ปี 2020 นี้ วงการงานคราฟต์เมืองไทยสั่นสะเทือนไม่ใช่น้อยจากภาวะโรคระบาด แต่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT หน่วยงานที่ดูแลงานศิลปหัตถกรรมทั่วไทยยังคงจัดงานแสดงสินค้าและเสวนาอย่างคึกคักต่อเนื่อง ล่าสุดก็เพิ่งจัด SACICT Arts & Crafts Forum 2020 งานเสวนาที่รวมความรู้เรื่องศิลปหัตถกรรมดั้งเดิมไว้อย่างเข้มข้น เราจึงขอนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง

SACICT Arts & Crafts Forum 2020

ปีนี้การเสวนาทางวิชาการด้านงานศิลปหัตถกรรมพูดเรื่อง From Root to Route in ASEAN เป็นเรื่องการส่งต่อทางศิลปวัฒนธรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นรากทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อกัน จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากวัฒนธรรมหนึ่งไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดงานศิลปหัตถกรรม อันทรงคุณค่าจากอดีตสู่ปัจจุบันในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายในงานมีวิทยากรมากมายมาเล่าประเด็นต่างๆ เมื่อพูดคุยกันถึงเรื่องรากแห่งวัฒนธรรมอาเซียน มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้ามาเสวนาอย่างออกรส ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม เล่าที่มาของความสัมพันธ์และการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมในหัวข้อ ‘พหุวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : การหลอมประสานระหว่างวัฒนธรรมอินเดีย-วัฒนธรรมจีน’ เพื่อสร้างความเข้าใจในชั้นต้น และเห็นภาพรวมของศิลปวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อด้วย อาจารย์แพทริเชีย ชีสแมน นักวิชาการด้านผ้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับหัวข้อ ‘ความเชื่อบนผืนผ้าของคนไตก่อนอิทธิพลพุทธศาสนาจะเผยแผ่ในแถบดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ เพื่อแสดงความเชื่อมโยงลวดลายในผืนผ้าและความเชื่อที่สื่อออกมาจากคนอดีตสู่คนในปัจจุบัน

SACICT, หัตถกรรมไทย

อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ครูศิลป์ของแผ่นดินที่เชี่ยวชาญเรื่องผ้ายกทอง เล่าที่มาของ ‘เส้นไหมทองและลายกรวยเชิง : ความงดงามที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ซึ่งเป็นวัสดุและลวดลายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในภูมิภาค ปิดท้ายการเสวนาครึ่งเช้ากับ คุณปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาเล่าเรื่อง ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับการพัฒนาคติความเชื่อและจารีตในการใช้ผ้าไทย’ ซึ่งแสดงการพัฒนาการของผืนผ้า จากความเชื่อแบบดั้งเดิมพัฒนาสู่การใช้งานในปัจจุบัน ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอนุรักษ์สิ่งเก่าที่มีคุณค่าและสิ่งใหม่ที่ต้องพัฒนา รวมกันไว้ได้อย่างลงตัว เพื่อให้มรดกสิ่งทอของคนไทยได้อยู่คู่แผ่นดินตลอดไป

ส่วนเสวนาช่วงบ่ายเมื่อเจาะลึกเรื่องความเชื่อและศรัทธา รวมถึงจักรวาลวิทยาตามคติพุทธศาสนาในงานศิลปหัตถกรรมอาเซียน รศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เล่าเรื่อง ‘จักรวาลวิทยาในจินตนาการของพุทธศาสนา’ เพื่อเปิดมุมมองความเชื่อ ลักษณะการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมในอดีต ต่อด้วยการแลกเปลี่ยนเกร็ดวัฒนธรรมและศาสนาที่อยู่เบื้องหลังงานหัตถศิลป์ที่เราคุ้นเคยแต่อาจไม่รู้ว่ามีที่มาจากอะไร กับ ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  พิชิต นะงอลา ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมด้านดุนโลหะ และ อาจารย์ทวีป ฤทธินภากร นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เรารู้ได้ว่าจักรวาลวิทยามีความสำคัญ เป็นจินตนาการที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ในงานหัตถศิลป์ทั่วภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้

นอกจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ งานนี้ยังพูดถึงการต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมอย่างสร้างสรรค์ในโลกปัจจุบัน ซึ่งวิทยากรก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเล่าเรื่อง Beyond Limitations การต่อยอดไปสู่ความร่วมสมัย ก้าวข้ามผ่านพ้นข้อจำกัดในการสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์ กับเส้นทางการสร้างสรรค์งานระหว่างศิลปินพื้นบ้านกับนักออกแบบร่วมสมัย คุณหัสยา ปรีชารัตน์ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมที่สืบสานเบญจรงค์แบบดั้งเดิม พัฒนาความคิดด้วยการกระโจนออกนอกกรอบเพื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับเบญจรงค์ และ คุณรชต ชาญเชี่ยว ครูช่างศิลปหัตถกรรม พ.ศ. 2563 สาขากระจกเกรียบ ผู้ทดลองการหุงกระจกแบบโบราณที่สูญหายไปกว่า 150 ปีด้วยตนเอง ด้วยความรักและความศรัทธาในพุทธศาสนา

ประสบการณ์ Crafting Passion แรงผลักดันอันแรงกล้าที่จะทำในสิ่งที่รักชอบ นำไปสู่ความสำเร็จในท้ายที่สุดได้อย่างไร อาจารย์นุสรา เตียงเกตุ เล่าเรื่อง ‘ชีวิตเลือกด้าย’ ผู้หว่านเมล็ดพันธุ์งานศิลปะ หัตถศิลป์สิ่งทอ ให้กับช่างทอและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล สู่การพัฒนาสินค้าหัตถกรรมทางวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์คนในกระแสปัจจุบัน และ คุณพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้นำเทรนด์แฟชั่นไทยสู่สากล กว่า 40 ปีของแฟชั่นดีไซเนอร์หญิงระดับชั้นแนวหน้าของประเทศไทยที่ทำงานด้วยหัวใจ ด้วยความประณีตอย่างไทย กับการสร้างสรรค์แฟชั่นจากผ้าและสิ่งทอไทย บนเวทีระดับสากล และ คุณแพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ กับความงามอย่างไทยในสายตาชาวโลก ที่ผ้าไทยสร้างความภาคภูมิใจกับตนเองและสายตาชาวโลก

ปิดท้ายด้วย Crafting Vision ‘วิสัยทัศน์อันทรงพลัง’ เพื่อเป็นการจุดประกายความคิด ในการสร้างสรรค์งานคราฟต์ จากประสบการณ์ชีวิต ของ อาจารย์อนุชา สาขาเรือน ครูศิลปาชีพด้านการแกะสลักไม้ เล่าถึงการสืบสานคุณค่าแห่งงานศิลปาชีพและพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ คุณปัญญา พูลศิลป์ วิศวกรต่างถิ่นที่มีความรักในผืนผ้าเมืองใต้ จนสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าชุมชนเพื่อส่งต่อความรู้และสมบัติทางวัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหายให้กลับคืนสู่สังคม และ คุณสมภพ ยี่จอหอ เจ้าของแบรนด์ DoiSter ผู้อุทิศตนพัฒนาสินค้าผ้าชาวเขาให้เกิดมูลค่าและสอดรับกับความต้องการของคนในปัจจุบัน เป็นประสบการณ์ที่อาจจะสร้างความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำและสร้างความศรัทธาในวิสัยทัศน์อันทรงพลังร่วมกัน

SACICT, งานคราฟต์, SACICT Arts & Crafts Forum 2020
SACICT, หัตถกรรมไทย

ส่วนทิศทางของวงการงานคราฟต์ไทยเป็นอย่างไร พรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ยินดีสนทนาแบ่งปันเรื่องราวให้เราฟัง

โรคระบาดกับงานคราฟต์

“โรคระบาดทำให้สภาวะเศรษฐกิจตึงขึ้น งานคราฟต์กลายเป็นสินค้าแถวสองที่คนจะซื้อ แถวแรกคือพวกอาหารการกิน แล้วก็ของใช้จำเป็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายงานคราฟต์และผู้ผลิตงานคราฟต์โดยตรง” 

พรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

ผอ. SACICT เล่าว่า องค์กรจัดโครงการหน้ากากจากหัวใจชุมชน ปรับปรุงงานคราฟต์บางประเภทเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ COVID-19 ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์รอเอาไว้อีกส่วน เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจะได้เกิดตลาดใหม่ พร้อมกับการจัดนิทรรศการการจำหน่ายสินค้า เช่น งานศิลปาชีพทอใจ วิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี และงาน Craft Bangkok 2020 ซึ่งยังคงได้เสียงตอบรับดีจากผู้บริโภคในประเทศ 

“ของใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องโควิดอย่างเดียว โลกหมุนเดินหน้าไปทุกวัน ฉะนั้น การพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ก็เดินหน้าตามโลก เพื่อให้ตอบรับกับคนรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมต่อไป” 

