01

รุ่งอรุณแห่งความสุข

สุโขทัยคือเมืองรุ่งอรุณแห่งความสุข

ร้อยทั้งร้อยคนที่มาสุโขทัย ล้วนปักหมุดหมายไว้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ เพื่อชมหลักฐานความเจริญของอารยธรรมไทย แม้ไม่ใช่วัดวังที่ยังงามเรืองรองเหมือนอย่างกรุงเทพฯ แต่บรรดาวัดวังที่เคยงามรองเรืองมาเมื่อ 700 ปีที่แล้วนั้นก็ถือได้ว่าเป็นแลนด์มาร์กของจังหวัด

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

ทว่าเป้าหมายของเราวันนี้อยู่ห่างออกมา 12 กิโลเมตร ในตัวอำเภอเมืองสุโขทัย

ตึกแถวขนาด 2 คูหา ริมถนนบาลเมือง เยื้องกับโรงเรียนสารสาร์ท คือที่ตั้งของ Rush Lush Craft Cafe ร้านกาแฟสายคราฟต์ของ รัตน-สุรีรัตน์ กลิ่นขจร และแน็ค-ปริวัฒน์ วิเชียรโชติ ลูกหลานชาวสุโขทัยที่ตัดสินใจกลับบ้านเกิดมาเปิดคาเฟ่

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

ความดีงามของสถานที่แห่งนี้ที่ทำให้เราชวนเจ้าของทั้ง 2 คนมานั่งคุยด้วยมี 2 ข้อ

ข้อแรก ป้าย ‘กาแฟร้านเราไม่ใส่น้ำตาล เพื่อเคารพรสชาติและความตั้งใจจากเกษตรกร’ ที่ตั้งเด่นตระหง่านหน้าเคาน์เตอร์ คือเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงของทั้งคู่ ในการเลือกเสิร์ฟวัตถุดิบท้องถิ่นโดยปรุงแต่งให้น้อยที่สุด เพื่อนำเสนอรสที่แท้จริงจากธรรมชาติ

ข้อสอง ร้านนี้เปิดแค่วันศุกร์-อาทิตย์ เพราะแน็คและรัตน์จะใช้เวลา 4 วันที่เหลือออกไปชาร์จแบตกายและใจ ด้วยการทำโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคม เข้าหาชุมชน และนำวัตถุดิบท้องถิ่นแท้ๆ มาใช้ที่ร้าน

เหตุผลเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่เราจะชวนทุกท่านมาเอนตัวลงบนเก้าอี้นุ่มๆ กลางร้านย่านเมืองเก่า ดื่มอเมริกาโน่ร้อนไม่ใส่น้ำตาล คู่กับขนมปังยีสต์ธรรมชาติ พลางชิมชีสเค้กฟักทองจากกลุ่มปกาเกอะญอ พร้อมฟังเมนูต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวอันแสนอบอุ่นและน่าสนุกของวัตถุดิบนานาชนิดไปพร้อมกัน

แล้วจะรู้ว่าสุโขทัยมีดีกว่าที่คิด

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

02

ที่ไปที่มา

ก่อนหน้าที่ทั้งคู่จะเปิดร้าน Rush Lush Craft Cafe ที่สุโขทัย พวกเขาเปิดคาเฟ่ชื่อเดียวกันนี้ในกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยามาก่อน

ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรืออย่างไร ที่ตอนนั้นตึกข้างๆ ร้านของพวกเขาได้เปลี่ยนมาทำโฮสเทล แน็คและรัตน์จึงได้มีโอกาสรู้จักกับเจ้าของกิจการเพื่อนบ้าน สานสัมพันธ์จนกระทั่งสนิทสนม ขณะเดียวกันนั้น สองสามีภรรยาก็ได้ซึมซับและตกหลุมรักวิถีชีวิตของชาวโฮสเทลไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อถึงคราวที่ต้องย้ายกลับสุโขทัย จึงคิดริเริ่มอยากจะนำโมเดลโฮสเทลที่พวกเขาสนใจ กลับมาดำเนินธุรกิจต่อที่บ้านเกิดพร้อมกับคาเฟ่เดิม ด้วยแรงกำลังที่เปี่ยมล้น และความสนใจใคร่รู้ที่แม้มีมากมาย แต่กลับสะเปะสะปะไร้ทิศทาง

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

แน็คและรัตน์จึงไปปรึกษาส้ม แห่ง The Yard Hostel เกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินธุรกิจ จนสุดท้ายพวกเขาได้รับคำแนะนำว่าให้ลองเข้าร่วมโครงการพอแล้วดีดู เผื่อว่าไอเดียที่ฟุ้งฝันและแรงบันดาลใจอันแรงกล้าของพวกเขานั้นจะเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น

เมื่อได้เรียนรู้กระบวนการคิดจากโครงการที่ว่ามาแล้ว แน็คและรัตน์จึงตัดสินใจย้ายกิจการมาเปิดโฮสเทลและคาเฟ่ที่สุโขทัย ธุรกิจดำเนินไปได้สักระยะก็เผชิญปัญหาโรคระบาด COVID-19 ที่ไม่อาจจะเลี่ยงได้ พวกเขาจึงจำต้องปิดส่วนโฮสเทลไป เพราะฟากธุรกิจนั้นอาศัยลูกค้าชาวต่างชาติเป็นหลัก แล้วย้าย Rush Lush Craft Cafe มายังพื้นที่บ้านของครอบครัวแน็ค ทั้งคู่จึงสามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจให้แก่คาเฟ่ได้มากขึ้น

