คุณเท็น-รวิศรา จิราธิวัฒน์ คือประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด และ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล คนปัจจุบัน 

ปี 2012 คุณเท็นกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัว หลังเรียนจบและหาประสบการณ์ที่สหรัฐอเมริกาอยู่พักใหญ่ โดยเลือกเข้าบริหารในด้านการตลาดของห้างเซ็นทรัลที่ประเทศจีน ในช่วงเวลาที่ผู้คนยังใช้เงินสดในการจับจ่ายใช้สอยอยู่ จนผ่านไป 3 ปี พฤติกรรมการใช้เงินของคนจีนเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่กำลังศึกษาเรื่อง E-Commerce และ Omni-channel

รวิศรา จิราธิวัฒน์ การพาห้างเซ็นทรัลและโรบินสันสู่ Omni-channel โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ปี 2015 เธอกลับเมืองไทยพร้อมความตั้งใจที่จะเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการทำห้างสรรพสินค้า ตั้งแต่จุดเริ่มต้นแต่ละโครงการ หาสถานที่ ออกแบบ และสร้างอาคาร ไปจนถึงวันที่เปิดตัวให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ เพราะ Omni-channel จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเธอเชี่ยวชาญแต่การให้บริการออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ปี 2018 บริษัท เซ็นทรัลกรุ๊ป จำกัด ร่วมมือกับ JD ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เปิด JD Central โดยมีคุณเท็นรับตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer) กับเป้าหมายในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว แต่สร้างความไว้วางใจให้ลูกค้าผ่านการการันตีของแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ กลับทำให้ธุรกิจเติบโต 300 เปอร์เซ็นต์ต่อปีในเวลาต่อมา

ปี 2021 คุณเท็นกลับมาดูแลธุรกิจห้างสรรพสินค้าอีกครั้งในตำแหน่งประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลรีเทล และ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัลรีเทล พัฒนา Omni-channel ทั้งออนไลน์, Chat and Shop, Social Commerce, Personal Shopper, Social Live และ Central App ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน ด้วยความตั้งใจที่จะโอบอุ้มพนักงานและลูกค้าทุกเจเนอเรชันให้เติบโตไปพร้อมกันในยุคดิจิทัล

นั่นคือเหตุผลที่แม้ห้างสรรพสินค้าของเธอจะมีระบบอีคอมเมิร์ซที่ขายผ่านทั้งแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ ก็ยังต้องมีบริการ Chat and Shop และ Personal Shopper รูปแบบออนไลน์ ซึ่งใช้วิธีการวิดีโอคอลในการพาชมสินค้า ใช้สกิลล์การขายที่พนักงานหน้าร้านมี เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ทิ้งพนักงานหรือลูกค้าคนไหนไว้ข้างหลัง

รวิศรา จิราธิวัฒน์ การพาห้างเซ็นทรัลและโรบินสันสู่ Omni-channel โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สิ่งที่สำคัญในการทำธุรกิจห้างสรรพสินค้าคืออะไร

คือการใส่ใจทุก ๆ รายละเอียด ทุกสิ่งทุกอย่างสำคัญหมด ไม่ว่าเราจะทำอะไร มันจะสะท้อนออกมาสู่ลูกค้าเสมอ เราต้องใช้เวลากับมัน เอาใจใส่ พิถีพิถัน เราโตมากับห้าง เป็นทั้งลูกค้า เป็นทั้งพนักงานฝึกงานมาตั้งแต่เด็ก เลยเห็นสิ่งนี้

คุณเป็นหนึ่งในคนสร้าง JD Central และทำให้ Omni-channel ของห้างเซ็นทรัลและโรบินสันเติบโตขึ้น อะไรคือสูตรลับความสำเร็จ

จากประสบการณ์ เราได้เรียนรู้ว่าเราไม่ต้องเล่นถ้ายังไม่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซหรือ Omni-channel เราต้องวางระบบ วางรากฐานให้ดีก่อน ต้องมั่นใจว่าลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการต้องได้ประสบการณ์และสิ่งที่ดีที่สุดกลับไป เราเลยลงทุนกับเรื่องนี้มากกว่าเรื่องการตลาด เพราะหากเราโฆษณาออกไป แต่เราไม่พร้อม ทำให้ลูกค้าเขาไม่ได้รับอย่างนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ เราจึงเน้นเรื่องคุณภาพในการเติบโตมากกว่า

อย่างตอนทำ JD Central เราเข้ามาในตลาดที่มียักษ์ใหญ่สองเจ้าที่ทำธุรกิจคล้าย ๆ กันอยู่แล้ว ช่วงแรกเราก็คิดว่าจะต้องแข่งกับเขาเรื่องราคา โปรโมชัน ซึ่งความจริงแล้ว เป้าหมายของเราคือการสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีรากฐานแข็งแรง เราพบว่าลูกค้าไม่ได้ให้ความสำคัญที่ราคาอย่างเดียว แต่มองหาสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสม 

มันอาจจะไม่ใช่ความท้าทาย เพราะเรามองว่าเป็นโอกาส โอกาสในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเราเลือกไม่ไปเล่นใน Red Ocean หรือไปแข่งในสงครามราคา แต่มาโฟกัส Pain Point ของลูกค้า เช่น สั่งออนไลน์แล้วได้ของปลอม ของที่ได้ไม่ตรงปก วิสัยทัศน์ของ JD Central จึงเป็นการสร้างประสบการณ์การซื้อของออนไลน์ที่สะดวก ง่าย และไว้ใจได้

ครั้งแรกที่เปิดตัวมา เราเป็นเจ้าเดียวที่การันตีว่าสินค้าเป็นของแท้ทั้งแอปฯ ถ้าเจอของปลอม เรายินดีคืนเงินลูกค้าสามเท่า มันเป็นจุดที่ทำให้คนจดจำเราได้ว่า JD Central มีจุดยืนอย่างไร ไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นแค่ Another online market player 

นอกจากนี้ เราเชื่อว่าธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อม ๆ กับคู่ค้า และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งพาร์ตเนอร์และซัพพลายเออร์ 

รวิศรา จิราธิวัฒน์ การพาห้างเซ็นทรัลและโรบินสันสู่ Omni-channel โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ความแตกต่างระหว่างการริเริ่ม JD Central จากศูนย์ กับการเข้ามาพาธุรกิจเก่าแก่อย่างห้างเซ็นทรัลและโรบินสันสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัวคืออะไร

JD Central เหมือนเป็นเด็กยุคใหม่ที่โตมาในยุคดิจิทัล แต่สองห้างนี้เหมือนคนที่เกิดในยุคแอนะล็อก แต่มีหัวใจเป็นดิจิทัลที่พร้อมจะปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป มีการปรับปรุงกลยุทธ์ให้เชื่อมต่อโลกออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน สร้าง Omni-channel ปรับการทำงานสู่ดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาแพลตฟอร์ต่าง ๆ รวมถึงพนักงานให้ตอบรับกับความเปลี่ยนแปลง

