สปา (น.) บริการบำรุงสุขภาพ

สปา (น.) เวลาว่างในการพักผ่อน

สปา (น.) “Happy and healthy, that’s all what I want”

‘ความสุข’ และ ‘สุขภาพดี’ คือ 2 สิ่งที่ คุมิ ยูกิ เจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นอยากให้ทุกคนที่มาเยือน SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองเพื่อสุขภาพและสปาเอนไซม์รำข้าวได้รับกลับไป

เธอใช้ชีวิตอยู่ในไทยนานกว่าประเทศบ้านเกิด เริ่มตั้งแต่การเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่อายุ 20 กว่า มาตั้งร้านอาหารที่สุขุมวิทนานถึง 18 ปี กระทั่งค้นพบความดีงามของ ‘สปาเอนไซม์รำข้าว’ (Rice Bran Enzyme Bath) ด้วยความบังเอิญที่เมืองมิกิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้ความร้อนในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและทำให้เลือดลมไหลเวียนดี โดยทั้งหมดเกิดจากความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งเตา ไม่ต้องพึ่งระบบไฟฟ้า เพราะการหมักรำข้าวด้วยจุลินทรีย์ทำให้รำข้าวมีอุณหภูมิสูงขึ้นอยู่ที่ 54 – 64 องศาเซลเซียส เรียกว่าเป็น ‘ไมโครเวฟธรรมชาติ’

นอกจากนี้ ความตั้งใจของคุมิยังส่งต่อผ่านคาเฟ่อาหารหมักดองหลากเมนูที่ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกและภายใน และตลาดเช้าวันเสาร์ที่ตั้งใจเปิดพื้นที่ของร้านให้เพื่อนรอบรั้วมาขายของหารายได้ฟรี โดยไม่ต้องจ่ายค่าที่สักบาท! 

ต่อจากนี้คือเรื่องราวของกิจการที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในทุกขั้นตอน จนถึงผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายคือ สุขภาพดี

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ไมโครเวฟธรรมชาติ

เรามาถึงหน้าร้าน SALA BRAN ในวันธรรมดาที่การจราจรวุ่นวายเหมือนเคย บริเวณทางเข้ามีรูปวงรีคล้ายเมล็ดข้าววาดเอาไว้เหนือชื่อร้าน อันเป็นเอกลักษณ์และเหตุผลที่ทุกคนมาเยือน

ในบ้านหลังเล็กขนาด 2 ชั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศสุขสงบและอบอุ่นกว่าที่ใครหลายคนคาด คุมิเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมอาหารหมักดองจานหลักและเครื่องดื่มข้าวหมักทำเองปราศจากแอลกอฮอล์ ทั้งหมดคือผลลัพธ์ที่ต่อยอดจากประสบการณ์ร้านอาหาร Brown Eyes ซึ่งปิดตัวไปเมื่อ พ.ศ. 2560 หลังเปิดมาเกือบ 20 ปี แต่ก่อนจะคุยกันเรื่องชวนท้องร้อง เราถามเธอถึงสิ่งที่จะได้จากไฮไลต์สำคัญอย่างการอบสปาเอนไซม์รำข้าว

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

“พวกเราอยากสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีให้ร่างกาย การอบเอนไซม์รำข้าวหมักคือการทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและกระตุ้นจุลินทรีย์ดี ๆ ในร่างกายให้ทำงานอย่างเต็มที่ เพิ่มประสิทธิภาพระบบไหลเวียนโลหิต และทำให้ผิวนุ่ม สุขภาพดี ดูอ่อนกว่าวัย แน่นอนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ” 

คุมิอธิบายสรรพคุณด้วยความภาคภูมิใจ เธอเองก็ดูอ่อนเยาว์และแข็งแรงเกินกว่าจะเชื่อว่าอายุเลย 60 มาแล้ว

ความร้อนในกระบวนการหมักตามวิถีธรรมชาติเป็นผลมาจากการเสียดสีกันของจุลินทรีย์ตัวจิ๋วนับ 100 ล้านล้านตัว ซึ่งถูกกระตุ้นโดยเอนไซม์ระหว่างการหมักรำข้าวกับจุลินทรีย์ภายในบ่อ เมื่อคนลงไปแช่และนำรำข้าวหมักมากลบ จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั้งภายในและภายนอก 

กรรมวิธีดังกล่าวต่างจากการแช่น้ำพุร้อนหรือการอบซาวน่า ที่พลังงานความร้อนจากภายนอกไหลเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้ของเสียที่สะสมขับออกมาผ่านหยาดเหงื่อ แต่สปาอบเอนไซม์รำข้าวจะมีพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจากภายในเพิ่มขึ้นมา ของเสียในร่ายกายจึงจะขับออกมาได้มากกว่า

“เรามีชุดให้เปลี่ยนสำหรับทุกคน เมื่อลงไปแช่ในบ่อ จะมีเพียงส่วนศีรษะเท่านั้นที่โผล่ออกมา ส่วนอื่นของร่างกายจะถูกกลบโดยรำข้าวหมักทั้งหมด แต่คุณขยับตัวได้ ยกมือได้ถ้าหากรู้สึกร้อน ลูกค้าแต่ละคนมีสภาพร่างกายไม่เหมือนกัน คุณไม่จำเป็นต้องทน จะมีพนักงานแนะนำและดูแลตลอด เราอยากให้ทุกรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า

“หลังจากนั่งอยู่ในนั้นประมาณ 15 – 20 นาที เลือดลมของคุณจะไหลเวียนดีมาก หากลุกเร็วเกินไปอาจเกิดอาการหน้ามืด สิ่งที่ควรทำคือค่อย ๆ ลุกไปอาบน้ำ ออกไปนั่งจิบคอมบูฉะที่ทางเราเตรียมให้เป็นบริการหลังอบเอนไซม์เสร็จ คุณจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่น”

ฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงช่วงเวลาแสนสุขที่เรากำลังจะได้สัมผัสในไม่ช้า ดีเหลือเกินที่มีสปาต้นตำรับจากเมืองมิกิ จังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น มาตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจให้ชาวสุขุมวิทได้ผ่อนคลาย

แม้จะมีประวัติมานานพอสมควรในประเทศญี่ปุ่น แต่ปัจจุบัน ศาสตร์แห่งสปาอบเอนไซม์รำข้าวกลับเพิ่งเริ่มฮิตในแดนอาทิตย์อุทัย และยังถือว่าใหม่สำหรับประเทศไทย โดยคุมิและสามีได้ค้นพบสปารูปแบบนี้โดยบังเอิญ 

“สามีของฉันทำนิตยสารท่องเที่ยว Daco Magazine มีทั้งฉบับไทยและญี่ปุ่น เขาเจอสถานที่หนึ่งในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น เราขับรถไปตามหาออนเซ็นเพื่อสุขภาพ แต่พอไปถึงมันไม่ใช่อย่างที่คิด เราไม่เจออ่างอาบน้ำ สิ่งที่เราเห็นคือรำข้าวหมักกองเป็นภูเขา (หัวเราะ) ว้าว! นี่มันอะไรกัน ไม่มีน้ำสักหยด แต่กลับทำให้เรารู้สึกดีมาก” คุมิเล่า

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
Daco Magazine ที่หยิบอ่านได้จากชั้นหนังสือของคาเฟ่

ทามาดะ ทาเคอุชิ คือเจ้าของสูตรการหมักรำข้าวที่ทำให้สองสามีภรรยาประทับใจจนพวกเขาอยากส่งต่อสิ่งดี ๆ แก่คนรอบตัว พวกเขาขอสูตรเพื่อมาเปิดเป็นธุรกิจที่ประเทศไทย โดยเลือกเป้าหมายในการทดลองกิจการเป็นจังหวัดเชียงราย

“การเปิดร้านที่ไทยมีความท้าทายหลายเรื่อง ทั้งการปรับตัวและสภาพอากาศที่แตกต่างจากเมืองมิกิ ไม่แน่ใจเลยว่าจะเปิดในประเทศไทยได้ไหม เราจึงเริ่มจากเชียงรายภายใต้ชื่อ Baan Pasarn เพื่อทดลองแนวโน้มธุรกิจเมื่อประมาณ 7 – 8 ปีก่อน พอทุกอย่างไปได้ดี เราก็เปิดเพิ่มที่กรุงเทพฯ เป็นสาขาสอง”

เราทราบมาว่า ธุรกิจในภาคเหนือช่วงแรกไม่ได้ราบรื่นนัก กระทั่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาช่วยทำโปรโมชันจนนักท่องเที่ยวเริ่มแวะเวียนมา นอกจากนี้ เรายังทำการบ้านมาพอสมควรจนทราบว่า กำลังจะมี SALA BRAN สาขาที่ 3 ในจังหวัดนครราชสีมา

“เจ้าของเป็นลูกค้าประจำของเราเอง มาเกือบทุกอาทิตย์ช่วงสุดสัปดาห์ เขาชอบอบสปาเอนไซม์รำข้าวเพราะสุขภาพดีขึ้นจากโรคภูมิแพ้ ก็เลยไปเปิดสาขาที่โคราชพร้อมภรรยาชาวไทย ที่นั่นมีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่เยอะ พวกเขาจะเปิดให้บริการในปีหน้า” เราขอแสดงความยินดีกับหลานย่าโมที่จะได้ลองของดีต้นตำรับจากญี่ปุ่น

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
ทามาดะ ทาเคอุชิ ที่สปาเอนไซม์รำข้าวจังหวัดเชียงราย เขาอธิบายว่า บ่อต้องลึกอย่างน้อย 80 ซม. และรำข้าวต้องถูกหมักเป็นเวลานาน จึงทำให้มีสีดำคล้ำ
ภาพ : salabran.com 

คาเฟ่สุขภาพแห่งศาลารำข้าว

“BRAN หมายถึง รำข้าว ส่วน SALA (ศาลา) เป็นคำในภาษาไทย หมายถึง สถานที่ที่รวมผู้คนเข้ามาอยู่ด้วยกัน”

เจ้าของร้านเล่าให้ฟังเป็นภาษาอังกฤษ บางครั้งเธอก็พูดภาษาไทยกับเราอย่างคล่องแคล่วและชัดเจน

ระหว่างการพูดคุย เครื่องดื่มถูกยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะ 2 แก้ว นั่นคือเมนู ‘ข้าวหมัก’ หรือ ‘อามาซาเกะ’ ไร้แอลกอฮอล์ ชนิดที่เด็กดื่มได้ ผู้ใหญ่ดื่มดี และ ‘Banana Smoothie’ เราจิบกันไปก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมและรสหวานถูกปาก

“ข้าวหมักนี้มาจากข้าวญี่ปุ่น เราเอาข้าวแช่น้ำแล้วนึ่งเหมือนข้าวเหนียว หมักไว้ 2 คืนจะกลายเป็นสีขาว ๆ แล้วค่อยเอามาทำอามาซาเกะ และใช้ต่อยอดทำซุปมิโซะ ชิโอะโคจิ หรือโชยุโคจิ ที่เอาไปประกอบอาหารได้ เราใช้โคจิหรือกล้าเชื้อสำหรับผลิตอาหารหมักเอง”

กรรมวิธีดังกล่าวไม่ใช่แค่หมักไว้โดยไม่ดูแล แต่ต้องควบคุมจนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสม หลังได้ออกมาเป็นอามาซาเกะจะมีรสหวานโดยไม่มีน้ำตาล คุมิบอกเราว่า ภายใต้หลังคาของศาลารำข้าว ไม่ได้มีเพียงกิจการสปาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเธอยังมีนิสัยรักการกินเพื่อสุขภาพมาเป็นเวลานาน จึงตั้งใจถ่ายทอดประโยชน์ของกระบวนการหมักดองอาหารให้คนรอบตัว

