“เป็นความโชคดีมาตลอดที่เราไม่ได้ต้องการทำอะไรที่ฉาบฉวย เราให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เราอยากทำงานกับศิลปินไปนาน ๆ และเติบโตไปพร้อม ๆ กัน”

ในวันที่เราพบกัน คุณจงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ หรือ คุณเอิง เดินออกมาต้อนรับด้วยท่าทีสบาย ๆ เขาต้อนรับเราด้วยถ้อยทีถ้อยอาศัยที่ถ่อมตัว จนไม่น่าเชื่อว่าหนุ่มหน้าใสคนนี้คือผู้กุมทิศทางของหอศิลป์ SAC Gallery หอศิลป์เอกชนชื่อดังย่านสุขุมวิทมาเป็นระยะเวลา 8 ปีเต็ม

SAC Gallery หอศิลป์ที่ไม่ได้เพียงจัดนิทรรศการ แต่สร้างโครงการเพื่อศิลปินไทยสู่สากล

ที่ผ่านมาเราได้เห็นทิศทางการเติบโตที่ไปไกลกว่าแค่จัดแสดงงานศิลปะ ก้าวข้ามไปถึงการทำโครงการศิลปินในพำนัก (Artist Residency) โครงการบ่มเพาะภัณฑารักษ์รุ่นใหม่ การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ อีกทั้งต่อยอดวงการศิลปะไทยสู่สากลด้วยการร่วมมือระหว่างประเทศมากมาย

ในวาระย่างเข้าปีที่ 9 ทีมงานของเราจึงได้โอกาสเข้ามาขอถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของคุณเอิง และพูดคุยถึงวิสัยทัศน์และบทบาทของ ‘แกลเลอรี่’ ในวงการศิลปะของบ้านเราที่กำลังเติบโตอย่างน่าตื่นเต้น

ว่าแล้วบทสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งสำหรับเรา มันมีสีสันสวยงามไม่แพ้ศิลปะที่แขวนอยู่บนผนังเลยทีเดียว

SAC Gallery หอศิลป์ที่ไม่ได้เพียงจัดนิทรรศการ แต่สร้างโครงการเพื่อศิลปินไทยสู่สากล

Art in memories ความทรงจำในวัยเด็ก

หากจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของ SAC Gallery ก็คงต้องเล่าถึง ศุภโชค อังคสุวรรณศิริ คุณพ่อของคุณเอิงผู้ก่อตั้งสถานที่แห่งนี้นั่นเอง คุณเอิงเล่าว่าท่านเป็นนักสะสมผู้คร่ำหวอดในวงการศิลปะ และมีวิสัยทัศน์ที่จะสนับสนุนศิลปินไทยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คุณพ่อมักจะพาเขาไปบ้านเหล่าศิลปินตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ๆ เพราะในช่วงเวลานั้นพี่ชายทั้งสองคน (คุณอ๋องและคุณเอก) กำลังศึกษาต่อในต่างประเทศ คุณเอิงจึงได้มีโอกาสใกล้ชิดคุณพ่อในการทำความรู้จักกับศิลปินและศิลปะมากเป็นพิเศษ ความทรงจำอีกอย่างที่น่าจดจำที่คุณเอิงเล่าให้ฟังคือ หลังเลิกเรียนเขามักจะเจอรถกระบะคันใหญ่จอดอยู่หน้าบ้าน และเมื่อเดินเข้าไปในบ้าน ก็จะพบกับภาพเพนต์วางเรียงรายกันอยู่หลากหลายชิ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

“ศิลปินขนงานมาให้คุณพ่อเลือกที่บ้านและขอฝากวางเอาไว้ให้ชื่นชมกันก่อน ให้ท่านค่อย ๆ เลือกว่าอยากเป็นเจ้าของชิ้นไหน บางทีคุณพ่อก็ถามความเห็นว่าเราชอบชิ้นไหน ตอนนั้นเป็นเด็กเราก็ไม่รู้อะไรมาก (หัวเราะ) แต่รู้ตัวว่าชอบศิลปะแต่เด็ก แต่ไม่เคยคิดเลยว่า ศิลปะจะสามารถเป็นอาชีพได้”

แทบจะไม่ทันรู้ตัวศิลปะก็ซึมซับเข้าไปในชีวิตของเขาทีละน้อย คุณเอิงเล่าว่าชอบศิลปะมาโดยตลอด เขาเลือกเรียนทางด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ในระดับปริญญาตรีที่ UAL (University of the Arts London) สหราชอาณาจักร พ่วงด้วยปริญญาโทด้านการตลาดและโฆษณาใน London School of Business and Finance