เราต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้องค์กร พนักงานของเรามีหลายเจเนอเรชัน ซึ่งแต่ละเจเนอเรชันมีจุดเด่นของตัวเองที่เราต้องหาให้เจอ

ยกตัวอย่างเช่น พนักงานขายหน้าร้าน แต่ก่อนเขาอาจจะรอให้ลูกค้ามาที่ห้างถึงขายของได้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องรอแล้ว เขาขายของผ่านไลฟ์สดหรือไลน์ก็ได้ มันมีเครื่องมือมากมายให้เขาขายของได้มากขึ้น และไม่ได้มีแค่รูปแบบออฟไลน์อย่างเดียว พนักงานของเราก็ต้องปรับตัวให้สามารถทำงานกับ Omni-channel ได้ 

เรามีการเทรนนิ่งตลอด ตอนเปิดตัว Central App พนักงานก็ต้องเรียนรู้การใช้แอปฯ ก่อนจะไปเจอลูกค้า การลงทุนในเรื่องคนจึงสำคัญมากกับองค์กรที่กำลังทำ Digital Transformation

องค์กรจะพาพนักงานจากหลายเจเนอเรชันเติบโตไปด้วยกันได้อย่างไร

เราต้องเริ่มจากวิสัยทัศน์ก่อน แม้จะมีความเก่ง ความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน แต่ถ้ามีเป้าหมายเดียวกัน จะช่วยดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของแต่ละคนออกมาใช้ในการทำงาน 

พนักงานบางคนที่ชอบดิจิทัลก็จะพัฒนาตัวเอง อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เสมอ ในขณะที่บางคนอยู่กับเรามานาน อาจไม่สันทัดเรื่องดิจิทัลเท่ากัน แต่เขาเก่งเรื่องกลยุทธ์ เรื่องพาร์ตเนอร์ เรื่องโฆษณา เราต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาผสมผสานกันเพื่อสร้างทีมเวิร์กที่ดีที่สุดให้ได้

คุณสมบัติขององค์กรที่ทำ Digital Transformation สำเร็จคืออะไร

สำหรับเรามีสี่เรื่อง

หนึ่ง Mindset การทำให้ทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะระดับไหน มี Mindset และเป้าหมายคล้าย ๆ กัน ก็จะทำให้ทุกคนและธุรกิจเดินไปในทางที่ถูกต้อง

สอง Skill ต้องพัฒนาทักษะของทุกคนในองค์กร พนักงานต้องเข้าใจเรื่องดิจิทัล มีการแนะนำเรื่องเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มใหม่ ๆ สิ่งแรกที่เราทำตอนเข้ามาทำคือเชิญห้าแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้มากที่สุด มาอบรมว่าแต่ละแพลตฟอร์มทำงานยังไง และจะใช้กับธุรกิจค้าปลีกได้ยังไง เราไม่ได้ให้ความรู้เฉพาะพนักงานแผนกที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล แต่ทุกคนต้องได้รับความรู้อย่างเท่าเทียมกันที่สุด เพราะทุกคนต้องใช้ ทุกคนต้องอยู่กับยุคที่เปลี่ยนไปนี้ และทุกคนต้อง Think ahead before customers ไม่ใช่แค่ตามลูกค้าแล้ว เมื่อพนักงานได้ความรู้เหล่านี้ไป เขาจะสามารถต่อยอดกับงานที่เขาทำ 

สาม Process ขั้นตอนในการทำงานต่าง ๆ ตอนนี้เราเน้นเรื่องการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ ต้องมีระบบการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าที่เหมาะสม การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าที่ถูกต้อง เพื่อจะได้เข้าใจอินไซต์ของลูกค้า และนำมาพัฒนาธุรกิจของเราต่อ เราต้องเข้าใจลูกค้าให้ดีที่สุด ลูกค้ามีไลฟ์สไตล์หลากหลายมาก ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เราคาดเดาพฤติกรรมได้ง่าย เช่น ลูกค้าคนหนึ่งมาห้าง ทานข้าว ช้อปปิ้ง แวะซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วก็กลับบ้าน ไม่เหมือนตอนนี้ที่มีหลายแพตเทิร์น หลายไลฟ์สไตล์ ถ้าเราไม่มีความเข้าใจข้อมูลตรงนี้ ก็จะเติบโตได้ยาก เพราะจะไม่สามารถนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา โชคดีที่ธุรกิจเรามี Omni-channel ทั้งหน้าร้าน ออนไลน์ Social Commerce ทำให้เราเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้าได้ดีขึ้นไปอีก

สุดท้ายคือ การสร้าง Ecosystem ให้เติบโต ไม่ว่าจะเป็นกับคู่ค้า แบรนด์ต่าง ๆ ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ คิดแคมเปญใหม่ ๆ ถ้าเราต้องไปคนเดียว เราไปไม่ได้หรอก เราต้องไปด้วยกัน

รวิศรา จิราธิวัฒน์ การพาห้างเซ็นทรัลและโรบินสันสู่ Omni-channel โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

มีพี่คนหนึ่งเล่าให้ฟังเรื่องการช้อปปิ้งที่เซ็นทรัลในช่วงโควิด-19 ผ่านออนไลน์ สิ่งที่พนักงานทำคือเปิดกล้องวิดีโอแล้วพาเดินซื้อของ ตอนแรกคิดว่าเป็นเทคนิคเฉพาะบุคคล แต่ปรากฏว่าพนักงานทุกคนทำเหมือนกัน สิ่งที่น่าสนใจมากคือ เซ็นทรัลไม่ได้ทิ้งลูกค้าให้เข้าแอปฯ ซื้อของตามระบบอีคอมเมิร์ซอย่างเดียว เพราะเข้าใจว่าลูกค้าก็มีหลากหลายเจเนอเรชันเช่นกัน

ยิ่งช่วงที่ห้างปิดให้บริการ เราไม่อยากเสียพนักงานไปสักคน ก็เลยหาวิธีการจัดการให้ธุรกิจยังขายของได้ และเป็นช่วงเดียวกับที่ Social Commerce และ Omni-channel ได้มาเป็นกลยุทธ์หลักของห้าง เรามีเครื่องมือ เรามีพนักงานหน้าร้าน มีสินค้า มีมือถือ แล้วทำไมเราจะติดต่อกับลูกค้าไม่ได้ เราพยายามสื่อสารให้ลูกค้ารู้ว่า เขายังติดต่อเราได้ทุกช่องทาง รวมถึงช้อปแล้วยังสามารถมารับสินค้าที่ห้างได้ ผ่านบริการ Drive Thru หรือ Click & Collect นอกจากนี้ลูกค้าจะได้ Personal Shopper หนึ่งคน โดยเราจะเทรนพนักงานให้เขารู้ว่าตัวเองมีเครื่องมือในการช่วยเหลือลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

