“พกขวดน้ำมันสำรองไปด้วย” 

“เจอปั๊มเมื่อไหร่ ถ้าเติมได้ก็เติมให้เต็มอยู่ตลอดนะ” 

“ถ้าเขาไม่เติมน้ำมันให้ ก็ลองบอกว่าไม่ต้องเอาใบเสร็จ” 

“ถ้าพนักงานคนแรกที่เราคุยด้วยบอกว่าไม่ขาย ให้ลองเดินไปคุยกับอีกคน”

“ถ้าเขาบอกน้ำมันที่ปั๊มหมด ลองเอารถไปจอดไกลๆ ปั๊ม แล้วเดินถือขวดเปล่ากลับขอซื้อน้ำมันอีกรอบ” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก

นี่เป็นบางส่วนของคำแนะนำที่ได้จากการนั่งคุยกับเพื่อนหลายคน หลายวาระ เมื่อเราถามถึงการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ในประเทศโบลิเวีย ตอนแรกเราก็นึกว่าเป็นมุกตลก จนกระทั่งวันที่มายืนอยู่หน้าด่านชายแดนประเทศเปรู-โบลิเวีย และเห็นรถมอเตอร์ไซค์อีกคันที่จอดอยู่ก่อนหน้าเรา มีถังน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ผูกติดอยู่กับกล่องสัมภาระ 

ระหว่างที่เรากำลังชะโงกมองรถคันที่ว่าอยู่ เจ้าของรถก็เดินออกมาพอดี 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

“นั่นถังน้ำมันสำรองเหรอคะ” เคยตั้งคำถามที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วแต่ก็หวังลึกๆ ว่าคำตอบจะเป็นอย่างอื่นไหมคะ 

“ใช่ครับ พวกคุณเพิ่งมาแถวนี้ครั้งแรกใช่ไหม” 

เรารู้สึกได้ว่ามือเราเย็นเฉียบขึ้นมาทันที “ครั้งแรกค่ะ ต้องมีน้ำมันสำรองไว้ขนาดนี้เลยเหรอคะ ปั๊มน้ำมันหายากอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ เหรอ” 

“ไม่ขนาดนั้นหรอก แต่ผมวนเวียนอยู่แถวนี้หลายเดือน พวกคุณจะอยู่ในโบลิเวียนานแค่ไหน” 

เพื่อนใหม่คนนี้ชื่อเดวิดค่ะ เป็นชาวออสเตรียที่ทำงานประจำอยู่ที่ออสเตรียปีละ 6 เดือน แล้วก็ใช้เวลาอีก 6 เดือนที่เหลือของทุกปีมาขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวอยู่ในอเมริกาใต้ เดวิดใช้ชีวิตแบบนี้ติดต่อกันมาเกือบ 5 ปีแล้ว ช่วง 2 ปีแรกเดวิดเช่าโกดังเก็บรถไว้ที่เปรู แต่ 3 ปีหลังมาเริ่มมีเพื่อนที่คุ้นเคยกันมากขึ้น ก็เลยฝากรถเอาไว้ที่บ้านเพื่อนเวลาบินกลับไปทำงาน

“ไม่กี่วันหรอกค่ะ จะเข้าไปดูทะเลเกลือเฉยๆ แล้วก็ลงไปอาร์เจนตินาเลย” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

“ที่โบลิเวีย รัฐบาลเป็นเจ้าของสัมปทานปิโตรเลียมทั้งหมดในประเทศ น้ำมันที่นี่มีสองราคา คือราคาของรถป้ายทะเบียนท้องถิ่นที่ถูกมากๆ กับราคาของรถป้ายทะเบียนต่างชาติที่บวกไปอีกประมาณสามเท่าตัว ปั๊มที่เติมน้ำมันให้รถทะเบียนต่างชาติได้ถูกกฎหมายคือปั๊มในเครือวายพีเอฟบี (YPFB) เท่านั้น”

