เวลานี้ พี่ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง ผู้ชายที่วิ่งอยู่ข้างพี่ตูนตั้งแต่ใต้สุดจนเหนือสุดในโครงการก้าวคนละก้าวคงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของหลายคนแล้ว แต่นักวิ่งคนนี้เป็นที่รักที่รู้จักของคนในวงการวิ่งมานาน ครั้งแรกที่ผมก้าวเข้าสู่วงการวิ่งใหม่ๆ พี่ป๊อกก็เป็นคนรู้จักคนแรกๆ ราวกับพี่เขาเป็นพนักงานต้อนรับของวงการวิ่งยังไงยังงั้น ไม่แปลกที่รอยยิ้มที่เปื้อนใบหน้าตลอดเวลาจะทำให้พี่ป๊อกเป็นที่รักของคนขนาดนี้

ป๊อก อิทธิพล

ป๊อก อิทธิพล

ผมนัดคุยกับหลังจากพี่ป๊อกเพิ่งจบจากรายการ Boston Marathon 2018 พี่ป๊อกได้รับเชิญจาก Gatorade ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของรายการนี้ให้ไปร่วมวิ่งในรายการ Boston Marathon รายการมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุด และเป็น 1 ใน 6 เวิลด์เมเจอร์มาราธอนของโลก ซึ่งความโหดหินของการคัดเลือกเข้าร่วมวิ่งนั้นขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดในบรรดาเวิลด์เมเจอร์มาราธอนด้วยกัน เนื่องจากวิธีการเข้าร่วมต้องใช้เวลาในการวิ่งมาราธอนอย่างเป็นทางการให้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดตามรุ่นอายุยื่นสมัครเข้าร่วมวิ่งและเวลาที่กำหนดไว้ ถือว่าไม่ใช่เวลาที่ทำได้ง่ายๆ

ชื่อของรายการ Boston Marathon จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นงานที่นักวิ่งจากทั่วโลกฝันไว้ และต้องฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อให้ได้ตั๋วใบนั้นมาให้ได้ 

“พี่ไม่ใช่นักวิ่งที่วิ่งเร็ว วิ่งแรง ถ้าให้ทำตามเวลาเพื่อคัดเลือก เวลาตามรุ่นอายุตอนอายุ 20 กว่าๆ ตอนนั้นวิ่งเร็วนะ แต่ก็ยังไม่ผ่าน พออายุเข้าสู่รุ่น 40 ปี 50 ปีเปลี่ยนมาหลายรุ่นอายุแล้ว ก็ยังไม่ผ่านเสียที ” พี่ป๊อกเล่าความอยากและความยากตลอดประสบการณ์การวิ่งสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา

อิทธิพล สมุทรทอง

Boston

แต่พี่ป๊อกก็คือพี่ป๊อก ผู้ชายที่มีความถ่อมตัวแฝงอยู่ในทุกเรื่องเล่า ผมเคยวิ่งตามพี่ป๊อกที่ดูเหมือนจะเป็นนักวิ่งสายชมนกชมไม้ เอนจอยกับเส้นทาง วิ่งทักทายเพื่อนนักวิ่งแบบยิ้มแย้มตลอดทาง ดูเหมือนจะชิลล์ แต่ผมเร่งยังไงก็ตามไม่ทันเสียที ถ้าตั้งใจจริงผมคิดว่าพี่ป๊อกสามารถผ่านการคัดเลือกได้อย่างแน่นอน

เมื่อโอกาสมาถึง พี่ป๊อกเลยตั้งใจที่จะทำให้ไม่เสียโอกาสในการได้ร่วมครั้งนี้ ฝึกซ้อมวิ่งอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายพร้อมลงแข่งในช่วงระยะเวลาการซ้อมที่จำกัด

 

Boston Marathon Boston Marathon

 

แต่อย่างที่บอกครับ พี่ป๊อกเป็นคนที่ผมคิดว่าเอนจอยกับการวิ่งอันดับต้นๆ คนหนึ่ง ใช้ร่างกายในการวิ่งมากกว่าคนปกติทั่วไป เท้าก้าว มือใช้โบกทักทาย บางทีก็ยกมือไหว้ หน้าก็ฉีกยิ้มอยู่เสมอ แถมบางทีก็ถือกล้อง Live สดไปด้วยจนเห็นได้ชินตา ผมเริ่มสนใจว่า Boston Marathon ของพี่ป๊อกจะแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร

“วันวิ่งอากาศหนาวและฝนตก ลมแรง อุณหภูมิลงไปอยู่ที่เกือบ 0 องศาฯ เอาเข้าจริงๆ จะรู้สึกเหมือน -2 องศา ถือว่าอากาศแย่มาก ก่อนออกตัวที่เส้นสตาร์ทต้องใส่เสื้อกันฝนและเสื้อวอร์มเก็บความอบอุ่นของร่างกายไว้

“ยิ่งสนามบอสตันเป็นเส้นทางที่ไม่เรียบ มีเนินขึ้นลงตลอดเวลา ไม่เหมาะกับคนที่อยากมาทำสถิติสักเท่าไหร่

“10 กิโลเมตรแรกถือว่าสบายมาก เพราะเป็นการลงเขา แต่ช่วงหลังจากนั้นประมาณช่วง 10 – 15 กิโลเมตรจะเปลี่ยนกลับมาเป็นช่วงขึ้นเขาอีก”

Boston MarathonBoston Marathon

ถ้าเป็นผม เจอสนามเนินขึ้นสลับลงอยู่เรื่อยๆ คงรู้สึกท้อใจ แต่ในบรรดาเนินทั้งหมดที่บั่นทอนแรงกายแรงใจไปเรื่อยๆ  พี่ป๊อกเล่าว่ามันก็มีเนินที่เสริมสร้างพลังใจอยู่เหมือนกัน

“ช่วงอากาศหนาวเย็นจัด แบตเตอรี่โทรศัพท์มันจะหมดเร็วกว่าปกติ ผมเลยปิดมือถือเพื่อเซฟแบตเอาไว้ รอเนินที่คนไทยมักจะพูดถึงกัน แต่ไม่มีใครเคยเห็นภาพ ผมเซฟแบตเตอรีไว้เพื่อเนินนี้โดยเฉพาะ เนิน Newton Hill หรือ Screaming Tunnels ที่เรียกกันแบบนี้เพราะมันเป็นเหมือนอุโมงค์เสียงกรี๊ดตะโกน ทั้งๆ ที่ตรงนั้นมันไม่มีอุโมงค์เลยนะ แต่เป็นเสียงของนักเรียนโรงเรียนหญิงล้วน Wellesley College ตะโกนเชียร์ ชูป้าย Free Kiss ผมเปิดโทรศัพท์ออกมา Live สด เก็บบรรยากาศสาวๆ ที่กวักมือเรียกให้ไปรับการหอมแก้มตลอดเส้นทาง” พี่ป๊อกเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“เมื่อความสุขผ่านไป บรรยากาศของสนามบอสตันก็กลับมาเคร่งขรึมท้าทายความสามารถนักวิ่งเหมือนเดิม ช่วงแถวๆ กิโลเมตรที่ 30 – 35 จะต้องขึ้นเนินที่มีชื่อเสียงอีกเนินหนึ่งคือ Heartbreak Hill เนินขาดใจระยะ 600 เมตร ซึ่งจะขาดใจตามชื่อ หลังจากที่สะสมความเหนื่อยล้ามามาก เนินนี้เหมือนเป็นเนินวัดใจได้เลย จะคุ้นศัพท์คำนี้จากการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในการตอบคำถามโค้งสุดท้ายที่จะชี้วัดคะแนนได้ว่า Heartbreak Hill ก็ได้มาจากบอสตันมาราธอนนี่แหละ” พี่ป๊อกเล่า

Boston Marathon

“อากาศในวันแข่งเลวร้ายที่สุดในรอบ 20 ปี ครูดิน-สถาวร จันทร์ผ่องศรี ที่ไปด้วยกันเลยวางแผนการวิ่งกันว่า 10 กิโลเมตรแรกเร็วไม่ได้ เพราะอากาศที่เย็น และวอร์มอัพไม่ทัน บวกกับเนินสลับขึ้นลงไปมา ทำให้กล้ามเนื้อต้องสลับการทำงาน มีความเสี่ยงที่จะเกิดตะคริวได้ง่าย ที่สำคัญ ควรรับน้ำทุกจุด ซึ่งรายการนี้ต้องชมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างการแจกน้ำ เขาจะแจกในระดับที่พอจิบเท่ากันทุกแก้ว ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่ใส่จนเต็มแก้ว สุดท้ายก็ผ่านไปได้ มีปวดที่ต้นขาบ้างเลยได้ใช้บริการของเต็นท์พยาบาลที่ปีนี้เหมือนว่าจะได้รับความนิยมมากกว่าทุกปี (หัวเราะ)” พี่ป๊อกบอกวิธีการรับมือกับสภาพอากาศที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอ

ผมคิดว่าภาพของ Boston Marathon ที่ได้ยินเสียงร่ำเสียงลือมาตลอด แต่กลับไม่เคยมีใครถ่ายทอดออกมาให้เห็นเป็นภาพได้เลย (อาจจะเพราะนักวิ่งส่วนใหญ่ตั้งใจไปทำเวลา) นี่คือ Boston Marathon ผ่านมุมมองของพี่ป๊อก ที่ยังคงเป็นพี่ป๊อกผู้เอนจอยกับเส้นทางวิ่งและบรรยากาศเสมอ ผมเห็นหลายคนคอมเมนต์ถึงพี่ป๊อกกึ่งแซวเล่นว่าพี่ป๊อกทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของ Boston Marathon ดูลดลงไป แต่ผมคิดว่าการบันทึกของพี่ป๊อกนั้นทำให้ Boston Marathon ดูสนุกขึ้น และเข้าถึงคนอีกหลายคนขึ้นมาก

Boston Marathon Boston Marathon

“ถ้าพูดกันตรงๆ พี่ว่า Boston Marathon ของพี่ถือว่าโหดมาก แต่ก็สนุกมากเช่นกัน ภาพที่ออกมามันทำให้คนสนใจว่าเมเจอร์มาราธอนคืออะไร บอสตันมาราธอนที่ว่าโหดมันเป็นยังไง แล้วก็มีคนมาบอกพี่ว่าอยากจะลงรายการนี้และรายการอื่นๆ บ้างก็ถือว่าเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจกันได้แล้ว”

พี่ป๊อกมีโปรเจกต์ส่วนตัวที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักวิ่งดี คือจะแจกผ้าบัฟหรือผ้าสารพัดประโยชน์สำหรับนักวิ่งทุกคนที่วิ่งจบมาราธอนแรกทางเพจ “42.195 k club…เราจะไปมาราธอนด้วยกัน” เพื่อให้เป็นกำลังใจและส่งต่อแรงบันดาลใจต่อๆ กันอยู่แล้ว

ป๊อก อิทธิพล

พี่ป๊อกเล่าว่าหลังจากมีคนวิ่งจบมาราธอนและรับผ้าบัฟไป ก็มาบอกพี่ป๊อกว่ามีคนอยากวิ่งมาราธอนต่อเพราะเห็นเขาวิ่งจบมาราธอนแล้วได้รับผ้าบัฟจากพี่ป๊อก นั่นคือสิ่งที่พี่ป๊อกรู้สึกว่าประสบความสำเร็จเล็กๆ อย่างที่ตั้งใจแล้ว ผมคิดเองว่าเหตุผลหนึ่งที่พี่ป๊อกไปวิ่ง Boston Marathon นั้นก็คงเพราะต้องการบันทึกและส่งต่อแรงบันดาลใจให้ต่อกับเพื่อนๆ มากกว่า

“พี่เชื่อมาเสมอว่าเมื่อ 1 คนวิ่ง จะมีคนรอบข้างแข็งแรงเพิ่มขึ้นอีก 5 คน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่มีผิดเลย” พี่ป๊อกกล่าวทิ้งท้าย

ป๊อก อิทธิพล

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Cloud Running

เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจของบุคคลน่าสนใจในวงการวิ่ง

10 พฤศจิกายน 2560
42 K

หลังจากเกิดรันนิ่งบูมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้มีงานวิ่งเกิดขึ้นทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละหลายๆ งาน รวมถึงจำนวนนักวิ่งหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นตามเรื่อยๆ ผมเองก็เป็นผลผลิตจากรันนิ่งบูมเช่นกันครับ ผ่านงานวิ่งมาพอสมควร วิ่งสั้นบ้างยาวบ้าง แต่ก็ยังวิ่งต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ

ยิ่งช่วงนี้อากาศเมืองไทยเริ่มดีขึ้น หลายคนคงหยิบรองเท้าวิ่งมาปัดฝุ่นกันแล้ว

วิ่งกันมาก็หลายปี เดาว่าน่าจะมีคนรู้สึกคล้ายๆ กันกับผมบ้างว่า วิ่งมาตั้งนาน ทำไมสถิติเรื่องเวลามันยังย่ำอยู่กับที่ และจะวิ่งยังไงให้เข้าเส้นชัยเร็วขึ้น ในเมื่ออยากเก่งขึ้นผมจึงต้องลองปรึกษาผู้มีประสบการณ์ดู

โทล-เรืองยศ มหาวรมากร

พี่โทล-เรืองยศ มหาวรมากร คือชื่อแรกที่ผมนึกถึงเรื่องความเร็วในการวิ่ง ชายร่างเล็กความสูง 160 กว่าๆ ผ่านงานมาราธอนระดับเวิลด์เมเจอร์มาแล้วถึง 3 รายการ โตเกียวมาราธอน เบอร์ลินมาราธอน และล่าสุดคือบอสตันมาราธอน รายการที่ขึ้นชื่อว่าหินที่สุดในการสมัครเข้าไปร่วมวิ่ง ใครที่จะเข้าไปวิ่งได้จะต้องผ่านเกณฑ์การวิ่ง (สุดโหด) ที่รายการกำหนดเอาไว้เท่านั้น ผมได้ยินชื่อพี่โทลครั้งแรก พร้อมคำศัพท์วิ่งที่เรียกว่า sub-3 ครับ ซับทรี คือการวิ่งมาราธอนให้ได้เวลาต่ำกว่า 3 ชั่วโมง แปลว่าถ้าผมอยากวิ่งให้ได้ซับทรี ผมจะต้องวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 1 กิโลเมตรต่อ 4.5 นาที แค่คิดก็เริ่มเวียนหัวแล้วครับ

ต้องบอกไว้ก่อนว่ามาราธอนไม่มีคำว่าฟลุก กว่าจะได้ซับทรีมันต้องผ่านอะไรมาเยอะมาก โดยเฉพาะการซ้อมที่ว่ากันว่าต้องเปลี่ยนชีวิตกันไปเลย

ผมนัดคุยกับพี่โทลที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา การเจอนักวิ่งเก่งๆ ทำให้ผมรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก ผมจึงเริ่มต้นด้วยคำถามว่าพี่โทลเริ่มวิ่งมาได้ยังไง เพื่อเป็นการวอร์มและลดอาการประหม่าของตัวเองไปด้วย

พี่โทลเล่าให้ฟังว่า เริ่มวิ่งมาเมื่อ 8 ปีก่อน ก่อนที่การวิ่งจะกลับมาบูมอีกครั้ง เหตุผลที่เริ่มก็ไม่ต่างจากหลายๆ คนเลยครับ พี่โทลเริ่มจากการวิ่งลดความอ้วน ซื้อรองเท้า แล้วก็เสียบหูฟังวิ่งในฟิตเนส วิ่งไปแบบนั้นอยู่ 3 – 4 เดือน เพื่อนก็ชวนไปลงงานวิ่ง วิ่งจบ 10 กิโลเมตรเป็นครั้งแรก และเกิดความประทับใจในงานวิ่งครั้งนั้น

ผมนึกถึงตัวเองตอนเริ่มวิ่งซึ่งคล้ายกันกับเรื่องราวของพี่โทลเป๊ะ

ได้ผลครับ การเชื่อมโยงคนเก่งๆ กับตัวเองได้ ค่อยทำให้ความรู้สึกประหม่าลดน้อยลงไปนิดหนึ่ง

ความต่างมันอยู่ที่…เมื่อวิ่งจบผมตรงเข้าไปหาของกินในงาน

แต่พี่โทลเดินเข้าไปหานักวิ่งที่ได้รับถ้วย เดินดุ่มๆ เข้าไปถามว่าต้องวิ่งด้วยความเร็วเท่าไหร่ถึงจะได้ถ้วยแบบนั้นบ้าง