SACICT, หัตถกรรมไทย
SACICT, หัตถกรรมไทย

เมืองนอกถูกใจ เมืองไทยต้องรักก่อน

“ถ้าเราวางงานให้เป็น หรือวางงานให้ถูกงาน เราไปตลาดต่างประเทศได้ทั้งนั้น งานหัตถกรรมกับวิถีธรรมชาติไม่ได้หนีจากกัน เพียงแต่ว่าเราจะเอาความโดดเด่นเหล่านี้ไปสู่สายตาของชาวต่างชาติอย่างไร และปรับให้เข้ากับรสนิยมของเขาได้อย่างไร” 

ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศมองว่า สินค้าหัตถกรรมไทยโดดเด่นเรื่องความละเอียดประณีต เช่น งานผ้า งานจักสาน งานไม้ งานโลหะ ในโลกอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยของสำเร็จรูปและปัญหาสิ่งแวดล้อม งานแฮนด์เมดเป็นของโดดเด่นน่าสนใจในสายตาตลาดต่างชาติเสมอ 

“แต่ตอนนี้การเดินทางไปต่างประเทศยากขึ้น เป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนหันกลับมามองประเทศของตัวเอง เราก็อยากให้คนไทยเห็นคุณค่าของงานในบ้านเราด้วยนะครับ”

สนทนากับ พรพล เอกอรรถพร ฟผอ. SACICT ว่าตลาดงานคราฟต์ไทยในอนาคตหลังโรคระบาดจะเป็นอย่างไร
SACICT, หัตถกรรมไทย

Thainess in Craft Product 

ผู้นำ SACICT เชื่อว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในงานหัตถกรรมไทยคือคุณค่าความเป็นไทย คนที่ซื้องานแฮนด์คราฟต์ทั้งหลายไม่ได้แค่ของสวยงามไปใช้ไปตกแต่ง แต่เพราะยังได้รู้จักและชื่นชอบความเป็นไทย 

“เวลาเห็นคนใส่ผ้าไทย ถามว่าเขาซื้ออะไร เขาไม่ได้มาซื้อแค่ผ้าไทยครับ แต่เขารู้สึกเห็นคุณค่าของความเป็นไทยขึ้นมา เลยอยากซื้อผ้าไทยมาสวมใส่ มันลึกไปกว่าการซื้อของทั่วไป มันคือการซื้อเพื่อจะมีความเป็นไทย เราอยากสร้างค่านิยมนี้ให้เกิดกับคนไทยทุกวัยทุกระดับ หลังจากนั้นก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดรับกับคนแต่ละเจเนอเรชัน

“คนไทยรู้สึกรักประเทศตัวเองนะครับ แต่ว่าคนที่ลืมหรือไม่สนใจสินค้าในประเทศก็เยอะ บางคนเกิดมาไม่เคยใส่ผ้าไทย ไม่เคยรู้จัก เราเลยพยายามทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าของไทยดี สวยนะ มีคุณค่า ฝีมือหัตถกรรมไทยดีไม่แพ้ใครในโลก แล้วเราควรต้องหันกลับมารัก มาภูมิใจกับของในบ้านเรา ผมเคยเจอนักศึกษาที่ลงชุมชนเพื่อทำเว็บไซต์จำหน่ายผ้าไทย จนสุดท้ายหลงรักผ้าไทยไปเลย คุณค่าความเป็นไทยมันส่งไปถึงเขา” 

พรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

สื่อสารกับคนรุ่นใหม่

“เรายอมรับว่างานหัตถกรรมไทยในปัจจุบันมีช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่กับงานรุ่นเก่า งานรุ่นเก่ามีกลุ่มคนวัยหนึ่งที่นิยมชมชอบอยู่ แล้วก็คงไม่เปลี่ยนความชอบ แต่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่อาจมองงานรุ่นเก่าเชย มีอะไรหลายๆ อย่างไม่ตรงกับเขา ฉะนั้น เราต้องพยายามเชื่อมคนรุ่นใหม่เข้าไปสู่โลกของอัตลักษณ์แห่งงานหัตถกรรมให้ได้ครับ ถ้าเกิดเขาได้รู้จักจนเริ่มรัก ในที่สุดความภูมิใจในงานหัตถกรรมชิ้นเหล่านั้น จะช่วยให้เกิดการพัฒนา”

