ปี 2020 นี้ วงการงานคราฟต์เมืองไทยสั่นสะเทือนไม่ใช่น้อยจากภาวะโรคระบาด แต่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT หน่วยงานที่ดูแลงานศิลปหัตถกรรมทั่วไทยยังคงจัดงานแสดงสินค้าและเสวนาอย่างคึกคักต่อเนื่อง ล่าสุดก็เพิ่งจัด SACICT Arts & Crafts Forum 2020 งานเสวนาที่รวมความรู้เรื่องศิลปหัตถกรรมดั้งเดิมไว้อย่างเข้มข้น เราจึงขอนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง

SACICT Arts & Crafts Forum 2020

ปีนี้การเสวนาทางวิชาการด้านงานศิลปหัตถกรรมพูดเรื่อง From Root to Route in ASEAN เป็นเรื่องการส่งต่อทางศิลปวัฒนธรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นรากทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อกัน จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากวัฒนธรรมหนึ่งไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดงานศิลปหัตถกรรม อันทรงคุณค่าจากอดีตสู่ปัจจุบันในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายในงานมีวิทยากรมากมายมาเล่าประเด็นต่างๆ เมื่อพูดคุยกันถึงเรื่องรากแห่งวัฒนธรรมอาเซียน มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้ามาเสวนาอย่างออกรส ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม เล่าที่มาของความสัมพันธ์และการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมในหัวข้อ ‘พหุวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : การหลอมประสานระหว่างวัฒนธรรมอินเดีย-วัฒนธรรมจีน’ เพื่อสร้างความเข้าใจในชั้นต้น และเห็นภาพรวมของศิลปวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อด้วย อาจารย์แพทริเชีย ชีสแมน นักวิชาการด้านผ้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับหัวข้อ ‘ความเชื่อบนผืนผ้าของคนไตก่อนอิทธิพลพุทธศาสนาจะเผยแผ่ในแถบดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ เพื่อแสดงความเชื่อมโยงลวดลายในผืนผ้าและความเชื่อที่สื่อออกมาจากคนอดีตสู่คนในปัจจุบัน

SACICT, หัตถกรรมไทย

อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ครูศิลป์ของแผ่นดินที่เชี่ยวชาญเรื่องผ้ายกทอง เล่าที่มาของ ‘เส้นไหมทองและลายกรวยเชิง : ความงดงามที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ซึ่งเป็นวัสดุและลวดลายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในภูมิภาค ปิดท้ายการเสวนาครึ่งเช้ากับ คุณปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาเล่าเรื่อง ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับการพัฒนาคติความเชื่อและจารีตในการใช้ผ้าไทย’ ซึ่งแสดงการพัฒนาการของผืนผ้า จากความเชื่อแบบดั้งเดิมพัฒนาสู่การใช้งานในปัจจุบัน ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอนุรักษ์สิ่งเก่าที่มีคุณค่าและสิ่งใหม่ที่ต้องพัฒนา รวมกันไว้ได้อย่างลงตัว เพื่อให้มรดกสิ่งทอของคนไทยได้อยู่คู่แผ่นดินตลอดไป

ส่วนเสวนาช่วงบ่ายเมื่อเจาะลึกเรื่องความเชื่อและศรัทธา รวมถึงจักรวาลวิทยาตามคติพุทธศาสนาในงานศิลปหัตถกรรมอาเซียน รศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เล่าเรื่อง ‘จักรวาลวิทยาในจินตนาการของพุทธศาสนา’ เพื่อเปิดมุมมองความเชื่อ ลักษณะการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมในอดีต ต่อด้วยการแลกเปลี่ยนเกร็ดวัฒนธรรมและศาสนาที่อยู่เบื้องหลังงานหัตถศิลป์ที่เราคุ้นเคยแต่อาจไม่รู้ว่ามีที่มาจากอะไร กับ ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  พิชิต นะงอลา ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมด้านดุนโลหะ และ อาจารย์ทวีป ฤทธินภากร นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เรารู้ได้ว่าจักรวาลวิทยามีความสำคัญ เป็นจินตนาการที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ในงานหัตถศิลป์ทั่วภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้

นอกจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ งานนี้ยังพูดถึงการต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมอย่างสร้างสรรค์ในโลกปัจจุบัน ซึ่งวิทยากรก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเล่าเรื่อง Beyond Limitations การต่อยอดไปสู่ความร่วมสมัย ก้าวข้ามผ่านพ้นข้อจำกัดในการสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์ กับเส้นทางการสร้างสรรค์งานระหว่างศิลปินพื้นบ้านกับนักออกแบบร่วมสมัย คุณหัสยา ปรีชารัตน์ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมที่สืบสานเบญจรงค์แบบดั้งเดิม พัฒนาความคิดด้วยการกระโจนออกนอกกรอบเพื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับเบญจรงค์ และ คุณรชต ชาญเชี่ยว ครูช่างศิลปหัตถกรรม พ.ศ. 2563 สาขากระจกเกรียบ ผู้ทดลองการหุงกระจกแบบโบราณที่สูญหายไปกว่า 150 ปีด้วยตนเอง ด้วยความรักและความศรัทธาในพุทธศาสนา

ประสบการณ์ Crafting Passion แรงผลักดันอันแรงกล้าที่จะทำในสิ่งที่รักชอบ นำไปสู่ความสำเร็จในท้ายที่สุดได้อย่างไร อาจารย์นุสรา เตียงเกตุ เล่าเรื่อง ‘ชีวิตเลือกด้าย’ ผู้หว่านเมล็ดพันธุ์งานศิลปะ หัตถศิลป์สิ่งทอ ให้กับช่างทอและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล สู่การพัฒนาสินค้าหัตถกรรมทางวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์คนในกระแสปัจจุบัน และ คุณพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้นำเทรนด์แฟชั่นไทยสู่สากล กว่า 40 ปีของแฟชั่นดีไซเนอร์หญิงระดับชั้นแนวหน้าของประเทศไทยที่ทำงานด้วยหัวใจ ด้วยความประณีตอย่างไทย กับการสร้างสรรค์แฟชั่นจากผ้าและสิ่งทอไทย บนเวทีระดับสากล และ คุณแพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ กับความงามอย่างไทยในสายตาชาวโลก ที่ผ้าไทยสร้างความภาคภูมิใจกับตนเองและสายตาชาวโลก

ปิดท้ายด้วย Crafting Vision ‘วิสัยทัศน์อันทรงพลัง’ เพื่อเป็นการจุดประกายความคิด ในการสร้างสรรค์งานคราฟต์ จากประสบการณ์ชีวิต ของ อาจารย์อนุชา สาขาเรือน ครูศิลปาชีพด้านการแกะสลักไม้ เล่าถึงการสืบสานคุณค่าแห่งงานศิลปาชีพและพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ คุณปัญญา พูลศิลป์ วิศวกรต่างถิ่นที่มีความรักในผืนผ้าเมืองใต้ จนสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าชุมชนเพื่อส่งต่อความรู้และสมบัติทางวัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหายให้กลับคืนสู่สังคม และ คุณสมภพ ยี่จอหอ เจ้าของแบรนด์ DoiSter ผู้อุทิศตนพัฒนาสินค้าผ้าชาวเขาให้เกิดมูลค่าและสอดรับกับความต้องการของคนในปัจจุบัน เป็นประสบการณ์ที่อาจจะสร้างความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำและสร้างความศรัทธาในวิสัยทัศน์อันทรงพลังร่วมกัน

SACICT, งานคราฟต์, SACICT Arts & Crafts Forum 2020
SACICT, หัตถกรรมไทย

ส่วนทิศทางของวงการงานคราฟต์ไทยเป็นอย่างไร พรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ยินดีสนทนาแบ่งปันเรื่องราวให้เราฟัง

โรคระบาดกับงานคราฟต์

“โรคระบาดทำให้สภาวะเศรษฐกิจตึงขึ้น งานคราฟต์กลายเป็นสินค้าแถวสองที่คนจะซื้อ แถวแรกคือพวกอาหารการกิน แล้วก็ของใช้จำเป็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายงานคราฟต์และผู้ผลิตงานคราฟต์โดยตรง” 

พรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

ผอ. SACICT เล่าว่า องค์กรจัดโครงการหน้ากากจากหัวใจชุมชน ปรับปรุงงานคราฟต์บางประเภทเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ COVID-19 ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์รอเอาไว้อีกส่วน เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจะได้เกิดตลาดใหม่ พร้อมกับการจัดนิทรรศการการจำหน่ายสินค้า เช่น งานศิลปาชีพทอใจ วิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี และงาน Craft Bangkok 2020 ซึ่งยังคงได้เสียงตอบรับดีจากผู้บริโภคในประเทศ 

“ของใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องโควิดอย่างเดียว โลกหมุนเดินหน้าไปทุกวัน ฉะนั้น การพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ก็เดินหน้าตามโลก เพื่อให้ตอบรับกับคนรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมต่อไป” 

SACICT, หัตถกรรมไทย
SACICT, หัตถกรรมไทย

เมืองนอกถูกใจ เมืองไทยต้องรักก่อน

“ถ้าเราวางงานให้เป็น หรือวางงานให้ถูกงาน เราไปตลาดต่างประเทศได้ทั้งนั้น งานหัตถกรรมกับวิถีธรรมชาติไม่ได้หนีจากกัน เพียงแต่ว่าเราจะเอาความโดดเด่นเหล่านี้ไปสู่สายตาของชาวต่างชาติอย่างไร และปรับให้เข้ากับรสนิยมของเขาได้อย่างไร” 

ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศมองว่า สินค้าหัตถกรรมไทยโดดเด่นเรื่องความละเอียดประณีต เช่น งานผ้า งานจักสาน งานไม้ งานโลหะ ในโลกอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยของสำเร็จรูปและปัญหาสิ่งแวดล้อม งานแฮนด์เมดเป็นของโดดเด่นน่าสนใจในสายตาตลาดต่างชาติเสมอ 

“แต่ตอนนี้การเดินทางไปต่างประเทศยากขึ้น เป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนหันกลับมามองประเทศของตัวเอง เราก็อยากให้คนไทยเห็นคุณค่าของงานในบ้านเราด้วยนะครับ”

สนทนากับ พรพล เอกอรรถพร ฟผอ. SACICT ว่าตลาดงานคราฟต์ไทยในอนาคตหลังโรคระบาดจะเป็นอย่างไร
SACICT, หัตถกรรมไทย

Thainess in Craft Product 

ผู้นำ SACICT เชื่อว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในงานหัตถกรรมไทยคือคุณค่าความเป็นไทย คนที่ซื้องานแฮนด์คราฟต์ทั้งหลายไม่ได้แค่ของสวยงามไปใช้ไปตกแต่ง แต่เพราะยังได้รู้จักและชื่นชอบความเป็นไทย 

“เวลาเห็นคนใส่ผ้าไทย ถามว่าเขาซื้ออะไร เขาไม่ได้มาซื้อแค่ผ้าไทยครับ แต่เขารู้สึกเห็นคุณค่าของความเป็นไทยขึ้นมา เลยอยากซื้อผ้าไทยมาสวมใส่ มันลึกไปกว่าการซื้อของทั่วไป มันคือการซื้อเพื่อจะมีความเป็นไทย เราอยากสร้างค่านิยมนี้ให้เกิดกับคนไทยทุกวัยทุกระดับ หลังจากนั้นก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดรับกับคนแต่ละเจเนอเรชัน

“คนไทยรู้สึกรักประเทศตัวเองนะครับ แต่ว่าคนที่ลืมหรือไม่สนใจสินค้าในประเทศก็เยอะ บางคนเกิดมาไม่เคยใส่ผ้าไทย ไม่เคยรู้จัก เราเลยพยายามทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าของไทยดี สวยนะ มีคุณค่า ฝีมือหัตถกรรมไทยดีไม่แพ้ใครในโลก แล้วเราควรต้องหันกลับมารัก มาภูมิใจกับของในบ้านเรา ผมเคยเจอนักศึกษาที่ลงชุมชนเพื่อทำเว็บไซต์จำหน่ายผ้าไทย จนสุดท้ายหลงรักผ้าไทยไปเลย คุณค่าความเป็นไทยมันส่งไปถึงเขา” 

พรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

สื่อสารกับคนรุ่นใหม่

“เรายอมรับว่างานหัตถกรรมไทยในปัจจุบันมีช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่กับงานรุ่นเก่า งานรุ่นเก่ามีกลุ่มคนวัยหนึ่งที่นิยมชมชอบอยู่ แล้วก็คงไม่เปลี่ยนความชอบ แต่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่อาจมองงานรุ่นเก่าเชย มีอะไรหลายๆ อย่างไม่ตรงกับเขา ฉะนั้น เราต้องพยายามเชื่อมคนรุ่นใหม่เข้าไปสู่โลกของอัตลักษณ์แห่งงานหัตถกรรมให้ได้ครับ ถ้าเกิดเขาได้รู้จักจนเริ่มรัก ในที่สุดความภูมิใจในงานหัตถกรรมชิ้นเหล่านั้น จะช่วยให้เกิดการพัฒนา”

เพื่อให้งานฝีมือไทยครองใจคนแต่ละกลุ่ม SACICT จึงจัดโครงการหลากหลาย เช่น จัดโครงการพาคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านดีไซน์เข้าไปสัมผัสกระบวนการการผลิตงานหัตถกรรมดั้งเดิมกับชุมชนเป็นระยะเวลานาน เพื่อให้นักออกแบบรุ่นใหม่ทราบขั้นตอนและกระบวนการการผลิตอย่างแท้จริง และได้ลงมือทำด้วยตัวเอง จากนั้นก็ให้ช่วยกันดีไซน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากพื้นฐานความรู้ที่มาจากวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งสอดรับกับความรู้และความเป็นอยู่ของตัวเอง 

นอกจากนี้ ยังจัดการประกวดเรื่องผ้าไทยใส่ได้ทุกเจนถ้าเป็น Gen Z ก็ให้นักออกแบบอายุน้อยดีไซน์กันเอง โดยสอดแทรกคุณค่าความเป็นไทยอยู่ในเบื้องหลัง ทำให้คนแต่ละรุ่นมีของใช้ที่ต้องรสนิยมตัวเอง ตลาดงานคราฟต์จึงเติบโตไปตามโอกาสการค้าใหม่ได้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ของไทยอย่างดั้งเดิม บวกกับแนวความคิดของคนรุ่นใหม่ที่ผสมผสานไปด้วยกันได้ ไม่เกาะกลุ่มเป็นที่นิยมแค่คนบางช่วงวัย 

SACICT, งานคราฟต์, SACICT Arts & Crafts Forum 2020

อนุรักษ์ของดั้งเดิม

แม้พัฒนางานคราฟต์ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่จุดเด่นของ SACICT ไม่ใช่แค่งานดีไซน์ของคนรุ่นใหม่ งานรุ่นเก่าก็ยังอนุรักษ์สืบสานรักษาเอาไว้ เมื่อเทียบคุณภาพแง่มุมต่างๆ กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ผอ. SACICT มองว่างานหัตถกรรมมีความคล้ายคลึงกัน เพราะมีรากเหง้าเดียวกัน แต่จุดแข็งของคนไทยคือความประณีต ความละเอียดลออ และการรักษาคุณค่าเดิมได้ดี และที่สำคัญยังรู้จักวิธีการพลิกแพลงให้งานหลากหลาย ทันสมัยด้วย

“คนที่ชอบงานหัตถกรรมไทยมีหลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอาจจะชอบซื้อสินค้าที่ถูกกับเซนส์ของตัวเอง แต่อีกกลุ่มเขามาเพื่ออนุรักษ์สินค้า อนุรักษ์หัตถกรรมไทยในรูปแบบดั้งเดิม หรือภูมิใจอยู่กับหัตถกรรมที่นับวันค่อยๆ สูญหายไป การจัดเสวนาอย่าง SACICT Arts & Crafts Forum 2020 ทำให้กลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องเหล่านี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ได้ถ่ายทอดความรู้ในสิ่งที่อีกฝั่งไม่รู้ ทำให้ช่วยกันสืบสานและรักษาหัตถกรรมซึ่งนับวันจะค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ ให้คงอยู่ได้”

