ย้อนกลับไปหลักสิบปี Sabina (ซาบีน่า) เป็นแบรนด์ชุดชั้นในวัยรุ่นที่แข็งแรงมาก ทั้งที่ซาบีน่าผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงทุกวัยและทุกไลฟ์สไตล์

ตัดภาพกลับมาที่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อยู่ๆ ซาบีน่าก็ลุกขึ้นมาก๋ากั่นทันสมัยขึ้นผิดสังเกต และเป็นที่รักของสาวร่างเล็กด้วยคำพิเศษเพียง 2 คำอย่าง ‘Doomm Doomm’ ทั้งยังปฏิวัติวงการชุดชั้นในจากสินค้าและแผนการตลาดที่มีมาให้เห็นไม่ขาดสาย

ล่าสุด ซาบีน่าเปิดตัว Seamless Fit หรือบราไร้ตะเข็บ พร้อมพูดถึงเทคโนโลยีชุดชั้นในใหม่ๆ จน The Cloud ต้องรีบนัดหมายพิเศษกับ คุณพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ทั้งหมดของแบรนด์ซาบีน่า จนกลายเป็นแบรนด์ชุดชั้นในแถวหน้าที่มีตัวตนชัดเจนที่สุด

ตั้งแต่รีแบรนด์สินค้าสำหรับผู้หญิงกลุ่มต่างๆ พัฒนาสินค้า เลือกเสนอสิ่งใหม่ ทำให้ ‘ชิดกว่าชม’ และ ‘ดูมแท้ต้องเนินชัด’ กลายเป็นวลีดัง

ในบทสนทนาระหว่างเรา นอกจากเส้นทางการมารับช่วงต่อดูแลงานการตลาดทั้งหมด เราคุยกันถึงเรื่องอินไซด์สนุกๆ ที่เป็นโจทย์สำคัญให้ซาบีน่าพัฒนาชุดชั้นในล้ำๆ และการเป็นผู้กำหนดเทรนด์ชุดชั้นในแม้จะใส่อยู่ข้างใน

ไม่ใช่แค่บราที่ไร้ตะเข็บ

การรับช่วงและสานต่อของพิชชาในซาบีน่าก็เรียบเนียนไร้ตะเข็บเช่นกัน

ธุรกิจ: บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน)
ประเภท: ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในคุณภาพดี
อายุ: 48 ปี
ผู้ก่อตั้ง: คุณจินตนา และคุณอดุลย์ ธนาลงกรณ์ ก่อตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างยกทรงจินตนา (พ.ศ. 2501)
ทายาทรุ่นสอง: คุณวิโรจน์ ธนาลงกรณ์ ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสื้อชั้นใน ซาบีน่า (พ.ศ. 2514)
ทายาทรุ่นสาม: คุณพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน)

ออกแบบแฟชั่นครึ่งหนึ่ง วางแผนการตลาดครึ่งหนึ่ง

ไม่ต่างจากทายาทธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทั่วไป พิชชารู้ตัวตั้งแต่เด็กแล้วว่าเธอรักศิลปะและแฟชั่นมากแค่ไหน จนเมื่อเรียนต่อในคณะ Fashion Design and Marketing ที่ London College of Fashion ประเทศอังกฤษ เธอก็พบว่าชอบและทำได้ดีในวิชาการตลาด

โดยเฉพาะโปรเจกต์ประจำชั้นเรียนที่ John Lewis แบรนด์เสื้อผ้าและไลฟ์สไตล์ชื่อดังของอังกฤษมอบโจทย์ให้ทำแคมเปญและแผนการตลาดสำหรับงานเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ โดยแผนงานของกลุ่มที่ชนะจะถูกนำไปใช้งานจริง

ผลงานการออกแบบสินค้า คอนเซปต์ และแผนการตลาดแคปซูลคอลเลกชันเสื้อนอกสำหรับฤดูหนาวของผู้ชาย ที่พิชชาและเพื่อนตีโจทย์ความเป็นอังกฤษตามแบบฉบับของแบรนด์ ได้รับรางวัลชนะเลิศ

“ก่อนไปเรียนต่อเราก็ไม่คิดว่าตัวเองจะอินได้ขนาดนี้” พิชชาสารภาพว่าเดิมตั้งใจเลือกเรียนออกแบบแฟชั่นเต็มตัว จนกระทั่งผู้ใหญ่แนะนำว่าความรู้เรื่องการขายและธุรกิจสำคัญต่อธุรกิจครอบครัวมากเพียงใด

เด็กฝึกงานของ Nicholas Kirkwood และผู้ช่วยสไตลิสต์ของ Vivienne Westwood

สิ่งที่อังกฤษสอนเธอไม่ได้มีแต่ทฤษฎีในห้องเรียน แต่เป็นโอกาสสำคัญของชีวิตในการฝึกงานกับ Nicholas Kirkwood แบรนด์รองเท้าระดับโลก และทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยสไตลิสต์ที่ Vivienne Westwood

“เหตุผลที่เลือกไปเรียนอังกฤษเพราะเราชอบแบรนด์และงานออกแบบของอังกฤษที่สนุกกว่าและสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้มากกว่าแบรนด์ของอเมริกา และ Nicholas Kirkwood ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์รองเท้าที่ล้ำมาก เราชอบมากเลยขอฝึกงานกับเขา ได้ทำงานกับหลายๆ แผนก ทั้งเรียนรู้การจัดการสต็อกและการสื่อสารที่หน้าร้าน

