สปา (น.) บริการบำรุงสุขภาพ

สปา (น.) เวลาว่างในการพักผ่อน

สปา (น.) “Happy and healthy, that’s all what I want”

‘ความสุข’ และ ‘สุขภาพดี’ คือ 2 สิ่งที่ คุมิ ยูกิ เจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นอยากให้ทุกคนที่มาเยือน SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองเพื่อสุขภาพและสปาเอนไซม์รำข้าวได้รับกลับไป

เธอใช้ชีวิตอยู่ในไทยนานกว่าประเทศบ้านเกิด เริ่มตั้งแต่การเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่อายุ 20 กว่า มาตั้งร้านอาหารที่สุขุมวิทนานถึง 18 ปี กระทั่งค้นพบความดีงามของ ‘สปาเอนไซม์รำข้าว’ (Rice Bran Enzyme Bath) ด้วยความบังเอิญที่เมืองมิกิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้ความร้อนในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและทำให้เลือดลมไหลเวียนดี โดยทั้งหมดเกิดจากความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งเตา ไม่ต้องพึ่งระบบไฟฟ้า เพราะการหมักรำข้าวด้วยจุลินทรีย์ทำให้รำข้าวมีอุณหภูมิสูงขึ้นอยู่ที่ 54 – 64 องศาเซลเซียส เรียกว่าเป็น ‘ไมโครเวฟธรรมชาติ’

นอกจากนี้ ความตั้งใจของคุมิยังส่งต่อผ่านคาเฟ่อาหารหมักดองหลากเมนูที่ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกและภายใน และตลาดเช้าวันเสาร์ที่ตั้งใจเปิดพื้นที่ของร้านให้เพื่อนรอบรั้วมาขายของหารายได้ฟรี โดยไม่ต้องจ่ายค่าที่สักบาท! 

ต่อจากนี้คือเรื่องราวของกิจการที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในทุกขั้นตอน จนถึงผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายคือ สุขภาพดี

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ไมโครเวฟธรรมชาติ

เรามาถึงหน้าร้าน SALA BRAN ในวันธรรมดาที่การจราจรวุ่นวายเหมือนเคย บริเวณทางเข้ามีรูปวงรีคล้ายเมล็ดข้าววาดเอาไว้เหนือชื่อร้าน อันเป็นเอกลักษณ์และเหตุผลที่ทุกคนมาเยือน

ในบ้านหลังเล็กขนาด 2 ชั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศสุขสงบและอบอุ่นกว่าที่ใครหลายคนคาด คุมิเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมอาหารหมักดองจานหลักและเครื่องดื่มข้าวหมักทำเองปราศจากแอลกอฮอล์ ทั้งหมดคือผลลัพธ์ที่ต่อยอดจากประสบการณ์ร้านอาหาร Brown Eyes ซึ่งปิดตัวไปเมื่อ พ.ศ. 2560 หลังเปิดมาเกือบ 20 ปี แต่ก่อนจะคุยกันเรื่องชวนท้องร้อง เราถามเธอถึงสิ่งที่จะได้จากไฮไลต์สำคัญอย่างการอบสปาเอนไซม์รำข้าว

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

“พวกเราอยากสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีให้ร่างกาย การอบเอนไซม์รำข้าวหมักคือการทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและกระตุ้นจุลินทรีย์ดี ๆ ในร่างกายให้ทำงานอย่างเต็มที่ เพิ่มประสิทธิภาพระบบไหลเวียนโลหิต และทำให้ผิวนุ่ม สุขภาพดี ดูอ่อนกว่าวัย แน่นอนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ” 

คุมิอธิบายสรรพคุณด้วยความภาคภูมิใจ เธอเองก็ดูอ่อนเยาว์และแข็งแรงเกินกว่าจะเชื่อว่าอายุเลย 60 มาแล้ว

ความร้อนในกระบวนการหมักตามวิถีธรรมชาติเป็นผลมาจากการเสียดสีกันของจุลินทรีย์ตัวจิ๋วนับ 100 ล้านล้านตัว ซึ่งถูกกระตุ้นโดยเอนไซม์ระหว่างการหมักรำข้าวกับจุลินทรีย์ภายในบ่อ เมื่อคนลงไปแช่และนำรำข้าวหมักมากลบ จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั้งภายในและภายนอก 

