โป๋ย-ศักดิ์ชาย ดีนาน สนทนากับเราผ่านโปรแกรมออนไลน์ในบ้านจังหวัดสุรินทร์ 

ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งกลับจากปล่อยวัวในทุ่งนา ให้พวกมันเล็มหญ้าอย่างสบายใจ

ก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งกลับจากกรุงเทพฯ มาใช้ชีวิตและทำงานฟรีแลนซ์ในบ้านเกิด

ก่อนหน้าโน้นเขาเพิ่งกำกับ ‘สะบายดี หลวงพะบาง’ หนังเรื่องแรกในชีวิต

วันนี้ เขากลับมาเขียนบทและกำกับภาพยนตร์อีกครั้งในรอบ 5 ปี จาก คิดถึงทุกปี 

ท่าแร่ ยูไนเต็ด คือ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ทำให้อะดรีนาลีนของชายวัย 53 พลุ่งพล่าน

เป็นภาพยนตร์ที่เขาเอ่ยปากนิยามว่า นี่คือ สะบายดี หลวงพะบาง เวอร์ชันเด็กเตะบอล แถมเขาย้ำว่า ท่าแร่ ยูไนเต็ด ไม่ใช่หนังอีสานไทบ้าน แต่เป็นหนังฟีลกู๊ดที่มีฉากหลังเป็นความงามของอีสาน

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องความฝันของเด็ก ๆ บอล อบต. โป๋ยได้รับแรงบันดาลใจจากการพาหลาน ๆ ขึ้นปิ๊กอัพไปคัดตัวนักบอลในจังหวัดใกล้เคียง ความมุ่งมั่นในการพิชิตความฝันฉายผ่านแววตาใส ๆ หลายสิบคู่ในสนามหญ้าท่ามกลางแดดร้อนฉ่าของภาคอีสาน ซึ่งไม่ต่างจากเด็กชายโป๋ยในวัยเดียวกัน 

ความฝันของเขาไม่ใช่นักบอลอาชีพ หากแต่เป็นคนเขียนบทภาพยนตร์

นี่คือเรื่องราวของการลงมือทำ กว่าจะเป็นคนทำหนัง และกว่าจะเป็น ท่าแร่ ยูไรเต็ด

ศักดิ์ชาย ดีนาน ผกก.สะบายดี หลวงพะบาง สู่ ท่าแร่ ยูไนเต็ด หนังพิชิตฝันของทีมฟุตบอล อบต.

ความฝันของหนุ่มสุรินทร์

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ลุงวัย 50 ต้น ๆ ถามหลานชายวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ

“ผมไม่ได้ฝันอะไรเลยลุง ผมก็เรียนหนังสือไป สอบติดอะไรก็เป็นอันนั้นแหละ” หลานชายตอบ

“ไม่ได้ มึงต้องฝัน และมึงต้องอยากทำมันด้วย” ลุงแนะหลานชายด้วยความสนิท

“ผมอยู่บ้านนอก จังหวัดสุรินทร์ สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในตอนนั้นคือหนังกลางแปลง ฉายในงานศพบ้าง งานผ้าป่า งานกฐินบ้าง การดูหนังเป็นความสุขของผม ทั้งหนังไทย หนังจีน หนังฝรั่ง

“ตอนเรียนมัธยม โรงเรียนผมมีห้องสมุด ผมชอบไปนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด และผมอยากเป็นนักเขียนตั้งแต่ ม.2 ม.3 พอ ม.ปลาย ไปเจอว่ามีคณะนิเทศศาสตร์และวารสารที่เขาสอนทำหนัง

“ผมมีความฝันตั้งแต่มัธยมว่าอยากเป็นคนเขียนบทหนัง” นี่คือความฝันของโป๋ย “แต่ผมสอบไม่ติด” 

ยัง ความฝันของเขายังไม่สลาย เด็กหนุ่มยังหาทางตามฝันให้จนได้

“ผมต้องไปเรียนคณะอื่น เพื่อหาทางเข้าวงการหนังให้ได้ ผมสอบติดคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตสงขลา เรียนอยู่หนึ่งเทอมก็ออกมาสอบนิเทศ แต่สอบไม่ติด ก็เลยเรียนจบด้วยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมไม่ได้เรียนมาโดยตรง เลยต้องฝึกฝนเอง”

วิธีการฝึกฝนของโป๋ย ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและมานะ ความฝันเป็นแรงผลักดันให้เขาฝึกเขียนบทหนังด้วยตนเอง จากการอ่านหนังสือ นั่งดูหนัง แกะรอยฉากหนัง และจดบันทึกบทหนังลงสมุด

ศักดิ์ชาย ดีนาน ผกก.สะบายดี หลวงพะบาง สู่ ท่าแร่ ยูไนเต็ด หนังพิชิตฝันของทีมฟุตบอล อบต.

