ธุรกิจ : โรงเรียนสอนขับรถยนต์ ส.สะพานมอญ

ประเภทธุรกิจ : โรงเรียน

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2490

ผู้ก่อตั้ง : สวง ยังเจริญ และ พิศพงศ์ ยังเจริญ

ทายาทรุ่นสอง : ฑิตยาภรณ์ ทาบทอง และ สันติสุข ทาบทอง

ทายาทรุ่นสาม : พิศริยาภรณ์ ทาบทอง

พ.ศ. 2490 คือปีที่โรงเรียนก่อตั้ง

พ.ศ. 2590 คือปีที่โรงเรียนจะมีอายุครบรอบ 100 ปี

พ.ศ. 2565 คือปีที่โรงเรียนอายุครบรอบ 75 ปี และเป็นปีที่ The Cloud ได้พูดคุยถึงเรื่องราวของโรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบศตวรรษซึ่งผ่านมรสุมมามากมาย จนกลายเป็นโรงเรียนสอนขับรถที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักอย่าง ‘ส.สะพานมอญ’ ในทุกวันนี้

สนามฝึกซ้อมขับรถยนต์พื้นที่ 4 ไร่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยรถจี๊ปคันเก่าและต้นไม้น้อยใหญ่ โลโก้และรูปถ่ายเก่าแก่ของอดีตลูกศิษย์ในภาพสีขาวดำ คงสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่คราคร่ำไปด้วยนักเรียนและผู้มาเยือนไม่มากก็น้อย 

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

หลังจากเลื่อนนัดกันมาหลายครั้ง เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ 3 เดือนถัดมาจากนัดครั้งแรก เราได้มานั่งอยู่ตรงข้าม ครูแต่ม-ฑิตยาภรณ์ ทาบทอง ทายาทรุ่นสองและครูใหญ่ประจำโรงเรียน พร้อม อาร์ททิส-พิศริยาภรณ์ ทาบทอง ว่าที่ทายาทรุ่นสาม เพื่อทำความรู้จักกับ ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบ 100 ปีที่ใส่ใจคุณภาพของลูกศิษย์และคุณครู อีกทั้งรักษามาตรฐานการสอนมาตั้งแต่รุ่นก่อตั้ง

พันธกิจของโรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่แค่สร้างคนขับรถเก่ง แต่ต้องเป็นคนขับรถดี

มาหาคำตอบกันว่า เหตุใดโรงเรียนสอนขับรถขนาดเล็กใจกลางกรุงแห่งนี้ ถึงดำเนินธุรกิจอยู่ได้เกือบร้อยปี และเป็นที่พูดถึงจากทั้งนักเรียนวัยคุณปู่และวัยรุ่น จนมีลูกศิษย์ไปแล้วมากกว่า 86 รุ่น

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

สวง สะพานมอญ 

ขณะนั่งสนทนากับทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของ ส.สะพานมอญ ภายใต้บรรยากาศแสนร่มรื่นของโรงเรียนสอนขับรถ ซึ่งเปรียบเสมือนสวนหย่อมขนาดย่อมใจกลางกรุง ครูใหญ่เริ่มเล่าประวัติของโรงเรียนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เรื่องราวของโรงเรียนแห่งนี้เริ่มต้นจาก คุณพ่อสวง และ คุณแม่พิศพงศ์ ยังเจริญ ตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน และเปิดปั๊มน้ำมันเชลล์บริเวณถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นปั๊มที่ขายดีที่สุดในกรุงเทพมหานคร ณ เวลานั้น เนื่องจากเป็นถนนสายหลักสายแรกของจังหวัด

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

และด้วยความที่คุณพ่อเคยช่วยคุณลุงทำโรงเรียนสอนขับรถ พอมีความรู้เรื่องรถติดตัวมา จึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ โดยการนำชื่อคุณพ่อ ‘สวง’ มาใส่กับชื่อสถานที่ของโรงเรียน และคิดค่าเล่าเรียนเพียง 15 บาทแบบไม่จำกัดครั้ง

แรกเริ่มเดิมทีมีนักเรียนแค่คนเดียว แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนแตะหลักร้อยคน จนกระทั่งมีการออกกฎหมายควบคุมความปลอดภัยของสถานีบริการเชื้อเพลิง ครอบครัวนี้จึงต้องเลิกกิจการปั๊มเชลล์ซึ่งอยู่ริมถนน คงเหลือแต่โรงเรียนสอนขับรถ

ทำเลที่ตั้งของโรงเรียนที่ดีทำให้เป็นที่นิยมของผู้เรียน เพราะอยู่ใกล้สนามหลวง พาหุรัด ถ้าเปรียบกับสมัยนี้ก็เป็นศูนย์กลางเมืองอย่าง Central World

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

ประกอบกับเพลงโฆษณาโรงเรียน ที่คุณแม่พิศพงศ์เกิดไอเดียอยากทำขึ้น หลังจากเห็นความสำเร็จของเพลง ถ่านไฟฉายตรากบ จึงไปจ้างนักแต่งเพลง คุณนคร มงคลายน ในราคา 10,000 บาท จนได้เพลงที่มีประโยคคุ้นหูอย่าง ถ้าอยากขับรถ ต้องเรียนเสียก่อน ส.สะพานมอญ สอนให้ได้ผล” ซึ่งเผยแพร่ทางวิทยุไปทั่ว ทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั้งกรุงเทพฯ

การเรียนของ ส.สะพานมอญ สมัยก่อน เมื่อมีนักเรียนมาสมัคร จะให้ฝึกออกถนนจริงทันที โดยฝึกขับบริเวณถนนเจริญกรุงและพระราชวังสราญรมย์ 

“ออกถนนจริงกันไปเลย บางทีไปถึงเมืองนนท์ ตอนนั้นคุณแม่กะเกณฑ์ว่ารอบ 9 โมงเช้า นักเรียนมากี่คน กระจายไปตามรถจี๊ป มากสุดนั่งไป 5 คน บรรทุกกันไป น้อง ก ขับเสร็จหมดเวลาก็ไปนั่งข้างหลัง ให้น้อง ข มานั่งขับ จนกระทั่งน้อง ค น้อง ง กลับมา 11 โมงถึงเที่ยง คนที่นั่งก็รอดูเพื่อนขับ ใจหายใจคว่ำ เรียนรู้ไปด้วยว่าเพื่อนคนนี้ทำไม่ดียังไง เอามาปรับปรุงตัว สนุกดีนะ บางครั้งก็ซอกแซกในสวนเพราะคดเคี้ยวดี ส่วนเมืองนนท์เนี่ย ทำให้นักเรียนเลี้ยวไปเลี้ยวมาจนมีความชำนาญ” ครูใหญ่กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