กรรมวิธีดังกล่าวต่างจากการแช่น้ำพุร้อนหรือการอบซาวน่า ที่พลังงานความร้อนจากภายนอกไหลเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้ของเสียที่สะสมขับออกมาผ่านหยาดเหงื่อ แต่สปาอบเอนไซม์รำข้าวจะมีพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจากภายในเพิ่มขึ้นมา ของเสียในร่ายกายจึงจะขับออกมาได้มากกว่า

“เรามีชุดให้เปลี่ยนสำหรับทุกคน เมื่อลงไปแช่ในบ่อ จะมีเพียงส่วนศีรษะเท่านั้นที่โผล่ออกมา ส่วนอื่นของร่างกายจะถูกกลบโดยรำข้าวหมักทั้งหมด แต่คุณขยับตัวได้ ยกมือได้ถ้าหากรู้สึกร้อน ลูกค้าแต่ละคนมีสภาพร่างกายไม่เหมือนกัน คุณไม่จำเป็นต้องทน จะมีพนักงานแนะนำและดูแลตลอด เราอยากให้ทุกรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า

“หลังจากนั่งอยู่ในนั้นประมาณ 15 – 20 นาที เลือดลมของคุณจะไหลเวียนดีมาก หากลุกเร็วเกินไปอาจเกิดอาการหน้ามืด สิ่งที่ควรทำคือค่อย ๆ ลุกไปอาบน้ำ ออกไปนั่งจิบคอมบูฉะที่ทางเราเตรียมให้เป็นบริการหลังอบเอนไซม์เสร็จ คุณจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่น”

ฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงช่วงเวลาแสนสุขที่เรากำลังจะได้สัมผัสในไม่ช้า ดีเหลือเกินที่มีสปาต้นตำรับจากเมืองมิกิ จังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น มาตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจให้ชาวสุขุมวิทได้ผ่อนคลาย

แม้จะมีประวัติมานานพอสมควรในประเทศญี่ปุ่น แต่ปัจจุบัน ศาสตร์แห่งสปาอบเอนไซม์รำข้าวกลับเพิ่งเริ่มฮิตในแดนอาทิตย์อุทัย และยังถือว่าใหม่สำหรับประเทศไทย โดยคุมิและสามีได้ค้นพบสปารูปแบบนี้โดยบังเอิญ 

“สามีของฉันทำนิตยสารท่องเที่ยว Daco Magazine มีทั้งฉบับไทยและญี่ปุ่น เขาเจอสถานที่หนึ่งในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น เราขับรถไปตามหาออนเซ็นเพื่อสุขภาพ แต่พอไปถึงมันไม่ใช่อย่างที่คิด เราไม่เจออ่างอาบน้ำ สิ่งที่เราเห็นคือรำข้าวหมักกองเป็นภูเขา (หัวเราะ) ว้าว! นี่มันอะไรกัน ไม่มีน้ำสักหยด แต่กลับทำให้เรารู้สึกดีมาก” คุมิเล่า

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
Daco Magazine ที่หยิบอ่านได้จากชั้นหนังสือของคาเฟ่

ทามาดะ ทาเคอุชิ คือเจ้าของสูตรการหมักรำข้าวที่ทำให้สองสามีภรรยาประทับใจจนพวกเขาอยากส่งต่อสิ่งดี ๆ แก่คนรอบตัว พวกเขาขอสูตรเพื่อมาเปิดเป็นธุรกิจที่ประเทศไทย โดยเลือกเป้าหมายในการทดลองกิจการเป็นจังหวัดเชียงราย

“การเปิดร้านที่ไทยมีความท้าทายหลายเรื่อง ทั้งการปรับตัวและสภาพอากาศที่แตกต่างจากเมืองมิกิ ไม่แน่ใจเลยว่าจะเปิดในประเทศไทยได้ไหม เราจึงเริ่มจากเชียงรายภายใต้ชื่อ Baan Pasarn เพื่อทดลองแนวโน้มธุรกิจเมื่อประมาณ 7 – 8 ปีก่อน พอทุกอย่างไปได้ดี เราก็เปิดเพิ่มที่กรุงเทพฯ เป็นสาขาสอง”

เราทราบมาว่า ธุรกิจในภาคเหนือช่วงแรกไม่ได้ราบรื่นนัก กระทั่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาช่วยทำโปรโมชันจนนักท่องเที่ยวเริ่มแวะเวียนมา นอกจากนี้ เรายังทำการบ้านมาพอสมควรจนทราบว่า กำลังจะมี SALA BRAN สาขาที่ 3 ในจังหวัดนครราชสีมา

