ในเดือนมีนาคมนี้จริงๆ มีวันสำคัญหรือเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ‘งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี’ หรือ ‘งานย่าโม’ ที่ถือเป็นงานประจำปีของโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมา จัดขึ้นเพื่อเคารพสักการะและเชิดชูเกียรติในวีรกรรมของท้าวสุรนารีและเหล่าบรรพบุรุษชาวนครราชสีมา โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายนของทุกปี ดังนั้น ผมเลยจะขอพาไปชมวัดที่ท้าวสุรนารีสร้างขึ้น นั่นก็คือ วัดศาลาลอย จังหวัดนครราชสีมา นั่นเองครับ

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

วัดศาลาลอยแห่งนี้สร้างขึ้นโดย ท้าวสุรนารี และ พระยาสุริยเดช ผู้เป็นสามี ภายหลังจากเสร็จศึกกับกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ เล่ากันว่า ขณะที่ยกทัพกลับเมืองนครราชสีมา ท้าวสุรนารีได้แวะพักบริเวณท่าตะโก (ใกล้กับบริเวณวัดท่าตะโกในปัจจุบัน) พร้อมกับสั่งให้ทหารทำแพเป็นรูปศาลาเสี่ยงทายลอยไปตามลำตะคอง พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า หากแพรูปศาลานี้ลอยไปติดที่ใด จะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ แพดังกล่าวลอยไปติดที่ริมฝั่งขวาของลำตะคองซึ่งเป็นวัดร้าง จึงได้สถาปนาขึ้นเป็นวัดและตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า ‘วัดศาลาลอย’

เมื่อท้าวสุรนารีถึงแก่อสัญกรรมจึงได้นำอัฐิของท่านมาบรรจุไว้ในเจดีย์ที่วัดแห่งนี้ ต่อมาวัดแห่งนี้ได้ร้างลง จึงย้ายอัฐิของท้าวสุรนารีไปไว้ที่วัดพระนารายณ์มหาราชฯ ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูบูรณะวัดขึ้นอีกครั้ง และย้ายอัฐิส่วนหนึ่งจากวัดพระนารายณ์มหาราชฯ กลับมาประดิษฐานไว้ที่วัดศาลาลอยแห่งนี้ดังเดิม

อาคารสำคัญของวัดศาลาลอยที่เมื่อเข้ามาแล้วจะเห็นเป็นอันดับแรก นั่นก็คือ อุโบสถหลังปัจจุบัน ที่บทความของ ภารณี อินทร์เล็ก ใน วารสารหน้าจั่ว กล่าวถึงอุโบสถแบบศิลปะไทยประยุกต์ที่สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดของหลวงพ่อมหามี เจ้าอาวาสวัดขณะนั้น ว่า“จะว่างามก็งามที่สุด จะว่าขี้เหร่ที่สุด เพราะมีอยู่หลังเดียว” เป็นผลงานการออกแบบของ รศ. ดร.วิโรฒ ศรีสุโร ปราชญ์สถาปัตยกรรมแห่งลุ่มน้ำโขง โดยมี สมควร อินทรพาณิชย์ เป็นวิศวกร 

อุโบสถหลังนี้เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2510 และเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2517 ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 950,000 บาท อาจจะมองว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่อย่าลืมนะครับ นี่คือมูลค่าการสร้างเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ดังนั้น ถ้ามาตีเป็นเงินในยุคนี้ก็ถือว่าไม่เบาเลยทีเดียว

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

ความน่าสนใจของอุโบสถหลังนี้เริ่มตั้งแต่แนวความคิดเลยครับ เพราะอาจารย์วิโรฒตั้งใจออกแบบให้เป็นทรงเรือสำเภา เพื่อให้เป็นดั่งพาหนะที่จะนำทุกคนไปสู่พระนิพพาน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแนวคิดที่มีมาแต่โบราณ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ถ้าจะมีอะไรที่แปลกใหม่ก็คงเป็นรูปทรงอันแปลกประหลาดของอุโบสถหลังนี้ ที่ในระยะแรกมีคำวิจารณ์ส่วนใหญ่ค่อนไปทางลบ ผู้ออกแบบจึงได้สร้างประติมากรรมรูปลิงปิดปาก-ปิดหูหน้าทางเข้าอุโบสถ เพื่อจะสื่อว่า ผู้สร้างตั้งใจสร้างอุโบสถโดยไม่สนเสียงคำวิจารณ์ 

