เช้าตรู่อันแสนสดใสในวันเริ่มต้นฤดูหนาว ขณะที่ผมกำลังยืนรอเวลานัดสำคัญอยู่หน้าเรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศก หูก็พลันได้ยินเสียงซออู้ออดอ้อนมาตามลมเอื่อย ๆ กลิ่นดอกชมนาดที่ปลูกอยู่หน้าเรือนโชยมาเบา ๆ พอชื่นใจ

ผมหลับตานึกถึงฉากสำคัญฉากหนึ่งจากละครเวที โหมโรง เดอะ มิวสิคัล เมื่อศร นักดนตรีหนุ่มฝีมือฉกาจจากอัมพวา กำลังสีซอขับเพลงหวาน ยามมองเห็นแม่โชติ สาวงามที่เขาแอบหมายปองกำลังปลิดลั่นทมดอกขาวสวยอยู่โดยไม่รู้ตัว สำเนียงซอที่หวานอยู่แล้วนั้นก็พลันเสนาะซึ้งขึ้นไปอีก ฉากประทับใจจากละครเวทีในวันนั้น กำลังอ้อยอิ่งอยู่ในจินตนาการของผมในวันนี้ อีกไม่กี่นาทีผมก็จะได้พบกับผู้เป็นทายาทสายตรงของทั้งคู่ ในพื้นที่ที่ละครเวทีเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้น

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

อาจารย์มาลินี สาคริก และ อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก ประธานและเลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมนำผมสู่บริเวณใต้ถุนเรือนบรรเลง ทั้งสองเป็นทายาทรุ่นหลานและเหลนของพ่อศรและแม่โชติ

“เราคุยกันตรงนี้เลยนะครับ ลมเย็นสบายดี” อาจารย์อัษฎาวุธหรือครูเอ้เอ่ย

เสียงซอเริ่มเบาลง ในขณะที่เสียงของอาจารย์มาลินี ผู้กรุณาแทนตัวเองว่าป้าตลอดการสัมภาษณ์ ค่อย ๆ ดังขึ้นแทนที่ พร้อมกับเรื่องราวที่ชวนหลงใหลในสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้

โหมโรง

“ป้าเป็นหลานตาของหลวงประดิษฐไพเราะและคุณยายโชติ คุณตาเป็นนักดนตรี เล่นดนตรีได้ทุกชนิด ป้าจำได้ว่าท่านจะฮัมเพลงตลอดเวลา เหมือนคนที่กำลังคิดแต่งเพลงอยู่ ป้าว่าก็เหมือนศิลปินทั้งหลาย อย่างนักวาดภาพก็จะพกสมุดดินสอสำหรับร่างภาพได้ทันทีที่เกิดความคิดและแรงบันดาลใจ นักดนตรีก็แต่งเพลงไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน” อาจารย์มาลินีเอ่ย

หลวงประดิษฐไพเราะ มีนามเดิมว่า ศร ศิลปบรรเลง เกิดที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม บิดาของท่านคือ ครูสิน ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาดนตรีให้ตั้งแต่เยาว์วัยจนมีความสามารถจากการประชันวงจนมีชื่อเสียงไปทั่วลุ่มน้ำแม่กลอง ใน พ.ศ. 2443 เมื่ออายุได้ 19 ปี นายศรได้แสดงฝีมือเดี่ยวระนาดเอกเฉพาะพระพักตร์ สมเด็จวังบูรพาหรือสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนเป็นที่พอพระทัย จึงโปรดให้รับตัวเข้ามาอาศัยอยู่ในที่วังบูรพาภิรมย์ ทำหน้าที่นายระนาดเอกประจำวง เมื่อแรกเข้ามายังบางกอกนั้น นายศรต้องนอนอยู่หน้าห้องบรรทม และจะต้องไล่ระนาดถวายแทบทุกครั้งที่สมเด็จวังบูรพาตื่นบรรทมขึ้น ฝีมือของนายศรนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วพระนคร ด้วยไหวพริบปฏิภาณในเชิงดนตรี และความสามารถในการประพันธ์เพลงไทยหลากประเภท ใน พ.ศ. 2468 ในสมัยรัชกาลที่ 6 นายศรจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐไพเราะ

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเป็นผู้สอนดนตรีไทยถวายและรับสนองพระมหากรุณาธิคุณให้ช่วยถวายงานเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เพลงถึง 3 เพลง คือ เพลง ราตรีประดับดาวเถา เพลง เขมรละออองค์เถา และเพลง โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง สามชั้น นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ประพันธ์เพลงไทยหลากประเภท ทั้งเพลงโหมโรง เพลงเถา ฯลฯ อีกเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยเพลง ก่อนสิ้นชีวิตลงเมื่อ พ.ศ. 2497 เมื่ออายุ 72 ปี

“คุณตาหลวงประดิษฐไพเราะเป็นคนใจดีและมีเมตตามาก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ แล้วท่านก็เลี้ยงดูทุกคนด้วยความรัก ถ่ายทอดวิชาสุดความสามารถ ท่านโชคดีมากที่ได้มาแต่งงานกับคุณยายโชติ (สกุลเดิมหุราพันธุ์ บุตรีพันโท พระประมวญประมาณพล) คุณยายโชติเป็นทั้งรัฐมนตรีคลัง มหาดไทย คือเป็นรัฐมนตรีทุกกระทรวงให้ท่าน คุณตาไม่ต้องรับรู้เรื่องในบ้านเลย จะใช้จ่ายอะไร ใครมาใครไป ต้องดูแลยังไง คุณตาแต่งเพลงอย่างเดียว (หัวเราะ) เงินในกระเป๋ามีเท่าไหร่คุณตายังไม่รู้เลย 

