17 พฤศจิกายน 2564
1 K

สมัยก่อนกลับไทยบ่อย เลยไม่ค่อยได้แวะร้านอาหารไทยสักเท่าไหร่ ยิ่งเป็นร้านที่เพื่อนคนญี่ปุ่นแนะนำ ฟันธงไปแล้วว่าไม่ถูกปากเราแน่ๆ ยิ่งร้านที่เพื่อนแนะนำชื่อจีนมากอย่าง ‘หลิวเต้อหัว’ ในใจมีแต่ความงง หรือเจ้าของจะไม่ใช่คนไทย เพราะที่ญี่ปุ่นมีร้านอาหารเอเชียหลายแห่งที่ขายไทยปนเวียดนามปนจีนกันยุ่งเหยิงไปหมด จนกระทั่งตอนเดินผ่านหน้าร้าน เห็นหม้อขาหมูอวบอ้วนโชว์ขาเบียดอวบอิ่มชวนน้ำลายไหล ป้ายชื่อร้านที่ดูเยาวราชและบรรยากาศการนั่งกินชิลล์ๆ หน้าร้านที่ชวนให้คิดถึงบ้านสุดๆ

เอาวะ วัดดวง

โอ้โห ข้าวหมูกรอบกับน้ำราดรสไทยๆ ที่ไม่ได้กินมาเกือบ 2 ปี มาอยู่ที่ย่านชินไซบะชิในโอซาก้านี่เอง

คุยกับ แทงค์-กรัตถกร รมยานนท์ เจ้าของร้านหลิวเต้อหัว พระเอกแห่งชินไซบาชิ ร้านอาหารไทยที่อยากชวนทุกคนมาแตะ

มองไปรอบๆ เห็นลายเซ็นดาราไทยบนผนังร้านมากมาย ถามไปถามมามีรายการญี่ปุ่นมาถ่ายด้วย บล็อกเกอร์แม่บ้านชาวยุ่นก็มาชิมและรีวิว จนเมนูนมเย็นกลายเป็นที่เลื่องลือในหมู่แม่บ้านในฐานะนมชมพู ลูกค้าประจำชาวญี่ปุ่นบางคนชอบบรรยากาศชิลล์ๆ กินอิ่มแล้วก็นั่งอ่านหนังสือต่อในร้านราวกับเป็นคาเฟ่ เป็นภาพที่แสนแปลกตาในร้านอาหารจานเดียวไทยๆ แบบนี้

ร้านดูสนุก อาหารก็อร่อย ต้องแวะไปคุยกับ แทงค์-กรัตถกร รมยานนท์ หนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น เจ้าของร้านหลิวเต้อหัวและฮาเทหน้า ผู้ประสบความสำเร็จจนซื้อตึกและที่ดินแพงระยับในย่านดังได้ จากการเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนขวัญถุงจากเจ้านายเก่า 7 ล้านบาท

คุยกับ แทงค์-กรัตถกร รมยานนท์ เจ้าของร้านหลิวเต้อหัว พระเอกแห่งชินไซบาชิ ร้านอาหารไทยที่อยากชวนทุกคนมาแตะ

เดินทางสู่ญี่ปุ่นด้วยเงิน 700 เทปนูโว และหัวใจลูกผู้ชาย

แทงค์เกิดที่ญี่ปุ่น คุณพ่อเป็นคนไทย คุณแม่เป็นคนญี่ปุ่น ครอบครัวย้ายไปอยู่ประเทศไทย เขาจึงโตที่นี่จนอายุ 20 ปี สมัยหนุ่มๆ เขาเกเรตามประสาวัยรุ่น เรียนจบจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลแบบฉิวเฉียดแล้วจึงไปต่อโรงเรียนวิชาชีพด้านวิจิตรศิลป์ เพราะมีความถนัดด้านศิลปะ จากนั้นจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ญี่ปุ่นอีกครั้งใน ค.ศ. 1990 แม้จะจำภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย

“แม่ทำงานอยู่โตเกียว พี่มาอยู่กับตายายที่โอซาก้า เพราะชอบบรรยากาศที่นี่มากกว่า สมัยปลายยุค 80 เศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นรุ่งเรืองมาก เราเลยมาเรียนภาษาก่อนสองปีเพื่อดูลาดเลา ถ้าไม่เวิร์กค่อยกลับไทยไปต่อมหาลัย แต่อยู่สองปี รู้สึกชอบ เพราะมันท้าทายและสนุก

“ตอนยังหนุ่ม คิดเท่ๆ ว่ามาตายเอาดาบหน้า ขอเทปนูโวเพื่อนมาหนึ่งตลับ และมีเงินติดตัวแค่เจ็ดร้อย แปดร้อยบาท ตอนนั้นคิดว่าเก๋า จริงๆ คือโคตรลำบากเลย”

จบคอร์สภาษา เขาเลือกเรียนต่อด้านจิวเวลรี่เพราะคุณแม่ทำงานวงการนี้ เลยตั้งใจว่าเรียนจบแล้วจะไปช่วย แต่โชคชะตาพาไปพบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ชักชวนไปทำงานด้วยกันก่อน กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขามีร้านอาหารดังอย่างทุกวันนี้

“ตอนเรียนจบมีเพื่อนในรุ่นสามสิบคน ทุกคนได้งานทันทียกเว้นเรา เพราะเราเป็นคนต่างชาติ เพื่อนคนนี้เลยชวนเราไปทำงานที่บริษัทพ่อเขา ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายจิวเวลรี่รายใหญ่ของญี่ปุ่น พอไปสัมภาษณ์เขาก็ชอบเรา เพราะเราทำงานดีไซน์ได้ เป็นคนเฟรนด์ลี่ ขายของได้ด้วย”

คุยกับ แทงค์-กรัตถกร รมยานนท์ เจ้าของร้านหลิวเต้อหัว พระเอกแห่งชินไซบาชิ ร้านอาหารไทยที่อยากชวนทุกคนมาแตะ

แทงค์วนเวียนอยู่ในวงการเครื่องประดับอยู่ 5 ปี ก่อนตัดสินใจลาออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเอง

“ตอนต้นยุค 90 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มเข้าขาลงแล้ว เมื่อเทียบกับตอนยุคปลาย 80 ที่ดีมาก ทอง เพชรขายกันแบบก๋วยเตี๋ยว คนต้องรับบัตรคิวรอซื้อ ทำงานนี้มาห้าปี อายุเราเริ่มมากขึ้น และความฝันเราคืออยากประสบความสำเร็จ ความสำเร็จแบบที่คิดตอนเด็กๆ คือมีเงิน มีตึก มีพนักงานเยอะๆ เราเลยอยากเดินออกมาทำให้มันเป็นจริง” แทงค์ว่า

ฮาเทหน้า จุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ได้มาจากการฉายและความกล้าเสี่ยง

จากคนที่ไม่เคยคิดจะทำร้านอาหารมาก่อน และไม่เคยมีพื้นฐานในวงการนี้ เขาลุยทำตามฝันด้วยการเปิดร้านอิซะกะยะที่มีชื่อว่า ฮาเทหน้า

จริงๆ แล้วเจ้าของบริษัทจิวเวลรี่ซื้อตึกนี้ไว้เพราะจะทำร้านอาหาร แต่ล้มป่วยเสียก่อน แทงค์จึงขอเช่าที่ทำแทน นอกจากเจ้าของจะใจดีให้เช่า ยังแถมเงินลงทุนมาให้ด้วยอีกเกือบ 7 ล้านบาท!