“เจ้าของเป็นลูกค้าประจำของเราเอง มาเกือบทุกอาทิตย์ช่วงสุดสัปดาห์ เขาชอบอบสปาเอนไซม์รำข้าวเพราะสุขภาพดีขึ้นจากโรคภูมิแพ้ ก็เลยไปเปิดสาขาที่โคราชพร้อมภรรยาชาวไทย ที่นั่นมีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่เยอะ พวกเขาจะเปิดให้บริการในปีหน้า” เราขอแสดงความยินดีกับหลานย่าโมที่จะได้ลองของดีต้นตำรับจากญี่ปุ่น

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
ทามาดะ ทาเคอุชิ ที่สปาเอนไซม์รำข้าวจังหวัดเชียงราย เขาอธิบายว่า บ่อต้องลึกอย่างน้อย 80 ซม. และรำข้าวต้องถูกหมักเป็นเวลานาน จึงทำให้มีสีดำคล้ำ
ภาพ : salabran.com 

คาเฟ่สุขภาพแห่งศาลารำข้าว

“BRAN หมายถึง รำข้าว ส่วน SALA (ศาลา) เป็นคำในภาษาไทย หมายถึง สถานที่ที่รวมผู้คนเข้ามาอยู่ด้วยกัน”

เจ้าของร้านเล่าให้ฟังเป็นภาษาอังกฤษ บางครั้งเธอก็พูดภาษาไทยกับเราอย่างคล่องแคล่วและชัดเจน

ระหว่างการพูดคุย เครื่องดื่มถูกยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะ 2 แก้ว นั่นคือเมนู ‘ข้าวหมัก’ หรือ ‘อามาซาเกะ’ ไร้แอลกอฮอล์ ชนิดที่เด็กดื่มได้ ผู้ใหญ่ดื่มดี และ ‘Banana Smoothie’ เราจิบกันไปก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมและรสหวานถูกปาก

“ข้าวหมักนี้มาจากข้าวญี่ปุ่น เราเอาข้าวแช่น้ำแล้วนึ่งเหมือนข้าวเหนียว หมักไว้ 2 คืนจะกลายเป็นสีขาว ๆ แล้วค่อยเอามาทำอามาซาเกะ และใช้ต่อยอดทำซุปมิโซะ ชิโอะโคจิ หรือโชยุโคจิ ที่เอาไปประกอบอาหารได้ เราใช้โคจิหรือกล้าเชื้อสำหรับผลิตอาหารหมักเอง”

กรรมวิธีดังกล่าวไม่ใช่แค่หมักไว้โดยไม่ดูแล แต่ต้องควบคุมจนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสม หลังได้ออกมาเป็นอามาซาเกะจะมีรสหวานโดยไม่มีน้ำตาล คุมิบอกเราว่า ภายใต้หลังคาของศาลารำข้าว ไม่ได้มีเพียงกิจการสปาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเธอยังมีนิสัยรักการกินเพื่อสุขภาพมาเป็นเวลานาน จึงตั้งใจถ่ายทอดประโยชน์ของกระบวนการหมักดองอาหารให้คนรอบตัว

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

เมื่อพูดถึงอาหารหมักดอง หลายคนอาจนึกถึงของกินกลิ่นฉุน รสเปรี้ยวนำ แต่สำหรับคาเฟ่ SALA BRAN แห่งนี้ เมนูอันหลากหลายมาพร้อมรสชาติที่กลมกล่อมดีต่อใจและสุขภาพ

ถัดมาไม่กี่นาที เมนูจานหลัก Grilled Chicken with Miso Potato Sauce หรือไก่ย่างซอสมะเขือเทศผสมมิโสะ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟร้อน ๆ เนื้อไก่ผ่านการหมักกับอามาซาเกะจนทลายความแข็งกระด้าง ทำให้กัดได้ไม่ยาก สัมผัสความนิ่มได้ตั้งแต่เอาส้อมจิ้ม และซอสมะเขือเทศผสมมิโสะดองก็ซึมเข้าเนื้ออย่างสมบูรณ์ 

ส่วนประกอบอื่น ๆ ยังคงคอนเซ็ปต์อาหารหมักดองไว้ ไม่ว่าจะเป็นถั่วฝักยาวราดด้วยครีมชีสที่มีส่วนผสมของมิโสะทำมือ น้ำสลัดจากอามาซาเกะ ทานคู่กับข้าวกล้องญี่ปุ่นและผักทอดคู่กัน

