The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ผมไปสกลนครไม่บ่อย แต่ไปทีไร มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินทุกที ถ้านึกว่าไปสกลนครต้องกินอะไรคงพอแนะนำร้านได้ แต่ถ้าถามว่าอาหารของจังหวัดนี้เป็นอย่างไรก็ตอบได้ยาก จะมีบางอย่างที่พอจะทำให้นึกออกว่า อะไรบ้างที่ทำให้เกิดเป็นอาหารแบบสกลนครขึ้นมา บางคนพูดถึงที่นี่คงนึกถึงเนื้อย่างโพนยางคำ นั่นก็ใช่ แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในอาหารของสกลนครเท่านั้น 

จังหวัดเล็กๆ ไม่ติดแม่น้ำโขง แต่มีเรื่องอาหารการกินที่น่าสนใจ ไปสกลนครแต่ละครั้งก็จะรู้จักร้านหรือของกินใหม่ๆ เสมอๆ ทั้งร้านดังในเมือง เมนูที่คนสกลทำให้กิน หรือในอีเวนต์พิเศษ ที่เชฟไปตามหาวัตถุดิบจากสกลนครมาทำเป็นอาหารให้รู้จักเมืองสกล

อะไรบ้างที่ทำให้เกิดเป็นอาหารแบบสกลนคร

อาหารจากการอพยพ

จำได้ว่ามื้อที่คิดเอาไว้ในใจว่าอยากไปลองกินให้ได้เมื่อเท้าแตะเมืองสกลคือปากหม้อ ทันทีที่ลงเครื่องก็ตรงดิ่งไปยังร้านปากหม้อปารีส ร้านข้าวเกรียบปากหม้อเวียดนามที่ใครมาสกลนครก็รู้จัก และเหมาะที่จะเป็นมื้อต้อนรับถ้าหากลงเครื่องในตอนช่วงเช้า

‘ร้านปากหม้อปารีส’ เป็นร้านเก่าแก่ เป็นที่รู้จักดีของทั้งคนสกลและนักท่องเที่ยว ขนมปากหม้อที่ใช้น้ำแป้งวาดบนผ้าขาวบางขึงตึง บนหม้อต้มน้ำร้อนที่ให้ไอน้ำพุ่งขึ้นจากหม้อจะทำให้แป้งสุก ทีนี้จะใส่ไส้ ตอกไข่ ใส่ผักโรยแบบไหนก็ตามใจทั้งคนกินและคนทำ แป้งเนื้อนุ่มเหนียว บางใส ห่อด้วยหมูสับผัดปรุงรส กินกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานสไตล์เวียดนาม เหมือนเป็นของว่างแต่ก็ช่วยทำให้อิ่มท้องได้สบายๆ

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ปากหม้อเป็นอาหารที่มักจะได้กินทุกครั้งเมื่อต้องเดินทางไปถิ่นอีสานริมฝั่งโขง เหตุเพราะมีคนเวียดนามมาตั้งถิ่นฐานกระจายตัวกัน ตั้งแต่สมัยอพยพหนีภัยสงครามในประเทศมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ถ้าจะนับกันจริงๆ ก็มีการอพยพมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว ผมเคยอ่านหนังสือเรื่อง ลูกอีสาน ก็พูดถึงชาวเวียดนามอพยพในสมัยก่อน ที่ คำพูน บุญทวี เล่าว่า ชาวเวียดนามอพยพเป็นกลุ่มคนที่ขยันทำมาค้าขาย อาจจะขยันกว่าคนจีนที่มาอยู่ก่อนแล้วด้วยซ้ำ

อาหารเวียดนามของสกลนครไม่ได้โดดเด่น หรือมีร้านมากมายเท่าจังหวัดรอบข้าง แต่วัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในสกลนครถือว่าแข็งแรงมากจังหวัดหนึ่งในประเทศ ทั้งที่ทำธุรกิจค้าขายในเมืองสกล หรืออยู่รวมกันเป็นชุมชุนที่บ้านท่าแร่ หมู่บ้านเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ชุมชนชาวเวียดนามผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีงานขบวนแห่ดาวคริสต์มาสที่เป็นที่รู้จัก ในคืนวันคริสต์มาส ทุกบ้านจะประดับโคมไฟรูปดาวหน้าบ้านแทบทุกหลัง สว่างไสวไปทั่ว และจัดงานเฉลิมฉลองกันหลายคืน

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

อาหารที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหารเวียดนามอีกอย่างที่พบในสกลนคร คือ ก๋วยเตี๋ยวที่ใส่กะปิ ใบโหระพา และพริกจี่ มีซอสพริกไว้ให้คู่โต๊ะ เป็นการกินก๋วยเตี๋ยวที่นิยมกันในแถบอีสาน รวมถึงเพื่อนบ้านลาวและเวียดนาม ผมได้คุยกับคนสกลนคร ถึงได้รู้ว่าก๋วยเตี๋ยวแบบนี้มีมากในสมัยก่อน ตอนนี้เหลืออยู่ไม่กี่ร้านแล้ว ที่ผมเคยไปชิมคือ ‘ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสรัญจวน’ ในตัวอำเภอเมือง เป็นซุปเนื้อใสๆ หอมๆ ปรุงด้วยกะปิ และเด็ดผักในกระจาดตามชอบ