คุยกับ แทงค์-กรัตถกร รมยานนท์ เจ้าของร้านหลิวเต้อหัว พระเอกแห่งชินไซบาชิ ร้านอาหารไทยที่อยากชวนทุกคนมาแตะ

“ผมโดนสอนมาตั้งแต่เด็กว่าการประจบสอพลอเป็นสิ่งไม่ดี คำว่าประจบของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่ ‘ฉาย’ สำหรับผม คือการพยายามมากกว่าคนอื่น อย่างตอนนี้เป็นเจ้านายแล้ว ใครพยายามมากกว่าคนอื่นผมก็เอ็นดู ผมว่ามันคือความตั้งใจรูปแบบหนึ่ง ประจบแล้วไม่ทำงานก็ไม่ได้ แต่ถ้าทั้งประจบแล้วทำงานได้ด้วยไม่ดีกว่าหรอ ผมว่านายเอ็นดูก็เพราะตรงนี้

“ตัวอย่างการฉาย เช่น ตอนแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบ ผมยังมาทำงานที่ร้าน มาเช็ดกระจก จนเจ้าของต้องมาไล่กลับบ้าน ถ้าเป็นละครไทยนี่ผมเป็นตัวประจบเลย” แทงค์หยุดหัวเราะ “เนี่ยเราฉาย เราต้องทำให้เขาเห็น เจ้านายก็รู้ว่ามาทำโชว์ เขาก็ชอบ แกล้งทำก็ได้ ดีกว่าไม่ทำงาน”

แม้ที่ทางและเงินทุนจะไม่มีปัญหา แต่ไม่ใช่ว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จจะเป็นพื้นคอนกรีตผิวเรียบ แทงค์เคยเครียดอยู่หลายครั้งกว่าจะผ่านมันมาได้

“สมัยก่อนชินไซบะชิไม่ได้เป็นแบบนี้ คนเนี้ยบ ย่านเนี้ยบมีแต่ร้านหรูๆ ฮาเทหน้าเป็นร้านแรกในย่านที่กล้าทำสไตล์นี้ ตอนแรกคนก็ด่าว่าบ้านนอก สมัยก่อนใส่กางเกงมือสองที่ซื้อมาจากเจเจก็โดนดูถูก บอกว่าน่าสงสาร เขาคิดว่าเราเอาเสื้อผ้าบริจาคมาใส่ ใส่ต่างหูหาว่าเป็นตุ๊ด ตั้งโต๊ะหน้าร้านเพราะมันชิลล์ คนญี่ปุ่นสมัยนั้นก็ไม่เข้าใจ แต่พอขายดี เป็นไงล่ะ ตอนนี้ทำตามกันเต็มเลย

“ตอนอยู่ไทย เราขับรถซิ่ง มีสาวเพียบ มาที่นี่ใส่เสื้อผ้าคนแก่ โดนดูถูก มันมีความน้อยใจ แต่ก็กลายเป็นแรงผลักดัน ถ้าตอนนั้นมีครบแล้ว เราจะไม่ไขว่คว้า ผมเลยคิดว่าตัดสินใจถูกที่มาญี่ปุ่น”

คุยกับ แทงค์-กรัตถกร รมยานนท์ เจ้าของร้านหลิวเต้อหัว พระเอกแห่งชินไซบาชิ ร้านอาหารไทยที่อยากชวนทุกคนมาแตะ
คุยกับ แทงค์-กรัตถกร รมยานนท์ เจ้าของร้านหลิวเต้อหัว พระเอกแห่งชินไซบาชิ ร้านอาหารไทยที่อยากชวนทุกคนมาแตะ

แต่ปัญหาไม่ได้จบแค่เรื่องยอดขาย สิ่งที่ทำให้แทงค์ปวดหัวมาตลอด 20 ปีคือการบริหารคน

