลกับปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ ช่างห่างไกลกันมากเหลือเกิน 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

5 กิโลเมตรแรกคริสเตียนบอกว่าจะลองเข็นเอง ส่วนเรามีหน้าที่พาตัวเองที่สวมเสื้อและกางเกงติดเกราะสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์พร้อมรองเท้าบูตและหมวกกันน็อกไปให้ถึงจุดหมาย กับคอยโบกมือขอความช่วยเหลือเป็นระยะ พอเข้ากิโลเมตรที่ 6 ก็ลองเปลี่ยนไปใช้วิธีให้เราเป็นคนบังคับมอเตอร์ไซค์ ส่วนคริสเตียนดันรถจากด้านหลัง ซึ่งก็ไปได้ไม่ไกลหรอกค่ะเพราะรถมันหนักมาก ไหนจะน้ำหนักเราเพิ่มเข้าไปอีก 

ในระหว่างที่เข็นมอเตอร์ไซค์กันไป ก็มีรถอื่นๆ ผ่านมาบ้างเป็นระยะ เราโบกมือขอความช่วยเหลือก็แล้ว หยิบขวดน้ำมันสำรองมาชูก็แล้ว ไม่มีทีท่าว่าใครจะจอดเลย 

อันที่จริงก็มีความคิดที่จะให้คนหนึ่งเฝ้ารถและอีกคนเดินไปหาปั๊มนะคะ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าปั๊มที่เราตามหาอยู่นั้นมันอีกไกลแค่ไหน ถ้าเรานั่งเฝ้ารถคนเดียวข้างถนน คริสเตียนก็กลัวว่าจะอันตรายเกินไป เพราะกว่าจะเดินไปเดินกลับก็น่าจะมืด ถ้าจะให้เราเดินเข้าเมืองไปหาน้ำมัน ภาษาสเปนของเราก็มีไว้เพื่อสั่งอาหารกินเองได้อย่างเดียวจริงๆ ด้วยความซับซ้อนของการเติมน้ำมันที่นี่ เราอาจจะไปแล้วเสียเที่ยว จึงเป็นอันว่าต้องเล่นบทสองคนเพื่อนตายกันไปพลางๆ ก่อน 

“ดีนะที่ไม่ปวดท้องเข้าห้องน้ำเอาตอนนี้ ไม่อย่างนั้นนะ จะทิ้งทุกอย่างเลย ใครอยากได้อะไรก็เอาไปเลย โน้ตบุ๊ก นาฬิกา กล้องถ่ายรูป เงินกี่บาทก็…” 

จังหวะนั้นมันเหมือนในหนังเลยค่ะ เวลาที่ตัวละครนึกอะไรออกขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัวแล้วมีแสงสว่างวาบ เราที่กำลังบ่นเรื่อยเปื่อย อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่ามองข้ามอะไรไป 

“คริสเตียน! เงินไง ยูเอสดอลลาร์!” 

ตลอดเวลาที่ออกทริปนี้ ไม่ว่าจะเดินทางเข้าประเทศไหน เราสองคนจะมีเงินดอลลาร์ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะได้ใช้เงินนี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเหตุผลที่เลือกสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เพราะคิดว่ามันมีโอกาสที่จะถูกปฏิเสธน้อยกว่าเงินสกุลอื่น ฟังดูเหมือนเป็นความคิดที่รอบคอบใช่ไหมคะ แต่พอมาอยู่หน้างานจริงๆ ก็เสียเวลาไปแล้ว 3 ชั่วโมงกว่าจะคิดได้

แบงก์ 20 ดอลลาร์ฯ โบกสะบัดอยู่บนปลายนิ้วเราได้ไม่ถึง 5 นาที ก็มีรถยนต์คันหนึ่งที่ชะลอจอดและเลี้ยวรถย้อนกลับมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณพี่เจ้าของรถคันนั้นบอกว่า อีก 30 กิโลเมตรมีปั๊มน้ำมัน เดี๋ยวจะให้ติดรถไปเติมน้ำมันใส่กระป๋องสำรองก่อน แล้วค่อยเอามอเตอร์ไซค์ไปเติมที่ปั๊มน้ำมันเองอีกที 

คริสเตียนหายไปไม่ถึง 20 นาทีก็กลับมาพร้อมกับคุณพี่คนเดิม ทั้งที่ก่อนไปเราคุยกันแล้วว่าเดี๋ยวคริสเตียนจะหาทางกลับจากปั๊มเอง แต่เขาก็บอกว่าวนกลับมาส่งดีกว่าเพราะเห็นเราเฝ้ารถอยู่คนเดียว 

คุณพี่ขับรถกระบะออกไปแล้ว แต่ในมือเรายังมีขวดน้ำเปล่าที่พี่เขาให้มา และแบงก์ 20 ดอลลาร์ฯ ที่ยับยู่ยี่ เพราะต่างคนต่างพยายามยัดใส่มืออีกคนจนเราต้องยอมแพ้ 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย
ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ก่อนพระอาทิตย์ตกดินที่ซาร์ลา เด อูยูนี 