“คุณยายโชติท่านถนัดเรื่องช่าง และเป็นช่างไม้ฝีมือดี ท่านพันไม้ระนาดให้คุณตารวมทั้งกำกับการการสร้างเครื่องดนตรีให้คุณตาด้วยตัวเอง สมัยก่อนจะหาผู้หญิงแบบนี้ยากนะ ลูกศิษย์คุณตารักคุณยายโชติมาก สังเกตได้จากงานศพของท่าน ลูกศิษย์พาวงดนตรีมาเล่นในงานหลายวง ล้อมรอบศาลา” อาจารย์มาลินีเล่าถึงคุณตาคุณยาย

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
หลวงประดิษฐไพเราะและคุณโชติ คุณตาและคุณยายของอาจารย์มาลินี ทวดของครูเอ้

หลังจากอาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีที่วังบูรพาภิรมย์มาระยะหนึ่งจน พ.ศ. 2443 สมเด็จวังบูรพาได้ประทานบ้านหน้าวังบูรพาให้เป็นเรือนหอของทั้งคู่ จนต่อมาใน พ.ศ. 2472 เมื่อบ้านหน้าวังบูรพามีผู้อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นถึง 25 คน และไม่สามารถขยับขยายได้ เพราะพื้นที่ใกล้เคียงเป็นห้างบี.กริม ซึ่งต้องการเช่าพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อขยายกิจการ หลวงประดิษฐไพเราะจึงทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เพื่อขอพระราชทานทุนทรัพย์ซื้อที่ดินปลูกบ้านใหม่ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจำนวน 10,000 บาทเป็นทุนประเดิม ซึ่งหลวงประดิษฐไพเราะได้นำมาซื้อที่ดินบริเวณตำบลบ้านบาตร และสร้างบ้านหลังใหม่จนสำเร็จเรียบร้อยด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่านเองในเวลาต่อมา

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
บ้านบาตร

“สมเด็จวังบูรพาท่านไม่ได้ประทานเงินเดือนนะคะ ท่านประทานบ้านให้หลังแรกเพื่อเป็นเรือนหอเท่านั้น นั่นคือบ้านหน้าวังบูรพา แต่ท่านประทานเครื่องดนตรีให้คุณตาสำหรับนำไปบรรเลงหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเอง คุณตาก็รับงานเล่นดนตรี เล่นละครต่าง ๆ นานา ค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบจนสร้างบ้านได้สำเร็จ เมื่อบ้านบาตรสร้างเสร็จนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คือหลัง พ.ศ. 2475” อาจารย์มาลินีเล่าต่อ

บ้านบาตรได้กลายเป็นสำนักดนตรีจากอัมพวาสืบต่อจากบ้านหน้าวังบูรพาภิรมย์ ซึ่งเคยเป็นสำนักดนตรีแห่งแรก ส่วนเรือนบรรเลงนั้น ได้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2477 หลังจากบ้านบาตรสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นเรือนหอของครูบรรเลงและพระมหาเทพกษัตรสมุห

เริ่มบรรเลง

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
ครูบรรเลง สาคริก และ พระมหาเทพกษัตรสมุห คราวสมรสกันเมื่อ พ.ศ. 2477

“คุณแม่บรรเลงเป็นลูกสาวคนที่สองของคุณตากับคุณยาย มีพี่สาวคือคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ที่จริงต้องกล่าวว่าคุณหญิงชิ้นเป็นลูกสาวคนแรกที่รอดชีวิต เพราะก่อนหน้านั้นคุณตาคุณยายเคยมีลูกสาวมาก่อน 2 คน เมื่อเกิดมาก็ได้รับนามประทานจากสมเด็จวังบูรพาว่าสร้อยไข่มุกกับศุกร์ดารา สมเด็จท่านโปรดคุณตามาก พอคุณตามีลูกสาวท่านจึงทรงขอไปเลี้ยงดูอย่างดี พร้อมประทานชื่ออย่างไพเราะตามชื่อในเรื่องนิทราชาคริต แต่พอทรงเลี้ยงมาจนอายุ 3 ขวบ ก็เสียชีวิตทั้งคู่” อาจารย์มาลินีเริ่มเล่า

เมื่อคุณหญิงชิ้นเกิดนั้น ทั้งหลวงประดิษฐไพเราะและคุณโชติตัดสินใจปิดข่าว มิได้กราบทูลให้สมเด็จวังบูรพาทรงทราบ เช่นเดียวกับเมื่อตอนครูบรรเลงเกิด ทั้งสองท่านก็ไม่ได้กราบทูลสมเด็จวังบูรพาเช่นกัน