SACICT, งานคราฟต์

ภาพ : ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

27 กรกฎาคม 2560
2.28 K

ถึงรักกรุงเทพฯ มากแค่ไหน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ที่มีระบบคมนาคมสาธารณะสะดวกสบาย รถประจำทางทันสมัยและรถไฟพรั่งพร้อมยกระดับชีวิตดีๆ ในเมืองให้ลงตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คิดแล้วก็ฝันหวานว่ารถเมล์ไทยทุกคันทันสมัย สะอาด สะดวก ปลอดภัย และพร้อมส่งเราถึงจุดหมายอย่างนิ่มนวล

วันนี้รถเมล์แบบนั้นออกวิ่งแล้วในเมืองไทย แต่ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ ขนส่งมวลชนใหม่เอี่ยมแล่นอยู่ในใจกลางอีสาน ‘ขอนแก่นซิตี้บัส’ ติดแอร์เย็นฉ่ำ ยืนราคา 15 บาททั้งสาย วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง คนขับใส่สูทผูกไท ในรถติดกล้อง CCTV และมี Wi-Fi ให้เล่นฟรี มีบัตรเติมเงินไดโน่บัส (RFID) ให้ตี๊ดจ่ายค่าโดยสาร แถมยังมีแอพพลิเคชันในมือถือบอกข้อมูลและตำแหน่งรถพร้อมสรรพอีกต่างหาก

ขอนแก่นซิตี้บัส

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

“นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

กังวาน เหล่าวิโรจนกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง หรือ Khon Kaen Think Tank (KKTT) กล่าว ฉันนั่งอึ้งเมื่อรับรู้ว่ารถประจำทางยอดเยี่ยมที่วิ่งอยู่ในตัวเมืองและรถบัสฟรีในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ใต้ระบบขนส่งมวลชนพื้นฐาน คือแผนการสร้างขอนแก่นเป็น Smart City โดยไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่คนในบ้านจะร่วมผลักดันขึ้นมาเอง

ขอนแก่นสามัคคี

“ขอนแก่นเป็นเมืองที่ไม่มีความพิเศษ ไม่มีเจ้าพ่อ ไม่มีมาเฟีย ไม่มีนักการเมืองที่สามารถดึงโครงการใหญ่ๆ พันล้านมาตั้งได้ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มี แต่เผอิญโชคดีที่มีสภาพภูมิศาสตร์ดี อยู่ใจกลางภูมิภาคอีสาน เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือ พม่า ลาว จีน ฉะนั้นจึงเติบโตได้ตามสภาพ พอเดินไหว แต่ไม่โดดเด่น

“ความไม่มีทำให้มีความร่วมมือ สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากที่อื่น คือเรารู้ว่าถ้าจับมือกันขอนแก่นจะพัฒนาไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษาคือมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคราชการคือจังหวัด หรือว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น เทศบาลนคร เราจับมือเติบโตด้วยกันมาตลอด”

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ผู้บริหาร KKTT เผยเคล็ดลับความก้าวหน้าของเมืองตั้งแต่เริ่มต้น กังวานเล่าว่า ใครต่อใครมักถามว่าจุดเด่นของขอนแก่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จคืออะไร เขายืนยันซ้ำๆ เสมอว่าไม่มี หากจะมีก็มีเพียงอย่างเดียว คือพลังความร่วมมือที่แข็งแรง

เมื่อตัวแทนภาคเอกชนกลุ่มหนึ่งอยากพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองให้มีคุณภาพ พวกเขารู้ดีว่างบประมาณของภาครัฐมีจำกัด (และส่วนใหญ่ตกอยู่กับกรุงเทพฯ) งบของขอนแก่นเพียงพอจะศึกษาหาวิธีเดินทางสาธารณะที่ดีขึ้น แต่การปรับปรุงการคมนาคมบนพื้นที่จริงต้องใช้เงินทุนมหาศาล ดังนั้นกว่ายี่สิบบริษัทที่เห็นพ้องต้องกันในจังหวัดจึงตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองขึ้นมา ระดมทุนกันเองสำหรับพัฒนาบ้านเกิดอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานแรกที่ประจักษ์ให้เราได้ยลโฉมและใช้งานเต็มที่คือ รถโดยสารประจำทาง

