28 มิถุนายน 2562
69 K

The Cloud x  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

  สาคูเม็ดจิ๋วขนาดเท่ากันในขนมสาคูเปียกมะพร้าวอ่อนหรือสาคูสอดสารพัดไส้ทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง ไม่ได้ทำมาจากแป้งสาคูของจริง แล้วแป้งสาคูแท้ 100% มาจากไหน กว่าจะได้แป้งต้องทำอย่างไร แป้งสาคูทำอะไรได้บ้าง

ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง

  เราอาสาไขข้อสงสัยพานักอ่านเดินทางไปยังอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เพื่อลงพื้นที่ตามหาต้นกำเนิดของแป้งสาคู โดยมีแม่ครูชำนาญการสาคู ป้าเมียด-ละเมียด รัตนะ ประธานกลุ่มผู้หญิงสาคูร่วมใจ ประจำศูนย์การเรียนรู้การจัดการและการใช้ประโยชน์ป่าสาคูอย่างยั่งยืน มาเป็นครูพิเศษสอนวิชาสาคู 101 หลักสูตรสั้นกระชับ เรียนจบได้ภายใน 1 วัน การันตีผลลัพธ์ แถมสอนจากหัวใจไม่คิดสตางค์แม้แต่บาทเดียว เพื่อหวังอนุรักษ์และต่อยอดสาคูให้เลื่องชื่อลือชาไปไกลกว่าจังหวัดตรัง ตลอดจนสร้างการรับรู้ให้หนุ่มสาวว่าบ้านเกิดของพวกเขายังมีต้นไม้กินได้ (อร่อยด้วย) ชื่อ ‘สาคู’ 

01

 สาคู ต้นไม้แสนอร่อย

  ช่วงสายวันพฤหัสฯ เราเดินทางถึงบ้านป้าเมียด เธอออกมาต้อนรับด้วยความเป็นกันเอง ก่อนจะชวนกันไปดูต้นสาคู เราเกือบจะท้าทายระยะทางด้วยการเดินออกกำลังขา แต่ป้าเมียดก็ยั้งไว้ก่อนว่านั่งรถไปจะดีกว่า 

ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง

  ไม่ไกลกำลังรถจากบ้านป้าเมียดก็ถึงแนวต้นสาคูขึ้นเรียงยาวต่อกันเป็นแถว มีทั้งสาคูยืนต้นตายและต้นสูงใหญ่พร้อมใช้งาน ซึ่งสังเกตไม่ยาก ต้นนั้นจะมีเขากวางยื่นออกมา เป็นสัญญาณว่า ‘พร้อมแล้ว! มาตัดฉันได้เลย’ ต้นที่มีเขากวางยื่นออกมา ส่วนใหญ่จะใช้เวลานานถึง 15 ปี ต้นจึงจะสมบูรณ์มากที่สุด ถ้าตีเป็นมูลค่าหลังแปรรูป ต้นสาคู 1 ต้น รายได้หลักหมื่นบาท โดยชาวบ้านแทบไม่ต้องออกแรงปลูก เพราะสาคูเป็นพืชชุ่มน้ำท้องถิ่นของภาคใต้ ขึ้นเองตามธรรมชาติ 

  ขออวยสรรพคุณของต้นสาคูสักนิด นอกจากจะเป็นพืชอเนกประสงค์ ใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ปลายยอดสุดโคนราก ป้าเมียดกระซิบว่า ยอดสาคูทำแกงอร่อยเหาะ รากก็เป็นยา ลำต้นเอามาทำแป้ง บางครั้งก็ใช้เลี้ยงด้วง ใบทำจากมุงหลังคา ก้านสาคูเอาไปทำไม้กวาด แต่อีกประโยชน์คือการซับน้ำ สาคูจึงเปรียบเสมือนฝายจากธรรมชาติ

“ถ้าตรงไหนมีต้นสาคู น้ำไม่เคยแห้ง” ป้าเมียดเสริมด้วยความภูมิใจ

ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง
ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง

เราเดินไปคุยไปกับป้าเมียดเสมือนยายเล่าเรื่องสนุกสมัยเป็นเด็กให้หลานตัวน้อยฟัง จนเดินมาหยุดบริเวณบึงบัวขนาดกว้างมาก ยิ่งเดินลึกเข้าไปเจอแต่ธรรมชาติสีเขียว อากาศเย็นลงตามจำนวนต้นไม้หลากหลายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้น สุดปลายทางเป็นป่าสาคู มองเห็นบรรยากาศรอบทิศทาง สวยเกินบรรยาย นึกอิจฉาวัยเด็กของป้าเมียดเป็นที่สุด 