03

ใจบันดาลแรง

“คิดว่าต้องทำยังไงให้เราสามารถใช้ชีวิตแบบบาลานซ์ได้ ผมเป็นคนที่อยู่ไม่ค่อยนิ่ง ปรกติจะต้องปิดร้านเพื่อไปหาคนโน้นคนนี้ ไปหาเพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ๆ ก็เลยคิดกันว่า ถ้างั้นก็เปิดร้านแค่ 3 วัน อีก 4 วันจะได้ทำอะไรอย่างอื่น”

แน็คอธิบายถึงที่มาที่ไปว่าทำไม Rush Lush Craft Cafe ถึงเปิดแค่วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์

แล้ว 4 วันที่เหลือ คุณเอาเวลาไปทำอะไร-เราถาม

“อะไรที่เป็นประโยชน์กับสังคม เราจะเอาเวลาสี่วันนี้ไปทำ เพื่อไม่ให้งานเราเสียไปด้วย”

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

แน็คและรัตน์สลับกันเล่าถึงบรรดากิจกรรมที่พวกเขาทำในวันหยุดให้เราฟัง ด้วยสีหน้า แววตา และน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยกำลังใจและความสุข

“ก่อนหน้านี้ที่โฮสเทล เรารับชาวต่างชาติมาเป็นอาสาสมัครไปทำประโยชน์ตามที่ตัวเขาถนัด ให้เขาได้ค้นหาตัวเอง ค้นพบความสามารถ และได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมไปด้วย

“ล่าสุดไปเจอกลุ่มเกษตรออร์แกนิกในสุโขทัย เราก็เข้าไปช่วยเขาเรื่อง Design Thinking หรือเวลาจะมีคนเข้ามาศึกษาดูงาน เราก็จะช่วยวางแผนรับมือ วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ช่วยติดต่อหาตลาดให้เขา ให้คอนเนกชันกับเขา ช่วยในสิ่งที่เราช่วยได้”

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

ความฉงนสนเท่ห์ของเราก็ยิ่งทวีคูณ วิถีการดำเนินธุรกิจเช่นนี้ดูจะไม่ได้มุ่งหวังกำไรเป็นสำคัญ แต่น่าจะโฟกัสไปที่ความสุขใจมากกว่า เราอดสงสัยไม่ได้ว่าความคิดอะไรที่ชุบชูจิตใจให้ทั้งสองคนมีเรี่ยวแรงออกไปทำเช่นนี้อยู่เสมอ

“เมื่อก่อนผมทำงานในวงการผลิตโฆษณาเกี่ยวกับเรื่องราวเพื่อสังคม เลยได้มีโอกาสรู้จักบรรดาผู้คนที่เขาทำอะไรแบบนี้ เช่น ครูปู่ ซ.โซ่ อาสา คนนี้เป็นแรงบันดาลใจสุดๆ เลย ครั้งหนึ่งแกเคยพูดว่า ‘ยิ่งอายุเหลือน้อย ยิ่งต้องเร่งทำความดี เพราะไม่เหมือนกับหนุ่มสาวที่จะทำความดีเมื่อไหร่ก็ได้ ยิ่งแก่ยิ่งต้องรีบทำ’ เราก็กลับมาคิดได้ว่าเราเพิ่งอายุเท่านี้ แล้วทำอะไรอยู่วะ ยิ่งพอมาเข้าโครงการพอแล้วดี เลยได้ค้นพบคุณค่าที่เรายึดถือจริงๆ เลยรู้ตัวว่านี่แหละคือสิ่งที่เราต้องทำ”

04

เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

นอกจากเข้าไปช่วยเหลือชุมชนผ่านโครงการต่างๆ แล้ว ทั้งคู่ยังได้อุดหนุนสินค้าชาวบ้าน นำวัตถุดิบพื้นถิ่นที่เติบโตขึ้นมาจากความใส่ใจของผู้ผลิต มีความพิถีพิถันเป็นปุ๋ยยาที่คอยบำรุงให้เติบโตอย่างสุขภาพดี มาสร้างสรรค์เป็นเมนูต่างๆ ที่ร้านอีกด้วย

“เราไม่ได้แค่ไปซื้อผลผลิตมาใช้เฉยๆ แต่เราไปดูว่าใครเป็นคนทำ เขาทำยังไง ภูมิปัญญาแบบไหน ขนมปังที่ร้าน มีขนมปังฟักทอง เผือก และมัน จากชุมชนที่เรานำมาดัดแปลงใช้

