ก่อนอื่น ขอถามทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณผู้อ่านที่เป็นสุภาพสตรีว่า…

ใน 1 ปีนี้ท่านใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (ครีมบำรุงผิวหน้า) กี่แบรนด์ และซื้อแบรนด์เดิมกี่ครั้งคะ

บทความนี้ จะพาท่านไปพบแบรนด์เครื่องสำอางแบรนด์หนึ่งที่ประกาศว่า

“เราไม่อยากได้ลูกค้า 100 คนที่ซื้อสินค้าเราเพียงครั้งเดียว แต่เราอยากได้ลูกค้าเพียงคนเดียวที่ซื้อผลิตภัณฑ์เรา 100 ครั้ง”

สกินแคร์เพียง 1 แบรนด์ในรอบ 45 ปี

บริษัท Saishunkan ตั้งอยู่ที่จังหวัดคุมาโมโต้ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เดิมเป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายสมุนไพร

ใน ค.ศ.​1974 ทางบริษัทได้คิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘Domohorn Wrinkle’ (อ่านว่า โดโมโฮน ริงเคิล) ทางบริษัทเชื่อว่าผิวมีพลังในการฟื้นฟูตามธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้นขึ้น ในแบบธรรมชาติ (แต่ยั่งยืน)

ในวงการเครื่องสำอาง บริษัทต่างๆ พยายามออกสินค้าใหม่ แบรนด์ใหม่ เพื่อช่วงชิงลูกค้า แทบทุกแบรนด์จะออกสกินแคร์หลายรุ่น เช่น แบบเข้มข้นสำหรับคนผิวแห้ง หรือครีมเบาบางสำหรับคนผิวมัน

แต่ตั้งแต่สร้างแบรนด์มา Saishunkan มีแบรนด์สกินแคร์เพียง 1 แบรนด์ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ 8 ชิ้น …เพียง 8 ชิ้นในรอบ 45 ปี ผิดจากวิสัยบริษัทญี่ปุ่นทั่วไปที่ชอบออกสินค้าใหม่ๆ เป็นอย่างยิ่ง

เครื่องสำอางญี่ปุ่น

ภาพ : www.saishunkan.co.jp

 

การตลาดที่ฉีกแนว

Domohorn Wrinkle ไม่มีร้านตามห้างสรรพสินค้า ไม่วางจำหน่ายที่ร้านขายยา เหมือนแบรนด์เครื่องสำอางเจ้าอื่น ช่องทางเดียวที่ลูกค้าจะติดต่อสอบถามและสั่งซื้อได้คือ ทางโทรศัพท์

ขณะที่แบรนด์เครื่องสำอางเจ้าอื่นพยายามทำโปรโมชันกระตุ้นยอดขาย Saishunkan กลับไม่ยอมขายสินค้าให้กับลูกค้าที่ไม่เคยทดลองใช้สินค้าก่อน แถมยังยอมส่งสินค้าทดลองให้ลูกค้าฟรีทั่วประเทศ เพียงแค่ลูกค้าโทรมาที่ Call Center เท่านั้น

วิธีทำการตลาดแบบไม่ยอมเจอหน้าลูกค้า ไม่ยอมขาย แต่ย้ำให้ทดลอง กลับทำให้ยอดขายของ Domohorn Wrinkle เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ปีหนึ่ง สินค้าทดลองของ Domohorn Wrinkle ถูกจัดส่งไปกว่า 2 แสนชิ้น ร้อยละ 25 ของลูกค้าที่ทดลองใช้สินค้า ตัดสินใจซื้อสินค้าต่อ

แต่ตัวเลขที่น่าสนใจยิ่งกว่า คืออัตราการซื้อซ้ำ

ลูกค้าที่ซื้อ 2 ครั้ง มีประมาณร้อยละ 60 ลูกค้าที่ซื้อ 3 ครั้ง มีร้อยละ 75 ลูกค้าที่ซื้อ 8 ครั้งขึ้นไป มีสูงถึงร้อยละ 90