สมัยเปิดร้านใหม่ๆ ลูกน้องรู้ว่าเขายังใหม่กับการเปิดร้านอาหาร แถมวัยไล่เลี่ยกันเลยไม่ค่อยเชื่อถือ แถมยังรวมตัวกันแกล้งหัวหน้า เพราะพวกเขารู้ดีว่าถ้าพร้อมใจกันลาออก ร้านก็ไปต่อไม่ได้

“เวลาร้านขายดี ลูกน้องเหนื่อย ไม่แฮปปี้ คนอายุยี่สิบยุคไหนก็ความคิดคล้ายๆ กัน เช่น เล่นมือถือ หน้าบึ้งใส่แขก ถ้าเราไปจู้จี้มากก็ไม่ชอบ แต่ผมสู้มาก เหนื่อยมาก สมัยนั้นขี่จักรยานกลับบ้านร้องไห้ตลอด ทั้งๆ ที่ได้เงินกลับบ้านเยอะทุกวัน แต่ตอนนั้นคิดแค่อยากให้ชีวิตดีขึ้น เงินช่วยไม่ได้เลย คิดแต่ว่าขึ้นหลังเสือแล้ว ทำยังไงให้ทำต่อได้ยาวๆ ทำต่อได้แบบมีความสุข ก็ได้คำตอบว่า เราต้องไม่ท้อ ถ้าเราข้ามกำแพงนั้นได้ จะได้รางวัลชีวิต

“ตอนทำงาน ร้องไห้ มีแต่น้ำตา แต่พอปิดบัญชี อะ มีกำลังใจสู้ต่อ” แทงค์หัวเราะอีกครั้ง

รางวัลที่เราเห็นแน่ๆ แล้ว คือการยืนหนึ่งอยู่ยาวมา 20 ปี และเป็นเจ้าของตึกหรูซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของร้านหลิวเต้อหัวนั่นเอง

คุยกับ แทงค์-กรัตถกร รมยานนท์ เจ้าของร้านหลิวเต้อหัว พระเอกแห่งชินไซบาชิ ร้านอาหารไทยที่อยากชวนทุกคนมาแตะ

หลิวเต้อหัว พระเอกประจำซอยในหัวใจชาวต่างชาติ

เราว่าเรื่องนี้ใครๆ ก็อยากรู้ ทำไมถึงตั้งชื่อร้านว่าหลิวเต้อหัว

แม้ชื่อร้านทั้งสองของหนุ่มวัย 50 ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารมานานจะโดดเด่นเก๋ไก๋ แต่เขาบอกเราว่า เขาไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องการตั้งชื่อแม้แต่น้อย

คุยกับ แทงค์-กรัตถกร รมยานนท์ เจ้าของร้านหลิวเต้อหัว พระเอกแห่งชินไซบาชิ ร้านอาหารไทยที่อยากชวนทุกคนมาแตะ

“ผมไม่เน้นเรื่องชื่อ อย่างร้านหลิวฯ เน้นขายคนจีน ผมอยากทำร้านออกแนวเยาวราช เราก็ทำรีเสิร์ช เจอแต่ชื่อโป้งี้ฮับอะไรแนวนั้น ซึ่งไม่รู้ความหมายว่าดีไม่ดี แล้วตอนนั้นรู้ภาษาจีนแค่หลิวเต้อหัวกับโจวเหวินฟะ ซึ่งอย่างหลังฟังดูแปลกๆ แต่หลิวโอเค ก็จัดเลย แล้วมันดันกลายเป็นแลนด์มาร์ก คนไทยมาก็ถ่ายรูป ดารามาก็ต้องมากิน

“ส่วนฮาเทหน้า เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่าเครื่องหมายคำถาม ตอนเปิดร้านต้องจดทะเบียน ก็เลยเขียน hatena? ไป แล้วเราค่อยแปลงเป็น ฮา เท (ใส่) หน้า ทีหลังให้ขำๆ ไม่เน้นชื่อจริงๆ ดูร้านฮาเทหน้าสิ ป้ายยังไม่อยากจะติด เขียนมือมั่วๆ”