“ต่อจากคุณแม่บรรเลง คุณตามีลูกเป็นชายเป็นคนแรก ท่านก็ดีใจจึงไปกราบทูลให้ทรงทราบ สมเด็จวังบูรพาก็ทรงพระกรุณาประทานชื่อให้คล้องจองกับสร้อยไข่มุก ศุกร์ดาราว่า ‘ศิลปสราวุธ’ มีความหมายว่ามีดนตรีเป็นอาวุธ แล้วก็ทรงขอไปเลี้ยงอีก แต่ก็เสียชีวิตเมื่ออายุ 3 ขวบเช่นกัน ป้าเคยคิดกันเล่น ๆ ว่า บุญไม่ถึง เพราะเราก็เป็นคนธรรมดา ๆ เมื่อสมเด็จวังบูรพาท่านทรงเลี้ยงดู พร้อมทั้งประทานชื่อด้วยคำอันไพเราะทั้งสามคน คือชื่อสวยไป (หัวเราะ) ท่านเลยบุญไม่ถึง เสียชีวิตตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งนั่นความเชื่อของคนไทยรุ่นก่อน ๆ แต่ความจริงก็เป็นไปได้ว่าการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ อัตราการเสียชีวิตของคนในวัยเด็กย่อมมีสูงเป็นธรรมดา”

“ส่วนคุณแม่เป็นลูกที่คุณตาแอบผิดหวัง เพราะคาดว่าจะได้ลูกชาย ตอนนั้นคุณตากำลังตามเสด็จสมเด็จวังบูรพาไปชวา ก่อนไปท่านก็ตั้งชื่อรอไว้เลยว่าบรรเลง และเขียนจดหมายมาจากชวาไถ่ถามว่าแม่โชติคลอดหรือยัง หวังใจว่าจะได้ลูกชาย แต่พอคลอดมาเป็นผู้หญิง ท่านก็ยังให้ชื่อว่าบรรเลงเช่นเดิม”

“ใคร ๆ ก็เรียกแม่ว่าคุณเลง มีคุณตากับคุณยายเท่านั้นที่เรียกว่าแม่เลง เลยเป็นนักเลงสมชื่อ (หัวเราะ) คำว่านักเลงหมายถึงใจกว้าง ชอบช่วยเหลือคนอื่น ไม่คิดเล็กคิดน้อย แม่ค้าในตลาดมาขอยืมเงิน ท่านก็ให้ คนอื่น ๆ ถามว่าไม่กลัวเขาโกงหรือ ท่านบอกว่าถ้ากล้าโกงก็โกงไปสิ ไปตลาดนี่ท่านซื้อของโดยไม่ต้องจ่ายเงินเลยก็ยังได้ ใคร ๆ ก็เชื่อว่าท่านไม่เอาเปรียบ”

‘คุณเลง’ มีโอกาสพบกับพระมหาเทพกษัตรสมุหในสมัยรัชกาลที่ 7 ขณะนั้นหลวงประดิษฐไพเราะผู้บิดาเป็นผู้ถวายการสอนดนตรีแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีพระราชประสงค์ให้จัดตั้งวงมโหรีหลวงหญิงขึ้น ขณะนั้นพระมหาเทพกษัตรสมุหเป็นข้าราชบริพารในพระองค์ ทั้งสองท่านจึงได้มีโอกาสพบกัน

“การเกิดมาเป็นลูกนักดนตรี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่เสียงดนตรี ทำให้คุณแม่หัดดนตรีตั้งแต่เล็ก ๆ โดยไม่มีใครบังคับ ต่อมาก็ได้ตามคุณตาเข้าไปในวังด้วย ได้มีโอกาสถวายตัวเป็นข้าหลวงเรือนนอก และเป็นสมาชิกคนหนึ่งในวงมโหรีหลวงหญิง แม่เล่นระนาดทุ้ม แล้วก็ดีดจะเข้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีก็ทรงจะเข้ ก็เลยมีโอกาสเล่นด้วยกัน ส่วนคุณพ่อนั้นเป็นข้าราชบริพาร ก็เลยได้พบกัน คุณพ่อท่านหย่าร้างมาและมีลูกชายติดมาด้วย 5 คน ใคร ๆ ก็ถามแม่ว่าทำไมถึงยอมรับรักกับผู้ชายอย่างพ่อ แม่ตอบว่าเพราะสงสาร และยินดีที่จะเป็นแม่ของลูกชายทั้ง 5 คุณแม่เองก็รักและเลี้ยงดูลูกคุณพ่อเหมือนลูกชายตัวเองเลย”

พระมหาเทพกษัตรสมุห มีนามเดิมว่า เนื่อง สาคริก ท่านภูมิใจมากที่เป็นลูกน้ำเค็มด้วยบรรพบุรุษมาจากสมุทรสงคราม และได้เคยเล่าถึงที่มาของสกุลสาคริกไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้ทรงปราบปรามศึกสงครามจนสงบราบคาบแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งพี่น้องชาวบางช้าง 3 คนที่มีความชอบในราชการสงครามขึ้นเป็นเจ้าเมือง พี่ชายคนใหญ่เป็นเจ้าเมืองสาครบุรี ต่อมาเป็นสมุทรสาคร ท่านผู้นี้เป็นต้นตระกูลสาคริก พี่ชายคนกลางเป็นเจ้าเมืองสมุทรสงคราม เป็นต้นตระกูล ณ บางช้าง ส่วนน้องคนเล็กเป็นเจ้าเมืองสงขลา เป็นต้นตระกูล ณ สงขลา