กล่าวโดยสรุปคือ ลูกค้าที่ซื้อสกินแคร์ตัวนี้ แทบทุกคนจะกลับมาซื้อแล้วซื้ออีก

เคล็ดลับความสำเร็จคือ ‘การคิดถึงลูกค้าจริงๆ’

 

อดีตอันเจ็บปวด

Saishunkan เคยมีช่วงที่ ‘ลืม’ ลูกค้า

เมื่อสินค้าเริ่มขายดี เป็นช่วงที่ยอดขายบริษัทแตะหลักร้อยล้านเยน พนักงานขายก็อยากทำยอดมากยิ่งขึ้น เริ่มเปลี่ยนจากการขายเป็นการยัดเยียด

เวลาลูกค้าโทรมา พวกเธอไม่ค่อยได้ฟังลูกค้า และพยายามดึงดันขอที่อยู่เพื่อจัดส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไปให้ หรือเวลาเห็นลูกค้าคนใดน่าจะใช้ผลิตภัณฑ์จนใกล้หมดแล้ว ก็จัดส่งผลิตภัณฑ์ชุดใหม่ไปให้ลูกค้าเลย โดยที่ไม่ได้โทรไปพูดคุยก่อน

ทุกคนลืม ‘ความสุขของลูกค้า’ หันไปไล่ล่าตัวเลขยอดขายอย่างไม่หยุดยั้ง

ใน ค.ศ. 1993 หน้าบริษัท Saishunkan จึงเกิดกองภูเขาใหญ่ๆ 1 กอง นั่นคือสินค้าที่ลูกค้าส่งคืน พร้อมเสียงบ่น ว่ากันว่าสินค้าที่ถูกตีกลับคืนมานั้น รวมๆ แล้วน่าจะมีมูลค่าสูงกว่า 20 ล้านบาท

ประธานบริษัทในตอนนั้นตัดสินใจสั่งห้ามพนักงานโทรหาลูกค้าโดยเด็ดขาดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ในช่วง 3 เดือนนั้นพนักงานได้รับการอบรมใหม่ทั้งหมด และได้เรียนรู้ว่า…

‘ยอดขายที่แท้จริงมาจากจำนวนครั้งที่ลูกค้ารู้สึกขอบคุณเรา’

เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ซ้ำอีก บริษัท Saishunkan ตัดสินใจนำกองกล่องสินค้าที่ถูกตีคืนมาวางไว้ตรงทางเข้าบริษัท เอาไว้เตือนสติพนักงานทุกคนในทุกวันทำงาน

เครื่องสำอางญี่ปุ่น

กล่องสินค้าที่ถูกตีกลับซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้า
www.saishunkan-recruit.com

 

เราจะ ‘เป็น’ ลูกค้า

เหตุการณ์กองภูเขาสินค้าตีกลับนั้นทำให้ Saishunkan เปลี่ยนวิธีการทำงานไปทั้งหมด

ออฟฟิศและโรงงานอยู่ติดกัน พนักงานกว่า 1,000 คนทำงานอยู่ในชั้นเดียวกันโดยไม่มีกำแพงใดๆ กั้น ฝ่าย R&D ก็นั่งติดอยู่กับ Call Center ได้ยินเสียงลูกค้าอย่างแจ่มแจ้ง

เครื่องสำอางญี่ปุ่น

ภาพ : www.saishunkan.co.jp

บริเวณพื้นที่ว่างจากทางเข้ามาออฟฟิศจะมีเก้าอี้เปล่าตัวหนึ่งวางไว้ เก้าอี้ตัวนี้เป็นเก้าอี้ที่ไม่มีใครกล้านั่ง เพราะเป็นเก้าอี้ของ ‘ลูกค้า’

เครื่องสำอางญี่ปุ่น

เก้าอี้ตัวนี้ถูกจัดวางไว้เตือนสติพนักงาน (อีกแล้ว) ว่า จงรู้สึกเสมอว่าลูกค้านั่งอยู่ตรงนี้ มองพวกเราทำงานอยู่ อย่าลืมทำให้ลูกค้ามีความสุข