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

คุมิเผยที่มาของวัตถุดิบให้เราฟังว่า ผักที่ใช้ประกอบอาหารทั้งหมดเป็นการสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านของเพื่อน คนรู้จัก หรือชาวบ้าน ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่รำข้าวที่นำมาทำสปา เธออุดหนุนจากชุมชนชาวไทยในเชียงราย มะเขือเทศจากไร่ของคนรู้จัก ข้าวกล้องและลูกเดือยเป็นพันธุ์ญี่ปุ่นที่ผลิตและปลูกในไทย ส่วนมิโซะและของหมักดองทำเองก็มีอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่หน้าประตูทางเข้า

เธอเสริมอีกว่า ผัก วัตถุดิบต่าง ๆ และสินค้าหลากหลายยังมีขายในเช้าวันเสาร์ เวลา 8.30 – 10.30 น. ซึ่งเธอเปลี่ยนพื้นที่ภายในร้านเป็นตลาดเช้าที่ไม่เก็บค่าที่หรือค่าแผง เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านรอบรั้ว ทั้งชาวไทยและต่างชาติมาซื้อขายกันได้ภายใน 2 ชั่วโมง เช่นเดียวกับเสื้อผ้าบนราวแขวนและเครื่องประดับแฮนด์เมด ล้วนเป็นของที่เธอช่วยกระจายรายได้โดยไม่คิดเงิน

“เราให้พื้นที่เพื่อคนจะได้รวมตัวกันและจับจ่ายของดี ผักปลอดสารพิษ ไข่ ไก่ ข้าว งานแฮนด์เมด ต่างหูพู่ กําไลหินธรรมชาติ พวงกุญแจ แน่นอนว่ารายได้จากตลาดจะเข้าทุกคนที่มาขาย ซึ่งไม่ใช่เรา” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงเบิกบาน นั่นคือความเอื้อเฟื้อที่อยากช่วยผู้คนจากใจจริง

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
ภาพ : salabran.com 

กลับมาที่จานอาหารบนโต๊ะ ของหวานขึ้นชื่อถูกยกมาวาง ‘ชีสเค้กหน้าไหม้’ มีส่วนผสมของมิโสะ เสริมความหวานจากอามาสาเกเช่นเคย รสชาติเข้มข้นอร่อยไม่ต่างจากเค้กก้อนที่มีส่วนผสมของน้ำตาล แต่ได้ความเฮลท์ตี้สูงกว่า

“เมนูภายในร้านล้วนทำมาจากส่วนผสมของอาหารหมักดองโดยมีกล้าเชื้อเป็นโคจิ อาหารที่ผ่านการหมักดองมาแล้วจะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ง่ายขึ้น ยิ่งรับประทานหลังจากผ่านการถูกกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ภายในร่างกายมาก่อนยิ่งเหมาะ” เธอกล่าวปิดท้าย และพนักงานก็พาเราไปยังสปาเอนไซม์รำข้าวเพื่อให้ทดลองด้วยตัวเอง

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ของดีที่ SALA BRAN ยืนยันว่าดี

เราเดินออกนอกร้าน ผ่านต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ กระท่อมหลังน้อยที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นร้านของคนรู้จักที่มาขอเช่าพื้นที่ ส่วนด้านข้างคาเฟ่เป็นอาคารชั้นเดียวที่ตกแต่งด้วยกระจกใส มองเห็นด้านในเป็นโต๊ะทำงานของคุมิ ชั้นวางผลิตภัณฑ์แบรนด์ SALA BRAN และโซนนั่งเล่นพักผ่อนสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ก่อนลงบ่อจะมีพนักงานอธิบายขั้นตอนทั้งหมดให้ฟัง จากนั้นจึงเข้าห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ผู้ชายจะเป็นกางเกงขาสั้น ส่วนผู้หญิงมีชุดให้เลือก 2 แบบ คือบิกินี่และผ้าถุง แต่ทางร้านแนะนำว่า ยิ่งเผยร่างกายให้สัมผัสกับรำข้าวมากเท่าไร ประสิทธิภาพการอบจะมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเราเลือกได้ตามความต้องการ

ประตูบานเลื่อนเปิดออก เราสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิห้องที่สูงกว่าปกติ และกลิ่นหอมหวานที่โชยมาเตะจมูก บ่อรำข้าวหมักสีน้ำตาลเข้มขนาดยาวประมาณ 8 เมตร คือสิ่งที่เราเห็นเป็นอย่างแรก ด้านในมีรอยขุดที่พนักงานเตรียมไว้ให้ลงไปนอน