คำว่า สาคริก มีความหมายว่าผู้เป็นชาวเมืองสาคร และสาเหตุที่มิได้ใช้คำว่า ณ สาคร นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้พระราชทานนามสกุล ได้พระราชทานคำอธิบายไว้และเล่าสืบต่อกันมาในครอบครัวว่า “ความจริงก็ควรจะใช้นามสกุลว่า ณ สาคร แต่เมื่อข้าได้ให้ใช้สาคริกไปแล้วก็เห็นว่าดีเหมือนกัน อย่าน้อยใจเลย” โดยทรงนำคำ ‘สาคร’ จากชื่อเมืองสาครบุรี มาสะกดให้เป็นสาคริก ซึ่งจะทำให้หมายถึงบุคคล เช่นเดียวกับคำว่าพุทธศาสนาที่กลายเป็นคำว่าพุทธศาสนิก ดังนั้น เมื่อสาครหมายถึงทะเล สาคริกจึงหมายถึงชาวทะเลหรือลูกน้ำเค็มนั่นเอง

“คุณพ่อถวายตัวเป็นข้าราชบริพารรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่อายุ 10 ปี เป็นนักเรียนโรงเรียนวชิราวุธที่สอบได้ที่หนึ่ง สมัยนั้นมีสิทธิ์ได้รับพระราชทานทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ในหลวงท่านทรงเลี้ยงไว้ใกล้พระองค์ ให้ศึกษาที่นี่ ท่านจึงไม่ได้ไป คุณพ่อรับราชการมาจนสมัยรัชกาลที่ 7 จึงได้แต่งงานคุณแม่และสร้างเรือนบรรเลงขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2477 พอ พ.ศ. 2478 ป้าก็เกิดเป็นลูกสาวคนแรก เป็นพี่ของนิคม สาคริก พ่อของนายเอ้” ต่อมาทั้งคู่ได้กลายมาเป็นป้า-หลานผู้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการอนุรักษ์เรือนบรรเลงและสืบสานดนตรีไทยในเวลาต่อมา ร่วมกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
ภาพครอบครัวของครูบรรเลงและพระมหาเทพกษัตรสมุห อาจารย์มาลินียืนด้านหลัง คนที่สองจากขวา

เรือนบรรเลง

เรือนบรรเลงเป็นเรือนไม้ที่อาจารย์มาลินีอธิบายอย่างกระชับที่สุดว่าเป็น “เรือนปั้นหยา ทาสีเขียว” ปรากฏอยู่บนถนนเศรษฐศิริ เป็นเรือนไม้ตามลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 7 

“เรือนบรรเลงมีสถาปัตยกรรมคล้ายเรือนตากอากาศชายทะเลที่พบได้ในแถบหัวหิน คุณพ่อเคยตามเสด็จรัชกาลที่ 6 และ 7 ไปพำนักที่หัวหินเสมอ เมื่อมีโอกาสสร้างเรือนหอของตัวเอง จึงสันนิษฐานว่าท่านได้นำแบบบ้านที่หัวหินมามาใช้” อาจารย์มาลินี ผู้เป็นสถาปนิกเช่นกัน กล่าวถึงแรงบันดาลใจทางด้านสถาปัตยกรรม

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

“คุณยายโชติท่านเป็นคนคุมการสร้างเรือนใหญ่ที่บ้านบาตรทั้งหมด โดยว่าจ้างช่างชาวจีนชื่อเกียฮู้ พอสร้างบ้านบาตรเสร็จ คุณแม่ก็แต่งงานกับคุณพ่อ จึงต้องปลูกเรือนหอ คุณยายก็ว่าจ้างเกียฮู้มาสร้างอีกครั้ง ราคาตอนนั้นคือ 7,900 บาทสำหรับเรือนทั้งหลัง…. ตกใจเรื่องราคาใช่ไหม” อาจารย์มาลินีอมยิ้มเห็นผมทำตาโตด้วยความตกใจ

“ตอนเล็ก ๆ ป้าก็ไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้านบาตรกับที่นี่ คุณยายโชติมาจากตระกูลโหร มีความสามารถในการผูกดวง ตอนป้าเกิดท่านก็ทำนายไว้ว่าถ้าแม่เป็นคนเลี้ยงป้าเองก็อาจไม่รอด คุณยายโชติจึงมารับป้าไปเลี้ยง และให้เรียกท่านว่าแม่ ป้าเลยเรียกยายว่าแม่ แต่เรียกแม่ตัวเองว่าคุณเลงตามคนอื่น ๆ จนกลับมาอยู่บ้านนี้และคุณยายโชติเสียแล้ว ป้าถึงได้กลับมาเรียกแม่ว่าคุณแม่”

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย

เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกหลังนี้ผนังด้านนอกตัวบ้านเป็นผนังตีซ้อนเกล็ดแนวทางนอน คอยทำหน้าที่ป้องกันและระบายน้ำฝน หลังคาจั่วตัดยื่นชายคากว้างเพื่อช่วยกันฝนสาด ใต้หลังคาปั้นหยามีพื้นที่ว่างเหนือฝ้าเพดาน เพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนไม่ให้แผ่ลงมาที่ตัวเรือน ใต้จั่วมีช่องระบายลมร้อนทำเป็นเหลี่ยมทรงเรขาคณิต ตัวเรือนหันไปทางทิศใต้เพื่อรับลม มีหน้าต่างทั้งบานเปิดและบานกระทุ้งเพื่อระบายความร้อน และมีชานขนาดใหญ่ (Verandah) ล้อมระเบียงตามแบบฉบับของบ้านตากอากาศ