  ระหว่างเดินออกจากบึงบัว เลียบบึงจะมีผักทานได้ขึ้นตลอดระยะทาง ป้าเมียดเลือกเด็ดใบลำเพ็งสีน้ำตาลอมแดง ยอดอ่อนกำลังทานอร่อย ต้มผัดแกงทอดได้ทุกเมนู 

“ตอนกลางวันฉันทำแกงเลียงให้กินนะ” ป้าเมียดว่าอย่างนั้น 

ต้นสาคู
ต้นสาคู

02

เปลี่ยนต้นไม้ให้เป็นแป้ง

เอาล่ะ! เราขึ้นรถเตรียมเปลี่ยนฐานไปอีกบ้านเพื่อดูกระบวนการทำแป้งสาคูจากต้นสาคู

ป้าเมียดเปรียบเสมือนครูใหญ่คอยสังเกตการณ์ แต่ให้ครูถนัดวิชาแปลงต้นเป็นแป้ง สอนเดี่ยวให้ความรู้แทน (กระซิบเลยว่าพ่อครูแม่ครูอายุมากกว่า 60 ปี แต่พลังกายและพลังใจเต็มเหนี่ยวมาก) แม้เราจะไม่ได้ดูกระบวนการแรกสุดอย่างการโค่นต้นสาคู เพราะต้องใช้เวลานาน แถมต้องเลือกสาคูหนุ่มอายุ 15 ปีเต็มมาใช้งานเท่านั้น

ขั้นตอนแรกหลังจากโค่นต้นสาคู จะต้องเอามาตัดเป็นท่อน ความยาวแล้วแต่คนถนัดแบก พอได้ท่อนสาคูมาแล้วต้องฝนเอาเนื้อไม้ออกมาด้วย ‘เล็บแมว’ ไม้ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ มีด้ามจับ ตอกด้วยตะปูเรียงแถวต่อกัน ปัจจุบันชาวบ้านหันมาใช้เครื่องขูดมะพร้าวด้วยไฟฟ้าแทนเล็บแมว เพราะทันใจและสะดวกรวดเร็วกว่ามาก

แป้งสาคู

  เมื่อฝนเนื้อไม้ออกจากเปลือกสาคูจนหมด ก็เอามาทิ่ม (ตำ) ด้วยสากและครกไม้ทำเอง ทิ่มจนเนื้อไม้ละเอียด จากนั้นเตรียมกะละมังขึงผ้าขาวบางไว้ 3 ใบ สำหรับปั้น (คั้น) เนื้อไม้ด้วยน้ำสะอาด ในการปั้นแต่ละครั้ง แป้งสาคูจะลอดผ่านผ้าขาวบางลงไปอยู่ในกะละมัง ยิ่งทำครบ 3 น้ำ จะได้จำนวนแป้งมากกว่าการปั้นเพียงน้ำเดียว 

  หากสังเกตผ้าขาวบางจะกลายเป็นสีน้ำตาล ไม่ใช่ว่าใช้มานานมาก แต่เพราะยางของสาคูทำให้ผ้าเปลี่ยนสี ป้าเมียดคิดเล่นแต่น่าทำจริงว่า ถ้าลองเอาไปทำสีมัดย้อมคงเข้าท่า แปลกใหม่ แถมเพิ่มมูลค่าสาคูและรายได้ให้กับชุมชนด้วย

  พอปั้นเนื้อไม้จนครบ 3 น้ำ ลองเปิดผ้าขาวบางออกดูจะเห็นเนื้อแป้งสาคูสด สีขาวปนน้ำตาลเนื้อนวลเนียน 