ตลอดเวลาที่เราทำสปา มีเพียงใบหน้าครึ่งล่างที่สัมผัสอากาศ เพราะครึ่งบนมีผ้าขาวบางปิดเอาไว้ให้รู้สึกสงบ พนักงานจะคอยนั่งอยู่ในห้องเพื่อแจ้งเวลาทุก 5 นาที และคอยบริการอื่น ๆ ตลอดกระบวนการ จังหวะหนึ่งเราสัมผัสได้ถึงมือที่นำผ้ามาซับเหงื่อบนใบหน้าให้

ไม่ต้องห่วงว่าบ่อแห่งนี้จะไม่ถูกสุขอนามัย เพราะความร้อนอุณหภูมิกว่า 60 องศาเซลเซียสที่แผ่ซ่านตลอดเวลาจะช่วยฆ่าและย่อยสลายเชื้อโรค นอกจากนี้ ทางร้านยังใส่รำข้าวหมักใหม่ทุก 2 – 3 วัน เพื่อประสิทธิภาพของสปา ส่วนรำข้าวที่ใช้แล้วจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยต่อ

เวลา 20 นาทีคือช่วงที่เหมาะสมสำหรับคนส่วนใหญ่ ร่างกายจะปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศความสงบที่มีเสียงกระดิ่งญี่ปุ่นคลอ ทำให้เกิดความผ่อนคลายเหมือนนอนบนเตียงที่บ้าน 

เมื่อเสร็จกิจกรรม ลองสังเกตว่า บนผิวของเรามีรำข้าวติดอยู่หรือไม่ เพราะตำแหน่งที่มีรำข้าวบ่งบอกว่า มีเหงื่อที่ขับของเสียออกมาจากร่างกายได้ตามปกติ ในทางตรงข้าม หากตำแหน่งนั้นเหงื่อไม่ไหลออกมาและรำข้าวไม่ติด หมายความว่าร่างกายตรงส่วนนั้นอาจมีปัญหา

สบายใจ เรามีรำข้าวติดเต็มตัว เห็นแบบนั้นก็เดินเข้าไปอาบน้ำในห้องที่ออกแบบมาให้เดินทะลุได้ทันที

“หลังอาบน้ำร่างกายยังรู้สึกได้ถึงความอุ่นใต้ผิว แต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว ผิวพรรณก็เรียบเนียนเหมือนเพิ่งได้ขัดผิว หน้าตาดูสดใสขึ้น ถ้าใครรู้สึกผิวแห้ง มีสกินแคร์เตรียมไว้ให้หน้ากระจก ใช้ได้เลย เมคอัพไม่มีก็สวยแบบ Natural Look กลับบ้านได้” 

เราเดินออกมาอธิบายให้ทีมงานที่นั่งรออยู่ด้านนอกฟัง คุมิยิ้มรับ เพราะเธอสัมผัสถึงสิ่งที่เรากำลังบอกมาตลอด หากไม่มีลูกค้า เธอเองจะเป็นคนที่เข้าใช้บริการสปาแห่งนี้

อีกหนึ่งบริการของสปาคือเครื่องดื่มคอมบูฉะที่จัดเตรียมไว้ให้หลังอาบน้ำ หากใครชื่นชอบสินค้าคุณภาพที่ได้ทดลองไปก็ช้อปต่อได้ ผลิตภัณฑ์เสริมความงามของ SALA BRAN ล้วนมีส่วนผสมของรำข้าวหมักและปราศจากสารปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นสบู่ก้อน โทนเนอร์ ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น เซรัม สครับผิว หรือแม้แต่เอนไซม์รำข้าวแห้งบดผงสำหรับใช้แช่เท้าอยู่บ้าน ส่วนของกินก็มีตั้งแต่ชาไปจนถึงโคจิ มิโซะ และอามาซาเกะทำเองจำหน่าย หรือคุณอยากลอง ‘ส้มตำ’ ฝีมือคุมิก็ได้ เพราะเธอคือแม่บ้านชาวญี่ปุ่นที่ตำส้มตำเป็น แถมบางครั้งก็ตำแทนพนักงานด้วย!