นอกเหนือจากการสอนขับรถ โรงเรียนยังได้เปิดแผนกเครื่องยนต์ ได้แก่ หลักสูตรช่างยนต์และไฟฟ้า แต่ก็ปิดตัวลงเนื่องจากทางรัฐบาลได้จัดตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นมาทั่วประเทศ ณ เวลานั้น

สานต่อ สะพานมอญ 

แรกเริ่มเดิมที ครูใหญ่ไม่เคยคิดจะสานต่อกิจการโรงเรียนสอนขับรถ แต่มีเหตุผล 2 ประการ ทำให้เธอหันมาบริหารธุรกิจครอบครัวให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง

ครูใหญ่เล่าให้พวกเราฟังว่า ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ครูใหญ่เป็นน้องเล็กสุด ตอนเด็กเรียนอยู่โรงเรียนราชินี ต่อมาเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังเรียนจบก็ไปศึกษาต่อเนติบัณฑิตที่ศาลสนามหลวง เข้าทำงานที่สำนักงานทนายความในละแวกเดียวกับโรงเรียนสอนขับรถ พอเลิกเรียนหรือเลิกงานก็กลับมาช่วยคุณแม่ ชีวิตของท่านอยู่ใกล้ ส.สะพานมอญ ตั้งแต่ยังเด็กจนมีความผูกพัน

แม้ว่าคุณแม่จะไม่ได้บังคับให้สืบทอดธุรกิจ แต่เหตุผลสำคัญอีกประการคือ คำสั่งเสียจากคุณพ่อ ตอนที่ท่านป่วยหนัก ท่านบอกลูกสาวคนนี้ว่า ให้ทำโรงเรียนต่อไป

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

โลกเปลี่ยน รถเปลี่ยน โรงเรียนก็ต้องเปลี่ยน

การกลับมาในครั้งนั้น ทำให้พบว่าโรงเรียนเสื่อมโทรมไปมาก บางวันแทบไม่มีคนมาเรียนเลย 

“แต่คุณแม่ครูก็ยังนั่งทำงานด้วยความรัก ถึงแม้บางวันไม่มีนักเรียนมาสมัครเลย คุณแม่ก็ยังนั่งรับโทรศัพท์ ท่านรักโรงเรียนมาก และยังนั่งทำงานจนอายุเกือบ 90” 

สิ่งแรกที่ครูใหญ่ทำ คือสำรวจโรงเรียนอย่างถี่ถ้วนว่าทำไมความนิยมถึงลดลง ขณะนั้นมีโรงเรียนสอนขับรถคู่แข่งเปิดมากมาย หลายโรงเรียนราคาถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง บางโรงเรียนมีข้อตกลงกับกรมการขนส่งทางบก เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการสอบใบขับขี่ จึงตอบโจทย์ผู้เรียนมากกว่า

โจทย์ใหญ่ของทายาทคนนี้คือ ต้องพื้นฟูโรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบ 100 ปี ให้กลับมามีชีวิตสดใสอีกครั้งหนึ่ง

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กรมการขนส่งทางบกกำลังมองหาโรงเรียนสอนขับรถที่มีมาตรฐานและศักยภาพเพียงพอเข้าสู่ระบบ สามารถสอบใบขับขี่แทนกรมการขนส่งทางบกได้ และยังมีเป้าหมายลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งประเทศไทยมีตัวเลขสถิติเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ส.สะพานมอญ ซึ่งตั้งใจสร้างคนขับรถที่ดี จึงไม่รอช้าที่จะเข้าร่วม

“หลังจากที่กรมการขนส่งทางบกมอบอำนาจให้เราสอบใบขับขี่ได้ ครูพอใจและมีความสุขที่สุดเลย เพราะสิ่งที่ทุกคนมุ่งหมายในการมาเรียนขับรถ คือได้ใบขับขี่ ในเมื่อเราทำหน้าที่นี้แทนได้ มันจะมีอะไรดีไปกว่านี้” 

พื้นที่เดิมแถวเจริญกรุงคับแคบเกินไป คุณแม่จึงมาซื้อที่ดินใหม่ขนาด 4 ไร่ ใกล้วัดบุปผารามวรวิหาร โดยมีครูใหญ่เป็นคนออกแบบเองทั้งหมด จนเกิดเป็นสนามซ้อมขับรถที่มีคุณภาพ ออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อช่วยให้การฝึกมีประสิทธิภาพและเป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ผู้เรียน

“ถ้าหัดตรงนี้ไม่ดีก็เปลี่ยนใหม่ สะพานอยู่ตรงไหนดี อยู่รอบนอกไม่ดี เพราะนักเรียนหัดทุกรอบต้องใช้ความเร็ว คนขับไม่เป็นทำยังไง ถ้าต้องวนเลี้ยวแล้วชนกันก็ไม่เอา” ครูใหญ่กล่าว

ทั้งการนำโรงเรียนเข้าสู่ระบบและการสร้างสนามใหม่ ช่วยดึงดูดให้ผู้เรียนจำนวนมากกลับมาเรียนกับ ส.สะพานมอญ อีกครั้ง จากที่เคยเงียบเหงาก็กลับมามีชีวิตชีวา มีนักเรียนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเสมอ 

“มันเหมือนกับบอกว่า เฮ้ย ส.สะพานมอญ ยังอยู่นะ” ครูใหญ่ยิ้มกว้าง

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี
ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

เปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป

ครูใหญ่เปลี่ยนแปลงโรงเรียนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการสอนที่ได้ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และการย้ายที่ตั้งเพื่อให้ทันต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ และให้อยู่รอดในช่วงเวลาที่มีโรงเรียนสอนขับรถหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก

แต่ยังมีบางสิ่งที่คงไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

ประการแรกคือ การให้ฝึกขับรถจี๊ป ถึงแม้ปัจจุบัน ส.สะพานมอญ จะนำรถเก๋งรุ่นใหม่มาให้นักเรียนฝึก แต่ทางโรงเรียนยังคงเอกลักษณ์รถวัยคุณปู่เอาไว้ โดยนักเรียนใหม่ต้องฝึกขับรถชนิดนี้ เพื่อเรียนรู้การใช้เกียร์และคลัตช์เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เนื่องจากรถจี๊ปขับง่าย ทนทาน มองเห็นทัศนะรอบข้างชัดเจน อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของ ส.สะพานมอญ 

ประการที่สอง คือความซื่อสัตย์และจริงใจ ครูใหญ่มักพูดเสมอว่าต้องจริงใจและซื่อสัตย์กับลูกค้า ความดีเหล่านี้จะทำให้โรงเรียนอยู่ได้ เหมือนการมาเรียน 10 ชั่วโมงเพื่อได้ใบขับขี่ ไม่ได้ทำให้ขับชำนาญ ทางโรงเรียนต้องพูดกับผู้เรียนตรง ๆ ต้องมีการฝึกฝนเพิ่มเติมอีก ทั้งครูใหญ่ยังคอยชี้แนะนักเรียนเสมอว่ายังบกพร่องในจุดใด ความดีเหล่านี้ทำให้โรงเรียนเป็นที่พูดถึงกันปากต่อปากจากอดีตนักเรียนสู่นักเรียนใหม่ ๆ

และประการที่สาม คือพันธกิจที่ส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นแรกว่า จะไม่สร้างแค่คนขับรถเป็น แต่ต้องสร้างพลเมืองที่ดีและมีความรับผิดชอบบนท้องถนน

เคล็ดลับครองใจมือใหม่หัดขับ

“ส.สะพานมอญ เป็นที่ที่ค่าเรียนแพงที่สุด”

ครูใหญ่เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันค่าเรียนขับรถมีหลายระดับราคา โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 บาท บางโรงเรียนลดราคาต่ำกว่านั้นเพื่อการแข่งขันที่มีมากขึ้นในท้องตลาด แต่ ส.สะพานมอญ มีค่าเรียนแพงที่สุดที่ 6,500 บาท และไม่เคยคิดจะลดราคา

ครูใหญ่ให้เหตุผลว่า ค่าดูแลสถานที่ ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าจ้างครูฝึก เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี การลดราคาจะทำให้มาตรฐานและคุณภาพการเรียนการสอนที่พยายามรักษามาตั้งแต่อดีตลดลงได้

การเอาใจใส่ผู้เรียนเป็นหลักการบริหารโรงเรียนข้อแรก เป็นเหตุผลที่โรงเรียนได้รับความไว้วางใจเสมอมา โดยไม่เกี่ยงเรื่องราคา

“เราเลือกครูฝึกที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน เพื่อให้นักเรียนได้ประโยชน์สูงสุดจากการเรียน ถ้าเป็นครูมีอายุมากนิดหนึ่ง เขาก็จะชอบนักเรียนหัวอ่อน ไม่ชอบนักเรียนดื้อ ถ้าครูที่วัยรุ่น ก็จะรับนักเรียนที่วัยรุ่นเหมือนกัน เคมีจะเข้ากัน

“ในกรณีที่นักเรียนเข้ากับครูฝึกไม่ได้ เราจะให้เปลี่ยนครู เพราะอยากให้ทั้งผู้เรียนและครูสบายใจกับการเรียนการสอน หรือกรณีที่ต้องฝึกถึงตอนเย็น เราจะอยู่ด้วยตลอด ไม่ปล่อยให้นักเรียนอยู่ลำพังกับครูฝึก จะเย็นแค่ไหนก็ต้องอยู่ จะกลับก็กลับพร้อมกัน”

นั่นคือภาคปฏิบัติ 

ส่วนภาคทฤษฎี ด้วยความที่ครูใหญ่เรียนจบด้านกฎหมาย จึงเป็นคนสอนหลักการ วิธีการสอนก็ไม่ใช่แค่เพียงท่องจำ แต่ต้องยกกรณีศึกษามาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้ขับขี่ที่ดี

“เรามองนักเรียนเป็นผ้าขาวสะอาด เขาไม่รู้หรอกว่าความทุกข์ยากในการต่อสู้คดีบนชั้นศาลเป็นยังไง ดังนั้น เราต้องพูดให้เขาฟัง ให้เขาเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎจราจร”

ในทุกการเรียน ครูใหญ่จะติดตามผลว่านักเรียนแต่ละคนยังไม่แข็งแรงในเรื่องใด ควรไปฝึกเพิ่มในจุดไหน พร้อมทั้งแนะนำช่องทางการเรียนรู้เพิ่มเติม 

“การทำข้อสอบในคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกับการขับรถ ข้อสอบถามมาว่า ถ้าระหว่างขับรถเกิดยางระเบิดต้องทำยังไง เวลานั้นเราไม่มีเวลามาคิดนะ ต้องคิดในเครื่องก่อนนี่แหละ” 

นอกจากนี้ ที่นี่ยังสอนความรู้อื่น ๆ อย่างเรื่องเครื่องยนต์กลไกพื้นฐาน การดูแลเบื้องต้น เช่น ระบบหม้อน้ำ แบตเตอรี่ และยางรถยนต์ เป็นต้น เป็นการย้ำเตือนว่านักเรียนทุกคนต้องรู้กฎหมายและการดูแลความปลอดภัยขั้นแรก เพราะในสถานการณ์จริงจะทำให้นักเรียนเป็นนักขับขี่ที่ดี มีทัศนคติที่ดีบนท้องถนน เพื่อสร้างสังคมแห่งการขับขี่ปลอดภัยต่อไป

“เราคือโรงเรียนที่ให้มากกว่าใบขับขี่ แต่คุณจะได้อย่างอื่นกลับไป เช่น การเป็นผู้ขับขี่ที่ดี”

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

สาม สะพานมอญ

ส.สะพานมอญ ดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเกิดการระบาดโควิด-19 และทายาทรุ่นสามได้เข้ามาช่วยสานต่อ