พนักงานที่นี่จะได้รับการอบรมให้ ‘เป็น’ ลูกค้า กล่าวคือ ยิ่งไปกว่าเข้าใจลูกค้า แต่ให้รู้สึกเหมือนตนเองเป็นลูกค้าคนนั้นจริงๆ เช่น ในเวิร์กช็อปลองเป็นผู้สูงอายุนั้น พนักงานลองไปนั่งเก้าอี้รถเข็น ลองใช้ชีวิตแบบนั้น ลองผูกของหนักๆ ไว้ที่มือให้คล้ายแขนคนแก่ที่ไม่มีแรง และได้สัมผัสจริงๆ ว่าลูกค้าที่อายุมาก เมื่อหยิบจับผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้น จะหยิบยกยากหรือไม่ เพียงใด

พนักงาน Call Center กว่า 700 คนจะดึงข้อมูลลูกค้าขึ้นมาและคอยบันทึกประวัติลูกค้าโดยละเอียด เพราะฉะนั้น ไม่ว่าพนักงานคนใดรับสาย ก็สามารถ ‘เห็น’ ลูกค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น

เครื่องสำอางญี่ปุ่น

หากพนักงานคนใดมีปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ก็สามารถมาตีกลองระดมไอเดีย เมื่อได้ยินเสียงกลอง พนักงานที่มือว่างจากแผนกอื่นๆ ก็จะวิ่งมาประชุมกันเพื่อพยายามหาทางแก้ไข

เครื่องสำอางญี่ปุ่น

กลองระดมพลที่ตั้งไว้กลางออฟฟิศ
ourage.jp

 

ผลึกของความใส่ใจ

แม้ Saishunkan จะมีผลิตภัณฑ์เพียง 8 ชิ้น แต่ก็ทุ่มเทพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากสรรพคุณที่ช่วยบำรุงผิวได้จริง การคัดเลือกวัตถุดิบตามธรรมชาติที่ดีแล้ว Saishunkan ยังใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกค้าเองอาจไม่เคยสังเกตเห็นก็ได้

บริษัทเสียเวลา 4 ชั่วโมงในการถอดชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องจักรผลิตมาล้างทุกวัน เพื่อให้มั่นใจว่าสกินแคร์ทุกชิ้นที่ออกจากโรงงานไปสะอาดและปลอดภัยจริงๆ

บริษัทจะเก็บตัวอย่างสินค้าที่ผลิตทุกวันไว้เป็นระยะเวลา 5 ปี เผื่อลูกค้าโทรมากรณีสินค้ามีปัญหา พนักงานจะได้ตรวจสอบง่ายขึ้นว่าสินค้าที่ผลิตในวันที่ XXX เดือน YYY มีปัญหาอย่างไร

เรื่องการออกแบบสินค้าก็ผสมความใส่ใจอย่างเต็มที่

กรณีเจลล้างเครื่องสำอางนั้น ลูกค้าต้องนวดเจลกับหน้าเป็นเวลา 3 นาทีเพื่อให้ล้างเครื่องสำอางได้หมดจดจริงๆ

ฝ่าย R&D ของบริษัทเกรงว่าลูกค้าจะเบื่อ นวดหน้าได้ไม่ครบ 3 นาที จึงเลือกใช้สีชมพูใสๆ สวยๆ ให้ลูกค้ารู้สึกดีตั้งแต่บีบเจล ผสมกลิ่นหอมเข้าไปให้ลูกค้ารู้สึกมีความสุขเวลานวดหน้า และหาวิธีที่แปลงเจลให้กลายเป็นน้ำนมเมื่อลูกค้าล้างหน้า เพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกว่าผิวหน้าตึงแห้ง เปลี่ยนให้การล้างเครื่องสำอางเป็นความสุขของสาวๆ

เครื่องสำอางญี่ปุ่น

ภาพ : www.saishunkan.co.jp

อีกตัวอย่างของความใส่ใจ คือปัญหาความ ‘งก’ ของลูกค้า  

ทีมดีไซน์แพ็กเกจจิ้งค้นพบว่า ลูกค้าหลายคนเสียดายเวลาใช้ครีมใกล้หมดแล้ว อยากใช้ครีมให้หมดจนหยดสุดท้าย จึงใช้กรรไกรตัดหลอด แล้วค่อยๆ ใช้นิ้วปาดครีมออกมา

การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้สิ่งสกปรกเจือปนได้ ทางทีมดีไซน์จึงปรับปากหลอดผลิตภัณฑ์ให้เป็น 2 ชั้น เมื่อลูกค้าบีบผลิตภัณฑ์ไม่ออก ก็สามารถหมุนฝาขวดเกลียวชั้นที่  1 ออก และใช้คอตตอนบัดปาดครีมออกมาใช้ให้หมดจนหยดสุดท้ายได้

เครื่องสำอางญี่ปุ่น

หลอดบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายในปี 2007
ภาพ : www.saishunkan.co.jp/

หากคิดดีๆ การล้างเครื่องสำอางอย่างถูกต้อง หรือการให้ลูกค้าสามารถใช้ครีมได้จนถึงที่สุด ดูเหมือนไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญอะไรในการพัฒนาสินค้า แถมยังเป็น ‘ธุระฝั่งลูกค้า’ เสียด้วยซ้ำ แต่เพราะบริษัทไม่ละเลยเสียงบ่นหรือปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เพราะพนักงานทุกคนพยายามฟัง เข้าใจ และแก้ไข อย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ยอดขายที่ดี และอัตราการซื้อซ้ำที่สูงถึงร้อยละ 90 นั่นเอง

“ยอดขายที่ถูกต้องคือตัวเลขที่สะท้อนว่าเราสามารถทำให้ลูกค้ามีความสุขได้มากน้อยเท่าไร บริษัทจะขายสินค้าได้หรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับเทคนิคการตลาดหรือการขายใดๆ แต่คือความมุ่งมั่น ความพยายาม และความใส่ใจ เพื่อทำให้ลูกค้าผิวดีขึ้นต่างหากครับ”

มาซาอากิ นิชิกาว่า ประธานบริษัท Saishunkan

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ช่วงกลางเดือนธันวาคม ปี 2020 บริษัทขนมแห่งหนึ่งในจังหวัดนิกาตะ ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ในญี่ปุ่น

ช่วงวันที่ 17 – 19 ธันวาคม เกิดเหตุการณ์หิมะตกหนัก ทำให้การจราจรบริเวณทางด่วนที่เชื่อมจังหวัดนิกาตะกับกุนมะติดขัด เคลื่อนไหวไม่ได้นานกว่า 43 ชั่วโมง คนขับรถขนส่งขนมของบริษัท Iwatsuka Confectionery ได้ติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่ เพื่อขอนำสินค้าหลังรถมาแจกจ่ายรถคันอื่นที่อยู่รอบ ๆ ที่กำลังประสบภัย

มีผู้ได้รับคนหนึ่งถ่ายภาพกล่องขนมลงทวิตเตอร์ โดยบอกว่า “เรารอการช่วยเหลือมากว่า 22 ชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครมาเลย แต่เมื่อสักครู่นี้ คนขับรถขนมนำข้าวเกรียบมาให้พวกเรา ขอบคุณคุณคนขับและบริษัท Iwatsuka จริง ๆ นะคะ” 

ข้อความดังกล่าวกลายเป็นไวรัลในญี่ปุ่น แสดงถึงความน่ารักของบริษัทและตัวพนักงาน

หากอ่านเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับบริษัท Iwatsuka Confectionery ต่อไปนี้ และสรุปด้วยคำเพียงประโยคเดียว ดิฉันคิดว่า จะเรียกเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ว่า 

“งดงามและมีน้ำใจ” 

จุดเริ่มต้นของการทำเพื่อผู้อื่น

ในจังหวัดนิกาตะ มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อ หมู่บ้านอิวาสึกะ (ปัจจุบัน คือ อำเภอนากาโอกะ) เป็นหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา ชีวิตคนในหมู่บ้านแร้นแค้นมาก เนื่องจากมีหิมะตกหนักในช่วงฤดูหนาว หากหมดฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว คนในหมู่บ้านต้องออกไปทำงานในเมือง จึงจะสามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ 

