14 กุมภาพันธ์ 2563
3 K

เมื่อพูดถึงวันวาเลนไทน์ ก็ต้องนึกถึงคู่รัก ความโรแมนติก

คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเมืองอะไรนะ ปารีสหรือเปล่า แต่เชื่อว่าลิสต์ลงมาสัก 10 เมือง ต้องมีเมืองในอิตาลีติดมาอย่างแน่นอน

เมืองของอิตาลีที่น่าจะติดโผก็น่าจะเป็นเวนิสกับฟลอเรนซ์ เมืองแรกคงจะพากันไปล่องกอนโดล่ากันหวานฉ่ำ ส่วนฟลอเรนซ์ก็คงดื่มด่ำความงามของเมืองกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จริงๆ แค่ชื่อเมืองฟลอเรนซ์ก็ฟังดูฟรุ้งฟริ้งเสียแล้ว

น่าสงสารเมืองซึ่งพยายามดันตัวเองเป็นเมืองแห่งความรักอย่างหนัก แต่ไม่ค่อยติดโผเท่าไหร่เลย เมืองนั้นคือ… โรม

คนที่เคยไปโรมมาคงตาโต พลางคิดว่า เมืองอันพลุกพล่าน เต็มไปด้วยซากปรักหักพังขึงขังใหญ่โตอย่างโรม กล้าดียังไงถึงคิดว่าเมืองตัวเองจะเป็นเมืองแห่งความรัก

โรมก็จะบอกว่า ชื่อเมืองของฉัน ROMA นั้น หากเขียนจากหลังไปหน้า ก็จะได้คำว่าความรักเชียวนะ นั่นคือคำว่า AMOR

เวลาเล่าเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ฟังในห้องเรียน ก็จะมีเด็กกลุ่มหนึ่งร้องหูยยยหรือโหยยยย แบบที่คนดูในห้องส่งรายการเกมโชว์ในประเทศไทยชอบร้องกัน อีกกลุ่มหนึ่งก็จะกลอกตาเป็นเครื่องหมายอินฟินิตี้ ส่วนกลุ่มที่เหลือหันไปมองหน้ากันแล้วหัวเราะจนน้ำตาเล็ด

แต่จริงๆ แล้ว ‘เมืองแห่งวาเลนไทน์’ จริงๆ ในอิตาลีนั้นคือเมืองอะไรกันแน่

คำตอบที่ไม่น่าเชื่อคือ เมืองแตร์นี (Terni)

ไม่ต้องเขินที่ไม่รู้จัก แตร์นีเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ในแคว้นอุมเบรีย ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ติดกับแคว้นลัตซีโย (Lazio) อันเป็นที่ตั้งของกรุงโรม 

โดยสรุป คือพยายามจะบอกว่า แตร์นีกับโรม ไม่ได้ห่างอะไรกันมากมายเท่านั้นเอง

เหตุที่แตร์นีเป็นเมืองสำคัญของวันนี้ก็เพราะว่า นี่คือที่เกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์นั่นเอง และมีนักบุญวาเลนไทน์เป็นนักบุญประจำเมือง

ใช่…นักบุญวาเลนไทน์เป็นคนอิตาลีจ้ะ 

(เอ้าทุกคน ปรบมือได้)

ตามหาเมืองแห่งวาเลนไทน์ที่แท้จริงของอิตาลี ที่เป็นบ้านเกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์
ภาพ : laprensatexas.com

ชื่อของท่านออกสำเนียงเป็นภาษาอิตาลีคือ วาเลนตีโน (Valentino) ประวัติและเรื่องเล่าของท่านมีมากมายเหลือเกิน ถาม 3 คนได้ 5 ตำนาน ตำนานที่เหมือนจะเป็นที่เล่าขานกันมากที่สุดก็คือ ท่านถูกตัดสินประหารชีวิตโดยจักรพรรดิใจร้ายชาวโรมัน เพราะท่านชอบลักลอบไปจัดพิธีแต่งงานให้แก่ชาวคริสต์ อันเป็นสิ่งที่จักรพรรดิไม่โปรด แต่ก็ยังมีตำนานแทรกอีกว่า ระหว่างที่ท่านรอวันประหารนั้น ท่านซึ่งได้หลงรักหญิงนางหนึ่ง ก็ได้ส่งจดหมายออกมาให้หญิงคนนั้นอยู่เนืองๆ พร้อมลงท้ายจดหมายด้วยคำว่า “จากวาเลนไทน์ของเธอ” 

ซาบซึ้งตรึงใจกันขนาดนี้ ใครๆ ก็พร้อมจะเชื่อจนหมดใจอยู่แล้วล่ะ เอ้า เชื่อก็เชื่อกันไป ตำนานนี่ ชอบใจอันไหนก็จำอันนั้น ใครจะไปว่าอะไรได้