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

เมื่อพูดถึงอาหารหมักดอง หลายคนอาจนึกถึงของกินกลิ่นฉุน รสเปรี้ยวนำ แต่สำหรับคาเฟ่ SALA BRAN แห่งนี้ เมนูอันหลากหลายมาพร้อมรสชาติที่กลมกล่อมดีต่อใจและสุขภาพ

ถัดมาไม่กี่นาที เมนูจานหลัก Grilled Chicken with Miso Potato Sauce หรือไก่ย่างซอสมะเขือเทศผสมมิโสะ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟร้อน ๆ เนื้อไก่ผ่านการหมักกับอามาซาเกะจนทลายความแข็งกระด้าง ทำให้กัดได้ไม่ยาก สัมผัสความนิ่มได้ตั้งแต่เอาส้อมจิ้ม และซอสมะเขือเทศผสมมิโสะดองก็ซึมเข้าเนื้ออย่างสมบูรณ์ 

ส่วนประกอบอื่น ๆ ยังคงคอนเซ็ปต์อาหารหมักดองไว้ ไม่ว่าจะเป็นถั่วฝักยาวราดด้วยครีมชีสที่มีส่วนผสมของมิโสะทำมือ น้ำสลัดจากอามาซาเกะ ทานคู่กับข้าวกล้องญี่ปุ่นและผักทอดคู่กัน

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

คุมิเผยที่มาของวัตถุดิบให้เราฟังว่า ผักที่ใช้ประกอบอาหารทั้งหมดเป็นการสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านของเพื่อน คนรู้จัก หรือชาวบ้าน ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่รำข้าวที่นำมาทำสปา เธออุดหนุนจากชุมชนชาวไทยในเชียงราย มะเขือเทศจากไร่ของคนรู้จัก ข้าวกล้องและลูกเดือยเป็นพันธุ์ญี่ปุ่นที่ผลิตและปลูกในไทย ส่วนมิโซะและของหมักดองทำเองก็มีอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่หน้าประตูทางเข้า

เธอเสริมอีกว่า ผัก วัตถุดิบต่าง ๆ และสินค้าหลากหลายยังมีขายในเช้าวันเสาร์ เวลา 8.30 – 10.30 น. ซึ่งเธอเปลี่ยนพื้นที่ภายในร้านเป็นตลาดเช้าที่ไม่เก็บค่าที่หรือค่าแผง เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านรอบรั้ว ทั้งชาวไทยและต่างชาติมาซื้อขายกันได้ภายใน 2 ชั่วโมง เช่นเดียวกับเสื้อผ้าบนราวแขวนและเครื่องประดับแฮนด์เมด ล้วนเป็นของที่เธอช่วยกระจายรายได้โดยไม่คิดเงิน

“เราให้พื้นที่เพื่อคนจะได้รวมตัวกันและจับจ่ายของดี ผักปลอดสารพิษ ไข่ ไก่ ข้าว งานแฮนด์เมด ต่างหูพู่ กําไลหินธรรมชาติ พวงกุญแจ แน่นอนว่ารายได้จากตลาดจะเข้าทุกคนที่มาขาย ซึ่งไม่ใช่เรา” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงเบิกบาน นั่นคือความเอื้อเฟื้อที่อยากช่วยผู้คนจากใจจริง

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
ภาพ : salabran.com 

กลับมาที่จานอาหารบนโต๊ะ ของหวานขึ้นชื่อถูกยกมาวาง ‘ชีสเค้กหน้าไหม้’ มีส่วนผสมของมิโสะ เสริมความหวานจากอามาสาเกเช่นเคย รสชาติเข้มข้นอร่อยไม่ต่างจากเค้กก้อนที่มีส่วนผสมของน้ำตาล แต่ได้ความเฮลท์ตี้สูงกว่า

“เมนูภายในร้านล้วนทำมาจากส่วนผสมของอาหารหมักดองโดยมีกล้าเชื้อเป็นโคจิ อาหารที่ผ่านการหมักดองมาแล้วจะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ง่ายขึ้น ยิ่งรับประทานหลังจากผ่านการถูกกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ภายในร่างกายมาก่อนยิ่งเหมาะ” เธอกล่าวปิดท้าย และพนักงานก็พาเราไปยังสปาเอนไซม์รำข้าวเพื่อให้ทดลองด้วยตัวเอง

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ของดีที่ SALA BRAN ยืนยันว่าดี

เราเดินออกนอกร้าน ผ่านต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ กระท่อมหลังน้อยที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นร้านของคนรู้จักที่มาขอเช่าพื้นที่ ส่วนด้านข้างคาเฟ่เป็นอาคารชั้นเดียวที่ตกแต่งด้วยกระจกใส มองเห็นด้านในเป็นโต๊ะทำงานของคุมิ ชั้นวางผลิตภัณฑ์แบรนด์ SALA BRAN และโซนนั่งเล่นพักผ่อนสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ก่อนลงบ่อจะมีพนักงานอธิบายขั้นตอนทั้งหมดให้ฟัง จากนั้นจึงเข้าห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ผู้ชายจะเป็นกางเกงขาสั้น ส่วนผู้หญิงมีชุดให้เลือก 2 แบบ คือบิกินี่และผ้าถุง แต่ทางร้านแนะนำว่า ยิ่งเผยร่างกายให้สัมผัสกับรำข้าวมากเท่าไร ประสิทธิภาพการอบจะมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเราเลือกได้ตามความต้องการ