ชาวภูไท หวาย มะเม่า ข้าวฮาง และอาหารจากป่าภู

นอกจากชาวไทยเชื้อสายเวียดนามแล้ว สกลนครยังมีคนชาติพันธุ์ต่างๆ รวมอยู่ด้วย ที่รู้จักกันดีคือชาวภูไท ชนชาติที่อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน และถือเป็นชาติพันธุ์ที่สืบเชื้อสายกันมาจนลูกหลานคนสกลนครส่วนมากมีเชื้อสายเป็นชาวภูไท

วัฒนธรรมชาวภูไทสืบต่อกันมาอย่างแข็งแรง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน อาจพูดได้ว่าวิถีชีวิตและวัฒนธรรมด้านอาหารการกินของชาวภูไท มีผลต่อภาพใหญ่ของอาหารแบบสกลนครเลยก็ว่าได้ ชาวภูไทกลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ป่าเขา และที่ราบลุ่ม กินอาหารตามธรรมชาติและฤดูกาล หาของใกล้ตัวมาปรุงเป็นอาหารแบบง่ายๆ ถิ่นฐานของชาวภูไทอยู่ตรงที่ราบใกล้ภูเขา ก็เลยมีของกินอยู่รอบๆ ตัวอย่างอุดมสมบูรณ์ 

ยิ่งใครได้ไปสกลนครช่วงหน้าฝน ซึ่งเห็ด หน่อไม้ และหวายออกใหม่ๆ ที่ตลาดบายพาส ตลาดขายวัตถุดิบธรรมชาติที่ชาวบ้านหามาจะคึกคักเป็นพิเศษ 

เทือกเขาภูพาน เวียดนามอพยพ คนภูไท ลูกอีสาน ปลาร้า เนื้อวัว และหลายสิ่งที่ทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

การนำอาหารจากป่ามาปรุง เป็นความพิเศษที่โดดเด่นกว่าจังหวัดใกล้เคียง เพราะการเลือกถิ่นฐานใกล้เทือกเขาภูพานของชาวภูไท ทำให้อาหารจากภูจากเขากลายเป็นของกินที่ทำให้เป็นอาหารแบบสกลนคร 

หวายเป็นอาหารที่กลายเป็นภาพจำของอาหารสกลนครสำหรับผม หน่อหวายอ่อน แกะเอาแก่นมาทำแกงอ่อม เป็นอาหารที่ใครมาถึงก็จะต้องลองชิม เสียดายที่อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ผู้คนทำกินกันในบ้าน หาตามร้านอาหารค่อนข้างยากแล้ว

ถ้าจะให้ง่ายหน่อย ‘ร้านอาหารสะบันงา’ มีเมนูแกงหวายเป็นอาหารขึ้นชื่อของร้าน อาจจะไม่ได้ใช้สูตรดั้งเดิมแบบชาวภูไท ปรับให้เข้ากับการกินของคนปัจจุบันเล็กน้อย แต่ก็ยังได้รสของวัตถุดิบที่เกิดอยู่ในแถบเทือกเขาภูพานอยู่ดี หรือ ‘ร้าน House Number 1712’ เป็นร้านคนรุ่นใหม่ที่พยายามอนุรักษ์การกินอาหารแบบดั้งเดิมไว้ในรูปแบบอาหารใหม่ๆ ทำโดยเชฟหนุ่มผู้มีเชื้อสายภูไทโดยตรง ก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่ยังคงทำให้เราได้ชิมรสแบบสกลนครอยู่ มีเมนูแนะนำเป็นหมกหน่อไม้แบบภูไท ใส่ใบสะแงะ สมุนไพรกลิ่นหอมจากภูพานเข้าไปด้วย

เทือกเขาภูพาน เวียดนามอพยพ คนภูไท ลูกอีสาน ปลาร้า เนื้อวัว และหลายสิ่งที่ทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ของดีที่ได้ยินบ่อยๆ เมื่อมาเที่ยวสกลนครอีกอย่างหนึ่ง คือ ข้าวฮาง เป็นการถนอมอาหารจากภูมิปัญญาของชาวภูไท นำข้าวเปลือกมาผ่านกรรมวิธีแช่น้ำ บ่ม แล้วนึ่ง บ้างก็เพาะงอกก่อนนึ่ง ก่อนจะเก็บข้าวนี้ไว้กินได้ทั้งปี เรื่องเล่าของข้าวฮางมาจากความจำเป็นต้องเก็บข้าวไว้ให้มีพอสำหรับคนในครอบครัวที่ต้องใช้แรงงานทำงาน แต่ผลที่ได้กลับมากกว่าความอิ่มท้อง หลังจากที่วิจัยพบว่าภูมิปัญญาการทำข้าวฮาง กระตุ้นให้ข้าวมีสารอาหารทางโภชนาการครบถ้วนและมากกว่าข้าวแบบทั่วไป ข้าวฮางกลายเป็นซูเปอร์ฟู้ดจากภูมิปัญญาชาวภูไทที่ส่งต่อมาถึงลูกหลานในปัจจุบัน และกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจของจังหวัดไปแล้ว