เราไม่เคยเห็นที่ไหนทำมาก่อน น่าจะมีห้างเราห้างแรกที่ทำแบบนี้ และประสบความสำเร็จด้วย พนักงานทุกคนเองก็ทุ่มเทมาก เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ หลายคนไม่เคยไลฟ์ขายของมาก่อน เขาก็ทำได้ มันทำให้เขาได้พัฒนาตัวเองและสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น 

สิ่งนี้ช่วยธุรกิจมากแค่ไหน

ตอนปิดห้าง ทุกคนจะคิดว่าเราขายอะไรไม่ได้เลย แต่บริการนี้ช่วยเราได้เยอะสำหรับสเกลที่เรามีอยู่ ถ้าเรามีแค่ Central App หรือออนไลน์อย่างเดียว อาจจะไม่พอ เพราะเรามีพนักงานที่มีความรู้ความสามารถในการขายอยู่เยอะ ในขณะเดียวกัน เราก็มีลูกค้าที่ต้องการคนช่วยซื้อของ คนไทยชอบความเป็น Service Mind มาก ๆ คนบางรุ่นสะดวกและชอบการซื้อของออนไลน์เองเลย แต่บางท่านอาจจะอยากเห็นของจริง ๆ จับต้องได้ ต้องการคนให้ข้อมูล

เราเลยพยายามออกแบบบริการให้ตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชันและทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า วันนี้ที่ต่อให้เปิดให้บริการปกติแล้ว เราก็ยังมีเซอร์วิสนี้อยู่เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า เช่น เขาอยากคุยกับ Personal Shopper ว่าสินค้าชิ้นนี้มีที่ห้างไหม เดี๋ยวจะเข้ามาซื้อ แต่ขอดูก่อนได้ไหม จองไว้ให้ก่อนได้ไหม ถ้าเราจำกัดช่องทางให้บริการอาจทำให้เสียโอกาสที่ลูกค้าจะเข้าถึงเราได้

ตอนที่รู้ว่าต้องปิดห้าง สิ่งแรกที่คุณจัดการคืออะไร

มันผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาประมาณสามรอบ วิกฤตรอบแรกเรายังอยู่ที่ JD Central สิ่งแรกที่ทำคือไปหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการ ณ ตอนนั้น ถ้าเขาเดินทางไปซื้อของเหล่านี้ไม่ได้ เราต้องหามาอยู่บน JD Central ให้ได้มากที่สุด ตอนนั้นคนหาหน้ากากกันวุ่นแลย แต่ถ้าซื้อกับเรา เราไม่ขึ้นราคา เพราะลูกค้าต้องได้สินค้าที่ดีที่สุด ในราคาที่ยุติธรรมมากที่สุด 

รอบสองกับรอบสามเป็นที่ห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน ก็จะแตกต่างกันหน่อย เพราะเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีเจ็ดสิบห้าสาขาทั่วประเทศ สิ่งแรกที่คิดเลยคือ เราต้องแก้กลยุทธ์เกม จากที่เคยทำการตลาดในห้างเป็นหลัก ก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อดูแลลูกค้า

เราต้องดูอินไซต์ของลูกค้า ช่วงนี้เขาสนใจอะไร โปรดักต์แบบไหนที่เขาต้องการ แล้วนำมาใช้กับช่องทางต่าง ๆ ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็น Central App, Call and shop, Personal Shopper หรือจะ Facetime and Shop ก็ได้ ไปจนถึงการขายของไลฟ์บนเฟซบุ๊ก เราเร่งเปิดเฟซบุ๊กให้ครบ แต่ละสาขาจะมีเฟซบุ๊กของตัวเอง ถ้าเข้าไปดูของโรบินสัน ร้อยเอ็ด จะเห็นว่าขยันขายของออนไลน์มาก ๆ (หัวเราะ) เราต้องแยกสาขา เพราะเชื่อว่าพนักงานท้องที่เข้าใจลูกค้าในท้องที่นั้น ๆ ได้ดีที่สุด จึงให้อิสระกับแต่ละสาขาโดยมี Headquarter คอยซัพพอร์ต ทั้งเรื่อง Communication และการหาดีลต่าง ๆ 

รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลรีเทล และ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัลรีเทล กับการสร้าง Omni-channel

ผู้นำแบบไหนที่จะสามารถพาองค์กรผ่านสถานการณ์ยากลำบากและไปต่อในอนาคตได้

สถานการณ์นี้ทำให้ทุกคนกังวล ไม่แน่นอน และห่างไกลจากบริษัท หนึ่ง เราต้องสร้างความมั่นใจกับพนักงานว่า ถึงแม้เขาจะไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศ ถึงแม้เราจะไม่ได้เจอหน้ากัน เขาก็สามารถทำงานคุณภาพได้ 

สอง ต้องคิดบวก ต้องสร้างสปิริตของทีม ข้อนี้สำคัญมาก ยิ่งบางครอบครัวได้รับผลกระทบจากด้านอื่น ๆ เราต้องให้กำลังใจ และสาม ต้องใจกว้าง เพราะสถานการณ์เปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน มีหลาย ๆ อย่างเข้ามา หลาย ๆ รูปแบบ เราต้องเปิดรับฟังการเสนอกลยุทธ์ใหม่ ๆ ไอเดียใหม่ ๆ จากทีม เพื่อจะได้เติบโตในโลกที่เปลี่ยนไปด้วยกัน

ถ้าถามคนในทีม ทุกคนจะบอกว่าคุณเป็นผู้บริหารแบบไหน

ไม่เคยถามคนในทีมเลย (หัวเราะ) แต่รู้ว่าตัวเองมีความคาดหวังสูง ซึ่งอาจเป็นเพราะเราคาดหวังกับตัวเองค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ถ้าทีมผลงานออกมาดี มันสะท้อนถึงตัวเขาเอง ไม่ใช่ตัวเรา เราอยากให้ทุกคนภูมิใจในสิ่งที่ทำว่า “This is my work. I made it happen.” เราชอบให้ทีมออกความเห็น ออกไอเดีย ทำให้เกิดการ Discuss และแลกเปลี่ยนมุมมอง แล้วจะเกิดไอเดียใหม่ ๆ ที่เราคิดร่วมกัน เราทำงานกันเป็นแบบ Teamwork แทนที่จะเป็น Top – Down

เราเรียนที่สหรัฐฯ มานาน ทำงานที่โน่นด้วย เลยมีวัฒนธรรมตะวันตก พูดตรง ๆ ไม่มีลำดับขั้น เข้าถึงง่าย หวังว่านะคะ (หัวเราะ) 

ขณะเดียวกันก็พยายามเข้าใจการทำงานแนวตะวันออก คนไทยต้องให้เกียรติกัน มีกาลเทศะ มีน้ำใจ เป็นหยินหยาง เป็นการทำงานแบบ East meets west. 

