23 กันยายน 2564
11 K

The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ผมไปสกลนครไม่บ่อย แต่ไปทีไร มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินทุกที ถ้านึกว่าไปสกลนครต้องกินอะไรคงพอแนะนำร้านได้ แต่ถ้าถามว่าอาหารของจังหวัดนี้เป็นอย่างไรก็ตอบได้ยาก จะมีบางอย่างที่พอจะทำให้นึกออกว่า อะไรบ้างที่ทำให้เกิดเป็นอาหารแบบสกลนครขึ้นมา บางคนพูดถึงที่นี่คงนึกถึงเนื้อย่างโพนยางคำ นั่นก็ใช่ แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในอาหารของสกลนครเท่านั้น 

จังหวัดเล็กๆ ไม่ติดแม่น้ำโขง แต่มีเรื่องอาหารการกินที่น่าสนใจ ไปสกลนครแต่ละครั้งก็จะรู้จักร้านหรือของกินใหม่ๆ เสมอๆ ทั้งร้านดังในเมือง เมนูที่คนสกลทำให้กิน หรือในอีเวนต์พิเศษ ที่เชฟไปตามหาวัตถุดิบจากสกลนครมาทำเป็นอาหารให้รู้จักเมืองสกล

อะไรบ้างที่ทำให้เกิดเป็นอาหารแบบสกลนคร

อาหารจากการอพยพ

จำได้ว่ามื้อที่คิดเอาไว้ในใจว่าอยากไปลองกินให้ได้เมื่อเท้าแตะเมืองสกลคือปากหม้อ ทันทีที่ลงเครื่องก็ตรงดิ่งไปยังร้านปากหม้อปารีส ร้านข้าวเกรียบปากหม้อเวียดนามที่ใครมาสกลนครก็รู้จัก และเหมาะที่จะเป็นมื้อต้อนรับถ้าหากลงเครื่องในตอนช่วงเช้า

‘ร้านปากหม้อปารีส’ เป็นร้านเก่าแก่ เป็นที่รู้จักดีของทั้งคนสกลและนักท่องเที่ยว ขนมปากหม้อที่ใช้น้ำแป้งวาดบนผ้าขาวบางขึงตึง บนหม้อต้มน้ำร้อนที่ให้ไอน้ำพุ่งขึ้นจากหม้อจะทำให้แป้งสุก ทีนี้จะใส่ไส้ ตอกไข่ ใส่ผักโรยแบบไหนก็ตามใจทั้งคนกินและคนทำ แป้งเนื้อนุ่มเหนียว บางใส ห่อด้วยหมูสับผัดปรุงรส กินกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานสไตล์เวียดนาม เหมือนเป็นของว่างแต่ก็ช่วยทำให้อิ่มท้องได้สบายๆ

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ปากหม้อเป็นอาหารที่มักจะได้กินทุกครั้งเมื่อต้องเดินทางไปถิ่นอีสานริมฝั่งโขง เหตุเพราะมีคนเวียดนามมาตั้งถิ่นฐานกระจายตัวกัน ตั้งแต่สมัยอพยพหนีภัยสงครามในประเทศมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ถ้าจะนับกันจริงๆ ก็มีการอพยพมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว ผมเคยอ่านหนังสือเรื่อง ลูกอีสาน ก็พูดถึงชาวเวียดนามอพยพในสมัยก่อน ที่ คำพูน บุญทวี เล่าว่า ชาวเวียดนามอพยพเป็นกลุ่มคนที่ขยันทำมาค้าขาย อาจจะขยันกว่าคนจีนที่มาอยู่ก่อนแล้วด้วยซ้ำ

อาหารเวียดนามของสกลนครไม่ได้โดดเด่น หรือมีร้านมากมายเท่าจังหวัดรอบข้าง แต่วัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในสกลนครถือว่าแข็งแรงมากจังหวัดหนึ่งในประเทศ ทั้งที่ทำธุรกิจค้าขายในเมืองสกล หรืออยู่รวมกันเป็นชุมชุนที่บ้านท่าแร่ หมู่บ้านเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ชุมชนชาวเวียดนามผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีงานขบวนแห่ดาวคริสต์มาสที่เป็นที่รู้จัก ในคืนวันคริสต์มาส ทุกบ้านจะประดับโคมไฟรูปดาวหน้าบ้านแทบทุกหลัง สว่างไสวไปทั่ว และจัดงานเฉลิมฉลองกันหลายคืน