คำตอบคือ ต้องวิ่ง 10 กิโลเมตรที่ประมาณ 40 นาที ถึงจะได้ถ้วย

เรื่องมันเริ่มจากตรงนี้ล่ะครับ

ตอนนั้นเป้าหมายที่พี่โทลต้องการคือการวิ่งให้เร็วขึ้น ผมลืมบอกไปว่าครั้งแรกที่พี่โทลวิ่ง 10 กิโลเมตรในงานวิ่ง เวลาที่ได้อยู่ที่ 50 นาที ถือว่าเร็วมากแล้วนะครับสำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ แต่มันไม่เพียงพอ ถ้าเขาต้องการที่จะชนะคนอื่นๆ ไปพร้อมกับการชนะตัวเอง

วิ่งดีต้องมีโค้ช

พี่โทลโทรหา พี่วิสุทธิ์ วัฒนสิน อดีตนักวิ่งระยะสั้นทีมชาติไทย พร้อมบอกจุดประสงค์กับปลายสายซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ว่าเขาต้องการให้ช่วยสอนให้วิ่งเร็วขึ้น หลังจากที่พี่วิสุทธิ์รับข้อตกลงอันสุดแสนจะงงงวยนี้แล้ว พี่โทลก็ต้องขับรถจากพุทธมณฑลไปฝึกวิ่งกับเขาที่ราชพฤกษ์ ขับไปกลับวันละเกือบๆ 50 กิโลเมตร อาทิตย์ละ 4 ครั้ง ฟังดูเหมือนจอมยุทธ์ดั้นด้นไปฝึกวิชากำลังภายในไหมครับ การฝึกสไตล์พี่วิสุทธิ์ก็เหมือนฝึกจอมยุทธ์จริงๆ อย่างที่ว่า

“การมีโค้ชคือเขามองเราออกว่าเราขาดอะไร มีส่วนไหนที่ได้เปรียบ ซ้อมตามตารางมันได้อย่างมากก็ 30% เพราะตารางมันไม่ได้ทำไว้ให้เหมาะกับทุกคน โค้ชจะเห็นข้อดีข้อเสียของเรา แล้วปรับการฝึกของเราได้” พี่โทลเล่า

วิ่ง

ปรับท่าวิ่ง

สิ่งแรกสุดเลยคือโดนปรับท่าวิ่งเพื่อให้วิ่งได้ดีขึ้น และป้องกันอาการบาดเจ็บ เราเคยบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายครั้งเดียวตอนเปลี่ยนท่าวิ่งจากลงส้นเท้าเป็นลงเต็มเท้า เพราะยังไม่คุ้นเคย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพื้นรองเท้าที่ส้นกับหน้าเท้าระดับไม่เท่ากัน พอลงเต็มเท้าในตอนแรก เลยเหมือนเขย่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้บาดเจ็บ พอปรับท่าวิ่งจนคุ้นเคย มันก็ทำให้ไม่บาดเจ็บอีกเลย

เพิ่มความแข็งแกร่ง

พี่วิสุทธิ์จับวิ่งรอบหมู่บ้านตั้งแต่ 4 โมงเย็น วิ่งพื้นปูนกลางแดดร้อนๆ แต่เขารู้ว่าสิ่งที่เราขาดไปคือการฝึกความแข็งแรงของร่างกาย 1 ใน 4 วันที่ไปฝึกจะเป็น Strength Training เลย 1 วัน พี่วิสุทธิ์เอาถุงผ้ามาใส่ก้อนหินแล้วให้เราสควอต สควอตเสร็จแล้วไปวิ่งต่อพันเมตร แล้วมานั่งพัก กินน้ำ พักเสร็จก็ทำแบบนี้วนไป 7 ยก ร่วงเลย” พี่โทลเล่าถึงความโหดของโค้ชคนแรกของเขา

ผลของการฝึกความแข็งแกร่งทำให้เวลาของพี่โทลดีขึ้นมาผิดหูผิดตา ในระยะเวลาที่ฝึกซ้อมกับพี่วิสุทธิ์ พี่โทลทำเวลาของ 10 กิโลเมตรได้ลงมาเหลือแค่ 41 นาทีเท่านั้น