ประตูบานเลื่อนเปิดออก เราสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิห้องที่สูงกว่าปกติ และกลิ่นหอมหวานที่โชยมาเตะจมูก บ่อรำข้าวหมักสีน้ำตาลเข้มขนาดยาวประมาณ 8 เมตร คือสิ่งที่เราเห็นเป็นอย่างแรก ด้านในมีรอยขุดที่พนักงานเตรียมไว้ให้ลงไปนอน

ตลอดเวลาที่เราทำสปา มีเพียงใบหน้าครึ่งล่างที่สัมผัสอากาศ เพราะครึ่งบนมีผ้าขาวบางปิดเอาไว้ให้รู้สึกสงบ พนักงานจะคอยนั่งอยู่ในห้องเพื่อแจ้งเวลาทุก 5 นาที และคอยบริการอื่น ๆ ตลอดกระบวนการ จังหวะหนึ่งเราสัมผัสได้ถึงมือที่นำผ้ามาซับเหงื่อบนใบหน้าให้

ไม่ต้องห่วงว่าบ่อแห่งนี้จะไม่ถูกสุขอนามัย เพราะความร้อนอุณหภูมิกว่า 60 องศาเซลเซียสที่แผ่ซ่านตลอดเวลาจะช่วยฆ่าและย่อยสลายเชื้อโรค นอกจากนี้ ทางร้านยังใส่รำข้าวหมักใหม่ทุก 2 – 3 วัน เพื่อประสิทธิภาพของสปา ส่วนรำข้าวที่ใช้แล้วจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยต่อ

เวลา 20 นาทีคือช่วงที่เหมาะสมสำหรับคนส่วนใหญ่ ร่างกายจะปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศความสงบที่มีเสียงกระดิ่งญี่ปุ่นคลอ ทำให้เกิดความผ่อนคลายเหมือนนอนบนเตียงที่บ้าน 

เมื่อเสร็จกิจกรรม ลองสังเกตว่า บนผิวของเรามีรำข้าวติดอยู่หรือไม่ เพราะตำแหน่งที่มีรำข้าวบ่งบอกว่า มีเหงื่อที่ขับของเสียออกมาจากร่างกายได้ตามปกติ ในทางตรงข้าม หากตำแหน่งนั้นเหงื่อไม่ไหลออกมาและรำข้าวไม่ติด หมายความว่าร่างกายตรงส่วนนั้นอาจมีปัญหา

สบายใจ เรามีรำข้าวติดเต็มตัว เห็นแบบนั้นก็เดินเข้าไปอาบน้ำในห้องที่ออกแบบมาให้เดินทะลุได้ทันที

“หลังอาบน้ำร่างกายยังรู้สึกได้ถึงความอุ่นใต้ผิว แต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว ผิวพรรณก็เรียบเนียนเหมือนเพิ่งได้ขัดผิว หน้าตาดูสดใสขึ้น ถ้าใครรู้สึกผิวแห้ง มีสกินแคร์เตรียมไว้ให้หน้ากระจก ใช้ได้เลย เมคอัพไม่มีก็สวยแบบ Natural Look กลับบ้านได้” 

เราเดินออกมาอธิบายให้ทีมงานที่นั่งรออยู่ด้านนอกฟัง คุมิยิ้มรับ เพราะเธอสัมผัสถึงสิ่งที่เรากำลังบอกมาตลอด หากไม่มีลูกค้า เธอเองจะเป็นคนที่เข้าใช้บริการสปาแห่งนี้

อีกหนึ่งบริการของสปาคือเครื่องดื่มคอมบูฉะที่จัดเตรียมไว้ให้หลังอาบน้ำ หากใครชื่นชอบสินค้าคุณภาพที่ได้ทดลองไปก็ช้อปต่อได้ ผลิตภัณฑ์เสริมความงามของ SALA BRAN ล้วนมีส่วนผสมของรำข้าวหมักและปราศจากสารปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นสบู่ก้อน โทนเนอร์ ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น เซรัม สครับผิว หรือแม้แต่เอนไซม์รำข้าวแห้งบดผงสำหรับใช้แช่เท้าอยู่บ้าน ส่วนของกินก็มีตั้งแต่ชาไปจนถึงโคจิ มิโซะ และอามาซาเกะทำเองจำหน่าย หรือคุณอยากลอง ‘ส้มตำ’ ฝีมือคุมิก็ได้ เพราะเธอคือแม่บ้านชาวญี่ปุ่นที่ตำส้มตำเป็น แถมบางครั้งก็ตำแทนพนักงานด้วย!

“ฉันยังมีทั้งเพื่อนและครอบครัวพร้อมหน้า แต่เพื่อนวัยเดียวกันหลายคนเจอปัญหาเรื่องสุขภาพ ทั้งป่วยและเสียชีวิต ดังนั้นมันเป็นเรื่องดีแน่นอน ถ้าเราช่วยเหลือคนอื่นไปด้วย นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุข”

จากความใส่ใจสุขภาพส่วนตัว สู่การมอบความใส่ใจให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร สปา หรือแม้กระทั่งการเปิดพื้นที่ให้เพื่อนบ้านเข้ามาจับจองทำธุรกิจเล็ก ๆ คุมิส่งเรากลับไปทานอาหารเพื่อสุขภาพจนหมดจาน เพราะการรับประทานอาหารหมักดองหลังจุลินทรีย์ในร่างกายถูกกระตุ้นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

หากใครกำลังมองหาสปาครบวงจรที่ดูแลตั้งแต่ร่างกายภายนอกจนถึงสภาพจิตใจภายใน สปาของคุมิคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ทำให้คุณอิ่มเอมใจเช่นเดียวกับเราในครั้งนี้

“อย่างที่เคยบอกไป 2 สิ่งที่อยากให้ทุกคนได้จากบริการของเรา คือความสุขและสุขภาพแข็งแรง การป้องกันเป็นสิ่งที่ควรทำและเราทำได้ก่อนจะป่วยจริง มันไม่สายเกินไปและไม่ยากเลย”