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

วันนี้สะดวก

ขอนแก่นซิตี้บัส (Khon Kaen City Bus) 10 คัน และรถบัสประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่น 20 คัน เป็นดอกผลงดงามของการร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาครัฐท้องถิ่น จุดเริ่มต้นมาจากการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 3 (บขส. 3) ไปอยู่นอกเมือง การเดินทางเข้าเมืองด้วยรถสาธารณะจำเป็นต้องใช้รถสองแถวที่วิ่งตามเส้นทางมากมาย แต่ซับซ้อน ใช้ยากพอสมควรสำหรับผู้มาใหม่ และไม่มีตารางเวลาวิ่งที่แน่นอน ส่วนแท็กซี่ก็ราคาแพงและมักต้องโดยสารในราคาเหมา บริษัทรถประจำทางใหม่เอี่ยมจึงเจรจาตกลงเส้นทางกับรถสองแถวเดิม โดยรับ-ส่งผู้โดยสารจาก บขส. สู่จุดหลักๆ ในตัวเมืองตลอด 24 ชั่วโมงด้วยราคาถูก ต่อจากรถทัวร์ก็เกิดเส้นทางไป-กลับสนามบิน ชาวขอนแก่นและแขกผู้มาเยือนจึงได้ตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น

“แกนของเมืองคือระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ คือสองแถวที่ขึ้นอยู่ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันมีที่ดีกว่า ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวฝนตก และได้ลองจ่ายเงินด้วยบัตร พอวันนึงที่รถไฟเสร็จมันก็จะเชื่อมต่อกันและใช้บัตรใบเดียว ลงรถไฟมามีจุดเชื่อมต่อ city bus เข้าไปในถนนเส้นหลัก ไปตามห้าง โรงเรียนต่างๆ คุณเดินทางแล้วกะเวลาได้ ต่อให้ใช้รถส่วนตัว ก็ไม่ต้องขับออกมาวนหาที่จอดกินข้าวระหว่างวัน ใช้ยามจำเป็นก็พอ”

ทีมงานเบื้องหลังขอนแก่นซิตี้บัสล้วนเป็นคนขอนแก่น ตั้งแต่ฝ่ายรถบัสยันฝ่ายพัฒนาแอพพลิเคชัน เนื่องจากสมาชิก KKTT หลายคนมีพื้นฐานด้านธุรกิจยานยนต์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม การบุกเบิกสร้างระบบขนส่งที่ดีกว่าจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นโมเดลหลักที่หลายจังหวัดต้องตามมาศึกษาดูงาน ไม่เว้นกระทั่งกรุงเทพฯ

พรุ่งนี้สบาย

อย่างที่เกริ่นไปว่ารถบัสเป็นแค่ออเดิร์ฟเริ่มต้น ภารกิจจานหลักของชาวขอนแก่นคือรถไฟฟ้า light rail หรือรถไฟฟ้ารางเบาที่ขนาดย่อมกว่า BTS แต่ทรงประสิทธิภาพ วิ่งผ่านถนนมิตรภาพด้วยระยะมากกว่า 20 กิโลเมตร

การทำสิ่งที่ไม่เคยทีใครทำมาก่อนในประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย KKTT จำเป็นต้องใช้ผลการศึกษาโครงการและสิทธิการเดินรถไฟ กลุ่มนักธุรกิจขอนแก่นจึงจับมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและภาคราชการท้องถิ่นเพื่อปูรางแห่งอนาคตไปด้วยกัน เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่เทศบาลท้องถิ่น 5 เทศบาลจดทะเบียนเป็นบริษัทวิสาหกิจ Khon Kaen Transit System (KKTS) เพื่อรองรับการดำเนินงานเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะวิ่งผ่านเนื้อที่ของตน และขยายเมืองแบบก้าวกระโดด