วันนั้นกว่าเราจะเอารถไปเติมน้ำมันได้ก็ 4 โมงกว่าแล้วค่ะ แต่ก็ตัดสินใจเข้าไปที่ทะเลเกลือต่อ เพราะถ้าไปแล้วชอบก็จะได้หาที่พักใกล้ๆ และจะได้กลับไปอีกรอบในเช้าวันถัดไป

จริงๆ แล้วโบลิเวียเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกติดกับทะเลเลย การมีที่ราบเกลือที่กว้างใหญ่ขนาดนี้อยู่ในประเทศ จึงเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่ง คาดกันว่าในยุคโบราณ พื้นที่บริเวณนี้น่าจะเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน แต่เพราะสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล จึงทำให้น้ำค่อยๆ เหือดหายไป จนเหลือไว้แต่เกลือ 

ส่วนความกว้างใหญ่ระดับ ‘ที่สุดในโลก’ นั้น ถ้าเราขับรถเข้าไปในทะเลเกลือไกลมากพอ จะมองเห็นวิว 360 องศาเป็นทะเลเกลือที่ไกลสุดลูกหูลูกตาไปจนถึงเส้นขอบฟ้าได้ และเมื่อถึงหน้าฝน พื้นเกลือส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยน้ำและกลายเป็นกระจกบานยักษ์ที่มีเงาสะท้อนของท้องฟ้า จนกลายเป็นภาพที่สวยงามจนใครๆ ก็อยากมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ทะเลเกลืออูยูนีที่ได้เราเห็นในทริปนี้เป็นเวอร์ชันฤดูหนาวค่ะ พื้นเกลือจึงแห้งและแตกระแหง ตอนที่ไปถึงช่วงแรกยังไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า เส้นสายที่แตกเป็นลายล้อกับแสงสีทองทำให้สวยแปลกตาไปอีกแบบ 

คนที่ถูกใจกับทะเลเกลือที่แห้งสนิทมากกว่าเราน่าจะเป็นคริสเตียน เพราะเจ้าตัวกังวลว่า ถ้ามีน้ำขังและถ้าต้องเอารถมอเตอร์ไซค์ไปลุยน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นสูงขนาดนี้ ก็น่าจะสร้างความเสียหายในระยะยาวให้มอเตอร์ไซค์ลูกรักได้ไม่น้อย แม้แต่ในวันนั้น ก่อนเอามอเตอร์ไซค์ลงไปโลดแล่นในทะเลเกลือได้ คริสเตียนก็ต้องใช้สเปรย์กันสนิมฉีดจนทั่วเพื่อความสบายใจก่อนอยู่ดี 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

อันที่จริงทะเลเกลือไม่ได้มีแค่พื้นที่โล่งๆ แต่มีจุดให้แวะถ่ายรูปหรือลงไปเดินเล่นได้กระจายกันอยู่หลายแห่งเลยค่ะ ทั้งโรงแรมเกลือ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก เกาะภูเขาหินที่มีต้นกระบองเพชรยักษ์ขึ้นมากมาย หรือแม้แต่แหล่งที่อยู่อาศัยของนกฟลามิงโก ฯลฯ แต่ช่วงที่เราไปเป็นช่วงโลว์ซีซั่น บรรยากาศก็จะเงียบเหงาหน่อย วันนั้นนอกจากเราสองคนแล้วก็มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับบริษัททัวร์อีกแค่ 2 กลุ่มเท่านั้นเอง 

หลังจากเดินเล่นกันจนแสงจะหมดแล้ว เราก็เลยชวนคริสเตียนเข้าไปหาที่พักในเมือง เพราะรู้สึกว่าได้เห็นได้ดูจนเต็มอิ่มแล้ว และคงไม่ต้องย้อนกลับมาในเช้าวันถัดไปอีก ถ้าจะเอาให้มากกว่านี้ก็อาจต้องถึงขั้นกางเต็นท์นอนกลางทะเลเกลือ เพื่อสัมผัสบรรยากาศตอนกลางคืนและนั่งดูดาว ดูทางช้างเผือกอะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่แนวถนัดของเราอีกนั่นแหละ

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ทางหลวงสาย 21 ถนนที่ไม่ใช่ถนน 

ทะเลเกลือก็ได้ไปมาแล้ว น้ำมันหมดจนต้องเข็นก็ทำแล้ว เรานึกว่าโบลิเวียจะจบลงแค่นี้ แต่เราคิดผิด ในวันที่เดินทางออกจากอูยูนีเพื่อลงใต้ไปชายแดนโบลิเวีย-อาร์เจนตินา ทุกคนแนะนำให้ขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนกลับขึ้นไปที่เมืองโพโตซี (Potosi) แล้วลงไปชายแดนด้วยเส้นทางหลักจากเมืองนั้น รวมระยะทางแล้วเกือบ 600 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราวๆ 7 – 8 ชั่วโมง