สร้างความอดทน

หลังจากนั้นพี่โทลหันไปเล่นไตรกีฬา ทำให้เจอกับโค้ชคนที่ 2 ชาวออสเตรเลียที่เคยเป็นโค้ชให้ทีมไตรกีฬาทีมชาติไทยมาก่อน พี่โทลส่งเวลากับความเร็วที่เคยทำได้ไปให้โค้ชดู ก่อนที่โค้ชจะออกตารางซ้อมมาให้ ช่วงที่เล่นไตรกีฬาทำให้โฟกัสกับการวิ่งน้อยลง แต่สิ่งที่ได้มาคือร่างกายที่มีความอดทนมากขึ้น และพร้อมที่จะลงมาราธอน โดยที่โค้ชเป็นคนช่วยฝึกให้

“มาราธอนแรกคือโตเกียวมาราธอน 2013 ครั้งนั้นไปแบบไม่รู้เรื่องเลย แต่อยากลองสนาม ร่างกายก็กำลังพร้อม วิ่งอย่างระวังเข้าเส้นชัยได้แบบสบายๆ ที่ 3 ชั่วโมง 15 นาที ปีถัดมาก็ไปอีก โตเกียวมาราธอน 2014 ตั้งเป้าให้กับตัวเองว่าจะวิ่งให้ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงให้ได้ ซ้อมไปอย่างดี และจบได้ที่เวลา 2 ชั่วโมง 59 นาที ทำตามที่หวังไว้ได้สำเร็จ ทีนี้เราคิดเลยว่าเป้าหมายต่อไปคือต้องทำให้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง 50 นาทีแล้ว” พี่โทลเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

วิ่ง

ขาดความเร็ว

เล่นไตรกีฬาได้ 3 ปีก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัว ถึงแม้จะทำเวลาในมาราธอนได้ดีขึ้น แต่ช่วงหนึ่งพี่โทลก็ยังติดอยู่ที่ความเร็วเท่าเดิม วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่เร็วไปกว่านี้ และช่วงเวลานั้นเองก็ได้รู้จักกับ อ.นิวัฒน์ อิ่มอ่อง โค้ชคนที่ 3 ในชีวิต

สร้างความเร็ว

“ตอนนั้นถาม อ.นิวัฒน์ ว่าทำไมเราวิ่งเท่าไหร่ก็ไม่เร็วไปกว่านี้สักที พอเร่งความเร็วขึ้น สักแป๊บก็จะอ้วกแล้ว อ.นิวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาเรามัวแต่ซ้อมความอึด ความอดทน อย่างเดียว ขาดการซ้อมความเร็ว เขาเลยจับเรามาซ้อมใหม่ ซ้อมความเร็วนี่ยากที่สุดแล้ว ต้องลงคอร์ต ซ้อมเป็นเซ็ต

สมมติเราวิ่ง 400 เมตร 5 รอบ โดยใช้ความเร็วสูงสุด นั่นแปลว่าการวิ่งแต่ละรอบต้องใส่หมดทั้งตัว ไม่มีกั๊กแรงไว้เพราะกลัวรอบที่ 4 – 5 จะวิ่งไม่ไหว ต้องสอนให้ร่างกายและจิตใจมันชินกับการใส่เต็มแรง ค่อยมาพักแล้ววิ่งต่ออีก ระยะทางในการซ้อมความเร็วบางทีรวมแค่ 5 กิโลเมตร แต่ความเพลียมันยิ่งกว่าเราวิ่ง 30 กิโลเมตรมาเสียอีก มันเป็นเรื่องของใจด้วย บางวันเราเห็นตารางกับความเร็วที่ต้องวิ่ง ก็ยังต้องมีนั่งทำใจก่อนเลย” พี่โทลหัวเราะปิดท้ายเมื่อกลับไปมองถึงความโหดที่ผ่านมา

วิ่ง

รักษาความเร็ว

เมื่อมีความเร็วแล้ว ก็ต้องยืนระยะความเร็วนั้นไว้ให้ได้ ด้วยการฝึก tempo โดยฝึกวิ่งในความเร็วคงที่ให้ร่างกายชิน หลังจากนั้นค่อยซ้อมตามความเร็วที่จะใช้ในการแข่งขันจริง ก่อนไปแข่งมาราธอน อ.นิวัฒน์ ให้วิ่ง 10 กิโลเมตร 2 รอบในความเร็วที่จะวิ่งมาราธอนจริง เนื่องจากเวลาซ้อมมีไม่ถึง 3 เดือน ถึงตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2 ชั่วโมง 50 นาที แต่ อ.นิวัฒน์ ยังคิดว่าน่าจะยังไม่ได้ตามเป้า

