ในเดือนมีนาคมนี้จริงๆ มีวันสำคัญหรือเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ‘งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี’ หรือ ‘งานย่าโม’ ที่ถือเป็นงานประจำปีของโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมา จัดขึ้นเพื่อเคารพสักการะและเชิดชูเกียรติในวีรกรรมของท้าวสุรนารีและเหล่าบรรพบุรุษชาวนครราชสีมา โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายนของทุกปี ดังนั้น ผมเลยจะขอพาไปชมวัดที่ท้าวสุรนารีสร้างขึ้น นั่นก็คือ วัดศาลาลอย จังหวัดนครราชสีมา นั่นเองครับ

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

วัดศาลาลอยแห่งนี้สร้างขึ้นโดย ท้าวสุรนารี และ พระยาสุริยเดช ผู้เป็นสามี ภายหลังจากเสร็จศึกกับกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ เล่ากันว่า ขณะที่ยกทัพกลับเมืองนครราชสีมา ท้าวสุรนารีได้แวะพักบริเวณท่าตะโก (ใกล้กับบริเวณวัดท่าตะโกในปัจจุบัน) พร้อมกับสั่งให้ทหารทำแพเป็นรูปศาลาเสี่ยงทายลอยไปตามลำตะคอง พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า หากแพรูปศาลานี้ลอยไปติดที่ใด จะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ แพดังกล่าวลอยไปติดที่ริมฝั่งขวาของลำตะคองซึ่งเป็นวัดร้าง จึงได้สถาปนาขึ้นเป็นวัดและตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า ‘วัดศาลาลอย’

เมื่อท้าวสุรนารีถึงแก่อสัญกรรมจึงได้นำอัฐิของท่านมาบรรจุไว้ในเจดีย์ที่วัดแห่งนี้ ต่อมาวัดแห่งนี้ได้ร้างลง จึงย้ายอัฐิของท้าวสุรนารีไปไว้ที่วัดพระนารายณ์มหาราชฯ ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูบูรณะวัดขึ้นอีกครั้ง และย้ายอัฐิส่วนหนึ่งจากวัดพระนารายณ์มหาราชฯ กลับมาประดิษฐานไว้ที่วัดศาลาลอยแห่งนี้ดังเดิม

อาคารสำคัญของวัดศาลาลอยที่เมื่อเข้ามาแล้วจะเห็นเป็นอันดับแรก นั่นก็คือ อุโบสถหลังปัจจุบัน ที่บทความของ ภารณี อินทร์เล็ก ใน วารสารหน้าจั่ว กล่าวถึงอุโบสถแบบศิลปะไทยประยุกต์ที่สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดของหลวงพ่อมหามี เจ้าอาวาสวัดขณะนั้น ว่า“จะว่างามก็งามที่สุด จะว่าขี้เหร่ที่สุด เพราะมีอยู่หลังเดียว” เป็นผลงานการออกแบบของ รศ. ดร.วิโรฒ ศรีสุโร ปราชญ์สถาปัตยกรรมแห่งลุ่มน้ำโขง โดยมี สมควร อินทรพาณิชย์ เป็นวิศวกร 

อุโบสถหลังนี้เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2510 และเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2517 ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 950,000 บาท อาจจะมองว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่อย่าลืมนะครับ นี่คือมูลค่าการสร้างเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ดังนั้น ถ้ามาตีเป็นเงินในยุคนี้ก็ถือว่าไม่เบาเลยทีเดียว

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

ความน่าสนใจของอุโบสถหลังนี้เริ่มตั้งแต่แนวความคิดเลยครับ เพราะอาจารย์วิโรฒตั้งใจออกแบบให้เป็นทรงเรือสำเภา เพื่อให้เป็นดั่งพาหนะที่จะนำทุกคนไปสู่พระนิพพาน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแนวคิดที่มีมาแต่โบราณ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ถ้าจะมีอะไรที่แปลกใหม่ก็คงเป็นรูปทรงอันแปลกประหลาดของอุโบสถหลังนี้ ที่ในระยะแรกมีคำวิจารณ์ส่วนใหญ่ค่อนไปทางลบ ผู้ออกแบบจึงได้สร้างประติมากรรมรูปลิงปิดปาก-ปิดหูหน้าทางเข้าอุโบสถ เพื่อจะสื่อว่า ผู้สร้างตั้งใจสร้างอุโบสถโดยไม่สนเสียงคำวิจารณ์ 