ในขณะที่หน้าจอ Google Maps ของเราบอกว่าทางหลวงสาย 21 เป็นเส้นที่วิ่งตรงจากเมืองที่เราอยู่ลงไปที่ชายแดนได้เลย ระยะทางรวมไม่ถึง 200 กิโลเมตรด้วย 

“เขาไม่แนะนำสาย 21 เพราะวิวไม่สวยรึเปล่า”

“วิ่งถนนเส้นเล็กๆ ไม่มีรถเยอะก็ดีเหมือนกันนะ จะได้มีอะไรน่าสนใจให้ดูบ้าง” 

ปกติแล้วเรากับคริสเตียนมักเลือกใช้เส้นทางรองมากกว่าเส้นทางหลักค่ะ เพราะอยากเห็นบ้านคน อยากเห็นโรงเรียน อยากแวะกินข้าวในร้านที่มีแต่คนท้องถิ่นนั่งกินกัน สรุปว่าก็เลยพร้อมใจกันเลือกทางหลวงที่ไม่ต้องขี่รถย้อนกลับขึ้นไป 

วันนั้นออกรถกันมาตั้งแต่ 8 โมงเช้า คุยกันไว้ว่าถ้าไปถึงก่อนเที่ยงจะได้หาอะไรกินแล้วนอนพักสักครึ่งวัน ช่วง 20 กิโลเมตรแรกไม่มีปัญหาค่ะ ถนนยังใหม่เอี่ยมเหมือนเพิ่งทำเสร็จได้ไม่นาน แถมโล่งมากด้วย แทบไม่เห็นใครขับรถผ่านไปหรือผ่านมาเลย

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

วิ่งไปได้อีกไม่นาน จากถนนลาดยางก็กลายเป็นถนนดินผสมหิน และค่อยๆ กลายเป็นดินแดง จนสุดท้ายเหลือแต่ทรายล้วนและหนามากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องลดความเร็วลงแบบแทบจะคลาน บางจุดเราต้องลงไปเดินข้างรถเพราะล้อจม ทนลากทนไถกันไปสักพักก็กลับมาเป็นถนนดินแดงผสมลูกหินอีก

3 ชั่วโมงผ่านไป ถนนเริ่มจะดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมมากขึ้นและมากเกินไป จนกระทั่งเรามองหาถนนไม่เจอ เพราะมันไม่มีเส้นตัดหรือเส้นแบ่งอะไรอีกแล้ว อารมณ์เหมือนขี่รถอยู่ในทุ่งกว้าง จะเลี้ยวตรงนี้ก็ได้ หรือจะไปอีกหน่อยแล้วค่อยเลี้ยวก็ได้ จะจอดแล้วลงไปนอนเล่นก็ยังทำได้เลย เพราะมันไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าตรงนั้นคือถนนอีกแล้ว ทั้งที่หน้าจอ Google Maps ก็ยังขึ้นเป็นทางหลวงสาย 21 อย่างชัดเจน 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

เราจำใจค่อยๆ เดินทางตามถนนในจินตนาการของ Google Maps กันไป เพราะถลำลึกมาขนาดนี้แล้ว บางจุดก็ต้องกระโดดลงเพื่อไปเดินหารอยล้อรถคันอื่นๆ ที่ทิ้งไว้บนพื้น เพราะถ้าตรงไปอย่างที่แผนที่บอก ก็เท่ากับว่าเราต้องเอารถข้ามน้ำไป ลังเลกันอยู่พักใหญ่จนคริสเตียนบอกว่าเดี๋ยวจะเดินข้ามน้ำไปดูก่อนว่ามีรอยล้อที่ดินฝั่งนู้นบ้างรึเปล่า ซึ่งก็เจอจริงๆ ค่ะ ก็เลยต้องค่อยๆ ประคองรถข้ามน้ำไปจนได้ 

ความเร็วเฉลี่ยของวันนั้นน่าจะไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วงไหนที่ทุลักทุเลหน่อยก็ต้องลงเดินและเข็นเอาค่ะ นานๆ ทีก็จะมีรถขับเคลื่อนสี่ล้อผ่านมาบ้าง บางคนก็แวะเปิดกระจกถามแบบงงจริงๆ ว่าเราสองคนมาทำอะไรกันแถวนี้ รถมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้านก็มี จึงช่วยให้อุ่นใจอยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามันเป็นเส้นทางที่คนท้องถิ่นใช้สัญจรจริงๆ เพียงแต่ยังไม่ได้เป็น ‘ถนน’ เท่านั้นเอง 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย
ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ตอนกลางวันถือว่าวิ่งช้าแล้ว ยิ่งพระอาทิตย์เริ่มลงต่ำก็ต้องยิ่งชะลอความเร็วลงไปอีก ด้วยที่ถนนลื่น มีลูกกรวด ลูกหินขนาดใหญ่เยอะ ที่หนักใจที่สุดคือต้องข้ามทางน้ำในความมืด ทำให้หาจุดตื้นลึกได้ยาก 2 ใน 3 ครั้งเราลงไปยืนอยู่ในน้ำที่มีความสูงครึ่งแข้ง เราใส่ถุงเท้าหนาไว้กันหนาว แต่พอน้ำลงไปเต็มที่ก็แทบอยากถอดรองเท้าทิ้ง