แป้งสาคู

  ป้าเมียดเสริมว่า “ทางนครศรีธรรมราชเขาจะใช้แป้งสด เก็บได้นานหลายเดือนแต่ต้องแช่น้ำและเปลี่ยนน้ำทุกวัน แต่จังหวัดตรังนิยมใช้แป้งแห้งมากกว่า” กระบวนการจะได้แป้งแห้งง่ายมาก เพียงนำแป้งสาคูสดห่อผ้าขาวบาง ใช้ไม้ทุบพอละเอียดแล้วนำไปตากแดด ถ้าแดดจัด สองแดดก็พร้อมใช้งาน หรือเอาแป้งสาคูสดกำลังหมาดมาร่อนด้วยถาดจะได้แป้งสาคูเม็ดกลมสวย ตากแดดจนแห้งแล้วเอาไปทำขนมหวานได้อีกหนึ่งเมนู บอกเลยช่วงนี้ฮิตกันจนต้องต่อแถวยาวเหยียด

03

ปั้นแป้งเป็นขนม

ขออภัยล่วงหน้าหากภาพและข้อความด้านล่างจะทำให้นักอ่านต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่

สมัยเป็นนักเรียนประถม เรารอคอยวิชา กพอ. (การงานพื้นฐานอาชีพ) เพราะการได้ลงมือทำอาหารมันสนุกสุดๆ แต่วันนี้ช่วงที่เรารอคอยมาตลอดทั้งวันมาถึงแล้ว นักอ่านพร้อม เตรียมจดสูตรได้เลย ป้าเมียดไม่หวง พร้อมจัดเต็ม 3 เมนู

  ก่อนจะเริ่ม ขอลีลาด้วยการซดน้ำมะพร้าวสดจากลูกให้ชื่นใจ ส่วนเนื้อมะพร้าวลูกชายป้าเมียดอาสาขูดให้เพื่อทำน้ำกะทิ หนึ่งในส่วนประกอบหลักของเมนูขนมหวานทั้ง 3 เมนู 

ขนมขี้มัน 

ขนมขี้มันเป็นขนมดั้งเดิมของปักษ์ใต้ ส่วนประกอบมีไม่มากก็อร่อยได้ การทำแป้งขนมประกอบด้วย แป้งสาคู น้ำกะทิ น้ำตาลทรายแดง และเกลือ ผสมให้เข้ากันแล้วกรองด้วยตะแกรง จากนั้นเคี่ยวให้งวดบนเตาถ่าน ระหว่างเคี่ยวต้องกวนด้วยไม้พายตลอดเวลาจนแป้งจับตัวกันเหนียวเด้งดึ๋ง จากนั้นเทใส่ถาดสี่หลี่ยมจัตุรัสพร้อมตัดแบ่งขนาดพอดีคำ

ถ้าแป้งสาคูเป็นพระเอก นางเอกต้องยกให้ขี้มัน น้ำกะทิเคี่ยวนาน 3 ชั่วโมง จนตกตะกอนเป็นก้อนกรวดสีน้ำตาล เวลาทานต้องทานพร้อมกัน รสสัมผัสในปากทั้งความเหนียวนุ่ม เจอกับความกรอบและหอมมะพร้าวของขี้มัน ลงตัวจนอยากกินแล้วก็กินอีก รู้แจ้งก็วันนี้ว่าสวรรค์บนดินหมายถึงอะไรหลังจากกินขนมขี้มันเข้าไปจนหมดถ้วย!

ลอดช่องน้ำตาลจาก

  เคยเห็นก็แต่ลอดช่องสีเขียว ป้าเมียดเลยจัดทีเด็ดโชว์ลอดช่องสีน้ำตาลทำจากแป้งสาคูผสมแป้งถั่วเขียวจนกลายเป็นแป้งลอดช่อง นำไปผสมน้ำสะอาด จากนั้นใส่หม้อตั้งไฟกวนด้วยไม้พายจนเป็นเนื้อเดียวกัน 

  ลูกชายป้าเมียดเตรียมอุปกรณ์ทำลอดช่องไว้พร้อม เป็นหม้อมีหูเจาะรูหลายรูบริเวณก้นหม้อ ต้องมีกะละมังบรรจุน้ำสะอาดวางไว้ใต้ตัวทำลอดช่องเพื่อให้แป้งไหลลงกะละมังพอดี จากนั้นเทแป้งลงหม้อแล้วใช้ฝาหม้อกดเพื่อให้แป้งไหลลงช่อง ลอดช่องของแท้แน่นอน ขอการันตีด้วยภาพ! หลังจากได้ลอดช่องตัวใสสีน้ำตาล ก็ทานกับน้ำหวาน ทำจากกะทิผสมน้ำตาลจาก ใส่ใบเตยสดนิดเพิ่มความหอม พอ 2 อย่างรวมร่างกันใน 1 ถ้วย ตักน้ำแข็งใส่เพิ่มความสดชื่น  หลังจากลิ้มรสไปหลายถ้วย บอกเลยว่าลอดช่องจากแป้งสาคูแทบจะไม่ต้องเคี้ยว ลอดช่องนุ่มและลื่นมาก แถมตัวน้ำหวานก็หอมและหวานกำลังพอดีจากน้ำตาลจาก เมื่อธรรมชาติเจอกับธรรมชาติความสวยงามทานได้ก็บังเกิด