อีกอย่างคือเราทำงานแบบจัดเต็ม เสาร์-อาทิตย์ก็ทำงาน สำหรับเรา งานคือแพสชัน ถ้าเราไม่มีแพสชันกับมัน งานก็เป็นแค่ 9-to-5 Job เราโชคดีที่ได้รับความไว้ใจจากครอบครัว ก็อยากทำให้ดีที่สุด

คุณนิยามว่าตัวเองเป็น ‘คนอึด’ ความอึดที่บอกคือการทำงานหนักเหรอ

ไม่เชิง เรารู้ว่าสิ่งที่อยากสร้างคืออะไร และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้มันเกิดขึ้น บางอย่างไม่ได้มาเลยทันที แต่ต้องอาศัยระยะเวลา เหมือนที่เขาบอกกันว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว 

พอมานั่งทบทวนดูก็พบว่าแต่ละอย่างที่เราทำ ถ้าเราไม่มี ‘ความอึด’ เลยก็คงยากที่จะสำเร็จ และน่าจะล้มเลิกไประหว่างทางแล้ว แต่เราต้องไปให้สุด

พอเราอึด ต้องพาทีมไปด้วยกัน อย่างแรกคือต้องสื่อสารให้ชัดเจน เป้าหมายคืออะไร และต่อให้คนคนนั้นจะอึดหรือไม่ก็ตาม เราต้องให้เขาเห็นว่า เขาช่วยทีมในส่วนไหนได้บ้าง นำความเก่งและความสามารถของแต่ละคนมาสร้างทีมเวิร์ก มากกว่าจะผลักดันแค่บางคน ถ้าจะทำอะไรให้สำเร็จ เราต้องมีทีมที่ดีก่อน 

รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลรีเทล และ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัลรีเทล กับการสร้าง Omni-channel

คุณพูดเรื่องการเติบโตไปพร้อม ๆ กับ Stakeholder หลายครั้งตลอดบทสนทนาในวันนี้ ความสัมพันธ์ที่ดีช่วย Central อย่างไรบ้าง

ลองนึกดูว่า ร้านค้าที่ขายแต่หน้าร้านอย่างเดียว ถ้าห้างปิด เขาจะทำยังไง เราลงทุนกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแอปฯ, Chat and shop, Personal Shopper หรือ Live เพื่อรองรับให้ Ecosystem นี้เกิดขึ้น เรายังเป็นพาร์ตเนอร์กับ Grab เพื่อที่จะส่งสินค้าให้ลูกค้าได้สะดวก บวกกับที่เขาสามารถ Drive Thru มารับของที่ห้างได้เช่นกัน โชคดีที่เราเตรียมสิ่งนี้มาหลายปี การเจอวิกฤตยิ่งทำให้เห็นว่ามันคุ้มค่าที่เราลงทุนทั้งกับระบบและคน เรามีการส่งภายในหนึ่งชั่วโมง สามชั่วโมง หรือ Same-day Delivery 

เราคิดว่าหลาย ๆ แบรนด์ดีใจที่เราทำสิ่งนี้ เขาได้เรียนรู้จากเราในการใช้แพลตฟอร์มหรือช่องทางต่าง ๆ ให้เป็นประโยชน์ 

บทเรียนธุรกิจของคุณที่ MBA ไม่เคยสอนคืออะไร

MBA ไม่เคยสอนว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนอย่างเช่นโควิด-19 เกิดขึ้นได้ (หัวเราะ) ทั้งเรื่องความยืดหยุ่น การปรับตัวให้เร็ว วิธีการขายของ มันไม่มีในทฤษฎี เราต้องคิด ต้องสร้าง และปรับตัวด้วยตัวเอง ไม่สามารถกลับไปเปิดตำราหาแนวทางได้เลย แล้วก็เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี่แหละ 

มันคือ Test and Trial เราลองบางอย่างถ้ามันเวิร์ก ดี เราก็ทำต่อให้ดียิ่งขึ้น เราลองบางอย่างมันไม่เวิร์ก ที่ไม่เวิร์กเพราะอะไร ลิสต์มาเลย หนึ่ง สอง สาม สี่ ดูว่าเราแก้ไขได้ไหม คุ้มค่าไหมที่จะลงทุนต่อ มันทำให้เรารอบคอบมากขึ้น ซึ่งทีมงานหลาย ๆ คนยังนำแนวทางนี้ไปใช้ในการทำงานอยู่ ผลคือมีไอเดียใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา 

โควิด-19 ทำให้เราต้องรีบปรับตัว ให้พัฒนาศักยภาพที่มีให้ดีและเร็วยิ่งขึ้น สิ่งที่เรียนรู้คือเราต้องยืดหยุ่น ตอนห้างปิดแล้วจะเปิดใหม่ เรามีเวลาสองวันในการเตรียมตัว ให้พนักงานทุกคนกลับมาเตรียมตัว ทำความสะอาด เพื่อต้อนรับลูกค้า และที่สำคัญคือไม่มีลิมิต The sky is your only limit. ทำยังไงให้องค์กรใหญ่ ๆ ของเราปรับตัวได้เร็ว ทำยังไงให้ลูกค้าและคู่ค้าของเรามีส่วนร่วมในการสร้างสิ่งดี ๆ ด้วยกัน ช่วงวิกฤตจะเห็นเราทำ Co-marketing และ Collaboration มากขึ้น เราต้องสู้ไปด้วยกัน ต้องไปให้รอด 

อีกอย่างคือ เราให้ความสำคัญกับการตลาดบนความรับผิดชอบต่อสังคม เน้นเรื่อง CSR มากขึ้น หากช่วยอะไรได้ เราจะช่วย โควิดคือสถานการณ์ที่ต้องผ่านไปด้วยกัน 

คุณเป็นนักธุรกิจแบบไหน

เราเรียนรู้จากคุณพ่อมาเยอะ คุณพ่อเป็นคนดีที่เรานับถือมาก ๆ สิ่งที่ได้จากพ่อคือการทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์และการรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น มันเป็นสิ่งที่เขาทำให้เห็น เขาทำงานหนัก ทุ่มเทให้กับธุรกิจครอบครัวและครอบครัวของตัวเองมาก ๆ เรานำหลาย ๆ อย่างที่เขาทำมาเป็นแนวทางในการทำธุรกิจ ทำให้โตมาเป็นนักธุรกิจที่ตรงไปตรงมา ไม่เคยคิดถึงผลลัพธ์อื่นนอกจากทำอย่างไรให้บริษัทของเราเติบโตและไปได้ดีที่สุด เราอยากเป็นคน Behind the scene ดันให้หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นโดยที่ไม่จะเป็นต้องมีใครรู้ เพราะคุณพ่อก็เป็นแบบนั้น

Questions answered by CMO of Central and Robinson Department Store

  1. คำชมที่มีค่าที่สุดในชีวิต

มาจากพ่อ เขามีความอดทน เมตตา มีจิตใจที่ดี พอเขาชมเราและบอกว่าภูมิใจ มันมีค่ามาก ๆ เพราะได้รู้ว่าพ่อเห็นสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด

  1. ชอบ West coast หรือ East coast มากกว่ากัน

จริง ๆ ชอบทั้งคู่ แต่ฝั่งตะวันตกอาจจะสนุกกว่า เพราะในหนึ่งวันสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น ช่วงเช้าไปเล่นสโนว์บอร์ดบนภูเขา เที่ยงไปไฮกิ้งต่อได้ แล้วตกเย็นค่อยไปทะเล อีกอย่างคือมีคนหลากหลาย หลายประเทศ หลายแบกกราวนด์ หลายวัฒนธรรม มาอยู่ด้วยกัน

  1. หนังสือ/ซีรีส์/หนัง ที่อยากแนะนำให้คนอื่น

มีเรื่องหนึ่งชื่อ Free Solo เกี่ยวกับ Alex Honnold นักปีนเขามืออาชีพ มันเป็นหนังที่นำเสนอเรื่องความทุ่มเท ความอึด และความเก่ง ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเขา แต่รวมถึงทีมทำภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ต้องเดินทางไปปีนเขากับเขาด้วย คือถ้าขาดคนใดคนหนึ่งไป หรือใครพลาดตกเขาไป ก็คงไปต่อได้ยาก มันสะท้อนให้เห็นว่าทุกคนในทีมสำคัญหมด ต้องไปด้วยกันเป็นทีมเวิร์ก หนังมันเลยออกมาสวยงาม น่าประทับใจ ทุกคนกล้าพอที่จะทำตามแพสชันของตนเอง และทำให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด เลยอยากแชร์ให้ไปดูกันนะคะ 

  1. งานอดิเรกใหม่ที่ได้พบในปีนี้

ตอนโควิดรอบแรกมีคนเอาต้นไม้มาให้ เราทำตายเพราะดูแลไม่เป็น ปีนี้เลยเริ่มศึกษาเกี่ยวกับมันมากขึ้น เริ่มจากต้นง่าย ๆ อย่างยางอินเดีย ไทรใบสัก จนตอนนี้มีสวนกระบองเพชร 

  1. สิ่งแรกที่ทำตอนตื่นนอน

ก่อนหน้านี้ตื่นมาต้องไปตีเทนนิสทุกเช้า เพราะเป็นคนแอคทีฟ แต่ตั้งแต่โควิดระลอกสามก็เปลี่ยนมาเล่นโยคะ ทำกาแฟ ดื่มกาแฟ รดน้ำต้นไม้ ไปพร้อม ๆ กับจัดเรียงสิ่งที่ต้องทำในวันนั้น

  1. ถ้าไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ จะเป็นเรื่องอะไร

แฟนพันธุ์แท้ห้างเซ็นทรัลอยู่แล้ว (หัวเราะ)

  1. คุณจะพูดอะไรบนเวที TED Talk

อยากพูดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในสถานที่ทำงาน ในองค์กรของเราให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เรามีผู้บริหารที่เป็นผู้หญิงหลายคน ซึ่งทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น

  1. คำพูดติดปาก

‘ทำได้สิ’ เราจะพูดแบบนี้กับทีมตลอด Anything is possible ถ้าเราตั้งใจทำ

  1. ถ้าเสาร์-อาทิตย์ไม่ทำงาน คุณจะทำอะไร

ตอบว่าไปเดินห้างที่ตัวเองทำได้ไหม (หัวเราะ) เท็นชอบไปดูบรรยากาศห้าง เพราะเราจะได้เห็นหลาย ๆ มุม อยากไปศึกษาว่าลูกค้าชอบชอบอะไร ซื้ออะไร เราจะได้ดูความเรียบร้อยต่าง ๆ ไปด้วย อาจจะกึ่ง ๆ ทำงาน แต่ไม่ต้องนั่งในออฟฟิศค่ะ แล้วก็เป็นคนชอบเดินทาง เวลาไปประเทศไหนก็ต้องแวะไปห้าง เพื่อศึกษาและเรียนรู้เทรนด์ แต่ถ้าห้ามตอบว่าเดินห้าง ส่วนตัวชอบไปอาร์ตแกลเลอรี่ พิพิธภัณฑ์ หรืออกไปถ่ายรูป

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ยางพาราเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ วิถี สุพิทักษ์ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2528 ที่พ่อของเขาเปิดโรงงานน้ำยางข้น

ต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่ปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด กิจการของพ่อเลยเจริญรุ่งเรือง ตามอุปสงค์ตลาดที่เร่งผลิตถุงยางอนามัย

ครอบครัวของเขาล้วนทำธุรกิจเกี่ยวกับยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยาง คุณวิถีเข้ามารับช่วงต่อโรงงานยางน้ำข้น ส่วนน้องชาย คุณวิศิษฏ์ สุพิทักษ์ เลือกกลับมาพัฒนาเรื่องไม้ยางแปรรูปหลังเรียนจบ

Woodwork ก่อตั้งขึ้นในตอนนั้น ขยายกิจการไปได้ 3 โรงงาน คุณวิศิษฏ์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง พี่ชายจึงต้องมารับช่วงต่อธุรกิจที่กำลังไปได้ดี

การบริหารโรงงานน้ำยางข้นกับไม้แปรรูปต่างกันลิบลับ น้ำยางข้นอาศัยเครื่องจักรทันสมัยเป็นหลัก ส่วนไม้แปรรูปต้องพึ่งพาความเอาใจใส่ของคนทำ ซึ่งเข้ามือคุณวิถีในวัย 25 ผู้เรียนจบจากโรงเรียนประจำชายล้วนที่มิตรภาพระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

Woodwork อยู่ภายในการบริหารของคุณวิถีมาเกือบ 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเติบโตเป็นบริษัทผลิตไม้ยางแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ธุรกิจจะยืนหนึ่งบนยอดภูเขา คุณวิถียังหาทางพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความยั่งยืน เขาเริ่มจากแนวคิดอยากได้ต้นยางที่มีคุณภาพ จึงหาซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย ทำสวนยางอินทรีย์ด้วยใจ ก่อนจะศึกษาเรื่องการปลูกป่าร่วมยางอย่างจริงจังเพื่อรักษาธรรมชาติโดยรอบไว้ 

จากที่ดินในภาคเหนือสู่แผ่นดินตรังบ้านเกิด เขาทำโมเดลเดียวกันที่จังหวัดตรัง เพิ่มเติมคือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าป่าร่วมสวน เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และลานกิจกรรมของพนักงาน Woodwork

จึงไม่ใช่แค่ไม้ยางคุณภาพที่นักธุรกิจคนนี้ปลูกสำเร็จ เขายังสร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างอากาศดี ๆ ให้คนตรังสูดได้เต็มปอด 

คุณเป็นผู้บริหารที่เอาใจใส่กับ ‘คน’ มาก ทำใมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการทำธุรกิจ

ผมเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. โตมากับการอยู่กับเพื่อนเยอะ เราให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน เวลาทำงานก็ให้ความสำคัญกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สมัยก่อนที่น้ำยางข้น เรามุ่งเน้นเรื่องเทคนิค เครื่องจักร การใช้สารเคมี การใช้เทคโนโลยี ส่วนโรงงานไม้ยางเน้นฝีมือคน ที่ Woodwork การพัฒนาคนจึงสำคัญมาก เราเคยมีคนงานถึง 4,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน ขณะที่ผลผลิตเท่าเดิม เราพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มคุณภาพคน คุณภาพงาน คุณภาพชีวิต ซึ่งสำเร็จมาได้ระดับหนึ่ง เพราะคนเราลดไปเกือบครึ่ง แต่งานที่ได้หายไปไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในอดีตมี 2 คนประจำโต๊ะเลื่อย 1 คู่ เรียกกว่า นายม้ากับหางม้า ใช้ไม้ราว ๆ 6 – 7 ตัน วันนี้ทำงาน 8 ชม. เท่ากัน แต่ใช้ไม้ได้ถึง 10 ตัน 

พอศักยภาพเพิ่มขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น คนเลื่อยไม้เก่ง ๆ ของเราได้เงินมากถึง 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ดูแลพนักงานยังไงถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เรามองไปถึงความเป็นอยู่ มีการจัดอบรม สัมมนา พัฒนาความสามารถ ทำกิจกรรมเพื่อให้คนของเราได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่องค์กรเรามีคือคุณธรรม ไม่ใช่แค่กับคนของเรา แต่รวมถึงสังคมโดยรอบที่เขาอยู่โดยต้องไม่เดือดร้อนจากการทำธุรกิจของเรา

พักหลังมานี้ โรงงานทั้ง 9 แห่งของเราไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้างเลย เราอยู่ร่วมกับสังคมโดยรอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือลูกค้า ร้านค้า ไม่ใช่พัฒนาแค่ตัวเรา แต่พัฒนาเขาด้วย เราเอาใจใส่ มอบสิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนทางอ้อมก็ชุมชน เขาอาจจะได้ประโยชน์ พอมีโรงงานก็มีคนเพิ่มขึ้น เกิดร้านค้า เกิดกิจการ เกิดเป็นชุมชนขึ้นมา เราพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมทำเรื่องยางมาตลอด หลายครั้งไม้ยางคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะชาวสวนผสมโน่นผสมนี่ บางทีเจอไม้ลายซึ่งเกิดจากการดูแลไม่ดี ตัวเองอยากทำให้มันดี ก็เลยคิดสร้างโมเดลให้เป็นตัวอย่าง กอปรกับตอน พ.ศ. 2555 ได้ที่ที่เชียงราย ก็ตั้งใจปลูกยางดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อที่พอเวลาผ่านไปอีก 20 – 30 ปี ไม้ยางของเราจะสวยกว่าไม้ยางในละแวกนั้น 

เราเริ่มเปิดกรีดยางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ย้ำกับทีมงานตั้งแต่ต้นว่า คนกรีดยางของเราต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ ซึ่งเราทำได้ คนกรีดยางวันนี้มีรายได้ราว ๆ 240,000 – 250,000 บาทต่อปี เรามีวิธีจัดการระบบในสวน ทำให้คนงานทำงานน้อยลง จากทั่วไปกรีดได้วันละ 500 – 600 ต้น ก็กรีดได้ 2,000 ต้น ปีหนึ่งทำงานได้ 200 กว่าวัน แม้ราคายางจะน้อยลง แต่คนงานเรายังไม่เดือดร้อน

พอทำสวนยางคุณภาพแล้ว เราพบว่าพืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ไม่ดีต่อธรรมชาติเท่าไหร่ เลยศึกษาเรื่องป่าร่วมยางต่อ จนได้เจอกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ได้รู้จักแนวคิดที่บอกว่า ดินดี ดินไม่ดี ไม่มีจริงหรอก มีแต่ว่าปลูกอะไรเหมาะกับอะไร

อ.จุลพร บอกอะไรกับคุณในวันแรกที่เจอกัน

วันแรกที่เจอกันนี่อายเลยนะ น้องสถาปนิกแนะนำให้รู้จักอาจารย์ ทราบภายหลังว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน ผมเป็นคนตรัง เขาเป็นคนสมุย ตอนเจอกันวันนั้นผมเพิ่งกลับมาจากมาดากัสการ์ ขนต้นไม้กลับมาเพียบ ทั้งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นเบาบับ เล่าให้แกฟัง แกก็พูดกลับมาคำหนึ่งว่า “สิ่งที่คุณวิถีพูดนี่เหมือนสวนตรุษจีน” (หัวเราะ) 

แกก็อธิบายให้ฟังเพราะเราไม่มีความรู้ ถ้าปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวแมลงจะไปทำลาย ถ้าจะปลูกต้องหาไม้พื้นถิ่นที่เหมาะกับสภาพดิน บางอย่างเป็นไม้พื้นถิ่นจริง แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินนี้ก็ไม่รอด

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

การที่คนคนหนึ่งจะสร้างป่า ต้องเริ่มจากอะไร

เริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของกรมทรัพยากร หลายปีก่อนเขาปลดล็อกไม้ต้องห้ามให้เป็น Area-based คือคุณปลูกเอง ตัดใช้เองได้ แต่ห้ามบุกรุกป่าหรือธรรมชาติเด็ดขาด 

หลังจากกฎหมายนี้ออกมา จะเห็นหลายคนหันมาปลูกต้นไม้ สร้างเป็นทรัพย์สิน ผมเองก็ได้พัฒนาโครงการออมต้นไม้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สโมสรโรตารี่ และกลุ่มแลตรังยั่งยืน เราจะให้พนักงานโดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็ก เอาต้นไม้ไปปลูกที่บ้านคนละ 2 – 3 ต้น ผ่านไปสัก 30 ปีเขาโตขึ้น ต้นไม้น่าจะมีราคาหลักแสน 30 ปีเท่ากับราว ๆ 10,000 วัน ก็เทียบเท่าเขาออมเงินวันละ 10 บาท 3 ต้นก็ 30 บาท มันทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้เรื่องการออม 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแลตรังยั่งยืนเพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศให้ชุมชน หรือในอนาคตอันใกล้ ผมว่าคาร์บอนเครดิตจะเข้ามีบทบาทในระดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้าเราปูพื้นฐานการรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้นยางพาราที่ปลูกอย่างเอาใจใส่จะเป็นแบบไหน

เราทำทุกอย่างเป็นอินทรีย์หมด แต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีนะ แต่ 4 – 5 ปีมาแล้วเราไม่แตะเลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย ล้วนเป็นอินทรีย์หมด บางทีก็ใช้เป็นชีวภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

ต้นยางจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ตอนอายุ 7 ปี กรีดไปได้อีกถึง 15 ปี ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจได้แค่ 12 – 13 ปี พอน้ำยางหมดก็ตัดเอาไม้มาแปรรูป แต่ผมกำลังทดลองว่า ถ้าดูแลดี ๆ ไม่ให้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่อินทรีย์ มีเวลาพักฟื้น ดูแลเปลือกให้ดี ผมจะกรีดยางไปได้ถึง 20 – 30 ปีไหม 