“อย่างชีสเค้กเสาวรส เราได้เสาวรสมาจากขุนแปะ อำเภอจอมทอง เชียงใหม่ ซึ่งเราได้ลงไปทำงานร่วมกับชุมชนในด้านการฟื้นฟูวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เป็นเวิร์กช็อปชื่อว่าลิ้มรสให้รู้ราก ตอน จากผืนดินสู่ดวงดาว วิถีชาวปกาเกอะญอ เพื่อให้คนได้เห็นอีกรูปแบบของการท่องเที่ยวแบบที่ไม่ฉาบฉวย”

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

แน็คและรัตน์ใช้วัตถุดิบเหล่านั้นด้วยความเคารพในเกษตรกร และเชื่อมั่นในความอร่อยแต่ดั้งเดิม ทั้งสองจึงพยายามปรุงแต่งอาหารในร้านให้น้อยที่สุดเพื่อชูวัตถุดิบ เพราะต่างเห็นถึงคุณค่าของรสชาติอันเป็นแก่นแท้ที่จะบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังอาหารจานนั้น

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

แน็คเล่าประสบการณ์สนุกๆ ให้เราฟังว่า “มีครั้งหนึ่งเข้าไปที่หมู่บ้าน มีชาวปกาเกอะญอคนหนึ่งเอาฟักทองมาให้ เราก็เอามาทำขนมปังโดยที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เลย เช้ามาก็เอาไปให้เขากิน เขาบอกว่า ‘พี่ มันอร่อยมากเลยอะ’ ผมเลยรู้สึกว่าพอได้ทำอะไรที่เป็นธรรมชาติแท้ๆ โดยไม่ต้องพึ่งอย่างอื่นนอกจากมือกับใจ มันออกมาดีมาก คนที่เป็นเจ้าของก็รับรู้ได้ว่าตัวเองมีคุณค่า แล้วก็เอาเรื่องราวมาเล่าในร้าน ว่าใช้ฟักทองจากปกาเกอะญอ เขาปลูกผลผลิตพวกนี้เพื่อต่อสู่กับการปลูกพืชแบบอุตสาหกรรมอย่างข้าวโพด ลูกค้าก็เข้าใจและอิน เราเลยรู้สึกว่า โอเคว่ะ แฮปปี้”

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทั้งคู่ยังคงใช้วัตถุดิบหลักมาจากพื้นที่ท้องถิ่นคือเพราะต้องการสื่อสารว่าสุโขทัยนั้นมีอะไรดีมากกว่าการเป็นเมืองเก่าแก่โบราณ

“แม้จะเป็นขนมปังง่ายๆ แต่เราก็พยายามเอาของท้องถิ่นมาประยุกต์หรือทำให้พิเศษขึ้นมา มีช่วงนึงมะม่วงตลับนาคของสุโขทัยเหลือเยอะมาก เราก็เอามากวนแล้วแช่แข็งไว้ พอได้เสาวรสจากปกาเกอะญอ ก็เอามาผสมกันทำเป็นแยม แล้วลองเอามะม่วงมาใส่ขนมปัง สรุปว่ามันอร่อย กลิ่นหอมฟุ้ง เราชอบมาก อย่างน้อยเราก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนสุโขทัยด้วยกันเองได้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาทำให้ดี”

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

เพียงได้ฟังเรื่องราวที่เจ้าของร้านผู้หญิงเล่าให้ฟังก็น้ำลายสอ อยากจะลองชิมเมนูจากของดีท้องถิ่นดูบ้าง

“ล่าสุดเราทำเพสโต้โหระพา เอาโหระพาจากข้างบ้าน ปลาเค็มชุมพรที่ได้มาจากน้องที่เรารู้จัก ปลาป่นของดีสุโขทัย แล้วก็สมุนไพรจากเผ่าปกาเกอะญอที่เชียงใหม่ เอามาผสมกันทำเป็นซอสเพสโต้ พอคนมากินเขาก็ว้าว อร่อย แค่นี้ก็รู้สึกประสบความสำเร็จแล้ว เราได้นำเสนอของดีจากท้องถิ่นต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่ในสุโขทัยเท่านั้น”

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

05

เรื่องราวระหว่างคนกับคน

“เราอยากให้คนลึกซึ้งกับการกิน” แน็คเผยความตั้งใจจริงให้เราฟัง “คนมาร้านเราจะได้สัมผัสข้อนี้แน่ๆ เราไม่ได้เสิร์ฟอาหารที่อร่อยที่สุดหรอก แต่เบื้องหลังของทุกจานมันมีคุณค่าอะไรบางอย่างซึ่งคนกินจะสัมผัสได้ทันที”

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน
Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

ทั้งคู่ยังบอกอีกด้วยว่าพวกเขาตกหลุมรักเสน่ห์ของความสัมพันธ์ระหว่างคนเข้าอย่างจัง เวลาทำอะไรก็จะให้ความสำคัญแก่คุณค่าของมนุษย์เป็นหลัก

“อย่างที่ไปสอนทำขนมปังล่าสุดเพราะพี่คนนี้เขาขอให้เราช่วยสอนมาเป็นปี ไม่ใช่ว่าเราหวง แต่ว่าเราอยากสอนคนที่เราสนิทใจ คนที่อยากทำเป็นจริงๆ สูตรของเราก็ไม่ได้วิเศษอะไร แล้วต้องไปสอนที่บ้านเขาด้วยนะ เพราะเขาจะได้ใช้อุปกรณ์ในครัวตัวเองทำได้