SALA BRAN 

ที่ตั้ง : 38 เอกมัย 10 แยก 2 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เปิดบริการวันอังคาร-พฤหัสบดี, วันเสาร์ เวลา 09.00 – 20.30 น. และ วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 18.30 น. (ปิดทุกวันจันทร์และวันศุกร์)

โทรศัพท์ : 0 2044 3769
เว็บไซต์ : www.salabran.com 

Facebook: salabranbkk

Writers

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

09.00 – 10.00 น. บัวบานทั้งปางอุบล 

นัดครั้งนี้สำคัญมาก ไปสายไม่ได้เด็ดขาด 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น ย้ำว่าต้องไปพบกันที่ ‘ปางอุบล’ 9 โมง ไม่เกิน 10 โมงเช้า เพราะเป็นช่วงเวลาที่บัวบานกลางวันเริ่มบาน และบัวบานกลางคืนยังไม่หุบ จึงเห็นทั้ง 2 ชนิดบานพร้อมกันได้

พอเดินเข้ารั้ว ทักทายคู่สามีภรรยาเจ้าของบ้านและสวนบัวปางอุบลได้ไม่กี่คำ ทั้งสองก็รีบพาไปดูบัว เพราะห่วงว่าบัวบานกลางคืนบางดอกจะหุบเสียก่อน

ภาพบัวบานเต็มอ่างทำให้เข้าใจเสียทีว่า ทำไมความงามของหญิงสาวในวรรณคดีมักถูกเปรียบเปรยกับความสวยของพืชชนิดนี้ และทำไมบัวจึงไปโผล่ในจินตภาพของศิลปินไทยและศิลปินระดับโลกมากมาย ไม่อยากเชื่อว่าไม่ไกลจากรุงเทพฯ มีสถานที่อนุรักษ์บัวหลากหลายสายพันธุ์เสมือนเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างที่นี่

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

แต่ดูเหมือนคนที่มีความสุขที่สุดที่ทำให้เราไม่พลาดช่วงเวลาพิเศษนี้คือหิวและพราว เพราะนี่คือช่วงเวลาที่บัวทุกดอกซึ่งเขาและเธออุทิศความรักให้เบ่งบาน 

มาดามดูบัวและลุงบัว 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน ชื่อ จุลโกเมน

ก่อนที่จะนั่งลงคุยกัน หิวขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างตัวเสียก่อน เพราะเขาใช้เวลาที่ตื่นก่อนบัวกลางวันจะบานไปกับการดูแลบัว และเพิ่งก้าวออกจากบ่อก็ตอนที่เราไปถึง ทุกเช้าเขาและพราวจะเดินรอบปางอุบลเพื่อสำรวจสุขภาพของบัว คอยใส่ปุ๋ยและคอยเด็ดดอกเด็ดใบที่โรยตามบ่อต่าง ๆ 

“ทำไปทำมาก็หมดวันแล้ว” 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

สิ่งที่หิวพูดไม่น่าแปลกใจเลย เพราะเมื่อเทียบอัตราส่วนของพื้นที่ขนาด 3,200 ตารางเมตร และบัวอีกกว่า 650 พันธุ์ ต่อกำลังพลของสองสามีภรรยา ทำอย่างไรก็คงดูแลไม่หมดในวันเดียว เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่ภาคเอกชน ซึ่งไม่ได้มีกำลังพลหรือกำลังทรัพย์อย่างหน่วยงานรัฐจะอนุรักษ์และเพาะพันธุ์บัวด้วยกำลังของตัวเองได้ จนเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศและต่างประเทศ

แต่สิ่งที่ทำให้แปลกใจคือ เขาพูดประโยคดังกล่าวด้วยรอยยิ้ม 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน-เผื่อน กลุ่มบัวแคระและบัวบอนไซที่กำลังพัฒนาอยู่

สำหรับหิวและพราว ความเหนื่อยกายคุ้มค่ากับการที่ได้ดูแลบัวทุกดอกในปางอุบลอย่างใกล้ชิด จุดประสงค์ของที่นี่คือการอนุรักษ์พันธุ์บัวดั้งเดิม ซึ่งความละเอียดในทุกขั้นตอนการดูแลเป็นหลักสำคัญในการป้องกันการกลายพันธุ์ของสายพันธุ์บัว 

“เราเลือกดูแลบัวในพื้นที่บ้านของเรา เพราะเราควบคุมสภาพแวดล้อมได้ระดับหนึ่ง และตื่นเช้ามาก็ลงมาดูแลเขาได้ทันที” 

หิวจึงมักบอกคนรู้จักว่า พวกเขาควรจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘มาดามดูบัว’ และ ‘ลุงบัว’ คู่รักอนุรักษ์พันธุ์บัวแห่งปางอุบล เนื่องจากสมัครใจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูแลราชินีแห่งไม้น้ำ

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

หิวสารภาพว่าตัวเองไม่เคยนึกไม่เคยฝันเลยว่า วันหนึ่งเขาจะกลายเป็นลุงบัวแห่งปางอุบลที่อยู่เพื่อบัวเหมือนทุกวันนี้ 

“สมัยก่อนเราไม่รู้หรอกว่าบัวมีสายพันธุ์อะไรบ้าง เพราะไม่เคยเป็นเรื่องที่เราสนใจ”

ก่อนหน้านี้เขาเป็นเด็กสถาปัตย์จุฬาฯ ผู้รู้จักแต่บัวไหว้พระ และไม่เคยรู้ว่าบัวมีสีอื่นนอกจากชมพู ขาว และแดง 

เขาเริ่มรู้จักเพิ่มขึ้นก็ตอนที่ได้พบกับพราว ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่คณะ

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวสายหรือบัวกินสาย ชื่อ ปภัสราทร

“พอดีตอนนั้นคิดอยากลองเลี้ยงไม้น้ำ ก็เลยนึกถึงบัวขึ้นมา พราวเลยพามาที่ปางอุบลเพื่อหาดอกบัวไปปลูก” 