แต่เชื่อไหมครับ อุโบสถหลังนี้ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ใน พ.ศ. 2516 เนื่องจากความโดดเด่นของอาคารที่เกิดจากความพยายามของผู้ออกแบบ อันประกอบไปด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยสร้างสรรค์อาคารและสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ในทางศาสนา การนำองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาผสมผสานอย่างลงตัว และการผสมผสานประติมากรรมกับส่วนประกอบอื่นๆ ของอาคารให้เข้ากับตัวอาคารอย่างมีเอกภาพ แค่สตอรี่ของตัวอาคารยังน่าสนใจขนาดนี้ เราลองไปชมของจริงกันดีกว่าครับ

พื้นของอุโบสถวัดศาลาลอย แบ่งออกเป็น 3 ระดับ เริ่มจากกำแพงแก้วทำเป็นรูปดอกบัวลดรูป ถัดเข้ามาเป็นเขตพันธสีมา เป็นเสมานั่งแท่นทั้ง 8 ทิศ เป็นใบเสมา 3 แฉกประดับครุฑยุดนาคบนฐานบัว และชั้นในเป็นอุโบสถทรงยกพื้นสูงโดยชั้นล่างใช้เป็นที่เก็บของ

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

อุโบสถเป็นงานคอนกรีตเสริมเหล็กทรงเรือสำเภา สอดคล้องกับการตั้งบ่อน้ำด้านหน้าของอุโบสถที่สื่อถึงมหาสมุทร ตัวอุโบสถมีมุขยื่นออกมาเฉพาะด้านหน้า มีช่อฟ้าที่ลดรูปจนดูคล้ายกับส่วนทวนหัวที่ใช้บังคับในเรือสำเภา ที่ผนังด้านนอกทั้งหน้าและหลังประดับด้วยประติมากรรมดินเผาจากอำเภอด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา เป็นพุทธประวัติตอนสำคัญ 2 ตอน โดยที่ด้านหน้าทำเป็นตอนมารผจญ 

ส่วนด้านหลังเป็นตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งงานดินเผาจากอำเภอด่านเกวียนนี้ยังนำไปใช้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาด้วย เรียกได้ว่าเป็นการนำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้อย่างลงตัว ส่วนด้านข้างมีหน้าต่างรูปทรงเรียบง่ายด้านละ 4 บาน ด้านบนประดับด้วยกระเบื้องดินเผา ส่วนด้านล่างมีคันทวยที่ปกติจะรองรับหลังคา แต่ของที่นี่เอามาใช้รองรับหน้าต่างแทน

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง

ประตูทางเข้าอุโบสถเองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะทำจากทองแดงรมดำ เล่าเรื่องเวสสันดรชาดกครบ 13 กัณฑ์ ซึ่งเหตุที่เลือกเวสสันดรชาดกมาใช้นั้นเพราะพระเวสสันดรเคยเปรียบเทียบกัณหาและชาลี พระโอรสและพระธิดาของพระองค์เป็นดั่งเรือสำเภาสำหรับข้ามห้วงวัฏสงสารไปให้ถึงฟากฝั่งพระนิพพาน และเมื่อผ่านเข้ามาก็จะพบกับความเรียบง่ายของด้านในที่ไม่ได้มีการตกแต่งใดๆ มีเพียงพระประธานยืนปางห้ามสมุทรสีขาวที่ห้องท้ายพระอุโบสถเท่านั้น เรียกได้ว่า เป็นอุโบสถที่ดูเรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียดและความซับซ้อนเอาไว้อย่างมากมายเลยทีเดียว

โบสถ์มหาอุตม์, วัดศาลาลอย, โคราช, นคราชสีมา

นอกจากอุโบสถหลังปัจจุบันแล้ว วัดศาลาลอยยังรักษาอุโบสถหลังเก่าที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อแรกสร้างวัดเอาไว้ อุโบสถหลังนี้เป็นอุโบสถขนาดเล็ก มีทางเข้า-ออกเพียงทางเดียวแบบที่เรียกว่า ‘โบสถ์มหาอุตม์’ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะพื้นบ้านล้านช้าง ส่วนหน้าอุโบสถหลังเก่านี้มีเจดีย์องค์เล็กๆ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิของย่าโม ตั้งอยู่ข้างกับอนุสาวรีย์ย่าโมที่จำลองมาจากต้นตำรับที่บริเวณลานย่าโมครับ

วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง

ดังนั้น เราจะเห็นว่าไม่ใช่ว่าของดีของงามจะต้องเป็นของโบราณที่สร้างมานับร้อยปีเสมอไป บางครั้งงานศิลปกรรมที่งดงามอาจจะอยู่ในงานสมัยใหม่ที่มีอายุแค่หลักสิบปีก็ได้ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ใครจะบอกว่า ที่นั่นงาม ที่นี่สวย แต่คุณเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินว่า สำหรับคุณแล้ว อะไรคือความสวยความงามในแบบของคุณครับ


เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดศาลาลอยตั้งอยู่นอกแนวคูเมืองนครราชสีมาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนะครับ การเดินทางไปวัดแห่งนี้ถ้ามีพาหนะส่วนตัวก็เรียกได้ว่าสะดวกสบายมากทีเดียวครับ จะรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถจักรยาน ก็ได้ทั้งนั้นครับ แถมยังมีป้ายเป็นจุดสังเกตด้วย รับรองว่าไม่หลงแน่นอน
  2. และถ้ามาที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปนมัสการอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีที่บริเวณลานย่าโมนะครับ จะไปทั้งกลางวันและกลางคืนก็ได้ จะได้สัมผัสบรรยากาศทั้งสองแบบเลยครับ
  3. ส่วนเรื่องงานย่าโมประจำ พ.ศ. 2563 นั้น เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้งานย่าโมปีนี้จะเลื่อนออกไปก่อน แต่จะคงการรำบวงสรวงและและพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีเอาไว้นะครับ ใครสนใจรายละเอียดลองหาข่าวนี้ในอินเทอร์เน็ตได้ครับผม
  4. แต่ถ้าใครไปแล้วเวลายังเหลือแล้วอยากเที่ยววัด ผมขอแนะนำ 6 วัดเก่าคู่เมืองโคราชเลยครับ ซึ่งประกอบด้วย วัดพระนารายณ์มหาราชฯ ที่ผมพูดถึงไปแล้ว วัดบูรพ์ วัดพายัพ วัดบึง วัดสระแก้ว และวัดอีสาน ครับ 

อ้างอิง

อุโบสถวัดศาลาลอย: งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในพุทธสถาปัตยกรรม โดย ภารณี อินทร์เล็ก

ในเดือนมีนาคมนี้จริงๆ มีวันสำคัญหรือเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ‘งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี’ หรือ ‘งานย่าโม’ ที่ถือเป็นงานประจำปีของโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมา จัดขึ้นเพื่อเคารพสักการะและเชิดชูเกียรติในวีรกรรมของท้าวสุรนารีและเหล่าบรรพบุรุษชาวนครราชสีมา โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายนของทุกปี ดังนั้น ผมเลยจะขอพาไปชมวัดที่ท้าวสุรนารีสร้างขึ้น นั่นก็คือ วัดศาลาลอย จังหวัดนครราชสีมา นั่นเองครับ

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

วัดศาลาลอยแห่งนี้สร้างขึ้นโดย ท้าวสุรนารี และ พระยาสุริยเดช ผู้เป็นสามี ภายหลังจากเสร็จศึกกับกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ เล่ากันว่า ขณะที่ยกทัพกลับเมืองนครราชสีมา ท้าวสุรนารีได้แวะพักบริเวณท่าตะโก (ใกล้กับบริเวณวัดท่าตะโกในปัจจุบัน) พร้อมกับสั่งให้ทหารทำแพเป็นรูปศาลาเสี่ยงทายลอยไปตามลำตะคอง พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า หากแพรูปศาลานี้ลอยไปติดที่ใด จะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ แพดังกล่าวลอยไปติดที่ริมฝั่งขวาของลำตะคองซึ่งเป็นวัดร้าง จึงได้สถาปนาขึ้นเป็นวัดและตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า ‘วัดศาลาลอย’

เมื่อท้าวสุรนารีถึงแก่อสัญกรรมจึงได้นำอัฐิของท่านมาบรรจุไว้ในเจดีย์ที่วัดแห่งนี้ ต่อมาวัดแห่งนี้ได้ร้างลง จึงย้ายอัฐิของท้าวสุรนารีไปไว้ที่วัดพระนารายณ์มหาราชฯ ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูบูรณะวัดขึ้นอีกครั้ง และย้ายอัฐิส่วนหนึ่งจากวัดพระนารายณ์มหาราชฯ กลับมาประดิษฐานไว้ที่วัดศาลาลอยแห่งนี้ดังเดิม