“เราก็ไม่ได้เก่งอะไรมากเลยอยากเป็นแบบเพื่อนสอนกันมากกว่า แค่เห็นว่าลูกค้าคนนี้ไปมาหาสู่เราเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าก็ไม่เห็นเป็นไรนี่หว่า ถ้าวันนึงเขาทำแล้วมันพิเศษหรือว่าเวิร์ก เราก็ยินดี แล้วถ้าเขาจะมาแบ่งให้เราชิมเราก็ยินดีมากเช่นกัน เราเองยังต้องฝึกอีกเยอะ ไม่ได้กะจะขายคลาสเป็นกิจจะลักษณะอะไร”

ทั้งหมดทั้งมวลก็วกกลับมาที่เรื่องความสัมพันธ์ของคนอยู่ดี

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

แน็คทิ้งท้ายอย่างมั่นใจว่า “ร้านเราจุดเด่นคือไม่ได้ทำอาหารอร่อย แต่ที่รสชาติดี เพราะวัตถุดิบที่เราเลือกมามันอร่อยอยู่แล้ว”

“ใช่ ไม่ปรุงแต่งเขาอะ ไม่ปรุงแต่งจนเกินพอดี ให้ธรรมชาติเขาปรุงมาเอง” รัตน์เสริมพร้อมรอยยิ้ม

Rush Lush คราฟต์คาเฟ่กลางสุโขทัยที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน

ใครอยากเข้าไปชิมอาหารอร่อยๆ ดื่มด่ำรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบที่ Rush Lush Craft Cafe และฟังเรื่องราวสนุกๆ จากแหล่งที่มาของแต่ละจาน แน็คกับรัตน์ก็ยินดีมากๆ และพร้อมต้อนรับเสมอ เพียงแต่อย่าลืมว่าร้านเปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์นะ เพราะทั้งคู่บอกว่า

 “อยากให้มีเวลาคิดถึงกัน ไม่ต้องเจอกันทุกวันหรอก แต่ถ้าเปิดร้านแล้วคิดถึงกัน ก็แวะมา”

Rush Lush Craft Cafe

เลขที่ 50/8 ถนนบาลเมือง ตำบลธานี อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย 64000 (แผนที่)

เปิดเฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น.

Facebook : Rush Lush Craft Cafe

โทร. 08 6735 1835

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ปรีชญา จงศรีสวัสดิ์

ช่างภาพที่เชื่อว่าการตายอย่างมีคุณภาพคือการตายด้วยของกินที่ดีและอร่อย

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาทดลองให้ความเป็นเพื่อนกับคนที่คิดว่าจะเป็นเพื่อนได้ แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง เพราะสิ่งที่เขายื่นให้นั้นมักจะถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธ ยามเมื่อเขาเผลอหันหลังให้ เขาก็ถูกแทง 

เพียงเปิดหน้าแรก คำโปรยที่คล้ายจะเป็นคำเตือนของหนังสือระดับตำนานก็ปรากฏขึ้นให้เห็น เรากรีดนิ้วไปตามกระดาษเก่าเก็บที่ซีดเซียวแต่ตัวอักษรยังคมชัด ก่อนจะพบหนังสือชื่อเดียวกันอีกสิบกว่าปกวางอัดแน่นอยู่บนชั้น

แน่ล่ะ เราอยู่ที่ ‘ร้านพันธุ์หมาบ้า‘ จะให้มีแค่ปกเดียวก็กระไรอยู่ 

แค่พูดชื่อนี้ขึ้นมา หลายคนคงทราบว่า พันธุ์หมาบ้า กลายเป็นแบรนด์ของนักเขียนระดับตำนาน ชาติ กอบจิตติ ที่ทำสินค้าขายทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค 

ห้องสมุดขนาดเล็กและมุมอ่านหนังสือประหนึ่งคาเฟ่ คือสิ่งเดียวที่บอกได้ว่าเราอยู่สาขา จ.ตรัง 

นี่คือร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวที่ยืนเด่นโดยท้าทายเมืองแห่งการกิน ถึงขนาดที่พี่คนขับรถของเรายังออกปากขอพาไปกินอาหารเช้ารองท้อง เพราะทุกคนรู้ว่าปกติร้านนี้เปิดบ่าย 2 เพียงแต่เรานัด พี่ตุ้ม-อรัญญา ทองโอ ไว้แต่เช้า

พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน
พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน

หนังสือเกินกว่าครึ่งในร้านเป็นสมบัติของเธอ การตกแต่งร้านและสวนสวย ๆ ก็เป็นฝีมือของเธอ แต่พี่ตุ้มไม่ใช่สถาปนิก นักจัดสวนก็ไม่ใช่ นักออกแบบภายในยิ่งแล้วใหญ่ เธอเป็นเพียงนักบัญชีอิสระที่หลงใหลการอ่านมาตั้งแต่จำความได้ จนมีเพื่อนฝูงเป็นนักกวีมากมาย และได้ชิมลางในแวดวงวรรณกรรมมาบ้าง 

หลังใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ จนอิ่มตัว เธอกลับบ้านเกิดมาพร้อมกับความหวังว่าจะชวนคนตรังมาอ่านหนังสือ

ไม่รู้ทำไม แต่เราดันคุยกันถูกคอ 

“พี่ก็ยังรู้สึกเลยว่า ทำไมเราคุยกับเด็กรุ่นนี้รู้เรื่อง เพื่อน ๆ กันก็ยังบอก เออเว้ย รู้ไหมเวลาฉันทำงาน ฉันเจอคนทั้งหมดกี่วัย พี่มันห่าม ๆ ไง ไม่งั้นเปิดร้านพันธุ์หมาบ้าไม่ได้หรอก”

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาทดลองให้ความเป็นเพื่อนกับคนที่คิดว่าจะเป็นเพื่อนได้ 

คำโปรยอุตส่าห์เตือนไว้อย่างนั้น

แต่การได้มาเยือนที่นี่และพูดคุยกับเจ้าของร้าน ก็เหมือนได้เพื่อนเพิ่มมาอีกคนอย่างช่วยไม่ได้

ครั้งนี้เรามั่นใจว่า คงไม่ล้มเหลว

พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน
พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน


หนทางของนักอ่าน

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2549 

ตอนที่พี่ตุ้มตัดสินใจเปิดร้านพันธุ์หมาบ้าตามคำแนะนำของเพื่อนนักเขียน จากเป็นเพียงลูกค้าคนหนึ่งที่คอยอุดหนุนผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สาขาจตุจักร และชื่นชอบผลงานของชาติเป็นทุนเดิม

“แปะ (สรรพนามที่พี่ตุ้มใช้เรียกยอดกวีซีไรต์) บอกว่า ไหน ๆ คุณก็อยากให้คนอ่านหนังสือเยอะ ๆ งั้นก็เอาของมาลงเพิ่ม แล้วร้านหนังสือในตรังมีน้อยมาก ไม่ค่อยมีงานวรรณกรรมเท่าไร เราก็โอเค เปิดเป็นห้องสมุดเลย

“เกือบ 20 ปีที่แล้วที่กลับมาจากกรุงเทพฯ อย่างอื่นไม่ได้ขนกลับมา เอามาแต่หนังสืออย่างเดียว” 

พี่ตุ้มชี้ชวนให้เรามองตาม ว่าหนังสือที่ร้านเธอแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง หนึ่ง เอาไว้ยืมอ่าน สอง เอาไว้วางขาย ซึ่งเธอให้ความสำคัญกับฝั่งแรกอยู่พอสมควร อย่างที่บอก เดิมทีเป็นแค่สมบัติส่วนตัว ก่อนเธอจะเปิดพื้นที่ให้ผู้คนมาพูดคุยกันเรื่องหนังสือ ข่าวคราวลอยไปถึงหูเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันจนพากันส่งสมบัติมาให้พี่ตุ้มจำนวนมาก   

แน่นอน การมาของเธอปลุกกระแสการอ่านให้เกิดขึ้นในตรังอยู่ไม่น้อย เพราะความตั้งใจที่มากกว่าแค่การยืมหนังสือ คือการสร้างพันธุ์หมาบ้าให้เป็นพื้นที่ใช้สอยของชุมชน 

“เราบอกตลอดว่า ให้ร้านนี้มันเป็นพื้นที่ของเมืองแล้วกัน ไม่อยากให้คิดว่าเป็นร้านอะไรหรือของใคร” 

โต๊ะกลางร้านขนาดใหญ่ของเธอจึงกลายเป็นพื้นที่ผลัดเปลี่ยนทำกิจกรรมไปโดยปริยาย ทั้งสอนวาดสีน้ำ สเก็ตช์ภาพ เรียนศิลปะ ใครอยากใช้พื้นที่ในร้านทำอย่างอื่นก็ขอเพียงแจ้งเธอมา

พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน
พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน

“ร้านเราเปิดถึง 4 ทุ่ม เพราะส่วนใหญ่คนมานั่งร้านจะอยากใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์กับพื้นที่ที่มันดูสบาย ๆ เราไม่ได้เป็นร้านอาหาร ไม่ได้เป็นร้านกาแฟ ไม่ได้เป็นร้านเหล้า คนบ้านเราก็รู้จักกันหมด พอวันร้านตัวเองหยุด ก็ไปนั่งร้านคนอื่น พี่ก็เหมือนกัน”

ทำบัญชีไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย เปิดเพลง ดริปกาแฟดื่ม นี่คือกิจวัตร

“ดูสูงวัยมาก” พี่ตุ้มหัวเราะ ก่อนจะแวะพูดถึงวัฒนธรรมการอ่านในบ้านเกิดอย่างคนไม่ยอมหมดไฟ

“ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่คนต่างจังหวัดอยากไปอยู่กรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยน กลายเป็นว่าเด็กรุ่นใหม่กลับมา อะไรหลายอย่างในตรังมันก็เปลี่ยนเยอะ แต่ในความรู้สึกพี่ เรื่องการอ่านยังไม่ได้เปลี่ยนไปไหน