ปัจจุบันของจากป่าอย่างหวายและภูมิปัญญาข้าวฮาง ถูกส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตมากขึ้น เช่นเดียวกับเบอร์รีซูเปอร์ฟู้ดอีกชนิดที่กำเนิดจากป่าอย่างหมากเม่า พืชท้องถิ่นที่เดิมคนนิยมเก็บเม็ดสุกกินเล่น หรือมาตำส้มตำให้รสเปรี้ยว ทุกวันนี้เอามาพัฒนาให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจ เครื่องดื่มอย่างน้ำเม่าและไวน์เม่าเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งผลให้เกิดฟาร์มปลูกมะเม่าของชาวบ้าน และพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์จากผลไม้ป่านี้มากมาย เช่น แยมหมากเม่า คุกกี้ไส้หมากเม่า ชาใบเม่า น้ำใบเม่า สบู่และเครื่องสำอางประทินผิว 

ถ้าอยากลองชิมน้ำหมากเม่า ที่ ‘คำหอมคาเฟ่น่ารักในตัวเมืองสกลนครมีน้ำหมากเม่าแบบออร์แกนิกขาย

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

จากนายฮ้อยถึงโพนยางคำ 

ชาวภูไทและอีสานขยันทำมาหากิน เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย มีนายฮ้อยหรือพ่อค้าพากองเกวียนเดินทางไกล เส้นทางนายฮ้อยเริ่มจากแถวๆ สกลนคร ผ่านโคราช เผชิญทั้งโรคภัย ไข้ป่าในดงพญาไฟ และกองโจร ผจญภัยต่างๆ นานา กว่าจะมาถึงเมืองล่างหรือบางกอกเพื่อขายวัวควาย เป็นเรื่องจริงที่กลายมาเป็นนิยายและละคร เป็นคำเล่าที่ผมได้ยินมา จะเห็นว่าชาวอีสานเลี้ยงวัวควายกันในวิถีชีวิต แต่วัวสมัยก่อนนั้นเป็นวัวพื้นบ้าน อย่างวัวกระโดนหรือวัวกี้ เลี้ยงไว้ใช้งานและล้มกินในงานใหญ่ 

จนถึงทุกวันนี้ เนื้อวัวพื้นบ้านยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนอีสาน เพราะอาหารอย่างลาบก้อยทั้งสุกและดิบ จะต้องใช้วัวล้มใหม่ๆ จากเขียง ลาบแบบดิบรักษาความหวานของเนื้อวัวได้ การปรุงลาบอีสานจะไม่เหมือนรสของลาบที่เราเจอบ่อยๆ ในเมืองกรุง มีรสหวานเปรี้ยว แต่จะมีรสหลักคือรสเผ็ด รสเค็ม และรสขมจากดีวัวและเพี้ย ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ในลำไส้ของวัว รสขมที่เรียกว่าขมอ่ำหล่ำ ถือเป็นรสลาบของอีสานแต่ไหนแต่ไร ความขมนัวจนหวานปากเป็นรสที่ติดใจเอาได้ง่ายๆ เจอได้ทั้งตามร้านลาบและตามบ้าน 

รสชาติแบบนี้ในเมืองสกลนครก็มีร้าน ‘ไผ่ล้อม’ ซึ่งบรรดาเพื่อนเชฟของผมแนะนำไว้ เปิด-ปิดร้านตามใจเสียหน่อย แต่ลาบ อ่อมเพี้ย และต้มขม เป็นเมนูรสอีสานเดิมๆ ที่น่าสั่งมาลองหากโชคดีร้านเปิดบริการตามปกติ

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

วัฒนธรรมการกินเนื้อก็พัฒนามาตามวิถีการกินแบบคนยุคนี้ เนื้อโพนยางคำที่ใครๆ ก็รู้จัก เป็นผลจากนโยบายการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านของรัฐบาลในสมัยนานมาแล้ว สนับสนุนให้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวเป็นอาชีพมาแต่ไหนแต่ไรได้เลี้ยงวัวเนื้อ พัฒนาสายพันธุ์ร่วมกับประเทศฝรั่งเศส เป็นที่มาของชื่อวัวไทย-เฟรนซ์ (Thai-French Beef) ที่สหกรณ์โพนยางคำ โคขุนมีวิธีการเลี้ยงเป็นพิเศษถึง 12 – 18 เดือน เลี้ยงด้วยการให้ฟังเพลงเพื่อกระตุ้นการกินของวัว ให้อาหารเป็นหญ้า ฟาง และกากน้ำตาล (Molasses) ทำให้เนื้อและไขมันที่แทรกในกล้ามเนื้อวัวมีมาตรฐาน เพิ่มมูลค่าให้กับเนื้อวัว นิยมนำไปย่างเป็นเนื้อสเต๊กและปิ้งย่าง จนกลายเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วประเทศ 