อากาศรอบตัวเย็นลงเรื่อยๆ ตาสีวาวๆ ที่สะท้อนกับไฟหน้ารถสองสามคู่ โผล่ตรงนู้นทีตรงนั้นทีอยู่ข้างทาง และเหมือนจะเคลื่อนที่ตามเรามาแบบไม่ทิ้งห่าง เราเลยต้องชี้ให้คริสเตียนดูว่ามันคือตัวอะไร
“หมาจิ้งจอกน่ะ แถวนี้น่าจะมีเยอะ” 

“มันกินคนไหม”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่เราก็กินมันได้นะ หิวรึเปล่าล่ะ” 

คริสเตียนใช้มือซ้ายตบกระเป๋าข้างที่มีมีดพกเหมือนจะยืนยันคำพูดของตัวเองว่า “กินได้”

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

4 ทุ่มกว่าแล้วแต่เรายังอยู่บนถนน ตอนนั้นเราเริ่มนั่งคิดเงียบๆ ในใจว่า ถ้าเที่ยงคืนยังไม่ถึง คริสเตียนก็ควรจะได้พักก่อน บางทีเราอาจจะต้องเดินหาจุดที่จอดรถและกางเต็นท์ได้ และหวังว่าจะไม่โดนรถที่ไหนวิ่งเข้ามาเหยียบแบบไม่รู้ตัว ในกล่องท้ายรถก็ยังมีแอปเปิลกับเนยถั่วอยู่ น่าจะพอรองท้องแก้หิวกันไปได้ก่อน ถึงจะนอนไม่หลับแต่ได้นั่งยืดแข้งยืดขาบ้างก็คงจะดี ฟ้าสว่างแล้วค่อยไปต่อ 

เรามารู้ทีหลังว่า ขณะที่กำลังพยายามบังคับรถให้หลบลูกหินตรงนั้น หลุมตรงนี้ คริสเตียนก็คิดอยู่ในหัวว่ายังไงคืนนี้ก็จะจอดรถไม่ได้เด็ดขาด เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ถึงช้าแต่ก็น่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด น้ำมันสำรอง 3 ขวดลิตรในกล่องท้ายรถก็น่าจะพออยู่แล้ว ติดอยู่แค่กลัวว่าเราจะผล็อยหลับกลางทางในระหว่างนั่งรถ หรือถ้าบอกเราว่าไม่ถึงก็จะไม่หยุด เราจะโอเคด้วยไหม 

โชคยังพอมีเหลืออยู่บ้าง เพราะเราไม่ได้ต้องตัดสินใจเลือกวิธีไหนเลย หลังจากเดินทางกันมายาวนานกว่า 14 ชั่วโมงโดยไม่ได้หยุดพัก เราก็มองเห็นกลุ่มไฟนีออนสีขาวเป็นกระจุกอยู่ไกลๆ และมันคือเมืองปลายทางที่เราคิดว่าจะมาถึงกันตั้งแต่ก่อนเที่ยง 

5 ทุ่ม 20 นาที คุณป้าเจ้าของที่พักเปิดประตูรั้วมาเจอเรากับคริสเตียนและมอเตอร์ไซค์ เดาถูกเป๊ะว่าเราสองคนเพิ่งหลุดออกมาจากทางหลวงสาย 21 สภาพเราในตอนนั้นน่าจะแย่พอดู เพราะคุณป้าเดินตรงไปเปิดห้องและบอกให้เราเข้าพักผ่อนได้เลย แล้วค่อยมาบอกชื่อ จ่ายเงิน ตอนเช้าอีกวัน 

ก่อนนอนคืนนั้นคุณป้าก็แวะเอาชาร้อนเอามาให้ และพูดสั้นๆ ก่อนลาไปนอนว่า “ป้าดีใจที่พวกเธอมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัย” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

เราใช้เวลารวมทั้งหมดในโบลิเวียแค่ 7 วัน เป็นประเทศที่เราใช้เวลาน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ตลอด 2 ปีกว่าที่เดินทางกันมา แต่เป็น 7 วันที่เข้มข้นและครบทุกรสจริงๆ ตอนแรกเราเองเลือกไปโบลิเวียเพราะแค่อยากเห็นทะเลเกลืออูยูนี แต่สุดท้ายก็ได้พบว่ามันเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ของความทรงจำเกี่ยวกับโบลิเวียเท่านั้นเอง สมกับที่เดวิดบอกเราเอาไว้ตั้งแต่แรกว่า 