“ตอนนั้นที่เรียน เราเรียนในฐานะเป็นคนสร้างสรรค์ แต่ไม่ได้มองไปที่การทำธุรกิจในภาพกว้าง ยังไม่เคยได้ลงสนามจริง จนกระทั่งได้กลับมาทำธุรกิจที่บ้าน และบังเอิญมากที่มีอยู่วันหนึ่งได้รับหน้าที่ดูแล Visitors จากแกลเลอรี่ฝรั่งเศส เพราะตอนนั้นพี่ชายติดธุระ กลายเป็นว่าเราเป็นคนกลาง คอยประสานงานและดูแลโปรเจกต์ตั้งแต่ต้น มาจนถึงจุดที่ว่าถ้าเราจะทำงานด้านแกลเลอรี่ต่อไป เราควรไปเทคคอร์สอย่างจริงจัง จากนั้นเลยตัดสินใจกลับไปเรียนต่อที่อังกฤษ ถึงแม้ว่าตอนแรกคุณพ่อจะคัดค้าน แต่ในที่สุดก็คุ้มค่ามากที่ได้ไป”

SAC Gallery หอศิลป์ที่ไม่ได้เพียงจัดนิทรรศการ แต่สร้างโครงการเพื่อศิลปินไทยสู่สากล
SAC Gallery หอศิลป์ที่ไม่ได้เพียงจัดนิทรรศการ แต่สร้างโครงการเพื่อศิลปินไทยสู่สากล

Connection and Opportunity

“สิบเดือนจากนี้ เวลาเริ่มนับถอยหลัง เราต้องเก็บเกี่ยวโอกาสให้ได้มากที่สุด”  

คุณเอิงยกถ้วยชาอุ่น ๆ ขึ้นจิบอีกครั้ง ก่อนที่จะเล่าว่า “ตอนนั้นปลายปี 2015 ที่ลอนดอน เราเข้าห้องสมุด อ่านหนังสือ ดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ ทำอะไรก็ตามที่เป็นการค้นคว้าหาความรู้ เราทำหมด การได้ทำงานสักพักที่ไทยและกลับไปเรียนต่อทำให้เราขวนขวายมาก ๆ มันกระตุ้นให้เราสร้างคอนเนกชัน ออกไปดูงานที่แกลเลอรี่ หอศิลป์ท้องถิ่น รวมถึงพิพิธภัณฑ์ บางครั้งเป็นทริปที่อาจารย์พาไป บางทีก็เป็นทริปที่เพื่อน ๆ ในห้องจัดขึ้นมากันเอง! เราพาตัวเองออกไปเจอผู้คน สถานที่ และคนที่เป็น Key Players ในธุรกิจศิลปะ ไปเรียนรู้ว่าแกลเลอรี่ที่นั่นเขาทำงานหลังบ้านกันยังไง ไปดูแม้กระทั่งแกลเลอรี่น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ที่เอามาใช้ได้” 

“ตอนนี้ผ่านมาห้าปีแล้ว เพื่อน ๆ ในคลาสปริญญาโท Art Business ของ Sotheby’s institute of Art ที่เรียนมาด้วยกัน ได้ขึ้นเป็นระดับซีเนียร์ ทำงานในมิวเซียม หรือไม่ก็ทำงานในแกลเลอรี่ อยู่ในพื้นที่ของวงการศิลปะทั่วโลก บางคนเราได้มีโอกาสกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ผมเลยได้เห็นว่าศิลปะมีโอกาสในทุกที่และการบริหารจัดการเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ๆ ครับ”

หลังจากวางรากฐานในการศึกษาและเครือข่ายในโลกศิลปะแล้ว เขาได้กลับมาพร้อมกับการวางแผนโครงสร้างของแกลเลอรี่ให้เป็นระบบมากขึ้น จากแรกเริ่มในปีที่ก่อตั้ง 2012 ที่ใช้ชื่อว่า ‘ศุภโชค ดิ อาร์ต เซนเตอร์ Subhashok The Arts Centre (S.A.C.)’ ต่อมาในปี 2013 ใช้ชื่อว่า ‘Adler Subhashok Gallery’ เนื่องจากได้ร่วมทุนกับแกลเลอรี่ฝรั่งเศส จนในที่สุดได้ทำการ Rebranding เปลี่ยนชื่อมาเป็น SAC GALLERY มาจนถึงปัจจุบันโดยแยกออกเป็นหกขา ได้แก่ 1) SAC GALLERY 2) SAC Academy 3) SAC Conservation Lab 4) SAC Art Lab 5) SAC Design Lab 6) SAC Residency