เรื่องชื่อ แทงค์อาจจะไม่เน้น แต่สิ่งที่เขาใส่ใจมากในการทำธุรกิจ คือ ความมั่นคง

แม้จะขายดีมีเงินมากมาย แต่เขาไม่เคยฟุ่มเฟือย หลังจากเก็บหอมรอมริบมา 15 ปี จากร้านฮาเทหน้า เขาก็ซื้อตึกในย่านไซบะชิได้

“พี่ตัดสินใจซึ้อตึก เพราะต้องการความมั่นคง เหมือนมีที่นาเป็นของตัวเอง ปลูกอะไรไม่รอดก็ทำอย่างอื่นได้ ถ้าเช่าเขาทุกเดือนเป็นต้นทุนสูง เวลามีปัญหาขึ้นมาก็ลำบาก”

แต่ใช่ว่าแค่มีเงินก็ซื้อได้ นักธุรกิจผู้ถี่ถ้วนตั้งใจทำรีเสิร์ชจริงจังว่า ตึกไหน ย่านไหน ขายอะไรถึงจะเหมาะ ถึงได้มาเป็นหม้อขาหมูที่ทำเราหวั่นไหว

'หลิวเต้อหัว' ร้านอาหารจานเดียวไทยในญี่ปุ่น พระเอกความอร่อยแห่งชินไซบาชิ

“เลือกอยู่นานว่าเอาตรงไหนดี ต้องคอยสังเกตซอยต่างๆ ว่ามีคนแบบไหนเดิน เราไม่ได้จำกัดแค่อาหารไทย พอเห็นแล้วว่านักท่องเที่ยวชาวจีนเยอะ และซอยนี้มีรถเมล์จอดใกล้ๆ ซึ่งคนต้องเดินผ่านตรงนี้ เราเลยมานั่งคิด ถ้าทำอาหารไทยก็คิดถึงขาหมูก่อนเลย ตามด้วยข้าวมันไก่ ข้าวหมูกรอบ ซึ่งคนประเทศอื่นก็กิน”

ส่วนเรื่องรสชาติ เขาอิงจากตลาดแถวบ้านตอนเด็กๆ ซึ่งเป็นหมู่บ้านคนจีน

“เราเดินผ่านตลอดเลยได้เห็นเขาทำกัน สมัยก่อนเขาไม่ทำอะไรยาก ไม่ต้องใส่โอวัลติน ทำแบบเรียบง่ายและอร่อยแล้ว พี่ชอบเลยทำรสนั้น จะไม่ติดหวานแบบขาหมูสมัยนี้ ทีนี้เลยได้ลูกค้าคนเวียดนาม กัมพูชา ลาว ไต้หวันด้วย ขายดีเลย”

'หลิวเต้อหัว' ร้านอาหารจานเดียวไทยในญี่ปุ่น พระเอกความอร่อยแห่งชินไซบาชิ
'หลิวเต้อหัว' ร้านอาหารจานเดียวไทยในญี่ปุ่น พระเอกความอร่อยแห่งชินไซบาชิ

สกปรกแต่สะอาด

“เขียนคำนี้ให้ผมด้วยนะ สกปรกแต่สะอาด” เจ้าของร้านผู้มอบเสียงหัวเราะให้เราเป็นระยะพูดติดตลก เมื่อเราถามถึงการตกแต่งร้านอันเป็นเอกลักษณ์

เวลากินข้าวไปด้วย มองรอบๆ ตัวไปด้วย จะพบของกระจุกกระจิกวางเรียงรายเต็มไปหมด ส่วนมากเป็นของไทยๆ วินเทจหน่อยๆ ที่มองโดยรวมแล้วไม่รู้สึกว่ารกแต่แอบเก๋ ไม่น่าเชื่อว่าของส่วนมากเป็นสิ่งที่ลูกค้าทั้งไทยและญี่ปุ่นเอามาให้ทั้งนั้น และที่น่าทึ่งคือ โต๊ะ เก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์ ชั้นวางของๆ ต่างๆ แทงค์เป็นคนทำเองกับมือ รวมไปถึงเขียนชื่อร้านฮาเทหน้าและวาดภาพประดับร้านหลิวเต้อหัวด้วย