อาร์ททิส-พิศริยาภรณ์ ทาบทอง ทายาทรุ่นสาม สำเร็จการศึกษาจากอังกฤษและไปค้นหาตัวเองจากการทำงานอาชีพอื่น กระทั่งช่วงโรคระบาด เธอได้หันกลับมามองว่า ส.สะพานมอญ พัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ โรงเรียนสอนขับรถแห่งนี้จึงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

  ในช่วงโควิด-19 อาร์ททิสได้ทดลองสอนนักเรียนผ่าน Zoom และรับสมัครนักเรียนทางออนไลน์ ทำให้นักเรียนสมัครและเรียนได้ทันที

“แต่ออนไซต์จะดีกว่าค่ะ มาตรการอบรมคือครูจะเรียกถาม ถ้าใครหลับนะ ครูจะเรียกเลย” ครูใหญ่ซึ่งเป็นผู้สอน เสริมขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะ

ขณะเดียวกันทางโรงเรียนได้เพิ่มหลักสูตรภาษาอังกฤษขึ้นมา เพราะพบว่ามีชาวต่างชาติในประเทศไทยจำนวนมากต้องการสอบใบขับขี่ ทางโรงเรียนนำครูฝึกที่มีศักยภาพไปอบรมภาษาอังกฤษเพื่อฝึกสอนภาคปฏิบัติ ส่วนการสอนภาคทฤษฎีจะมีคำบรรยายภาษาอังกฤษจากกรมการขนส่งทางบกมาให้ 

เรื่องหมู ๆ ที่ไม่หมู

การบริหารโรงเรียนที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งยังคงดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอุปสรรค แต่ทั้งครูใหญ่และอาร์ททิสกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การบริหารที่ยากที่สุดคือ การสอนภาคปฏิบัติและตัวครูผู้สอน 

อาร์ททิสพูดให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า “การปฏิบัติยากที่สุด เพราะครูฝึกต้องมีศักยภาพ ต้องมีวุฒิที่จะสอนนักเรียนได้ ไม่ใช่ว่าใครก็สอนได้ เพราะฉะนั้น ทรัพยากรบุคคลจึงหายากที่สุด ไม่ใช่แค่เฉพาะโรงเรียนเรา แต่เป็นทุกโรงเรียน เพราะถ้าไม่มีครูฝึก ก็ไม่มีทางทำโรงเรียนได้”

ครูฝึกสอนขับรถต้องเชี่ยวชาญในการขับรถ เพราะนักเรียนที่มาเรียนคือมือใหม่ที่ขับรถไม่เป็น ครูจึงต้องชำนาญและช่วยนักเรียนได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ 

ครูฝึกต้องผ่านการอบรมใบอนุญาตและต่ออายุอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการสอบที่ยากมาก มีทั้งข้อเขียนและภาคปฏิบัติ ครูฝึกสอนขับรถดี ๆ หาไม่ได้ง่าย ๆ โรงเรียนจึงต้องดูแลครูฝึกให้ดีที่สุด

“เรามีครูฝึกก็ต้องรักษาเขาไว้ ต้องดูแลเขาดี ๆ ให้พอใจที่จะทำงานกับเรา” ครูใหญ่กล่าวให้พวกเราฟัง

“เราให้ครูฝึกทำงาน 8 โมงถึงบ่ายโมง 3 ครึ่ง หากใครขยันจะปล่อยให้ถึง 5 โมงครึ่ง ซึ่งถือเป็นโรงเรียนที่ให้ครูฝึกทำงานน้อยมาก เพราะทางโรงเรียนจ่ายเงินเดือนเป็นรายเดือน ขณะที่โรงเรียนอื่น ๆ ให้เงินวัดจากชั่วโมงทำงาน บางคนทำ 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม 

“มีครูคนหนึ่งเคยปั่นชั่วโมงจนร่างกายพังพินาศ ไม่ไหว พอมาอยู่กับเราแม้ได้เงินน้อยกว่า แต่ชั่วโมงการทำงานเหมาะสมขึ้น เขาก็มีความสุขขึ้น” ครูใหญ่เล่าให้ฟัง

ครูใหญ่ อาร์ททิส และ ส.สะพานมอญ ตั้งใจดูแลครูฝึกอย่างดี มีสวัสดิการอาหารกลางวัน ครูฝึกจะได้ไม่ต้องออกไปซื้อข้างนอก ที่สำคัญ เป็นโรงเรียนที่ให้เกียรติครู เพราะอาชีพนี้มีความเสี่ยงสูง

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน
โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

เดินช้า แต่เดินไปข้างหน้าเสมอ

ถึงแม้ตอนนี้ทายาทรุ่นสองยังคงสนุกกับการทำงาน แต่ทายาทรุ่นสามก็เริ่มวางอนาคตในแบบของตัวเองเอาไว้แล้ว

อาร์ททิสตั้งใจจะเพิ่มหลักสูตรการขับขี่รถจักรยานยนต์และรถบรรทุก แต่ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องสถานที่ เนื่องจากสนามฝึกขับรถบริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 มีขนาดคับแคบไป และหาซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงไม่ได้ เนื่องจากเป็นที่พักอาศัย 

“ก่อนหน้านี้เราเปิดสอนขับขี่จักรยานยนต์ที่นี่ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้เคร่งครัดเรื่องเนื้อที่ใหญ่อะไรมาก” ครูใหญ่เอ่ย พร้อมเล่าว่าจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ก่อนหน้านี้จึงไม่อยากสอน แต่ภายหลังกลายเป็นความจำเป็นของทักษะอาชีพ เพราะความนิยมของเดลิเวอรี่ ทำให้อาชีพไรเดอร์เป็นที่นิยม มีผู้สนใจสมัครเรียนมาก เนื่องจากใบขับขี่รถจักรยานยนต์ทำได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี เด็กวัยนั้นยังไม่รู้กฎจราจรดีนัก ความคิดของครูใหญ่จึงเริ่มเปลี่ยนไป ถ้าโรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนแล้วช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ก็คงดีไม่น้อย