เจ้าของปางอุบลในตอนนั้นคือพ่อของพราว หรือ ดร.เสริมลาภ วสุวัต นักเกษตรศาสตร์ผู้มีคุณูปการต่อวงการยางพาราของไทย กระทั่งได้รับเลือกเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำ พ.ศ. 2555 และผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณไม้ประเภทบัวคนแรกของประเทศ โดยก่อตั้งปางอุบลขึ้นใน พ.ศ. 2512 เพื่อให้เป็นสถานที่อนุรักษ์และศึกษาพันธุ์บัว 

“พอมาที่ปางอุบลก็ตกใจ ไม่เคยเห็นบัวหลากหลายขนาดนี้มาก่อน” เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หิวได้เห็นบัวหลวงไหว้พระขนาดสูงเกือบพ้นหัวคน บัวที่มีกลีบดอกหนาแข็งเหมือนหล่อจากเทียนไข และได้รู้ว่ามีบัวสายพันธุ์บานกลางคืน และสายพันธุ์ต่างประเทศด้วย

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
ถ่ายรูปกับบัวหลวงพระราชินีที่แหล่งดั้งเดิม ซึ่งปางอุบลยังปลูกอนุรักษ์ไว้

ความประทับใจครั้งนั้นก่อให้เกิดความใคร่สงสัยในเรื่องบัว เมื่อเริ่มศึกษาก็เริ่มเข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เริ่มสนิทสนม รู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรักพืชชนิดนี้เสียแล้ว 

เรามองเหล่าบัวนานาพันธุ์ที่รายล้อมอยู่รอบตัว สีสันและรูปร่างหลายดอกไม่เคยเห็นในภาพวาดหรือหนังสือเล่มไหนมาก่อน 

มีอะไรเกี่ยวกับบัวอีกมากที่ไม่รู้ และคำตอบอยู่ที่ปางอุบล

เดินชมบัว 

ในพื้นที่ของปางอุบลมีบ่อปลูกบัวหลายขนาด ตั้งแต่ที่เล็กและตื้นพอดีสำหรับการปลูกบัวจิ๋ว ไปจนกว้างและใหญ่พอดีสำหรับปลูกบัวขนาดใหญ่ เช่น บัวยักษ์ออสเตรเลียและบัวกระด้ง เหมือนเป็นการจำลองสภาพแวดล้อมลักษณะต่าง ๆ ไว้ในพื้นที่ 2 ไร่ 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

“เราตั้งใจให้ที่นี่เป็นสถานที่ทดลองปลูกเลี้ยง เราเลยขุดบ่อบัวให้มีระดับต่างกัน มีความลึกตั้งแต่ 60 เซนติเมตรจนถึงเกือบ 2 เมตร เพื่อจะได้รู้ว่าพันธุ์ไหนเติบโตดีในลักษณะสภาพแวดล้อมแบบไหน” 

เราเดินถึงบ่อบัวทุกบ่อได้โดยทางเท้า ซึ่งหิวและพราวงัดวิชาสถาปนิกมาออกแบบตามหลัก Universal Design 

“เราอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับทุกคน เลยออกแบบทางเดินให้ผู้สูงอายุที่ต้องนั่งวีลแชร์ใช้สะดวก เดินเท้าก็สบาย ถึงเข้าหน้าฝนก็ยังเดินชมบัวได้ปลอดภัย” 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ที่มาเยี่ยมปางอุบลเป็นหลัก แม้แต่อ่างล้างหน้าล้างมือ ก็กำหนดระดับให้ทั้งเด็กและคนนั่งรถเข็นที่มาปลูกบัวใช้ได้ทุกคน 

พราวบอกว่าการเปิดบ้านให้คนทั่วไปเข้ามาศึกษาเรื่องบัวเป็นความตั้งใจของคุณพ่อของเธอตั้งแต่ต้น เพราะ ดร.เสริมลาภ เป็นทั้งนักวิชาการและอาจารย์ผู้รักการสอน 

“คุณพ่อบอกว่าอยากให้คนเข้าใจเรื่องบัวจริง ๆ เพราะถ้าเข้าใจก็จะปลูกได้ดี พอปลูกได้ดีก็จะมีความสุข” ไม่ว่าจะมีต้นทุนความรู้เรื่องบัวมากน้อยแค่ไหน บ้านปางอุบลก็ยินดีต้อนรับ 

สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องบัวเลย ทั้งสองจะเริ่มจากการอธิบายให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า Waterlily กับ Lotus หรือ อุบลชาติกับปทุมชาติก่อน 

บัวที่ก้านอ่อนและใบอยู่ปริ่มน้ำ คือ Waterlily หรือที่คนไทยเรียก อุบลชาติ 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

ส่วนบัวที่ก้านแข็งและใบชูเหนือน้ำ คือ Lotus หรือที่คนไทยเรียก ปทุมชาติ

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

หลังจากที่เข้าใจหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็ไม่สามารถมองบัวโดยไม่แยกแยะว่าเป็นอุบลชาติหรือ ปทุมชาติได้อีกเลย

ทั้งคู่ย้ำว่า หัวใจสำคัญของการให้ความรู้และคำปรึกษาของที่นี่คือการใช้ศัพท์ชาวบ้านที่ใครฟังก็เข้าใจ เพื่อตอบปัญหาคลาสสิกซึ่งผู้หัดเลี้ยงบัวมักจะเจอ 

บัวไม่ออกดอกเลย ทำไงดี!