ฮิราอิชิ คินจิโร่ และ มาสะ เคซาขุ สองเพื่อนรักที่กอดคอออกไปทำงานในเมืองก็เช่นกัน ทั้งคู่มีความฝันว่า สักวันอยากสร้างงานเพื่อให้คนในหมู่บ้านมีงานทำในบ้านเกิดตนเอง อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวตลอดปี

ข้าวเกรียบอิวาสึกะ แบรนด์ขนมที่กู้วิกฤตขาดทุนด้วยการไม่ลดต้นทุน และช่วยเหลือคนอื่น
สภาพหมู่บ้านอิวาสึกะ

ปี 1947 ทั้งคู่ตัดสินใจสร้างโรงงานทำคาราเมลขึ้นมา คาราเมลของทั้งคู่ได้รับรางวัลคุณภาพดีเยี่ยม ขณะที่ธุรกิจกำลังไปได้ดี มีบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาทำคาราเมลแข่ง ทำให้ฮิราอิชิและมาสะต้องหาสินค้าชนิดอื่นมาทำแทน เพราะไม่มีทางสู้บริษัทขนาดใหญ่ได้เลย 

ทั้งคู่เริ่มธุรกิจใหม่ โดยเลือกทำข้าวเกรียบ เนื่องจากวัตถุดิบหลักคือข้าว ซึ่งหาได้ง่ายในจังหวัดนิกาตะอยู่แล้ว 

สิ่งที่เป็นคำพูดติดปากของผู้ก่อตั้งทั้ง 2 คน คือ สินค้าเกษตรแปรรูปนั้น ไม่มีทางที่รสชาติดีกว่าวัตถุดิบได้ หากต้องการให้ขนมอร่อย วัตถุดิบต้องยิ่งดี ยิ่งอร่อย 

บริษัท Iwatsuka ยอมเสียต้นทุนสูงกว่า ใช้ข้าวที่ผลิตในญี่ปุ่นเท่านั้น โดยเชื่อว่า ข้าวญี่ปุ่นจะมีกลิ่นข้าวหอมกว่า ถั่วดำและถั่วเหลืองที่ใช้ก็เป็นพันธุ์พิเศษจากเมืองฮอกไกโด ซึ่งราคาสูงกว่าถั่วนำเข้าประมาณ 3 เท่า แต่ก็เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยให้รสชาติขนมกลมกล่อมและหวานเป็นธรรมชาติ 

นอกจากความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบแล้ว บริษัท Iwatsuka ยังพัฒนาสินค้าใหม่ที่กลายเป็นสินค้าขายดีระยะยาว (คือเกิน 40 ปี) เช่น ในปี 1966 บริษัทออกขนมเซมเบ้สำหรับเด็ก (お子様せんべい) เป็นข้าวเกรียบนุ่ม ไม่แข็ง เด็กทารกกัดทานได้ ที่สำคัญคือปลอดภัย ไม่ใส่สารปรุงแต่งสี กลิ่น รส 

ข้าวเกรียบอิวาสึกะ แบรนด์ขนมที่กู้วิกฤตขาดทุนด้วยการไม่ลดต้นทุน และช่วยเหลือคนอื่น


ส่วนในปี 1988 บริษัทออกข้าวเกรียบรุ่น “สู้ ๆ นะ! ครอบครัวกินผัก” (がんばれ!野菜家族べい) ซึ่งมีส่วนผสมของผักต่าง ๆ เช่น แครอท ผักโขม ผสมแคลเซียม และหลังจากนั้น ได้ออกซีรีส์ “สู้ ๆ นะ! ครอบครัวกินปลา” (がんばれ!小魚家族) ซึ่งเพิ่มปลาป่นและแคลเซียม

ข้าวเกรียบอิวาสึกะ แบรนด์ขนมที่กู้วิกฤตขาดทุนด้วยการไม่ลดต้นทุน และช่วยเหลือคนอื่น
บรรจุภัณฑ์ในภาพ เป็นดีไซน์รุ่นล่าสุด