“เสน่ห์ของโบลิเวีย ไม่ได้มีแค่ทะเลเกลือนะ” 🙂

Writer & Photographer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

ชายแดนประเทศโบลิเวีย-อาร์เจนตินา

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“มาจากไทยแลนด์เลยเหรอ เดินทางมานานเท่าไหร่แล้ว” 

“สองปีกว่าแล้วค่ะ”
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองชวนเราคุยผ่านช่องเล็กๆ ใต้กระจกกั้นหน้าเคาน์เตอร์ ตามองตามหมวกกันน็อกและแจ็กเก็ตมอเตอร์ไซค์ที่วางกองอยู่ข้างเรา ในขณะที่มือก็พลิกหน้ากระดาษหนังสือเดินทางของเราไปเรื่อยๆ 

“ผมเคยกินอาหารไทยด้วย ผัดไทยอร่อยดี” 

“แถวนี้มีร้านอาหารไทยด้วยหรือคะ” 

ยังไม่ทันได้คำตอบ ก็มีเสียงเฮที่ดังประสานขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันทั้งจากภายในห้องของเจ้าหน้าที่และจากกลุ่มคนที่นั่งรอยืนรอกันอยู่ด้านนอก เราหันไปมองถึงได้รู้ว่าต้นเหตุมาจากรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลจากโทรทัศน์เครื่องเล็กที่วางอยู่บนตู้ ภาพบรรยากาศของกองเชียร์ในจอดูครึกครื้นไม่ผิดกับบรรยากาศรอบตัวของเราในตอนนี้

แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรา ถ้าไม่ติดว่ากำลังทำงานอยู่ ก็คงจะไปร่วมกระโดดกอดกับเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างหลังด้วยแน่ เมื่อเสียงรอบๆ ตัวเบาลง คุณเจ้าหน้าที่ก็หันกลับมาถามเราด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรว่า

“คนไทยชอบฟุตบอลไหม”

“ชอบค่ะ”

ตึง! 

เสียงตราประทับถูกกดลงบนหน้ากระดาษหนังสือเดินทางของเรา พร้อมลายมือตวัด ‘90 วัน’ กำกับมาให้ด้วย
“แล้วคุณเชียร์ทีมอะไรล่ะ”
ตราประทับก็ได้แล้ว จำนวนวันก็เขียนแล้ว แต่หนังสือเดินทางยังเปิดค้างอยู่ ความอึดอัดในตอนนั้นก็จะอารมณ์คล้ายๆ เวลาเจอคนขับรถแท็กซี่ชวนคุยเรื่องการเมือง ถ้าเราตอบผิดทีม เขาจะเปลี่ยนใจไม่ให้เข้าประเทศหรือเปล่านะ 

“ทีมชาติไทยค่ะ”

เจ้าหน้าที่ยิ้มกว้างผ่านช่องกระจกและยื่นหนังสือเดินทางคืนให้เรา

“ยินดีต้อนรับสู่อาร์เจนตินาครับ ผมเป็นแฟนโบคา จูเนียร์ส (Boca Juniors) ทีมที่ดีที่สุดของอาร์เจนตินาเลยนะ”

ซัลตา, อาร์เจนตินา

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“La Mitad mas uno”

ครึ่ง (ประเทศ) บวกหนึ่ง 

นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้ยินชื่อของโบคา จูเนียร์ส ค่ะ แน่นอนว่าเราไม่ใช่แฟนบอล แต่ก่อนเดินทางมาถึงอาร์เจนตินาเราก็พอจะรู้มาบ้างว่าชาวอาร์เจนตินารักกีฬาประเภทนี้มากขนาดไหน เคยได้ยินแม้กระทั่งเรื่องที่เล่าสู่กันฟังแบบติดตลกในกลุ่มนักเดินทางถึงประโยคทักทายติดปาก หรือเรื่องที่คนแต่ละชาติชอบชวนคุยเป็นพิเศษ เช่น คนเอเชียชอบชวนคุยเรื่องของกิน คนอังกฤษชอบชวนคุยเรื่องสภาพอากาศ ส่วนคนอาร์เจนตินาก็ขึ้นชื่อว่าชอบชวนคุยเรื่องฟุตบอล ขนาดที่แซวกันว่า ถ้าคุยกับคนอาร์เจนตินาเกิน 10 นาทีแล้วไม่มีการเอ่ยถึงเรื่องฟุตบอลเลยละก็ ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ 

ในตอนแรกเราเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับประเด็นนี้ จนกระทั่ง 2 วันหลังจากข้ามชายแดนเข้ามา ก็ได้มามีบทสนทนาที่แทบจะเหมือนถอดบทกันมาอีกครั้งกับเจ้าของบ้านที่เราเช่าอยู่ในเมืองซัลตา (Salta) เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนโบลิเวีย-อาร์เจนตินาไม่มาก เพียงแต่คราวนี้มาพร้อมกับหลักฐานพิสูจน์ความเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทีมนี้ด้วย 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“หัวใจของผมคือโบคา จูเนียร์ส” 

ฟาคุนโด้ยืนยันคำพูดด้วยการดึงคอเสื้อเปิดให้ดูรอยสักที่หน้าอกข้างซ้าย ซึ่งเป็นรูปโล่มีตัวอักษร ‘CABJ’ อยู่ตรงกลาง ฟาคุนโด้บอกว่า ชื่อเต็มๆ ในภาษาสเปนคือ Club Atlético Boca Juniors หรือสโมสรฟุตบอลโบคา จูเนียร์ส นั่นเอง

พอเราเล่าเรื่องที่คุยกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองให้ฟัง ฟาคุนโด้ก็หัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี 

“โบคา จูเนียร์ส ไม่ได้เก่งเฉพาะในอาร์เจนตินาหรอก แต่เป็นทีมที่เก่งที่สุดทีมหนึ่งของโลกและของประวัติศาสตร์โลกฟุตบอลด้วย” 

ฟาคุนโด้เป็นนักบาสเก็ตบอลมืออาชีพ ที่นอกเหนือจากเวลาซ้อมบาสฯ แล้ว ก็มักจะดูฟุตบอลอยู่บ้านหรือไม่ก็มาเคาะประตูชวนเรากับแฟนไปดูการแข่งฟุตบอลที่สนามเล็กๆ ใกล้บ้าน บ่อยครั้งที่เราเห็นฟาคุนโด้ไปวิ่งไล่ตามลูกฟุตบอลอยู่กับเด็กๆ ในสนาม วันดีคืนดีหันมาเห็นเราสองคน เจ้าตัวก็จะกวักมือเรียกให้ไปร่วมวงด้วยตลอด 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“ถึงผมไม่ใช่นักฟุตบอล แต่ผมก็โตมากับการเล่นฟุตบอล ของขวัญชิ้นแรกที่พ่อซื้อให้ก่อนผมจะเกิดก็คือฟุตบอลลูกเล็กๆ ที่ผมเอามาเตะเล่นจนเปื่อย ทั้งพ่อผม ลุงผม ปู่ผม เป็นแฟนโบคาฯ กันทั้งตระกูล ครอบครัวเราฉลองใหญ่ทุกครั้งที่โบคาฯ ชนะ เรารวมเงินกันทำป้ายไปติดแสดงความยินดี ทำธงประจำทีมไปแขวนไว้ที่ระเบียงบ้าน แม่กับป้าๆ ทำอาหารแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านที่เป็นแฟนโบคาเหมือนกันด้วย” 

เมื่อเห็นป้ายสัญลักษณ์ของทีมโบคา จูเนียร์ส ก็มักจะเห็นวลี ‘La Mitad mas uno’ ซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษว่า Half Plus One อยู่คู่กัน 

“เพราะแฟนบอลมากกว่าครึ่งประเทศเป็นแฟนโบคาฯ ไม่ใช่แค่ครึ่งเดียวแต่มากกว่านั้นเสมอ เลยเป็นครึ่งบวกหนึ่งไง”

เมื่อฟาคุนโดรู้ว่าหลังออกจากซัลตาแล้ว เราจะเดินทางไปบัวโนสไอเรสต่อ ก็รีบหยิบแผนที่มากางบนโต๊ะและบอกว่าเราสองคนจะต้องไปเยือน ลา บอมโบเนรา (La Bombonera) หรือสนามฟุตบอลของทีมโบคา จูเนียร์ส ในย่านโบคาให้ได้ 

“ผมเล่นบาสฯ ให้กับทีมเยาวชนที่บัวโนสไอเรสอยู่สี่ปี ไปซ้อมวิ่งใกล้ๆ สนามบอลทุกวัน แค่ให้ได้เห็นผนังสีฟ้าเหลืองก็ชื่นใจแล้ว บอมโบเนราเป็นสนามฟุตบอลที่แฟนโบคาฯ ทุกคนฝันว่าต้องไปเหยียบให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตก่อนตาย ผมเคยเข้าไปดูการแข่งขันจริงๆ แค่ครั้งเดียวเพราะตั๋วหายากมาก และถ้าไม่ใช่สมาชิกสโมสรก็แทบจะเป็นไปไม่ได้หรือไม่ก็ต้องยอมซื้อในราคาที่แพงมากด้วย” 