“ก่อนกลับไทย เราขอที่บ้านอยู่อังกฤษต่ออีก 3 เดือนเพื่อเรียนรู้งานกับแบรนด์ที่ชอบ เพราะอยู่เมืองไทยได้แต่เห็นพวกเขาห่างๆ ในอินเทอร์เน็ตและบนบิลบอร์ด เราอยากทำงานร่วมกับเขาจริงๆ จึงยื่นใบสมัคร ทำให้มีโอกาสร่วมงานกับ Vivienne Westwood ในตำแหน่งผู้ช่วยสไตลิสต์ ดูแลเบื้องหลังส่วนของถ่ายทำภาพนิ่งและเตรียมงานคอลเลกชันฤดูร้อน ตื่นเต้นที่ได้เห็นการทำงานอย่างใกล้ชิด” พิชชาเล่าประสบการณ์ด้วยตาเป็นประกาย

Sabina, พิชชา ธนาลงกรณ์
Sabina, พิชชา ธนาลงกรณ์

การตลาดปราบเซียน

2 – 3 เดือนแรกของการทำงานที่ซาบีน่าของพิชชาคือช่วงเวลาของการเรียนรู้งานของทุกแผนก ตั้งแต่การเย็บชุดชั้นในซึ่งเป็นการลงมือทำครั้งแรกของพิชชา ทำให้รู้ว่าชุดชั้นใน 1 ชิ้นมีขั้นตอนอันซับซ้อน 30 – 40 ขั้นตอน ต่างจากการออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วไป และบางแบบมีเทคนิคพิเศษที่ขึ้นกับวัสดุที่ใช้

“เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง แต่เราควรรู้งานทุกอย่างของบริษัท เพื่อเข้าใจกระบวนการและความรู้สึกของคนที่ทำงานนั้นๆ” ทายาทรุ่นสามยิ้ม

จากนั้นพิชชาก็เข้ามารับทำหน้าที่ฝ่ายการตลาด เริ่มจากการมีส่วนร่วมในงาน Cris’s Collection งานเปิดตัวสินค้ากึ่งงานการกุศล พร้อมๆ กับดูแลการรีแบรนด์ชุดชั้นในแบรนด์อื่นๆ ของบริษัท เพื่อนำเสนอภาพจำใหม่ จากเดิมที่เข้าใจว่าซาบีน่ามีแต่ชุดชั้นในเด็กและวัยรุ่น

พิชชาบอกว่าความรู้ใหม่ที่เธอต้องเรียนรู้มากที่สุดเวลานั้น คือการเข้าใจตลาดในประเทศ

“ที่ผ่านมาเราเห็นตลาดต่างประเทศมาเยอะ ก็คิดจะนำเสนอสิ่งใหม่นั้นๆ แก่ตลาดบ้านเรา แต่พบว่ายังเร็วเกินไปในช่วงแรก ความเข้าใจเกี่ยวกับชุดชั้นในวันนั้นยังไม่เปิดกว้างอย่างทุกวันนี้ รูปทรงบางแบบที่เราคิดว่าสวยมากหรือกางเกงชั้นในที่ขายดีมากในทุกประเทศ แต่พอทำตลาดลงไปคนไทยกลับไม่กล้าใส่”

“แต่ในความยากนั้นก็มีความโชคดีอยู่ เพราะทีมเราดีมาก ทุกคนปรับตัวได้เร็วเลยไม่มีปัญหาอะไร ช่วงที่กลับมาเป็นช่วงที่สื่อ Social Media เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำให้เข้าถึงลูกค้าง่ายขึ้น ถี่ขึ้น และ Personalize Target ได้ดียิ่งขึ้น จากที่เมื่อก่อนสิ่งที่ทำได้คือ ลงทีวีบ้าง ซื้อบิลบอร์ดบ้าง วันนี้เราทำเนื้อหาสื่อสารกับลูกค้าเยอะมาก ทั้งยังคุยกับเขาได้ตลอดเวลา ประกอบกับลูกค้าเข้าใจและเปิดรับมากกว่าแต่ก่อน” พิชชาเล่า

เข้าอก เข้าใจ

ซาบีน่าแข็งแรงมากเรื่องชุดชั้นในวัยรุ่น

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของพิชชาคือ สร้างการรับรู้และขยายตลาด วัยทำงาน วัยสาว ไปจนถึงกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมและความต้องการแตกต่างกันไป โดยเฉพาะกลุ่มวัยสาว ได้แก่กลุ่มคนที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งจะสนใจฟังก์ชันมากกว่าแฟชั่น เช่น เริ่มมีปัญหาเนื้อข้างตัว หรือทรงหน้าอกไม่สวย จึงต้องการแบบทรงที่ช่วยเก็บสร้างความกระชับและเน้นความสบาย

รวมถึงโจทย์เรื่องการสื่อสารภาพรวมของแบรนด์ซาบีน่า ในฐานะแบรนด์ชุดชั้นในที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลาตามการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยี

“เมื่อก่อนเราก็เป็นเหมือนแบรนด์ทั่วไปที่พยายามจะตอบโจทย์ลูกค้า แต่สิ่งที่เราทำในวันนี้เราไม่ได้แค่ตอบโจทย์ แต่เราคิดเผื่อเขาไปล่วงหน้าว่านี่แหละคือสิ่งที่คุณต้องการ” พิชชาเล่าพร้อมยกตัวอย่าง รุ่น Wireless Shape หรือรุ่นบราไร้โครง ซึ่งเป็นสินค้าที่ซาบีน่าวางขายในตลาดมานานมากแล้ว แต่สาวๆ เพิ่งนิยม

พิชชารู้วิธีเลือกหยิบเรื่องเหล่านี้มาพูดใหม่ให้สนุกและน่าสนใจกว่าเดิม จากที่คนคิดว่าใส่ชุดชั้นไม่มีโครงแล้วดูเป็นสูงอายุ กลับรู้สึกถึงนวัตกรรมและความทันสมัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะซาบีน่ามีตัวตนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และรู้จักเลือกใช้พรีเซนเตอร์ให้เหมาะสมกับแบรนด์

ผู้หญิงในแบบซาบีน่า คือผู้หญิงฉลาด สนุก ขี้เล่น และทันสมัย

บริษัท Apple แห่งวงการชุดชั้นใน

“ในกระบวนการทำงานทั้งหมด เราชอบตอนที่เห็นสินค้าใกล้ผลิตสำเร็จ หลังใส่พลังร่วมพัฒนาสินค้ากับทีม R&D มายาวนาน” พิชชาเล่า

เทคโนโลยีมีอยู่มากมาย แล้วเทคโนโลยีที่เหมาะกับการพัฒนาชุดชั้นในเป็นอย่างไร

เทคโนโลยีที่ช่วยทำให้ตัวตนของซาบีน่าแข็งแรง นั่นคือความเป็นชุดชั้นในทรงสวย ใส่สบาย ซึ่งเริ่มใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ซาบีน่ารุ่น Wireless Shape หรือบราไม่มีโครงเมื่อปีที่ผ่านมา

“ก่อนหน้านี้ชุดชั้นในมีอยู่ไม่กี่แบบ แบบจูงหู แบบครึ่งคัพ โดยใช้ผ้าเนื้อเดิมๆ ขณะที่นวัตกรรมใหม่ทำให้ชุดชั้นในเรียบไปทั้งตัว ใส่แล้วมั่นใจมากขึ้น” พิชชาเล่า

จะเรียกซาบีน่าว่าเป็น บริษัท Apple แห่งวงการชุดชั้นในก็คงไม่ผิด

สิ่งสำคัญคือ การรู้อินไซต์หรือความต้องการของลูกค้า

“สมัยก่อนคนไทยชอบใส่ชุดชั้นในดันทรงเพื่อให้มีหน้าอกที่สวย แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้ว นอกจากดันทรงสวยแล้วยังเน้นเรื่องความสบาย สบายแบบที่ลืมไปเลยว่ากำลังใส่ชุดชั้นในอยู่เพราะไม่มีโครงและเรียบเนียนไม่มีตะเข็บ” พิชชาแนะนำให้รู้จักกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอด และนั่นยิ่งทำให้เธอหลงใหลงานของเธอ

“ผู้หญิงเราจำเป็นต้องตามเทรนด์ชุดชั้นในแค่ไหนและอย่างไร ในเมื่อชุดชั้นในเป็นสิ่งที่ใส่อยู่ด้านในไม่มีใครเห็น” เราถาม

“นี่จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องบอกพวกเธอว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเธอต้องการ เมื่อก่อนสำหรับผู้หญิงชุดชั้นในมีไว้ใส่ได้แค่ข้างในแต่ด้วยเทรนด์และยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทุกวันนี้ ทำให้ชุดชั้นในบางตัวสามารถเป็น Outerwear ได้เลย” พิชชาเล่าพร้อมชี้ให้ดูชุดชั้นในรุ่นขายดีของ Mad Moiselle Intimates หนึ่งในชุดชั้นในแบรนด์หรูของซาบีน่า ฟังแล้วรู้สึกอิจฉาสาวๆ สมัยนี้ที่เป็นตัวของตัวเองได้อย่างอิสระ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน แม่ต้องตีตายก่อนออกจากบ้านแน่ๆ

Sabina, พิชชา ธนาลงกรณ์

ความรู้สึกสบายจากการรับช่วงต่อธุรกิจที่เรียบเนียนไร้ตะเข็บ

การเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้พิชชายอมรับว่าสมัยเข้ามาทำงานใหม่ๆ อาจจะยังตัดสินใจไม่เด็ดขาดเพราะประสบการณ์ที่มียังน้อย แต่ก็มีข้อดีที่ใหญ่และสำคัญต่อธุรกิจมากๆ ได้แก่ เชื้อไฟ มุมมองที่แตกต่าง และพลังที่สดใหม่ ไปจนถึงความสามารถที่ทำอะไรใหม่ๆ ให้แก่องค์กร

“ทุกวันนี้เทรนด์โลกเปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่สำคัญที่สุด เราก็ต้องขยับให้เร็วขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่องที่ใหม่มากๆ ในวันนี้ วันพรุ่งนี้ก็เก่าแล้ว ดังนั้น ต้องยืดหยุ่นและรู้จักปรับตัวให้ได้ในทุกสถานการณ์” พิชชาเล่าก่อนทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับคนที่กำลังรับช่วงต่อธุรกิจ