เพื่อให้งานฝีมือไทยครองใจคนแต่ละกลุ่ม SACICT จึงจัดโครงการหลากหลาย เช่น จัดโครงการพาคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านดีไซน์เข้าไปสัมผัสกระบวนการการผลิตงานหัตถกรรมดั้งเดิมกับชุมชนเป็นระยะเวลานาน เพื่อให้นักออกแบบรุ่นใหม่ทราบขั้นตอนและกระบวนการการผลิตอย่างแท้จริง และได้ลงมือทำด้วยตัวเอง จากนั้นก็ให้ช่วยกันดีไซน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากพื้นฐานความรู้ที่มาจากวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งสอดรับกับความรู้และความเป็นอยู่ของตัวเอง 

นอกจากนี้ ยังจัดการประกวดเรื่องผ้าไทยใส่ได้ทุกเจนถ้าเป็น Gen Z ก็ให้นักออกแบบอายุน้อยดีไซน์กันเอง โดยสอดแทรกคุณค่าความเป็นไทยอยู่ในเบื้องหลัง ทำให้คนแต่ละรุ่นมีของใช้ที่ต้องรสนิยมตัวเอง ตลาดงานคราฟต์จึงเติบโตไปตามโอกาสการค้าใหม่ได้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ของไทยอย่างดั้งเดิม บวกกับแนวความคิดของคนรุ่นใหม่ที่ผสมผสานไปด้วยกันได้ ไม่เกาะกลุ่มเป็นที่นิยมแค่คนบางช่วงวัย 

SACICT, งานคราฟต์, SACICT Arts & Crafts Forum 2020

อนุรักษ์ของดั้งเดิม

แม้พัฒนางานคราฟต์ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่จุดเด่นของ SACICT ไม่ใช่แค่งานดีไซน์ของคนรุ่นใหม่ งานรุ่นเก่าก็ยังอนุรักษ์สืบสานรักษาเอาไว้ เมื่อเทียบคุณภาพแง่มุมต่างๆ กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ผอ. SACICT มองว่างานหัตถกรรมมีความคล้ายคลึงกัน เพราะมีรากเหง้าเดียวกัน แต่จุดแข็งของคนไทยคือความประณีต ความละเอียดลออ และการรักษาคุณค่าเดิมได้ดี และที่สำคัญยังรู้จักวิธีการพลิกแพลงให้งานหลากหลาย ทันสมัยด้วย

“คนที่ชอบงานหัตถกรรมไทยมีหลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอาจจะชอบซื้อสินค้าที่ถูกกับเซนส์ของตัวเอง แต่อีกกลุ่มเขามาเพื่ออนุรักษ์สินค้า อนุรักษ์หัตถกรรมไทยในรูปแบบดั้งเดิม หรือภูมิใจอยู่กับหัตถกรรมที่นับวันค่อยๆ สูญหายไป การจัดเสวนาอย่าง SACICT Arts & Crafts Forum 2020 ทำให้กลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องเหล่านี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ได้ถ่ายทอดความรู้ในสิ่งที่อีกฝั่งไม่รู้ ทำให้ช่วยกันสืบสานและรักษาหัตถกรรมซึ่งนับวันจะค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ ให้คงอยู่ได้”

SACICT, งานคราฟต์

ภาพ : ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

9 มิถุนายน 2565
702

The Cloud x British Council

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวังที่เป็นดอกผลจากผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป วันนี้เราขอพาทุกคนไปชมเบื้องหลังโปรเจกต์ต้นแบบที่เป็นความหวังในการจัดการขยะพลาสติกในชุมชนทั่วกรุงเทพฯ กันบ้าง

นางเลิ้งพลาสติกแบงค์เกิดจากไอเดียตั้งต้นของ จูเลี่ยน ฮวง กับ นก-สุนัดดา ฮวง 2 นักสร้างสรรค์จากกลุ่ม Weave Artisan Society ซึ่งเป็น Creative Hub ที่ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ แต่อยากลองท้าทายกับการแก้ปัญหาในพื้นที่อื่นดูบ้าง จึงได้กระโดดเข้าร่วมโครงการ Social Innovation Hackathon 2020 ที่มี British Council (ร่วมกับ Urban Studies Lab และ FREC Bangkok) เป็นแม่งาน โดยมีชุมชนนางเลิ้งเป็นบริบทในการทำงาน จนได้รับเงินรางวัลและถูกผลักดันให้ลงมือทำจริง

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง
Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

แก่นของไอเดียนั้นเรียบง่าย และคิดมาจากปัญหาที่ทั้งคู่ได้เห็นจริงตอนลงพื้นที่เก็บข้อมูล กลไกคือการเชิญชวนให้ผู้คนเอาพลาสติกที่ใช้แล้วมาทิ้งรวมกันในสเตชันหรือพื้นที่ที่จัดเอาไว้ให้ และมีระบบสะสมแต้มเหมือนธนาคาร หากนำพลาสติกมาแลกครบจำนวนที่กำหนดไว้ ผู้ฝากจะได้รับน้ำยาล้างจานที่ผลิตโดยคนในพื้นที่เป็นสิ่งตอบแทน

