“พกขวดน้ำมันสำรองไปด้วย” 

“เจอปั๊มเมื่อไหร่ ถ้าเติมได้ก็เติมให้เต็มอยู่ตลอดนะ” 

“ถ้าเขาไม่เติมน้ำมันให้ ก็ลองบอกว่าไม่ต้องเอาใบเสร็จ” 

“ถ้าพนักงานคนแรกที่เราคุยด้วยบอกว่าไม่ขาย ให้ลองเดินไปคุยกับอีกคน”

“ถ้าเขาบอกน้ำมันที่ปั๊มหมด ลองเอารถไปจอดไกลๆ ปั๊ม แล้วเดินถือขวดเปล่ากลับขอซื้อน้ำมันอีกรอบ” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก

นี่เป็นบางส่วนของคำแนะนำที่ได้จากการนั่งคุยกับเพื่อนหลายคน หลายวาระ เมื่อเราถามถึงการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ในประเทศโบลิเวีย ตอนแรกเราก็นึกว่าเป็นมุกตลก จนกระทั่งวันที่มายืนอยู่หน้าด่านชายแดนประเทศเปรู-โบลิเวีย และเห็นรถมอเตอร์ไซค์อีกคันที่จอดอยู่ก่อนหน้าเรา มีถังน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ผูกติดอยู่กับกล่องสัมภาระ 

ระหว่างที่เรากำลังชะโงกมองรถคันที่ว่าอยู่ เจ้าของรถก็เดินออกมาพอดี 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

“นั่นถังน้ำมันสำรองเหรอคะ” เคยตั้งคำถามที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วแต่ก็หวังลึกๆ ว่าคำตอบจะเป็นอย่างอื่นไหมคะ 

“ใช่ครับ พวกคุณเพิ่งมาแถวนี้ครั้งแรกใช่ไหม” 

เรารู้สึกได้ว่ามือเราเย็นเฉียบขึ้นมาทันที “ครั้งแรกค่ะ ต้องมีน้ำมันสำรองไว้ขนาดนี้เลยเหรอคะ ปั๊มน้ำมันหายากอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ เหรอ” 

“ไม่ขนาดนั้นหรอก แต่ผมวนเวียนอยู่แถวนี้หลายเดือน พวกคุณจะอยู่ในโบลิเวียนานแค่ไหน” 

เพื่อนใหม่คนนี้ชื่อเดวิดค่ะ เป็นชาวออสเตรียที่ทำงานประจำอยู่ที่ออสเตรียปีละ 6 เดือน แล้วก็ใช้เวลาอีก 6 เดือนที่เหลือของทุกปีมาขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวอยู่ในอเมริกาใต้ เดวิดใช้ชีวิตแบบนี้ติดต่อกันมาเกือบ 5 ปีแล้ว ช่วง 2 ปีแรกเดวิดเช่าโกดังเก็บรถไว้ที่เปรู แต่ 3 ปีหลังมาเริ่มมีเพื่อนที่คุ้นเคยกันมากขึ้น ก็เลยฝากรถเอาไว้ที่บ้านเพื่อนเวลาบินกลับไปทำงาน

“ไม่กี่วันหรอกค่ะ จะเข้าไปดูทะเลเกลือเฉยๆ แล้วก็ลงไปอาร์เจนตินาเลย” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

“ที่โบลิเวีย รัฐบาลเป็นเจ้าของสัมปทานปิโตรเลียมทั้งหมดในประเทศ น้ำมันที่นี่มีสองราคา คือราคาของรถป้ายทะเบียนท้องถิ่นที่ถูกมากๆ กับราคาของรถป้ายทะเบียนต่างชาติที่บวกไปอีกประมาณสามเท่าตัว ปั๊มที่เติมน้ำมันให้รถทะเบียนต่างชาติได้ถูกกฎหมายคือปั๊มในเครือวายพีเอฟบี (YPFB) เท่านั้น”

ฟังดูไม่น่าจะยุ่งยากมาก ราคาน้ำมันป้ายทะเบียนต่างชาติที่ว่าอาจจะต่างกับราคาของคนท้องถิ่นจริง แต่ไม่ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเงินเป็นดอลลาร์ฯ กลั้นใจจ่ายไม่กี่วันก็น่าจะไหวอยู่ 

“ปัญหาคือปั๊มวายพีเอฟบีมีอยู่น้อยมาก และบางสาขาก็ไม่เติมให้เรา เพราะขั้นตอนมันเยอะ คนที่ขายจะต้องกรอกรายละเอียดหลายอย่าง ทั้งเลขพาสปอร์ต เลขทะเบียนรถ ทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์แล้วก็ต้องออกใบเสร็จเฉพาะอีก รวมๆ แล้วเสียเวลา ไม่ถนัด บางปั๊มก็เลยตัดปัญหาด้วยการไม่ขายน้ำมันให้รถทะเบียนต่างชาติ ผมเข้าออกชายแดนเปรู-โบลิเวียบ่อย ก็เลยซื้อน้ำมันจากเปรูมาไว้ใช้ จะได้ไม่ต้องปวดหัว” 

เราหันไปมองขวดน้ำมันที่วางอยู่บนเบาะรถเดวิด แล้วหันมามองกระป๋องน้ำมันสำรองขวดน้อยขนาดหนึ่งลิตรที่เสียบอยู่ข้างรถตัวเองแล้วก็นึกสงสัย จนต้องหันไปถามคริสเตียนว่า “เปลี่ยนใจกลับไปทางชิลีตอนนี้ยังทันไหม” 

เดวิดได้ยินแล้วก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เสน่ห์ของโบลิเวียไม่ได้มีแค่ทะเลเกลือหรอก มาถึงนี่แล้วก็เข้าไปเถอะ ผมเคยน้ำมันหมดและไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยลากรถคันนี้ไปจอดนอนหน้าปั๊มน้ำมัน สุดท้ายเขาก็ยอมเติมให้ หวังว่าพวกคุณจะไม่เข้าตาจนถึงขนาดนั้น… ยินดีต้อนรับสู่บ้านหลังที่สองของผม ยินดีต้อนรับสู่โบลิเวีย” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ทะเลเกลือที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม 

“แค่เอื้อม” ในที่นี้คือ 25 กิโลเมตรค่ะ ถ้าเดินไปแต่ตัว ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่งก็น่าจะถึง แต่ถ้ามีรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่พร้อมสัมภาระเต็มอัตราที่จะต้อง ‘เข็น’ ไปด้วย จะบอกว่าใช้เวลา 4 ชั่วโมงก็ยังเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป 