“สำหรับเรา เป็นเรื่องการเข้าใจองค์กร เข้าใจคนที่ทำงานกับเรา ซึ่งจะทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นเยอะเลย เหมือนครอบครัวที่เติบโตไปด้วยกัน สู้ไปด้วยกัน เพราะทุกคนเห็นเป้าหมายหรือจุดร่วมเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องที่บังคับหรือเปลี่ยนความคิดใครได้”

 
แบรนด์ ซาบีน่า  (พ.ศ. 2514)

จากความรักที่มีต่อการออกแบบและสร้างสรรค์ชุดชั้นในของคุณจินตนา ผู้เป็นคุณย่าของพิชชา ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นลูกมือช่วยพี่สาวทำชุดชั้นใน ก่อนก่อตั้งบริษัทและสร้างแบรนด์เล็กๆ ชื่อ ‘จินตนา’ ในตลาดพลู ย่านธนบุรี เติบโตและได้รับความไว้วางใจให้ดูแลเรือนร่างหญิงไทยจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนส่งไม้ต่อให้ลูกชายคนโตบริหาร และสานต่อแบรนด์จินตนาในเวลาต่อมา ขณะที่แบรนด์ซาบีน่ามีจุดเริ่มต้นมาจากคุณวิโรจน์ ผู้เป็นพ่อของพิชชา ดูแลธุรกิจส่วนที่รับผลิตให้กับแบรนด์ต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ

จนเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ซาบีน่าเริ่มเปลี่ยนสัดส่วนการผลิต หันมาทำแบรนด์ซาบีน่าอย่างจริงจังและชัดเจนขึ้น กลายเป็นแบรนด์ชุดชั้นในไทยแถวหน้าที่นำเสนอเทรนด์ใหม่ๆ จนเปลี่ยนภาพลักษณ์ของชุดชั้นในที่ไม่ใช่แค่สวยแต่ยังใส่สบายและสร้างความมั่นใจ

ล่าสุดซาบีน่าเพิ่งเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ Seamless Fit กับ 3 เทคโนโลยีที่ทำให้ชุดชั้นเนียนเรียบไปกับตัว ไม่ต่างจากเรื่องราวการรับช่วงต่อของทายาทรุ่นสามที่เรียบเนียนไร้ตะเข็บ เริ่มจาก Weaving การทอขึ้นรูปที่ไร้รอยต่อทำให้เนียนเรียบรอบตัว เกิดจากการโปรแกรมลงไปในเครื่องจักร เพื่อสั่งให้เย็บด้ายทั้งตัวเป็นสามมิติ ลดขั้นตอนและประหยัดเวลาการตัดเย็บ ทั้งยังสั่งให้ถักเป็นรูปแบบต่างๆ ได้ เทียบได้กับ การเตรียมพร้อมก่อนรับช่วงต่อธุรกิจของทายาทรุ่นสาม การค้นพบความชอบของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยถือเป็นเรื่องน่ายินดี ลดขั้นตอนและประหยัดเวลาที่จะพาแบรนด์ไปสู่จุดที่ตั้งใจ

ขณะที่เทคโนโลยี Bonding การเชื่อมต่อผ้าเก็บขอบกริบไร้ตะเข็บด้วยกาวและความร้อน เทียบกับ เทียบได้กับการใส่ส่วนผสมหรือสิ่งที่ทายาทรุ่นสามถนัดลงไปในธุรกิจครอบครัว และไม่แปลกใจที่ซาบีน่าในยุคของพิชชามีตัวตนชัดเจนและสร้างการจดจำในเวลารวดเร็ว ปิดท้ายด้วยเทคโนโลยี Free cut การตัดขอบเนียน ไม่เป็นรุ่ย ทั้งสวยและทันสมัยยากจะปฏิเสธ เทียบได้กับ ความสำเร็จและบทเรียนจากการรับช่วงต่อของทายาทรุ่นสามในธุรกิจแบรนด์ชุดชั้นในซาบีน่า

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ท่ามกลางความหลากหลายของสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดไปจนถึงเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยแบรนด์น้อยใหญ่มากมาย

แบรนด์อะไรเอ่ยที่เป็นแบรนด์ของคนไทย เริ่มต้นจากสองมือและแรงบันดาลใจของชายคนหนึ่งที่อยากเห็นคนไทยใช้ของดี กินของดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

แบรนด์อะไรเอ่ยที่หลาย ๆ คนต้องเคยได้ลองใช้ หรือคงได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง

แบรนด์อะไรเอ่ยที่ใช้ใจพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยนวัตกรรมที่โดนใจมากว่า 50 ปี

เอาล่ะ พอนึกออกกันบ้างไหมครับท่านผู้อ่าน

ทายาท ไอ.พี. วัน ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy

ไฮยีน, วิกซอล, วิซ, แดนซ์, โฟกัส และไอวี่ เหล่านี้คือแบรนด์ที่ตอนแรกเราก็คิดไม่ถึง แต่รู้ตัวอีกที เราก็มีสินค้าของเขาอยู่ในบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และ 6 แบรนด์นี้มีอะไรที่เหมือนกัน คำตอบคือทั้งหมดมาจาก บริษัท ไอ.พี. วัน แล้วอะไรที่พาธุรกิจของครอบครัวหนึ่งเติบโตมาได้ไกลขนาดนี้