“เราไม่ได้มองแค่อยากมีรถไฟฟ้าเท่ๆ แต่เรามองการเปลี่ยนแปลงระยะยาวด้านการลงทุน ธุรกิจ และการพัฒนาบ้านเมืองด้วย เพราะถ้าจะทำมันต้องเกิดประโยชน์กว่าแก้ปัญหารถติด การจราจรเป็นเรื่องเบื้องต้น จริงๆ แล้วมันคือการรองรับการเคลื่อนธุรกิจ การเดินทางของคนในเมือง”

กังวานยืนยันว่าต่อจากนี้ วิสาหกิจ KKTS คือผู้ดำเนินการเรื่องรถไฟฟ้ารางเบา โดยโครงการจะได้เริ่มต้นบริหารจัดจ้างภายในปลายปีนี้ ส่วน KKTT กำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายถัดไป คือการมองหาความเป็นไปได้ทุกทางที่จะเปลี่ยนขอนแก่นให้เป็น Smart City
ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ต่อเติมบ้านใหม่

“เราต้องทำให้ขอนแก่นเป็นเมือง Smart City มากกว่าเมืองลงทุน”

ผู้บริหารชาวขอนแก่นเฉลยอนาคตบทต่อไปของเมืองอีสาน รถบัสทันสมัย รถไฟฟ้ารางเบา ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ คือตัวต่อที่พวกเขาผลักดันให้เกิดขึ้นทีละชิ้น เมื่อนำมาจัดเรียงกัน ภาพรวมแท้จริงของเมืองใหญ่นี้จึงปรากฏ

“Smart City ไม่ใช่เมือง IT มี Wi-Fi สะดวกสบาย มันเป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่จริงๆ คือเมืองที่คนอยู่จ่ายน้อยได้มาก คนที่อยู่ขอนแก่นแม้เงินเดือนเท่าเดิม แต่คุณภาพชีวิตสูงขึ้น มีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้น ไม่ต้องรถติด 2 ชั่วโมงตอนเช้า 2 ชั่วโมงตอนเย็น ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือน กทม. คนที่อยากมีบ้านต้องไปอยู่ชานเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนงานอยู่กลางเมือง สิ่งที่ต้องทำคือเดินทางวิ่งเข้าไปแล้ววิ่งออกมา กลายเป็นปัญหาจราจร ขอนแก่นเลยทำล่วงหน้าก่อนปัญหาจะเกิด เราอยากให้เมืองเป็นเมืองกระชับ คนที่อยู่ในเมืองจะคงอยู่ในเมืองได้ เดินทางในเมืองโดยขนส่งมวลชนได้สะดวกกว่ารถยนต์ ค่าครองชีพในการเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัยก็ต้องไม่สูง ใครมาอยู่ที่นี่ก็มีความสุขโดยปกติ”

“รถสมาร์ทบัส รถไฟรางเบา เป็นพื้นฐาน พอเสร็จเราก็มองเรื่อง IT ถ้าเรามีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ พวกไวไฟเซนเซอร์ครอบคลุมทั่วเมือง สิ่งที่ตามมาคือ smart economic, smart citizen, smart environment, smart governance ด้านบนรัฐบาลสนับสนุนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเราขอนแก่นทำ เราทำจากด้านล่าง เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นแน่นอนตามสถานการณ์ ตามยุค ตามภาวะ แต่พอเราทำระบบขนส่งมวลชนที่ดี ระบบเซนเซอร์หรือ infrastructure ให้ดี มันจะเป็นฐานข้อมูลให้เรา สิ่งที่จะเชื่อมระหว่างด้านบนกับด้านล่างคือศูนย์ข้อมูลเก็บ Big Data ถ้าขอนแก่นทำได้ คนที่มาลงทุนก็สะดวก เราไม่ได้บอกว่าเราจะไปชนะเด่นเกินใครนะครับ เราแค่ทำให้เมืองเราอยู่ได้ และคนก็อยากมาอยู่”

กังวานอธิบายเสริมว่าขอนแก่นถูกจัดเป็น MICE City หรือเมืองที่ใช้จัดสัมนาประชุมระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ แต่เสียเปรียบที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัดอื่นๆ เมื่อเปลี่ยนอดีตที่เมืองมีไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือลงมือเตรียมความพร้อมในปัจจุบัน เพื่อสร้างอนาคตใหม่ของบ้านร่วมกัน

กำไรทุกคน

เราถูกถามบ่อยๆ ว่าทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไร?”