“ภาพจำของบ้านหลังนี้คือมีสวนขนาดใหญ่รายล้อม เมื่อก่อนมีเสือด้วยนะ เป็นเสือปลา อยู่ในสวนหลังบ้านนี่เอง ลองคิดดูละกันว่าเป็นธรรมชาติมากขนาดไหน มะม่วงจะเอาพันธุ์ไหนล่ะ มีหมด แล้วยังมีมะดัน มะนาว ผักทุกชนิด คือไม่ต้องซื้อผักผลไม้เลย แค่ซื้อเนื้อมาเท่านั้นก็ทำอาหารได้แล้ว ตรงสนามคุณแม่ยกร่องทำเป็นสวนผัก ผักที่ปลูกได้ก็นำไปแจกนะคะ ไม่ได้ขาย ตอนสมัยสงครามก็ได้สวนผักนี่แหละเป็นที่หลบภัย เวลาเครื่องบินมา คุณแม่ก็ต้อนลูก ๆ ลงจากเรือนมาหลบระเบิดกันในร่องสวน

“มุมโปรดของป้าคือบนต้นมะขามหวาน ป้าอยู่บนนั้นได้ทั้งวัน แล้วก็นั่งเอากิ่งมะขามมาขัดไปเรื่อย ๆ ทำเหมือนสร้างบ้านอยู่บนต้นมะขาม ทำเป็นที่นั่ง ที่นอน บางทีก็ทำเป็นซุ้มเหมือนห้อง… ที่โตมาเป็นสถาปนิกก็น่าจะมาจากความซนตั้งแต่วันนั้น (หัวเราะ) แล้วก็ดีใจมากที่โตมาเป็นช่างเหมือนคุณยาย” อาจารย์มาลินีสำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนได้รับทุนสมิธมันด์-ฟุลไบรท์ (Smith-Mund Fullbright) ไปศึกษาต่อด้านเดียวกันที่สหรัฐอเมริกา

“เวลาอยู่บ้านบาตรกับคุณยายต้องเรียบร้อย พอมาที่นี่ พี่ ๆ เป็นผู้ชายทั้งนั้น ป้าเป็นผู้หญิงคนเดียว โอย ซนยิ่งกว่าลิง (หัวเราะ)”

“จำอะไรที่บ้านบาตรได้บ้างครับ เล่าให้น้องฟังด้วยสิ” ครูเอ้ หลานชายที่ฟังการสนทนามาแต่ต้น เอ่ยปากชวนคุณป้าให้เล่าถึงบ้านบาตรให้ผมฟังบ้าง เพราะไหน ๆ คุณป้าก็ไป ๆ มา ๆ ทั้งสองที่

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
รูปครอบครัวที่บ้านบาตรเมื่อครั้งหลวงประดิษฐไพเราะและคุณโชติยังมีชีวิต

“จำได้ จำได้ดี ชีวิตที่บ้านบาตรมีความสุขมาก ทุกวันมีแต่เสียงดนตรี คุณตาท่านให้ลูกศิษย์อาศัยอยู่ในบ้านด้วยกันหลายคน ทุกคนนับญาติเป็นพี่เป็นน้องกันหมด ตรงบ้านบาตรมีชุมชนช่างตีบาตรพระ ตอนช่วงสงครามซึ่งเป็นช่วงที่ความบันเทิงหาได้ยากนั้น เวลาช่างเลิกงาน หลังจากตีบาตรเสร็จ ก็จะมารำวงกันที่บ้านเรา ที่บ้านมีลานโล่งอยู่ตรงกลาง แล้วก็มีทั้งเครื่องดนตรีและนักดนตรีอยู่แล้ว มารำวงกันสนุกสนาน ป้าจำได้ว่ามีโอกาสเห็นผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิงครั้งแรกก็ที่นี่ กลางวันเขาก็เป็นผู้ชายตีบาตรตามปกติ พอกลางคืนเขาแต่งเป็นผู้หญิงมารำวง โอ้โห สวยมาก รำสวยด้วย” อาจารย์มาลินีเล่าให้พวกเราฟัง

แล้วเรือนบรรเลงกับบ้านบาตรมีบรรยากาศที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้างครับ – คำถามนี้มาจากผม

“เรือนบรรเลงก็คล้ายบ้านบาตรนะ เพราะเป็นบ้านเปิด มีพี่น้องลูกหลานมาอยู่ร่วมกันหลายรุ่นหลายวัย มีนักดนตรีลูกศิษย์ลูกมาหามาอยู่ด้วย อย่างตอนหลังสงครามก็มีเหนาะ (พ.ท.เสนาะ หลวงสุนทร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง-ดนตรีไทย พ.ศ. 2555) กับเพื่อน ๆ นักดนตรีจากอัมพวาเข้ากรุงเทพฯ มา ก็มาอยู่ที่นี่ คุณแม่ให้พักที่เรือนหลังบ้าน ป้าเรียนฆ้องวงก็ที่นี่แหละค่ะ กับลูกศิษย์ของคุณตาอีกคนชื่อครูดำ ซึ่งก็เป็นอีกท่านที่มาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้ แต่ครูดนตรีคนแรกของป้าคือคุณแม่ ป้าเรียนจะเข้กับท่าน แต่จำไม่ได้นะว่าคุณแม่ดุรึเปล่า เวลาสอนน่าจะโดนหยิกบ้าง (หัวเราะ) เรือนบรรเลงก็เป็นเรือนที่มีเสียงดนตรีบรรเลงสมชื่อ”