คุณเอิงวางทิศทางให้ SAC Gallery เป็นพื้นที่ศิลปะที่ทำงานกับศิลปินรุ่นใหม่ พร้อมที่จะสนับสนุนบุคลากรทางด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภัณฑารักษ์รุ่นใหม่ ผ่านโครงการ Start! Art Curator ที่ในปีนี้จัดเป็นปีที่ 2 และการฟอร์มทีมฝ่ายขาย โดยจัดโปรแกรม Art Cart แสดงผลงานศิลปะหมุนเวียนเพื่อการซื้อขาย แนะนำให้ผู้บริโภครู้จักกับตลาดงานศิลปะ และฝึกฝนทีมงานให้เรียนรู้การทำการตลาด รวมไปถึงงานด้านอนุรักษ์ที่เริ่มสร้างชื่อเสียง จนได้รับความไว้วางใจจากนักสะสมทั้งจากชาวไทยและต่างชาติ

SAC Gallery หอศิลป์ที่ไม่ได้เพียงจัดนิทรรศการ แต่สร้างโครงการเพื่อศิลปินไทยสู่สากล
เยี่ยมหอศิลป์ชื่อดังแห่งย่านสุขุมวิท พูดคุยเรื่องอนาคตของวงการศิลปะไทย และการสร้างพันธมิตรศิลปะเพื่อความยั่งยืน

Virtual or Digital Residency?

เมื่อพูดถึงวงการศิลปะในปัจจุบัน สิ่งที่เราไม่พูดไม่ได้คือการเปลี่ยนแปลงจากกายภาพสู่ดิจิทัล บทสนทนาเราจึงไหลไปสู่เหตุการณ์ล่าสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมา กับการที่ SAC ได้เป็นเจ้าภาพในงาน Conference ของ ResArtis ซึ่งได้รับไม้ต่อจากประเทศญี่ปุ่นในปี 2019 แต่กลับต้องพลิกแผนการจัดงานทั้งหมด เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์โควิด เป็นการจัดกิจกรรม Residency ผ่านทางออนไลน์ นับเป็นความท้าทายและเป็นก้าวสำคัญของแกลเลอรี่ที่ได้ปักหมุดในฐานะเจ้าภาพ ResArtis แห่งแรกในภูมิภาค South East Asia ในงานนี้คุณเอิงบอกว่าเขาต้องงัดทุกกลเม็ด เพื่อให้งานเสวนายังมีประสิทธิผลและน่าสนในมากที่สุดในรูปแบบออนไลน์

“ResArtis เป็นงานสัมมนาที่เข้มข้นมากภายในเวลาสองสัปดาห์ ในบริบทของออนไลน์ เราก็ต้องหาทางออกที่แตกต่าง คือถ้าจัดงานเชิงกายภาพ เราจะต้องจัดการเรื่องโลจิสติกส์ นอกจากสัมมนาแล้ว ก็จะต้องพาไปสัมผัสวัฒนธรรมเรื่องต่าง ๆ พอมาจัดออนไลน์ เราก็จะแทรกเข้ามาเป็นการสอนทำอาหารไทย เชิญศิลปินสาย Performance Art รวบรวมส่งผลงานมาเป็นวิดีโอมาเพื่อเอามาเปิดโชว์ มีวงดนตรีท้องถิ่นมาเล่นให้เขาฟัง เราได้เชิญนักเขียน พี่แหม่ม-วีรพร นิติประภา มาอ่านงานเขียนเป็นสองภาษาทั้งไทยและอังกฤษ เราพยายามรวมศิลปะหลายแขนงมาไว้ด้วยกัน ทดแทนกิจกรรมทางกายภาพที่เราทำไม่ได้ แล้วเราก็มีทำ Speed Date กับผู้เข้าร่วมด้วย คือจับพวกเขาเป็นกลุ่มแบ่งเป็นห้อง ๆ จากนั้นพอครบเวลาที่กำหนด เราก็จะเปลี่ยนห้องแชตของผู้เข้าร่วม คล้าย ๆ กับว่าเรากำลังอยู่ในงานปาร์ตี้ที่ทุกคนจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยน ทำความรู้จักกัน ที่สำคัญของงานนี้คือการสร้าง Network”

“จริง ๆ แล้วจุดประสงค์ของ Conference นอกจากคุยกันเรื่องแนวทางต่อไปข้างหน้า มันเป็นเรื่องการนำเสนอวัฒนธรรมของประเทศเราให้เขาได้เห็น เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของศิลปินได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ได้สร้างเครือข่ายให้ประเทศไทยและต่างชาติ ได้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรม มันสำคัญจริง ๆ เหมือนเราชวนเพื่อนมาบ้านเรา และต่อไปเพื่อนก็จะชวนเราไปที่บ้านของเขา เป็นการที่เราได้แสดงตัวตนให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพ แต่เรากลับไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรจากภาครัฐ พยายามขอทุนอยู่สองปีแต่ไม่ได้ เราก็เลยทำกันเองเท่าที่ทำได้ งานในครั้งนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอย่าง ASEAN Foundation, Japan Foundation, EUNIC และ Goethe-Institut นอกจากนี้เรายังมีพันธมิตรอย่าง BACC และ Jim Thompson ที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือเรื่องการจัดกิจกรรมต่าง ๆ หากงานนี้จัดขึ้นได้จริงในเชิงกายภาพ”