บัวโนสไอเรส

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“ที่อาร์เจนตินา ฟุตบอลเป็นมากกว่าเกมกีฬา แต่มันคือตัวตน คืออัตลักษณ์ที่คุณเลือกให้กับตัวเอง โบคาฯ ได้ชื่อว่าเป็นทีมของประชาชน เพราะมีจุดเริ่มต้นมาจากชุมชนผู้อพยพชาวอิตาลีในย่านอู่ต่อเรือของบัวโนสไอเรส ทีมโบคา จูเนียร์ส จึงเป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงาน ชัยชนะของโบคาฯ คือชัยชนะของคนจนที่สู้อย่างกัดปากตีนถึบจนได้ยืนในจุดที่สูงสุด” 

ในศตวรรษที่ 18 ชาวอิตาลีจำนวนมากอพยพจากบ้านเกิดมาตั้งรกรากที่อาร์เจนตินา ปัจจุบันชาวอาร์เจนตินากว่าร้อยละ 60 มีเชื้อสายอิตาลีผสมอยู่ด้วย เรโต้ เพื่อนใหม่ชาวอาร์เจนตินาที่เราได้นั่งคุยโดยบังเอิญที่ร้านกาแฟในวันนี้ พูดได้ทั้งภาษาสเปน อิตาลี และภาษาอังกฤษ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทีมฟุตบอลเชื้อสายอิตาลีอย่างโบคา จูเนียร์ส จะเป็นทีมฟุตบอลที่คนอาร์เจนตินารักได้อย่างสนิทใจ 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

แล้วทำไมสีประจำทีมถึงไม่ใช่สีฟ้าขาวเหมือนธงชาติอาร์เจนตินาล่ะ

“แต่ก่อนก็เคยใช้สีฟ้าขาว แต่ดันไปคล้ายกับสีของอีกทีม เลยตกลงกันว่าถ้าใครชนะก็จะได้ใช้สีฟ้าขาวต่อ เมื่อโบคา จูเนียร์ส เป็นฝ่ายแพ้ ประธานสโมสรก็เลยบอกว่าจะใช้สีอะไรก็ตามของเรือลำถัดไปที่จะเข้ามาเทียบท่า ปรากฏเรือลำที่ว่าเป็นเรือของประเทศสวีเดน โบคา จูเนียร์ส เลยใช้สีธงชาติของสวีเดนเป็นสีประจำทีมตั้งแต่ตอนนั้น” 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

หลังจากย้ายมาอยู่ที่บัวโนสไอเรสได้สักระยะ เราก็เริ่มคุ้นเคยกับการได้เห็นฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนที่นี่ ป้ายโฆษณาสินค้าบนตึกสูงที่มีนักฟุตบอลเป็นพรีเซนเตอร์ รถประจำทางที่มีลวดลายและสีของทีมฟุตบอล คุณตาที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์กีฬาอยู่ตรงริมระเบียงบ้านทุกเช้า ผู้คนเกาะกลุ่มกันเชียร์การถ่ายทอดสดฟุตบอลในร้านอาหาร และที่เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็ยังไม่ชินเสียที นั่นก็คือเสียงเฮที่ดังขึ้นพร้อมกันจากหน้าต่างของเพื่อนบ้านหลายหลังในช่วงกลางวัน รวมไปถึงการวิ่งออกมาร้องเพลงฉลองกลางถนนอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อทีมที่ตัวเองเชียร์แข่งชนะ 

“อาร์เจนตินามีทีมฟุตบอลใหญ่ๆ อยู่ห้าทีม แต่ทีมที่ดังที่สุดมีอยู่สองทีม คือโบคา จูเนียร์ส กับทีมริเวอร์ เพลต (River Plate) จริงๆ ทั้งสองทีมก็มาจากย่านโบคาเหมือนกัน แต่ริเวอร์ เพลต ย้ายถิ่นไปอยู่ย่านที่มีฐานะดีกว่า และมีทุนซื้อตัวนักฟุตบอลด้วยเงินก้อนใหญ่ เลยกลายเป็นคู่กัดกับโบคา จูเนียร์ส เพราะถูกมองว่าเป็นทีมตัวแทนของคนรวยและกลุ่มนายทุน แต่จริงๆ แล้วทั้งสองทีมก็มีแฟนบอลทุกกลุ่มนั่นแหละ” 

เรโต้ปิดท้ายก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานต่อ 

“รอบนี้ให้ผมเลี้ยงกาแฟพวกคุณนะ ไว้เจอกันใหม่ จากตรงนี้ไม่กี่ป้ายรถเมล์ก็ถึงลา บอมโบเนรา แล้ว หาโอกาสไปดูให้ได้นะ” 

กล่องช็อคโกแลตกับผู้เล่นคนที่ 12 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

ลา บอมโบเนรา มีความหมายในภาษาไทยว่า ‘กล่องช็อกโกแลต’ เพราะสนามฟุตบอลสีฟ้าเหลืองสดใสแห่งนี้มีอัฒจันทร์ทรงโค้งเพียง 3 ด้าน อีกหนึ่งด้านที่เหลือเป็นอัฒจันทร์แนวตั้งคล้ายกล่องช็อกโกแลต 