“มีคนแนะนำผมว่า ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องบท ก็ต้องเขียนเอง เรื่องไหนบทดี ๆ ผมก็จด แล้วดูว่าวิธีเขียนบทแต่ละซีนเขาจะเล่าอะไร อย่างเขาบอกว่า 1 + 2 + 3 คืออะไร 1 คือ การแนะนำตัวละครหรือแนะนำ 20 นาทีแรกของหนัง ส่วน 2 คือ เนื้อเรื่อง และ 3 คือไคลแม็กซ์ มัรเป็นสูตรที่ใช้เขียนบท

“สมมติเปิดหนังมาสักเรื่อง ซีนที่ 1 เปิดเรื่องด้วยรถยนต์วิ่งเข้าไปในหุบเขา ซีนที่ 2 คนสองคนมาเจอกัน เราก็เขียนเป็นหนึ่งบรรทัด มีหนังหลายเรื่องนะที่เป็นหนังดี ๆ อย่างหนังเข้าชิงรางวัลออสการ์ หนังบทยอดเยี่ยม ผมก็หามาดู ยุคนั้นหนังสนุก หนังตลาด ผมก็จดตาม ยุคนี้ผมก็ทำอยู่บ้าง สะดวกกว่าเมื่อก่อนอีก ตอนนั้นเป็นวิดีโอ ต้องกรอกลับมาดู สิ่งเหล่านี้มันเป็นวิธีศึกษาและเรียนรู้ของผม”

เมื่อศึกษาวิชาจนเข้าใจ เด็กหนุ่มเอาบทหนังไปยื่นให้ อังเคิล-อดิเรก วัฏลีลา ที่ อาร์.เอส.ฟิล์ม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพ ‘คนเขียนบทหนัง’ ในวัย 27 – วัยที่ความฝันของเขาผลิดอกเบ่งบาน

ฝันติดไฟหัวใจติดดิน, ปาฏิหาริย์โอม-สมหวัง, โคลนนิ่ง คนก๊อปปี้คน คือหนังที่โป๋ยเป็นหนึ่งในทีมเขียนบท และหลังจากอังเคิลออกจากอาร์.เอส.ฟิล์มส์ไปฟิล์มบางกอก โป๋ยก็ย้ายไปทำงานเป็นครีเอทีฟและที่ปรึกษาด้านบทภาพยนตร์ที่นั่น หลังจากนั้นเขาก็ขยับขยายตัวเองออกมาเป็นฟรีแลนซ์

“เป็นฟรีแลนซ์ก็ยังสนุก เพราะวงการหนังช่วงปี 44-45 ยังคึกคัก วงการหนังฮิตมาก สร้างหนังกันปีละ 50-60 เรื่อง ผมรู้จักคนเยอะ เลยมีงานเกี่ยวทำเรื่อย ๆ ผมรับเขียนบทเป็นหลัก”

และ ปี 2551 ประเทศไทยก็มีคนทำหนังอิสระเพิ่มขึ้นอีกคน นั่นคือ ศักดิ์ชาย ดีนาน

ศักดิ์ชาย ดีนาน ผกก.สะบายดี หลวงพะบาง สู่ ท่าแร่ ยูไนเต็ด หนังพิชิตฝันของทีมฟุตบอล อบต.

จากสะบายดี หลวงพะบาง

เรื่องราวความรักของหนุ่มไทย-สาวลาว เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตโป๋ย ที่เขาเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ ก่อนจะติดเครื่องตามมาด้วยหนังอีกหลายเรื่อง สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจาก..ปากเซ, สะบายดี วันวิวาห์, ผ้าพันคอแดง, ผีทวงคืน, คิดถึงทุกปี จนถึง ท่าแร่ ยูไนเต็ด ภาพยนตร์ล่าสุดของเขา

“ผมอยากถ่าย สะบายดี หลวงพะบาง เพราะไปเที่ยวลาว เจอเสน่ห์ของเมืองลาวแล้วอยากเอามาเล่าให้คนรับรู้ ตั้งแต่ชีวิตคนและเมือง อยากให้คนอื่นเห็นเหมือนที่ผมเห็น ก็เลยเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา”