ประเทศไทยมีไร่ยางอยู่ประมาณ 18 – 19 ล้านไร่ ปีหนึ่งตัดสัก 4 – 5 แสนไร่เพื่อแปรรูป ภาคใต้เยอะสุดเพราะเป็นจังหวัดเริ่มต้น ตั้งแต่ที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี นำพันธุ์ยางเข้ามาจากมาเลเซีย และปลูกที่ตรังเป็นที่แรก ตอนนี้มีกระจายทั่วประเทศ อีสานก็เยอะ บึงกาฬ อุดรธานี อย่างบึงกาฬเขาก็พยายามพัฒนาเป็นจังหวัดยาง บุรีรัมย์ ชัยภูมิก็มี ที่น้อยสุดน่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือมีที่เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง 

ต้นยางจึงให้แค่น้ำยางกับไม้แปรรูป ที่ส่วนมากนำมาทำเฟอร์นิเจอร์

เป็นแบบนั้นมาตลอด ยางมี 2 ระบบคือ หนึ่ง ระบบจุ่ม เช่น ทำถุงมือ ถุงยาง อันนี้ต้องมาเป็นน้ำ สองคือยางแท่ง ยางกันชน แบบนี้มาเป็นก้อน ส่วนไม้ยางเราส่งไปจีน ส่งไปเป็น Material เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ แต่วันนี้เราพยายามพัฒนาให้ไม้ยางแข็งแรงจนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้ พัฒนาเรื่องความคงทน ความยืดหยุ่น ทำร่วมกับญี่ปุ่น เพราะเขาเก่งเรื่องไม้ แล้วสร้างเป็นแบรนด์ใหม่

ถ้าใครได้มาตรังลองแวะไปที่ร้านกาแฟ Occur ที่นั่นโครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้ยางทั้งหลัง

ปัจจุบันคุณวิถีมีป่าร่วมยางกี่ไร่

ที่เชียงรายประมาณ 1,700 ไร่เศษ ทำที่เชียงรายเสร็จ ก็นึกว่าทำไมไม่กลับมาทำที่บ้านเราบ้าง มาได้ที่ตรงวิถีตรังนี่แหละ 116 ไร่ พอเริ่มทำก็ไม่มีประสบการณ์เชิงการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยากสร้างความยั่งยืน ก็เลยไปรวมตัวกับภาคประชาชน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ธุรกิจรีสอร์ตเล็ก ๆ สร้างกลุ่มที่ชื่อว่า แลตรังยั่งยืน ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติตรังและพัฒนาแนวทางไปสู่ 4อ คือ อารมณ์ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย 

ตอนนี้ก็เริ่มจากการปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่เดิมที่วิถีตรัง เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนของเราได้มีธรรมชาติในชีวิต ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมอมรม สัมมนา และพัฒนาความรู้คน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริม ใครมีบ้านมีพื้นที่ก็ช่วยกันปลูกได้เลย

อันนั้นเรื่องป่า อีกโครงการที่แลตรังยั่งยืนทำขึ้นมาคือ ศูนย์ศิลปะวิถี ร่วมกับ อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง จัดเป็นงานประเพณีศิลปวัฒนธรรม บางปีก็มีศิลปินระดับโลกมาจอยด้วย หรือถ้าเป็นเชิงการท่องเที่ยว ถ้าใครสนใจกิจกรรมเชิงผจญภัย เราก็จะสำรวจเส้นทางเดินป่า คุยกับกรมป่าไม้หรืออุทยาน ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน ฝึกให้เขานำทาง สร้างรายได้

กลุ่มเราเหนียวแน่นนะ ทำงานกันมาแล้ว 7 – 8 เดือน มีประชุมทุกเดือน นี่เดี๋ยวจะพาอาจารย์จุลพรไปเดินป่า ก็ต้องสำรวจเส้นทางไว้เหมือนกัน

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

จังหวัดตรังพิเศษยังไงสำหรับคุณ

ผมเป็นคนตรัง เติบโต เรียนหนังสือที่ตรัง ช่วงมัธยมย้ายมากรุงเทพฯ พอจบมหาลัยก็กลับไปตรัง ผมใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด พอเรียนรู้อะไรมาก็อยากเอากลับไปพัฒนาที่บ้านเรา

จังหวัดตรังสำหรับผมน่าสนใจ เราไม่ใช่จังหวัดที่เจริญทางอุตสาหกรรม ต้องขอพูดถึง ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีแนวคิดจะทำตรังให้เป็นเมืองการศึกษา ท่านเองก็รักสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตรังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองได้ 

เราไม่ได้ขายสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู แต่เราขายสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็กำลังทำให้อากาศดี ออกซิเจนสูง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนแล้ว

บ้านเราเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่เกิดปัญหารถติด ปัญหามลภาวะ เป็นเมืองปลอดภัยเมืองหนึ่ง สิ่งที่เราเข้าไปเติมได้คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยกัน เพราะสิ่งนี้จะอยู่กับตรังไปตลอด อยู่ติดตัวลูกหลานชาวตรัง

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปสู่การดำเนินงานธุรกิจของ Woodwork อย่างไรบ้าง

เราต่อยอดไปหลายอย่าง ปัจจุบันโรงงานมี 9 โมง มีโรงไม้ชีวมวลที่เกี่ยวกับฟาร์ม เราทำลักษณะแบบ BCG (Bio Circular Green Economy) นำของเหลือจากไม้มาทำวัสดุปลูกก้อนเห็ด เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะ หลังจากนั้นเราก็หาตลาดที่รับไปแปรรูปให้เขา สกัดเป็นโปรตีนทางเลือก เครื่องสำอาง อาหาร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากเห็ดก็ยังมีสมุนไพรที่ปลูกร่วมกับยางบนแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีพืชเชิงสูง เชิงกลาง และพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหน้าดิน รวมไปถึงการพัฒนาไม้ยางให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เล่าให้ฟัง

สัปดาห์ก่อนที่ไปวิถีตรัง จังหวัดตรัง เจอลูกชายคุณด้วย

ใช่ ๆ (ยิ้ม) ผมมีลูกชาย 2 คน คนที่เจอคือคนน้อง เพราะคนพี่อยู่นิวซีแลนด์ ยังกลับประเทศไม่ได้ ส่วนคนนี้เพิ่งเรียนจบ กลับมาดูงาน

ลูกชายสนใจธุรกิจของพ่อไหม

ก็เริ่มสนใจนะ (หัวเราะ) คนรุ่นใหม่นี่ความคิดความอ่านเร็วมาก แต่เรื่องประสบการณ์ เราต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ผมก็พยายามปลูกฝังเรื่องวิธีคิด เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็พยายามดึง ๆ ให้กลับมาเรียนรู้ธุรกิจบ้าง

ตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเรื่อง Marketing ปกติเราไม่เคยมีการตลาดแบบนี้ ขายเป็น Mass ส่งไปจีน เดือนหนึ่ง 500 ตู้ 1,000 ตู้ ไม่เคยขายปลีกออนไลน์ พวกลูก ๆ เขาเร็วเรื่องเทคโนโลยี รุ่นผมนี่หมดสิทธิ์ ยังไงก็ต้องฟังไอเดียเขา ปล่อยให้เขาทำ 

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

จากที่เคยเป็นนักธุรกิจที่ทำแต่ธุรกิจของตัวเอง วันนี้ทำโครงการมากมายกับชุมชน คนในท้องที่ คุณมองบทบาทตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในอนาคตเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำให้เกิดคุณค่ากับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอะไรให้ส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่ Woodwork พัฒนาคนมาตั้งแต่แรก ตอนนี้คนในทีมผมเก่งมาก ๆ ทั้งในเรื่องบริหารจัดการโรงงาน จัดการองค์กร หรือดำเนินงานต่าง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องเข้าไปช่วยอีกแล้ว เราจะคุยกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ อย่างนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้ไปทำงานภาคสังคม ได้มานั่งคุยกับ The Cloud งานไหนทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนในชุมชนหรือองค์กร ทำให้เขาพัฒนามากขึ้น งานนั้นก็อยากทำ

เหมือนงาน Good Business Trip ที่ The Cloud จะพาคนไปเยี่ยมวิถีตรัง ผมก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ผมอาจจะให้ไป 10 อย่าง เขาเอาไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว

การทำงานเพื่อสังคมอาจไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน แต่กำไรที่คุณวิถีได้คืออะไร

ถ้าเทียบกับหลัก 4อ ที่ตัวเองเปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ อารมณ์ 

แต่ก่อนเวลามีอะไรมากระทบกระทั่งเรา นึกภาพเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็จะฟึดฟัด หงุดหงิด ผมปลูกต้นไม้มา 5 ปีแล้ว กว่าจะโตต้องรอ 20 – 30 ปี เราเลยกลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้อีก 20 – 30 ปีจะได้ถึงวันที่ต้นไม้มันโต ผมอยากเห็น

ถ้าเป็นวัตถุ คุณต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเพื่อให้งดงาม แต่ต้นไม้นี่งอกงามด้วยตัวของมันเอง เราไม่ต้องทาสี ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่รดน้ำ ให้ความรัก มอบหัวใจให้มัน ถ้าส่วนไหนของมันบดบังเรา ก็แค่เอามีดไปตัดออก เราทำแค่นั้นเลย แล้วมันจะโตสวยงามขึ้นทุกวัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นมันเติบโต เหมือนเวลาเราทำงาน เห็นงานสำเร็จก็มีความสุข เวลามีครอบครัว เห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรงก็มีความสุข คุณลองไปทำสวนดูนะ คุณจะได้อาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย คุณจะได้เจอหมอน้อยลง 

หรืออาจจะเป็นด้วยวัยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เริ่มจะแก่ (หัวเราะ)

แปลว่าที่บ้านต้นไม้เยอะ

ใช่ บ้านอยู่กลางเมืองเลยนะ ตรงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว ผมไปทำอะไรที่ไหนจะได้อานิสงส์จากสิ่งแวดล้อมตลอด หน้าบ้านเลยเป็นวิวสวนเลย ในโรงงานก็เหมือนกัน ร่มรื่น เขียว สวยงาม

คำถามสุดท้าย คุณพัฒนาคนมาเยอะ ทั้งในฐานะผู้บริหาร พ่อ และประชากรชาวตรัง เราจะสร้างคนที่เห็นคุณค่าของจังหวัด ชุมชน และสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้ยังไง

ไม่ว่าจะทำอะไร คุณต้องมี Sense of Belonging ความเป็นเจ้าของเป็นได้ทั้งกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรมและจิตวิญญาณ อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็มีความเป็นเจ้าของ ถ้าใครได้ไปเยี่ยมวิถีตรังก็ควรจะมีความรู้สึกนี้เช่นกัน

มองแบบนี้นะ เราอยู่บนโลกใบนี้ไม่เกิน 30,000 วันหรอก ไม่มีใครเกินนี้ ความเป็นเจ้าของอาจแค่มาแล้วก็ไป แต่ถ้าทุกคนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับโลกใบนี้ เราน่าจะร่วมสร้างสิ่งที่สวยงามได้ 

จังหวัดตรังเราพยายามสร้างแนวคิดแบบนี้ คุณเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตรัง คุณก็เป็นเจ้าของตรัง ณ ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากทำลายของตัวเอง เราจึงสร้างแนวคิดนี้ให้กับการท่องเที่ยวเมืองตรัง อยากให้ทุกคนได้สัมผัสตรัง ได้ดูแลรักษา และเรียนรู้จากจังหวัดของเรา

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

Questions answered by the Chairman of Woodwork Co.,Ltd. 

1.เมนูกาแฟโปรด

อเมริกาโน่กับคาปูชิโน่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอเมริกาโน่เพราะงดน้ำตาลอยู่ ร้อนเย็นแล้วแต่สภาพอากาศ กลางวันหรือเช้า ๆ ก็ร้อน เย็น ๆ หรือเวลาออกกำลังกายจะดื่มเย็น

2.หนังสือที่อยากให้ลูกชายอ่าน

หนังสือที่พูดเรื่อง Mindset ทัศนคติ จินตนาการภาพบวก เราให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านแล้ว ตาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ดู TikTok แต่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ฟังกับรับภาพมันง่ายกว่า เร็วกว่า

3.ข้อดีของตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูก

ความเป็นคนมีน้ำใจ พอโตขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง ตัวเองไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

วันนี้ผมคุยกับ The Cloud ผมก็ต้องดูว่า The Cloud อยากได้อะไรจากเรา ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเกิดประโยชน์ได้ด้วย 

อีกเรื่องคือความเชื่อว่า ความดีจะชนะทุกอย่าง ฉะนั้น คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

4.บทเรียนจากกีฬากอล์ฟ

สอนให้เป็นคนนิ่ง รู้จักวางแผน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เวลาเราตี ไม่มีกรรมการมากำกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ นับถือตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง

5.ทริปล่าสุด

ไปเที่ยวญี่ปุ่น

6.คำพูดติดปาก

นึกไม่ออก มันแล้วแต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนา ผมจะมองเขาเป็นหลัก

7.ร้านอาหารในตรังที่พลาดไม่ได้

ร้าน Richy หรือถ้าอยากกินอาหารอิตาเลียนก็ Lion’s Tale อีกอันที่ต้องไปยกเว้นตอนกลางคืนฝนตก คือ โกปี๊ โกปัง เป็นร้านกาแฟสไตล์คนเมืองตรัง พวกผมไปกันบ่อย ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 30 บาท โม้ได้ทั้งคืน คุ้มมาก (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load