แต่เชื่อไหมครับ อุโบสถหลังนี้ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ใน พ.ศ. 2516 เนื่องจากความโดดเด่นของอาคารที่เกิดจากความพยายามของผู้ออกแบบ อันประกอบไปด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยสร้างสรรค์อาคารและสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ในทางศาสนา การนำองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาผสมผสานอย่างลงตัว และการผสมผสานประติมากรรมกับส่วนประกอบอื่นๆ ของอาคารให้เข้ากับตัวอาคารอย่างมีเอกภาพ แค่สตอรี่ของตัวอาคารยังน่าสนใจขนาดนี้ เราลองไปชมของจริงกันดีกว่าครับ

พื้นของอุโบสถวัดศาลาลอย แบ่งออกเป็น 3 ระดับ เริ่มจากกำแพงแก้วทำเป็นรูปดอกบัวลดรูป ถัดเข้ามาเป็นเขตพันธสีมา เป็นเสมานั่งแท่นทั้ง 8 ทิศ เป็นใบเสมา 3 แฉกประดับครุฑยุดนาคบนฐานบัว และชั้นในเป็นอุโบสถทรงยกพื้นสูงโดยชั้นล่างใช้เป็นที่เก็บของ

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา

อุโบสถเป็นงานคอนกรีตเสริมเหล็กทรงเรือสำเภา สอดคล้องกับการตั้งบ่อน้ำด้านหน้าของอุโบสถที่สื่อถึงมหาสมุทร ตัวอุโบสถมีมุขยื่นออกมาเฉพาะด้านหน้า มีช่อฟ้าที่ลดรูปจนดูคล้ายกับส่วนทวนหัวที่ใช้บังคับในเรือสำเภา ที่ผนังด้านนอกทั้งหน้าและหลังประดับด้วยประติมากรรมดินเผาจากอำเภอด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา เป็นพุทธประวัติตอนสำคัญ 2 ตอน โดยที่ด้านหน้าทำเป็นตอนมารผจญ 

ส่วนด้านหลังเป็นตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งงานดินเผาจากอำเภอด่านเกวียนนี้ยังนำไปใช้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาด้วย เรียกได้ว่าเป็นการนำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้อย่างลงตัว ส่วนด้านข้างมีหน้าต่างรูปทรงเรียบง่ายด้านละ 4 บาน ด้านบนประดับด้วยกระเบื้องดินเผา ส่วนด้านล่างมีคันทวยที่ปกติจะรองรับหลังคา แต่ของที่นี่เอามาใช้รองรับหน้าต่างแทน

วัดศาลาลอย, โคราช, จังหวัดนครราชสีมา
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง

ประตูทางเข้าอุโบสถเองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะทำจากทองแดงรมดำ เล่าเรื่องเวสสันดรชาดกครบ 13 กัณฑ์ ซึ่งเหตุที่เลือกเวสสันดรชาดกมาใช้นั้นเพราะพระเวสสันดรเคยเปรียบเทียบกัณหาและชาลี พระโอรสและพระธิดาของพระองค์เป็นดั่งเรือสำเภาสำหรับข้ามห้วงวัฏสงสารไปให้ถึงฟากฝั่งพระนิพพาน และเมื่อผ่านเข้ามาก็จะพบกับความเรียบง่ายของด้านในที่ไม่ได้มีการตกแต่งใดๆ มีเพียงพระประธานยืนปางห้ามสมุทรสีขาวที่ห้องท้ายพระอุโบสถเท่านั้น เรียกได้ว่า เป็นอุโบสถที่ดูเรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียดและความซับซ้อนเอาไว้อย่างมากมายเลยทีเดียว