การทำงานขับเคลื่อนชุมชนหรือสร้างนวัตกรรมทางสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนดีดนิ้ว โดยเฉพาะกับชุมชนที่มีความหลากหลายและซับซ้อนสูงอย่างชุมชนนางเลิ้ง ไม่ใช่ว่าใครกระโดดเข้ามาในพื้นที่นี้แล้วจะทำอะไรก็ได้ ทีมนักสร้างสรรค์ทีมนี้จะพาไอเดียให้เกิดขึ้นในพื้นที่จริงได้อย่างไร ไปฟังเรื่องเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ (และน้ำตานิด ๆ) ไปพร้อมกัน

ร่วมมือ

ห้องเรียนเล็ก ๆ บนชั้น 2 ของ Ford Resource & Engagement Centre ที่เราใช้เป็นสถานที่นัดสัมภาษณ์ แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา นอกจากจูเลี่ยนกับนกแล้ว ยังมี แม่แดง-สุวัน แววพลอยงาม, นะโม-กรกมล แววพลอยงาม และ น้ำมนต์-นวรัตน์ แววพลอยงาม ซึ่งเป็นตัวแทนจาก อีเลิ้ง Creative Hub ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่นางเลิ้ง รวมถึงทีมงานจาก British Council อีกหลายท่าน 

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

การปรากฏตัวของคนในพื้นที่ให้คำใบ้กับเราว่า โปรเจกต์นางเลิ้งพลาสติกแบงค์นี้ทำงานตามปรัชญาของนวัตกรรมเชิงสังคมจริง ๆ นั่นคือการสร้างความร่วมมือกับคนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่มาชี้นิ้วสั่งให้ใครเปลี่ยนแปลง

“นกกับจูเลี่ยน อยากเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการขอบคุณแม่แดง นะโม น้ำมนต์ และ ปาล์ม-ธารินี รัตนเสถียร ถ้าไม่มี 4 คนนี้ งานนี้ก็ทำไม่ได้” จูเลี่ยนเฉลยตั้งแต่ประโยคแรกว่า ตัวละครที่เป็นคนในพื้นที่นั้นมีความสำคัญกับทีมของเขาอย่างไร

“นางเลิ้งเป็นชุมชนที่มีความซับซ้อนหลายชั้น ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปรู้จักกับพวกเขาในเชิงลึก แม่แดงกับทีมอีเลิ้งช่วยเปิดประตูให้จูเลี่ยนเข้าไปเชื่อมโยงกับชุมชนได้ และทำให้ชุมชนเข้าใจจนมองเห็นคุณค่าของโปรเจกต์นี้

“เราไม่รู้เลยว่าคนในชุมชนจะใช้งานไอเดียที่เราออกแบบมาได้จริงหรือไม่” นกเล่าเสริมประเด็นความตั้งใจทำงานกับชุมชน “เราไม่ได้อยากให้ผลของระยะเวลา 6 เดือนที่ทำงานมา เป็นแค่ของประดับที่ไม่มีความหมายกับชุมชน อยากให้โปรเจกต์นี้จบไปโดยที่ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ต่อ”

ในทางกลับกัน ทีมอีเลิ้งซึ่งทำงานขับเคลื่อนสังคมในพื้นที่นางเลิ้งมานาน ได้รู้จักกับจูเลี่ยนและนกเป็นครั้งแรกในฐานะคู่แข่งในงาน Hackathon เมื่อจบโครงการแล้วจะแยกย้ายกันไปทำงานเลยก็ได้ แต่ทีมอีเลิ้งกลับยื่นมือเข้ามาประสานงาน หาคนทำงาน หาพื้นที่ทำงาน และเป็นผู้ผลิตน้ำยาล้างจานที่มอบให้ผู้ที่นำขยะพลาสติกมาฝากกับธนาคารขยะแห่งนี้

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนพื้นที่อยากสร้างสะพานให้กับทีม Weave เข้ามาสู่พื้นที่ได้อย่างอุ่นใจ

“คือเขาเป็นคนไม่เยอะ” แม่แดงตอบอย่างเรียบง่าย “เห็นจูเลี่ยนและคุณนกแล้วชอบ เลยอยากช่วยเหลือ แตกต่างกับคนอื่นที่เข้ามาทำงานกับชุมชนแล้วออกคำสั่ง ชอบเอาเบี้ยเลี้ยงมาล่อเพื่อให้ความร่วมมือ แต่นกกับจูเลี่ยนมาแบบอ่อนน้อม”