ถ้าให้คุณนิยามหนังของตัวเอง หนังแบบโป๋ยมันเป็นหนังสไตล์ไหน – เราถาม

“คงเป็นหนังฟีลกู๊ดครับ สมัยหนังออกใหม่ ๆ เพื่อนชอบแซวว่า เวลานั่งรถทัวร์เขาเปิดหนังของผมบ่อยมาก เป็นหนังที่คนดูไปจนถึงกลางเรื่องแล้วก็หลับ แต่ตื่นมาแล้วดูต่อก็ยังดูรู้เรื่อง” 

คุณเห็นด้วยกับเพื่อนมั้ย – “โอเคนะ เพราะหนังมันเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน” 

“ผมเคยเล่าให้เพื่อนผู้กำกับฟัง ตอนผมถ่ายหนัง นั่งสูบบุหรี่อยู่หลังมอนิเตอร์ ถ้าย้อนไปบอกตัวเองตอน 8 9 ขวบว่า ชีวิตหนึ่งจะได้มาเป็นคนเขียนบทหรือผู้กำกับ คงไม่มีทางเป็นไปได้ มันไกลมาก มันคือความภูมิใจส่วนตัว แม้ว่าหนังผมจะไม่ได้ไปไกลมากมาย แต่มันคือความฝันของผม

“ผมบอกหลานเสมอว่า ฝันแล้วต้องทำตาม ตอนนี้ผมทำอยู่อาชีพเดียวนะ ทำอาชีพอื่นเขาไม่รับ ไม่มีคนจ้างด้วย” โป๋ยหัวเราะ “จนบัดนี้ไปทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว เพราะนี่คืองานที่ผมอยากทำ”

ศักดิ์ชาย ดีนาน ผกก.สะบายดี หลวงพะบาง สู่ ท่าแร่ ยูไนเต็ด หนังพิชิตฝันของทีมฟุตบอล อบต.

สู่ท่าแร่ ยูไนเต็ด

หลังจากโลดแล่นด้วยอาชีพคนทำหนังอิสระในเมืองหลวงจนสมควรแก่เวลา ราว 6 ปีก่อน โป๋ยตัดสินใจกลับบ้านมาเป็นคนทำหนังอิสระในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเขากลับมาด้วยเหตุผลทางครอบครัว

“กลับมาแบบว่างงาน ตอนมาแรก ๆ ก็ปั่นจักรยาน กินเหล้า เขียนบทบ้าง ตอนนั้นยังมีเงินเก็บ จนไปทำหนังเรื่องคิดถึงทุกคืน สุดท้ายคุยกับนายทุนไม่ลงตัว ออกเงินเองอีกสองล้าน เงินก็หมด

“ตอนนั้นได้อยู่เฉย ๆ สมใจเลย หลังจากนั้นผมก็ไม่คิดจะทำหนังอีกแล้ว” 

ด้วยสถานการณ์โควิด – 19 ทำให้โป๋ยใช้เวลาอยู่กับตัวเองที่บ้านเกิด เขาเอารถแมคโครมาขุดที่ดิน ให้เป็นคลองและสระ เลี้ยงวัว เลี้ยงหมู

ศักดิ์ชาย ดีนาน ผกก.สะบายดี หลวงพะบาง สู่ ท่าแร่ ยูไนเต็ด หนังพิชิตฝันของทีมฟุตบอล อบต.

ใช่-เขากลายเป็นคนว่างงาน แถมเขายอมรับว่าใช้โรคระบาดเป็นข้ออ้างในการไร้ซึ่งสัมมาอาชีพ และเราไม่อาจมั่นใจกับคำมั่นที่เขาบอกว่า ‘ไม่คิดจะทำหนังอีกแล้ว’

ได้หรือ — เพราะเขาคือคนทำหนัง เพราะนี่คือความฝันของเขาตั้งแต่วัยเยาว์

“พอดีมีคนมาชวน” – นั่นไง คุณคิดเหมือนเราหรือเปล่า ถ่านไฟเก่ายังร้อน รอวันรื้อฟื้น

“เขาเป็นนายทุนอยู่บุรีรัมย์ อยากทำหนังกับผมเพราะชอบสะบายดี หลวงพะบาง มีคนชอบหนังผมเรื่องนี้เรื่องเดียวมั้งเนี่ย แต่เขาอยากทำเรื่องสาวลาวมาอยู่ไทย แต่ผมรู้สึกว่าเรื่องราวมันเก่าแล้ว

“ผมเลยจะทำสะบายดี หลวงพะบาง เวอร์ชั่นเด็กเตะบอล” เขานิยามหนังใหม่ล่าสุด

ต้นความคิดของ สะบายดี หลวงพะบาง เวอร์ชั่นเด็กเตะบอล เป็นยังไง ทำเอาอยากรู้

“มันเป็นประสบการณ์ช่วงที่ผมกลับมาอยู่บ้าน บ้านผมอยู่ในชนบทอีสานนะ ห่างจากตัวอำเภอสิบกิโลฯ เวลาว่างผมชอบไปเตะบอลกับหลาน ชอบออกกำลังกาย แล้วบ้านนอกมันจะมีบอลอบต.