เรือนบรรเลงเป็นที่พำนักของครอบครัวและศิลปินดนตรีหลากชื่อหลากนาม ที่ต่อมาหลายท่านก็ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ วันนี้เรือนหลังนี้มีอายุเกือบ 90 ปีแล้ว ย่อมต้องมีวาระที่ทรุดโทรมจนต้องซ่อมแซมกันบ้าง

รักษ์เรือนบรรเลง

“เรือนบรรเลงเป็นเรือนที่ผ่านวิกฤตต่าง ๆ มามากมาย เช่น ตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ป้าจำได้ว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟสามเสน เพราะเป็นชุมทางการขนส่งสำคัญของญี่ปุ่น ระเบิดก็ทิ้งลงมาตูมตาม พื้นนี่ไหว คุณแม่ก็ต้อนพวกเราวิ่งลงมาอยู่ที่ใต้ถุนตรงนี้ ป้าเห็นเลยว่าเรือนโยกทั้งเรือน ตอนนั้นต้องคอยวิ่งลงจากเรือนมาหลบในร่องผัก แต่แปลกนะ เรือนบรรเลงไม่เสียหายอะไรเท่าไหร่เลย” 

หลักฐานความเสียหายในวันนั้นมีเพียงรอยแตกบนกระจกสีพิมพ์ลายที่ยังปรากฏอยู่บนหน้าต่างชั้นบน ในห้องที่เคยเป็นห้องนอนของพระมหาเทพกษัตรสมุห รวมทั้งนาฬิกาไม้แขวนผนังเรือนโบราณที่เวลาหยุดเดิน ณ วินาทีที่ระเบิดลงพอดี ซึ่งทายาทยังคงรักษาไว้จนทุกวันนี้

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
รอยแตกบนกระจกสีพิมพ์ลายในวันที่ระเบิดลง ในห้องที่เคยเป็นห้องนอนของพระมหาเทพกษัตรสมุห ซึ่งต่อมาได้เคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้เช่นกัน

“อีกครั้งคือในห้องเดียวกัน ตอนนั้นราว ๆ พ.ศ. 2524 ขณะที่เรากำลังประชุมกันเรื่องการจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะอยู่ใต้เรือน คุณพ่อท่านสูบบุหรี่ทิ้งไว้ แต่ยังไม่ทันดับ แล้วท่านก็ลงมานั่งรอทานข้าวข้างล่าง ป้าเดินกลับขึ้นไปบนเรือน โอ้โห เห็นเปลวไฟใหญ่ลามถึงเพดาน นายเอ้ก็เดินตามขึ้นมาพอดี ในห้องน้ำมีน้ำสำรองไว้ในตุ่มหลายต่อหลายใบ โชคดีที่เราสำรองน้ำไว้อยู่เสมอ เพราะมักเกิดเหตุน้ำประปาไหลอ่อนอยู่เรื่อย ๆ ก็เลยได้ใช้น้ำสำรองในตุ่มมาดับไฟได้ทัน” อาจารย์มาลินีเล่าถึงเหตุการณ์น่าสิ่วน่าขวาน แต่เรือนบรรเลงยังอยู่รอดปลอดภัย

การซ่อมเรือนบรรเลงอย่างจริงจังนั้นน่าจะเกิดขึ้นด้วยกัน 3 ยุค ยุคแรกคือเมื่อ พ.ศ. 2512 และหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในภารกิจนี้ก็คืออาจารย์มาลินี ผู้เป็นสถาปนิก

“การซ่อมยุคแรกตอนนั้นทำชั้นล่าง ซึ่งเดิมเป็นใต้ถุนโล่ง ๆ ก็ทำผนังด้านล่างเพิ่มตรงบริเวณใต้ถุน กั้นเป็นห้องให้คนอยู่ได้ เลยทำให้เรือนบรรเลงกลายเป็นบ้าน 2 ชั้นขึ้นมา พอดีมีหลาน ๆ เกิด จึงจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ พอคนมากขึ้นอีกป้าก็ทำหลังคาคลุมระเบียงและกั้นเป็นห้องนอนใหญ่ มีคุณป้า คุณแม่ พี่น้องอื่น ๆ รวมทั้งนายเอ้ตอนเล็ก ๆ ก็มานอนในห้องนี้ด้วย”

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
บริเวณระเบียงที่เคยกั้นห้องนอน แต่ปัจจุบันกลับมาอยู่สภาพเดิมแล้ว

“ระเบียงเดียวกันนี้ในอดีตคุณแม่เคยดีดจะเข้ให้คุณพ่อร้องและเต้นโขนเป็นตัวสุครีพ ซึ่งคุณพ่อเคยแสดงถวายรัชกาลที่ 6 ตอนเป็นข้าราชบริพาร” ผมคิดว่าช่างเป็นบ้านแห่งนาฏศิลป์และดนตรีสมชื่อเรือนบรรเลงจริง ๆ 