“นั่งนึก แม่ง เราอยู่ในเมืองที่หนังสือหาอ่านยากมาก ที่นี่มันลงหนังสือที่เป็นรายปักษ์รายอะไรไม่ได้ เพราะว่าคนไม่ได้เยอะขนาดนั้น ตรังไม่เหมือนเชียงใหม่ เราต้องขวนขวายอ่านด้วยตัวเอง หอศิลป์ในตรังยังไม่มีเลย ทำไมที่อื่นเขามีกันหมด เรายังขาดอะไรอีกเยอะมาก โดยเฉพาะหนังสือ ศิลปะ ดนตรี กลุ่มก้อนที่ทำงานแบบนี้ก็น้อย มันเลยไม่ค่อยขยับ

“พี่ว่ามันต้องผลักดันมากกว่านี้ เอาแค่ร้านพันธุ์หมาบ้าร้านเดียว ไม่ช่วยให้เด็ก ๆ ขยันอ่านหนังสือมากขึ้นหรอก แต่ก็ต้องทำต่อไป”

พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน


ร้านนี้เป็นของทุกคน

“เราออกแบบร้านแบบนักบัญชี” พี่ตุ้มว่า “เอาง่าย ๆ มันเคยเป็นตึกร้างที่ใกล้พังแล้ว ที่เหลืออยู่เนี่ย คือส่วนที่ยังไม่พัง”

คุณจะบอกว่าออกแบบและปรับปรุงทั้งหมดเองเหรอ – เราสวนทันที

“ใช่ เป็นคนชอบทำอะไรบ้าบอ” 

เราไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะเป็นแค่นักบัญชี เพราะถึงแม้มันจะดูดิบเถื่อน ด้วยโครงเหล็กและปูนเปลือยเป็นส่วนใหญ่ บรรยากาศภายในร้านก็โล่ง โปร่ง เป็นสัดส่วน ตกแต่งด้วยศิลปะหลากหลายแขนง มีพนักงานต้อนรับเป็นแก๊งแมวเหมียว รับรองว่าสวยมากพอสำหรับชาว Instagrammable 

พี่ตุ้มบอกเคล็ดลับมาอย่างหนึ่งว่า ความสนใจทั้งหมดเกิดจากการอ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเอง 

“อยากใส่อะไรตรงไหน อยากทำชั้นลอย อยากนู่นนี่นั่น ทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครว่าหรอก เพราะว่าเราไม่ใช่สถาปนิก แต่ว่าเป็นคนชอบปลูกต้นไม้มาแต่ไหนแต่ไร เราสะสมพันธุ์ไม้โบราณ เป็นคนชอบแบบนั้น”

ไขความกระจ่างกันไปทีละข้อก่อนไปต่อ 

ชั้นลอยของเธอไม่ใช่ส่วนของร้านที่ขึ้นไปนั่งได้ แต่เป็นบ้านของบรรดา(อดีต)แมวจร ที่บัดนี้นอนทับแขนเราจนเริ่มชา

ส่วนการชื่นชอบต้นไม้ก็ไม่ธรรมดา นอกจากโซนสีเขียวด้านข้างจะสวยประจักษ์ เธอยังเป็นเจ้าของหนังสือ ระเบียงสวน ระเบียงสวย ให้ความรู้เรื่องพันธุ์ไม้อีกด้วย

พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน
พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย

“พี่อาจจะไม่ใช่นักบัญชีแบบเหมือนคนอื่น เราเจอคนเยอะ เจอคนหลายแบบ ความคิดมันก็เปลี่ยน เพราะแต่ละคนมีวิธีคิดต่างกัน เราเลยอยากทำร้านให้เป็นร้านหนังสือของคนทุกวัย

“พี่ชอบมากเวลาเจอเด็ก คือเราไม่มีหนังสือที่เขาอ่านอยู่ ณ ปัจจุบัน เวลาแนะนำหนังสือเก่า มันคือใหม่ของเขาเลย เราบอกว่า หนังสือมันไม่มียุคสมัยนะเว้ย ลองหยิบไปอ่านดูดิ

“ถ้าใครมีเพื่อนอยู่ที่ตรัง มานั่งอ่านหนังสือที่นี่ได้ คุณไปซื้อกาแฟจากร้านข้าง ๆ ไปสั่งชาโกแจ้งมา แล้วก็นั่งดื่มนั่งอ่านหนังสือได้ยาว ๆ เลย มากัน 5 คน 5 มุม ต่างคนต่างหยิบหนังสือของตัวเอง หรืออยากได้ต้นไม้ต้นไหนกลับไปก็บอก” พี่ตุ้มว่าพลางพาเราเดินชมแต่ละโซนภายในร้าน

“โซนโน้นจะมีน้องอีก 2 คนมาเปิดบาร์ตอนค่ำ เราให้ทำเลย แค่ช่วยกันจ่ายค่าไฟ”

นึกเสียดายที่ดันมาแต่เช้า เพราะร้านสไตล์นี้พอพลบค่ำหน่อยคอก็ชักจะแห้ง

“ที่สำคัญ โซนนี้สูบบุหรี่ได้หมด เพราะอะไรรู้เปล่า ยุคพี่มันเป็นยุคที่สูบบุหรี่โคตร ๆ พี่อยากเป็นร้านของคนทุกประเภท ใครอยากทำอะไรก็ได้ทำ” 