ในสกลนคร ร้านปิ้งย่างเนื้อวัวโพนยางคำมีอยู่หลายร้าน ร้านที่มีชื่อเสียงจนขยายไปหลายสาขาในสกลและจังหวัดใกล้เคียง คือ ‘ร้านเตาถ่านโคขุนโพนยางคำ’ ร้านปิ้งย่างแบบสมัยนิยมที่ใช้เนื้อโพนยางคำย่างให้หอม และจิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วแบบอีสาน

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ลูกอีสาน ปลาร้า เกลือ และของขวัญจากภูพาน

หากได้อ่านเรื่อง ลูกอีสาน จะจินตนาการได้ถึงภาพความแร้นแค้นและความแห้งแล้ง ตามภาพจำถึงดินแตกระแหง แต่ก็จะเห็นความอุดมสมบูรณ์ของอาหารในดิน ในน้ำ และในป่า ที่เกิดจากความรู้จักกิน รู้จักหาของใกล้ตัวของคนอีสาน จับอะไร หยิบอะไร ก็กลายเป็นอาหารได้ไปเสียหมด 

อย่างที่เล่าในตอนต้น สกลนครตั้งอยู่ติดกับเทือกเขาภูพาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดและความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร เทือกเขาภูพานบริเวณจังหวัดสกลนครเป็นป่าเต็งรัง มีพืชพันธุ์ ผลไม้ และเห็ดตามฤดูกาล ทอดตัวกั้นระหว่างแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ 2 แอ่ง คือ แอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ที่ตั้งของจังหวัดสกลนครอยู่ในฝั่งที่เรียกว่าแอ่งสกลนคร เป็นที่ลุ่มขนาดใหญ่ มีก้นแอ่งที่เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ชื่อหนองหาร เป็นแหล่งทำประมงได้ตลอดทั้งปี 

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ถึงจังหวัดนี้จะไม่ได้ติดริมแม่น้ำโขง แต่ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาแม่น้ำ ทั้งจากหนองหารและแม่น้ำสายสำคัญของสกลนคร ชื่อว่าแม่น้ำสงคราม กำเนิดจากเทือกเขาภูพาน ไหลผ่านสกลนครและอีก 3 จังหวัด ไปออกแม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนม 

สกลนครยังมีลักษณะที่เรียกว่า ‘ป่าบุ่งป่าทาม’ หรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่มาจากแม่น้ำโขง และแห้งแล้งจัดในหน้าแล้ง เป็นเหมือนแหล่งอาหารชั้นดีของชาวบ้าน เพราะจะมีทั้งปลาน้ำจืดและพืชพรรณรวมกันอยู่มากมาย 

ลึกลงไปถึงใต้ดิน การสะสมแร่ธาตุทำให้ริมแม่น้ำสงครามกลายเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ เกลือธรรมชาติที่อยู่ใต้ดินลึก เกิดบ่อเกลือและโรงต้มเกลือมานานนับร้อยปี เรื่องเล่าถึงบ่อเกลือแม่น้ำสงครามนี้ย้อนไปไกลถึงตั้งแต่สมัยส่งออกไปอาณาจักรขอมเพื่อทำปลาร้า เกลือจากใต้ดินนี้มีศักดิ์ศรีเป็นถึงเกลือที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงเกลือจากโอกินาว่าของญี่ปุ่น 

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

เกลือถูกนำมารวมกับปลาจากแหล่งเดียวกันเพื่อทำปลาร้า หัวใจของรสชาติอาหารอีสาน มีคนบอกผมว่าในสมัยก่อนนั้น ปลาร้าจากปลาแม่น้ำสงครามจะมีราคาแพงกว่าปลาร้าจากหนองหาร เพราะเป็นปลาจากน้ำไหล และต้องใช้เกลือสินเธาว์หมักเท่านั้น เกลือทะเลก็มาทดแทนกันไม่ได้ จริงหรือไม่จริงอย่างไรต้องหาทางพิสูจน์ 

ทุกวันนี้สกลนครยังเป็นแหล่งผลิตปลาร้าขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรม ถึงกับกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจไปแล้วเช่นกัน