เยี่ยมหอศิลป์ชื่อดังแห่งย่านสุขุมวิท พูดคุยเรื่องอนาคตของวงการศิลปะไทย และการสร้างพันธมิตรศิลปะเพื่อความยั่งยืน
เยี่ยมหอศิลป์ชื่อดังแห่งย่านสุขุมวิท พูดคุยเรื่องอนาคตของวงการศิลปะไทย และการสร้างพันธมิตรศิลปะเพื่อความยั่งยืน

Honoring the artists’ voices

กลับมาที่พื้นที่จริงของแกลเลอรี่กันบ้าง ในช่วงปีที่ผ่านมา นอกจากการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาและศิลปินหน้าใหม่ ๆ ได้จัดแสดงแล้ว เรายังสังเกตเห็นว่าหลาย ๆ โชว์ ณ SAC Gallery นั้นมีการนำเสนอความคิดที่ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็น ‘นิ/ราษฎร์: The L/Royal Monument’ ของ วิทวัส ทองเขียว ศิลปินผู้มีทักษะระดับสูงในการวาดภาพเหมือนจริง กับการนำเสนอภาษาของการวาดภาพที่ยังเต็มไปด้วยนัยยะของการวิจารณ์สถานการณ์ทางสังคมและการเมือง เสนอมุมมองของศิลปินที่มีต่อสภาวะเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยภายใต้ชั้นสีที่ซ้อนทับกันอย่างแยบยล, รวมไปถึง

‘A Disproportionate Burden’ นิทรรศการของ พิชัย พงศาเสาวภาคย์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานแนว Abstract และ Conceptual ที่ใช้วัสดุต่าง ๆ จากผลผลิตทางการเกษตรหรืออุตสาหกรรมในการสร้างสรรค์ผลงาน ชวนให้ผู้ชมตระหนักถึงความอันตรายของสารพิษที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมและชีวิตประจำวันของเรา นิทรรศการเหล่านี้ชวนเราตั้งคำถามถึงบทบาทและความเป็นกลางในการนำเสนอผลงานต่อสาธารณะของหอศิลป์

“ผมว่ามันเป็นธรรมชาติของศิลปินอยู่แล้ว ที่จะต้องวิพากษ์ วิเคราะห์ วิจารณ์ สิ่งรอบตัวเขา แล้วก็ไม่แปลกที่เขาจะมี ความคิดเห็นด้านใดด้านหนึ่ง…ถามว่าเราเป็นกลางไหม? เราก็ไม่กลางนะ ตัวผมเองและองค์กรเองก็มีจุดยืนของเรา ทั้งนี้ทั้งนั้นเรามีหน้าที่ในการนำเสนอความคิดของศิลปินออกมาอย่างซื่อตรงที่สุด และไม่บิดเบือน Message ของเขา สิ่งสำคัญของเราคือการดำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ต่อเสียงของศิลปิน ดังนั้น แม้มีศิลปินที่มีความคิดไม่ตรงกับเรา เราก็ยังต้องนำเสนองานของเขาให้ดีที่สุดอยู่ดี ตามอุดมการณ์และภาระกิจของเราในฐานะหอศิลป์ตรงนี้”

เยี่ยมหอศิลป์ชื่อดังแห่งย่านสุขุมวิท พูดคุยเรื่องอนาคตของวงการศิลปะไทย และการสร้างพันธมิตรศิลปะเพื่อความยั่งยืน

As a collector

ในเมื่อแกลเลอรี่แก่งนี้ริเริ่มด้วยการสะสม เราจึงปิดบทสนทนาของเราด้วยความเห็นของคุณเอิงต่อวงการศิลปะในฐานะนักสะสม โดยเขาบอกก่อนว่า ตัวเองมีรสนิยมต่างไปจากคุณพ่อที่เน้นไปทาง Old Master 

“จุดร่วมของเราทั้งสองคนในการสะสมงานศิลปะคือ เรากำลังเก็บเรื่องราวที่สะท้อนช่วงเวลาในชีวิต ผมเองก็อยู่ในช่วงเริ่มต้น จริง ๆ แล้วนอกเหนือจากเรื่องงาน ก็มีเรื่องศิลปะที่ผมกับคุณพ่อเราจะแชร์กัน แล้วพอกลับมาดูอีกทีก็พบว่างานร่วมสมัยที่เราชื่นชอบ เมื่อมาปะทะกับงานสะสมของคุณพ่อมันเกิดบทสนทนากัน ไป ๆ มา ๆ ตอนจบ รู้ตัวอีกที ผมอาจจะมีรสนิยมเหมือนคุณพ่อก็ได้ครับ (หัวเราะ) เพียงแค่ต่างยุคสมัยกันเท่านั้นเอง”