บัวส่วนใหญ่ต้องการแดดค่อนข้างมาก มีบางพันธุ์เท่านั้นที่ปลูกในที่รำไรได้ เพราะฉะนั้น ท่องไว้ ไม่มีแดด ไม่มีดอก” หิวแนะนำ ถ้าเมื่อไหร่ปลูกบัวในที่ร่ม จะได้บัวต่างประเทศทันที คือ ‘บัว ดู ใบ’ เพราะจะมีแต่ใบให้ดู

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน ชื่อ สโมคกรีน

อีกคำถามที่เจอบ่อย คือ ‘ต้องให้ปุ๋ยบ่อยแค่ไหน’

เขาบอกว่าวิธีจำกันลืม คือ “วันไหนหวยออก วันนั้นให้ปุ๋ย” ให้จำอย่างนี้จะลืมลงได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการให้คำแนะนำพื้นฐานอย่างคร่าวเท่านั้น จริง ๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้บัวไม่งามเป็นไปได้หลายปัจจัย เพราะฉะนั้น ‘การรับฟัง’ ปัญหาของผู้ปลูกบัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด 

“บางกรณี เราแนะนำให้เขาทำทุกวิถีทางแล้วบัวก็ยังไม่งาม เขาก็กลุ้มใจเพราะตัวเองก็ดูแลด้วยความใส่ใจทุกวัน สุดท้ายเขาพูดขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจว่า ยกบัวขึ้นมาเพื่อขัดตะไคร่ที่บ่อเป็นประจำเพราะกลัวตะไคร่จับ นั่นแหละที่ทำให้บัวตกใจ เราถึงได้รู้สาเหตุว่าทำไมบัวไม่งาม”

เพราะฉะนั้น ใครกำลังกังวลใจเกี่ยวกับบัวที่บ้าน สามารถต่อสายตรงมาที่ปางอุบล หรือจะมาปรึกษาด้วยตนเองก็ได้เหมือนกัน มาดามดูบัวและลุงบัวพร้อมตอบแต่ละคำถามจนกว่าผู้เลี้ยงจะสบายใจ

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

การเรียนของที่นี่ไม่ใช่แค่ผู้มาศึกษาที่ได้รู้เพิ่ม แต่ผู้สอนก็มักจะได้วิธีการคิดแบบใหม่จากผู้มาเรียนเช่นกัน 

“มีอยู่วันหนึ่ง เด็ก ๆ มาเรียนรู้” หิวเล่าถึงเหตุการณ์น่าจดจำระหว่างเขาและนักศึกษารุ่นจิ๋ว “ก็เริ่มด้วยการอธิบายวิธีแยกบัวบานกลางวันกับบัวบานกลางคืนเพียงแค่ดูที่ใบให้ฟัง”

 “บัวบานกลางคืน ขอบใบเป็นจักรแหลม เว้าห่างค่อนข้างเท่ากันนะ” หิวชี้ให้เด็ก ๆ สังเกต 

“หนูรู้แล้ว!” เด็กคนหนึ่งยกมือ “ลุงเอากรรไกรตัดเล็บมาตัดขอบบัวใช่มั้ย ขอบถึงเว้าเป็นจักรแบบนี้”

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บัวบานกลางคืนคือบัวที่ใบโดนกรรไกรตัดเล็บเล็ม กลายเป็นวิธีการจำแนกสายพันธุ์บัวแบบใหม่ของปางอุบล

“เวลาแขกไปใครมาเราก็สนุกไปด้วย” การได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันกับผู้มาศึกษาเป็นความสุขอย่างหนึ่งของพราว 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวบา ดอกขาว แม้เป็นคนละตระกูลกับบัว แต่เมื่อเรียกชื่อว่าบัว ปางอุบลก็นำมาปลูกเลี้ยงไว้

นั่งมองบัว 

Sanctuary (n.) = สถานที่คุ้มภัย, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

‘Sanctuary’ เป็นคำที่ผุดขึ้นมาในหัวหลังจากเดินชมปางอุบลในตอนเช้า เพราะที่นี่ดูแลรักษาเหล่าอุบลชาติและปทุมชาติด้วยความเชี่ยวชาญและเอาใจใส่ ที่สำคัญ ปางอุบลไม่ได้ใช้กลยุทธ์เดียวในการอนุรักษ์พันธุ์บัว พวกเขาทั้งวิจัย เพาะพันธุ์ ให้ความรู้ และเน้นสร้างความผูกพันระหว่างคนกับบัวผ่านกิจกรรมสบาย ๆ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งสองเพิ่งจะจัดกิจกรรม ‘ชมบัว วาดบัว ชิมบัว’ เชิญชวนคนมาวาดสีน้ำที่ปางอุบล

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวฝรั่งสัญชาติไทย ชื่อ สยามพีช

แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามาพอให้เหล่าผู้เข้าร่วมกิจกรรม เห็นสีบนกระดาษของตัวเองไม่ผิดเพี้ยน แต่ละคนกระจายตัวกันนั่งตามมุมต่าง ๆ ของปางอุบล แล้วลงมือร่างบัวที่อยู่ตรงหน้าตามที่ตาเห็น ชาบัวสดอุ่น ๆ ที่มาดามดูบัวและลุงบัวชงให้จิบระหว่างการวาดรูป ทำให้ได้สัมผัสความสวยงามของบัวจากไอหอมซึ่งระเหยจากถ้วยชา

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวฝรั่งลูกผสม อยู่ระหว่างคัดเลือก

เมื่อวาดเสร็จ ต่างคนต่างนำภาพวาดของตัวเองมาแลกเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้และเป็นแรงบันดาลใจของกันและกัน รูปที่สมบูรณ์คือผลลัพธุ์ของการใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่ 9.00 – 12.30 น. ของวันหยุด อยู่กับกระดาษ บัว และตัวเอง 

นอกจากจะเป็นสถานที่คุ้มภัยของเหล่าบัวแล้ว ดูเหมือนว่าปางอุบลจะเป็นสถานที่พักเหนื่อยจากการใช้ชีวิตปกติให้คนด้วยเช่นกัน 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน ชื่อ ศรีสมบูรณ์