ถ้าต้องแนะนำร้านอาหารที่ใช้ปลาร้าคงมีมากมายเต็มไปหมด ขอยก ‘ร้านส้มตำยายเรือง’ ร้านส้มตำอายุเกือบ 50 ปีที่ขายส้มตำและเมนูอาหารพื้นบ้านอีกไม่กี่อย่างมาตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงทุกวันนี้ ยายเรืองตำคนเดียวมาตลอด ปรุงปลาร้าและรสอื่นๆ เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนสูตร คงพอช่วยให้เห็นรสอีสานที่ผ่านเวลาแบบไม่เปลี่ยนแปลงได้ดี

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ถึงตอนนี้ก็ยังคงหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ว่า อาหารของสกลนครจริงๆ คืออะไร แต่ก็เห็นว่าทั้งวิถีชีวิตและถิ่นที่อยู่ ช่วยกันสร้างให้วัฒนธรรมการกินของคนที่นี่มีความหลากหลายสูงมาก คนสกลนครบอกกับผมว่า ในจังหวัดนี้ แค่เปลี่ยนหมู่บ้าน เปลี่ยนอำเภอ อาหารก็เปลี่ยนไปแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคนแถวนั้นเขากินอะไรแบบไหน ชาติพันธุ์อะไร หรือมาสกลนครคนละฤดูกาล หน้าตาอาหารก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับตอนนั้นธรรมชาติจะมีอะไรออกมาให้กิน น้ำหลากก็มีปลา น้ำแห้งก็มีพืชพันธุ์ ยิ่งถ้ามาช่วงฤดูฝน เป็นช่วงที่ป่าภูพานมอบอาหารให้อย่างอุดมสมบูรณ์ ฟังแล้วก็น่าอิจฉาและน่าเสียดาย หากสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปตามยุคสมัย ในวันที่อาหารอาจจะเหมือนกันไปหมดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

อยากชวนให้ทำความรู้จักวิถีของอาหารสกลนครแบบคร่าวๆ เผื่อคราวหน้าถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยว จะได้ลองตามหาและชิมอาหารรสชาติแบบสกลกันครับ

ขอขอบคุณ

อาจารย์วิศิษย์ศักดิ์ อุดมมาลา

สาขาวิชาอุตสาหกรรมบริการ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติสกลนคร 

อาจารย์วรรณพร หันไชยุงวา 

หลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาเพื่อการพัฒนา สาขาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

แม่น้ำโขงมีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยสายน้ำขนาดมโหฬารที่ไหลผ่านถึง 6 ประเทศ เริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ผ่านแผ่นดินจีนอันไพศาล ร้อยเรียง 5 ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ สิริระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 5,000 กิโลเมตร

ประชากรมากกว่า 60 ล้านชีวิต พึ่งพาแม่น้ำโขงในฐานะแหล่งอาหาร พื้นที่ทำกิน และพื้นที่เกษตรกรรม สายน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งพันธุกรรมปลาที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด อุดมไปด้วยสัตว์น้ำกว่า 1,300 สายพันธุ์ การประมง ตลอดลำน้ำโขง มอบปริมาณปลามากที่สุดเทียบกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั่วโลก 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เชื่อมต่อสำคัญ ไม่เพียงต่อประเทศในอนุภูมิภาคฯ แต่รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาโครงข่ายถนน ราง เรือ เพื่อเดินทางและขนส่งสินค้า หลายสิบปีที่ผ่านมา ทรัพยากรมหาศาลรอบลำโขง ดึงดูดประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาทางกายภาพอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนตามลุ่มน้ำ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้มิติการพัฒนาลุ่มน้ำโขงยิ่งซับซ้อนและท้าทาย ท่ามกลางการหลั่งไหลเข้ามาของหลายชาติมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะข้อต่อและประเทศสมาชิกที่สำคัญของอนุภูมิภาคฯ วางแผนจะเดินหน้าความร่วมมือไปทางไหน และจะมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนากรอบความร่วมมือมิติต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคฯ ในอนาคต 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

The Cloudได้รับเกียรติพูดคุยกับ ท่านทูตอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ดูแลกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กลุ่มงานใหม่ล่าสุดแห่งกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก มีเป้าหมายสูงสุดในการดูแลผลประโยชน์ของไทย ไปพร้อมกับการสร้างการเติบโตให้อนุภูมิภาคฯ ของเรา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

กรอบความร่วมมือที่ขับเคลื่อนการพัฒนา

ย้อนกลับไป 30 ปีก่อน เกิดกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขึ้นครั้งแรก ในชื่อ Greater Mekong Subregion หรือ GMS โดยการขับเคลื่อนของประเทศญี่ปุ่น มีธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) เป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาที่มีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

“ความร่วมมือในครั้งนั้นส่งผลให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น North – South Economic Corridor ที่เชื่อมโยงจีน สปป. ลาว ไทย ลงไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ หรือ East – West Economic Corridor ที่เชื่อมเมียนมา ไทย สปป. ลาว กัมพูชา และเวียดนาม พูดง่าย ๆ คือ เชื่อมตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียไปจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิก 