โบสถ์มหาอุตม์, วัดศาลาลอย, โคราช, นคราชสีมา

นอกจากอุโบสถหลังปัจจุบันแล้ว วัดศาลาลอยยังรักษาอุโบสถหลังเก่าที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อแรกสร้างวัดเอาไว้ อุโบสถหลังนี้เป็นอุโบสถขนาดเล็ก มีทางเข้า-ออกเพียงทางเดียวแบบที่เรียกว่า ‘โบสถ์มหาอุตม์’ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะพื้นบ้านล้านช้าง ส่วนหน้าอุโบสถหลังเก่านี้มีเจดีย์องค์เล็กๆ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิของย่าโม ตั้งอยู่ข้างกับอนุสาวรีย์ย่าโมที่จำลองมาจากต้นตำรับที่บริเวณลานย่าโมครับ

วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง
วัดศาลาลอย วัดที่เกิดจากการเสี่ยงทายของย่าโมกับอุโบสถโดยปราชญ์สถาปัตย์แห่งลุ่มน้ำโขง

ดังนั้น เราจะเห็นว่าไม่ใช่ว่าของดีของงามจะต้องเป็นของโบราณที่สร้างมานับร้อยปีเสมอไป บางครั้งงานศิลปกรรมที่งดงามอาจจะอยู่ในงานสมัยใหม่ที่มีอายุแค่หลักสิบปีก็ได้ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ใครจะบอกว่า ที่นั่นงาม ที่นี่สวย แต่คุณเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินว่า สำหรับคุณแล้ว อะไรคือความสวยความงามในแบบของคุณครับ


เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดศาลาลอยตั้งอยู่นอกแนวคูเมืองนครราชสีมาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนะครับ การเดินทางไปวัดแห่งนี้ถ้ามีพาหนะส่วนตัวก็เรียกได้ว่าสะดวกสบายมากทีเดียวครับ จะรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถจักรยาน ก็ได้ทั้งนั้นครับ แถมยังมีป้ายเป็นจุดสังเกตด้วย รับรองว่าไม่หลงแน่นอน
  2. และถ้ามาที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปนมัสการอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีที่บริเวณลานย่าโมนะครับ จะไปทั้งกลางวันและกลางคืนก็ได้ จะได้สัมผัสบรรยากาศทั้งสองแบบเลยครับ
  3. ส่วนเรื่องงานย่าโมประจำ พ.ศ. 2563 นั้น เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้งานย่าโมปีนี้จะเลื่อนออกไปก่อน แต่จะคงการรำบวงสรวงและและพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีเอาไว้นะครับ ใครสนใจรายละเอียดลองหาข่าวนี้ในอินเทอร์เน็ตได้ครับผม
  4. แต่ถ้าใครไปแล้วเวลายังเหลือแล้วอยากเที่ยววัด ผมขอแนะนำ 6 วัดเก่าคู่เมืองโคราชเลยครับ ซึ่งประกอบด้วย วัดพระนารายณ์มหาราชฯ ที่ผมพูดถึงไปแล้ว วัดบูรพ์ วัดพายัพ วัดบึง วัดสระแก้ว และวัดอีสาน ครับ 

อ้างอิง

อุโบสถวัดศาลาลอย: งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในพุทธสถาปัตยกรรม โดย ภารณี อินทร์เล็ก

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เนื่องจากวันที่ 15 กันยายนเป็นวันศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยไทย วันนี้เลยจะพาไปชมหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของ อ.ศิลป์ พีระศรี ครับ

 หลายคนพอพูดถึงผลงานของ อ.ศิลป์ ก็จะนึกถึงบรรดาอนุสาวรีย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช พระปฐมบรมราชานุสาวรีย์ หรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จริงๆ แล้วในบรรดาผลงานทั้งหมดของ อ.ศิลป์ มีพระพุทธรูปอยู่ด้วยหนึ่งองค์ ซึ่งเป็นองค์ใหญ่มากๆ ซะด้วย นั่นก็คือพระประธานของ ‘พุทธมณฑล’ จังหวัดนครปฐมนั่นเอง วันนี้เลยจะชวนไปเดินเล่นออกกำลังกาย พร้อมกับชมงานศิลปกรรมที่งดงามที่พุทธมณฑลกันสักหน่อยครับ