แต่จะลองมาฟังเวอร์ชันที่คนอายุ 50 แต่ยังไม่เคยมีแฟนอย่างฉันเลือกเชื่อดูไหมล่ะ หึ หึ (แค่นหัวเราะที่มุมปากพลางนวดหมัดกร๊วบกร๊าบ)

ก็…ได้ยินมาว่า นักบุญวาเลนตีโนเนี่ยท่านเป็นพระผู้ใหญ่ เป็นบิชอปเอกของเมืองแตร์นีมาตั้งแต่อายุ 21 ปีแล้ว ท่านก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่ได้มีคนเคยสนใจศึกษาประวัติท่าน แต่มาเอาศตวรรษที่ 17 สันตะปาปาก็ดำริให้ขุดค้นตามหาร่องรอยมรณสักขี (ผู้ที่เสียชีวิตเพื่อยืนยันศรัทธาในพระคริสตเจ้า) รุ่นแรกๆ แล้วในการนั้น ก็พบซากของนักบุญวาเลนตีโนอยู่ด้วย นักบุญวาเลนิโนจึงเป็นที่สนใจอีกครั้ง จากแต่ก่อนไม่เคยได้ถูกเอ่ยถึงในพิธีมิสซาสักเท่าไหร่ ก็มีการเอ่ยถึงมากขึ้น

การเสียชีวิตของท่านนั้น แหล่งข่าวบอกว่า ท่านเสียชีวิตวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นั่นล่ะ ที่โรม เนื่องจากท่านถูกเชิญ ไปรักษาคนที่โรม (บาทหลวงในสมัยก่อนบางท่านก็มีชื่อเสียงเรื่องปาฏิหาริย์ในการรักษาโรค) แต่ด้วยความที่ท่านปฏิเสธที่จะเคารพเทพเจ้านอกศาสนา ท่านจึงถูกสั่งประหารชีวิตที่โรมนั่นเอง จากนั้นสานุศิษย์ท่านถึงลักลอบพาร่างของท่านไปยังเมืองแตร์นีในกลางดึก

นี่ถ้าเรื่องจบแค่นี้จะต้องโกรธกันตายแน่ เพราะตำนานนี้ไม่มีอะไรที่มีความโรแมนติกเลยแม้แต่น้อย

ก็นี่ล่ะ สายดาร์กอย่างฉันก็จะมาแนวนี้ เพราะแหล่งข่าวแนวนี้บอกว่า ชีวิตของท่านมีอยู่แค่นี้จริงๆ แต่ที่มาเกี่ยวโยงกับความรักแบบหนุ่มสาวนั้น เป็นด้วยเรื่องอื่น

นั่นคือ ในวันที่ท่านตายนั้น มันเป็นช่วงเดียวกับเทศกาลดั้งเดิมของคนโรมัน ซึ่งมิได้เป็นคริสต์ พิธีดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าองค์หนึ่ง มีการบูชายัญแพะด้วย ในพิธีก็จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เอามีดจุ่มเลือดแพะแล้วแต้มหน้าผากชายหนุ่ม 2 คนซึ่งห่มด้วยหนังแพะบูชายัญดังกล่าว หนุ่ม 2 คนก็จะวิ่งไปรอบๆ แล้วใช้หนังแพะนั้นตีคนที่ตัวเองพบเบาๆ ซึ่งปรากฏกว่า ชายหนุ่มเหล่านั้นเลือกที่จะตีหญิงที่ตัวเองแอบชอบเพื่อบอกรักอย่างเป็นนัยๆ 

ตบเข่าฉาด ถอนหายใจโล่งอก นี่ล่ะ ก็เป็นส่วนเกี่ยวข้องกับความรักแบบหนุ่มสาวล่ะ ซึ่งพิธีดังกล่าวนี้อันมีชื่อว่า Lupercalia ก็ถูกศาสนจักรคริสต์ยึดไป แล้วกำหนดให้เรียกวันดังกล่าวว่าวันวาเลนไทน์ จึงได้มีกลิ่นอายของการบอกรักติดมาดังนี้ 

อีกสายหนึ่งซึ่งล้มกระดานความเชื่อเหมือนกันบอกว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ตามตำนานโบราณเชื่อว่าเป็นวันที่นกตัวผู้เลือกคู่ ดังที่นักเรียนวรรณคดีอังกฤษจะเห็นได้จากในบทกวีชื่อ Parlement of Foules ใน The Canterburry Tales ของเจฟฟรีย์ ชอเซอร์ (Chaucer) กวีอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 14 ที่กล่าวถึงนกอินทรี 3 ตัวที่ต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมียตัวเดียว

คนที่เชื่อทางสายนี้ถึงกับสรุปว่า จริงๆ แล้วนักบุญวาเลนไทน์เป็นนักบุญแห่งความรักเพียงเพราะบังเอิญว่าวันที่ท่านตายหรือวันฉลองนักบุญของท่านนั้นเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ มากกว่าสิ่งที่ท่านทำระหว่างที่มีชีวิต กล่าวแรงๆ ก็คือ นักบุญคนใดที่ตายหรือมีวันฉลองในวันนี้ ก็จะกลายเป็นนักบุญแห่งความรักนั่นเอง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นนักบุญวาเลนไทน์เลย

แล้วคนอิตาลีทำอะไรกันในวันนี้

วันแห่งความรัก เขาก็คงไปปล่อยนกปล่อยปลากันล่ะมั้ง…แหม

ถ้าพูดถึงการเฉลิมฉลองทางศาสนาคริสต์ แน่นอนว่าในพิธีมิสซาหรือการเทศน์ในโบสถ์ก็จะต้องพูดถึงนักบุญวาเลนตีโนหรือพูดถึงความรัก ส่วนคนทั่วไปนั้นเล่า ก็คงเหมือนๆ กันทั้งโลก คือหนุ่มสาวกินข้าวกัน ให้ช็อกโกแลตกัน เมื่อก่อนมีอยู่ช่วงที่นิยมเอากุญแจไปล็อกตามสะพาน แต่ตอนนี้ทางการสั่งห้ามเด็ดขาด เพราะนอกจากอุจาดแล้วยังทำให้สะพานหนักกว่าที่ควรจะเป็น ก็เลยไม่ค่อยมีใครเอากุญแจไปล็อกแล้ว

เมืองที่จัดเต็มเรื่องเทศกาลนี้ เห็นจะไม่พ้นเวโรนา ซึ่งตั้งตนเป็นเมืองแห่งความรักด้วยอานิสงส์อันประเสริฐของ Romeo and Juliet ที่นี่ถึงกับฉลองกันถึง 4 วันทีเดียว ใช้ชื่อเทศกาลว่า ‘Verona in Love’ ทั้งเมืองประดับไปด้วยโคมรูปหัวใจสีแดง มีการประกวดจดหมายรักถึงจูเลียต โรงแรมและร้านอาหารมีอะไรเด็ดๆ แข่งกันเสนอให้แก่คู่รัก

ตามหาเมืองแห่งวาเลนไทน์ที่แท้จริงของอิตาลี ที่เป็นบ้านเกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์
เทศกาล Verona in Love ภาพ : www.ilgiornaledeiveronesi.it

แต่เนื่องจากเป็นวันแห่งนักบุญวาเลนไทน์ เมืองอื่นๆ ที่มีนักบุญวาเลนไทน์เป็นนักบุญประจำเมือง ก็มีการฉลองด้วยเช่นกัน อย่างน้อยก็ 9 เมือง

ตามหาเมืองแห่งวาเลนไทน์ที่แท้จริงของอิตาลี ที่เป็นบ้านเกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์
เทศกาล Verona in Love ภาพ www.grandvoyageitaly.com

พบว่าเมืองต่างๆ เหล่านี้ หลายเมืองมีการประดับเมืองเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือประดับด้วยส้ม น่าจะเป็นเพราะ หนึ่ง ส้มเป็นผลไม้ที่พบได้ง่ายในอิตาลี แล้ว (มงกุฎ) ดอกส้มก็เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าสาวและการแต่งงานมาตั้งนานแล้ว

ตามหาเมืองแห่งวาเลนไทน์ที่แท้จริงของอิตาลี ที่เป็นบ้านเกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์
Vico del Gargano ที่ประดับด้วยส้ม ภาพ : www.garganonews.it

พอหอมปากหอมคอกับวาเลนไทน์และอิตาลี

มีของมาแถม

ที่อิตาลี หลังจากวันวาเลนไทน์ 1 วัน กล่าวคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์นั้น มีคนตั้งให้เป็น ‘วันแห่งคนโสด’ ในวันนี้ก็เป็นงานรื่นเริงสำหรับคนโสด ตามร้านอาหาร ผับต่างๆ ก็จะให้ราคาพิเศษแก่คนโสด มีการแสดงดนตรี มีพื้นที่ให้คนโสดไปพบกัน ซึ่งถ้าพบกันแล้วเวิร์ก… 

ปีหน้า เจ้าก็จะได้เลื่อนวันฉลองเร็วขึ้น 1 วัน อิอิ


แหล่งข้อมูล

www.eventisingle.info/articoli/festa-dei-single-cose-si-festeggia/

www.eataly.com/us_en/magazine/culture/valentine-s-day

www.umbriatourism.it/en/-/basilica-di-san-valentino-a-terni

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load