อย่างไรก็ดี นอกจากกำลังซื้อของนักสะสมแล้ว สิ่งที่จะขับเคลื่อนวงการศิลปะและสามารถทำให้ศิลปินอยู่รอดได้ต่อไปในระยะยาวและต่อยอดไปถึงการขยายขอบเขตของนักสะสมออกเป็นวงกว้าง คือการให้ความสำคัญกับ ‘การจัดงานประมูลศิลปะ’ ซึ่งเป็นกลไกตลาดมือสอง ที่จะช่วยผ่องถ่ายงานศิลปะเปลี่ยนมือไปสู่นักสะสมหน้าใหม่ หรือนักลงทุนที่ต้องการก้าวเข้าสู่การสะสมเพื่อเก็งกำไรในอนาคต

“นอกจาก Auction แล้วเรายังขาด Art Lawyer เรายังไม่มีที่ปรึกษาทางด้าน Art Insurance หรือแม้กระทั่ง Art Critic หรือ Art Writer สังคมของเรายังมีไม่พอ แม้จะมีบทความออกมา แต่ก็ไม่มีบทความภาษาอังกฤษมากพอที่จะทำให้นักวิชาการหรือคิวเรเตอร์ในต่างประเทศ ที่สนใจศิลปะไทยร่วมสมัย หรือสนใจศิลปินไทยเข้าถึงข้อมูลได้ หลายครั้งที่เขาเลือกศิลปินจากประเทศอื่น เพราะหาข้อมูลศิลปินไทยเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ ซึ่งน่าเสียดายโอกาส”

คุณเอิงได้ทิ้งท้ายว่าสิ่งที่เขาอยากเห็นมากที่สุด คือพิพิธภัณฑ์จากภาครัฐที่นำเสนอผลงานศิลปะในสะสม ซึ่งจะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับงานศิลปะร่วมสมัยไปในทิศทางใด “ถ้าให้เปรียบเทียบกับประเทศที่ให้ความสำคัญกับการสะสมผลงาน จะเห็นได้ว่างานศิลปะที่ได้รับการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หรือถูกซื้อเก็บเป็นคอลเลกชันของ National Museum การันตีได้ว่าศิลปินคนนั้นเป็นที่ยอมรับของประชาชน ผู้ยินดีที่จะสละเงินภาษีของตนเอง ในการเก็บงานศิลปะที่มีคุณค่าต่อสังคมโดยรวม” และนั่นคือความหวังต่อวงการศิลปะไทยในอนาคตที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแบ่งปันความช่วยเหลือและผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

เยี่ยมหอศิลป์ชื่อดังแห่งย่านสุขุมวิท พูดคุยเรื่องอนาคตของวงการศิลปะไทย และการสร้างพันธมิตรศิลปะเพื่อความยั่งยืน

SAC Gallery

ซอยสุขุมวิท 39, ถนนสุขุมวิท ใกล้กับ Raveevan Suite, 39 Boulevard

เวลาเปิดทำการ

วันอังคาร-วันเสาร์ เวลา 10.00 – 18.00 น. เปิดให้บริการตามปกติ

วันอาทิตย์ เปิดเข้าชมเฉพาะนัดหมายไว้ล่วงหน้า สำหรับการติดต่อขอเข้าชมได้ที่ 09 2662 6165 (โมเม) และ 08 4695 6592 (โฟค)

วันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ปิดให้บริการ

ติอตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : SAC Gallery

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

23 มิถุนายน 2565
1.66 K

หากพูดถึงย่านเยาวราช หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงวัฒนธรรมของชาวจีนพื้นถิ่น อาทิ ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ชื่อดัง ร้านรวงเก่าแก่ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ไปจนถึงร้านอาหารสตรีทฟู้ดราคาประหยัด แต่ในวันนี้ OTI หรือ ‘Over the Influence Gallery’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงวงเวียนโอเดียน เขตสัมพันธวงศ์ กำลังนำศิลปะร่วมสมัยระดับโลกราคาหลักล้าน เพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งพลวัตสร้างสรรค์ของพื้นที่โบราณแห่งนี้