ไข่มุก

  ใช่! เราหมายถึงไข่มุกที่อยู่ในชาไข่มุก ทำจากแป้งสาคู คนตรังเขากินกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่ไม่ได้แอดเพิ่มเป็นท็อปปิ้งเคี้ยวหนุบหนับลงในสารพัดชา แต่นิยมทานกับน้ำผึ้งแท้ ใส่น้ำแข็งได้ด้วยแล้วแต่ความชอบ 

  หากเป็นนักอ่านความจำดีจะต้องจำได้ว่า หลังจากได้แป้งสาคูสด ถ้าเอาไปร่อนกับถาดจะได้แป้งสาคูเม็ดกลมสวย นั่นเท่ากับว่าได้ไข่มุกแล้ว แต่วันนั้นเราไปร่อนแป้งสาคูแห้ง เจ้าเม็ดไข่มุกเลยไม่กลมดิ๊กสักเท่าไหร่ จากนั้นนำแป้งสาคูเม็ดเกือบกลมไปต้มในน้ำเดือด ใช้ไม้พายกวนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เม็ดแป้งติดกัน กวนจนได้เม็ดสาคูใสแจ๋วก็ตักมาพักในน้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง จะเห็นสีของเม็ดสาคูสวยมากออกสีส้ม สีน้ำตาล แม้เม็ดจะไม่กลมสวยแต่ความน่ารักกลับเป็นความไม่เท่ากัน เหมือนก้อนเพชรพลอยเล็กจิ๋วก่อนถูกเจียระไน ทานคู่กับน้ำหวาน ทำจากกะทิผสมน้ำตาลจาก บอกเลยว่าเหมือนไข่มุกในชาไต้หวันมาก (แม้จะไม่ได้แอบพกชาไปชงด้วย) ทดแทนกันได้สบาย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักอ่านที่เปิดกิจการชาพ่วงไข่มุก สนใจอยากลองไข่มุกจากแป้งสาคู ป้าเมียดและกลุ่มผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจพร้อมจัดจำหน่ายให้คุณถึงบ้าน หรือจะทดลองมาทำไข่มุกด้วยตนเองก็ขอเพียงกระซิบบอกกันล่วงหน้า

04

เปลี่ยนขนมจากแป้งสาคูเป็นการทำความรู้จักกลุ่มผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจ

  “เมื่อปี 2543 ช่วงนั้นแล้งมาก เพราะมีการขุดลอกคูคลอง ต้นสาคูหายไปเยอะ พอดีกับสมาคมหยอดฝนเขามาพาฉันไปดูงานที่เชียงใหม่ ฉันก็ว่าบ้านเรามีสาคูแต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ สมาคมหยอดฝนเลยคิดรวมกลุ่ม ‘ผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจ’ เพื่อให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของต้นสาคู ช่วยกันฟื้นฟูสาคูขึ้นมาใหม่ กลุ่มของฉันเน้นแปรรูปอาหารและขนมจากแป้งสาคู ฉันและกลุ่มก็เคยไปเป็นคุณครูสอนเด็กทำขนมขี้มัน ลอดช่องในหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียน”

ต้นสาคู
ต้นสาคู

  เราไม่อยากเรียกว่าบทสุดท้ายของวิชาสาคู 101 แต่การได้นั่งล้อมวงคุยกับป้าเมียดและเพื่อนป้าเมียดวัยใกล้เคียงกันถึงความเป็นมาของกลุ่มผู้หญิงสาคูร่วมใจ ทำให้เราเข้าใจต้นสาคูมากขึ้น การมีอยู่ของกลุ่มไม่ได้เป็นการรวมตัวกันของคนสูงอายุเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เพียงเท่านั้น แต่กลุ่มเกิดจากความเข้มแข็งของชุมชนและความรักในต้นสาคูอย่างแท้จริง พวกเขาหวังว่าต้นสาคูจะยังคงอยู่คู่กับชุมชน คู่กับจังหวัดตรัง และออกดอกออกผลส่งต่อให้จังหวัดเพื่อนบ้านทั่วประเทศ พวกเขาไม่หวง ไม่หวงต้นสาคู ไม่หวงสูตรขนมอร่อย พวกเขายินดีมอบให้ด้วยความเต็มใจ 