สถานการณ์น้ำมันหมดในวันนั้นเกิดขึ้นเพราะหนึ่งในปั๊มน้ำมันที่เราเห็นเป็นจุดโดดเดี่ยวอยู่บน Google Maps ได้ปิดกิจการไปแล้ว เราก็เลยต้องจำใจไปต่อและภาวนาขอให้มีปั๊มน้ำมันอีกแห่งอยู่ใกล้ๆ จนมาถึงจุดหนึ่งที่น้ำมันในถังหลักหมด ก็ต้องเปิดน้ำมันในถังสำรองมาใช้ ไม่นานหลังจากนั้นก็ตามด้วยน้ำมันในขวดลิตรฉุกเฉิน ถึงตอนนั้นเราสองคนก็เตรียมใจแล้วว่ามันจะหมดก่อนถึงแน่ๆ เพราะตัวเลขบนหลักกิโลกับปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ ช่างห่างไกลกันมากเหลือเกิน 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

5 กิโลเมตรแรกคริสเตียนบอกว่าจะลองเข็นเอง ส่วนเรามีหน้าที่พาตัวเองที่สวมเสื้อและกางเกงติดเกราะสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์พร้อมรองเท้าบูตและหมวกกันน็อกไปให้ถึงจุดหมาย กับคอยโบกมือขอความช่วยเหลือเป็นระยะ พอเข้ากิโลเมตรที่ 6 ก็ลองเปลี่ยนไปใช้วิธีให้เราเป็นคนบังคับมอเตอร์ไซค์ ส่วนคริสเตียนดันรถจากด้านหลัง ซึ่งก็ไปได้ไม่ไกลหรอกค่ะเพราะรถมันหนักมาก ไหนจะน้ำหนักเราเพิ่มเข้าไปอีก 

ในระหว่างที่เข็นมอเตอร์ไซค์กันไป ก็มีรถอื่นๆ ผ่านมาบ้างเป็นระยะ เราโบกมือขอความช่วยเหลือก็แล้ว หยิบขวดน้ำมันสำรองมาชูก็แล้ว ไม่มีทีท่าว่าใครจะจอดเลย 

อันที่จริงก็มีความคิดที่จะให้คนหนึ่งเฝ้ารถและอีกคนเดินไปหาปั๊มนะคะ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าปั๊มที่เราตามหาอยู่นั้นมันอีกไกลแค่ไหน ถ้าเรานั่งเฝ้ารถคนเดียวข้างถนน คริสเตียนก็กลัวว่าจะอันตรายเกินไป เพราะกว่าจะเดินไปเดินกลับก็น่าจะมืด ถ้าจะให้เราเดินเข้าเมืองไปหาน้ำมัน ภาษาสเปนของเราก็มีไว้เพื่อสั่งอาหารกินเองได้อย่างเดียวจริงๆ ด้วยความซับซ้อนของการเติมน้ำมันที่นี่ เราอาจจะไปแล้วเสียเที่ยว จึงเป็นอันว่าต้องเล่นบทสองคนเพื่อนตายกันไปพลางๆ ก่อน 

“ดีนะที่ไม่ปวดท้องเข้าห้องน้ำเอาตอนนี้ ไม่อย่างนั้นนะ จะทิ้งทุกอย่างเลย ใครอยากได้อะไรก็เอาไปเลย โน้ตบุ๊ก นาฬิกา กล้องถ่ายรูป เงินกี่บาทก็…” 

จังหวะนั้นมันเหมือนในหนังเลยค่ะ เวลาที่ตัวละครนึกอะไรออกขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัวแล้วมีแสงสว่างวาบ เราที่กำลังบ่นเรื่อยเปื่อย อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่ามองข้ามอะไรไป 

“คริสเตียน! เงินไง ยูเอสดอลลาร์!” 

ตลอดเวลาที่ออกทริปนี้ ไม่ว่าจะเดินทางเข้าประเทศไหน เราสองคนจะมีเงินดอลลาร์ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะได้ใช้เงินนี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเหตุผลที่เลือกสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เพราะคิดว่ามันมีโอกาสที่จะถูกปฏิเสธน้อยกว่าเงินสกุลอื่น ฟังดูเหมือนเป็นความคิดที่รอบคอบใช่ไหมคะ แต่พอมาอยู่หน้างานจริงๆ ก็เสียเวลาไปแล้ว 3 ชั่วโมงกว่าจะคิดได้

แบงก์ 20 ดอลลาร์ฯ โบกสะบัดอยู่บนปลายนิ้วเราได้ไม่ถึง 5 นาที ก็มีรถยนต์คันหนึ่งที่ชะลอจอดและเลี้ยวรถย้อนกลับมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณพี่เจ้าของรถคันนั้นบอกว่า อีก 30 กิโลเมตรมีปั๊มน้ำมัน เดี๋ยวจะให้ติดรถไปเติมน้ำมันใส่กระป๋องสำรองก่อน แล้วค่อยเอามอเตอร์ไซค์ไปเติมที่ปั๊มน้ำมันเองอีกที 

คริสเตียนหายไปไม่ถึง 20 นาทีก็กลับมาพร้อมกับคุณพี่คนเดิม ทั้งที่ก่อนไปเราคุยกันแล้วว่าเดี๋ยวคริสเตียนจะหาทางกลับจากปั๊มเอง แต่เขาก็บอกว่าวนกลับมาส่งดีกว่าเพราะเห็นเราเฝ้ารถอยู่คนเดียว 

คุณพี่ขับรถกระบะออกไปแล้ว แต่ในมือเรายังมีขวดน้ำเปล่าที่พี่เขาให้มา และแบงก์ 20 ดอลลาร์ฯ ที่ยับยู่ยี่ เพราะต่างคนต่างพยายามยัดใส่มืออีกคนจนเราต้องยอมแพ้ 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย
ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ก่อนพระอาทิตย์ตกดินที่ซาร์ลา เด อูยูนี 

วันนั้นกว่าเราจะเอารถไปเติมน้ำมันได้ก็ 4 โมงกว่าแล้วค่ะ แต่ก็ตัดสินใจเข้าไปที่ทะเลเกลือต่อ เพราะถ้าไปแล้วชอบก็จะได้หาที่พักใกล้ๆ และจะได้กลับไปอีกรอบในเช้าวันถัดไป