“ผมเห็นหลานมันเล่นบอลกันตั้งใจมาก เงินรางวัลแค่สองสามพัน แต่มันจริงจังกันมาก มันเหมือนว่าเป็นความชอบด้วย ก็เลยทำให้มุ่งมั่นกับการเล่นฟุตบอล มีอยู่วันหนึ่ง ผมขับปิ๊กอัพพาหลานและเพื่อน ๆ ไปคัดตัวที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อไปเล่นบอลมืออาชีพ จากตรงนี้มันก็เป็นที่มาของการเขียนบท”

ในฐานะลุงของหลาน ๆ คุณเห็นอะไรในแววตาของเด็ก ๆ เมื่อพวกเขาลงสนาม

“โห มันตั้งใจกันมากเลย แค่ได้ไปคัดตัวก็ดีใจกันมากแล้ว ผมจำได้เลย เพื่อนหลานอีกสี่คนมันขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านมาตั้งแต่ตีสี่ มานั่งรอเพื่อจะขึ้นรถไปคัดตัวพร้อมกัน ไม่ได้มีแค่หลานผมนะ มีเด็กจากที่อื่น ๆ ไปอีกหลายจังหวัด พ่อแม่พาไปบ้าง ครูพละพาไปบ้าง มันเป็นความฝันของพวกเขา

“เด็ก ๆ ที่ผมพาไปไม่ติดคัดตัวสักคน ผ่านไปสองสามอาทิตย์มีคัดตัวอีกจังหวัดหนึ่ง หลานก็บอกให้พาไปอีก เขาอยากไป” – แล้วคุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร ฟุตบอลถึงกลายเป็นความฝันของเด็ก ๆ 

“สนุกนะ ตอนผมเป็นวัยรุ่นก็เล่นฟุตบอล จริง ๆ เล่นตั้งแต่ประถมแล้ว ไปขอบอลจากครู มาไล่เตะกันก่อนเข้าห้องเรียนตอนเช้า ตอนเที่ยงกินข้าวเสร็จก็ไปเตะบอลกันกลางแดดร้อน ๆ ตอนเย็นก็เตะบอลกันอีก ผมว่ามันเป็นกีฬาที่เล่นแล้วสนุกล่ะมั้ง เด็กเขาก็เลยอยากข้ามไปอีกขึ้นหนึ่งนั่นคือนักบอลมืออาชีพ มันน่าจะเป็นความฝันของใครอีกหลายคนนะ เพราะอาชีพนักบอลเลี้ยงชีพได้ และ ก้าวหน้าได้

“ท่าแร่ ยูไนเต็ด เป็นหนังที่เล่าเรื่องความฝันเล็ก ๆ ให้กลายเป็นจริงของบอลเท้าเปล่า เหมือนเรื่องราวของหลาน ๆ ผม ความฝันของพวกเขามันไกลตัวนะ อยากเป็นนักบอลมืออาชีพ อยากเล่นบอลลีก แต่เด็ก ๆ เขาไม่ได้ฝันอย่างเดียว เขาลงมือทำด้วย”

นี่คือเรื่องย่อของหนังฟีลกู๊ด กลิ่นอายสะบายดี หลวงพะบาง เวอร์ชั่นเด็กเตะบอล

ศักดิ์ชาย ดีนาน ผกก.สะบายดี หลวงพะบาง สู่ ท่าแร่ ยูไนเต็ด หนังพิชิตฝันของทีมฟุตบอล อบต.

นี่คือหนังฟีลกู๊ด ไม่ใช่หนังอีสาน

“บทหนังของผมไม่ใช่หนังอีสาน มันเป็นเรื่องของเด็กทำตามความฝัน มันเป็นหนังที่ถ่ายทำที่อีสาน ที่ชนบทอีสาน ผมไม่อยากทำหนังไทบ้าน กินเหล้าขาว จีบสาว คนดูก็คงรู้สึกว่าซ้ำ ผมไม่คิดว่าการพูดอีสานจะได้เปรียบถ้ามาฉายที่อีสาน ถ้าคนไม่อยากดู เขาก็ไม่ดู ที่สำคัญรายได้หนังเป็นตัววัด