“ฉันมั่นใจเต็มร้อยว่า OTI กำลังนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของวงการศิลปะในกรุงเทพฯ และฉันตื่นเต้นมากที่ได้เป็นผู้ชมแถวหน้าของปรากฏการณ์นี้!” Camilla Russell ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาดของหอศิลป์แห่งนี้กล่าวกับเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในโอกาสที่เธอเชื้อเชิญให้เราเข้าชมงานเปิดนิทรรศการล่าสุด เราจึงได้มีเวลาพูดคุยกับเธอถึงที่มาที่ไปของ OTI อย่างเป็นกันเอง อีกทั้งยังได้รวบรวมข้อมูลว่าด้วยโปรเจกต์อาร์ตสุดว้าวที่กำลังจะเกิดขึ้นในตึกสีเทา 5 ชั้นแห่งนี้มาฝากผู้อ่านกันด้วย

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช

OTI ถือเป็นแกลเลอรี่เชิงพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมากในระดับสากล สาขาแรกของแกลเลอรี่นี้ก่อตั้งขึ้นที่ฮ่องกง โดยนักลงทุนและนักสะสมชาวฝรั่งเศสในปี 2015 แกลเลอรี่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะนิทรรศการจัดแสดงสตรีทอาร์ตที่มักจะขายหมดในราคาสูงเป็นประวัติกาลในตลาดศิลปะ เป็นที่รู้กันว่าลูกค้าของแกลเลอรี่นี้คือมหาเศรษฐีของโลกหลายท่าน อีกทั้ง OTI เป็นมือปั้นศิลปินหน้าใหม่ให้มีมูลค่าเป็นแนวหน้าของวงการมาแล้วหลายคน ด้วยความสำเร็จแบบก้าวกระโดด จึงเปิดสาขาใหม่อย่างรวดเร็วที่เมืองลอสแอนเจลิสในปี 2018 และสาขากรุงเทพฯ ถือเป็นสาขาที่ 3 ซึ่งเปิดในช่วงปลายปี 2021 ก่อนสาขาที่ 4 ที่ปารีสกำลังจะตามมาภายในปีนี้ด้วย

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช

“วงการศิลปะเชิงพาณิชย์ที่ฮ่องกงนั้นเป็นวงการที่ค่อนข้างเสถียร ในแง่ว่าที่นั่นมีแกลเลอรี่และห้องประมูลงานศิลปะที่ทรงอิทธิพลอยู่มาก มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อผู้ซื้อและนักสะสม แต่อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพการเมืองและอื่น ๆ ทำให้ศิลปินท้องถิ่นแสดงออกและเติบโตได้ไม่เต็มที่ ในทางกลับกัน ฉันมองว่าวงการศิลปะที่กรุงเทพฯ เติบโตอย่างพุ่งพรวดในไม่กี่ปีมานี้ การเกิดขึ้นของ Bangkok Art Biennale 2018 นำมาซึ่งการจัดแสดงของศิลปินนานาชาติในเมืองไทย และพร้อม ๆ กันก็นำเสนอชุมชนศิลปะและงานสร้างสรรค์ของที่นี่ด้วย ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่วงการศิลปะไทยขับเคลื่อนด้วยศิลปินพื้นถิ่น ซึ่งรวมตัวกันเพื่อนำเสนอนิเวศน์ศิลปะของที่นี่

“แม้ว่าเราจะยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะในขนบของตะวันตกแบบ Tate Modern ที่ลอนดอน หรือ The Metropolitan Museum of Art ที่นิวยอร์ก แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยก็สนใจและพยายามมีส่วนร่วมกับวงการศิลปะในบ้านเมืองไม่น้อย ถ้ามองในปัจจุบัน ฉันว่าวงการศิลปะเมืองไทยขยับขึ้นมาแข่งขันกับฮ่องกงได้ ในแง่ของคุณภาพและความเป็นไปได้ของโปรแกรมนิทรรศการหรือกิจกรรมศิลปะ โดยหอศิลป์และสถาบันต่าง ๆ ผนวกกับเหล่าศิลปินที่เป็นกลไกของวงการนั้น เปี่ยมไปด้วยบุคลากรสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับอาจารย์ในอดีตอย่าง ถวัลย์ ดัชนี มาจนถึงรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าสนใจอย่าง ก้องกาน-กันตภณ เมธีกุล หรือ Alex Face เป็นต้น”

สำหรับคามิล่า เธอบอกว่าตัวเองเติบโตที่กรุงเทพฯ แต่ 7 ปีที่ผ่านมาเธอทำงานด้านศิลปะที่ฮ่องกง จนวันหนึ่งเพื่อนของเธอแนะนำเธอให้กับแกลเลอรี่ ตอนที่พวกเขากำลังวางแผนขยายสาขามาในกรุงเทพฯ ซึ่งเหมาะเจาะมากสำหรับเธอ