“ยุคที่ 2 คือการปรับปรุงใน พ.ศ. 2550 ตอนนั้นไม้เริ่มผุพัง สีก็ลอก ฝนตกเมื่อไหร่ก็รั่วเมื่อนั้น สักพักน้ำก็ท่วม สมาชิกบ้านนี้จะมีความสามารถพิเศษในการวิดน้ำได้อย่างแข็งขันและรวดเร็ว รวมทั้งคอยเอาดินน้ำมันเดินอุดตามรอยรั่วไปทั่วบ้าน (หัวเราะ) ลูกศิษย์ลูกหาที่มาอยู่มาเรียนดนตรีทุกคนต้องผ่านประสบการณ์นี้ทั้งนั้น บางทีกำลังนั่งดีดจะเข้อยู่น้ำมา พอ ๆ ๆ เลิก ๆ ไปวิดน้ำกันก่อนเดี๋ยวค่อยกลับมาดีดใหม่ (หัวเราะ)” อาจารย์มาลินีเล่าเสียงใส

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
เรือนบรรเลงก่อนบูรณะ

ครูเอ้เล่าเสริมว่าใน พ.ศ. 2550 ทางครอบครัวตัดสินใจสร้างอาคารปูนสูง 4 ชั้นขึ้นด้านหน้า เรียกว่า ‘อาคารบ้านสาคริก’ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ รวมทั้งเป็นที่เก็บเครื่องดนตรีและเอกสารรวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับท่าน ด้านล่างคือส่วนที่เป็นร้านอาหารนามว่า ‘ครัวบรรเลง’ ซึ่งอาจารย์มาลินีก็เป็นผู้ออกแบบอาคารนี้เช่นกัน

“ตอนนั้นเลยต้องคิดกันว่าจะทำอย่างไรดีกับเรือนบรรเลง ซึ่งเริ่มเก่าและทรุดโทรมอย่างที่คุณป้าเล่าไป ก็เลยสรุปว่าจะดีดเรือนขึ้นสูงขึ้น 3 เมตรเพื่อหนีน้ำท่วม ปรับแต่งพื้นที่ใต้ถุนเสียใหม่ โดยรื้อวัสดุที่เคยกั้นเป็นห้อง ๆ ออก แล้วปล่อยให้ใต้ถุนโล่งอย่างที่เห็น แล้วเราก็เปลี่ยนไม้ที่ผุออกทั้งหมด ส่วนห้องต่าง ๆ เราพยายามเก็บไว้ตามเดิม อย่างเช่น ห้องน้ำบนตัวเรือน เราก็ตัดสินใจเก็บไว้ 

“ต้องกล่าวว่าเรือนบรรเลงเป็นเรือนไทยโบราณที่ทันสมัย มีห้องน้ำในตัว มีเครื่องสุขภัณฑ์พร้อม มีแม้กระทั่งฝักบัวและบีเดท์ (Bidet – โถปัสสาวะของสุภาพสตรี) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทันสมัยมากสำหรับบ้านในสมัยรัชกาลที่ 7 ส่วนที่พี่ว่าสนุกมาก ๆ ก็คือเราดีดเรือนขึ้นโดยใช้แรงคน เป็นงานแฮนด์เมดเลย” ครูเอ้เล่าอย่างสนุกสนาน ส่วนผมทำหน้าอึ้ง

“การยกเรือนขึ้นเริ่มจากการเอาคานที่เป็นเหล็กมายึดไว้กับขื่อทั้งหมด วางเรียงกันเต็มไปทั่วพื้นที่ใต้ถุนบ้าน เพื่อทำหน้าที่แทนเสา พอยึดได้แล้วก็นำเสาเดิมออก บ้านก็จะลอยอยู่บนคานเหล็กแทน ทีนี้ระหว่างคานก็จะนำแม่แรงมาสอดไว้ตามจุดต่างให้ทั่ว จากนั้นค่อย ๆ โยกแม่แรงทุกจุดขึ้นพร้อม ๆ กันทีละนิด ๆ เพื่อยกเรือนทั้งเรือนให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องส่งสัญญาณให้ทุกคนหมุนแม่แรงโดยพร้อมเพรียงกัน แบบหนึ่ง.. สอง.. สาม… อ้าว.. หมุน (หัวเราะ) ตัวเรือนก็จะค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ระดับที่ต้องการ แล้วจึงนำเสาคอนกรีตที่หล่อเตรียมไว้มาสอดและเชื่อมกับตัวเรือน 

“ใต้ถุนจึงมีขนาดสูงราว 3 เมตร ตอนนั้นเราคุยกันว่าอยากให้มีใต้ถุนสูง เพราะจะได้หนีน้ำท่วมและมีพื้นที่โล่งใต้เรือน สำหรับเป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ได้เหมือนอย่างที่เรานั่งคุยกันอยู่ตอนนี้” ครูเอ้และอาจารย์มาลินีร่วมกันเล่ากระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบให้ผมเข้าใจ

เรือนบรรเลง เรือนปั้นหยาสีเขียวใบโศกของหลวงประดิษฐไพเราะ บรมครูดนตรีไทย
ยกเรือนสูงขึ้นมา 3 เมตร นำเสาคอนกรีตมาแทนเสาไม้