จริงๆ แล้วโบลิเวียเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกติดกับทะเลเลย การมีที่ราบเกลือที่กว้างใหญ่ขนาดนี้อยู่ในประเทศ จึงเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่ง คาดกันว่าในยุคโบราณ พื้นที่บริเวณนี้น่าจะเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน แต่เพราะสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล จึงทำให้น้ำค่อยๆ เหือดหายไป จนเหลือไว้แต่เกลือ 

ส่วนความกว้างใหญ่ระดับ ‘ที่สุดในโลก’ นั้น ถ้าเราขับรถเข้าไปในทะเลเกลือไกลมากพอ จะมองเห็นวิว 360 องศาเป็นทะเลเกลือที่ไกลสุดลูกหูลูกตาไปจนถึงเส้นขอบฟ้าได้ และเมื่อถึงหน้าฝน พื้นเกลือส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยน้ำและกลายเป็นกระจกบานยักษ์ที่มีเงาสะท้อนของท้องฟ้า จนกลายเป็นภาพที่สวยงามจนใครๆ ก็อยากมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ทะเลเกลืออูยูนีที่ได้เราเห็นในทริปนี้เป็นเวอร์ชันฤดูหนาวค่ะ พื้นเกลือจึงแห้งและแตกระแหง ตอนที่ไปถึงช่วงแรกยังไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า เส้นสายที่แตกเป็นลายล้อกับแสงสีทองทำให้สวยแปลกตาไปอีกแบบ 

คนที่ถูกใจกับทะเลเกลือที่แห้งสนิทมากกว่าเราน่าจะเป็นคริสเตียน เพราะเจ้าตัวกังวลว่า ถ้ามีน้ำขังและถ้าต้องเอารถมอเตอร์ไซค์ไปลุยน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นสูงขนาดนี้ ก็น่าจะสร้างความเสียหายในระยะยาวให้มอเตอร์ไซค์ลูกรักได้ไม่น้อย แม้แต่ในวันนั้น ก่อนเอามอเตอร์ไซค์ลงไปโลดแล่นในทะเลเกลือได้ คริสเตียนก็ต้องใช้สเปรย์กันสนิมฉีดจนทั่วเพื่อความสบายใจก่อนอยู่ดี 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

อันที่จริงทะเลเกลือไม่ได้มีแค่พื้นที่โล่งๆ แต่มีจุดให้แวะถ่ายรูปหรือลงไปเดินเล่นได้กระจายกันอยู่หลายแห่งเลยค่ะ ทั้งโรงแรมเกลือ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก เกาะภูเขาหินที่มีต้นกระบองเพชรยักษ์ขึ้นมากมาย หรือแม้แต่แหล่งที่อยู่อาศัยของนกฟลามิงโก ฯลฯ แต่ช่วงที่เราไปเป็นช่วงโลว์ซีซั่น บรรยากาศก็จะเงียบเหงาหน่อย วันนั้นนอกจากเราสองคนแล้วก็มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับบริษัททัวร์อีกแค่ 2 กลุ่มเท่านั้นเอง 

หลังจากเดินเล่นกันจนแสงจะหมดแล้ว เราก็เลยชวนคริสเตียนเข้าไปหาที่พักในเมือง เพราะรู้สึกว่าได้เห็นได้ดูจนเต็มอิ่มแล้ว และคงไม่ต้องย้อนกลับมาในเช้าวันถัดไปอีก ถ้าจะเอาให้มากกว่านี้ก็อาจต้องถึงขั้นกางเต็นท์นอนกลางทะเลเกลือ เพื่อสัมผัสบรรยากาศตอนกลางคืนและนั่งดูดาว ดูทางช้างเผือกอะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่แนวถนัดของเราอีกนั่นแหละ

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ทางหลวงสาย 21 ถนนที่ไม่ใช่ถนน 

ทะเลเกลือก็ได้ไปมาแล้ว น้ำมันหมดจนต้องเข็นก็ทำแล้ว เรานึกว่าโบลิเวียจะจบลงแค่นี้ แต่เราคิดผิด ในวันที่เดินทางออกจากอูยูนีเพื่อลงใต้ไปชายแดนโบลิเวีย-อาร์เจนตินา ทุกคนแนะนำให้ขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนกลับขึ้นไปที่เมืองโพโตซี (Potosi) แล้วลงไปชายแดนด้วยเส้นทางหลักจากเมืองนั้น รวมระยะทางแล้วเกือบ 600 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราวๆ 7 – 8 ชั่วโมง

ในขณะที่หน้าจอ Google Maps ของเราบอกว่าทางหลวงสาย 21 เป็นเส้นที่วิ่งตรงจากเมืองที่เราอยู่ลงไปที่ชายแดนได้เลย ระยะทางรวมไม่ถึง 200 กิโลเมตรด้วย 

“เขาไม่แนะนำสาย 21 เพราะวิวไม่สวยรึเปล่า”

“วิ่งถนนเส้นเล็กๆ ไม่มีรถเยอะก็ดีเหมือนกันนะ จะได้มีอะไรน่าสนใจให้ดูบ้าง” 

ปกติแล้วเรากับคริสเตียนมักเลือกใช้เส้นทางรองมากกว่าเส้นทางหลักค่ะ เพราะอยากเห็นบ้านคน อยากเห็นโรงเรียน อยากแวะกินข้าวในร้านที่มีแต่คนท้องถิ่นนั่งกินกัน สรุปว่าก็เลยพร้อมใจกันเลือกทางหลวงที่ไม่ต้องขี่รถย้อนกลับขึ้นไป 

วันนั้นออกรถกันมาตั้งแต่ 8 โมงเช้า คุยกันไว้ว่าถ้าไปถึงก่อนเที่ยงจะได้หาอะไรกินแล้วนอนพักสักครึ่งวัน ช่วง 20 กิโลเมตรแรกไม่มีปัญหาค่ะ ถนนยังใหม่เอี่ยมเหมือนเพิ่งทำเสร็จได้ไม่นาน แถมโล่งมากด้วย แทบไม่เห็นใครขับรถผ่านไปหรือผ่านมาเลย