ถึงจะพูดพร้อมเสียงหัวเราะ แต่เธอก็พูดคำไหนคำนั้น

มองดูแล้ว จะเรียกซอยนี้ว่าเป็นซอยของคนรุ่นใหม่เลยก็ว่าได้ ทั้งร้านกาแฟ Slow Bar เปิดใหม่ข้าง ๆ กำแพงโดยรอบที่ถูกจับจองด้วยกราฟฟิตี้อาร์ตจากกลุ่มตรังสตรีทอาร์ต เรื่อยมาจนถึงร้านน้ำชาโกแจ้ง บุคคลที่พี่ตุ้มบอกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังถนนแห่งศิลปะ 

เปลี่ยนซอยที่มืดมิดปราศจากแสงไฟ ให้สว่างไสวด้วยไฟจากร้านรวงของคนรักงานศิลป์ และการฉายหนังกลางแปลงบนกำแพงของเมืองแห่งการกินนี่แหละ

พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย


พันธุ์คนบ้า

เพราะเมืองตรังมีโรงภาพยนตร์เดียวคือเครือ SF Cinema การที่พี่ตุ้มริเริ่มกลุ่มฉายหนังอิสระขึ้นมา จึงได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจนล้นหลาม 

“พี่เหมือนอยู่ตรงกลาง เราอยากเป็นตัวเชื่อมต่อคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าเข้าด้วยกัน เราก็รวมน้อง ๆ ที่ชอบดูหนัง แล้วก็ดึงพี่โต ๆ มาช่วยหน่อย มีจอใหญ่ ๆ ฉายโปรเจกเตอร์ มีอุปกรณ์ฉายหนัง ซึ่งคนที่ดูหนังเป็นเด็กรุ่นใหม่เกือบหมดเลย แล้วเขานี่แหละที่เป็นคนคุยเรื่องหนังได้ดีกว่าเรา”

โดย Documentary Club เจ้าของภาพยนตร์ มีเงื่อนไขว่าต้องมีการเสวนา พูดคุยแลกเปลี่ยน ช่วงนี้แหละที่เปรียบเหมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างคน 2 วัย 

“เด็ก ๆ เขาคุยกัน เราอึ้งไปเลย ผู้ใหญ่ก็อึ้ง มันวิเคราะห์เจาะลึก มันดึงออกมาได้เป็นฉาก ๆ แล้วอย่างน้อย เขาก็ได้มีกลุ่มเล็ก ๆ ของเขา พี่เป็นคนลงทุนอุปกรณ์ให้หมด แต่เราไม่อยากให้เกี่ยวข้องอะไรกับร้านมาก เพราะอยากให้เขาทำกันเอง

“เมืองตรังมันเล็กมาก ทุกคนรู้จักกันหมด พันธุ์หมาบ้าทุกคนก็รู้จัก กลุ่มตรังสตรีทอาร์ตมีกันกี่คน ทุกคนก็รู้จัก ซึ่งถ้าจะผลักดันให้มันเป็นงานที่โดดเด่นขึ้นมา ไม่ยากเลย แต่เขาไม่ได้ส่งเสริม 

“น้อง ๆ ทำกันเอง ขอความร่วมมือจากพี่ ๆ พอมีคนหลายเจนฯ มาร่วมกันเนี่ย เขาไม่ได้เข้าใจหรอกว่าคุณทำอะไรกัน แต่บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจ เขาก็พร้อมสนับสนุนเด็ก ๆ 

“เราอยากเชื่อมโยงคนหลายเจนฯ เข้าด้วยกัน แล้วก็ทำในเรื่องเดียวกันให้มีพลังมากขึ้น อะไรทำให้คนมาอ่านหนังสือเยอะขึ้น พี่ก็ทำเท่าที่ได้ แต่เราไม่ใช่คนที่จะไปผลักดันให้ตรังกลายเป็นเมืองแห่งการอ่าน มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย


บทส่งท้าย

แม้พี่ตุ้มจะมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เบื้องหลังทุกเล่มที่เลือกเข้าร้าน ล้วนเป็นเรื่องที่คัดสรรมาแล้วว่าควรค่าแก่การอ่าน

“บ้านเรานะ ถ้าอยากเดินไปหาหนังสือมูราคามิ ไม่มี หาหนังสืออุทิศเหรอ ไม่มี แล้วเราก็ทำเป็นร้านขนาดใหญ่เหมือนแบรนด์ร้านหนังสือทั้งหลายไม่ไหว หนังสือใหม่ก็ไม่มี แต่การ์ตูนกับหนังสือฮาวทูเยอะมาก เราก็เลือกเรื่องที่รู้สึกว่า อยากให้คนที่นี่อ่าน”

ถึงจะไม่ใช่คนที่นี่ แต่เราฟังแล้วก็ขอยืม After the Quake ของมูราคามิใส่กระเป๋ากลับมาอ่านต่อที่บ้านเสียหน่อย 