ฟังดูไม่น่าจะยุ่งยากมาก ราคาน้ำมันป้ายทะเบียนต่างชาติที่ว่าอาจจะต่างกับราคาของคนท้องถิ่นจริง แต่ไม่ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเงินเป็นดอลลาร์ฯ กลั้นใจจ่ายไม่กี่วันก็น่าจะไหวอยู่ 

“ปัญหาคือปั๊มวายพีเอฟบีมีอยู่น้อยมาก และบางสาขาก็ไม่เติมให้เรา เพราะขั้นตอนมันเยอะ คนที่ขายจะต้องกรอกรายละเอียดหลายอย่าง ทั้งเลขพาสปอร์ต เลขทะเบียนรถ ทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์แล้วก็ต้องออกใบเสร็จเฉพาะอีก รวมๆ แล้วเสียเวลา ไม่ถนัด บางปั๊มก็เลยตัดปัญหาด้วยการไม่ขายน้ำมันให้รถทะเบียนต่างชาติ ผมเข้าออกชายแดนเปรู-โบลิเวียบ่อย ก็เลยซื้อน้ำมันจากเปรูมาไว้ใช้ จะได้ไม่ต้องปวดหัว” 

เราหันไปมองขวดน้ำมันที่วางอยู่บนเบาะรถเดวิด แล้วหันมามองกระป๋องน้ำมันสำรองขวดน้อยขนาดหนึ่งลิตรที่เสียบอยู่ข้างรถตัวเองแล้วก็นึกสงสัย จนต้องหันไปถามคริสเตียนว่า “เปลี่ยนใจกลับไปทางชิลีตอนนี้ยังทันไหม” 

เดวิดได้ยินแล้วก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เสน่ห์ของโบลิเวียไม่ได้มีแค่ทะเลเกลือหรอก มาถึงนี่แล้วก็เข้าไปเถอะ ผมเคยน้ำมันหมดและไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยลากรถคันนี้ไปจอดนอนหน้าปั๊มน้ำมัน สุดท้ายเขาก็ยอมเติมให้ หวังว่าพวกคุณจะไม่เข้าตาจนถึงขนาดนั้น… ยินดีต้อนรับสู่บ้านหลังที่สองของผม ยินดีต้อนรับสู่โบลิเวีย” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ทะเลเกลือที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม 

“แค่เอื้อม” ในที่นี้คือ 25 กิโลเมตรค่ะ ถ้าเดินไปแต่ตัว ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่งก็น่าจะถึง แต่ถ้ามีรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่พร้อมสัมภาระเต็มอัตราที่จะต้อง ‘เข็น’ ไปด้วย จะบอกว่าใช้เวลา 4 ชั่วโมงก็ยังเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป 

สถานการณ์น้ำมันหมดในวันนั้นเกิดขึ้นเพราะหนึ่งในปั๊มน้ำมันที่เราเห็นเป็นจุดโดดเดี่ยวอยู่บน Google Maps ได้ปิดกิจการไปแล้ว เราก็เลยต้องจำใจไปต่อและภาวนาขอให้มีปั๊มน้ำมันอีกแห่งอยู่ใกล้ๆ จนมาถึงจุดหนึ่งที่น้ำมันในถังหลักหมด ก็ต้องเปิดน้ำมันในถังสำรองมาใช้ ไม่นานหลังจากนั้นก็ตามด้วยน้ำมันในขวดลิตรฉุกเฉิน ถึงตอนนั้นเราสองคนก็เตรียมใจแล้วว่ามันจะหมดก่อนถึงแน่ๆ เพราะตัวเลขบนหลักกิโลกับปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ ช่างห่างไกลกันมากเหลือเกิน 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