Business Lesson

ครูใหญ่นิยามบทเรียนที่ได้รับจากการเข้ามาบริหาร ส.สะพานมอญ ไว้ว่า

“ส.สะพานมอญทำให้ครูมีกินมีใช้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่พ่อแม่ได้มาก็ส่งเสียลูกเรียนต่างประเทศ มีความเป็นอยู่ในครอบครัวที่ไม่ได้กระเบียดกระเสียรอะไร ก็หล่อหลอมให้ครูเป็นคนที่มีความใจกว้าง”

“บางทีเรามองในเชิงธุรกิจเกินไป คุณภาพจะลดลง เพราะฉะนั้น ต้องมองว่าธุรกิจไม่ได้มีแต่เรื่องเงิน คุณภาพของบริการต้องควบคู่ไปด้วย มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องไปด้วยกัน” ทายาทรุ่นสามตอบอย่างภาคภูมิใจ

ส.สะพานมอญ 

ทายาทรุ่นสองเข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างนับตั้งแต่วันแรก

จากเด็กผู้หญิงที่อยู่ใกล้ชิดกับ ส.สะพานมอญ ตลอดช่วงชีวิต และได้ออกไปเดินทางตามเส้นทางตัวเอง สู่การกลับมาสานต่อกิจการครอบครัวอีกครั้งในวัย 50 ปี

นี่คือการเดินทางครั้งใหม่ของโรงเรียนอายุเกือบ 100 ปี

โรงเรียนแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโต แม้จะผ่านมา 75 ปี จากยุคที่ใช้รถจี๊ปจนถึงยุครถเก๋ง ส.สะพานมอญ พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานให้กับนักเรียนเสมอ

ในอนาคต รถที่ใช้ในโรงเรียนอาจเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทุกวัน แต่การรักษาไว้ซึ่งความดี ความซื่อสัตย์ การบริหารอย่างจริงใจ เป็นสิ่งที่ทายาททั้งสองจะไม่ยอมเปลี่ยน

ธุรกิจที่ดีไม่ควรนึกถึงผลกำไรมากเกินไป 

นี่คือบทเรียนสำคัญของครูใหญ่ เพราะการได้เห็นนักเรียนอยากมาสมัครเรียน มีความสุขกับการเรียน และจบออกไปเป็นผู้ขับขี่ที่ดี คือความภาคภูมิใจที่สุดในฐานะทายาทธุรกิจนี้

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : กลุ่มบริษัท เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 

ปีที่ก่อตั้ง : ค.ศ. 1960

อายุ : 62 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : จุ่นเซ็ง แซ่ก๊วย

ทายาทรุ่นสอง : ปรีชาศิวัต และ พัสธพงษ์ อัศวนันต์ธนา 

ทายาทรุ่นสาม : ณัทชนันท์ อัศวนันต์ธนา และครอบครัว 

เอี่ยวไถ่เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า เจริญรุ่งเรืองและดี เป็นร้านสุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่มีน้ำจิ้มสูตรเด็ดและการหมักหมู ไก่ เนื้อ ด้วยเครื่องเทศที่ไม่เหมือนใคร คงกรรมวิธีเดิมแม้ผ่านกาลเวลามายาวนาน ทำให้อยู่มาถึง 60 ปี 

จากภัตตาคารแถวปิ่นเกล้าที่อยู่ในภาพจำของใครหลายคน วันนี้เอี่ยวไถ่เดินเข้าห้างสรรพสินค้าด้วยลุคใหม่ถึง 13 สาขา แตกแบรนด์ออกเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ1960 เอี่ยวไถ่ Suki BBQ และ เอี่ยวไถ่ express ที่มีความโมเดิร์นขึ้นแต่ยังคงบรรยากาศอบอุ่น และอยากบอกให้รู้ว่าไม่ได้มีแค่สุกี้ แต่มีหมูกระทะรุ่นพ่อพร้อมอาหารไทยจีนหลายอย่าง ให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงสบาย ๆ เหมือนทานอาหารที่บ้าน 

แชร์-ณัทชนันท์ อัศวนันต์ธนา เป็นตัวแทนทายาทรุ่นสามของครอบครัว มาเล่าเส้นทางการเติบโตของธุรกิจกงสี เปิดมุมมองว่าทำไมถึงคิดว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย และความมุ่งมั่นอยากสานต่อลูกค้าจากรุ่นสู่รุ่นให้คนรุ่นใหม่อยากเดินเข้าร้าน  

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย

สุกี้โบราณชามละ 5 บาท

“สุกี้ยากี้ ดีจริง ๆ” คือป้ายการันตีความอร่อยที่ติดใต้ชื่อร้านเอี่ยวไถ่สุกี้ ณ โรงหนังเฉลิมนคร บริเวณคลองถมเก่าใน พ.ศ. 2503

ยุคแรกเริ่มของ อากงจุ่นเซ็ง แซ่ก๊วย เริ่มจากขายสุกี้เป็นชาม ชามละ 5 บาท เมื่อย้ายมาอยู่แถวกองปราบฯ ก็พัฒนาเป็นหม้อมีหูใบเล็กต้มด้วยเตาแก๊ส ขายหม้อละ 60 – 80 บาท 

นอกจากสุกี้ยังขายกระทะปิ้งเจงกิสข่านตั้งแต่เริ่มกิจการ มีเรื่องเล่าว่าชนเผ่ามองโกลสมัยก่อนประยุกต์ใช้โล่สำหรับรบมาทำเป็นกระทะ จึงเกิดชื่อเรียกว่ากระทะปิ้งเจงกิสข่าน เกิดเป็นหมูกระทะรุ่นแรกและเป็นต้นตำรับปิ้งย่างในปัจจุบัน

สุกี้โบราณของเอี่ยวไถ่เป็นสูตรจีนแต้จิ๋ว โดดเด่นที่น้ำจิ้มสูตรผสมเต้าหู้ยี้และเต้าเจี้ยว หอมสมุนไพรจีน หมักหมูหรือเนื้อกับเครื่องเทศให้นุ่ม เติมไข่ไก่ 1 ฟองแล้วเทลงไปในหม้อทั้งจาน เข้ากันดีกับน้ำซุปที่ปรุงมาอย่างกลมกล่อม 