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

อาหารที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหารเวียดนามอีกอย่างที่พบในสกลนคร คือ ก๋วยเตี๋ยวที่ใส่กะปิ ใบโหระพา และพริกจี่ มีซอสพริกไว้ให้คู่โต๊ะ เป็นการกินก๋วยเตี๋ยวที่นิยมกันในแถบอีสาน รวมถึงเพื่อนบ้านลาวและเวียดนาม ผมได้คุยกับคนสกลนคร ถึงได้รู้ว่าก๋วยเตี๋ยวแบบนี้มีมากในสมัยก่อน ตอนนี้เหลืออยู่ไม่กี่ร้านแล้ว ที่ผมเคยไปชิมคือ ‘ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสรัญจวน’ ในตัวอำเภอเมือง เป็นซุปเนื้อใสๆ หอมๆ ปรุงด้วยกะปิ และเด็ดผักในกระจาดตามชอบ

ชาวภูไท หวาย มะเม่า ข้าวฮาง และอาหารจากป่าภู

นอกจากชาวไทยเชื้อสายเวียดนามแล้ว สกลนครยังมีคนชาติพันธุ์ต่างๆ รวมอยู่ด้วย ที่รู้จักกันดีคือชาวภูไท ชนชาติที่อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน และถือเป็นชาติพันธุ์ที่สืบเชื้อสายกันมาจนลูกหลานคนสกลนครส่วนมากมีเชื้อสายเป็นชาวภูไท

วัฒนธรรมชาวภูไทสืบต่อกันมาอย่างแข็งแรง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน อาจพูดได้ว่าวิถีชีวิตและวัฒนธรรมด้านอาหารการกินของชาวภูไท มีผลต่อภาพใหญ่ของอาหารแบบสกลนครเลยก็ว่าได้ ชาวภูไทกลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ป่าเขา และที่ราบลุ่ม กินอาหารตามธรรมชาติและฤดูกาล หาของใกล้ตัวมาปรุงเป็นอาหารแบบง่ายๆ ถิ่นฐานของชาวภูไทอยู่ตรงที่ราบใกล้ภูเขา ก็เลยมีของกินอยู่รอบๆ ตัวอย่างอุดมสมบูรณ์ 

ยิ่งใครได้ไปสกลนครช่วงหน้าฝน ซึ่งเห็ด หน่อไม้ และหวายออกใหม่ๆ ที่ตลาดบายพาส ตลาดขายวัตถุดิบธรรมชาติที่ชาวบ้านหามาจะคึกคักเป็นพิเศษ 

เทือกเขาภูพาน เวียดนามอพยพ คนภูไท ลูกอีสาน ปลาร้า เนื้อวัว และหลายสิ่งที่ทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

การนำอาหารจากป่ามาปรุง เป็นความพิเศษที่โดดเด่นกว่าจังหวัดใกล้เคียง เพราะการเลือกถิ่นฐานใกล้เทือกเขาภูพานของชาวภูไท ทำให้อาหารจากภูจากเขากลายเป็นของกินที่ทำให้เป็นอาหารแบบสกลนคร 

หวายเป็นอาหารที่กลายเป็นภาพจำของอาหารสกลนครสำหรับผม หน่อหวายอ่อน แกะเอาแก่นมาทำแกงอ่อม เป็นอาหารที่ใครมาถึงก็จะต้องลองชิม เสียดายที่อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ผู้คนทำกินกันในบ้าน หาตามร้านอาหารค่อนข้างยากแล้ว

ถ้าจะให้ง่ายหน่อย ‘ร้านอาหารสะบันงา’ มีเมนูแกงหวายเป็นอาหารขึ้นชื่อของร้าน อาจจะไม่ได้ใช้สูตรดั้งเดิมแบบชาวภูไท ปรับให้เข้ากับการกินของคนปัจจุบันเล็กน้อย แต่ก็ยังได้รสของวัตถุดิบที่เกิดอยู่ในแถบเทือกเขาภูพานอยู่ดี หรือ ‘ร้าน House Number 1712’ เป็นร้านคนรุ่นใหม่ที่พยายามอนุรักษ์การกินอาหารแบบดั้งเดิมไว้ในรูปแบบอาหารใหม่ๆ ทำโดยเชฟหนุ่มผู้มีเชื้อสายภูไทโดยตรง ก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่ยังคงทำให้เราได้ชิมรสแบบสกลนครอยู่ มีเมนูแนะนำเป็นหมกหน่อไม้แบบภูไท ใส่ใบสะแงะ สมุนไพรกลิ่นหอมจากภูพานเข้าไปด้วย