5 กิโลเมตรแรกคริสเตียนบอกว่าจะลองเข็นเอง ส่วนเรามีหน้าที่พาตัวเองที่สวมเสื้อและกางเกงติดเกราะสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์พร้อมรองเท้าบูตและหมวกกันน็อกไปให้ถึงจุดหมาย กับคอยโบกมือขอความช่วยเหลือเป็นระยะ พอเข้ากิโลเมตรที่ 6 ก็ลองเปลี่ยนไปใช้วิธีให้เราเป็นคนบังคับมอเตอร์ไซค์ ส่วนคริสเตียนดันรถจากด้านหลัง ซึ่งก็ไปได้ไม่ไกลหรอกค่ะเพราะรถมันหนักมาก ไหนจะน้ำหนักเราเพิ่มเข้าไปอีก 

ในระหว่างที่เข็นมอเตอร์ไซค์กันไป ก็มีรถอื่นๆ ผ่านมาบ้างเป็นระยะ เราโบกมือขอความช่วยเหลือก็แล้ว หยิบขวดน้ำมันสำรองมาชูก็แล้ว ไม่มีทีท่าว่าใครจะจอดเลย 

อันที่จริงก็มีความคิดที่จะให้คนหนึ่งเฝ้ารถและอีกคนเดินไปหาปั๊มนะคะ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าปั๊มที่เราตามหาอยู่นั้นมันอีกไกลแค่ไหน ถ้าเรานั่งเฝ้ารถคนเดียวข้างถนน คริสเตียนก็กลัวว่าจะอันตรายเกินไป เพราะกว่าจะเดินไปเดินกลับก็น่าจะมืด ถ้าจะให้เราเดินเข้าเมืองไปหาน้ำมัน ภาษาสเปนของเราก็มีไว้เพื่อสั่งอาหารกินเองได้อย่างเดียวจริงๆ ด้วยความซับซ้อนของการเติมน้ำมันที่นี่ เราอาจจะไปแล้วเสียเที่ยว จึงเป็นอันว่าต้องเล่นบทสองคนเพื่อนตายกันไปพลางๆ ก่อน 

“ดีนะที่ไม่ปวดท้องเข้าห้องน้ำเอาตอนนี้ ไม่อย่างนั้นนะ จะทิ้งทุกอย่างเลย ใครอยากได้อะไรก็เอาไปเลย โน้ตบุ๊ก นาฬิกา กล้องถ่ายรูป เงินกี่บาทก็…” 

จังหวะนั้นมันเหมือนในหนังเลยค่ะ เวลาที่ตัวละครนึกอะไรออกขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัวแล้วมีแสงสว่างวาบ เราที่กำลังบ่นเรื่อยเปื่อย อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่ามองข้ามอะไรไป 

“คริสเตียน! เงินไง ยูเอสดอลลาร์!” 

ตลอดเวลาที่ออกทริปนี้ ไม่ว่าจะเดินทางเข้าประเทศไหน เราสองคนจะมีเงินดอลลาร์ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะได้ใช้เงินนี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเหตุผลที่เลือกสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เพราะคิดว่ามันมีโอกาสที่จะถูกปฏิเสธน้อยกว่าเงินสกุลอื่น ฟังดูเหมือนเป็นความคิดที่รอบคอบใช่ไหมคะ แต่พอมาอยู่หน้างานจริงๆ ก็เสียเวลาไปแล้ว 3 ชั่วโมงกว่าจะคิดได้

แบงก์ 20 ดอลลาร์ฯ โบกสะบัดอยู่บนปลายนิ้วเราได้ไม่ถึง 5 นาที ก็มีรถยนต์คันหนึ่งที่ชะลอจอดและเลี้ยวรถย้อนกลับมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณพี่เจ้าของรถคันนั้นบอกว่า อีก 30 กิโลเมตรมีปั๊มน้ำมัน เดี๋ยวจะให้ติดรถไปเติมน้ำมันใส่กระป๋องสำรองก่อน แล้วค่อยเอามอเตอร์ไซค์ไปเติมที่ปั๊มน้ำมันเองอีกที 