  แต่ป้าเมียดและชุมชนอำเภอนาโยงหวงแหน ‘สาคู’ พืชท้องถิ่นที่โตมาพร้อมกับพวกเขาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ 

  ฉันซื้อนาไว้แล้ว บอกลูกไว้ว่าถ้าไม่เอาไว้ปลูกสาคูฉันก็ไม่ซื้อ” ประโยคขนาดสั้นแต่ซ่อนความหมายว่า ‘รัก’

ต้นสาคู

กลุ่มผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจ

(ศูนย์การเรียนรู้การจัดการและการใช้ประโยชน์ป่าสาคูอย่างยั่งยืน)

ที่อยู่ : 5 หมู่ 7 บ้านทุ่งแกเจ้ย ตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง

ติดต่อ 08 6008 0953 (หากสนใจผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสาคูและกิจกรรมเรียนรู้วิชาสาคู กรุณาติดต่อป้าเมียดล่วงหน้า)

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อบอุ่นและคับคั่งเหมือนเดิม ยังอยู่ในย่านอารีย์เหมือนเคย เพิ่มเติมคือ ‘Lilou & Laliart’ โยกย้ายมาตั้งอยู่ในซอยอารีย์สัมพันธ์ 10

หลังจากหลายปีก่อน เราเคยสัมภาษณ์ ต้น-เอกกมล ธีปฏิกานนท์ และ ปุ๋ม-นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์ ที่ร้านละเลียดสมัยยังพ่วงอยู่กับ FabCafe Bangkok ในพหลโยธิน ซอย 5 ในขวบปีที่ผ่านมา เจ้าของร้านทั้งสองเติบโตขึ้น ร้านแห่งนี้ก็ขยับขยายกลายเป็นมากกว่าร้านกาแฟและขนม เราเลยเดินทางมาเพื่อพูดคุยกับพวกเขาอีกครั้ง ถึงการเดินทางก่อร่างเป็นร้านอิสระในบ้านเก่าแห่งนี้

แนวคิดการทำร้านยังเหมือนเดิมไหม – เราถาม พร้อมชวนต้นและปุ๋มนั่งลงคุย ก่อนลูกค้าระลอกใหม่จะทยอยมา

กาแฟของละเลียด

ขอทวนความจำกันสักนิดเผื่อใครที่เพิ่งมาเป็นแฟนของร้าน Laliart Coffee ก่อนหน้านี้ต้นทำร้านกาแฟเล็ก ๆ อยู่กับร้านจักรยาน Tokyobike ช็อปแรกในไทยได้อยู่ 2 ปีแล้วโยกย้าย จากนั้นก็โดดมาทำร้านที่ 2 อยู่กับ FabCafe Bangkok ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เริ่มทำเบเกอรี่ขายกับกาแฟจริงจัง ก่อนจะหมดสัญญาในอีก 2 ปีถัดมา นำมาสู่ร้านที่ 3 ที่เรามาเยือนกันในครั้งนี้

“พอหมดสัญญาเราก็ยังอยากทำต่อ แล้วเจอบ้านนี้พอดี การเดินทางครั้งที่สามนี้เราไม่ได้อยู่กับใครแล้ว เราจึงออกแบบพื้นที่และรีโนเวตอย่างที่ชอบและอยากได้” ต้นบอกว่าที่นี่เป็นออฟฟิศเก่ามาก่อน และมี 2 ข้อที่ทำให้ตัดสินใจว่าจะลงหลักปักร้านที่นี่คือ หนึ่ง สเปซสวย และสอง มีที่จอดรถแม้จะอยู่ในซอยก็ตาม

เขาเล่าติดตลกว่าในฐานะอดีต Art Director นิตยสารเก่า เขาก็เขียน AI (Adobe Illustator) กรอบประตูหน้าต่างที่บาร์กาแฟด้านล่างอย่างที่อยากได้ แล้วส่งให้ช่างเนรมิตรออกมาให้