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

วิ่งไปได้อีกไม่นาน จากถนนลาดยางก็กลายเป็นถนนดินผสมหิน และค่อยๆ กลายเป็นดินแดง จนสุดท้ายเหลือแต่ทรายล้วนและหนามากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องลดความเร็วลงแบบแทบจะคลาน บางจุดเราต้องลงไปเดินข้างรถเพราะล้อจม ทนลากทนไถกันไปสักพักก็กลับมาเป็นถนนดินแดงผสมลูกหินอีก

3 ชั่วโมงผ่านไป ถนนเริ่มจะดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมมากขึ้นและมากเกินไป จนกระทั่งเรามองหาถนนไม่เจอ เพราะมันไม่มีเส้นตัดหรือเส้นแบ่งอะไรอีกแล้ว อารมณ์เหมือนขี่รถอยู่ในทุ่งกว้าง จะเลี้ยวตรงนี้ก็ได้ หรือจะไปอีกหน่อยแล้วค่อยเลี้ยวก็ได้ จะจอดแล้วลงไปนอนเล่นก็ยังทำได้เลย เพราะมันไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าตรงนั้นคือถนนอีกแล้ว ทั้งที่หน้าจอ Google Maps ก็ยังขึ้นเป็นทางหลวงสาย 21 อย่างชัดเจน 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

เราจำใจค่อยๆ เดินทางตามถนนในจินตนาการของ Google Maps กันไป เพราะถลำลึกมาขนาดนี้แล้ว บางจุดก็ต้องกระโดดลงเพื่อไปเดินหารอยล้อรถคันอื่นๆ ที่ทิ้งไว้บนพื้น เพราะถ้าตรงไปอย่างที่แผนที่บอก ก็เท่ากับว่าเราต้องเอารถข้ามน้ำไป ลังเลกันอยู่พักใหญ่จนคริสเตียนบอกว่าเดี๋ยวจะเดินข้ามน้ำไปดูก่อนว่ามีรอยล้อที่ดินฝั่งนู้นบ้างรึเปล่า ซึ่งก็เจอจริงๆ ค่ะ ก็เลยต้องค่อยๆ ประคองรถข้ามน้ำไปจนได้ 

ความเร็วเฉลี่ยของวันนั้นน่าจะไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วงไหนที่ทุลักทุเลหน่อยก็ต้องลงเดินและเข็นเอาค่ะ นานๆ ทีก็จะมีรถขับเคลื่อนสี่ล้อผ่านมาบ้าง บางคนก็แวะเปิดกระจกถามแบบงงจริงๆ ว่าเราสองคนมาทำอะไรกันแถวนี้ รถมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้านก็มี จึงช่วยให้อุ่นใจอยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามันเป็นเส้นทางที่คนท้องถิ่นใช้สัญจรจริงๆ เพียงแต่ยังไม่ได้เป็น ‘ถนน’ เท่านั้นเอง 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย
ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ตอนกลางวันถือว่าวิ่งช้าแล้ว ยิ่งพระอาทิตย์เริ่มลงต่ำก็ต้องยิ่งชะลอความเร็วลงไปอีก ด้วยที่ถนนลื่น มีลูกกรวด ลูกหินขนาดใหญ่เยอะ ที่หนักใจที่สุดคือต้องข้ามทางน้ำในความมืด ทำให้หาจุดตื้นลึกได้ยาก 2 ใน 3 ครั้งเราลงไปยืนอยู่ในน้ำที่มีความสูงครึ่งแข้ง เราใส่ถุงเท้าหนาไว้กันหนาว แต่พอน้ำลงไปเต็มที่ก็แทบอยากถอดรองเท้าทิ้ง

อากาศรอบตัวเย็นลงเรื่อยๆ ตาสีวาวๆ ที่สะท้อนกับไฟหน้ารถสองสามคู่ โผล่ตรงนู้นทีตรงนั้นทีอยู่ข้างทาง และเหมือนจะเคลื่อนที่ตามเรามาแบบไม่ทิ้งห่าง เราเลยต้องชี้ให้คริสเตียนดูว่ามันคือตัวอะไร
“หมาจิ้งจอกน่ะ แถวนี้น่าจะมีเยอะ” 

“มันกินคนไหม”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่เราก็กินมันได้นะ หิวรึเปล่าล่ะ” 

คริสเตียนใช้มือซ้ายตบกระเป๋าข้างที่มีมีดพกเหมือนจะยืนยันคำพูดของตัวเองว่า “กินได้”

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

4 ทุ่มกว่าแล้วแต่เรายังอยู่บนถนน ตอนนั้นเราเริ่มนั่งคิดเงียบๆ ในใจว่า ถ้าเที่ยงคืนยังไม่ถึง คริสเตียนก็ควรจะได้พักก่อน บางทีเราอาจจะต้องเดินหาจุดที่จอดรถและกางเต็นท์ได้ และหวังว่าจะไม่โดนรถที่ไหนวิ่งเข้ามาเหยียบแบบไม่รู้ตัว ในกล่องท้ายรถก็ยังมีแอปเปิลกับเนยถั่วอยู่ น่าจะพอรองท้องแก้หิวกันไปได้ก่อน ถึงจะนอนไม่หลับแต่ได้นั่งยืดแข้งยืดขาบ้างก็คงจะดี ฟ้าสว่างแล้วค่อยไปต่อ 

เรามารู้ทีหลังว่า ขณะที่กำลังพยายามบังคับรถให้หลบลูกหินตรงนั้น หลุมตรงนี้ คริสเตียนก็คิดอยู่ในหัวว่ายังไงคืนนี้ก็จะจอดรถไม่ได้เด็ดขาด เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ถึงช้าแต่ก็น่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด น้ำมันสำรอง 3 ขวดลิตรในกล่องท้ายรถก็น่าจะพออยู่แล้ว ติดอยู่แค่กลัวว่าเราจะผล็อยหลับกลางทางในระหว่างนั่งรถ หรือถ้าบอกเราว่าไม่ถึงก็จะไม่หยุด เราจะโอเคด้วยไหม 

โชคยังพอมีเหลืออยู่บ้าง เพราะเราไม่ได้ต้องตัดสินใจเลือกวิธีไหนเลย หลังจากเดินทางกันมายาวนานกว่า 14 ชั่วโมงโดยไม่ได้หยุดพัก เราก็มองเห็นกลุ่มไฟนีออนสีขาวเป็นกระจุกอยู่ไกลๆ และมันคือเมืองปลายทางที่เราคิดว่าจะมาถึงกันตั้งแต่ก่อนเที่ยง 