The Cloud มีนัดหมายพิเศษ กับ อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ทายาทรุ่นสองแห่งอาณาจักรหลายพันล้าน เจ้าของรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด (The Most Chosen Brand) จาก Kantar Brand Footprint Award 2022 Thailand ถึง 4 ปีซ้อน และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ผงาดเหนือคู่แข่งข้ามชาติ

เขาเริ่มสร้างอาณาจักรธุรกิจ ปั้น สานต่อ และพัฒนากันอย่างไร ขอพาทุกท่านมาร่วมค้นหาคำตอบเบื้องหลังความสำเร็จนี้ไปด้วยกัน

The Beginning

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของ บริษัท ไอ.พี. วัน ถือกำเนิดขึ้นจาก คุณพ่ออุทัย ธเนศวรกุล ซึ่งได้ไปศึกษาด้านเคมีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ระหว่างนั้นครอบครัวที่เมืองไทยของเขาเกิดวิกฤตด้านการเงิน จึงเรียกตัวคุณอุทัยกลับบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวนักเรียนนอกอย่างเขาคือ “เมืองนอกมีสินค้าคุณภาพดีให้ใช้ แล้วทำไมเมืองไทยถึงไม่มีสินค้าคุณภาพดี ๆ ให้คนไทยได้ใช้เหมือนที่นั่นบ้าง”

เมื่อต้องกลับประเทศไทย เขาตัดสินใจเริ่มจากการทำสิ่งที่ถนัดที่สุดอย่างการผสมสูตรน้ำยาล้างห้องน้ำโดยใช้ความรู้ทางด้านเคมีที่ร่ำเรียนมา ก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ โดยมีพนักงานเพียง 2 – 3 คน

“จริง ๆ แล้วห้องน้ำคือส่วนหนึ่งในชีวิตเราเหมือนกันนะ พอห้องน้ำไม่สะอาด ด้วยความสกปรก ความชื้น คราบที่ขัดไม่ออกต่าง ๆ เลยกลายเป็นห้องที่เราไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากที่สุด

“คุณพ่อก็เลยทำผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำออกมาเป็นตัวแรกก่อน เพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคที่มีอยู่ ณ เวลานั้น”

วิธีผสมผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ ณ เวลานั้นคือ เอาส่วนผสมสารเคมีทั้งหมดไปอยู่ในถังใบหนึ่ง จุดไฟข้างล่าง แล้วก็เอาไม้กวนเองที่หลังบ้านของคุณอุทัย

หลังจากนั้น เขาใช้วิธีขายตรงโดยเดินไปเคาะประตูตามบ้าน เพราะร้านค้ายังไม่ยอมรับ จึงทดลองล้างห้องน้ำให้ลูกค้าดูเลยว่า น้ำยาล้างห้องน้ำยี่ห้อวิกซอล มีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างไร

“คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ไปเคาะบ้าน 10 หลัง มีบ้านที่ยอมให้เข้าไปล้างห้องน้ำให้ดูเพียงหลังเดียว ต้องแบกอุปกรณ์และน้ำยาทุกอย่างกว่า 5 กิโลขึ้นรถเมล์ไปเองคนเดียว ขายของ ทดลองสินค้าให้ผู้บริโภคดู และทำความเข้าใจกับพวกเขา เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับสูตรให้ตรงกับความต้องการ”

สิ่งที่ทำให้ลูกค้ายอมเปิดใจให้คนแปลกหน้าคนหนึ่งเข้าไปล้างห้องน้ำถึงในบ้าน คือความไม่ยอมแพ้ และความเชื่อที่ว่า ถ้าหากทดลองสินค้าดี ๆ ที่ตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้เห็น ก็จะทำให้ลูกค้าได้ของที่ดีที่สุด มีความสุขที่สุด และกลับมาซื้อซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ลูกค้ากลับไม่ได้ปลื้มใจกับน้ำยาสูตรแรก เนื่องจากห้องน้ำในสมัยก่อนอากาศถ่ายเทได้ไม่ดีนัก และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ล้างห้องน้ำบ่อย ๆ คราบที่เกิดขึ้นจึงเป็นคราบฝังแน่น คุณอุทัยจึงปรับสูตรใหม่หลายครั้ง จนได้สูตรที่มีกรดไฮโดรคลอริกซึ่งมีประสิทธิภาพมาก ๆ และถือเป็นสูตรแรกของเมืองไทย ก่อนจะกลับไปขายที่บ้านหลังเดิมอีกครั้ง คราวนี้ได้ผลดีแบบที่เห็นคราบฝังแน่นลอยขึ้นมา จนผู้บริโภคยอมรับและบอกต่อในที่สุด

จุดพลิกผันที่ทำให้คุณอุทัยยังตื่นเต้นจนทุกวันนี้ คือ วิกซอล แจ้งเกิดอย่างจริงจัง หลังจากมียี่ปั๊วรายหนึ่งรับสินค้าไปขายเป็นครั้งแรก เพราะคุณภาพและความความตั้งใจที่อยากทำสินค้าที่ดีออกไปสู่มือผู้บริโภค เมื่อได้คู่ค้ารายนี้ช่วยกระจายสินค้า จึงทำให้ร้านค้าอื่น ๆ เริ่มยอมรับตามมา

สำหรับปรัชญาการทำธุรกิจของรุ่นก่อตั้งที่ยังส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นปัจจุบันนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน

“ทำของดี ๆ อย่าทำของห่วย ๆ ให้คนอื่นเขาใช้ และถ้าเราเองยังไม่สบายใจที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองก็อย่าทำ”

อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy
อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy

International Product 

หลังจากตั้งตัวได้ด้วยผลิตภัณฑ์วิกซอล โจทย์ต่อไปคือจะโตอย่างไรให้มั่นคงสมชื่อ IP ที่ย่อมาจากคำว่า ‘International Product’ หรือสินค้าที่ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ ต่อมาจึงปรับภาพลักษณ์องค์กร และสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ ‘มุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น’ หรือ Innovate Passionately For The Future Of Better Living และจัดตั้งกลุ่มบริษัท ไอ.พี. วัน หรือ I.P. ONE ในปัจจุบัน

จากผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำวิกซอลในวันนั้น จึงค่อย ๆ แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นแบรนด์อื่น ๆ ในเครือ

วิซ เกิดขึ้นจากความพยายามลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลพื้นผิวต่าง ๆ ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และรับจ้างผลิตให้บริษัท PCS และบริษัท Anglo Thai เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ B2B ก่อนจะปรับมาจำหน่ายแบบ B2C ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ ไอ.พี. วัน

“แม้ว่าธุรกิจ B2B เหล่านี้จะเป็นธุรกิจเสริมที่ทำอยู่ในระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้คุณพ่อตั้งตัวขึ้นมาได้

“หลังจากนั้น คุณพ่อก็เริ่มหันมามองว่าผู้บริโภคทุกคนต้องใส่เสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าในเวลานั้นยับบ้าง ไม่มีกลิ่นหอมบ้าง เขาจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าภายใต้แบรนด์ ไฮยีน ขึ้นมา โดยมีผลิตภัณฑ์ตัวแรกคือน้ำยารีดผ้า ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจนเป็นแบรนด์เดียวภายในเมืองไทยที่มีผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าครบวงจร ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนซัก ไปจนถึงหลังซัก”

ในกระบวนการทำความสะอาดผ้า การรีดผ้านับว่าเป็นอุปสรรคมากที่สุด เพราะใช้เวลานานและร้อนมาก การพัฒนาน้ำยารีดผ้าช่วยร่นระยะเวลาในการรีด และช่วยให้ครอบครัวมีเวลาด้วยกันมากขึ้น

พอเริ่มเข้าใจในผู้บริโภคกลุ่มแม่บ้านแล้ว เขาจึงเริ่มขยายเป้าหมายไปที่กลุ่มวัยรุ่น ออกมาเป็นโรลออนระงับกลิ่นกายภายใต้แบรนด์โฟกัส สำหรับผู้ชาย และ แดนซ์ สำหรับผู้หญิง โดยหวังว่าจะพัฒนาคุณภาพชีวิตและความสุขให้กลุ่มเป้าหมายนี้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่พัฒนาขึ้นมาทั้งหมดล้วนเป็นกลุ่ม Non-Food ทั้งสิ้น โจทย์ต่อไปจึงเป็นความตั้งใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Food & Beverage จนเกิดเป็นแบรนด์ไอวี่

น้ำผลไม้ที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยมักเป็นน้ำผลไม้กระป๋องที่มีส่วนผสมเป็นน้ำผลไม้จริง ๆ ค่อนข้างน้อย ไอวี่จึงกลายมาเป็นน้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ แบรนด์เดียวที่เน้นผลไม้ตะวันตก ทั้งกีวี พีช แพร์ ฝรั่ง แบล็กเคอแรนต์ ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภค

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สิ่งที่เหมือนกันของทุกแบรนด์ ก็คือการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมนำเสนออะไรใหม่ ๆ ให้คนไทยได้มีโอกาสทดลองดื่มหรือใช้

หลักการในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณอุทัยคือ หนึ่ง คุณภาพต้องไม่ด้อยกว่าผู้นำตลาด สอง ถ้าจะทำสินค้าอะไรก็แล้วแต่ อย่าทำสินค้าที่มีอยู่แล้ว แต่ใช้นวัตกรรมสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง และต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้บริโภค

เมื่อ 2 หลักการนี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นคำว่า Insightful Innovation ที่สืบทอดมาถึงทายาทรุ่นถัดไป 

The Next Gen

“คุณพ่อน่าจะวางแผนไว้แล้ว ผมได้มีโอกาสไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาเหมือนกับเขา ตอนพี่สาวไปคุณพ่อไปส่งถึงที่เลย ดูแลหาที่อยู่ให้ แต่ไม่รู้เพราะผมเป็นคนสุดท้องและเป็นผู้ชายหรือเปล่า เขาให้ไปเอง หาบ้านเอง ติดต่อมหาวิทยาลัยเอง หาทางขึ้นรถเมล์ไปเรียนเองโดยไม่ซื้อรถให้ เหมือนเป็นการวางแผนให้ผมต้องดิ้นรนแบบที่คุณพ่อเคยเจอมาก่อน” คุณอู๋พูดพลางหัวเราะ

หลังเรียนจบสาขาการตลาดและโลจิสติกส์ คุณพ่อก็เรียกตัวให้กลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้านในทันที 

เบื้องหลังความสำเร็จ 50 ปีของ ไอ.พี. วัน อาณาจักรพันล้านจากมือของคนไทย เจ้าของ Hygiene, Vixol, Whiz, Dance, Focus และ Ivy