เนื่องจากจูเลี่ยนและนกทำงานที่เชียงใหม่เป็นหลัก จะมีโอกาสได้เข้ามาที่นางเลิ้งเพียงเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ตัวตนของทีมอีเลิ้งจึงช่วยให้โปรเจกต์นี้มีหลักยึด

“การมีพื้นที่ทำงานที่ชัดเจน จับต้องได้ ช่วยให้โปรเจกต์ดำเนินต่อไปได้” นกออกความเห็น “คนในชุมชนบอบช้ำจากโปรเจกต์ลักษณะนี้มาเยอะ มาชวนให้เขารักษาสิ่งแวดล้อมแล้วก็หายไป เหมือนเป็นแค่ Propaganda แต่เพราะมีพื้นที่ทำงานของอีเลิ้งเป็นสเตชันรับถุงพลาสติก ทำให้ชุมชนนึกออกว่าต้องมาที่ไหน หรือปักหมุดที่นี่ได้ถ้าต้องการจะรับความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม”

เรียกว่าการเคลียร์ด่านแรกของทีมคนนอกอย่างนกและจูเลี่ยนผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมีความร่วมมือจากคนพื้นที่นั่นเอง

ลงมือ

ทีมอเวนเจอร์สรวมตัวกันได้แล้ว ก็ได้เวลาลงมือทำงานจริง กับคนจริง และสถานการณ์จริง ปัญหาที่เจอก็จริงไม่แพ้กัน

เมื่อถามถึงความท้าทายที่เจอ จากมุมของคนในพื้นที่อย่างแม่แดงได้แชร์ให้เราฟังว่า ระบบนี่แหละที่ทำงานให้ขับเคลื่อนสังคมยากและท้าทาย

“บางครั้งการทำงานกับระบบแบบ Top-Down ก็ยึดในแบบแผนมากเกินไป จนไม่ได้ฟังเสียงชาวบ้านเลย” แม่แดงว่า “บางอย่างที่เราทำเรื่องขอไปก็ไม่ได้ทำ จนบางครั้งชาวบ้านก็มองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา” 

“ชาวบ้านจะคิดเสมอว่า ทำแล้วได้อะไร เขาไม่ได้คิดว่าทำเพื่อสิ่งแวดล้อมใด ๆ เขายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งทำความสะอาดพลาสติกด้วย” แม่แดงเล่าต่อ “เราก็ใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อสื่อสาร ถ้าไปเดินมาชวนทำเวิร์กชอปเฉย ๆ เขาไม่สนใจ เหมือนชวนมานั่งตบมือกันเล่น ๆ แดงเลยชวนชาวบ้านมาทำอาหารกินกันเหมือนมาปาร์ตี้ เพื่อโชว์ผลงานที่ได้มาจากการนำพลาสติกมาแปรรูป เช่น กระเป๋า ให้ชาวบ้านรู้สึกจับต้องได้ ชาวบ้านก็เริ่มให้ความสนใจ และรู้สึกว่า เอ้อ อันนี้ทำได้จริง พลาสติกมันเยอะจริง ๆ ขวดบริจาคได้นะ อันนี้ในอนาคตเปลี่ยนเป็นกระเป๋าได้นะ”

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง
Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

“คอนเซ็ปต์การให้น้ำยาล้างจานเป็นรางวัลก็จูงใจได้ครับ” จูเลี่ยนว่า “ทุกคนอยากได้น้ำยาล้างจานจากน้ำหมักของแม่แดง นี่คือกลไกที่เราออกแบบจากการฟังเสียงของผู้ใช้ มันคือสิ่งที่เขาได้ใช้จริง ถ้าเอาถุงมา 1 ใบ ได้น้ำหมัก 1 ปั๊ม เอามา 30 ใบ ได้น้ำหมัก 1 ขวด 50 ถุงได้น้ำหมักแบบพรีเมียม”

แม้ชาวบ้านจะเริ่มให้ความร่วมมือ เอาขยะมาทิ้งในสเตชันของนางเลิ้งพลาสติกแบงค์แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่นำมาทิ้งจะนำไปแปรรูปได้ทั้งหมด เป็นอีกโจทย์ที่จูเลี่ยนและนกต้องหาทางจัดการต่อไป