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

จริงๆ แล้วโปรเจกต์การสร้างพุทธมณฑลครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างที่นครปฐมนะครับ แต่เป็นที่จังหวัดสระบุรี โดยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2487 แต่สุดท้ายไม่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลหลังยุคจอมพลได้ยกเลิกโปรเจกต์นี้ไป จนกระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบใน พ.ศ. 2495 จึงได้ปัดฝุ่นโครงการนี้ขึ้นมาใหม่ 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดความคิดที่จะสร้างปูชนียสถานเพื่อเป็นพุทธบูชาและพุทธานุสรณียสถาน เนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศักราชเวียนมาบรรจบครบ 2500 ปี ว่าง่ายๆ ก็คือสร้างขึ้นเพื่อฉลองวาระกึ่งพุทธกาลใน พ.ศ. 2500 นั่นเอง ในโอกาสนี้รัฐบาลยังได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไปทรงประกอบรัฐพิธีก่อฤกษ์สร้างพุทธมณฑล ณ บริเวณที่ก่อสร้างพระประธานของพุทธมณฑล ซึ่งการก่อสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2500 มีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ แต่การก่อสร้างชะลอตัวลงเพราะปัญหาด้านงบประมาณ

ต่อมาใน พ.ศ. 2521 รัฐบาลของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้รื้อฟื้นโครงการขึ้นมาอีกครั้ง และกลายเป็นนโยบายที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ โดยโอนภาระงานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ มีกรมศาสนาเป็นเจ้าของงบประมาณ ซึ่งมาจากทั้งรัฐและเงินบริจาคของประชาชน อีกทั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังได้รับงานก่อสร้างพุทธมณฑลไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้การก่อสร้างคืบหน้าไปมาก 

การก่อสร้างมาเสร็จสมบูรณ์ในรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หลังจากที่พระประธานของพุทธมณฑลสร้างเสร็จ โดยรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศขณะนั้น) เสด็จประกอบพิธีสมโภชในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ใช้เวลาในการสร้างทั้งสิ้น 25 ปีด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ยาวนานมากๆ เลย

แน่นอนว่า ถ้าผมพูดถึงพุทธมณฑล สิ่งแรกที่ทุกคนจะนึกถึง ก็คือพระประธานองค์ใหญ่ที่มีชื่อสุดยาวว่า ‘พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์’ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่สูงถึง 15.875 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปปางลีลาหล่อสำริดที่ใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์เลยครับ 

และด้วยขนาดใหญ่นี้ ปริมาณสำริดที่ใช้จึงมากถึง 17,543 กิโลกรัม และต้องหล่อแยกชิ้นส่วนถึง 137 ชิ้นก่อนนำมาประกอบกับโครงเหล็ก และปรับแต่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน เกิดเป็นพระพุทธรูปลีลาที่มีรัศมีเป็นเปลวสูง ครองจีวรแบบมีสังฆาฏิพาด ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้น ขณะที่พระหัตถ์ขวาห้อยลง พระบาทขวากำลังอยู่ในเยื้องย่างโดยอยู่บนฐานบัว ซึ่งมีชื่อของพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่ฐานล่างสุด

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

พระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ พีระศรี ได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปปางลีลาศิลปะสุโขทัย ภายในระเบียงคดของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แต่ออกแบบให้สมจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นริ้วจีวรที่มีสังฆาฏิพาดทับจีวร และมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย ซึ่งการทำกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในศิลปะไทย และพบที่พระพุทธรูปองค์นี้เพียงองค์เดียวอีกด้วย 

ก่อนจะสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ ได้สร้างองค์ต้นแบบที่มีความสูง 2.14 เมตรขึ้น ก่อนจะขยายเป็น 15.875 เมตร ซึ่งเท่ากับ 2,500 กระเบียด (1 กระเบียด = ¼ นิ้ว) ตรงกับงานฉลองกึ่งกลางพุทธกาล 2500 ปีพอดิบพอดี ทำให้พระพุทธรูปองค์นี้ใหญ่กว่าต้นแบบถึง 7.5 เท่า 