สมาชิก KKTT ผู้สวมหมวกเลขาธิการหอการค้าจังหวัดขอนแก่นอีกใบเอ่ยขึ้นในช่วงท้ายของการสนทนา

“บางคนเชื่อมั่นว่า mindset ของนักธุรกิจคือทำแล้วต้องได้กำไรอย่างเดียว คุณต้องคาดหวังกำไรสูงๆ เราตอบได้ว่าคงไม่มีคำว่าไม่กำไร เพราะไม่ได้กำไรคือเจ๊ง แล้วคงไม่ได้ทำต่อ แต่การลงทุนแบบนี้ไม่ได้กำไรหอมหวานเลยนะ ฉะนั้นคนที่มองเรื่องของผลประโยชน์ก่อนจะไม่ทำ ไม่งั้นโครงการแบบนี้คงเกิดขึ้นไปนานแล้ว วันนี้ทุกจังหวัดสามารถทำได้ ไม่ได้มีกฎห้ามขออนุญาติรัฐบาลทำระบบขนส่งมวลชนของคุณให้มีคุณภาพ ถูกไหมครับ ปัญหาคือการลงทุนต่างหาก ต้องเข้าใจว่าขนส่งมวลชนมีข้อจำกัดรายได้เรื่องค่าตั๋ว เราไม่สามารถเก็บเงินค่ารถเมล์ 30 – 40 บาทได้ ต้องเก็บแค่ 15 บาท และเรียนรู้ว่าจะปรับเข้ากับพฤติกรรมคนในเมืองอย่างไร มันต้องมีความเข้าใจ ความร่วมมือจริงๆ และความอดทน เมืองไหนมีครบก็น่าจะทำได้

“เรามองว่ากำไรคือทำแล้วเมืองพัฒนา คนมีความสุข ถ้ามองว่ากำไรคือเงินอย่างเดียวคงทำไม่ไหว  หลายๆ คนที่มารวมกันเป็นเจ้าของโรงงาน มีพนักงานที่นี่หลายพันหลายหมื่น เราก็อยากให้ประโยชน์ตกอยู่กับเมืองของเรา เป้าหมายคือเพิ่มดัชนีความสุข เพิ่มรายได้มวลรวมของจังหวัด อาจทำให้รายได้คุณสูงใกล้เคียงหรือเท่ากับ กทม. แต่รายจ่ายน้อยกว่า ในระยะยาวก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้ ไม่ต้องกลายเป็นผู้อาศัยในบ้านตัวเอง

“ถ้ามีจังหวัดอื่นพร้อมจะทำ เราก็พร้อมให้ข้อมูลต่างๆ นะครับ เราไม่ได้มองว่าเราจะเป็นเมืองหลวงแบบกรุงเทพฯ แต่อยากเป็นพื้นที่ๆ พัฒนาแล้ว ถ้ามีสัก 10 เมือง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือประเทศเราจะได้ประโยชน์มหาศาลเลย ผมไปเที่ยวจังหวัดอื่นก็อยากนั่งรถสมาร์ทบัส รถแทรม หรือรถไฟเข้าเมือง คนก็จะอยากมาประเทศเรามากขึ้น และความสุขของพวกเราไม่ลดลง”

กังวานตบท้าย เราออกไปดูขอนแก่นซิตี้บัสคันใหญ่ ฉันมองรถเมล์ปรับอากาศที่วิ่งล่วงหน้าออกไปด้วยความหวัง สิ่งที่บรรจุอยู่ในรถประจำทางไม่ใช่แค่ผู้โดยสาร แต่เป็นความฝันอันเรืองรองของประชากรขอนแก่น

ขอนแก่นซิตี้บัส

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load