ลูกค้าเป็นคนทุกวัยมาตั้งแต่อดีต ผู้ใหญ่มักชอบกินสุกี้เป็นพิเศษ ส่วนลูกหลานก็มีกระทะปิ้งเป็นตัวเลือกให้ทานได้ไม่เบื่อ 

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย
62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย

กลยุทธ์การเข้าห้างของเอี่ยวไถ่

กิจการเริ่มต้นจากร้านรถเข็น เติบโตเป็นภัตตาคารเอี่ยวไถ่แถวปิ่นเกล้า เริ่มขยายสาขาแบบ Stand Alone ในยุคทายาทรุ่นสอง ต่อมาด้วยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกครอบครัวในธุรกิจกงสีของรุ่นถัดมาทำให้ขยายสาขาในห้างสรรพสินค้าได้ถึง 13 สาขาในปัจจุบัน

ทายาทรุ่นสามเล่าย้อนถึงตอนที่เริ่มเข้าห้างสรรพสินค้าครั้งแรกเมื่อ 8 ปีที่แล้วว่า “ช่วงลูกหลานเริ่มเรียนจบ คุณพ่อและญาติเริ่มอยากย้ายมาอยู่ในห้าง รุ่นเรารับแนวคิดจากรุ่นพ่อแม่มาทำให้เป็นรูปธรรม เดินหาลูกค้า หาทำเลที่เข้าไปอยู่ในเมืองเพิ่มจากที่อยู่แค่ฝั่งธนฯ ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น” 

การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในช่วงนั้นทำให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เน้นเลือกทำเลตามแลนด์มาร์กหลากหลาย ทั้งย่านคนจีน ย่านธุรกิจ ย่านทำงาน ย่านช้อปปิ้ง

เมื่อเดินเข้าห้างสรรพสินค้า การแต่งตัวและการตลาดต้องปรับเปลี่ยนตามเล็กน้อย เหล่าทายาทรุ่นสามเลือกรีแบรนด์เอี่ยวไถ่โดยยังคงความเป็นตัวเอง แต่ก็เหมาะกับสถานที่และยุคสมัยมากขึ้น

เปลี่ยนจากใช้คำว่าสุกี้เป็นสุกี้โบราณ เพื่อเน้นจุดเด่นของสูตรแต้จิ๋วดั้งเดิมที่ทำมานานกว่า 60 ปีให้แตกต่างจากร้านสุกี้อื่น ๆ ในห้าง อีกทั้งยังแตกชื่อร้านเป็น 3 แบรนด์ย่อย คือ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ1960 เอี่ยวไถ่ Suki BBQ และ เอี่ยวไถ่ express ซึ่งมีเมนูคล้ายกัน แต่เน้นจุดเด่นและการสื่อสารการตลาดแตกต่างกันเล็กน้อย

สำหรับเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ1960 นั้นเน้นจุดเด่นเหมือนภัตตาคารรุ่นแรกคือสุกี้ พร้อมปรับการตกแต่งร้านให้เป็นจีนโมเดิร์นขึ้น แต่ยังคงบรรยากาศสบาย ๆ เหมือนการกินอาหารที่บ้านกับครอบครัว  

เป็นความโมเดิร์นที่ทายาทรุ่นสามบอกว่า ยังอยากให้เข้าถึงง่ายและไม่ดูหรูหราเกินไป 

“อยากให้ลูกค้าเข้ามาแล้วมีกลิ่นอายของแต้จิ๋วกับต้นตำรับดั้งเดิมอยู่บ้าง นั่งแล้วรู้สึกโอเค ไม่เคอะเขิน ไม่เกร็ง ลูกค้ากล้าเดินเข้ามาหาเรา”

ตัวตนของเอี่ยวไถ่ทุกสาขาที่ยังยึดเหมือนเดิมตั้งแต่อดีต คือการเข้าถึงคนทุกเจเนอเรชันในครอบครัว ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่พ่อแม่ลูก แต่ยังรวมถึงคนวัยทำงานและวัยรุ่นด้วย

“เราอยากทาบรอยต่อกับลูกค้าคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อสร้างรอยต่อไปเรื่อย ๆ ให้มีลูกค้าทุกวัย” การเลือกทำเลของห้างที่หลากหลายในการขยายสาขา จึงเป็นการเดินเข้าหาสมาชิกครอบครัวในแต่ละวัยที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย
62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย


“โชคดีที่เราอยู่ได้ในหลายตลาด”  

สำหรับคนที่ชอบทานอาหารจีนดั้งเดิม เอี่ยวไถ่มีเมนูอาหารจีนที่หาทานยากอย่าง ฮื่อแซ (ปลาดิบจีน) ขาหมูเย็น เมนูเด็ดที่มาแล้วต้องทาน คือ ก๋วยเตี๋ยวหลอดปู เนื้อปูก้อนผัดผงกะหรี่ หอยจ๊อปู โดยเคล็ดลับที่ทำให้ลูกค้าติดใจมายาวนาน คือการเน้นคัดวัตถุดิบเกรดพิเศษ ถ้าเป็นเนื้อปูต้องเป็นแบบหวานสดอร่อยจากสุราษฎร์ธานี คากิหมั่นโถวต้องเลือกเฉพาะอุ้งเท้าหมูด้านหน้าเท่านั้น ส่วนเป็ดปักกิ่งและหมูหันฮ่องกงต้องทานได้ทั้งตัว เป็นสูตรดั้งเดิมที่ล้วนสืบทอดกรรมวิธีมาจากรุ่นสู่รุ่น ปิดท้ายด้วยของหวานยอดนิยมที่คนชอบสั่งตลอดมาอย่างเผือกหิมะ พุทราทอด

ถ้านับรวมทุกเมนูทั้งหมดมีราว 300 กว่าเมนูเพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกค้า

“คนเข้าใจว่าเราขายแค่สุกี้แต่เรามีทั้งอาหารไทยและจีนที่พร้อมเสิร์ฟด้วย อยากให้คนทุกรุ่นในครอบครัวเมื่อเดินเข้ามาแล้วไม่ตั้งคำถามว่า แล้วฉันจะกินอะไรล่ะ แต่รู้ว่าทานอะไรได้”