คริสเตียนหายไปไม่ถึง 20 นาทีก็กลับมาพร้อมกับคุณพี่คนเดิม ทั้งที่ก่อนไปเราคุยกันแล้วว่าเดี๋ยวคริสเตียนจะหาทางกลับจากปั๊มเอง แต่เขาก็บอกว่าวนกลับมาส่งดีกว่าเพราะเห็นเราเฝ้ารถอยู่คนเดียว 

คุณพี่ขับรถกระบะออกไปแล้ว แต่ในมือเรายังมีขวดน้ำเปล่าที่พี่เขาให้มา และแบงก์ 20 ดอลลาร์ฯ ที่ยับยู่ยี่ เพราะต่างคนต่างพยายามยัดใส่มืออีกคนจนเราต้องยอมแพ้ 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย
ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ก่อนพระอาทิตย์ตกดินที่ซาร์ลา เด อูยูนี 

วันนั้นกว่าเราจะเอารถไปเติมน้ำมันได้ก็ 4 โมงกว่าแล้วค่ะ แต่ก็ตัดสินใจเข้าไปที่ทะเลเกลือต่อ เพราะถ้าไปแล้วชอบก็จะได้หาที่พักใกล้ๆ และจะได้กลับไปอีกรอบในเช้าวันถัดไป

จริงๆ แล้วโบลิเวียเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกติดกับทะเลเลย การมีที่ราบเกลือที่กว้างใหญ่ขนาดนี้อยู่ในประเทศ จึงเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่ง คาดกันว่าในยุคโบราณ พื้นที่บริเวณนี้น่าจะเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน แต่เพราะสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล จึงทำให้น้ำค่อยๆ เหือดหายไป จนเหลือไว้แต่เกลือ 

ส่วนความกว้างใหญ่ระดับ ‘ที่สุดในโลก’ นั้น ถ้าเราขับรถเข้าไปในทะเลเกลือไกลมากพอ จะมองเห็นวิว 360 องศาเป็นทะเลเกลือที่ไกลสุดลูกหูลูกตาไปจนถึงเส้นขอบฟ้าได้ และเมื่อถึงหน้าฝน พื้นเกลือส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยน้ำและกลายเป็นกระจกบานยักษ์ที่มีเงาสะท้อนของท้องฟ้า จนกลายเป็นภาพที่สวยงามจนใครๆ ก็อยากมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ทะเลเกลืออูยูนีที่ได้เราเห็นในทริปนี้เป็นเวอร์ชันฤดูหนาวค่ะ พื้นเกลือจึงแห้งและแตกระแหง ตอนที่ไปถึงช่วงแรกยังไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า เส้นสายที่แตกเป็นลายล้อกับแสงสีทองทำให้สวยแปลกตาไปอีกแบบ 

คนที่ถูกใจกับทะเลเกลือที่แห้งสนิทมากกว่าเราน่าจะเป็นคริสเตียน เพราะเจ้าตัวกังวลว่า ถ้ามีน้ำขังและถ้าต้องเอารถมอเตอร์ไซค์ไปลุยน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นสูงขนาดนี้ ก็น่าจะสร้างความเสียหายในระยะยาวให้มอเตอร์ไซค์ลูกรักได้ไม่น้อย แม้แต่ในวันนั้น ก่อนเอามอเตอร์ไซค์ลงไปโลดแล่นในทะเลเกลือได้ คริสเตียนก็ต้องใช้สเปรย์กันสนิมฉีดจนทั่วเพื่อความสบายใจก่อนอยู่ดี 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

อันที่จริงทะเลเกลือไม่ได้มีแค่พื้นที่โล่งๆ แต่มีจุดให้แวะถ่ายรูปหรือลงไปเดินเล่นได้กระจายกันอยู่หลายแห่งเลยค่ะ ทั้งโรงแรมเกลือ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก เกาะภูเขาหินที่มีต้นกระบองเพชรยักษ์ขึ้นมากมาย หรือแม้แต่แหล่งที่อยู่อาศัยของนกฟลามิงโก ฯลฯ แต่ช่วงที่เราไปเป็นช่วงโลว์ซีซั่น บรรยากาศก็จะเงียบเหงาหน่อย วันนั้นนอกจากเราสองคนแล้วก็มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับบริษัททัวร์อีกแค่ 2 กลุ่มเท่านั้นเอง 