ต้นเล่าต่อว่าพอมีพื้นที่ที่เป็นของตัวเอง ก็ตั้งใจจะ Roast กาแฟอย่างลงลึกและเข้มข้น ซึ่งแพสชันนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ลาออกจากงานพร้อม ๆ กับปุ๋ม แล้วเดินทางไปเป็นอาสาสมัครทำงานในคาเฟ่ในโครงการ WWOOF ที่ญี่ปุ่น ก่อนกลับมาเดินทางไป Sip กาแฟที่แม่ฮ่องสอน ที่นั่นเองที่เขาได้พบกับพาร์ตเนอร์คนสำคัญ ซึ่งนำมาสู่ขั้นตอนศึกษาการคั่วและการเลือกกาแฟแบบสเปเชียลตี้มากขึ้น

“เมล็ดกาแฟที่เราใช้เป็นหลักที่นี่ คือเมล็ดกาแฟไทยจากสวนคำปัน ปลูกในพื้นที่บ้านห้วยห้า (โกลฮาคี) ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ของเมล็ดกาแฟคัดสรรจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะเราเห็นความตั้งใจของเขา กาแฟที่ทำสะอาดและซับซ้อนขึ้นทุกปี มีหลายโปรเซสมากเพื่อให้รสชาติกาแฟดีขึ้น เราก็อยากสนับสนุนให้คนทำกาแฟดีให้อยู่ได้” นอกจากต้นจะคั่วสเกลเล็กที่นี่เพื่อใช้ภายในร้านแล้ว เขายังรับคั่วส่งสเกลใหญ่ในโรงคั่วของครอบครัวสำหรับร้านอื่น ๆ ที่ต้องการด้วยเช่นกัน

Recommended Menu

at Lilou & Laliart

เมนูซิกเนเจอร์และขายดี

ชูก้าเรย์ กาแฟที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการเขย่ากาแฟกับน้ำตาลอ้อยเพื่อให้เกิดฟอง ผสมกับน้ำส้มเล็ก ๆ เพิ่มความสดชื่น ใช้เมล็ด Light Roast จากบ้านห้วยห้า เมล็ดโทนผลไม้โทนเปรี้ยวแต่ไม่จัด ทำให้ได้รสชาติแบบธรรมชาติ หรือถ้าไม่ใช่สายกาแฟ ลองสั่งสตรอว์เบอร์รีช็อกโกแลตดู ก็อร่อยชื่นใจไม่แพ้กัน

เมนูกินเพลิน

อเมริกาโน่ แม้เป็นเมนูเบสิกแต่มีหลายเมล็ด หลากคาแรกเตอร์ให้เลือก ทั้งเมล็ดไทยและนอกอีกประมาณ 10 กว่าตัว (เดือนไหนมีเมล็ดอะไรบ้าง ลองแวะถามพนักงานที่หน้าเคาน์เตอร์ได้)

เมนูคู่กับนม

ใครชอบทานกาแฟนม Dirty ที่นี่ก็ไม่เป็นรองใคร ซึ่งใช้เมล็ดไทย Medium Roast ผสมกับเมล็ดฉานจากเมียนมา กลายเป็นกาแฟเบสช็อกโกแลต ถั่วนิด ๆ ไม่เปรี้ยว ทานกับนมอร่อย

นมของลิลู

ชิมกาแฟกันไปแล้ว จะลืมขนมได้อย่างไร ใครมาที่นี่เป็นต้องติดใจขนมของ Lilou Cafe เสียทุกราย เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันบนไทม์ไลน์ของปุ๋ม 

หลังจากต้นกำลังทำร้านกาแฟที่แรกที่โตเกียวไบค์ ช่วง 1-2 ปีหลังจากนั้น ปุ๋มก็ไปเปิดร้าน Lilou (อ่านว่า ลิลู ชื่อร้านที่มาจากชื่อเล่นของปุ๋ม) ขายอาหารมังสวิรัติที่ The Yard Bangkok เป็นช่วงคาบเกี่ยวที่ต้นย้ายร้านไปเปิดที่สอง จากนั้นปุ๋มก็ปิดร้าน แล้วโอนย้ายการทำขนมไปไว้ที่ร้านของต้น