สำหรับสาขาเอี่ยวไถ่ Suki BBQ นั้นเน้นการสื่อสารว่าไม่ได้มีแค่สุกี้ แต่มีกระทะเจงกิสข่านด้วย ส่วนเอี่ยวไถ่ express เน้นอาหารจานเดียวแนวสตรีทฟู้ด ลดขนาดจานลงให้เหมาะกับกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มาทานคนเดียว การตกแต่งร้านใส่ความสนุกและบรรยากาศของคาเฟ่จีนสมัยใหม่ที่มีความโมเดิร์นมากกว่าเอี่ยวไถ่ 1960

“โชคดีที่เราอยู่ได้ในหลายตลาด” แชร์บอกว่าตลาดสุกี้เป็นตลาดใหญ่ เช่นเดียวกับอาหารจีนและไทย ทำให้มองเห็นโอกาสในการเติบโตไปข้างหน้า 

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย

สุกี้สูตรคลาสสิกที่ติดเทรนด์ 

ความท้าทายของเอี่ยวไถ่ในรุ่นปัจจุบันของทายาทรุ่นสาม คือการเก็บฐานลูกค้าเก่าไว้และตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ในขณะเดียวกัน

ด้วยความที่เป็นร้านสุกี้ที่เปิดมาเนิ่นนานกว่า 60 ปี จึงทำให้มีแฟนคลับโดยเฉพาะคนรุ่นเก๋าที่เป็นลูกค้าขาประจำ “บางอย่างถ้ารสชาติผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวลูกค้าจะจำได้ นั่นคือเหตุผลที่เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาแล้วอยากให้ได้ทานรสชาติที่คิดถึง”

“ดังนั้น ในแง่รสชาติไม่ว่าผ่านมากี่ยุคสมัยเราจึงยังคงรสชาติพื้นฐานแบบเดิม คือสิ่งที่ลูกค้าชื่นชอบอย่างน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว”  

ในขณะเดียวกันแชร์ก็เชื่อในการไม่หยุดพัฒนาโดยการเพิ่มวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมตามยุคสมัย 

“เราเคยทำสุกี้ปลาแซลมอน เพราะแซลมอนติดเข้ามาในเทรนด์ มีเมนูพิเศษอย่างสุกี้เนื้อวากิวสำหรับคนที่ชอบทานเนื้อ ปรับเมนูตัวเลือกที่ทานเสริมคู่กับสุกี้ได้มากขึ้น เพิ่มเมนูเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่คำนึงถึงสุขภาพมากขึ้น” 

แม้จะเรียกว่าเป็นสุกี้โบราณที่เป็นตำรับดั้งเดิม แต่แชร์บอกว่าไม่อยากให้คนรู้สึกว่าเป็นของโบราณ “อาหารไม่เคยล้าสมัย อาหารยังอยู่บนยุคสมัย ไม่ว่าจะมีอะไรใหม่มาก็เป็นของที่เข้ามาเพิ่มใหม่ในชีวิต แต่ยังไงอาหารก็ยังคง On trend”

การปรับเปลี่ยนจึงเน้นพัฒนาโดยไม่เสียความเป็นตัวเองของสุกี้โบราณที่แข็งแกร่ง แต่เพิ่มตัวเลือกทั้งเมนูและโปรโมชันบุฟเฟต์ ที่ปรับไปตามยุคเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าสนใจเดินเข้าร้าน

เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า
เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า

สานต่อการบริหารในครัว 

การขยายสาขาเข้าห้างสรรพสินค้าไม่ได้มีเรื่องที่ต้องคำนึงแค่หน้าร้าน แต่รวมถึงการพัฒนาระบบหลังบ้านด้วย 

“รุ่นพ่อแม่เรา คนครัวสำคัญมาก เพราะไม่ได้เปิดหลายสาขา กำลังผลิตยืนอยู่บนสาขาเดียวทำให้ดูแลง่าย” 

เมื่อเปิดสาขาเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ต้องคุมคือมาตรฐานที่ทำให้อาหารออกมารสชาติเหมือนกัน รุ่นสามจึงเพิ่มครัวกลาง ซึ่งหมายถึงสถานที่หรือโรงงานผลิตที่กระจายสินค้านี้ไปให้หลายสาขาในทุกไลน์อาหาร 

แชร์เล่าว่าแม้ทางบ้านไม่ได้เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่เป็นเรื่องปกติที่ต้องสร้างความเข้าใจเพิ่มเติมระหว่างรอยต่อระหว่างยุค สิ่งที่พิสูจน์ว่ามาถูกทางคือผลลัพธ์ การมีครัวกลางทำให้กระบวนการทำงานง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

“ไม่ได้หมายความว่าเราพึ่งฝีมือคนครัวน้อยลง เรายังต้องใช้ฝีมือคนครัวอยู่ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้หัวหน้ากุ๊กระดับเชฟทั้งหมดเหมือนสมัยก่อน ตอนนี้มีเครื่องจักรมาช่วยเสริม สิ่งที่ตามมาคือกำลังผลิตที่มากขึ้น โดยที่ความผิดพลาดของคนน้อยลง เราผลิตหมู 10 20 100 1000 กิโลกรัม ด้วยคุณภาพเดียวกัน เราพัฒนาคนได้ง่ายขึ้น ขยายงานได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนแรงงานได้มากขึ้น เวลาวัตถุดิบมาถึง เราแบ่งใช้งานตามอัตราส่วน ทำให้ได้รสชาติที่เหมือนเดิม”

โดยทายาทรุ่นสามบอกว่าสำหรับเอี่ยวไถ่ รสชาติเหมือนเดิมของอาหารนั้น 95 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าสำเร็จแล้ว 

นอกจากใช้ครัวกลางเสริมในกระบวนการทำงาน สิ่งที่ต้องสานต่อให้เหมือนเดิมคือกระบวนการทำซอส น้ำจิ้มสุกี้รสหนึ่ง น้ำจิ้มกระทะปิ้งเป็นอีกรสหนึ่ง ใช้แม่ซอสสูตรเดิมสำหรับทำอาหารหลายเมนู และต้องหมักหมู เนื้อ ไก่ ด้วยสูตรเดิมด้วย