หลังจากเดินเล่นกันจนแสงจะหมดแล้ว เราก็เลยชวนคริสเตียนเข้าไปหาที่พักในเมือง เพราะรู้สึกว่าได้เห็นได้ดูจนเต็มอิ่มแล้ว และคงไม่ต้องย้อนกลับมาในเช้าวันถัดไปอีก ถ้าจะเอาให้มากกว่านี้ก็อาจต้องถึงขั้นกางเต็นท์นอนกลางทะเลเกลือ เพื่อสัมผัสบรรยากาศตอนกลางคืนและนั่งดูดาว ดูทางช้างเผือกอะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่แนวถนัดของเราอีกนั่นแหละ

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ทางหลวงสาย 21 ถนนที่ไม่ใช่ถนน 

ทะเลเกลือก็ได้ไปมาแล้ว น้ำมันหมดจนต้องเข็นก็ทำแล้ว เรานึกว่าโบลิเวียจะจบลงแค่นี้ แต่เราคิดผิด ในวันที่เดินทางออกจากอูยูนีเพื่อลงใต้ไปชายแดนโบลิเวีย-อาร์เจนตินา ทุกคนแนะนำให้ขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนกลับขึ้นไปที่เมืองโพโตซี (Potosi) แล้วลงไปชายแดนด้วยเส้นทางหลักจากเมืองนั้น รวมระยะทางแล้วเกือบ 600 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราวๆ 7 – 8 ชั่วโมง

ในขณะที่หน้าจอ Google Maps ของเราบอกว่าทางหลวงสาย 21 เป็นเส้นที่วิ่งตรงจากเมืองที่เราอยู่ลงไปที่ชายแดนได้เลย ระยะทางรวมไม่ถึง 200 กิโลเมตรด้วย 

“เขาไม่แนะนำสาย 21 เพราะวิวไม่สวยรึเปล่า”

“วิ่งถนนเส้นเล็กๆ ไม่มีรถเยอะก็ดีเหมือนกันนะ จะได้มีอะไรน่าสนใจให้ดูบ้าง” 

ปกติแล้วเรากับคริสเตียนมักเลือกใช้เส้นทางรองมากกว่าเส้นทางหลักค่ะ เพราะอยากเห็นบ้านคน อยากเห็นโรงเรียน อยากแวะกินข้าวในร้านที่มีแต่คนท้องถิ่นนั่งกินกัน สรุปว่าก็เลยพร้อมใจกันเลือกทางหลวงที่ไม่ต้องขี่รถย้อนกลับขึ้นไป 

วันนั้นออกรถกันมาตั้งแต่ 8 โมงเช้า คุยกันไว้ว่าถ้าไปถึงก่อนเที่ยงจะได้หาอะไรกินแล้วนอนพักสักครึ่งวัน ช่วง 20 กิโลเมตรแรกไม่มีปัญหาค่ะ ถนนยังใหม่เอี่ยมเหมือนเพิ่งทำเสร็จได้ไม่นาน แถมโล่งมากด้วย แทบไม่เห็นใครขับรถผ่านไปหรือผ่านมาเลย

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

วิ่งไปได้อีกไม่นาน จากถนนลาดยางก็กลายเป็นถนนดินผสมหิน และค่อยๆ กลายเป็นดินแดง จนสุดท้ายเหลือแต่ทรายล้วนและหนามากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องลดความเร็วลงแบบแทบจะคลาน บางจุดเราต้องลงไปเดินข้างรถเพราะล้อจม ทนลากทนไถกันไปสักพักก็กลับมาเป็นถนนดินแดงผสมลูกหินอีก