หน้าที่แรกที่ได้รับมอบหมายคือ นั่งหน้าห้องคุณพ่อและเข้าไปฟังประชุมเพื่อเรียนรู้งานอยู่ระยะเวลาหนึ่ง

“ทำไปจนถึงจุดหนึ่งเลยบอกคุณพ่อว่า อยู่ในบริษัทอย่างเดียวมันเรียนรู้ช้า ไม่ค่อยได้รู้ว่าจริง ๆ ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็เลยขอไปตามทีมอีเวนต์ออกงาน ตั้งบูทขายของตามมหาวิทยาลัยและโรงงานต่าง ๆ”

แม้จะต้องจัดบูทตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตี 4 ก่อนเริ่มขายของตอน 9 โมงเช้า แต่นั่นทำให้เขาได้พบสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การได้คุยกับลูกค้าจริง ๆ เพื่อทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

จากตรงนั้น คุณอู๋จึงเสนอให้สร้างทีมโลจิสติกส์เพื่อดูแลส่วน Supply Chain ขึ้นมา ซึ่งประหยัดต้นทุนในปีแรกให้กับบริษัทไปกว่า 30 ล้านบาท ทำให้นำงบประมาณส่วนนี้ไปทำการตลาดและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างยอดขายให้บริษัทเพิ่มเติมไปได้อีก

ทายาทรุ่นสองตั้งใจรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ใช้ Innovation และ Insight จากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้สินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

“เรารักษาสิ่งที่ดีที่คุณพ่อสร้างไว้ และในขณะเดียวกันก็ต่อยอดให้องค์กร Dynamic และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงมือผู้บริโภคทุกกลุ่ม”

Innovate Passionately

“เรามีการปรับภาพลักษณ์องค์กร โดยนำ DNA ความเป็น I.P. นับตั้งแต่วันแรกที่คุณพ่อได้ก่อตั้งบริษัทด้วยความรัก ไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่น ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อเนื่องมาตลอด 50 ปี เริ่มต้นที่อยากให้คนไทยมีห้องน้ำที่สะอาด ด้วย Purpose ที่ชัดเจน คือ การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้น จึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็น Brand DNA ของบริษัท I.P. คือ Innovate Passionately ตอกย้ำด้วย Purpose ของเรา คือ For The Future Of Better Living รวมกันจึงมาเป็น Innovate Passionately For The Future Of Better Living มุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น”

สำหรับคุณอู๋แล้ว แกนหลักของนวัตกรรมเริ่มจากความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งและแท้จริง

“เราต้องศึกษาไลฟ์สไตล์ของเขา ทำความรู้จักเขาให้ดีกว่าที่ตัวเขารู้จักตัวเขาเองด้วยซ้ำ ต้องถึงจุดนี้ก่อนถึงจะเรียกได้ว่ามีอินไซต์อย่างแท้จริง แล้วค่อยนำอินไซต์นี้มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่มั่นใจว่า ถ้าออกผลิตภัณฑ์ เขาจะสนใจ กล้าที่จะทดลอง และจะต้องชอบแน่ ๆ

อย่างในกรณีของวิกซอล หนึ่งในตัวอย่างของการนำเอา Insight มาต่อยอดพัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคตั้งแต่ยุคบุกเบิกบริษัท คือการคิดค้นน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรกรดไฮโดรคลอริกเป็นสูตรแรกของเมืองไทย เพื่อขจัดคราบและกลิ่นเหม็นที่ฝังลึกในห้องน้ำสมัยก่อน

“เราเป็นเจ้าแรก ๆ เช่นเดียวกันที่ทำผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำมีกลิ่นหอม วิกซอล พิ้งค์ ที่ไม่ใช่แค่ขจัดคราบ แต่มีกลิ่นหอมด้วย” นี่คืออีกตัวอย่างของนวัตกรรมที่นำออกมาสู่ตลาดเป็นเจ้าแรกอย่างไม่มีใครคาดคิด

กรณีของไฮยีน ขณะที่แบรนด์อื่น ๆ ส่วนใหญ่ในตลาดชูจุดขายในการเน้นกลิ่นหอมที่ยาวนาน แต่เมื่อ ไอ.พี. วัน ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างจริงจังแล้ว พบว่าผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่กลิ่นหอม จึงตัดสินใจที่จะนำเสนอ Experiential Segment คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแทน อาทิ ‘ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษ ไฮยีน ดิลีเชียส ซีรีส์’ 2 กลิ่นใหม่ เรียกได้ว่าฉีกกฎผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มที่มีขายอยู่ในตลาด ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นกลิ่นหอมหวาน สดชื่นจากขนมหวาน ที่ผสานนวัตกรรมกลิ่นหอมจากขนมฝรั่งเศสกับความสดชื่นของดอกไม้ มี 2 กลิ่น คือ กลิ่นซัมเมอร์มาการอง และ สปริงคัพเค้ก นี่คือเหตุผลที่ทำให้ไฮยีนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค จนได้รางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด (The Most Chosen Brand) จาก ‘Kantar Brand Footprint Award 2022 Thailand’ ถึง 4 ปีซ้อน