5 ทุ่ม 20 นาที คุณป้าเจ้าของที่พักเปิดประตูรั้วมาเจอเรากับคริสเตียนและมอเตอร์ไซค์ เดาถูกเป๊ะว่าเราสองคนเพิ่งหลุดออกมาจากทางหลวงสาย 21 สภาพเราในตอนนั้นน่าจะแย่พอดู เพราะคุณป้าเดินตรงไปเปิดห้องและบอกให้เราเข้าพักผ่อนได้เลย แล้วค่อยมาบอกชื่อ จ่ายเงิน ตอนเช้าอีกวัน 

ก่อนนอนคืนนั้นคุณป้าก็แวะเอาชาร้อนเอามาให้ และพูดสั้นๆ ก่อนลาไปนอนว่า “ป้าดีใจที่พวกเธอมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัย” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

เราใช้เวลารวมทั้งหมดในโบลิเวียแค่ 7 วัน เป็นประเทศที่เราใช้เวลาน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ตลอด 2 ปีกว่าที่เดินทางกันมา แต่เป็น 7 วันที่เข้มข้นและครบทุกรสจริงๆ ตอนแรกเราเองเลือกไปโบลิเวียเพราะแค่อยากเห็นทะเลเกลืออูยูนี แต่สุดท้ายก็ได้พบว่ามันเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ของความทรงจำเกี่ยวกับโบลิเวียเท่านั้นเอง สมกับที่เดวิดบอกเราเอาไว้ตั้งแต่แรกว่า 

“เสน่ห์ของโบลิเวีย ไม่ได้มีแค่ทะเลเกลือนะ” 🙂

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“แคมปิ้งที่แคนาดา เล่นเซิร์ฟที่เม็กซิโก ปีนภูเขาไฟที่กัวเตมาลา เดินป่าที่คอสตาริกา เรียนเต้นซัลซาที่โคลอมเบีย นั่งเขียนไดอารี่ในมาชูปิกชูที่เปรู กระเป๋าคนละใบ มอเตอร์ไซค์ 1 คัน ไปด้วยกันนะ”

“ภายใน 3 – 4 ปีนี้ ผมตั้งใจว่าจะต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์จากประเทศแคนาดาลงไปเที่ยวทวีปอเมริกาใต้กับเพื่อนสักสี่ห้าเดือนให้ได้”

‘คริสเตียน’ ผู้ชายที่เราตกลงใจออกมาเดตด้วยเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงกลางปี 2011 พูดเรื่องนี้ขึ้นมาตอนที่เราสองคนกำลังนั่งละเลียดกาแฟในร้านหนังสือมือสองกึ่งคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เรามองตามสายตาคริสเตียนไปเห็นลูกค้าคนใหม่ที่กำลังผลักประตูกระจกเข้ามาในร้าน ขณะที่มืออีกข้างก็มีหมวกกันน็อกห้อยอยู่

‘เพื่อน’ ที่คริสเตียนพูดถึงคือ ‘แอนดรูว์’ หนุ่มชาวแคนาดาที่รู้จักกันโดยบังเอิญตั้งแต่ตอนมาเมืองไทยใหม่ๆ เมื่อประมาณต้นปี 2010 สองหนุ่มคุยกันถูกคอตั้งแต่แรกพบตามประสาคนชอบปีนเขาและชอบมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน

การเดินทาง

ทริปเหนือจรดใต้ของทวีปอเมริกามีจุดเริ่มต้นตอนที่สองเพื่อนซี้ชวนกันขึ้นรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ช่วงสุดสัปดาห์ แล้วเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปนอนเล่นที่ปาย 1 คืน เช้าวันจันทร์คริสเตียนกลับมาทำงานตามปกติ ส่วนแอนดรูว์ก็บินกลับประเทศไป แต่ปรากฏว่าทริปจบอารมณ์ไม่จบ หลังกลับไปแคนาดาได้ไม่นานแอนดรูว์ก็เขียนจดหมายและสแกนส่งมาให้คริสเตียนทางอีเมล ใจความรวมๆ คือทริปมอเตอร์ไซค์ที่ไปปายด้วยกันสนุกมาก สนุกจนทำให้กลับมานั่งคิดถึงความฝันที่อยากทำมานานแล้ว นั่นก็คือขี่รถมอเตอร์ไซค์เที่ยวอเมริกาใต้กับเพื่อนสนิทสักคน ตั้งต้นจากประเทศแคนาดาและลงไปจนถึงสุดแผ่นดินทางใต้ที่ประเทศอาร์เจนตินา และแอนดรูว์ก็อยากจะให้คริสเตียนไปทริปนี้ด้วยกัน

ว่าแล้วแอนดรูว์ก็วาดแผนที่แนบท้ายจดหมายมาให้ด้วย

บันทึก

“When you’re finished in Thailand, I need a partner.”

แน่นอน คริสเตียนเซย์เยสตั้งแต่เห็นคำว่ามอเตอร์ไซค์ ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ แต่หลังจากได้จดหมายฉบับนี้มา คริสเตียนก็ตั้งเป้าทันทีว่าจะทำงาน เก็บเงิน และทำให้ทริปนี้กลายเป็นความจริงภายใน 5 ปีให้ได้

ตอนนั้นเรานั่งฟังแล้วก็ตอบกลับไปแบบไม่คิดอะไรมากว่า “น่าสนใจดีนะ”, “ขี่มอเตอร์ไซค์แบบไหน”, “ถ่ายวิดีโอด้วยสิ” ฯลฯ จำได้ว่าพอเราพูดจบคริสเตียนก็ยิ้มกว้างตาเป็นประกาย และบอกเราว่าเขาดีใจที่เราไม่ ‘ดราม่า’ เรื่องที่เขาจะไปกับเพื่อนสนิทแค่ 2 คนโดยไม่ชวนเรา แต่เราก็บอกเหตุผลไปตรงๆ ว่า เปล่าจ้ะ ไม่ได้จะเล่นบทนางเอกใจกว้าง แต่ที่เราไม่ได้สนใจอยากไปด้วยก็เพราะมอเตอร์ไซค์นั่นแหละ (ถึงตอนนี้คริสเตียนทำหน้าตกใจ) นี่ยังไม่พูดถึงอีกเหตุผลที่ว่า จริงๆ แล้วมันเป็นการวางแผนล่วงหน้าหลายปีด้วยซ้ำไปนะ เราสองคนจะคบกันรอดถึง 3 เดือนรึเปล่ายังไม่รู้เลย