ปุ๋มเล่าย้อนตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่าเธอเดินทางด้านจิตวิญญาณและกินมังสวิรัติมาตั้งแต่เด็ก 

“ปกติเราชอบไล่ตามความฝัน ตั้งแต่เป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ นักเขียน ครูสอนโยคะ ตอนนั้นฝันว่าอยากเปิดร้านมังสวิรัติ พอเปิดได้ 2 ปีก็รู้สึกว่าทำตามความฝันเสร็จแล้ว เลยปิดแล้วไปอยู่อินเดีย เอาทุกอย่างไปฝากไว้ที่ต้น” ปุ๋มพูดพลางหัวเราะ 

Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์
Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์

ร้านละเลียดเลยเริ่มมีแครอทเค้ก บราวนี่ และเลม่อนเค้กสูตรฮิตตั้งแต่นั้น ขนมโฮมเมดที่ปุ๋มคิดสูตรล้วนเลือกวัตถุดิบคุณภาพ ปลอดเนื้อสัตว์ เน้นรสชาติจากวัตถุดิบ ไม่ปรุงรสให้จัดเกินไปจนลูกค้าติดพัน พอมาตั้งร้านของพวกเขาเองแล้ว จึงรวมสองร้านเข้าด้วยกันซึ่งปีนี้กำลังย่างเข้าปีที่สอง โดยมีครัวขนมทำเองอยู่ด้านหลังร้าน

Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์

(กระซิบว่านอกจากมาสั่งขนมทานที่ร้าน ใครอยากทานเมนูไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็ยินดีเปิดครัวรับทำให้เช่นกัน เพียงสั่งกันล่วงหน้า)

ชั้นสองของบ้านเก่า

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ

หลายคนที่มาคาเฟ่อาจไม่รู้ว่าบนชั้นสองของที่นี่ยังเปิดเป็นสตูดิโอ Lilou Heart Space ด้วย ซึ่งเป็นชีวิตพาร์ตจิตวิญญาณที่ปุ๋มเดินตามมาตลอด

หลังจากหายจากการทำร้าน เธอก็ออกเดินทาง ค้นพบโยคะ สอนอยู่ไม่นานปุ๋มก็รู้ว่าความเข้าใจของเธอลึกลงไปมากกว่าการทำท่าเพื่อออกกำลัง แต่เป็นเรื่องการใช้ร่างกายอันส่งผลต่อ Emotional Body เธอเลยเริ่มทำรีทรีตที่เกาะพะงัน สอนทำ Water Therapy หรือวารีบำบัด ซึ่งเธอเคยเขียนเล่าไว้ในคอลัมน์อโศก

Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์
ภาพ : นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

พอย้ายมาที่นี่ต้นก็ทำห้องด้านบนนี้ไว้ให้เธอเปิดสอน รวมทั้งให้คนที่ทำเรื่อง Energy Work เหมือนกันมาเช่า เพื่อทำสารพัดกิจกรรมที่ไม่ค่อยเห็นที่อื่น ไม่ว่าจะเป็น Soundbath, อ่านไพ่ทาโรต์ หรือคลาสที่ปุ๋มชวนเราเข้าร่วมด้วยคือเวิร์กชอป Healing the self sabotaging patterns & connecting to self worth กับคุณ Shubho Dutta ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนเมืองที่มีความเครียดสูงจากการทำงาน หรือใครก็ตามที่รู้สึกว่าความสมบูรณ์แบบและความคาดหวังกำลังทำร้ายเราอยู่ เป็นเหมือนห้องเรียนเล็ก ๆ นั่งพูดคุยและชวนสำรวจจิตใจของตัวเอง ทันทีที่ออกจากห้องเรียน เราก็ได้ค้นจิตใจเบื้องลึกของตัวเอง สนุก และโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก โดยแต่ละเดือนจะมีกิจกรรมหลากหลายไม่ซ้ำกัน รอติดตามได้เลย

อาคาร Lilabo ในสวนด้านหลัง

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ

ถ้าเดินสำรวจพื้นที่ด้านล่างต่ออีกสักนิด จะเห็นว่าด้านนอกของร้านมีอาคารชื่อน่ารักอย่าง Lilabo ซ่อนอยู่ ต้นไขข้อข้องใจให้เราว่าอาคารนี้มีไว้ใช้ทำอะไร