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

“ถังนี่เต็มทุกวันนะครับ” จูเลี่ยนเล่าอย่างดีอกดีใจ ที่อย่างน้อยคนในชุมชนเริ่มมองว่านี่คือจุดทิ้งขยะพลาสติกแล้ว “ร้านค้าในตลาดมีความหลากหลาย ของที่เขาเอามาทิ้งก็หลากหลายไปด้วย เราก็ต้องแยกตามสิ่งที่ต้องการจะเก็บ คือ ขวด ถุงพลาสติก ฝาขวดพลาสติก อย่างฝาขวดนี่เราส่งต่อให้ Precious Plastic ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่นางเลิ้งเหมือนกัน เราจัดการเองทั้งหมดไม่ได้เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก”

แถมขยะที่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะผ่านการทำความสะอาดมาแล้วเสมอไป ซึ่งการบอกให้ทุกคนล้างขยะก่อนทิ้งเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมที่ท้าทายมาก แต่ในบริบทของโปรเจกต์นี้ พวกเขากลับเปลี่ยนมันให้กลายเป็นงานที่สร้างคุณค่าในตัวคน

“แดงคิดกับนะโมและน้ำมนต์ว่า จะให้ใครมาช่วยจูเลี่ยนเรื่องทำความสะอาด แยกถุงพลาสติกตามสี เก็บขึ้นชั้นดี” แม่แดงมองหน้ากับลูกสาวทั้งสองเชิงขอความเห็น “สุดท้ายเราก็ลองพาเด็กคนหนึ่งในชุมชนมาฝึกงาน ซึ่งตอนนั้นเขามีปัญหาทั้งเรื่องการเสพยาและกำลังตั้งครรภ์”

“เด็กต้องการรักษาตัวและต้องการมิตรที่ดีด้วย เขาพยายามเลิกยา พยายามตื่นเช้ามาช่วยงาน พอมีงานทำ ก็ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า มีตัวตนขึ้นมา จูเลี่ยนกับคุณนกก็ช่วยคุยกับเขา จนเขาดีขึ้น เด็ก ๆ คนอื่นเห็นก็เลยตามมาช่วยทำด้วย ฉะนั้น จูเลี่ยนเลยได้คนมาช่วยงานเพิ่มขึ้น และทุกวันนี้นะโมก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการดูแลสเตชัน” แม่แดงอธิบายเพิ่มเติม

คนทำงานก็มีแล้ว ขยะก็รวบรวมมาได้ แม้จะไม่สามารถตั้งสเตชันเก็บขยะได้ทั่วตลาดเพราะข้อกำหนดของพื้นที่ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการลงมือทำที่พวกเขาฝ่าฟันร่วมกันมา

เปลี่ยนมือ

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง
จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง
จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

ขยะพลาสติกที่รวบรวมมาจากชุมชน ล้างจนสะอาด สุดท้ายก็จะเดินทางเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า (Upcycle) โดยทีมมีไอเดียสร้างสรรค์ตั้งแต่การสร้างผ้าใบกันสาดหลากสี เพื่อเติมชีวิตชีวาให้พื้นที่นางเลิ้ง จนกลายเป็นจุดถ่ายรูปสุดฮอตให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการผลิตเป็นสินค้าอย่างกระเป๋าหรือเครื่องประดับ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนในพื้นที่นำไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมต่อไป ไม่ใช่แค่การเก็บขยะไปขายต่อเหมือนกับธนาคารขยะแบบเดิม ๆ

แนวคิดหลักคือกระบวนการแปรรูปต้องง่ายและจับต้องได้ จูเลี่ยนขยายความให้เราฟังว่า “ทุกอย่างที่ทำผ่านกระบวนการคิดมาแล้วว่าต้องทำได้ง่าย เพื่อให้คนอื่น ๆ ทำตามได้ กระทั่งการเชื่อมพลาสติกเข้าด้วยกัน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใหญ่ แค่เตารีดก็ทำได้ ในขณะที่โปรเจกต์อื่น ๆ อาจต้องใช้เครื่องมือหนัก เพื่อแปรรูปขยะเหล่านี้ ซึ่งต้องลงทุนสูง ไม่ได้แปลว่าเขาทำไม่ดี แต่การทำงานกับชุมชนและคนในชุมชน ที่เป็นเจ้าของเครื่องมือเหล่านั้นไม่ได้ เราก็ต้องทำให้มันง่ายที่สุด”