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด เวลาไปไหนมาไหนก็ขี่และนั่งมอเตอร์ไซค์มากกว่ารถยนต์ แต่ถ้าจะเทียบการขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนของเรากับการขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่คริสเตียนกำลังพูดถึง ก็คงจะเหมือนเอาแอปเปิ้ลมาเปรียบเทียบกับส้ม เพราะมันคือการขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านไปโรงเรียนหรือจากบ้านไปตลาด เรานึกภาพไม่ออกว่าการขี่หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ที่กินเวลาสองสามชั่วโมงหรือมากกว่านั้นมันเป็นยังไง ขนาดย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ สิบกว่าปีก็ยังเคยนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไกลสุดแค่ปิ่นเกล้า-สีลมตอนเช้าเวลาไปทำงานสาย

แล้วนี่อะไร เขาจะขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามประเทศกัน 5 – 6 เดือน เป็นเรื่องที่ฟังแล้วสุดแสนจะไกลตัวและไม่เคยอยู่ในสารบบการเที่ยวของเราเลย ตอนนั้นเลยได้ข้อสรุปแบบจริงใจสุดๆ ให้กับคริสเตียนว่า

“ไปเถอะ มีเพื่อนที่สนิทกันไปด้วยก็ดีแล้ว ไปเที่ยวให้สนุก อย่าลืมส่งโปสการ์ดมาให้บ้างนะ”

แต่จะด้วยบุญหรือกรรมก็ไม่รู้ได้ 2 ปีหลังจากนั้นเรากับคริสเตียนก็ยังคบหากันอยู่ จนย่างเข้าปีที่ 3 เราสองคนตัดสินใจออกจากงานประจำแล้วย้ายไปเชียงใหม่ เหตุผลง่ายๆ คือเบื่อกรุงเทพฯ อยู่เชียงใหม่ก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระเต็มตัวทั้งคู่ ด้วยข้อจำกัดที่น้อยลงเรื่องสถานที่ทำงานและเวลาทำงาน เราสองคนก็เลยได้ไปออกทริปด้วยกันอยู่บ่อยๆ และแน่นอนว่าคริสเตียนไม่พลาดโอกาสที่จะให้เราได้สัมผัสกับการเดินทางด้วยการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ระยะไกลกว่าปิ่นเกล้า-สีลม

ช่วงแรกที่ออกทริปเริ่มจากการเดินทางสั้นๆ ครึ่งชั่วโมงอย่างขี่ขึ้นลงดอยสุเทพ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นทริป 2 ชั่วโมง จาก 2 ชั่วโมงกว่ากลายเป็น 5 จาก 5 กลายเป็นทริปเต็มวัน ไปจนถึงทริป 2 – 3 วันซึ่งก็ไม่ได้ไปไหนไกลจากเชียงใหม่มาก แต่ใช้วิธีการหาเส้นทางที่อ้อมที่สุด หรือไม่ก็เลือกเส้นทางเล็กๆ ขับไปเจอร้านกาแฟร่มรื่นก็จอด หยิบงานไปนั่งทำ ถึงโรงแรมตอนเย็นก็เข้านอน เช้าอีกวันตื่นแล้วออกเดินทางกันต่อ พูดง่ายๆ ว่าเวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ มองวิวทิวทัศน์ มองชีวิตผู้คนข้างทาง มากกว่าการเน้นการขับตรงไปให้ถึงจุดหมาย

ภาคเหนือ

(หนึ่งในหลายๆ ทริปที่ออกไปด้วยกัน เชียงใหม่-ปาย-บ้านรักไทย-ปางอุ๋ง-ขุนยวม-ดอยอินทนนท์-ดอยขุนตาล-อุทยานแห่งชาติแม่ยม-อุทยานแห่งชาติขุนแจ-เชียงดาว-เชียงใหม่)

2 เดือนแรกเราถามตัวเองตลอดว่าทำไมต้องเอาตัวเองมาทรมานขนาดนี้ ปวดขา ปวดก้น เหน็บกิน ร้อนก็ร้อน ฝนตก หมาก็กลัว ไม่สนุกด้วยเลยจริงๆ ยิ่งช่วงไหนที่ทั้งงานเยอะทั้งเดินทางเหนื่อยก็ยิ่งชวนให้หงุดหงิดถึงขั้นทะเลาะกันเพราะความดึงดันที่จะเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ สุดท้ายคริสเตียนเลยเสนอวิธีแก้ปัญหาว่าลองเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์หลายๆ รุ่นดูไหม ถ้านั่งสบายขึ้นก็อาจจะสนุกขึ้น แต่ถ้าลองจนหมดแล้วไม่ใช่จริงๆ ก็จะไม่บังคับอีก

เรารับข้อเสนอ ตั้งแต่นั้นก็เลยใช้วิธีเช่ารถมอเตอร์ไซค์ทริปละรุ่น บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์วิบาก บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ซีซีสูงต่ำแล้วแต่ระยะทางและเส้นทางที่วางแผนกัน มีครั้งหนึ่งเช่าฮาร์เลย์ขับขึ้นไปเชียงดาว กว่าจะหมดวันเล่นเอาเราทั้งปวดหลัง ปวดก้น แถมขาโดนท่อไอเสียประทับตราความเป็น ‘สก๊อย’ ที่ยังคงเป็นแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้

มอเตอร์ไซค์

ในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากนั้นเราก็เริ่มค้นพบเสน่ห์ของการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะวิวสวยๆ ข้างทางที่ปกติไม่เคยได้เห็น เพราะถ้านั่งรถยนต์เราก็จะหลับยาว ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่อยู่เชียงใหม่เราออกทริปแทบทุกอาทิตย์ ถึงแม้จะเป็นการเปลี่ยนที่ทำงานมากกว่าเที่ยวพักผ่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าจากที่เคยมุ่งมั่นจะไปให้ถึงปลายทางให้เร็วที่สุด ก็หันมามีความสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้พบเห็นจากข้างทางมากขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนสิ้นปี 2014 เราลองของด้วยการตกลงไปออกทริปมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์กว่า เป็นทริปที่ยาวนานที่สุดของเราในตอนนั้น โดนกระหน่ำทั้งร้อน ทั้งฝน ทั้งหนาว ในแต่ละวัน ร่างกายประท้วงเต็มที่ ทั้งไอ ทั้งจาม น้ำมูกยืดตลอดทาง ทริปนั้นใช้วิธีขับวันครึ่งสลับจอดทำงานวันครึ่ง บางช่วงก็ขับ 2 วันหยุดทำงาน 2 วัน วนไปแบบนี้เรื่อยๆ

เหตุผลที่จำทริปนี้ได้แม่น เพราะในคืนสุดท้ายก่อนปิดทริปที่เชียงดาว อยู่ๆ คริสเตียนก็ถามเราขึ้นมาว่า

“ไปทริปอเมริกาใต้ด้วยกันไหม?”