3 ชั่วโมงผ่านไป ถนนเริ่มจะดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมมากขึ้นและมากเกินไป จนกระทั่งเรามองหาถนนไม่เจอ เพราะมันไม่มีเส้นตัดหรือเส้นแบ่งอะไรอีกแล้ว อารมณ์เหมือนขี่รถอยู่ในทุ่งกว้าง จะเลี้ยวตรงนี้ก็ได้ หรือจะไปอีกหน่อยแล้วค่อยเลี้ยวก็ได้ จะจอดแล้วลงไปนอนเล่นก็ยังทำได้เลย เพราะมันไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าตรงนั้นคือถนนอีกแล้ว ทั้งที่หน้าจอ Google Maps ก็ยังขึ้นเป็นทางหลวงสาย 21 อย่างชัดเจน 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

เราจำใจค่อยๆ เดินทางตามถนนในจินตนาการของ Google Maps กันไป เพราะถลำลึกมาขนาดนี้แล้ว บางจุดก็ต้องกระโดดลงเพื่อไปเดินหารอยล้อรถคันอื่นๆ ที่ทิ้งไว้บนพื้น เพราะถ้าตรงไปอย่างที่แผนที่บอก ก็เท่ากับว่าเราต้องเอารถข้ามน้ำไป ลังเลกันอยู่พักใหญ่จนคริสเตียนบอกว่าเดี๋ยวจะเดินข้ามน้ำไปดูก่อนว่ามีรอยล้อที่ดินฝั่งนู้นบ้างรึเปล่า ซึ่งก็เจอจริงๆ ค่ะ ก็เลยต้องค่อยๆ ประคองรถข้ามน้ำไปจนได้ 

ความเร็วเฉลี่ยของวันนั้นน่าจะไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วงไหนที่ทุลักทุเลหน่อยก็ต้องลงเดินและเข็นเอาค่ะ นานๆ ทีก็จะมีรถขับเคลื่อนสี่ล้อผ่านมาบ้าง บางคนก็แวะเปิดกระจกถามแบบงงจริงๆ ว่าเราสองคนมาทำอะไรกันแถวนี้ รถมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้านก็มี จึงช่วยให้อุ่นใจอยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามันเป็นเส้นทางที่คนท้องถิ่นใช้สัญจรจริงๆ เพียงแต่ยังไม่ได้เป็น ‘ถนน’ เท่านั้นเอง 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย
ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

ตอนกลางวันถือว่าวิ่งช้าแล้ว ยิ่งพระอาทิตย์เริ่มลงต่ำก็ต้องยิ่งชะลอความเร็วลงไปอีก ด้วยที่ถนนลื่น มีลูกกรวด ลูกหินขนาดใหญ่เยอะ ที่หนักใจที่สุดคือต้องข้ามทางน้ำในความมืด ทำให้หาจุดตื้นลึกได้ยาก 2 ใน 3 ครั้งเราลงไปยืนอยู่ในน้ำที่มีความสูงครึ่งแข้ง เราใส่ถุงเท้าหนาไว้กันหนาว แต่พอน้ำลงไปเต็มที่ก็แทบอยากถอดรองเท้าทิ้ง

อากาศรอบตัวเย็นลงเรื่อยๆ ตาสีวาวๆ ที่สะท้อนกับไฟหน้ารถสองสามคู่ โผล่ตรงนู้นทีตรงนั้นทีอยู่ข้างทาง และเหมือนจะเคลื่อนที่ตามเรามาแบบไม่ทิ้งห่าง เราเลยต้องชี้ให้คริสเตียนดูว่ามันคือตัวอะไร
“หมาจิ้งจอกน่ะ แถวนี้น่าจะมีเยอะ” 

“มันกินคนไหม”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่เราก็กินมันได้นะ หิวรึเปล่าล่ะ” 

คริสเตียนใช้มือซ้ายตบกระเป๋าข้างที่มีมีดพกเหมือนจะยืนยันคำพูดของตัวเองว่า “กินได้”