เทือกเขาภูพาน เวียดนามอพยพ คนภูไท ลูกอีสาน ปลาร้า เนื้อวัว และหลายสิ่งที่ทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ของดีที่ได้ยินบ่อยๆ เมื่อมาเที่ยวสกลนครอีกอย่างหนึ่ง คือ ข้าวฮาง เป็นการถนอมอาหารจากภูมิปัญญาของชาวภูไท นำข้าวเปลือกมาผ่านกรรมวิธีแช่น้ำ บ่ม แล้วนึ่ง บ้างก็เพาะงอกก่อนนึ่ง ก่อนจะเก็บข้าวนี้ไว้กินได้ทั้งปี เรื่องเล่าของข้าวฮางมาจากความจำเป็นต้องเก็บข้าวไว้ให้มีพอสำหรับคนในครอบครัวที่ต้องใช้แรงงานทำงาน แต่ผลที่ได้กลับมากกว่าความอิ่มท้อง หลังจากที่วิจัยพบว่าภูมิปัญญาการทำข้าวฮาง กระตุ้นให้ข้าวมีสารอาหารทางโภชนาการครบถ้วนและมากกว่าข้าวแบบทั่วไป ข้าวฮางกลายเป็นซูเปอร์ฟู้ดจากภูมิปัญญาชาวภูไทที่ส่งต่อมาถึงลูกหลานในปัจจุบัน และกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจของจังหวัดไปแล้ว

ปัจจุบันของจากป่าอย่างหวายและภูมิปัญญาข้าวฮาง ถูกส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตมากขึ้น เช่นเดียวกับเบอร์รีซูเปอร์ฟู้ดอีกชนิดที่กำเนิดจากป่าอย่างหมากเม่า พืชท้องถิ่นที่เดิมคนนิยมเก็บเม็ดสุกกินเล่น หรือมาตำส้มตำให้รสเปรี้ยว ทุกวันนี้เอามาพัฒนาให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจ เครื่องดื่มอย่างน้ำเม่าและไวน์เม่าเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งผลให้เกิดฟาร์มปลูกมะเม่าของชาวบ้าน และพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์จากผลไม้ป่านี้มากมาย เช่น แยมหมากเม่า คุกกี้ไส้หมากเม่า ชาใบเม่า น้ำใบเม่า สบู่และเครื่องสำอางประทินผิว 

ถ้าอยากลองชิมน้ำหมากเม่า ที่ ‘คำหอมคาเฟ่น่ารักในตัวเมืองสกลนครมีน้ำหมากเม่าแบบออร์แกนิกขาย

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

จากนายฮ้อยถึงโพนยางคำ 

ชาวภูไทและอีสานขยันทำมาหากิน เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย มีนายฮ้อยหรือพ่อค้าพากองเกวียนเดินทางไกล เส้นทางนายฮ้อยเริ่มจากแถวๆ สกลนคร ผ่านโคราช เผชิญทั้งโรคภัย ไข้ป่าในดงพญาไฟ และกองโจร ผจญภัยต่างๆ นานา กว่าจะมาถึงเมืองล่างหรือบางกอกเพื่อขายวัวควาย เป็นเรื่องจริงที่กลายมาเป็นนิยายและละคร เป็นคำเล่าที่ผมได้ยินมา จะเห็นว่าชาวอีสานเลี้ยงวัวควายกันในวิถีชีวิต แต่วัวสมัยก่อนนั้นเป็นวัวพื้นบ้าน อย่างวัวกระโดนหรือวัวกี้ เลี้ยงไว้ใช้งานและล้มกินในงานใหญ่ 

จนถึงทุกวันนี้ เนื้อวัวพื้นบ้านยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนอีสาน เพราะอาหารอย่างลาบก้อยทั้งสุกและดิบ จะต้องใช้วัวล้มใหม่ๆ จากเขียง ลาบแบบดิบรักษาความหวานของเนื้อวัวได้ การปรุงลาบอีสานจะไม่เหมือนรสของลาบที่เราเจอบ่อยๆ ในเมืองกรุง มีรสหวานเปรี้ยว แต่จะมีรสหลักคือรสเผ็ด รสเค็ม และรสขมจากดีวัวและเพี้ย ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ในลำไส้ของวัว รสขมที่เรียกว่าขมอ่ำหล่ำ ถือเป็นรสลาบของอีสานแต่ไหนแต่ไร ความขมนัวจนหวานปากเป็นรสที่ติดใจเอาได้ง่ายๆ เจอได้ทั้งตามร้านลาบและตามบ้าน 

