ในเดือนมีนาคมนี้จริงๆ มีวันสำคัญหรือเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ‘งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี’ หรือ ‘งานย่าโม’ ที่ถือเป็นงานประจำปีของโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมา จัดขึ้นเพื่อเคารพสักการะและเชิดชูเกียรติในวีรกรรมของท้าวสุรนารีและเหล่าบรรพบุรุษชาวนครราชสีมา โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายนของทุกปี ดังนั้น ผมเลยจะขอพาไปชมวัดที่ท้าวสุรนารีสร้างขึ้น นั่นก็คือ วัดศาลาลอย จังหวัดนครราชสีมา นั่นเองครับ

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

วัดศาลาลอยแห่งนี้สร้างขึ้นโดย ท้าวสุรนารี และ พระยาสุริยเดช ผู้เป็นสามี ภายหลังจากเสร็จศึกกับกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ เล่ากันว่า ขณะที่ยกทัพกลับเมืองนครราชสีมา ท้าวสุรนารีได้แวะพักบริเวณท่าตะโก (ใกล้กับบริเวณวัดท่าตะโกในปัจจุบัน) พร้อมกับสั่งให้ทหารทำแพเป็นรูปศาลาเสี่ยงทายลอยไปตามลำตะคอง พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า หากแพรูปศาลานี้ลอยไปติดที่ใด จะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ แพดังกล่าวลอยไปติดที่ริมฝั่งขวาของลำตะคองซึ่งเป็นวัดร้าง จึงได้สถาปนาขึ้นเป็นวัดและตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า ‘วัดศาลาลอย’

เมื่อท้าวสุรนารีถึงแก่อสัญกรรมจึงได้นำอัฐิของท่านมาบรรจุไว้ในเจดีย์ที่วัดแห่งนี้ ต่อมาวัดแห่งนี้ได้ร้างลง จึงย้ายอัฐิของท้าวสุรนารีไปไว้ที่วัดพระนารายณ์มหาราชฯ ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูบูรณะวัดขึ้นอีกครั้ง และย้ายอัฐิส่วนหนึ่งจากวัดพระนารายณ์มหาราชฯ กลับมาประดิษฐานไว้ที่วัดศาลาลอยแห่งนี้ดังเดิม

อาคารสำคัญของวัดศาลาลอยที่เมื่อเข้ามาแล้วจะเห็นเป็นอันดับแรก นั่นก็คือ อุโบสถหลังปัจจุบัน ที่บทความของ ภารณี อินทร์เล็ก ใน วารสารหน้าจั่ว กล่าวถึงอุโบสถแบบศิลปะไทยประยุกต์ที่สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดของหลวงพ่อมหามี เจ้าอาวาสวัดขณะนั้น ว่า“จะว่างามก็งามที่สุด จะว่าขี้เหร่ที่สุด เพราะมีอยู่หลังเดียว” เป็นผลงานการออกแบบของ รศ. ดร.วิโรฒ ศรีสุโร ปราชญ์สถาปัตยกรรมแห่งลุ่มน้ำโขง โดยมี สมควร อินทรพาณิชย์ เป็นวิศวกร 

อุโบสถหลังนี้เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2510 และเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2517 ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 950,000 บาท อาจจะมองว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่อย่าลืมนะครับ นี่คือมูลค่าการสร้างเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ดังนั้น ถ้ามาตีเป็นเงินในยุคนี้ก็ถือว่าไม่เบาเลยทีเดียว

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

ความน่าสนใจของอุโบสถหลังนี้เริ่มตั้งแต่แนวความคิดเลยครับ เพราะอาจารย์วิโรฒตั้งใจออกแบบให้เป็นทรงเรือสำเภา เพื่อให้เป็นดั่งพาหนะที่จะนำทุกคนไปสู่พระนิพพาน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแนวคิดที่มีมาแต่โบราณ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ถ้าจะมีอะไรที่แปลกใหม่ก็คงเป็นรูปทรงอันแปลกประหลาดของอุโบสถหลังนี้ ที่ในระยะแรกมีคำวิจารณ์ส่วนใหญ่ค่อนไปทางลบ ผู้ออกแบบจึงได้สร้างประติมากรรมรูปลิงปิดปาก-ปิดหูหน้าทางเข้าอุโบสถ เพื่อจะสื่อว่า ผู้สร้างตั้งใจสร้างอุโบสถโดยไม่สนเสียงคำวิจารณ์ 

แต่เชื่อไหมครับ อุโบสถหลังนี้ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ใน พ.ศ. 2516 เนื่องจากความโดดเด่นของอาคารที่เกิดจากความพยายามของผู้ออกแบบ อันประกอบไปด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยสร้างสรรค์อาคารและสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ในทางศาสนา การนำองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาผสมผสานอย่างลงตัว และการผสมผสานประติมากรรมกับส่วนประกอบอื่นๆ ของอาคารให้เข้ากับตัวอาคารอย่างมีเอกภาพ แค่สตอรี่ของตัวอาคารยังน่าสนใจขนาดนี้ เราลองไปชมของจริงกันดีกว่าครับ

พื้นของอุโบสถวัดศาลาลอย แบ่งออกเป็น 3 ระดับ เริ่มจากกำแพงแก้วทำเป็นรูปดอกบัวลดรูป ถัดเข้ามาเป็นเขตพันธสีมา เป็นเสมานั่งแท่นทั้ง 8 ทิศ เป็นใบเสมา 3 แฉกประดับครุฑยุดนาคบนฐานบัว และชั้นในเป็นอุโบสถทรงยกพื้นสูงโดยชั้นล่างใช้เป็นที่เก็บของ