“ผลที่ได้จากระเบียงเศรษฐกิจคือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าด้วยกัน แต่ก่อนการคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายเท่านี้ การเกิดขึ้นของ GMS ทำให้เกิดการพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำ ถนนทางหลวง ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินเรือในแม่น้ำ”

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

หลังจากนั้น กรอบความร่วมมือมากมายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก็ทยอยเกิดขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วยเม็ดเงินมหาศาล ไม่ใช่เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ชาติของเขาเองด้วย โครงการต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรแรงงานคุณภาพและค่าจ้างต่ำ รวมถึงเป็นฐานการส่งออกแก่ประเทศเหล่านั้นที่เข้ามาลงทุนนั่นเอง 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 กรอบ ในการดูแลของท่านทูตอรุณรุ่งฯ และกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง ซึ่งกำลังเร่งผลักดันอย่างแข็งขัน ประกอบไปด้วย

  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา (Mekong – Ganga Cooperation หรือ MGC) มีอินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ (Mekong – U.S. Partnership หรือ MUSP) มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation หรือ MLC) มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Cooperation หรือ Mekong – ROK) มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong – Japan Cooperation หรือ MJ) มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy หรือ ACMECS) กรอบความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นตามข้อริเริ่มของไทย

“กรอบความร่วมมือทั้งหกมีความสำคัญในแบบตัวเอง แม้จะมุ่งเน้นไปที่ภาพกว้างในการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) เหมือนกัน แต่ประเทศผู้ขับเคลื่อนต่างก็มีศักยภาพในมิติที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือ วิเคราะห์ว่าจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากกรอบความร่วมมือนั้น ๆ อย่างไร ให้ไทยและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างสมประโยชน์ร่วมกัน”

กรอบความร่วมมือ ACMECS หัวใจของอนุภูมิภาค

ACMECS คือ กรอบความร่วมมือที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง 5 ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาเดินหน้าเข้ามามีบทบาทในอนุภูมิภาคฯ เราเป็นผู้ผลักดันความร่วมมือนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันแผนแม่บท ACMECS เพื่อผลประโยชน์ร่วมในทุกมิติของทั้ง 5 ประเทศสมาชิก 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

แผนแม่บท ACMECS มุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ การเสริมสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในอนุภูมิภาคฯ (Seamless Connectivity) การสอดประสานด้านกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของประชาชน (Synchronized ACMECS Economies) และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม (Smart and Sustainable ACMECS)

“จุดประสงค์ของความร่วมมือในอนุภูมิภาคฯ คือ ผลกระโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีการแบ่งสรรปันส่วนเท่าเทียมกันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการลดช่วงว่างของประเทศสมาชิกทั้ง 5 เพราะแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน ไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะเมื่อเพื่อนบ้านพึ่งพาตัวเองได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศเราก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย เพราะมีพรมแดนติดกัน ทุกอย่างจึงเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด แท้จริงแล้ว อนุภูมิภาคฯ นี้ ถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ อธิบายถึงโจทย์ใหญ่ที่สุดของความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันคือ โลกหลังโควิด-19 ที่เราต้องเร่งทำการฟื้นฟูประเทศและอนุภูมิภาคฯ ในหลาย ๆ ด้าน (Post-COVID Recovery) โดยการฟื้นฟูนั้นจะต้องทำร่วมกันเป็นองคาพยพ โดยเฉพาะในมิติของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เชื่อมต่อกันทั้งในแง่พรมแดน วัฒนธรรมประเพณี และผู้คน 

“ในสถานการณ์โควิด-19 หากยังมีประเทศใดไม่ได้รับวัคซีน การฟื้นฟูของโลกจากการแพร่ระบาดก็ยากที่จะยั่งยืน ทุก ๆ ประเทศในโลกต้องได้รับวัคซีนร่วมกัน เช่นเดียวกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ เราไม่สามารถรอดหรือเฟื่องฟูไปคนเดียวได้ รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการสร้างความร่วมมือคือ เราต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

โฉมหน้าของอนุภูมิภาคหลังโควิด-19

การผลักดันความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูอนุภูมิภาคฯ หลังโควิด-19 แบ่งเป็น 2 มิติใหญ่ ๆ คือ การฟื้นฟูด้านสาธารณสุข เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“โควิด-19 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพื่อฟื้นฟูสภาพระบบเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศไทยได้นำ BCG Model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมมาเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ” 

BCG Model มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจทั้ง 3 มิติไปพร้อมกัน คือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาทรัพยากรชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เน้นการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เพื่อให้ต่อจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและอนุภูมิภาคฯ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เยียวยาโลกของเรา ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

“อีกประเด็นที่สำคัญคือ การพาณิชย์ดิจิทัล ซึ่งช่วงโควิด-19 ภาคเอกชนและประชาชนจำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนมาค้าขายทางดิจิทัลมากขึ้น ช่วงเวลาหลังการแพร่ระบาดจึงเป็นช่วงที่ควรเร่งรัด ผลักดันระบบที่ส่งเสริมการค้าดิจิทัล รวมถึงสร้างทักษะความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ให้ประชาชนไทยและภูมิภาค”