อาคารสำคัญของวัดศาลาลอยที่เมื่อเข้ามาแล้วจะเห็นเป็นอันดับแรก นั่นก็คือ อุโบสถหลังปัจจุบัน ที่บทความของ ภารณี อินทร์เล็ก ใน วารสารหน้าจั่ว กล่าวถึงอุโบสถแบบศิลปะไทยประยุกต์ที่สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดของหลวงพ่อมหามี เจ้าอาวาสวัดขณะนั้น ว่า“จะว่างามก็งามที่สุด จะว่าขี้เหร่ที่สุด เพราะมีอยู่หลังเดียว” เป็นผลงานการออกแบบของ รศ. ดร.วิโรฒ ศรีสุโร ปราชญ์สถาปัตยกรรมแห่งลุ่มน้ำโขง โดยมี สมควร อินทรพาณิชย์ เป็นวิศวกร 

อุโบสถหลังนี้เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2510 และเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2517 ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 950,000 บาท อาจจะมองว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่อย่าลืมนะครับ นี่คือมูลค่าการสร้างเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ดังนั้น ถ้ามาตีเป็นเงินในยุคนี้ก็ถือว่าไม่เบาเลยทีเดียว

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

ความน่าสนใจของอุโบสถหลังนี้เริ่มตั้งแต่แนวความคิดเลยครับ เพราะอาจารย์วิโรฒตั้งใจออกแบบให้เป็นทรงเรือสำเภา เพื่อให้เป็นดั่งพาหนะที่จะนำทุกคนไปสู่พระนิพพาน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแนวคิดที่มีมาแต่โบราณ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ถ้าจะมีอะไรที่แปลกใหม่ก็คงเป็นรูปทรงอันแปลกประหลาดของอุโบสถหลังนี้ ที่ในระยะแรกมีคำวิจารณ์ส่วนใหญ่ค่อนไปทางลบ ผู้ออกแบบจึงได้สร้างประติมากรรมรูปลิงปิดปาก-ปิดหูหน้าทางเข้าอุโบสถ เพื่อจะสื่อว่า ผู้สร้างตั้งใจสร้างอุโบสถโดยไม่สนเสียงคำวิจารณ์ 

แต่เชื่อไหมครับ อุโบสถหลังนี้ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ใน พ.ศ. 2516 เนื่องจากความโดดเด่นของอาคารที่เกิดจากความพยายามของผู้ออกแบบ อันประกอบไปด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยสร้างสรรค์อาคารและสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ในทางศาสนา การนำองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาผสมผสานอย่างลงตัว และการผสมผสานประติมากรรมกับส่วนประกอบอื่นๆ ของอาคารให้เข้ากับตัวอาคารอย่างมีเอกภาพ แค่สตอรี่ของตัวอาคารยังน่าสนใจขนาดนี้ เราลองไปชมของจริงกันดีกว่าครับ

พื้นของอุโบสถวัดศาลาลอย แบ่งออกเป็น 3 ระดับ เริ่มจากกำแพงแก้วทำเป็นรูปดอกบัวลดรูป ถัดเข้ามาเป็นเขตพันธสีมา เป็นเสมานั่งแท่นทั้ง 8 ทิศ เป็นใบเสมา 3 แฉกประดับครุฑยุดนาคบนฐานบัว และชั้นในเป็นอุโบสถทรงยกพื้นสูงโดยชั้นล่างใช้เป็นที่เก็บของ

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

อุโบสถเป็นงานคอนกรีตเสริมเหล็กทรงเรือสำเภา สอดคล้องกับการตั้งบ่อน้ำด้านหน้าของอุโบสถที่สื่อถึงมหาสมุทร ตัวอุโบสถมีมุขยื่นออกมาเฉพาะด้านหน้า มีช่อฟ้าที่ลดรูปจนดูคล้ายกับส่วนทวนหัวที่ใช้บังคับในเรือสำเภา ที่ผนังด้านนอกทั้งหน้าและหลังประดับด้วยประติมากรรมดินเผาจากอำเภอด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา เป็นพุทธประวัติตอนสำคัญ 2 ตอน โดยที่ด้านหน้าทำเป็นตอนมารผจญ 