รสชาติแบบนี้ในเมืองสกลนครก็มีร้าน ‘ไผ่ล้อม’ ซึ่งบรรดาเพื่อนเชฟของผมแนะนำไว้ เปิด-ปิดร้านตามใจเสียหน่อย แต่ลาบ อ่อมเพี้ย และต้มขม เป็นเมนูรสอีสานเดิมๆ ที่น่าสั่งมาลองหากโชคดีร้านเปิดบริการตามปกติ

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

วัฒนธรรมการกินเนื้อก็พัฒนามาตามวิถีการกินแบบคนยุคนี้ เนื้อโพนยางคำที่ใครๆ ก็รู้จัก เป็นผลจากนโยบายการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านของรัฐบาลในสมัยนานมาแล้ว สนับสนุนให้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวเป็นอาชีพมาแต่ไหนแต่ไรได้เลี้ยงวัวเนื้อ พัฒนาสายพันธุ์ร่วมกับประเทศฝรั่งเศส เป็นที่มาของชื่อวัวไทย-เฟรนซ์ (Thai-French Beef) ที่สหกรณ์โพนยางคำ โคขุนมีวิธีการเลี้ยงเป็นพิเศษถึง 12 – 18 เดือน เลี้ยงด้วยการให้ฟังเพลงเพื่อกระตุ้นการกินของวัว ให้อาหารเป็นหญ้า ฟาง และกากน้ำตาล (Molasses) ทำให้เนื้อและไขมันที่แทรกในกล้ามเนื้อวัวมีมาตรฐาน เพิ่มมูลค่าให้กับเนื้อวัว นิยมนำไปย่างเป็นเนื้อสเต๊กและปิ้งย่าง จนกลายเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วประเทศ 

ในสกลนคร ร้านปิ้งย่างเนื้อวัวโพนยางคำมีอยู่หลายร้าน ร้านที่มีชื่อเสียงจนขยายไปหลายสาขาในสกลและจังหวัดใกล้เคียง คือ ‘ร้านเตาถ่านโคขุนโพนยางคำ’ ร้านปิ้งย่างแบบสมัยนิยมที่ใช้เนื้อโพนยางคำย่างให้หอม และจิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วแบบอีสาน

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ลูกอีสาน ปลาร้า เกลือ และของขวัญจากภูพาน

หากได้อ่านเรื่อง ลูกอีสาน จะจินตนาการได้ถึงภาพความแร้นแค้นและความแห้งแล้ง ตามภาพจำถึงดินแตกระแหง แต่ก็จะเห็นความอุดมสมบูรณ์ของอาหารในดิน ในน้ำ และในป่า ที่เกิดจากความรู้จักกิน รู้จักหาของใกล้ตัวของคนอีสาน จับอะไร หยิบอะไร ก็กลายเป็นอาหารได้ไปเสียหมด 

อย่างที่เล่าในตอนต้น สกลนครตั้งอยู่ติดกับเทือกเขาภูพาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดและความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร เทือกเขาภูพานบริเวณจังหวัดสกลนครเป็นป่าเต็งรัง มีพืชพันธุ์ ผลไม้ และเห็ดตามฤดูกาล ทอดตัวกั้นระหว่างแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ 2 แอ่ง คือ แอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ที่ตั้งของจังหวัดสกลนครอยู่ในฝั่งที่เรียกว่าแอ่งสกลนคร เป็นที่ลุ่มขนาดใหญ่ มีก้นแอ่งที่เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ชื่อหนองหาร เป็นแหล่งทำประมงได้ตลอดทั้งปี 

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ถึงจังหวัดนี้จะไม่ได้ติดริมแม่น้ำโขง แต่ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาแม่น้ำ ทั้งจากหนองหารและแม่น้ำสายสำคัญของสกลนคร ชื่อว่าแม่น้ำสงคราม กำเนิดจากเทือกเขาภูพาน ไหลผ่านสกลนครและอีก 3 จังหวัด ไปออกแม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนม 