“ช่วงแรกเราเอาไว้เพาะต้นไม้ขาย มีทั้งกระถาง อุปกรณ์ รวมทั้งวัสดุปลูก พอช่วงหลังก็ปรับเป็นห้องเวิร์กชอปให้คนมาเช่าใช้ได้ ไม่ว่าจะมาจัดกิจกรรม วาดรูป ทำงานศิลปะ เทสกลิ่น หรืออะไรก็ได้” หลังจากนี้จะมีกิจกรรมอะไรบ้าง รอติดตามผ่านทางเพจได้เลย

ร้านของชำออร์แกนิก

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ

นอกจากคาเฟ่และพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นจุดหมายของแขกขาจรและประจำ พื้นที่ด้านหน้าร้านยังอุทิศให้กับบรรดาของออร์แกนิกและรักษ์โลกน่ารักทั้งหลาย 

“เราอยากทำพื้นที่นี้ให้เป็นคอมมูนิตี้ พยายามหาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาวางขาย แต่บางอย่างคนที่นี่เห็นแล้วก็อยากมาอยู่ด้วยกัน อย่าง Normal Refill กับสมุดแบรนด์ A pieces of paper ก็รู้จักกัน หรืออย่างน้องดีน ศิลปินที่วาดภาพตกแต่งร้าน บ้านเขาก็อยู่อีกสองซอยนี่เอง วันที่เราเปิดร้านเขาก็มาเปิดตัวด้วย เหมือนเป็นการซัพพอร์ตชาวอารีย์ ที่เราทำก็เพราะว่าเรามีเพื่อนบ้าน” ต้นตอบทั้งหมดนี้อย่างจริงจังและจริงใจ แทนความตั้งใจของพวกเขาที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของย่านนี้จริง ๆ

การเดินทางของ Lilou & Laliart

แม้ปุ๋มและต้นจะเดินมาคนละสาย สนใจกันคนละแบบ แต่ทั้งคู่ก็เลือกเปิดบ้านหลังนี้ให้คนเข้ามาเยือนด้วยความรักที่มีเหมือนกัน เพราะอยากให้ที่นี่เป็นเสมือนโอเอซิสของคนกรุงที่มุ่งหน้าหนีความตึงเครียดมาพักผ่อนและมองหาที่พอดีกับใจ

“เราเลือกอยู่อารีย์ตั้งแต่ทำร้านแรกจนถึงร้านที่สาม เพราะย่านนี้อยู่แล้วพอดีกับเรา นอกจากการทำงานที่เป็นเชิงธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย ที่นี่มีอะไรให้เลือกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นของกิน ธรรมชาติ การเดินทาง หรือว่าสวน” ต้นตอบในมุมของเขา 

ส่วนปุ๋มเองชอบความเงียบสงบแต่ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของที่นี่ “ย่านนี้มีคอมมูนิตี้ที่ไม่เหมือนย่านอื่น ทุกคนรู้จักกันหมด เราไม่ได้อยู่อย่างสันโดษ แต่ก็ไม่วุ่นวายเกินไปนัก”

ในอนาคตอีกสัก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า พวกเขาตั้งหมุดหมายเอาไว้ว่าอยากขยายร้านให้กว้างขวางมากขึ้น กาแฟก็จะถูกโปรเซสอย่างเข้มข้นมากขึ้น อาจจะมีร้านอาหารถ้าพร้อมตั้งรับ และอีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือพื้นที่ Healing กับความตั้งใจที่อยากผสานสองสิ่งนี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างจริงจัง

นอกจากแวะมาเติมท้อง เติมกำลังกาย และเติมพลังใจแล้ว ใครแวะมาที่นี่แล้วบังเอิญเจอเจ้าของอีกหนึ่งแมวอย่างน้องโอบกอด ก็ทักทายได้เช่นกัน 

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ
Lilou & Laliart
  • 18 ซอยอารีย์สัมพันธ์ 10 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร (แผนที่)
  • ทุกวัน เวลา 10.00 – 17.00 น.
  • 09 4691 2666
  • Laliart coffee

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

สิปปกร วงศ์ธนาภา

ช่างภาพที่หลงรักชุมชนต่าง ๆ ทั่วไทย จนอยากบอกเลิกกับกรุงเทพฯ รักตัวหนังสือที่ทำเห็นภาพ จนอยากบอกเลิกกับกล้องตัวเอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load