“ผมมองว่าการทำหนังต้องล้ำหน้าคนดู ไม่ต้องเอาภาษาอีสานมาเป็นข้อได้เปรียบ แต่จงทำหนังที่สดใหม่ อย่างหนังไทยที่ตอนนี้ไปไหนไม่ได้ เพราะตามหลังคนดู หนังผมก็อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้”

ท่าแร่ ยูไนเต็ด จึงมีฉากหลังเป็นตึกโคโลเนียลสไตล์ฝรั่งเศสและชุมชนคาทอลิกในหมู่บ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร ก่อนหน้านี้เคยจะชื่อ บึงโขงหลง ยูไนเต็ด ไม่ก็ สิงห์อีสาน ยูไนเต็ด มาก่อน 

โป๋ยเขียนบทหนังในช่วงสถานการณ์โควิด – 19 กำลังครุกรุ่น ฉากหลังทีแรกคือชนบทในอำเภอเล็ก ๆ ของจังหวัดสุรินทร์ จนนายทุนชาวบุรีรัมย์พาเขาไปพบกับนายกอบจ. จังหวัดสกลนคร เขาเลยมีโอกาสสำรวจโลเคชั่นในหลายอำเภอ จนมาตกหลุมรักท่าแร่ ชุนชนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์มากกว่าร้อยปี

หลังจากบทหนังเสร็จ ผู้กำกับบอกว่าบทโหดสำหรับท่าแร่ ยูไนเต็ด คือ การถ่ายทำ

“หนักตรงฉากเตะฟุตบอล คิดไม่ออกว่าต้องถ่ายยังไง เพราะตอนเขียนบทก็ไม่ยาก เขียนว่าทีมท่าแร่เล่นบอล ลำเลียงบอลมาข้างหน้า บอลถูกโยนลงมา รับบอล ส่งต่อให้เพื่อนร่วมทีม พอถ่ายจริงก็ถ่ายทีละคัท

“วันแรกที่ถ่ายทำ ฉากเปิดคือการแข่งบอล ถ่ายตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น อยู่ในสนามบอลคัทกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จนมาถ่ายที่ร้อยเอ็ด เป็นวันที่โหดที่สุดแล้ว เพราะวันเดียว ถ่าย 60 คัท

“ผมยกเครดิตให้ ส่น-พีระพันธ์ เหล่ายนตร์ เขาเป็นตากล้อง ส่นมีประสบการณ์จากการถ่ายหนัง ฮักบี้บ้านบาก กับ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ส่วนนักแสดงในเรื่องประมาณ 7 คน เป็นหลานผมหมดเลย

“ผมเอาหลานไปแสดงเกือบทั้งตระกูล” ลุงพูดพร้อมหัวเราะถึงนักแสดงมือใหม่

บทโหดที่โหดกว่าบทโหดอันแแรก

หลังจากบทโหดตอนที่ 1 ผ่านไปด้วยดี บทโหดตอนที่ 2 ก็เขามาท้าทายโป๋ยอีกครั้ง

คุณยังจำนายทุนบุรีรัมย์ที่ชักชวนให้โป๋ยกลับมาทำหนังอีกครั้งได้ใช่ไหม หลังจากเตรียมงานไม่นาน ชักผิดสังเกต นายทุนไม่รับโทรศัพท์ โทรแล้วโทรอีกก็ไม่รับสาย จากนายทุนเปลี่ยนเป็นนายเท

“เย็นวันที่ 17 มีถ่ายทำ เตรียมงานแล้วแต่เงินก็ยังไม่มา เลยยืมเงินพี่สาวไปห้าแสน หลังจากนั้นผมก็ยืมอีกห้าแสน ซึ่งนายทุนหายหัวไปแล้ว ทำให้ผมต้องแยกร่างเป็นสองร่าง ร่างหนึ่งเป็นผู้กำกับที่อยู่หน้ากองและถ่ายทำให้ได้ตามเป้าหมาย อีกร่างหนึ่งผมเป็นโปรดิวเซอร์ที่ต้องหาและบริหารเงิน

“ผมเล่าให้เพื่อนทำหนังบางคนฟังมันบอกว่า ถ้าเป็นเขา จะหยุด ไม่ทำ แต่ผมเดินหน้าต่อ บางทีตอนพักกองก็โทรไปยืมตังค์เพื่อน แต่หน้ากองต้องตั้งสติให้ดี ผมอาจจะอายุมากประมาณหนึ่ง ผ่านโลกมาเยอะ ฝเลยยังมีสมาธิกับหน้ากอง ส่วนเรื่องเงินเดี๋ยวตอนค่ำ ๆ ค่อยโทรไปยืมเพื่อนอีกรอบ”