“ฉันเป็นลูกครึ่งนะ ฉันชอบอาหารไทยมาก โดยเฉพาะที่เผ็ด ๆ แล้วก็แน่นอน ข้าวเหนียวมะม่วง!” เธอหัวเราะ “นอกจากนั้น สิ่งที่ทำให้ฉันสนใจทำงานที่นี่คือ เราได้ทำงานกับกลุ่มศิลปินที่เป็นตัวแทนของวงการศิลปะร่วมสมัยอันน่าทึ่งจากทั่วโลก มีทั้งคนที่มีชื่อเสียงรุ่นใหญ่อย่าง Shepard Fairey ไปจนถึงหน้าใหม่ที่กำลังเขย่าวงการอย่าง ก้องกาน และ Camilla Engström ที่ทางเราเปิดพื้นที่ให้เขาได้จัดแสดงในหลายประเทศ และได้ไปเชื่อมต่อกับผู้ชมใหม่ ๆ ฉันรักความมีชีวิตชีวาของศิลปินเหล่านี้ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ที่จะเล่าเรื่องและตกตะกอนสิ่งที่พวกเขาได้ประสบบนโลกใบนี้ มันเป็นเหมือนบทสนทนาที่กำลังดำเนินไปอย่างน่าตื่นเต้น”

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
ภาพ : Over the Influence Bangkok

แม้จะขึ้นชื่อในด้านสตรีทอาร์ต แต่ OTI ตั้งใจนำเสนอศิลปินหลากหลายแขนงที่ทำงานในหลากหลายเทคนิค โดยเหล่าศิลปินจะมีแกลเลอรี่นี้เป็นตัวแทน นอกจากจะได้รับโอกาสจัดแสดงในพื้นที่ของเขาในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ยังได้ไปโชว์ในงาน Art Fair และโปรเจกต์พิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย

คามิล่าบอกว่าตั้งแต่เปิดมาเมื่อปีที่แล้ว OTI สาขากรุงเทพฯ นี้ก็มีการจัดโชว์ศิลปินที่แตกต่างกันถึง 5 ท่านด้วยกัน เปิดด้วยโชว์ภาพวาดสไตล์กราฟิกลดทอนสีสดใสชื่อ ‘Clean Jellybean’ ของศิลปินชาวอเมริกัน Todd James ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีมาก จากนั้นมีงานแนวป๊อบอาร์ตสื่อผสมของศิลปินชาวอิตาเลียน Marco Pagani ที่ผสมผสานมังงะอาร์ตจากญี่ปุ่นเข้ากับศิลปะจัดวางแบบดาด้า และภาพนูนต่ำของกรีก-โรมันอย่างสนุกสนาน สอดรับกันได้ดีกับโชว์ต่อมาของ Adlane Samet ศิลปินจากแอลจีเรีย ผู้หลงใหลการเพนต์คาแรกเตอร์สัตว์ประหลาดสีสันฉูดฉาด ในท่วงท่ากำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่ด้วยฝีแปรงที่ดิบหยาบเป็นเอกลักษณ์

และล่าสุดมีโชว์ ‘Durag Activities’ ของ Devin Troy Strother ศิลปินจากลอสแอนเจลิส ที่สร้างจิตรกรรมแนว Expressionism อ้างอิงไปกับศิลปินรุ่นบุกเบิกก่อนหน้าอย่าง Philip Guston แต่ก็เสนอเรื่องการเมืองหนัก ๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นกลุ่มคนผิวสี น่าสนใจที่งานของเขาทั้งดูยียวนและชวนคนดูให้ตั้งคำถามขบคิดไปได้อย่างพร้อม ๆ กัน

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

“การแสดงออกทางศิลปะนั้นเป็นสิ่งสากล ถึงแม้ว่าศิลปินแต่ละคนจะนำเสนอผ่านกรอบและมุมมองของวัฒนธรรมตนเอง แต่ผู้ชมจากทุก ๆ ที่ควรจะเสพและเข้าถึงได้ การนำโชว์ของศิลปินต่างชาติมานำเสนอให้ผู้ชมท้องถิ่นที่นี่ ถือเป็นการทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์โลกด้วย อย่างโชว์ของ Devin Troy Strother ที่มาจากความขบถต่อขนบการเรียนรู้แบบดั้งเดิม และความพยายามที่จะเขียนประวัติศาสตร์ศิลป์ใหม่ในแบบของเขาเอง ฉันว่ามันน่าสนใจมากนะ แม้ว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวกับบริบทการเมืองของที่นี่โดยตรงก็ตาม”