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

แต่พระประธานพุทธมณฑลไม่ใช่ทั้งหมดของที่นี่นะครับ ภายในพุทธมณฑลยังมีจุดควรชมอีกหลายจุด แถมแต่ละจุดยังอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑลนี้ด้วยครับ ไม่ว่าจะสังเวชนียสถาน 4 ตำบล มหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน และวิหารพุทธมณฑล

สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ตั้งอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑล โดยทิศที่สังเวชนียสถานแต่ละแห่งตั้งอยู่นั้นอ้างอิงจากในพุทธประวัติ มีพระประธานของพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสังเวชนียสถานนั้น หากแปลตรงตัวจะมีความหมายว่า ‘สถานที่ควรสังเวช’ เป็นสถานที่ที่ทำให้ผู้แสวงบุญเกิดความสังเวชในความอนิจจัง ไม่มีอะไรยั่งยืนแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ตาม 

สังเวชนียสถานทั้ง 4 ประกอบไปด้วยสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้านี้ ถือเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับทัวร์แสวงบุญประเทศอินเดียที่คนไทยนิยมเดินทางไปกัน และที่พุทธมณฑลแห่งนี้ก็ได้จำลองสถานที่ทั้ง 4 มาได้อย่างน่าสนใจ ดังนั้น ถ้าใครไม่อยากไปไกลถึงอินเดีย มาชมที่พุทธมณฑลนี้ก่อนได้เลยครับ

ความน่าสนใจและเป็นจุดร่วมของสังเวชนียสถานทั้ง 4 ก็คือ ไม่มีการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเอาไว้เลยแม้แต่องค์เดียว แต่มีการเลือกใช้สัญลักษณ์บางอย่างเพื่อแทนเหตุการณ์ทั้ง 4 แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธศิลป์ในระยะแรกเคยทำมาก่อนแล้ว เพราะในยุคที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ การจะบอกเล่าพุทธประวัติลงไปบนภาพสลักจะใช้วิธีการนี้เช่นกัน แต่ที่พุทธมณฑลมีการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วอย่างน่าสนใจมากทีเดียว

เริ่มจากสถานประสูติ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเหนือเฉียงเหนือก่อนนะครับ ที่นี่แสดงเหตุการณ์ตอนประสูติโดยหยิบเอาฉากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเดิน 7 ก้าว เทียบได้กับองค์ประกอบของการตรัสรู้ เรียกว่า โพชฌงค์ 7 ดังนั้น ณ ตำบลประสูติแห่งนี้จึงมีดอกบัวอยู่ทั้งสิ้น 7 ดอกด้วยกัน มี 1 ดอกอยู่ตรงกลางและอีก 6 ดอกล้อมรอบ บนดอกบัวแต่ละดอกจะมีรูปรอยพระพุทธบาทเอาไว้ดอกละ 1 รอย แต่ละรอยจะมีชื่อแคว้นทั้ง 7 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรม ประกอบด้วย กาสี โกศล มคธ อังคะ วัชชี มัลละ สักกะ กุรุ และวังสะ โดยที่ขอบของรอยพระพุทธบาทแต่ละรอยจะจารึกด้วยอาสภิวาจาของพระพุทธเจ้าที่ทรงเปล่งในวันนั้นว่า

“อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐ เสฏโฐหะมัสมิอะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโว”

แปลว่า ในโลกนี้เราเป็นหนึ่ง เราเป็นยอด เราเป็นเลิศประเสริฐที่สุด การเกิดครั้งนี้ของเรา เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปอีกไม่มีสำหรับเรา

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ถัดมาคือสถานที่ตรัสรู้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แน่นอนว่าเหตุการณ์สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และที่ตำบลตรัสรู้นี้ก็แสดงฉากนี้ครับ โดยแสดงเป็นพุทธบัลลังก์ดอกบัวทรงสามเหลี่ยมปลายมนว่างเปล่า อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2536 ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ตำบลตรัสรู้ ที่นี่มีจารึกพระคาถาเอาไว้ที่พุทธบัลลังก์ เป็นข้อความอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 นั่นเอง