วิกฤตครั้งที่ใหญ่ที่สุด

ในปี 2004 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดนิกาตะ ทำให้โรงงานของบริษัท Iwatsuka เสียหายหมด และส่งสินค้าไปยังร้านค้าต่าง ๆ ไม่ได้

นอกจากนี้ ในช่วงเดียวกัน บริษัทยังเผชิญกับปัญหาการแข่งขันด้านราคา คู่แข่งขายสินค้าตัดราคาโดยใช้วัตถุดิบนำเข้า ทำให้ได้เปรียบด้านต้นทุนมากกว่า แต่ผู้บริหารของบริษัทยังคงยืนยันตามนโยบายของผู้ก่อตั้ง คือ รักษาคุณภาพสินค้าให้ดีที่สุด จึงมิได้มีการหันไปใช้วัตถุดิบนำเข้าราคาถูกแต่อย่างใด

ในทางกลับกัน บริษัทมองหาตลาดใหม่แทน นั่นคือ ตลาดวัยรุ่น เดิมทีขนมเซมเบ้หรือข้าวเกรียบ ถูกมองว่าเป็นขนมโบราณหรือเป็นขนมของผู้ใหญ่ บริษัท Iwatsuka จึงไปขอความเห็นและร่วมพัฒนาสินค้าใหม่กับนักเรียนสาวชั้นมัธยมต้นในโตเกียว

ข้าวเกรียบอิวาสึกะ แบรนด์ขนมที่กู้วิกฤตขาดทุนด้วยการไม่ลดต้นทุน และช่วยเหลือคนอื่น

ผลลัพธ์ที่ได้คือ เกิดขนมรสชาติใหม่ ๆ และบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามขึ้น เช่น ข้าวเกรียบ ‘เปเปอร์ระ’ มีส่วนผสมพริกไทย 3 ชนิด หรือข้าวเกรียบรส Tomato & Basil ทำให้รู้สึกมีพลังมากขึ้น อีกรสหนึ่งซึ่งทำมาเพื่อสาว ๆ โดยเฉพาะ คือ ข้าวเกรียบรส Honey Apple เคลือบผงอบเชย

สินค้าทั้งหมดนี้เป็นสินค้าขายดีและสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการขนมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอร่อยและดูทันสมัย 

จากความพยายามสร้างสินค้าใหม่ ๆ เจาะกลุ่มตลาดใหม่ ขณะเดียวกันก็ไม่ประนีประนอมเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ ทำให้บริษัท Iwatsuka ค่อย ๆ ได้ยอดขายกลับคืนมา จนพ้นสภาพขาดทุนได้ในระยะเวลาเพียง 4 ปี 

วิกฤตที่สร้างน้ำใจ

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดนิกาตะตอนปี 2004 ในครั้งนั้น ทำให้บริษัท Iwatsuka เข้าใจความลำบากของการใช้ชีวิตในช่วงภัยพิบัติเป็นอย่างยิ่ง ทางบริษัทตัดสินใจเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยทุกครั้ง ตอนเกิดแผ่นดินไหวที่จังหวัดคุมาโมโตะ บริษัทก็ออกข้าวเกรียบรุ่นพิเศษซึ่งใช้ข้าวจากจังหวัดคุมาโมโตะ เพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจในจังหวัด 

ตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โทโฮขุในปี 2011 ทางบริษัทไม่เพียงแค่บริจาคเงินกับขนม แต่นำรถบรรทุกเล็กมาดัดแปลง เขียนด้านข้างรถว่า ‘เซมเบ้ทำสด ทอดสด’ ขับไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ในพื้นที่ที่ประสบภัย เด็ก ๆ ที่ไม่มีโอกาสได้ออกไปเที่ยวหรือวิ่งเล่นที่ไหน ก็ได้มาห้อมล้อมดูการสาธิตทำข้าวเกรียบ ทำให้เด็ก ๆ ได้ลองทานข้าวเกรียบทอดสด ๆ ใหม่ ๆ ช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น 

ข้าวเกรียบอิวาสึกะ แบรนด์ขนมที่กู้วิกฤตขาดทุนด้วยการไม่ลดต้นทุน และช่วยเหลือคนอื่น
ภาพ : www.iwatsukaseika.co.jp