หายใจเป็นบัว 

นอกเหนือจากการแบ่งปันความรู้เรื่องบัวภายในพื้นที่ปางอุบล ทั้งคู่ยังกลั่นกรองประสบการณ์การศึกษาบัวเป็นสิบ ๆ ปีออกมาเป็นหนังสือเล่มล่าสุด ชื่อ ‘บัวสัญชาติไทยในปางอุบล’ ซึ่งเป็นหนังสือ 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) เกี่ยวกับบัวเล่มแรกที่เขียนโดยคนไทย มีภาพประกอบและความรู้เกี่ยวกับบัวละเอียดยิบถึงชื่อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ด้วยความที่อยากให้บัวไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ 

ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีการติดต่อจากเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อเมริกา และประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการนำบัวพันธุ์แท้จากปางอุบลไปศึกษาและเพาะพันธุ์อยู่เสมอ

ครั้งหนึ่ง ไม่กี่วันหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการเดินทางระหว่างประเทศ มีคนสิงคโปร์ติดต่อเข้ามาขอดูบัว หิวพบทีหลังว่า “เป็นคนดูแลสวนพฤษกศาสตร์ของสิงคโปร์ มาขอซื้อบัวไปปลูกที่นั่น” 

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
บัวยักษ์ออสเตรเลีย ข้ามสกุลย่อย (ISG) ชื่อ เอส.กาย

การที่ชาวต่างชาติเริ่มหันมาสนใจบัวไทย ถือเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ แต่คงจะชื่นใจยิ่งกว่าถ้าหากคนไทยเห็นคุณค่าบัวของตัวเอง 

“คนชอบเอาบัวต่างถิ่นมาปลูกเพราะเห็นว่าบัวพื้นถิ่นไม่สวย” นี่เป็นประเด็นซึ่งนักอนุรักษ์ทั้งสองกังวลใจ ทั้งหิวและพราวจึงตื่นเต้นมากเมื่อเริ่มเห็นว่ามุมมองเช่นนี้กำลังจะเปลี่ยนไป 

“เราดีใจมากเลยตอนที่มีกลุ่มเยาวชนเชิญเราสองคนไปให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการดูแลบัวหลวงพระราชินี ซึ่งเป็นบัวพันธุ์พื้นถิ่นของบึงหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เพราะทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาให้ความสนใจการอนุรักษ์พันธุ์บัวท้องถิ่นแล้ว”

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
บัวสายหรือบัวกินสาย ชื่อ ทับทิมธารา

บัวผูกพันกับคนไทยมายาวนาน ซึ่งความผูกพันดังกล่าวมีหลักฐานให้เห็นตั้งแต่สมัยสุโขทัย “ในไตรภูมิพระร่วง หรือวรรณคดีไทย มีการเปรียบเปรยถึงดอกบัวเสมอ” หิวหยิบยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพ

แต่ถึงปลดความสลักสำคัญทางประวัติศาสตร์ของบัวออก แล้วมองว่าเป็นไม้น้ำธรรมดาชนิดหนึ่ง พราวและหิวก็ยังเห็นว่าจะต้องอนุรักษ์ เพราะตอนนี้บัวเป็นส่วนสำคัญของชีวิต ถึงขั้นที่ทั้งคู่ยอมรับเองว่า “หายใจเป็นบัว” 

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
บัวผัน-เผื่อน ชื่อ นางกวักขาว

เวลาตื่นก็ตื่นตามเวลาบัว ทำกับข้าวก็พยายามสรรหาวิธีนำบัวมาใช้เป็นวัตถุดิบ ไปเที่ยวก็คิดห่วงบัว เรียกได้ว่า บัวคือลูก ๆ ของบ้านปางอุบลนั่นเอง 

เพราะผูกพันขนาดนี้ พวกเขาจึงคิดภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร หากวันหนึ่งประเทศไทยไม่มีบัว 

“คงหงอย ๆ เหมือนกันนะ” หิว ผู้ครั้งหนึ่งไม่เคยมีบัวในชีวิตสารภาพ เขานิ่งคิดสักครู่ก่อนจะพูดว่า

“เอาเป็นว่า ถ้าบัวหายไปจากโลกก็มาที่ปางอุบล เราจะยังคงรักษาเอาไว้อยู่” 

18.00 น. บัวกระด้งบาน 

 “วันนี้ตอนประมาณ 18.00 น. จะมีดอกบัวกระด้งบาน 1 ดอก” หิวก้มมองนาฬิกา “ถ้าต้องการดมกลิ่นอยู่ต่อถึง 6 โมงเย็นได้นะ” เขาเชิญชวนเหมือนพูดเล่น แต่ดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว พร้อมจะนั่งเป็นเพื่อนคุยจริง ๆ ถ้าเราตกลงอยู่ต่อถึงเย็น 

การที่รู้ว่าดอกไหนจากจำนวนนับไม่ถ้วนบานกี่โมง ทำให้เห็นว่าเวลาชีวิตของทั้งสองหมุนตามเวลาของดอกบัว

 เรานัดพบและบอกลาด้วยชั่วโมงบัวบาน 

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
ในบ่อปลูกที่มีทั้งบัวกระด้งและบัวสายอยู่ร่วมกัน

ไม่จำเป็นต้องมาในฐานะนักอนุรักษ์หรือนักศึกษา แค่มาเดินชมบัว นั่งมองบัว หรือมาเป็นเพื่อนสนทนาที่ปางอุบล ก็ถือเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวันของมาดามดูบัวและลุงบัวแล้ว 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

ปางอุบล

ที่ตั้ง : ปางอุบล 25 ซอยติวานนท์ 46 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 0 2952 4243, 09 1295 6545

วัน-เวลาทำการ : วันอังคาร-อาทิตย์ 09.00 – 15.00 น.

Facebook : https://www.facebook.com/Pangubon1969

Website : http://thaiwaterlily.com/

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load