ต่อมาคือสถานปฐมเทศนา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกใต้ และก็เช่นเดียวกับที่สถานตรัสรู้ ฉากสำคัญของเหตุการณ์ย่อมเป็นฉากที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และตำบลปฐมเทศนาได้แสดงฉากนี้เอาไว้ด้วยธรรมจักรขนาดใหญ่ ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมจักรในศิลปะทวารวดี ตั้งอยู่บนฐาน ด้านหน้ามีแท่นอยู่ 5 แท่น แทนปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โดยแต่ละแท่นจะมีรูปดอกบัวอยู่ 1 ดอกแต่ไม่มีชื่อปัญจวัคคีย์แต่ละรูปกำกับเอาไว้ 

และปิดท้ายที่สถานปรินิพพาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นี่แสดงฉากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่ ทำเป็นแท่นพุทธบัลลังก์อยู่ระหว่างต้นสาละ 2 ต้น โดยมีแท่นเล็กๆ ของพระอานนท์อยู่ข้างหนึ่ง 

ซึ่งต้นสาละทั้ง 2 ต้นเป็นคนละสายพันธุ์กันนะครับ ต้นสาละต้นที่ใหญ่กว่าเป็นต้นสาละลังกา เป็นต้นสาละที่พบได้ทั่วไปตามวัดในเมืองไทย มีเอกลักษณ์คือดอกสีชมพูและมีผลเป็นลูกกลมคล้ายปืนใหญ่ ส่วนอีกต้นซึ่งเล็กกว่านั้นเป็นต้นสาละอินเดียที่หาชมได้ยาก มีดอกเป็นช่อสีขาวหรือเหลืองอ่อน (แต่ที่พุทธมณฑลนี้ปักป้ายสลับกันนะครับ ใครไปอ่านป้าย อย่าเผลอเชื่อตามป้ายนะครับ) 

ส่วนแท่นพุทธบัลลังก์เป็นฐานบัวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนแกะสลักเป็นรูปดอกบัวเรียงกัน 3 ดอก ส่วนที่ผ้าทิพย์แกะสลักเป็นลายใบไม้ร่วง พร้อมจารึกข้อธรรมว่า

โย โว อานนฺท มยาธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา หันททานิ ภิกขะเว อามันตะยามิโว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ

แปลว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย โดยกาลที่เราล่วงลับไป 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งปวงล้วนมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด อันเป็นปัจฌิมโอวาทของพระพุทธองค์

ที่นี่เราลองมาดูอาคารอื่นๆ ที่น่าสนใจกันบ้าง เริ่มกันด้วยพระวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน ซึ่งอยู่บนเกาะเล็กๆ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยวัดปากน้ำและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญได้บริจาคเงินในการจัดสร้างทั้งหมด เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสที่เจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ และใช้เวลา 9 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2541 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 200 ล้านบาท

ตรงกลางมีพระเจดีย์มหารัชมังคลาจารย์ เป็นเจดีย์ 9 ยอดตั้งอยู่กลางอาคารทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม บนหลังคามีเจดีย์ทรงระฆังอยู่ 9 องค์ องค์ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเจดีย์ขนาดเล็ก ภายในเจดีย์แต่ละองค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระสิวลี รวมถึงพระผงวัดปากน้ำเอาไว้ด้วย ภายในประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ตั้งอยู่ตรงกลาง โดยที่บนหลังคาทรงโดมโค้งนั้น มีการเขียนจิตรกรรมรูปหลวงพ่อสดล้อมรอบด้วยเทพชุมนุม

โดยรอบมีระเบียงคด ซึ่งสำหรับที่นี่เรียกว่าเป็นพระวิหาร เก็บรักษาพระไตรปิฎกหินอ่อนจารึกพระไตรปิฎกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนแผ่นหินอ่อนจำนวนมากถึง 1,418 แผ่น จารึกเป็นภาษาบาลี 

การสร้างแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนแบบนี้ ชวนให้นึกถึงแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนทั้ง 729 แผ่น ที่วัดกุโสดอหรือวัดโลกมารชิน เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาเลยครับ แต่ของที่วัดกุโสดอจะประดิษฐานแผ่นจารึกเหล่านี้เอาไว้ในเจดีย์ที่อยู่ล้อมรอบเจดีย์ประธานของวัดแทน ไม่รู้ว่าของพุทธมณฑลเราได้แรงบันดาลใจจากที่นี่รึเปล่า แต่ที่แตกต่างกันแน่ๆ คือ ที่พุทธมณฑลมีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเอาไว้ด้วย โดยเป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และการสังคายนาพระไตรปิฎกทุกครั้ง 