ส่วนด้านหลังเป็นตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งงานดินเผาจากอำเภอด่านเกวียนนี้ยังนำไปใช้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาด้วย เรียกได้ว่าเป็นการนำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้อย่างลงตัว ส่วนด้านข้างมีหน้าต่างรูปทรงเรียบง่ายด้านละ 4 บาน ด้านบนประดับด้วยกระเบื้องดินเผา ส่วนด้านล่างมีคันทวยที่ปกติจะรองรับหลังคา แต่ของที่นี่เอามาใช้รองรับหน้าต่างแทน

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง

ประตูทางเข้าอุโบสถเองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะทำจากทองแดงรมดำ เล่าเรื่องเวสสันดรชาดกครบ 13 กัณฑ์ ซึ่งเหตุที่เลือกเวสสันดรชาดกมาใช้นั้นเพราะพระเวสสันดรเคยเปรียบเทียบกัณหาและชาลี พระโอรสและพระธิดาของพระองค์เป็นดั่งเรือสำเภาสำหรับข้ามห้วงวัฏสงสารไปให้ถึงฟากฝั่งพระนิพพาน และเมื่อผ่านเข้ามาก็จะพบกับความเรียบง่ายของด้านในที่ไม่ได้มีการตกแต่งใดๆ มีเพียงพระประธานยืนปางห้ามสมุทรสีขาวที่ห้องท้ายพระอุโบสถเท่านั้น เรียกได้ว่า เป็นอุโบสถที่ดูเรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียดและความซับซ้อนเอาไว้อย่างมากมายเลยทีเดียว

โบสถ์มหาอุตม์, วัดศาลาลอย, โคราช, นคราชสีมา

นอกจากอุโบสถหลังปัจจุบันแล้ว วัดศาลาลอยยังรักษาอุโบสถหลังเก่าที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อแรกสร้างวัดเอาไว้ อุโบสถหลังนี้เป็นอุโบสถขนาดเล็ก มีทางเข้า-ออกเพียงทางเดียวแบบที่เรียกว่า ‘โบสถ์มหาอุตม์’ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะพื้นบ้านล้านช้าง ส่วนหน้าอุโบสถหลังเก่านี้มีเจดีย์องค์เล็กๆ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิของย่าโม ตั้งอยู่ข้างกับอนุสาวรีย์ย่าโมที่จำลองมาจากต้นตำรับที่บริเวณลานย่าโมครับ

วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง

ดังนั้น เราจะเห็นว่าไม่ใช่ว่าของดีของงามจะต้องเป็นของโบราณที่สร้างมานับร้อยปีเสมอไป บางครั้งงานศิลปกรรมที่งดงามอาจจะอยู่ในงานสมัยใหม่ที่มีอายุแค่หลักสิบปีก็ได้ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ใครจะบอกว่า ที่นั่นงาม ที่นี่สวย แต่คุณเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินว่า สำหรับคุณแล้ว อะไรคือความสวยความงามในแบบของคุณครับ


เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดศาลาลอยตั้งอยู่นอกแนวคูเมืองนครราชสีมาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนะครับ การเดินทางไปวัดแห่งนี้ถ้ามีพาหนะส่วนตัวก็เรียกได้ว่าสะดวกสบายมากทีเดียวครับ จะรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถจักรยาน ก็ได้ทั้งนั้นครับ แถมยังมีป้ายเป็นจุดสังเกตด้วย รับรองว่าไม่หลงแน่นอน
  2. และถ้ามาที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปนมัสการอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีที่บริเวณลานย่าโมนะครับ จะไปทั้งกลางวันและกลางคืนก็ได้ จะได้สัมผัสบรรยากาศทั้งสองแบบเลยครับ
  3. ส่วนเรื่องงานย่าโมประจำ พ.ศ. 2563 นั้น เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้งานย่าโมปีนี้จะเลื่อนออกไปก่อน แต่จะคงการรำบวงสรวงและและพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีเอาไว้นะครับ ใครสนใจรายละเอียดลองหาข่าวนี้ในอินเทอร์เน็ตได้ครับผม
  4. แต่ถ้าใครไปแล้วเวลายังเหลือแล้วอยากเที่ยววัด ผมขอแนะนำ 6 วัดเก่าคู่เมืองโคราชเลยครับ ซึ่งประกอบด้วย วัดพระนารายณ์มหาราชฯ ที่ผมพูดถึงไปแล้ว วัดบูรพ์ วัดพายัพ วัดบึง วัดสระแก้ว และวัดอีสาน ครับ 

อ้างอิง

อุโบสถวัดศาลาลอย: งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในพุทธสถาปัตยกรรม โดย ภารณี อินทร์เล็ก

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load