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

นอกจากนี้แกลเลอรี่ OTI ยังมีการนำเสนอโชว์ของศิลปินไทย อย่าง วีรภัทร สิทธิพล ศิลปินรุ่นใหม่จากรั้วศิลปากร ผู้นำเสนอชุดผลงาน ‘Blessings from the Forest’ เป็นจิตรกรรมภาพวาดธรรมชาตินิยมสีสันสวยสด โดยเขาได้แรงบันดาลใจจากอุทยานแห่งชาติหลาย ๆ แห่ง อีกทั้งสถานที่ทำงานของเขาที่กาญจนบุรี ตัดทอนจนเป็นเสมือนภาพกึ่งนามธรรมดูง่ายสบายตา แต่ก็มีลูกเล่นขององค์ประกอบที่จี๊ดจ๊าดอยู่ด้วย เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า สีต่าง ๆ ในภาพของเขาถูกขับให้เด่นชัดด้วยแบ็กกราวนด์สีดำเสมอ แถมในข้อเขียนประกอบนิทรรศการ ได้อ้างอิงถึงผลงานหนังสือ Walden ของ Henry David Thoreau ซึ่งมักจะเขียนเชิดชูความงามและความยิ่งใหญ่ของภูมิทัศน์ธรรมชาติผ่านหน้ากระดาษของเขา มันชวนให้เรานึกต่อไปว่าวีรภัทรก็กำลังทำสิ่งเดียวกันบนผืนผ้าใบ

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
ภาพ : Over the Influence Bangkok

“วีรภัทรเป็นศิลปินไทยคนแรกที่เราเลือกมาจัดแสดงที่แกลเลอรี่สาขากรุงเทพฯ ส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าผู้ชมนานาชาติเข้าถึงการตีความภาพทิวทัศน์ของเขาได้ง่ายมาก สุดท้ายงานของเขาก็ขายหมด เป็นนิทรรศการ Sold Out และฉันก็ตื่นเต้นมากที่จะได้ทำงานสนับสนุนเขาบนเส้นทางศิลปะในอนาคต”

อีกหนึ่งศิลปินไทยที่ได้จัดแสดงกับ OTI ก็คือ ก้องกาน ซึ่งได้ไปจัดนิทรรศการที่ OTI สาขาลอสแอนเจลิส ภายใต้โชว์ชื่อ ‘The Tip of the Iceberg’ เมื่อปีที่แล้วด้วย “งานของก้องกานได้รับการตอบรับดีมาก และเป็นอีกโชว์ของเราที่ขายหมดเกลี้ยง เขาเป็นศิลปินที่ทำงานได้หลากหลาย ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานกับเขา เดี๋ยวปีนี้เขาจะไปโชว์ที่ OTI สาขาใหม่ที่ปารีสด้วย ยังไงฉันจะส่งข่าวให้อีกทีนะ” คามิล่าบอกกับเราอย่างภาคภูมิ

สุดท้ายเราถามคามิล่าว่า เธอมองเห็นทิศทางในอนาคตของ OTI ที่เมืองไทยอย่างไรบ้าง เธอตอบกับเราว่า

“เริ่มตั้งแต่งาน Bangkok Art Biennale ครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมปีนี้ ฉันอยากให้ OTI สาขากรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานในชุมชนอย่างแท้จริง โดยการทำงานร่วมกับสถาบันและโรงเรียนที่จะนำพาชุมชนและเด็ก ๆ เข้ามาในพื้นที่นี้ และได้มีประสบการณ์ตรงกับศิลปะ ในเมื่อกรุงเทพฯ ยังขาดแคลนหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ที่ทำงานในมาตรฐานสากลอยู่มาก โอกาสการเข้าถึงศิลปะของสาธารณะ โดยเฉพาะเยาวชน สามารถมาจากหอศิลป์เอกชน และฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า OTI จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองในลักษณะนี้”

ที่ชั้นบนสุดของแกลเลอรี่ คามิล่ายังพูดถึงอีกหลายโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาทิ การจะมีศิลปินในพำนัก ไปจนถึงความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายกับแกลเลอรี่อื่น ๆ บริเวณเมืองเก่า ฯลฯ ทิ้งให้เป็นความหวังที่น่าจับตามองในอนาคตว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เกิดขึ้นในลักษณะใด แต่สิ่งที่เราเห็นได้ในปัจจุบันตอนนี้ คือภาพสะท้อนของฝีแปรงบนผ้าใบในแกลเลอรี่ ขนาบบนกระจก มองออกไปเห็นลวดลายมังกรจีนบนซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษาสีแดงสดกลางวงเวียนโอเดียน เคียงคู่กับสีทองของพระมหามณฑป วัดไตรมิตร และเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยตึกสูงของกรุงเทพฯ ทั้งหมดทั้งมวลผสมผสานกันเป็นภาพคอลลาจวัฒนธรรมที่ชวนฝัน น่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกินสำหรับคนเมืองอย่างเรา

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

นิทรรศการ Durag Activities โดย Devin Troy Strother จัดแสดงถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2565

ติดตามข่าวล่าสุดของพื้นที่ศิลปะในเครือ OTI Gallery ทั้งหมดได้ที่ https://overtheinfluence.com

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load