“ซ้อมกับแกอยู่ 3 เดือน ความเร็วก็มาให้เห็นผลทันตา ลงมาราธอนโตเกียวมาราธอนครั้งที่ 3 เราก็ยังคิดว่าอยากได้ 2 ชั่วโมง 50 นาที ก็ทำเวลาจริงได้เกือบตามเป้าหมาย อยู่ที่ 2 ชั่วโมง 53 นาที ซึ่งน่าแปลกที่ตรงกับที่ อ. นิวัฒน์ แกคำนวณไว้เป๊ะ”

ความคาดหวัง

หลังจากทำเวลาได้ดีพี่โทลก็มองไปที่เบอร์ลินมาราธอน สนามที่เป็นสถิติโลกมาราธอนอยู่ในปัจจุบัน เวลาที่ใช้ในการซ้อมมีเหลือเฟือ แถมพี่โทลยังทำเวลาได้ดีตั้งแต่การซ้อม แต่เพราะความคาดหวังทำให้พี่โทลไปวิ่งด้วยความเครียด ส่งผลถึงร่างกายในวันวิ่งจริง เมื่อร่างกายไม่พร้อมทำให้แผนการวิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่วางไว้ พอหลุดจากแผนตั้งแต่ครึ่งทาง ก็ทำให้ไม่อยากวิ่งต่อแล้ว ทำให้เวลาของเบอร์ลินมาราธอนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้

เวลาจากโตเกียวมาราธอนทำให้พี่โทลผ่านเกณฑ์ได้เข้าร่วมบอสตันมาราธอนเมื่อปีที่ผ่านมา แต่บทเรียนเรื่องความคาดหวังจนเครียดจากเบอร์ลิน ทำให้รู้ตัวเองว่ายังไม่พร้อมสำหรับการทำเวลาที่ดี จึงบอก อ.นิวัฒน์ ว่างานนี้ขอไปวิ่งเล่นๆ ไม่ทรมาน ไม่คาดหวัง แทนดีกว่า

โทล-เรืองยศ มหาวรมากร

ช้าให้เป็น

“อย่าบ้าพลัง”

พี่โทลพูดเตือนขึ้นมา เมื่อคุยกันถึงเรื่องช่วงเวลาของการซ้อม ปกติพี่โทลจะใช้ช่วงเช้าในการซ้อม และจะจ๊อกกิ้งเบาๆ ตอนเย็น

ผมมีความเชื่ออยู่ตลอดว่าวันหนึ่งควรจะวิ่งแค่ครั้งเดียว เพื่อเก็บรักษาร่างกายไว้ซ้อมในวันต่อไป แต่พี่โทลบอกว่าการจ๊อกเบาๆ คือการ recovery แบบหนึ่ง เป็น active recovery ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว แถมยังได้ระยะเพิ่มอีก พี่โทลบอกว่าจ๊อกก็คือจ๊อกจริงๆ ไม่ใช่ให้จ๊อกแล้วไปวิ่งเพซ 4 เพซ 5 แบบนั้นจะส่งผลเสียกับร่างกายมากกว่า

อย่าติดอยู่กับตารางซ้อม

ทำเวลาให้ต่ำลงแค่ไม่ถึง 3 นาที แต่ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะได้เวลาตามเป้าหมาย พี่โทลบอกว่าปีหน้าจะกลับมาซ้อมเพื่อทำตามเป้าหมายให้ได้อีกครั้ง ผมเองก็จะเริ่มซ้อมเหมือนกัน

“อย่ายึดติดกับตารางและตัวเลข มันจะเครียดกับการซ้อม ขาดซ้อมไม่ได้ ให้เข้าใจโครงสร้างของการซ้อม ฝึกความอดทน ฝึกความแข็งแกร่ง ฝึกความเร็ว การรักษาความเร็ว และการจำลองความเร็วจริงคืออะไรบ้าง เข้าใจว่าแต่ละอย่างซ้อมไปเพื่ออะไร เมื่อเข้าใจโครงสร้างและรู้ว่าเรายังขาดอะไรก็สามารถซ้อมเองไปได้ตลอดแล้ว และจะเอาไปใช้สอนคนอื่นต่อได้” พี่โทลสอนผมเป็นการปิดท้าย

โทล-เรืองยศ มหาวรมากร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load