ส่วนวิหารพุทธมณฑลนั้นตั้งอยู่ทางด้านหน้าสุด เห็นได้จากถนนเลยครับ ถ้ามองดีๆ เราจะเห็นว่า อาคารหลังนี้ได้แรงบันดาลใจจากพระอุโบสถของวัดราชาธิวาส แต่ดัดแปลงให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น หน้าบันด้านหน้ามีทั้งรูปพระพุทธเจ้าและธรรมจักร ภายในซุ้มแต่ละซุ้มจะประดิษฐานพระประธาน 

หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับวิหารหลังนี้ ก็คือจารึกที่อยู่ด้านหน้าวิหารพุทธมณฑล บอกเล่าถึงประวัติของอาคารหลังนี้ ทั้งปีที่เริ่มสร้าง งบประมาณในการสร้าง ผู้ออกแบบ คือ นายจิตร บัวบุศย์ ประวัติการปรับปรุงแก้ไขและพระประธานภายในวิหารหลังนี้ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลา ที่ได้แรงบันดาลใจจากพระประธานของพุทธมณฑลด้วยครับ

งานศิลปกรรมภายในพุทธมณฑลแห่งนี้ ทำให้ที่นี่นอกจากเป็นสถานที่จัดกิจกรรมและประเพณีทางพุทธศาสนา เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ สำหรับให้คนไปพักผ่อนออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่นำพาศิลปะโบราณอายุหลายร้อยปีมาพบกับศิลปะสมัยใหม่ แล้วผสมผสานกันจนกลมกล่อม เกิดเป็นงานศิลปกรรมชิ้นใหม่ ที่ยังเหลือกลิ่นอายความงามตามอุดมคติแบบโบราณ แต่ก็มีความทันสมัยด้วยในตัว ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญที่จะช่วยพาศิลปะไทยให้ไปข้างหน้าได้โดยไม่ย่ำอยู่กับที่ สถานที่แห่งนี้จึงมีความน่าสนใจ เหมาะกับทั้งคนที่จะไปเพื่อออกกำลังกายและชื่นชมงานศิลปะ หรือจะแค่ไปชื่นชมงานศิลปะเฉยๆ ก็ยังได้ครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ถ้าใครสนใจเดินทางไปชมพุทธมณฑล ผมแนะนำให้ใช้รถส่วนตัว จะจักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ก็ได้ เพราะจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งค่อนข้างไกลกันพอสมควร ถ้าไม่คิดจะไปออกกำลังกายไปชมไป มีรถส่วนตัวไว้จะเป็นการดีกว่าครับ
  2. ถ้าใครสนใจเรื่องราวของพระอุโบสถวัดราชาธิวาส ที่กลายเป็นต้นแบบของวิหารพุทธมณฑล ผมเคยเขียนเรื่องราวของวัดนี้ไว้แล้วที่นี่
  3. นอกจาก พุทธมณฑล ที่จังหวัดนครปฐมแล้ว ในประเทศไทยยังมีพุทธมณฑลอยู่ในจังหวัดอื่นด้วยนะครับ ซึ่งพุทธมณฑลแต่ละที่จะมีจุดร่วมกัน คือมีพระพุทธรูปไม่ก็เจดีย์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง เช่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดขอนแก่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดมหาสารคาม พุทธมณฑลจังหวัดชลบุรี พุทธมณฑล จังหวัดนราธิวาส และพุทธมณฑล จังหวัดเชียงใหม่
  4. สำหรับคนที่ชอบผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี หรืออยากชมผลงานต้นแบบทั้งพระประธานที่พุทธมณฑลและประติมากรรมอื่นๆ ขอเชิญที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรีและหอประติมากรรมต้นแบบ มหาวิทยาลัยศิลปากรครับ แค่ 2 ที่นี้ก็บอกเล่าเรื่องราวและผลงานของ อ.ศิลป์ ได้เป็นอย่างดีแล้วครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load