สกลนครยังมีลักษณะที่เรียกว่า ‘ป่าบุ่งป่าทาม’ หรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่มาจากแม่น้ำโขง และแห้งแล้งจัดในหน้าแล้ง เป็นเหมือนแหล่งอาหารชั้นดีของชาวบ้าน เพราะจะมีทั้งปลาน้ำจืดและพืชพรรณรวมกันอยู่มากมาย 

ลึกลงไปถึงใต้ดิน การสะสมแร่ธาตุทำให้ริมแม่น้ำสงครามกลายเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ เกลือธรรมชาติที่อยู่ใต้ดินลึก เกิดบ่อเกลือและโรงต้มเกลือมานานนับร้อยปี เรื่องเล่าถึงบ่อเกลือแม่น้ำสงครามนี้ย้อนไปไกลถึงตั้งแต่สมัยส่งออกไปอาณาจักรขอมเพื่อทำปลาร้า เกลือจากใต้ดินนี้มีศักดิ์ศรีเป็นถึงเกลือที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงเกลือจากโอกินาว่าของญี่ปุ่น 

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

เกลือถูกนำมารวมกับปลาจากแหล่งเดียวกันเพื่อทำปลาร้า หัวใจของรสชาติอาหารอีสาน มีคนบอกผมว่าในสมัยก่อนนั้น ปลาร้าจากปลาแม่น้ำสงครามจะมีราคาแพงกว่าปลาร้าจากหนองหาร เพราะเป็นปลาจากน้ำไหล และต้องใช้เกลือสินเธาว์หมักเท่านั้น เกลือทะเลก็มาทดแทนกันไม่ได้ จริงหรือไม่จริงอย่างไรต้องหาทางพิสูจน์ 

ทุกวันนี้สกลนครยังเป็นแหล่งผลิตปลาร้าขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรม ถึงกับกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจไปแล้วเช่นกัน

ถ้าต้องแนะนำร้านอาหารที่ใช้ปลาร้าคงมีมากมายเต็มไปหมด ขอยก ‘ร้านส้มตำยายเรือง’ ร้านส้มตำอายุเกือบ 50 ปีที่ขายส้มตำและเมนูอาหารพื้นบ้านอีกไม่กี่อย่างมาตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงทุกวันนี้ ยายเรืองตำคนเดียวมาตลอด ปรุงปลาร้าและรสอื่นๆ เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนสูตร คงพอช่วยให้เห็นรสอีสานที่ผ่านเวลาแบบไม่เปลี่ยนแปลงได้ดี

ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร
ไปสกลนครต้องกินอะไร และอะไรทำให้เกิดอาหารแบบสกลนคร

ถึงตอนนี้ก็ยังคงหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ว่า อาหารของสกลนครจริงๆ คืออะไร แต่ก็เห็นว่าทั้งวิถีชีวิตและถิ่นที่อยู่ ช่วยกันสร้างให้วัฒนธรรมการกินของคนที่นี่มีความหลากหลายสูงมาก คนสกลนครบอกกับผมว่า ในจังหวัดนี้ แค่เปลี่ยนหมู่บ้าน เปลี่ยนอำเภอ อาหารก็เปลี่ยนไปแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคนแถวนั้นเขากินอะไรแบบไหน ชาติพันธุ์อะไร หรือมาสกลนครคนละฤดูกาล หน้าตาอาหารก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับตอนนั้นธรรมชาติจะมีอะไรออกมาให้กิน น้ำหลากก็มีปลา น้ำแห้งก็มีพืชพันธุ์ ยิ่งถ้ามาช่วงฤดูฝน เป็นช่วงที่ป่าภูพานมอบอาหารให้อย่างอุดมสมบูรณ์ ฟังแล้วก็น่าอิจฉาและน่าเสียดาย หากสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปตามยุคสมัย ในวันที่อาหารอาจจะเหมือนกันไปหมดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

อยากชวนให้ทำความรู้จักวิถีของอาหารสกลนครแบบคร่าวๆ เผื่อคราวหน้าถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยว จะได้ลองตามหาและชิมอาหารรสชาติแบบสกลกันครับ

ขอขอบคุณ

อาจารย์วิศิษย์ศักดิ์ อุดมมาลา

สาขาวิชาอุตสาหกรรมบริการ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติสกลนคร 

อาจารย์วรรณพร หันไชยุงวา 

หลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาเพื่อการพัฒนา สาขาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load