“จ้างช่างมาทำก็ไม่เข้าใจแบบที่เราต้องการ แถมแพงอีก ผมจบอาร์ตมาเลยทำเองได้ หลังๆ ได้ของมาเยอะก็ยัดๆ วางไว้เลย ให้มันสวยด้วยคุณค่าในตัวมันเองอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนจะสกปรกแต่สะอาดนะ เป็นความยุ่งเหยิงที่มีระเบียบ” เขาเล่าก่อนจะชี้ให้เราดูป้ายไฟวิ่งพร้อมข้อความตลกๆ ซึ่งแทงค์บอกว่าลูกน้องคิดเอง ทำเองให้หมด พอลาออกไปแล้วเขาก็วางไว้ต่อไปด้วยข้อความออริจินัล เพราะไม่มีใครปรับเป็น 

'หลิวเต้อหัว' ร้านอาหารจานเดียวไทยในญี่ปุ่น พระเอกความอร่อยแห่งชินไซบาชิ
'หลิวเต้อหัว' ร้านอาหารจานเดียวไทยในญี่ปุ่น พระเอกความอร่อยแห่งชินไซบาชิ

ความถนัดด้านการออกแบบก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกองค์ประกอบที่ทำให้การตกแต่งภายในของร้านดูอบอุ่นและแตกต่างจากที่อื่น คือ ความทรงจำ บรรยากาศร้านทั้งสองเป็นสิ่งที่แทงค์คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ และถ้ามองดีๆ จะเจอกระทะ ตะหลิวรุ่นแรก สมัยเขาเริ่มทำร้านใหม่ๆ ด้วย แทงค์บอกว่าเขาแขวนไว้บนผนัง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความลำบากในยุคแรก

“เราเอาความชอบในวัยเด็กมาทำ เช่นเราชอบบรรยากาศตามหลืบตามซอยของเยาวราช เหมือนจะสกปรกแต่มันดูน่ากิน เหมือนฮาร์เลย์ สนิมเขรอะแต่เก๋า สภาพร้านแบบนี้ทำให้เราคิดถึงตอนเห็นอาแปะแกะก้างปลาทู มองแล้วมีความสุข ส่วนหม้อขาหมูทำให้เราคิดถึงตอนสมัยเกเร ไปนั่งดูดบุหรี่ตามซอย เห็นข้างฝาติดใบเรียงเบอร์ พ่นสเปรย์ เป็นบรรยากาศที่เห็นแล้วรู้สึกสนุก เลยเอามาปรับใช้กับร้าน

“ดีไซน์ร้านก็ปล่อยไว้แบบนี้แหละ ไม่เปลี่ยนเพราะอยากเป็นแบบร้านแถวท่าพระจันทร์ที่อยู่มา สี่สิบ ห้าสิบปี มีความขลังที่เก๋าและเก๋”

'หลิวเต้อหัว' ร้านอาหารจานเดียวไทยในญี่ปุ่น พระเอกความอร่อยแห่งชินไซบาชิ

เคล็ดลับความสำเร็จแบบม้าดี

สิ่งที่เขาเรียนรู้จากการทำธุรกิจมายาวนานคือ ความสำคัญของหู ตา จมูก ปาก คือต้องน่ากินด้วย อร่อยด้วย ทุกสัมผัสคือจิตวิทยาที่ทำให้ลูกค้าชื่นชอบ ซึ่งร้านใหม่ที่กำลังจะเปิดปีหน้าของเขาจัดเต็มตามที่ว่านั้น โดยจะมีทั้งหม้อขาหมู กระทะหอยทอด ก๋วยเตี๋ยวต้มยำทำแบบตลาดโต้รุ่ง และมีรถตุ๊กตุ๊กจอด ป้ายร้านเป็นแบบโรงหนังเก่า เห็นคนลวกหน้าร้านแบบไทยๆ มีไก่ห้อย มองเห็นคนกินครื้นเครงข้างใน เพื่อขายประสบการณ์แถมเพิ่มจากรสชาติ 