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ดึงดูดการเข้ามาพัฒนาและลงทุนของหลายชาติจากทั่วโลก เราจึงต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ให้มีขอบเขตทักษะที่กว้างไกลขึ้น เพื่อในอนาคต อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะสามารถขยายจากการเป็นฐานผลิตส่วนประกอบรถยนต์เป็นหลัก ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ชิป (Semiconductor Chips) ได้ด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกทั้ง 5 คือ เมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาอนุภูมิภาคฯ ในมิติต่าง ๆ หลังโควิด-19 เพื่อให้เรากลับมาเป็นที่จับตาต้องใจการลงทุนจากประเทศนอกอนุภูมิภาคฯ โดยประเทศไทย ในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมา ถือเป็นข้อต่อสำคัญที่ขาดไม่ได้ในทุก ๆ เรื่อง หากขาดไทยไป อนุภูมิภาคฯ ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เช่นแต่ก่อนเช่นกัน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อผลประโยชน์ทวีคูณ

อย่างที่ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เล่าไปข้างต้น แต่ละกรอบความร่วมมือล้วนมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การพัฒนา เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ประชาชนตลอดลุ่มน้ำโขง ตามนโยบายของแต่ละประเทศผู้ขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือ ว่าจะโฟกัสหรือให้น้ำหนักไปที่ประเด็นใด

“อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติ และการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น จึงเน้นไปที่วิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ 

“ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นถอดบทเรียนให้ความรู้ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในการรีไซเคิลรถยนต์ทั้งคัน และในอนาคต ญี่ปุ่นน่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเราส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อรับกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต” 

ขณะที่ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา ที่อินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก จะเน้นไปทางมิติวัฒนธรรม เพราะประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมมาจากฮินดู พราหมณ์ รวมถึงพุทธศาสนาที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย และที่สำคัญ มิติทางวัฒนธรรมยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศ Act East ของอินเดียอีกด้วย

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ มีการยกระดับความร่วมมือในหลายด้าน ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสัตว์ป่า แต่มิติที่กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงของเรามองว่าน่าสนใจมาก และกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ยังไม่เคยพูดถึง คือการที่สหรัฐอเมริกาหยิบยกประเด็นการส่งเสริมศักยภาพของสตรี ซึ่งในปัจจุบัน เน้นไปที่กลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้สามารถเป็นกำลังเข้มแข็งของครอบครัวในการสร้างรายได้จุนเจือ และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากหลังโควิด-19”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “แม้ปัจจุบันอนุภูมิภาคฯ ของเราจะได้รับความช่วยเหลือจากหลายประเทศมหาอำนาจในเรื่องการบริจาควัคซีนต้านโควิด-19 แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างฐานการผลิตวัคซีนที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในอนาคต

“จากวิสัยทัศน์ของสาธารณรัฐเกาหลี ที่ต้องการเป็นประเทศผู้ผลิตวัคซีนของโลก เรามองว่า ในเมื่อเขาเชี่ยวชาญแนวทางออกแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) อนุภูมิภาคฯ ของเราที่พร้อมด้วยทรัพยากร สามารถจับมือกับสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นแหล่งผลิตวัคซีนที่พึ่งพาตัวเองได้ เพราะตอนนี้มีแนวโน้มว่าโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่คงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา และต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกปีต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถผลิตวัคซีนเองได้ ก็จะเป็นการดีในการพึ่งพาอนุภูมิภาคตัวเอง

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“นี่คือหน้าที่ของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง และกระทรวงการต่างประเทศ ในการวิเคราะห์และชี้เป้าว่าแต่ละกรอบความร่วมมือที่เราดูแล มีช่องทางหรือมิติใดที่จะเสริมสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ไทย ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศผู้ขับเคลื่อนนอกอนุภูมิภาคฯ ได้บ้าง ให้ทุกคนได้ผลประโยชน์เท่าทวีคูณ”

กรอบความร่วมมือ MLC เด็กอัจฉริยะ

กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ที่มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก แม้จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นเพียง 5 ปี แต่มีความก้าวหน้ามาก ท่านทูตอรุณรุ่งฯ จึงให้ฉายากรอบความร่วมมือนี้ว่าเป็น ‘เด็กอัจฉริยะ’ เพราะได้สนับสนุนเงินจากกองทุนพิเศษในการวิจัยโครงการต่าง ๆ ไปแล้วหลายร้อยโครงการ