“มีกล่องใส่ของคนละใบกับมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ใช้เวลาประมาณสี่ห้าเดือน คิดว่าไหวรึเปล่า”

ไปเมื่อไหร่ ไปยังไง วีซ่าล่ะ เงินล่ะ งานล่ะ ไปแล้วไม่ไหวขึ้นมาจะทำยังไง สมบัติกล่องเดียวมันจะอยู่ได้นานขนาดนั้นเลยเหรอ ฯลฯ สารพัดคำถามขึ้นมาในหัว แต่สุดท้ายเราก็ตอบตกลงไปทั้งที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกหัวออกก้อย แล้วก็ปลอบตัวเองว่า “ลองดูสักตั้ง ไม่ไหวก็ซื้อตั๋วกลับบ้านกลางทางเอาแล้วกันนะเรา”

To the World’s End

“ไหนๆ ก็จะลงไปใต้สุดแล้ว จะเริ่มที่แคนาดาทำไม ขึ้นไปเริ่มที่เหนือสุดเลยดีไหม”

‘ลี’ เพื่อนเก่าสมัยเรียนของคริสเตียนที่วนเวียนมาเจอกันโดยบังเอิญที่เชียงใหม่ถามขึ้นมากลางวงกินข้าว คำถามนี้ทำให้เรากลับมานั่งหาข้อมูลเพิ่ม แล้วก็พบว่าการเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาด้วยมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานไม่ใช่ของใหม่ซะทีเดียว มีทั้งคนขี่มอเตอร์ไซค์ ปั่นจักรยาน แบบเดี่ยว แบบคู่ หรือแบบยกครอบครัว ก็มีมาแล้ว แต่ละกลุ่มก็มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัยเฉพาะของตัวเอง ที่นิยมกันมากมีอยู่ 2 แบบ
ทวีปอเมริกา

หมุดสีแดง เริ่มต้นจากอ่าวพรูโด (Prudhoe Bay) จุดสิ้นสุดแผ่นดินทางฝั่งโลกเหนือในอะแลสกา ลงไปจบที่อูซัวยา (Ushuaia) ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในพาตาโกเนีย (Patagonia) ดินแดนสุดขอบโลกทางใต้ในประเทศอาร์เจนตินา

หมุดสีเขียว เริ่มต้นจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle) ในอะแลสกา ซึ่งอยู่ต่ำลงมาจากอ่าวพรูโดไม่มาก ลงไปจนถึงอูซัวยาในพาตาโกเนียเหมือนกับทริปหมุดสีแดง แต่ต่อด้วยการลงเรือไปเหยียบแผ่นดินแอนตาร์กติกา (Antarctica) และจบที่เส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิล (Antarctic Circle) นักเดินทางบางคนก็เอามอเตอร์ไซค์ลงเรือไปด้วย เรียกว่าถึงแม้ทวีปแอนตาร์กติกาจะไม่มีถนนให้วิ่ง แต่ขอให้ได้เอามอเตอร์ไซค์ลงไปแตะแผ่นดินบนฝั่งก็ยังดี ทริปหมุดสีเขียวนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าหมุดสีแดง เพราะค่าเรือจากอูซัวยาไปถึงแอนตาร์กติกเซอร์เคิลสูงจนคนอยากไปหายใจหายคอกันไม่ค่อยคล่อง

การเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาสามารถเดินทางได้ด้วยทางหลวงสายแพน-อเมริกา (Pan-Amerian Highway) ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมทวีปอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ เข้าด้วยกัน โดยมีระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 48,000 กิโลเมตร หรือ 30,000 ไมล์ ถึงแม้ว่าแพน-อเมริกาจะได้รับการบันทึกในหนังสือกินเนสส์บุ๊คให้เป็นทางหลวงที่ยาวที่สุดในโลก แต่ทางหลวงสายนี้ก็ยังมีจุดขาดตอนเป็นระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร หรือ 100 ไมล์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกกันว่า ‘ดาเรียนแก็ป’ (The Darién Gap-ตำแหน่งที่จุด B และ A เจอกันเกือบจุดกึ่งกลางแผนที่ในภาพด้านบน) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างประเทศปานามาในทวีปอเมริกากลางและประเทศโคลอมเบียในทวีปอเมริกาใต้

พื้นที่ในบริเวณดาเรียนแก็ปเป็นผืนป่าดิบชื้นที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ใช้เรือเป็นพาหนะหลัก มีกองกำลังทหารของทั้งสองประเทศคอยดูแลคุมควบตามจุดต่างๆ เนื่องจากยังมีปัญหาของการเป็นแหล่งซ่องสุมกลุ่มโจร การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และการใช้เส้นทางนี้ลักลอบขนส่งยาเสพติด

ที่ผ่านมามีนักสำรวจและนักเดินทางหลายกลุ่มพยายามจะเดินทางผ่านผืนป่ารกชัฏนี้ด้วยวิธีการต่างๆ กัน ทั้งเดิน นั่งเรือ ปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ หลายรายโดนดักปล้นทำร้าย หลายรายโดนลักพาตัว และหลายรายต้องแลกด้วยชีวิต อย่างไรก็ตามในปี 1960 รถยนต์คันแรกขับผ่านดาเรียนแก็ปไปได้สำเร็จโดยใช้เวลาเดินทางกว่า 136 วัน เฉลี่ยความเร็วประมาณ 200 เมตรต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งบางส่วนของการเดินทางในครั้งนั้นก็ยังจำเป็นต้องเอารถยนต์ขึ้นแพล่องไปตามน้ำ จนกระทั่งในปี 1985 มีกลุ่มนักเดินทางที่ขับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์อีก 1 คันเดินทางข้ามดาเรียนแก็ปโดยใช้เส้นทางบนบกเพียงอย่างเดียวได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ใช้เวลาในการเดินทางกว่า 741 วัน ระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 201 กิโลเมตร หรือ 125 ไมล์