หนึ่งในโปรเจกต์ย่อยที่เกิดขึ้น คือ การชวนเด็ก ๆ ประถมของโรงเรียนในเมืองมินามิโซมะ เมืองที่ประสบภัยแผ่นดินไหวอย่างหนัก เข้ามาร่วมออกแบบข้าวเกรียบแบบใหม่ ตอนแรก ทางบริษัทเริ่มสอนเด็ก ๆ ถึงวิธีการทำข้าวเกรียบ จากนั้นก็ชวนแต่ละคนลองคิดรสชาติมานำเสนอ ช่วยกันโหวต และบริษัทกลับไปลองทำดู

ข้าวเกรียบที่เด็ก ๆ เมืองมินามิโซมะช่วยกันคิด ช่วยกันลอง จนถึงขั้นตั้งชื่อ คือ ข้าวเกรียบรุ่น Butter Shiyotto เป็นข้าวเกรียบรสเนยและโชยุ 

บริษัทยังนำรูปภาพเด็ก ๆ มาไว้บนหน้าซอง พร้อมให้เครดิตเต็มที่ว่า นี่คือทีมผู้ช่วยวิจัยและพัฒนา ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกภูมิใจ คลายความโศกเศร้าจากการสูญเสียครั้งใหญ่ได้ 

ข้าวเกรียบอิวาสึกะ แบรนด์ขนมที่กู้วิกฤตขาดทุนด้วยการไม่ลดต้นทุน และช่วยเหลือคนอื่น
ภาพบรรจุภัณฑ์ขนม ตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปัจจุบัน

รายได้ที่ไม่คาดคิด

หากดูงบการเงินปี 2020 จะเห็นว่า บริษัท Iwatsuka มีกำไรจากการดำเนินงาน 1.7 ร้อยล้านเยน แต่มีรายได้ที่ไม่ได้มาจากการดำเนินงาน หรือพูดง่าย ๆ คือ รายได้ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการขายขนมข้าวเกรียบสูงถึง 2.2 พันล้านเยน 

เงินก้อนโตจำนวนนี้มาจากไหน

จริง ๆ แล้ว เงินจำนวนนี้เป็นเงินปันผลจากการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Want Want China Holdings Limited บริษัทผู้ผลิตขนมเจ้าใหญ่ในไต้หวัน 

เหตุใดบริษัทเล็ก ๆ ในเมืองที่มีแต่หิมะ ถึงไปจับมือและได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทระดับ Top 50 Large Enterprises in Asia (โดยนิตยสาร Forbes Asia) ขนาดนี้ได้

เรื่องนี้ต้องย้อนไปในช่วงปี 1980 นาย Tsai Eng-Meng ทายาทโรงงานอาหารกระป๋อง ได้รับมอบหมายจากพ่อให้มองหาสินค้าใหม่ ๆ ที่บริษัทจะผลิตได้แทนอาหารกระป๋อง เนื่องจากยอดขายสินค้ากระป๋องเริ่มลดลง 

เขาได้มีโอกาสชิมข้าวเกรียบของบริษัท Iwatsuka และถูกใจในรสชาติมาก จึงลองส่งจดหมายไปติดต่อ ในตอนนั้น ทางบริษัทเผชิญกับความล้มเหลวในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ จึงยังไม่กล้ารับข้อเสนอจากนาย TSAI ทันที แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็โทรศัพท์มาที่บริษัทและแจ้งว่า เขามาถึงสถานีใกล้ ๆ บริษัทแล้ว ทางทีมผู้บริหารตกใจมาก จึงรีบขับรถฝ่าหิมะออกไปรับ 

ตอนนั้นนาย TSAI อายุเพียง 23 – 24 ปีเท่านั้น ท่านประธานบริษัทเห็นในความมุ่งมั่นของชายหนุ่มชาวไต้หวันตรงหน้า จึงตั้งใจสอนวิธีการทำข้าวเกรียบให้ โดยมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือ ห้ามผลิตและส่งสินค้ามาขายในญี่ปุ่น ซึ่งนาย TSAI ก็รักษาคำสัญญาเป็นอย่างดี 