สำหรับแบรนด์ไอวี่เอง ได้มีการสร้างนวัตกรรมด้วยการออกรสชาติใหม่ที่ยังไม่มีใครนำเสนอในตลาดนมเปรี้ยว เช่น พีช กีวี และทับทิม กำลังจะมีรสชาติขนม คือ กลิ่นมิกซ์เบอร์รี่ ชีสเค้ก และกลิ่นเครปเค้กส้ม ซึ่งก็ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเช่นกัน

ตัวอย่างต่าง ๆ ของการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้นำตลาดโดยกล้าทำสิ่งที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน ทำให้แบรนด์ในบริษัทสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคมาโดยตลอด

Grow with Care

แม้จะเติบโตจนมีรายได้หลายพันล้าน แต่สิ่งที่ทายาทคนนี้ให้เครดิตตลอดการสัมภาษณ์คือ พนักงาน ซึ่งบางคนอยู่กับบริษัทมากว่า 30 ปีแล้ว

“เราเรียกเขาว่าพนักงานก็จริง แต่ในบริษัทไม่เคยแบ่งแยก คุณพ่อสอนตลอดว่าเราถือ ถือ 2 หน้าที่ หนึ่งคือผู้บริหาร สองคือเพื่อนที่ร่วมงานด้วยกัน เขาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเวลาคุณย่าเลี้ยงพนักงาน คุณย่าจะแบ่งให้พนักงานกินก่อน ส่วนที่เหลือค่อยให้ครอบครัว ให้ลูกกิน

“พ่อปลูกฝังตั้งแต่ตรงนั้นเลยว่า เรามีวันนี้เพราะใคร ใครบ้างที่มีบุญคุณกับเรา ใครที่เป็นคนช่วยขับเคลื่อนเรา”

การทำงานของไอ.พี. วัน เป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันก็ไม่มีระยะห่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน เพราะผู้บริหารทุกคนต้องเข้าถึงได้ เป็นมิตร และเท่าเทียมกับพนักงานทุกคน

“นอกจากนี้ เรายังมีเวทีให้พนักงานได้กล้าแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการพยายามสร้าง Culture การคิดนอกกรอบ ผ่านการสร้างโปรเจกต์ใหม่ ๆ เพื่อให้พนักงานแต่ละแผนกมีส่วนร่วมในการคิดไอเดีย นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร” 

คุณอู๋สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานรู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมาย ทำให้เขากล้าแสดงความคิดเห็น นำเสนอสิ่งที่แตกต่างจากเดิมหรือที่ยังไม่มีใครคิด และกล้าที่จะพูดออกมา

ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ธุรกิจเติบโตได้กว่า 2 หลักในทุก ๆ ปี โดยเติบโตจากรายได้ 4 พันล้านสู่ 7 พันล้านได้ภายในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

นักธุรกิจหลายท่านอ่านถึงตรงนี้อาจสงสัย ด้วยหลักรายได้ขนาดนี้ ผู้บริหารต้องกำลังวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นแน่ แต่มุมมองของคุณอู๋และครอบครัวนั้นแตกต่าง

“แน่นอนว่าเราต้องมีกำไรเพื่อนำเงินกลับมาประยุกต์ กลับมาขยายกิจการต่อ แต่นั่นไม่ใช่คีย์หลักของเราในการประกอบธุรกิจ

“เราไม่ได้อยากไปอยู่ในสถานะเหมือนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อื่น ๆ ที่บางแห่งต้องพยายามสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนเป็นหลัก เสน่ห์ของเราคือการทำเพื่อคนจริง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจริง ๆ ซึ่งการบริหารแบบธุรกิจครอบครัวยังตอบโจทย์อยู่”

The Future

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไอ.พี. วัน อาจมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นหลัก แต่นั่นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเป้าหมายในมือทายาทคนนี้

“เราต้องการสร้างชื่อเสียงให้กลับมาสู่ประเทศไทย จริง ๆ ประเทศไทยมีชื่อเสียงในการผลิตสินค้าที่ดีและมีคุณภาพอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในอนาคต เราต้องการจะขยายออกไปที่ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงแค่ในบ้านเรา”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้คุณอู๋สร้างแรงใจในการฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ได้มีอยู่ 2 อย่าง

หนึ่ง คือการตั้งเป้าหมายย่อย ๆ หรือ Small Win, Win Often เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับตัวเอง

สอง คือการเป็นนักเรียนรู้ที่เปิดกว้าง เข้าใจตลาด เข้าใจผู้บริโภค และเทรนด์ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ตลอดเวลาเกือบ 50 ปี ไอ.พี. วัน ยึดมั่นในการพัฒนาและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ด้วยวัตถุดิบที่ดี นวัตกรรมที่ดี พร้อมสินค้าที่ครอบคลุม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าคนไทย

และทุกวันนี้ สินค้าของ ไอ.พี. วัน ก็ได้รับการยอมรับจากหลากหลายประเทศ มีการส่งออกมากกว่า 11 ประเทศ มีสาขาอยู่ที่ต่างประเทศด้วย ในเวียดนามและเมียนมา และยังมีการขยายอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าวันหนึ่งจะไม่ใช่แค่คนไทยที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ดี ๆ ของพวกเขา แต่เป็นคนในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวความตั้งใจที่ ไอ.พี. วัน มุ่งมั่นส่งมอบผ่านมือทายาทรุ่นนี้และรุ่นถัด ๆ ไปด้วยใจอย่างไม่หยุดยั้ง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load