“ฉันยังมีทั้งเพื่อนและครอบครัวพร้อมหน้า แต่เพื่อนวัยเดียวกันหลายคนเจอปัญหาเรื่องสุขภาพ ทั้งป่วยและเสียชีวิต ดังนั้นมันเป็นเรื่องดีแน่นอน ถ้าเราช่วยเหลือคนอื่นไปด้วย นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุข”

จากความใส่ใจสุขภาพส่วนตัว สู่การมอบความใส่ใจให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร สปา หรือแม้กระทั่งการเปิดพื้นที่ให้เพื่อนบ้านเข้ามาจับจองทำธุรกิจเล็ก ๆ คุมิส่งเรากลับไปทานอาหารเพื่อสุขภาพจนหมดจาน เพราะการรับประทานอาหารหมักดองหลังจุลินทรีย์ในร่างกายถูกกระตุ้นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

หากใครกำลังมองหาสปาครบวงจรที่ดูแลตั้งแต่ร่างกายภายนอกจนถึงสภาพจิตใจภายใน สปาของคุมิคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ทำให้คุณอิ่มเอมใจเช่นเดียวกับเราในครั้งนี้

“อย่างที่เคยบอกไป 2 สิ่งที่อยากให้ทุกคนได้จากบริการของเรา คือความสุขและสุขภาพแข็งแรง การป้องกันเป็นสิ่งที่ควรทำและเราทำได้ก่อนจะป่วยจริง มันไม่สายเกินไปและไม่ยากเลย”

SALA BRAN 

ที่ตั้ง : 38 เอกมัย 10 แยก 2 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เปิดบริการวันอังคาร-พฤหัสบดี, วันเสาร์ เวลา 09.00 – 20.30 น. และ วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 18.30 น. (ปิดทุกวันจันทร์และวันศุกร์)

โทรศัพท์ : 0 2044 3769
เว็บไซต์ : www.salabran.com 

Facebook: salabranbkk

Writers

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

แม้ไม่ใช่คอกาแฟ ฉันเชื่อว่าคุณน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘อาข่า อ่ามา’ แบรนด์กาแฟเพื่อสังคมที่ก่อตั้งโดย ‘ลี-อายุ จือปา’ หนุ่มชาวอาข่า เพื่อขายกาแฟคุณภาพระดับโลกให้ผู้บริโภค และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอาข่าผู้ผลิตในเวลาเดียวกัน

หลังถือกำเนิดและเติบโตมาหลายปี อาข่า อ่ามาได้ฤกษ์เปิด Akha Ama Living Factory บนพื้นที่ขนาด 5 ไร่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่ถือเป็น ‘บ้าน’ หลังแรกที่เป็นของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเช่าพื้นที่ใครอื่น

Akha Ama Living Factory

โรงคั่วและร้านกาแฟ-นี่คงเป็นนิยามง่ายที่สุดของสถานที่นี้

แต่หลังฟังลีและทีมสถาปนิก ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ผู้อยู่เบื้องหลังเล่าวิธีคิด ฉันก็รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่โรงคั่วหรือคาเฟ่ทั่วไป

“เราอยากมีบ้านของตัวเอง” ลีเริ่มต้นเล่าจุดกำเนิด และบอกว่าเห็นภาพบ้านหลังนี้ในฐานะพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวกาแฟเพื่อสังคมที่ชื่อ อาข่า อ่ามา ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

สิ่งที่ลีอยากเล่าคือ องค์ความรู้เรื่องกาแฟ กระบวนการทำที่บ่งบอกว่าอาข่า อ่ามา ไม่ใช่แค่กาแฟที่ซื้อมาขายไป แต่ใส่ใจทุกขั้นตอนผลิต ความเป็นท้องถิ่นซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กาแฟทุกเมล็ดเสมอมา และเรื่องของกิจการเพื่อสังคมซึ่งถือเป็นแก่นสำคัญของแบรนด์

ลึกซึ้งกว่านั้น ลีอยากให้ Akha Ama Living Factory สะท้อนความเชื่อของอาข่า อ่ามา เรื่อง `การอยู่ร่วมกัน’ ไม่ว่าจะเป็นวิถีเกษตรของชาวอาข่าที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียวและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่า หรือแม้แต่วิถีชีวิตคนเมืองที่ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เกี่ยวพันกับสิ่งอื่นรายรอบอย่างสังคมและสิ่งแวดล้อม

Akha Ama Living Factory

อย่างไรก็ตาม ลีเองก็รู้ตัวว่าเขาไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในใจเป็นรูปธรรมเองได้ เจ้าของแบรนด์กาแฟชาวอาข่าจึงเสาะหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ที่ทำงานออกแบบและวางผังพื้นที่โดยใส่ใจแง่มุมทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ

“ความประทับใจแรกคือ เราถามลีว่าทำไมมาซื้อที่นี่ ลีบอกว่าเพราะมีต้นฉำฉา นี่นายตัดสินใจง่ายขนาดนี้เลยเหรอ” ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอย้อนเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่แน่นอน คำตอบนั้นสะท้อนรสนิยมที่ตรงกัน และพวกเขาก็กลายมาเป็นผู้ร่วมสร้างบ้านหลังนี้

Akha Ama Living Factory

ชาวใจบ้านบอกฉันว่า วิธีการทำงานของสตูดิโอไม่ได้เริ่มจากหาสไตล์ถูกใจ แต่เริ่มจากหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘ชีวิต’ ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้นมาก่อน ตั้งแต่ต้นไม้จนถึงสภาพแวดล้อมเดิม แล้วออกแบบอาคารและวางผังเข้าไปให้กลมกลืน

พื้นที่สร้าง Akha Ama Living Factory มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ย้อนไปในอดีต บริเวณนี้คือพื้นที่ป่าซึ่งเชื่อมต่อกับภูเขา เป็นที่ให้กำเนิดลำเหมืองหรือสายน้ำไปหล่อเลี้ยงผืนนาและชุมชนใกล้เคียง ระหว่างเตรียมออกแบบอาคาร ชาวใจบ้านจึงลงมือปลูกต้นไม้ท้องถิ่นคืนให้พื้นที่ไปล่วงหน้า ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวต้นกาแฟซึ่งเติบโตเชื่อมโยงอยู่กับผืนป่าที่มีต้นไม้นานาชนิด (ต้นไม้ที่ปลูกยังช่วยเป็นร่มเงาให้ต้นโกโก้ซึ่งลีอยากปลูกด้วย) และขุดสระน้ำใหญ่เชื่อมโยงกับลำเหมืองที่มีอยู่

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

ส่วนเรื่องโครงสร้างของ Akha Ama Living Factory ลีและชาวใจบ้านตั้งใจให้ใต้ร่มเงาต้นฉำฉากลายเป็นส่วนคาเฟ่ซึ่งเน้นให้คนได้ปฏิสัมพันธ์กับต้นไม้ ส่วนระเบียงรอบๆ จึงออกแบบให้คนนั่งโดยหันหน้าเข้าหาต้นไม้สูงใหญ่เก่าแก่นี้ และแทนที่จะปล่อยพื้นที่ตรงกลางเป็นหลุมปลูกไม้พุ่มเตี้ยๆ ก็เปลี่ยนเป็นนำตาข่ายมาขึงรอบๆ ให้เด็กปีนป่ายเล่น

เมื่อเดินเลยคาเฟ่แสนน่านั่งไป จะพบอาคารหลักที่ตั้งใจก่อสร้างโดยอุดหนุนวัสดุท้องถิ่น นั่นคืออิฐมอญทำมือแสนสวยที่ชาวบ้านผลิตกันยาวนานถึง 4 รุ่น เมื่อนำมาผสมกับไม้เก่าที่อบอวลด้วยร่องรอยอดีต ก็กลายเป็นการรวมตัวของสิ่งใหม่และเก่าอย่างลงตัว

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

ถ้าผลักประตูเข้าด้านใน จะพบพื้นที่คาเฟ่ในอาคาร ซึ่งเปรียบเหมือนห้องรับแขกซึ่งคนมานั่งจิบกาแฟได้อย่างสบายใจ และได้เรียนรู้ สัมผัสจิตวิญญานการผลิตกาแฟแบบอาข่า อ่ามาเต็มที่ เพราะมีการออกแบบให้บริเวณนี้เห็นโรงคั่วและกระบวนการผลิตกาแฟที่ด้านหลังชัดเจน

แล้วเมื่อก้าวขึ้นสู่ชั้นสอง ก็จะเจอห้องทำงานของลีและพื้นที่เอนกประสงค์ สูงขึ้นไปกว่านั้นคือดาดฟ้าโปร่งโล่งที่มีต้นไม้เขียวสวย

โรงคั่วกาแฟ

โถงบ้าน

หากลองสังเกต จะพบว่า Akha Ama Living Factory เต็มไปด้วยพื้นที่ว่างมากมาย นั่นเพราะลีและชาวใจบ้านอยากให้ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เพื่อการพูดคุย และส่งต่อความรู้ผ่านกิจกรรมอย่างเวิร์กช็อปซึ่งไม่ได้จำกัดหัวข้อไว้แค่กาแฟ แต่ยังเปิดกว้างสำหรับหัวข้ออื่น เช่น การทำกิจการเพื่อสังคม