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19
กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามอง โดยกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย ซึ่งจีนอนุมัติให้เงินทุนช่วยเหลือไปเมื่อสองปีที่แล้ว คือ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นประตูการค้าชายแดน เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเข้ากับบ่อเต็นของ สปป. ลาว และบ่อหานของจีน นับเป็นโครงการที่ดีที่จะส่งเสริมเรื่องการค้า การลงทุนข้ามพรมแดน และการสร้างงานมหาศาล

“ซึ่งในที่สุด จะต้องมีการนำระบบดิจิทัลและนวัตกรรม เข้ามาส่งเสริมการค้าและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศจึงไปหารือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. เกิดการจัดตั้งระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการที่ทันสมัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเราจะนำทรัพยากรชีวภาพมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ และส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยด้วย BCG Model”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

นอกจากประเทศจีนแล้ว สาธารณรัฐเกาหลีก็ให้การสนับสนุนเงินในลักษณะกองทุน เพื่อดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเช่นกัน อย่างโครงการถอดบทเรียนการบริหารจัดการโรคโควิด-19 กับแรงงานต่างด้าว โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการส่งเสริมความเข้าใจการบริหารจัดการน้ำของชุมชนที่ยั่งยืน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสาธารณรัฐเกาหลี

“โครงการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือใหญ่ ปลายทางคือ ผลประโยชน์สู่ประชาชน แต่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะเป็นโครงการที่เสนอผ่านหน่วยงาน กว่าจะออกดอกผล ก็เป็นตอนที่หน่วยงานต่าง ๆ เอาผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการไปปฏิบัติแล้ว ไม่ได้เห็นผลรวดเร็วทันใจ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาดำเนินการ”

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นความร่วมมือหลักของหลายกรอบความร่วมมือ รวมถึง MLC เช่นกัน โดยบางฝ่ายเห็นว่า สืบเนื่องจากมีการสร้างเขื่อนจำนวนมากบนแม่น้ำล้านช้าง ต้นน้ำของแม่น้ำโขง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำและระบบนิเวศของทั้งลุ่มน้ำโขงตอนปลายซึ่งไหลผ่าน 5 ประเทศ ในอนุภูมิภาคฯ ซึ่งบางฝ่ายก็เห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำโขงและระบบนิเวศ เช่น ปัญหาโลกร้อน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“เราผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อยอดจากที่จีนให้ข้อมูลระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนจิ่งหงตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมการจัดการและพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืนและไม่หยุดนิ่ง”

“ฝ่ายจีนก็มีฐานข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ของตัวเอง ที่บางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ไทยหรือ MRC มี ในปัจจุบัน จีน, MLC และ MRC จึงมีความร่วมมือใกล้ชิดกันมากขึ้น มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกศาสตร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในทำการศึกษาการบริหารจัดการตะกอนของแม่น้ำโขง เมื่อทุกส่วนทำงานโดยอ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ต่อไปเมื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับน้ำหรือระบบนิเวศ ทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกันและหาหนทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาปัญหาที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ประชาชน นับเป็นพัฒนาการความร่วมมือที่ดี

“การที่แต่ละประเทศมีข้อมูลชุดเดียวกัน ความเข้าใจตรงกัน ในที่สุดก็จะถ่ายทอดไปสู่ความร่วมมือที่มันตรงเป้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตือนน้ำท่วม น้ำแล้ง เมื่อไหร่ อย่างไร ผู้ได้รับผลประโยชน์ก็คือ ประชาชนทั้งสองฝั่งโขงนั่นเอง”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สมัยก่อนกรอบความร่วมมืออาจถูกผลักดันโดยการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) แต่ปัจจุบันมีศาสตร์ทางการทูตมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) การทูตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Diplomacy) ไปจนถึงการทูตว่าด้วยเรื่องน้ำ (Water Diplomacy) 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทูตเพื่อประชาชน (People Diplomacy) ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหล่อหลอมผูกพันกับสายน้ำ ทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ ดังนั้น การขับเคลื่อนด้วยประชาชนคือ รูปแบบที่งอกงามที่สุดและยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาและการเจริญเติบโตของอนุภูมิภาคฯ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องอาศัยศาสตร์ของการทูตที่หลากหลายมาหลอมรวมกันเป็นองคาพยพ

“ปลายทางของทุกกรอบความร่วมมือคือผลประโยชน์ร่วมกัน ‘จับมือให้อุ่น’ คือสโลแกนในการดำเนินงานของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและกระทรวงการต่างประเทศ แต่ละประเทศมีจุดแข็งของเขา นำจุดแข็งมารวมกัน ยิ่งส่งเสริมผลลัพธ์เชิงบวกเป็นเท่าทวี

“ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ต้องการให้ทุกประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์นโยบายต่างประเทศไทย 5S หรือ 5 มี คือ มีความมั่นคง (Security), มีความมั่งคั่งและยั่งยืน (Sustainability), มีมาตรฐานสากล (Standard), มีสถานะและเกียรติภูมิ (Status) และมีพลัง (Synergy)” ท่านทูตอรุณรุ่งฯ กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load