เท่ากับว่าโป๋ยยืมเงินพี่สาวมา 1 ล้านบาท เมื่อโปรดิวเซอร์บริหารเงินหมด เขาถอยไม่ได้

และแหล่งเงินทุนรายใหญ่ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือ คุณแม่ของโป๋ย สมทบเงินทุนอีก 1 ล้านบาท แถมด้วยผู้สนับสนุนใจดีจากค่ายสิงห์, รองเท้าสตั๊ดพร้อมถุงเท้า, แบรนด์ขนมปลาหมึก และน้ำดื่มท่าแร่

ไม่ใช่แค่ทำหนัง แต่ต้องรักหนัง

“การกำกับหนัง โดยประสบการณ์ ทำให้ผมเข้าใจอยู่อย่าง เมื่อถ่ายทำสัก 3-4 คิว ผมจะเริ่มเห็นทิศทางของหนัง และมั่นใจว่าหนังจะไปรอด อย่าง ท่าแร่ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกแบบนั้นตอนถ่ายคิวที่ 4

“เป็นฉากเตะบอล เด็กเตะบอลแล้วแพ้ เด็กท่าแร่ใต้ทะเลาะกัน ตอนเห็นนักแสดงเล่น ทั้งน้ำเสียงและสีหน้า มันเป็นนักแสดงจริง ๆ  เป็นตัวละครตัวนั้นจริง ๆ  นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าหนังจะไปถึงจุดจบได้ เล่าเรื่องได้ เพราะนักแสดงหน้าใหม่ที่เล่น เขาเล่นเป็นตัวละครตัวนั้นแล้ว หนังจะสมูทแบบนั้นทั้งเรื่อง”

ความเจ๋งของการทำงานในสถานการณ์โรคระบาดคือการปรับตัว โป๋ยคุมงานทั้งหมดผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ บรรยากาศการทำงานของเขาคือทุ่งนาเขียวขจี ฝูงวัว และเครื่องดื่มสีอำพันหนึ่งแก้ว

บางทีเขาก็สลับบทบาทจากหน้าจอ เป็นหนุ่มลูกทุ่งนั่งปักเบ็ดตกปลาตามหนองน้ำ

บทสนทนากลางทุ่งของ ‘ศักดิ์ชาย ดีนาน’ คนเขียนบทและผู้กำกับ ‘ท่าแร่ ยูไนเต็ด’ หนังอารมณ์ดีที่เล่าเรื่องการลงมือตามฝันของทีมฟุตบอล อบต.

ในวันที่กระบวนการทุกอย่างเกือบเสร็จสมบูรณ์ โป๋ยต้องดูหนังอีกหลายต่อหลายรอบเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ทั้งดูในจอเล็กขนาดแล็ปท็อปและจอใหญ่ขนาดเบิ้มในโรงภาพยนตร์ 

“ผมดูเองก็รอบที่ 40 หรือ 50 แล้วครับ ผมเคยบอกรุ่นน้องคนหนึ่งว่า ในการทำหนังหนึ่งเรื่อง มึงจะต้องรักหนังที่มึงทำ ถ้าไม่รักมากที่สุดก็ต้องรักมากพอสมควร เพราะคุณจะทรมานมากกับการดูหนังแต่ละร่าง ตัดต่อร่างที่ 1 ก็ดู ร่างที่ 2 ก็ดู ดูจนจบเรื่อง พอใส่สี ก็ดูอีก พอทำดนตรีประกอบ ก็ต้องดูอีก”

แล้วกลิ่นอายของภาพยนตร์ สะบายดี หลวงพะบาง ถูกซ่อนไว้ตรงไหน – เราสงสัย

“ตอนดูโรงใหญ่เมื่อ 2-3 วันก่อน ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นสะบายดี หลวงพะบางนะ ทีมงานก็เป็นทีมงานเดียวกัน วิธีการถ่ายทำก็เหมือนสะบายดีฯ ทีมงานเขาทำท่าแร่ให้ออกมาเป็นหลวงพะบาง ทั้งสีหนัง บรรยากาศ ส่วนการแสดงก็มีความรักของเด็ก ๆ เรื่องราวของเพื่อน ความฝัน การเตะบอลกับทีมใหญ่ ๆ