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

อุโบสถเป็นงานคอนกรีตเสริมเหล็กทรงเรือสำเภา สอดคล้องกับการตั้งบ่อน้ำด้านหน้าของอุโบสถที่สื่อถึงมหาสมุทร ตัวอุโบสถมีมุขยื่นออกมาเฉพาะด้านหน้า มีช่อฟ้าที่ลดรูปจนดูคล้ายกับส่วนทวนหัวที่ใช้บังคับในเรือสำเภา ที่ผนังด้านนอกทั้งหน้าและหลังประดับด้วยประติมากรรมดินเผาจากอำเภอด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา เป็นพุทธประวัติตอนสำคัญ 2 ตอน โดยที่ด้านหน้าทำเป็นตอนมารผจญ 

ส่วนด้านหลังเป็นตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งงานดินเผาจากอำเภอด่านเกวียนนี้ยังนำไปใช้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาด้วย เรียกได้ว่าเป็นการนำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้อย่างลงตัว ส่วนด้านข้างมีหน้าต่างรูปทรงเรียบง่ายด้านละ 4 บาน ด้านบนประดับด้วยกระเบื้องดินเผา ส่วนด้านล่างมีคันทวยที่ปกติจะรองรับหลังคา แต่ของที่นี่เอามาใช้รองรับหน้าต่างแทน

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง

ประตูทางเข้าอุโบสถเองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะทำจากทองแดงรมดำ เล่าเรื่องเวสสันดรชาดกครบ 13 กัณฑ์ ซึ่งเหตุที่เลือกเวสสันดรชาดกมาใช้นั้นเพราะพระเวสสันดรเคยเปรียบเทียบกัณหาและชาลี พระโอรสและพระธิดาของพระองค์เป็นดั่งเรือสำเภาสำหรับข้ามห้วงวัฏสงสารไปให้ถึงฟากฝั่งพระนิพพาน และเมื่อผ่านเข้ามาก็จะพบกับความเรียบง่ายของด้านในที่ไม่ได้มีการตกแต่งใดๆ มีเพียงพระประธานยืนปางห้ามสมุทรสีขาวที่ห้องท้ายพระอุโบสถเท่านั้น เรียกได้ว่า เป็นอุโบสถที่ดูเรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียดและความซับซ้อนเอาไว้อย่างมากมายเลยทีเดียว

โบสถ์มหาอุตม์, วัดศาลาลอย, โคราช, นคราชสีมา

นอกจากอุโบสถหลังปัจจุบันแล้ว วัดศาลาลอยยังรักษาอุโบสถหลังเก่าที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อแรกสร้างวัดเอาไว้ อุโบสถหลังนี้เป็นอุโบสถขนาดเล็ก มีทางเข้า-ออกเพียงทางเดียวแบบที่เรียกว่า ‘โบสถ์มหาอุตม์’ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะพื้นบ้านล้านช้าง ส่วนหน้าอุโบสถหลังเก่านี้มีเจดีย์องค์เล็กๆ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิของย่าโม ตั้งอยู่ข้างกับอนุสาวรีย์ย่าโมที่จำลองมาจากต้นตำรับที่บริเวณลานย่าโมครับ

วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง

ดังนั้น เราจะเห็นว่าไม่ใช่ว่าของดีของงามจะต้องเป็นของโบราณที่สร้างมานับร้อยปีเสมอไป บางครั้งงานศิลปกรรมที่งดงามอาจจะอยู่ในงานสมัยใหม่ที่มีอายุแค่หลักสิบปีก็ได้ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ใครจะบอกว่า ที่นั่นงาม ที่นี่สวย แต่คุณเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินว่า สำหรับคุณแล้ว อะไรคือความสวยความงามในแบบของคุณครับ


เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดศาลาลอยตั้งอยู่นอกแนวคูเมืองนครราชสีมาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนะครับ การเดินทางไปวัดแห่งนี้ถ้ามีพาหนะส่วนตัวก็เรียกได้ว่าสะดวกสบายมากทีเดียวครับ จะรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถจักรยาน ก็ได้ทั้งนั้นครับ แถมยังมีป้ายเป็นจุดสังเกตด้วย รับรองว่าไม่หลงแน่นอน
  2. และถ้ามาที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปนมัสการอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีที่บริเวณลานย่าโมนะครับ จะไปทั้งกลางวันและกลางคืนก็ได้ จะได้สัมผัสบรรยากาศทั้งสองแบบเลยครับ
  3. ส่วนเรื่องงานย่าโมประจำ พ.ศ. 2563 นั้น เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้งานย่าโมปีนี้จะเลื่อนออกไปก่อน แต่จะคงการรำบวงสรวงและและพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีเอาไว้นะครับ ใครสนใจรายละเอียดลองหาข่าวนี้ในอินเทอร์เน็ตได้ครับผม
  4. แต่ถ้าใครไปแล้วเวลายังเหลือแล้วอยากเที่ยววัด ผมขอแนะนำ 6 วัดเก่าคู่เมืองโคราชเลยครับ ซึ่งประกอบด้วย วัดพระนารายณ์มหาราชฯ ที่ผมพูดถึงไปแล้ว วัดบูรพ์ วัดพายัพ วัดบึง วัดสระแก้ว และวัดอีสาน ครับ 

อ้างอิง

อุโบสถวัดศาลาลอย: งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในพุทธสถาปัตยกรรม โดย ภารณี อินทร์เล็ก

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load