ส่งต่อความเชื่อใจจนถึงยุคเดลิเวอรี่ 

สำหรับครอบครัวเอี่ยวไถ่ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากคนรุ่นก่อนคือความซื่อสัตย์กับลูกค้า ‘ลดไม่ได้ เพิ่มได้’ รักษาคุณภาพวัตถุดิบให้เหมือนอดีต วัตถุดิบที่ดีหมายถึงคอนเนกชันต้องดีด้วย

สิ่งเหล่านี้แชร์ได้เรียนรู้จากครอบครัว

“หมูสำหรับสุกี้ต้องเป็นหมูแต่งเกลี้ยง ตัดมันออก หมักอย่างดีให้นุ่ม ทานง่าย วันนี้หมูแพงขึ้นแต่เรายังคงแบบเดิมอยู่และจะทำแบบนั้นต่อไป ผักต้องคัดตัดแต่ง ทำความสะอาดให้ดี ใช้ของสดใหม่ทุกวัน ไม่มีค้างไว้ 2 – 3 วันครั้ง 

“ทุกวันนี้เป็ดปักกิ่งมีหลายรูปแบบ แต่เรายังเลือกเป็น Conservative Style คือใช้เป็ดทั้งตัวขนาดใหญ่เท่านั้น ตัวเล็กไม่ได้ นี่คือการที่ลูกค้าได้กินอาหารคุณภาพจริง ๆ” 

ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่สะสมไว้ผ่านกาลเวลา และสร้างได้ในวิกฤตที่แชร์บอกว่ายังมองเห็นโอกาสอยู่ 

ก่อนโควิด เราทำเดลิเวอรี่น้อยมาก ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ แต่ลูกค้าร้านสุกี้ชอบนั่งทานที่ร้านมากกว่า เราเห็นว่าช่วงโรคระบาด ทุกคนอยากทานอาหารปรุงร้อนสดใหม่เพราะกังวลเรื่องเชื้อโรค มองว่าก็ยังเป็นโชคดีของเราที่เป็นอาหารปรุงสด สุกี้ได้ปรุงสุกด้วยตัวเองทำให้มั่นใจได้ ลูกค้าจะรู้ว่าถ้าสั่งข้าวผัด อาหารร้านเราจะไม่ใช่ข้าวผัด Freeze เราใช้ข้าวผัดที่ปรุงร้อนสดใหม่ เราตั้งใจเสิร์ฟอาหารที่อร่อยและมีความปลอดภัยมาก ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไว้วางใจเราได้” 

ลูกค้าที่ทานเอี่ยวไถ่ประจำจะรู้ว่ามีสุกี้แบบ Ready for Group ปรุงพร้อมสำหรับลงหม้อด้วย 

“เวลานั้นเราพยายามเข้าเดลิเวอรี่ทุกแพลตฟอร์มเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ ส่งทั้งจานดียวและสุกี้ ทั้งสุกี้ทำเองและสุกี้พร้อมทาน ต้มสุกและผัดแห้ง” 

นอกจากนี้ยังไม่ปิดหน้าร้านในห้าง แม้กังวลแต่ก็ต้องเดินหน้า ลงมือแก้ปัญหาหน้างานเท่าที่ทำได้เพราะธุรกิจและกองทัพต้องเดินด้วยท้อง 

เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า

 สร้างครอบครัวที่อบอุ่นและแข็งแรง 

สำหรับแชร์ เธอมองว่าการสร้างแบรนด์ที่ดีคือการพัฒนารากฐานของธุรกิจทุกด้านให้แข็งแรง

“ตั้งแต่วันแรกเราตั้งใจเสิร์ฟสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า วัตถุดิบดี อาหารคุณภาพดี บริการดี เป็นสิ่งที่ทายาทแต่ละเจเนอเรชันยึดถือไว้ว่าต้องทำให้ได้ สร้างมาตรฐานให้ดีก่อนถึงจะพร้อมขยายต่อไปได้”   

ในด้านบริการ สิ่งที่คุณพ่อสอนแชร์คือ “เราไม่มีคำว่าชนะลูกค้า ต่อให้ลูกค้าผิดก็ควรทำให้ผิดน้อยที่สุด ปฏิบัติต่อลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว” เช่นเดียวกับกับการสานต่อธุรกิจครอบครัวของคนแต่ละรุ่นที่ไม่มีใครแพ้ชนะ แต่ต้องรู้จักเดินเข้าหากันคนละครึ่ง เรียนรู้กันและกันพร้อมทั้งเสียสละ 

การมองลูกค้าเป็นสมาชิกในครอบครัวทำให้เกิดความตั้งใจอยากส่งต่อรสชาติอาหารที่ดีให้ลูกค้า เหมือนเวลาอยากทำอาหารอร่อยเพื่อกินพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกันในบ้าน บางเมนูเริ่มทำจากที่บ้านแต่ลูกค้าได้กินด้วย อย่างราดหน้าที่แชร์บอกว่าเธอเป็นคนลงมือคิดค้นสูตรด้วยตัวเอง 

“ตอนเด็กกินอาหารฝีมือแม่ที่บ้านและคลุกคลีอยู่ที่ร้าน ทำให้เป็นคนชอบทำอาหาร เห็นอะไรอร่อยก็อยากลองทำกินกันในบ้าน” 

เอี่ยวไถ่จึงเป็นธุรกิจที่สานต่อจากรุ่นสู่รุ่นทั้งทายาทธุรกิจและลูกค้า 

ลูกค้าคือครอบครัวที่รวมทั้งปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลูก หลาน ทุกเจเนอเรชัน

“หลายคนในรุ่นเราบอกว่า ตอนเด็กมากินที่เอี่ยวไถ่ ทุกวันนี้คนเหล่านี้พาลูกมา บางคนโตขึ้นพาแฟนมา พาอากง อาม่า พ่อ แม่ มา เหมือนสมาชิกในครอบครัวที่ต่างก็เติบโตขึ้น พอรุ่นก่อนเกษียณแล้วก็ส่งไม้ต่อให้รุ่นต่อไปพัฒนาธุรกิจให้เข้ากับแต่ละยุค” 

เป็นความภาคภูมิใจของทายาทรุ่นสามที่เห็นครอบครัวเติบโตไปด้วยกัน 

เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load