“ขนาดฉากเด็ก ๆ นั่งกินน้ำน้ำอัดลม ผมยังให้ทีมอาร์ตแบกเก้าอี้มาเซ็ตตรงตึกเก่าฝรั่งเศส หรือฉากทุ่งนา ก็เลือกทุ่งนาสวย ๆ อากาศเช้า แดดอ่อน ๆ มันดูไม่สมจริงแบบวิถีชีวิตอีสาน แต่อาจจะเป็นวิถีชีวิตอีสานชวนฝัน ผมทำแบบนี้มาตั้งแต่สะบายดีฯ มันก็เลยกลายเป็นกลิ่นอายของหนังที่อยากเล่า”

ท่าแร่ ยูไนเต็ด พร้อมฉายในประเทศไทยวันพรุ่งนี้ (13 ตุลาคม) และ ฉายที่ประเทศลาวด้วย

“ผมคาดหวังให้หนังออกมาดี คนมาดูเยอะ ๆ และ ให้คนคิดตามเนื้อเรื่องที่ผมนำเสนอ คนเรามีฝัน ก็ต้องลงมือทำ ในหนังอาจจะฉายความพ่ายแพ้ แพ้ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจอย่างเต็มที่ ถึงสู้ แต่ก็สู้เขาไม่ได้

“มันก็เหมือนคนทำหนังล่ะมั้ง ต้องไปให้สุด กัดฟันแยกร่าง ก็ต้องทำ”

ในเมื่อมันเป็นความฝัน – “ก็ต้องทำ” ชายวัย 53 ย้ำกับเรา

บทสนทนากลางทุ่งของ ‘ศักดิ์ชาย ดีนาน’ คนเขียนบทและผู้กำกับ ‘ท่าแร่ ยูไนเต็ด’ หนังอารมณ์ดีที่เล่าเรื่องการลงมือตามฝันของทีมฟุตบอล อบต.

ถามตอบ กับ ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และ คนเขียนบท

ความท้าทายของการเป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และ คนเขียนบท ในคนคนเดียวคืออะไร

ความท้าทายของผม คือ ผมจะเล่าเรื่องให้คนดูเข้าใจในสิ่งที่ผมอยากจะเล่าได้หรือเปล่า และ ความยากคือฉากเตะบอล ถ่ายหลายคัท คนดูจะรู้เรื่องมั้ย มันกดดัน พอหนังเสร็จแล้ว ความกดดันต่อมา คือ หนังจะขายได้มั้ย เพราะผมสำรวจตลาดที่ผ่านมาหนังทำเงินมีอยู่เรื่องเดียว นอกนั้นขาดทุน

ทำไมคุณถึงเขียนใน Editor’s Note ว่า ‘…ท่าแร่ ยูไนเต็ด จะเป็นรถไฟขบวนสุดท้ายของชีวิต …’ 

ถ้าหนังไม่ได้เงิน ก็ไม่มีเงินมาทำอีกไง (หัวเราะ) 

ผมมีเรื่องในหัวอยู่แหละ แต่ตอนนี้ไม่มีเรื่องที่อยากจะเล่า ถ้ามีผมก็จะกลับมาเอง มีคนหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาทำหนังมาหลายเรื่อง ถ้าวันหนึ่งเขาไปเจอเรื่องที่อยากจะเล่า แล้วเขาไม่ได้เล่าเรื่องนั้นให้คนอื่นรับรู้ เขายอมตายเสียดีกว่า

ผมเองก็เป็นอย่างนั้น ผมผ่านจุดที่เป็นผู้กำกับใหม่และการพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว เพราะพิสูจน์ไปมันก็เท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย สุดท้ายก็เหมือนเดิม

เพื่อนสนิทพูดตอนกินเหล้าด้วยกันว่า หลังจากผมทำสะบายดี หลวงพะบาง ถ้าผมตายไป ผมจะได้รับการจดจำและยกย่องมากกว่านี้ เพราะผมทำหนังมาหลายเรื่อง แต่ไม่มีเรื่องไหนดีเท่าเรื่องแรก

แล้วคุณชอบหนังเรื่องแรกของตัวเองมั้ย

ผมชอบอยู่ 2 เรื่อง คือ สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจาก..ปากเซ และ คิดถึงทุกคืน ผมชอบบรรยากาศในการทำงาน พอหนังออกมาก็ชอบเนื้องานและอารมณ์ของมัน 

นอกนั้นผมไม่ค่อยชอบหรอก สะบายดี วันวิวาห์ ใครให้ดูอีก ไม่ดูเลยนะ

คนทำหนังต้องชอบหนังของตัวเองก่อนไม่ใช่หรอ

ไม่ ผู้กำกับบางคนอยากจะเผาหรือเอาไฟล์ไปซ่อนก็มี แต่เป็นหนังของนายทุน ก็เลยต้องฉาย เพราะผมเห็นข้อผิดพลาด ผมรู้ว่าหนังไม่สนุก เมืองนอกก็เป็น มันเห็นความล้มเหลวของหนัง แต่แก้ไขอะไรไม่ได้