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

4 ทุ่มกว่าแล้วแต่เรายังอยู่บนถนน ตอนนั้นเราเริ่มนั่งคิดเงียบๆ ในใจว่า ถ้าเที่ยงคืนยังไม่ถึง คริสเตียนก็ควรจะได้พักก่อน บางทีเราอาจจะต้องเดินหาจุดที่จอดรถและกางเต็นท์ได้ และหวังว่าจะไม่โดนรถที่ไหนวิ่งเข้ามาเหยียบแบบไม่รู้ตัว ในกล่องท้ายรถก็ยังมีแอปเปิลกับเนยถั่วอยู่ น่าจะพอรองท้องแก้หิวกันไปได้ก่อน ถึงจะนอนไม่หลับแต่ได้นั่งยืดแข้งยืดขาบ้างก็คงจะดี ฟ้าสว่างแล้วค่อยไปต่อ 

เรามารู้ทีหลังว่า ขณะที่กำลังพยายามบังคับรถให้หลบลูกหินตรงนั้น หลุมตรงนี้ คริสเตียนก็คิดอยู่ในหัวว่ายังไงคืนนี้ก็จะจอดรถไม่ได้เด็ดขาด เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ถึงช้าแต่ก็น่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด น้ำมันสำรอง 3 ขวดลิตรในกล่องท้ายรถก็น่าจะพออยู่แล้ว ติดอยู่แค่กลัวว่าเราจะผล็อยหลับกลางทางในระหว่างนั่งรถ หรือถ้าบอกเราว่าไม่ถึงก็จะไม่หยุด เราจะโอเคด้วยไหม 

โชคยังพอมีเหลืออยู่บ้าง เพราะเราไม่ได้ต้องตัดสินใจเลือกวิธีไหนเลย หลังจากเดินทางกันมายาวนานกว่า 14 ชั่วโมงโดยไม่ได้หยุดพัก เราก็มองเห็นกลุ่มไฟนีออนสีขาวเป็นกระจุกอยู่ไกลๆ และมันคือเมืองปลายทางที่เราคิดว่าจะมาถึงกันตั้งแต่ก่อนเที่ยง 

5 ทุ่ม 20 นาที คุณป้าเจ้าของที่พักเปิดประตูรั้วมาเจอเรากับคริสเตียนและมอเตอร์ไซค์ เดาถูกเป๊ะว่าเราสองคนเพิ่งหลุดออกมาจากทางหลวงสาย 21 สภาพเราในตอนนั้นน่าจะแย่พอดู เพราะคุณป้าเดินตรงไปเปิดห้องและบอกให้เราเข้าพักผ่อนได้เลย แล้วค่อยมาบอกชื่อ จ่ายเงิน ตอนเช้าอีกวัน 

ก่อนนอนคืนนั้นคุณป้าก็แวะเอาชาร้อนเอามาให้ และพูดสั้นๆ ก่อนลาไปนอนว่า “ป้าดีใจที่พวกเธอมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัย” 

ตาม Google Maps ไปขี่มอ'ไซค์บนถนนสายรอง สัมผัสโบลิเวียแท้และทะเลเกลือใหญ่ที่สุดในโลก, ที่เที่ยว โบลิเวีย

เราใช้เวลารวมทั้งหมดในโบลิเวียแค่ 7 วัน เป็นประเทศที่เราใช้เวลาน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ตลอด 2 ปีกว่าที่เดินทางกันมา แต่เป็น 7 วันที่เข้มข้นและครบทุกรสจริงๆ ตอนแรกเราเองเลือกไปโบลิเวียเพราะแค่อยากเห็นทะเลเกลืออูยูนี แต่สุดท้ายก็ได้พบว่ามันเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ของความทรงจำเกี่ยวกับโบลิเวียเท่านั้นเอง สมกับที่เดวิดบอกเราเอาไว้ตั้งแต่แรกว่า 

“เสน่ห์ของโบลิเวีย ไม่ได้มีแค่ทะเลเกลือนะ” 🙂

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load