ส่วนหนังสือที่พี่ตุ้มมักจะแนะนำให้อ่าน ก็เป็นเรื่องที่ทำงานกับความรู้สึกมากพอสมควร นั่นคือ ลักษณ์อาลัย โดย อุทิศ เหมะมูล นักเขียนคนโปรดของเธอ ซึ่งถูกยืมไปในวันที่เราคุยกันอยู่

“พี่ร้องไห้เลย เป็นเรื่องเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมในครอบครัวใหญ่ ไม่ได้อ่านหนังสือแล้วรู้สึกอินกับมันขนาดนี้มานานมาก ชอบวิธีการเขียน ชอบการดำเนินเรื่องของเขา มันดูน่าติดตาม พี่นั่งนึกถึงเด็กรุ่นใหม่ว่าเขาอ่านหนังสือแล้วจะรู้สึกอินกับเนื้อหาได้จริง ๆ แบบนี้ไหม”

พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย
พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย

เล่มต่อไปคือ คำพิพากษา อีกหนึ่งผลงานระดับตำนานของ ชาติ กอบจิตติ ที่พี่ตุ้มบอกว่าไม่น่าอ่านซ้ำ แต่ก็ควรอ่านสักครั้งในชีวิต เธอพบว่าชอบมันมากกว่า พันธุ์หมาบ้า เสียอีก ด้วยเรื่องราวกระชากอารมณ์ และวิธีการเขียนรันทดหดหู่ สะเทือนใจจนเธอจดจำได้ทุกฉาก

“ตอนนี้หนังสือเป็นการเขียนแบบคำคม เราไม่ได้อยากอ่านแบบนั้นน่ะ เราอยากอ่านแบบที่ต้องให้เราตกตะกอน คุณไม่ต้องมาบอกเรานะ เราต้องคิด ต้องสรุปของเราเองได้ พี่ว่ามันเป็นเสน่ห์ 

“เมื่อก่อน ได้หนังสือเล่มหนึ่งแล้วยืมอ่านกับเพื่อน วนกันจบครบแล้วก็คุยกันว่า มึงอ่านแล้วเป็นไง โอเคไหม หรืออีกคนบอก โอ้โห มึงต้องอ่าน เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ต้องการคำตอบเลย ต้องการความรวดเร็วในการเสพอะไรก็ตาม”

พอจะเข้าใจที่พี่ตุ้มบอกขึ้นมา ถึงแม้คนรุ่นใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างในตรังให้ดีขึ้น แต่วัฒนธรรมการอ่านที่ต้องอาศัยการดื่มด่ำและตกตะกอนก็ไม่ได้เปลี่ยนไปนัก 

“พื้นที่การอ่านหนังสือในตรังมันน้อย มันจำกัด มันไม่เหมาะ สังเกตไหม พี่พยายามทำมุมให้คนรู้สึกว่าเข้ามาแล้วสบาย ๆ อยากให้หนังสือเข้าถึงง่าย ไม่ได้ต้องไปเข้าหอสมุด มาร้านหนังสือก็เหมือนมาคาเฟ่ 

“แค่ดึงคนให้รู้สึกว่าการอ่านหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ ถือว่าพี่ประสบความสำเร็จแล้ว มีคนเดินเข้าร้านมา จากไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่กลับมาบอกว่าหนูขอยืมเล่มนี้ไปอ่าน นี่คือสิ่งที่พี่ได้จากการเปิดร้านหนังสือกับห้องสมุดเล็ก ๆ”

พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย
พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย

เดินชมร้านไป ก็แลกเปลี่ยนหนังสือที่ชื่นชอบกันไป พูดคุยเรื่องต้นไม้บ้าง แวะโพสท่าถ่ายรูปอีกนิดหน่อย บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ก็วิ่งมาหาเพียงเรียกชื่อ ทั้งหมาทั้งแมวล้อมหน้าหลัง บ้างเอกเขนกสบายใจ รับแขกอย่างว่านอนสอนง่าย จนอาจพูดได้ว่า ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงร้านสำหรับคนทุกวัยเท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรกับทุกชีวิตที่ผ่านเข้ามา

“การทำร้านหนังสือมันไม่เลี้ยงชีพหรอก มันเลี้ยงหัวใจ”

บอกลากันแล้ว แต่เสียงของพี่ตุ้มยังกังวานอยู่ในหัว บรรยากาศของวันนั้นก็ยังจำได้ดี

หน้าสุดท้ายของพันธุ์หมาบ้าเล่มนี้ อยู่บนรถยนต์เหมือนกัน เพียงแต่เป็นเราที่กำลังกลับกรุงเทพฯ

รถทั้งคันพลอยหัวเราะกันอีกครั้ง เป็นเสียงหัวเราะที่ลืมเศร้าลืมกังวล มีแต่ความรื่นรมย์รออยู่เบื้องหน้า รถคันนั้นแล่นลับไปกับถนน ทิ้งเมืองตรังไว้เบื้องหลัง…

พันธุ์หมาบ้า ตรัง

ที่ตั้ง : 99/12 ถนนห้วยยอด ซอย 3 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 14.00 – 22.00 น.

โทรศัพท์ : 08 1738 2290

Facebook : Phanmaba Trang

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load