ท่าแร่ ยูไนเต็ด เติมเต็มชีวิตคนทำหนังอิสระของคุณไหม

มันทำให้อะดรีนาลีนผมหลั่ง ช่วยทำให้ผมมีความรู้สึกและมีอนาคต 

มีรุ่นน้องที่รู้จักกัน ตอนสองปีที่แล้วเขาเจอผม เขาบอกกับผมว่า ‘ผมพูดตามตรงนะ ตอนนั้นเหมือนพี่เตรียมตัวจะไปแล้วอะ โทรมมาก แต่ตอนนี้พี่ได้กลับมาทำหนัง หน้าตาพี่สดชื่นกว่าเดิม’

มันก็อาจเป็นไปได้ที่ตอนชีวิตผมนิ่ง ๆ ไม่ได้ทำอะไร สภาพจิตใจทำให้ผมเป็นอย่างงั้น ร่างกายผมก็เป็นแบบนั้นไปด้วย แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่า พอทำหนัง ก็อยากเอาหนังไปฉายให้คนเห็น เหมือนผมกลับมามีมีแรง มีจุดหมายที่จะไป อย่าง วูดดี อัลเลน ทำหนังทุกปี เพราะเขาหาอะไรทำเพื่อจะลืมความตาย 

สำหรับผมก็ทำนองนั้นแหละ คนเราต้องหาเป้าหมาย

สิ่งที่คุณเรียนรู้ตลอด 14 ปี ในฐานะคนทำหนังอิสระคืออะไร

ผมเรียนรู้ว่า ถ้าบทยังไม่โอเคอย่าเพิ่งไปถ่าย (หัวเราะ) และอย่าทำหนังเข้าข้างตัวเอง 

ถ้าวันหนึ่ง ศักดิ์ชาย ดีนาน ไม่ได้เป็นคนทำหนัง วันนั้นเขาจะทำอะไร

เขาจะเขียนหนังสือ เพราะเขาชอบเขียนหนังสือ และเขาจะหาเพื่อนกินเหล้า

ถ้ามีเงินนะ ถ้าไม่มีเงินเขาก็คงเครียดเหมือนกัน ผ่านมาครึ่งศตวรรษเพิ่งรู้ว่าเงินเป็นตัวกำหนดหลายอย่างในชีวิต เคยมีช่วงเครียด ๆ เงินหมด แล้วสภาพจิตใจมันก็กำหนดร่างกายต่อ ทำให้กินข้าวไม่ค่อยลง เหมือนอยู่ไปวัน ๆ รอตอนเย็นเพื่อไปนั่งกินเหล้า แต่นั่นเป็นช่วงที่ผมขาดแรงบันดาลใจ 

แล้วความสุขในวัย 53 ของคนกลับบ้านคืออะไร

 ถ้าเป็นชีวิตส่วนตัว เย็น ๆ นั่งกินเบียร์ ดูถ่ายทอดบอล มีความสุข ผมว่าการกลับบ้าน มันดีต่อสุขภาพจิต หมายถึงว่าได้กินข้าวครบ 3 มื้อ (หัวเราะ)  ส่วนเรื่องงาน ทำหนังก็หมดพลังไปปีสองปี คงพัก แล้วค่อยคิดต่อว่าจะไปทางไหนดี

ทำไมวันนี้คุณใส่เสื้อบอลทีมอาร์เซนอล

ใส่ถ่ายรูปแล้วก็เยาะเย้ยเพื่อนที่เชียร์บอล บางทีเชียร์บอลก็เพราะว่าอยากเยาะเย้ยเพื่อน มันก็เป็นแบบนี้ ตามอายุ ชีวิตการเกษียณคือการดูบอล มีความสุขเหมือนการทำงานนั่นแหละ

บทสนทนากลางทุ่งของ ‘ศักดิ์ชาย ดีนาน’ คนเขียนบทและผู้กำกับ ‘ท่าแร่ ยูไนเต็ด’ หนังอารมณ์ดีที่เล่าเรื่องการลงมือตามฝันของทีมฟุตบอล อบต.

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ณฐวัฒน์ ตีรวัฒนประภา

อดีตนักวิชาการสาธารณสุข รักการศึกษาปรัชญา จิตวิทยา การถ่ายรูปเทคนิคใหม่ ๆ ปัจจุบันมีสตูดิโอถ่ายภาพและคาเฟ่โกโก้ในจังหวัดสุรินทร์

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load