“ช่วงหลังเมื่อพวกโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทเยอะ เราไม่ค่อยมีเวิร์กช็อป มีการนัดพบที่คนมาเจอกัน คนจะคุยกันผ่านออนไลน์ แต่เมื่อการพบกันหายไป องค์ความรู้ต่างๆ ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอด ถึงพยายามทำผ่านสื่อออนไลน์ก็ได้แค่สารที่อาจจะสั้น ไม่ลึกซึ้ง และไม่ได้เกิดความสัมพันธ์ต่อกัน” ลีอธิบาย

Akha Ama Living Factory

สิ่งน่าสนใจในบ้านอาข่า อ่ามา ไม่หมดเพียงเท่านี้ ห่างออกไปจากตัวอาคารหลัก เราจะพบโรงครัวไว้ทำอาหารแบบ Slow Food เพราะลีเป็นหนึ่งในสมาชิกของชาว Slow Food Youth Network Thailand หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนเรื่องอาหารอร่อย มีคุณภาพ และยั่งยืน 

หากเดินสำรวจต่อไปยังส่วนหลังสุดของบ้านขนาด 5 ไร่ เราจะพบผืนป่าซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ เผื่อทำกิจกรรมอย่างการแคมปิ้งกลางธรรมชาติ (ชาวใจบ้านเล่าว่ามีกระต่ายป่ามาอยู่ร่วมบ้านเลยทีเดียว)

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งดีงามที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกคน จนถึงระบบการจัดการที่ตั้งใจรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การดักไขมัน บำบัดน้ำ และเน้นใช้แสงธรรมชาติในอาคารเพื่อประหยัดพลังงาน

Akha Ama Living Factory

ความพิเศษอีกอย่างคือ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านหรือชาวชุมชน ตี๋บอกว่า ส่วนใหญ่แล้ว การสร้างตึกในเชียงใหม่มักเกิดขึ้นโดยคนในย่านไม่รู้มาก่อน ทำให้พวกเขาไม่มีความสุข แถมยังไม่มีการพูดคุยเกิดขึ้น ขณะที่ตอนสร้างบ้านหลังนี้ ชาวบ้านก็กังวลว่าจะเป็นการสร้างโรงงาน ทีมใจบ้านจึงเข้าไปชี้แจงในที่ประชุมหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านเข้าใจรวมถึงเห็นการปลูกต้นไม้ ความสัมพันธ์ก็ราบรื่น

Akha Ama Living Factory

สิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดและวิธีคิดในบ้านหลังใหม่ของอาข่า อ่ามา พื้นที่ซึ่งลีอยากให้ผู้คนได้มาศึกษา ต่อยอดความรู้ทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องแนวคิดเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม

“สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเราไม่ได้วางไว้ตอบคำถามทุกอย่าง แต่ทำให้เกิดข้อสงสัย เกิดไอเดีย มีคนรุ่นใหม่โทรมาหา เขียนมาหาผมทุกวันว่า เขาไม่รู้จะเริ่มทำฝันให้เป็นจริงได้ยังไง ผมคิดว่าน่าจะใช้พื้นที่ตรงนี้ในการสื่อสาร เขามาแล้วอาจได้คำตอบกลับไปโดยที่ผมหรือทีมใจบ้านไม่ต้องพูดก็ได้” ชายหนุ่มผู้ก่อตั้งอาข่า อ่ามา ตั้งแต่อายุไม่ถึง 25 ปีบอกเล่าสิ่งที่คิด

ลี-อายุ จือปา

และขณะที่คนทั่วไปได้เรียนรู้ วิธีการสร้าง Akha Ama Living Factory ซึ่งเปิดกว้างทางความคิดและเกื้อหนุนท้องถิ่น ก็ช่วยให้คนร่วมสร้างบ้านได้เติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่ชาวใจบ้านสตูดิโอ ผู้รับเหมา จนถึงช่างทำอิฐมอญ

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้ Akha Ama Living Factory ก้าวไปไกลเกินคำว่าโรงคั่วหรือร้านกาแฟ

แต่บางที, ลีอาจไม่ได้สนใจคำนิยาม เขาเพียงปลูกสิ่งที่อาข่า อ่ามา และตัวเองเชื่อมั่นให้มีชีวิตขึ้นบนผืนดิน

Aka Ama Living Factory

Location: ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
Map:

More Information:  facebook l    Akha Ama coffee

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load