ด้วยเหตุนี้นักเดินทางที่ออกเดินทางในทริปเหนือจรดใต้ ไม่ว่าจะด้วยการปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ จึงมักจะนิยมใช้วิธีการขนส่งยานพาหนะเหล่านี้ด้วยเรือสินค้าหรือเครื่องบินในการเดินทางระหว่างประเทศปานามา-โคลอมเบีย บางรายก็ใช้วิธีขายทิ้งที่เมืองต้นทางและซื้อใหม่ในอีกประเทศเพื่อเดินทางต่อไป

ระยะเวลาในการเดินทางของทริปอะแลสกา-อาร์เจนตินาโดยเฉลี่ย

การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์จากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาใช้เวลาตั้งแต่ 8 เดือน ปีนึง ปีครึ่ง และนานกว่านั้น บางคนทำงานเก็บเงินเพื่อจะทำทริปนี้ให้สำเร็จในครั้งเดียว บางคนค่อยๆ เดินทางไปเรื่อยๆ วิธีที่นิยมกันในกลุ่มนักเดินทางช่วงอายุ 18 – 25 ปี มักจะเป็นการขอทำงานในโฮสเทลเพื่อแลกกับที่พักและอาหาร บางคนใช้วิธีเดินทาง 3 สัปดาห์หรือ 1 เดือน แล้วจอดมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ตามเมืองต่างๆ ขึ้นเครื่องบินกลับไปทำงานที่บ้าน 2 – 3 เดือน แล้วก็บินกลับมาออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ต่อ และทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนลงไปถึงปลายทางที่ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อชีวิตคือการเดินทาง

ตามแผนเดิมที่ ‘แอนดรูว์’ ชวนมา เราคุยกันไว้ว่าจะเดินทางจากแคนาดาลงไปอเมริกาใต้ ตอนนั้นเลยตั้งใจจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ แบบม้วนเดียวจบภายใน 5 – 6 เดือน จอดพักบ้างประปราย แต่เน้นเดินทางและหยุดทำงานไปเลย แต่เมื่อเราหันมาสนใจทริปเหนือสุดลงใต้สุดอย่างที่ ‘ลี’ หรือเพื่อนอีกคนเสนอมา ก็เลยปรึกษากันว่าถ้าเราจะยืดระยะทางออกขนาดนี้ เราก็เดินทางไปด้วย ‘ใช้ชีวิต’ ไปด้วยเลยดีไหม ทำเหมือนกับตอนอยู่เชียงใหม่ คือเดินทางสลับกับจอดรถเคลียร์งาน จากเหนือลงใต้ผ่านประเทศไหนหรือเมืองอะไรที่ให้ความรู้สึกว่า ‘น่าอยู่’ ซึ่งสำหรับเราหมายถึงอินเทอร์เน็ตมีความเสถียร สภาพแวดล้อมปลอดภัย บรรยากาศดีเอื้ออำนวยต่อการทำงาน และค่าครองชีพไม่สูงมากนัก ก็อาจจะหยุดพักการเดินทางประมาณ 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน 3 เดือน หรือแม้แต่ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับจังหวะว่าจะมีงานเข้ามากน้อยแค่ไหน เมื่อไหร่ที่ออกเดินทางต่อ เราก็มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ จนสุดแผ่นดินใต้ สุดท้ายก็เลยได้ข้อสรุปกันว่าเราจะใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี

จุดเริ่มต้นกับเส้นชัยของเราก็วางเอาไว้แบบเผื่อเหลือเผื่อขาด โดยตั้งใจจะขึ้นไปให้ถึงเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลที่อะแลสกา และถ้าเดินทางขึ้นไปทันก่อนหิมะจะเริ่มตกก็จะไปให้ถึงอ่าวพรูโด ส่วนทางใต้ก็จะลงไปจนสุดแผ่นดินพาตาโกเนียในอาร์เจนตินาแน่ๆ ส่วนจะออกไปถึงเส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิลหรือไม่ ก็ต้องรอลุ้นว่าจะเก็บเงินทันรึเปล่า

หลังหาข้อสรุปกันได้คร่าวๆ ลีก็ตกลงใจมาร่วมทริปด้วยอีกคน แต่อาจจะลงมาด้วยกันถึงแค่ประเทศเม็กซิโก หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ ‘อาร์เจ’ เพื่อนที่รู้จักกันในเชียงใหม่ มาร่วมขบวนการเป็นคนที่ 3 อาร์เจตั้งใจจะร่วมเดินทางด้วยเฉพาะช่วงอเมริกาเหนือเหมือนกัน เราตกลงกันว่าจะเริ่มออกเดินทางช่วงปลายปี 2015 และเนื่องจากทุกคนมีจุดเริ่มต้นกันคนละแห่ง เรากับคริสเตียนเริ่มที่รัฐโคโลราโด (Colorado) ลีเริ่มที่เท็กซัส (Texas) ประเทศสหรัฐฯ ส่วนอาร์เจเริ่มที่โตรอนโต (Toronto) ประเทศแคนาดา ก็เลยสรุปว่าจะไปเจอกันที่เมืองคาลการี (Calgary) ประเทศแคนาดาช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องผ่านขึ้นไปก่อนถึงอะแลสกานั่นเอง

สำหรับแอนดรูว์ตัวต้นคิด เพิ่งจะเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศแคนาดาได้ไม่นาน เลยตัดสินใจถอนตัว เพราะไม่อยากพลาดโอกาสก้าวหน้าในระยะยาว แต่ก็ยังพอมีหวังอยู่บ้างว่าแอนดรูว์อาจจะปลีกตัวมาร่วมทริปด้วยช่วงที่เราเดินทางผ่านประเทศแคนาดา  

ที่สุดแล้ว ทีมเรามีผู้เดินทางในช่วงทวีปอเมริกาเหนือด้วยกันทั้งหมด 4 คน คือคริสเตียน (ชาวอเมริกัน), ลี (ชาวอเมริกัน), อาร์เจ (ชาวแคนาดา) และเรา หลังจากนั้น ในช่วงของทวีปอเมริกากลางและใต้ก็จะเหลือแค่เรากับคริสเตียนที่ตั้งใจจะลุยกันไปจนถึงอาร์เจนตินาตามที่ตั้งใจไว้ให้ได้

การเดินทาง

การเดินทาง

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load