ด้วยเหตุผลที่ย่านโบคายังคงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนชั้นแรงงานไม่ต่างกับในอดีต การสร้างสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานในย่านนี้จึงถูกจำกัดด้วยขนาดของพื้นที่ จนกลายเป็นที่มาของอัฒจันทร์แนวตั้ง และทำให้สนามแห่งนี้กลายเป็น ‘หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล’ 

ในวันที่ไม่มีการแข่งขัน คนทั่วไปซื้อบัตรเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ของสโมสรโบคา จูเนียร์ส (Museo de la Pasión Boquense) ซึ่งอยู่ในอาคารฝั่งแนวตั้งและซื้อทัวร์เข้าไปชมบางส่วนของสนามจริงจากฝั่งพิพิธภัณฑ์ได้ด้วยค่ะ 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

ส่วนภายในมีการจัดแสดงภาพ ถ้วยรางวัล และภาพยนต์สารคดีสั้น บางส่วนในนั้นพูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสนามลา บอมโบเนรา ที่จุคนดูได้เกือบ 50,000 คน แต่ด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็ก พื้นที่ของคนดูจึงอยู่ใกล้กับผู้เล่นในสนามมากกว่าปกติ ในระหว่างการแข่งขัน เสียงตะโกนเชียร์และร้องเพลงของแฟนโบคา จูเนียร์ส จะดังสนั่น จนทำให้พื้นที่บริเวณนั้นคล้ายมีแผ่นดินไหว โดยเฉพาะตัวอัฒจันทร์แนวตั้งที่ถึงกับโยกไปมา 

ผู้เล่นของทีมเยือนหลายคนพูดถึงการมาลงแข่งในสนามแห่งนี้ว่า เป็นสนามที่ถูกข่มขวัญด้วยเสียงเชียร์ของแฟนจากทีมเจ้าบ้านตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกมด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้แฟนโบคา จูเนียร์ส จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ของทีม เพราะมีส่วนร่วมในเกมไม่แพ้ผู้เล่นในสนาม 

“ทุกครั้งโบคาเปิดศึก บอมโบเนราจะกลายเป็นอัฒจันทร์ที่มีชีวิต มันสั่นสะเทือนเหมือนหัวใจที่เต้นอย่างรุนแรงและหนักหน่วงทั้งของผู้เล่นและกองเชียร์” 

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดูทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

เราไม่เคยคิดเลยค่ะว่าชีวิตนี้จะมีวันที่เราตั้งใจเดินทางไปดูบรรยากาศภายในสนามฟุตบอลที่ว่างเปล่า โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนบอลอย่างเรา ภาพของสนามหญ้าสีเขียว ล้อมรอบด้วยเก้าอี้ฟ้าเหลืองที่ตั้งเรียงรายเหล่านั้น ไม่น่าจะมีความหมายอะไรกับเราเป็นพิเศษได้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะความรักและความผูกผันที่มีต่อทีมฟุตบอลของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ของฟาคุนโด้และเรโต้ หรือของเพื่อนบ้านชาวอาร์เจนตินาอีกหลายๆ คน

ทุกวันนี้ถ้าเราได้ยินหรือเห็นข่าวเกี่ยวกับโบคา จูเนียร์ส ลา บอมโบเนรา หรือริเวอร์ เพลต เราก็อดที่จะหยุดฟังและไล่สายตาอ่านไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราสนใจว่าใครจะแพ้หรือชนะ แต่สำหรับเรา มันคือคำทักทายจากเพื่อนเก่าที่ตีความหมายได้คล้ายๆ กับคำว่า ‘คิดถึงนะ’ 🙂

เข้า อาร์เจนตินา ไปหลิ่วตาตาม ดู CABJ ทีมฟุตบอลของ ปชช. กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งวงการฟุตบอล

“โบคา – ริเวอร์”

  • ในการแข่งขันระหว่างโบคา จูเนียร์ส และริเวอร์ เพต เคยเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรงของแฟนบอลหลายครั้ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสเป็นจำนวนมาก ทำให้สมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินาห้ามไม่ให้แฟนบอลของทีมเยือนเข้าร่วมชมการแข่งขันในสนาม ถ้าแข่งกันที่สนามของโบคา จูเนียร์ส ก็จะไม่มีแฟนของริเวอร์ เพลต และในทางกลับกัน ถ้าแข่งกันที่สนามของริเวอร์ เพลต แฟนของโบคา จูเนียร์ส ก็จะไม่ได้เข้าไปในสนามเช่นกัน 
  • สีประจำทีมของริเวอร์ เพลต คือสีแดงขาว เมื่อบริษัทโคคา-โคลาต้องการเป็นสปอนเซอร์ โบคา จูเนียร์ส จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนป้ายเป็นสีดำขาว เพื่อให้ติดตั้งป้ายในสนามลา บอมโบเนรา ได้

Writer & Photographer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load