“นักออกแบบออกแบบอะไรก็ได้ แต่ความท้าทายคือจะตอบสนองการใช้งานของชุมชนไหม ชุมชนใช้งานได้ไหม เป็นเรื่องความคาดหวังกับความเป็นจริง” นกแบ่งปันประสบการณ์ “สุดท้ายแล้วผู้ออกแบบไม่ได้เป็นคนใช้ คนที่ใช้งานจริงคือคนในชุมชน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องใช้เวลาคุยกันว่าชุมชนต้องการอะไร”

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

ที่น่าสนใจคือ แนวคิดในการทำงานของทั้งทีม Weave และ อีเลิ้ง ที่มาจากต่างบริบทกัน กลับให้ความสำคัญกับสิ่งเดียวกัน คือการส่งต่อคุณค่า ไม่ใช่เพียงมูลค่า

“ถ้าเราย้อนกลับไปมองสิ่งที่ชุมชนต้องการจากโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่สินค้าที่จะขายเพื่อทำเงิน แต่เป็นกลไกจัดการขยะ” จูเลี่ยนกล่าว “ไอเดียมันชัดเจนเลยว่า เราจะทำสเตชันสำหรับรีไซเคิลพลาสติก ไม่ใช่แค่เพื่อทำกันสาดหรือทำผลิตภันฑ์ แต่ทำสิ่งที่ชุมชนต้องการจริง ๆ”

ส่วนทีมอีเลิ้งได้แชร์อีกมุมมองที่น่าสนใจจากฝั่งคนพื้นที่ว่า พวกเขาได้รับอะไรที่มากกว่าไอเดียขายของจากการทำโปรเจกต์นี้

“ตอนแรกที่ทำกันสาดกัน นึกว่าจะง่าย” นะโมเล่าติดตลก “แต่พอเข้าใจถึงวิธีการในการทำกันสาดขนาดใหญ่ ก็รู้สึกสนุกกับการที่ได้นำสิ่งที่เราลงมือทำ อย่างล้างพลาสติกเอง เย็บเอง เป็นผลสำเร็จออกมา เลยทำให้รู้สึกอยากทำโปรเจกต์นี้ต่อ”

“ในอนาคตถ้ามีศูนย์ที่ทำหน้าที่โดยตรง เราก็ทำได้เยอะขึ้น ชาวบ้านเริ่มคิดว่าสเตชันของอีเลิ้งเป็นศูนย์จัดการขยะแล้ว” แม่แดงเสริมต่อไป 

“การทำงานโปรเจกต์นี้ทำให้คนในชุมชนแยกถุงแบบต่าง ๆ ออกจากกันได้ ถุงแบบนี้เขารับบริจาคนะ ถุงแบบนี้ไม่รับนะ แถมต่อยอดไอเดียไปอีก เช่น ถุงมีลวดลายหรือมีตัวการ์ตูนอาจเอาไปทำอย่างอื่นต่อได้ ซึ่งมันคือการสร้างความรู้เรื่องการแยกขยะให้เขา จากสิ่งที่เป็นตัวเขาและเขาเข้าถึงได้จริง”

นอกจากการจัดการขยะพลาสติกแล้ว ฝั่งของอีเลิ้งเองก็มีโปรเจกต์ในแบบของตัวเองเพื่อจัดการกับขยะอินทรีย์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน น้ำมนต์ที่เป็นคนต้นคิดแชร์ให้เราฟังว่า เธอมีความคิดจะรับเอาขยะเศษอาหารมาหมักเป็นปุ๋ย และนำไปใช้ในสวน Urban Farming ของชุมชนที่กำลังอยู่ระหว่างทดลอง และได้รับการสนับสนุนจาก British Council เช่นกัน ซึ่งเท่ากับว่าจะเกิดกระบวนการจัดการขยะอย่างครบวงจร และนำไปสู่กระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่รวมพลเมืองที่ทรงพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ฟังแล้วมีความหวังขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม

“เราอยากมอบแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อนำไปต่อยอด โดยใช้โปรเจกต์เล็ก ๆ อย่างกันสาดริมทางเดิน หรือผลิตภัณฑ์ที่เราสอนเขาทำเป็นต้นแบบ เราอยากให้เขาคิดว่าฉันก็ทำแบบนี้ได้นะ ฉันก็อยากขายออนไลน์บ้าง หรือขยะไม่ใช่ขยะ แต่เป็นทรัพยากร”

“ท้ายที่สุดแล้วบทเรียนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผมคือ การสร้างงานออกแบบเพื่อสังคมและการสร้างมิตรภาพชั่วชีวิต อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เราทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีพันธมิตรในพื้นที่ และนางเลิ้งพลาสติกแบงค์นี้เป็นเพียงก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเองครับ” จูเลี่ยนสรุปส่งท้าย

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load