บริษัท Iwatsuka ถ่ายทอดวิธีการติดตั้งเครื่องจักรญี่ปุ่น ช่วยออกแบบไลน์การผลิต ส่งช่างเทคนิค 2 คนไปประจำที่ไต้หวัน ตลอดจนสอนเทคนิคการเลือกข้าวให้บริษัท Want Want 

อันที่จริง บริษัท Want Want ก็พอมีคอนเนกชันกับบริษัทญี่ปุ่นรายอื่นอยู่บ้าง แต่เมื่อลองติดต่อไป บริษัทส่วนใหญ่ไม่ไว้ใจบริษัทต่างชาติอย่างพวกเขา เจ้าอื่น ๆ มักจะขอค่าสัญญา ค่าสอนเทคนิคต่าง ๆ โดยตั้งท่าจะร่างสัญญาโดยละเอียด แต่บริษัท Iwatsuka กลับคุยด้วยท่าทีสบาย ๆ และยินดีสอนให้อย่างเต็มที่ บริษัท Iwatsuka เข้มงวดและเน้นย้ำสูงสุด คือ เรื่องการพยายามรักษาคุณภาพขนมให้สูงอย่างสม่ำเสมอ 

หลังจากนั้น ทุกปีทางบริษัทไต้หวันจะส่งพนักงานมาฝึกงานและเรียนรู้จากบริษัท Iwatsuka ปีละประมาณ 40 คน ทางบริษัทไม่ได้สอนเพียงเทคโนโลยีหรือเรื่องงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังพยายามสอนวัฒนธรรมญี่ปุ่น เช่น การดูดอกไม้ไฟ การพูดภาษาญี่ปุ่น พวกเขาดูแลพนักงานบริษัท Want Want เหมือนญาติ เหมือนคนในครอบครัวอย่างอบอุ่นตลอด 30 กว่าปีที่รู้จักกัน

นาย Tsai เองก็รักษาคำพูด ไม่เคยทำสินค้ามาแข่งในญี่ปุ่น เขาเสนอให้บริษัท Iwatsuka มาเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ในการทำธุรกิจ และจนบัดนี้ ก็ยังคงรักษาสัดส่วนหุ้นและคอยส่งเงินปันผลให้เป็นอย่างดี 

คำพูดหนึ่งที่ท่านประธานบริษัท Iwatsuka บอกนาย Tsai คือ การที่เราได้พบกัน ก็เหมือนเป็นพรหมลิขิต และเราจะพยายามรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ นาย Tsai ประทับใจกับน้ำใจและความจริงใจของท่านประธานมาก จนนำคำนี้มาเป็นปรัชญาของบริษัทตนว่า “เราจะเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการพบพานกัน”

บริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ถือกำเนิดจากความตั้งใจสร้างงานให้คนในบ้านเกิดตนเอง แม้โดนเจ้าใหญ่เลียนแบบสินค้า เผชิญสงครามราคาหรือภัยที่ไม่คาดคิดอย่างแผ่นดินไหว บริษัท Iwatsuka ไม่เคยย่อท้อในการคัดสรรวัตถุดิบดี ๆ มาทำขนมอร่อย ๆ เพื่อลูกค้า

แม้เจอวิกฤต ก็ยังคอยช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ เพราะเข้าใจดีว่าการประสบภัยพิบัตินั้น มีความทุกข์ยากเพียงเท่าใด เมื่อมีเพื่อน (พาร์ตเนอร์)​ ก็ใส่ใจ ดูแลเต็มที่

ความเป็นผู้ให้ตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจจนถึงปัจจุบันนี้ ทำให้บริษัท Iwatsuka เป็นบริษัทที่มีลูกค้ารักและชื่นชมอย่างยาวนาน ตลอดจนนำไปพบพาร์ตเนอร์ต่างชาติที่ดี ช่วยให้รอดพ้นวิกฤตจนถึงทุกวันนี้

ภาพ : www.iwatsukaseika.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load