“ทำร้านอาหารนี่จิตวิทยาทั้งนั้นนะ บางทีแค่จานสังกะสีิ ก็ทำให้คนน้ำลายไหลแล้วเพราะมันน่ากิน ตา หู ปาก จมูก ทุกอย่างต้องน่าลิ้มรสหมด”

เจ้าของร้านดังยังแย้มให้เราฟังอีกว่า ของอร่อยกับของขายก็ไม่เหมือนกัน

“อีกอย่างที่สำคัญคือสถิติ อะไรขายไม่ดีก็เอาออกจากเมนู พัฒนาไปเรื่อยๆ คอยสังเกตว่าลูกค้าชอบรสแบบไหน ร้านผมมีเมนูสองแบบสำหรับคนไทยและคนญี่ปุ่น อย่างฮาเทหน้าปรับจนอยู่ตัวแล้ว รสของอาหารวันนี้กับเมื่อยี่สิบปีที่แล้วไม่เหมือนกัน อีกสิบปีข้างหน้ารสก็อาจจะเปลี่ยนอีก 

'หลิวเต้อหัว' ร้านอาหารจานเดียวไทยในญี่ปุ่น พระเอกความอร่อยแห่งชินไซบาชิ

“ทุกอย่างคือผลจากสถิติ ดูความชอบลูกค้าเป็นหลัก ความอร่อยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เราทำธุรกิจ เลยทำรสที่ลูกค้าชอบ ดังนั้น เชฟที่จะมาทำงานด้วยกัน ถ้าอีโก้แรงว่า เมนูนี้ต้องรสแบบนี้เท่านั้น อาจจะทำงานด้วยกันลำบาก ความเป็นมืออาชีพของผมคือความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง”

เหนือสิ่งอื่นใด ชายผู้นิยามแนวทางการทำธุรกิจของตัวเองว่าเป็นแบบมวยเข่ามวยศอก ทิ้งท้ายเคล็ดลับความสำเร็จให้เราไว้ว่า

“ไม่ว่าจะอยากทำอะไร เราต้องเป็นม้าที่ดี แล้วจะมีคนอยากมาแทง ถ้าเป็นม้าที่วิ่งไม่เร็ว ไม่มีคนเข้ามาหาหรอก ต้องทำตัวให้มีคุณค่า ต้องฉาย ถ้าเราวิ่งเร็วแต่คนอื่นไม่รู้ก็ไม่ได้ ต้องพยายามทำให้มันได้ ทุกวันนี้คนเห็นพี่ทำได้ก็อยากมาลงทุนด้วย แต่เราอยู่เองได้อยู่แล้ว ธนาคารมาหาประจำ ชวนยืมเงิน เสนอดอกเบี้ยดีๆ เพราะเราเป็นม้าที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ มีความทะเยอทะยาน เราอยากรวย เราสู้ เราอึด เราฝัน สักวันก็ได้รางวัลชีวิต”

ก่อนจากกัน ม้าอ้วนที่เน้นกินอย่างเราไม่ลืมที่จะขอเคล็ดลับหน้าใสจากชายวัย 50 ปีที่ยังดูหนุ่มมาก

“นับเงินเยอะ” เจ้าของร้านปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

'หลิวเต้อหัว' ร้านอาหารจานเดียวไทยในญี่ปุ่น พระเอกความอร่อยแห่งชินไซบาชิ

Writer & Photographer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load