การบูรณะเรือนบรรเลงในครั้งนั้นส่งผลให้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประเภทเคหะสถานและบ้านเรือนเอกชนจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ใน พ.ศ. 2551

“ยุคที่ 3 คือการบูรณะครั้งล่าสุดซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2561 ตอนนั้นสีลอก โดยเฉพาะภายในตัวเรือนนั้นสีลอกแทบทั้งหมด ในตอนนั้นมีสถาปนิกเข้ามาช่วย โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อาจารย์เต้ย (อาจารย์อริยะ ทรงประไพ) ซึ่งช่วย พี่เหมียว (คุณเกล้ามาศ ยิบอินซอย) ทำงานบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อาจารย์เต้ยมาช่วยตรวจสอบสีเดิมของบ้านและให้คำปรึกษาด้านอื่น ๆ ทำให้เราได้ค่าสีที่ถูกต้องตามต้นฉบับ นั่นคือสีเขียวใบโศกที่ปรากฏอยู่ ส่วนสีนั้นเราได้รับความสนับสนุนจากบริษัทสีเบเยอร์” ครูเอ้อธิบายถึงการบูรณะในยุคที่ 3

นอกจากนั้นทายาทพยายามรักษาทุกอย่างไว้ดั่งเดิม หน้าต่างบานกระทุ้งและกลอนสตางค์ก็ยังคงอยู่และใช้งานได้ดีดังเดิม ห้องหับที่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยก็ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับสอนดนตรีไทยประเภทต่าง ๆ จนมีผู้สนใจมาเรียนกันแน่นขนัด ก่อนจะต้องหยุดชงักไปด้วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น พื้นใต้ถุนก็ปูกระเบื้องใหม่ แต่ยังรักษาลวดลายตามต้นฉบับเดิมเอาไว้ และโต๊ะไม้ตัวกลมตัวสำคัญที่รับใช้ครอบครัวมาตั้งแต่สมัยพระมหาเทพกษัตรสมุห ก็ยังคงตั้งอยู่พร้อมรับหน้าที่สำคัญสืบเนื่องต่อมา

บริเวณชั้นบน เป็นที่เก็บเครื่องดนตรีไทยและถ่ายทอดวิชาแก่ผู้มาเรียน
โต๊ะกลมตัวสำคัญ

“โต๊ะกลมตัวนี้อยู่คู่เรือนบรรเลงมาตั้งแต่แรก หน้าที่สำคัญที่ว่าก็คือเป็นโต๊ะไพ่ตองที่คุณพ่อสั่งทำพิเศษให้มีลิ้นชักเก็บไพ่และใช้ชิปส์แทนเหรียญสตางค์ เป็นวงญาติมิตรที่เล่นกันอย่างจริงจังมาก (หัวเราะ)” อาจารย์มาลินีเล่าอย่างมีความสุข

“และโต๊ะตัวเดียวกันนี้ก็เป็นโต๊ะที่สมาชิกครอบครัวและลูกศิษย์ลูกหาร่วมกันประชุมจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะขึ้นใน พ.ศ. 2524 ต่อมาก็ริเริ่มการประกวดดนตรีไทยรางวัลศรทอง รวมทั้งกำเนิดละครโทรทัศน์เรื่อง ระนาดเอก และภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง จนมาถึงการจัด โหมโรง เดอะ มิวสิคัล รวมทั้งกิจกรรมสำคัญอื่น ๆ อีกมากอันเกี่ยวเนื่องกับการถ่ายทอดและอนุรักษ์ดนตรีไทย โต๊ะตัวนี้มีศิลปินจำนวนมากได้มานั่งคุย ปรับทุกข์ เปิดเผยเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งที่เล่าต่อได้และไม่ได้ ทุก ๆ กิจกรรมจะมีโต๊ะตัวนี้เป็นสักขีพยาน”

ทุก ๆ ปีทายาทจะจัดให้มีพิธีไหว้ครูขึ้นที่เรือนบรรเลง ลูกศิษย์ลูกหาหลากรุ่นหลายวัยจะมารวมตัวกันคับคั่งจนใต้ถุนโล่งแห่งนี้ดูแคบลงไปถนัดตา

พิธีไหว้ครูที่เรือนบรรเลง

“คำว่าลูกศิษย์เป็นคำที่มีนัยที่สำคัญ เพราะประกอบด้วยคำว่า ‘ลูก’ อยู่ด้วย ผู้ที่ถ่ายทอดวิชาให้นั้น ก็ถ่ายทอดด้วยความรัก เมตตา ปราณี และผูกพัน ส่วนผู้รับ ไม่ได้เพียงแต่เอาวิชาไปเท่านั้น แต่ยังรับวิชาด้วยความรักและผูกพันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทุก ๆ ปีเวลาจัดพิธีไหว้ครูที่เรือนบรรเลง ก็จะมีครูและลูกศิษย์กลับมาร่วมพิธีกันมากมาย ครูที่เป็นครูของครู ศิษย์ที่วันนี้กลายมาเป็นครู ลูกศิษย์รุ่นต่าง ๆ หลายรุ่น ทำให้รู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องมีลูก ไม่จำเป็นต้องเป็นเชื้อสายของเราโดยตรงที่จะทำหน้าที่ดูแลและสืบต่อ เราสามารถฝากฝังลูกศิษย์ต่อไปได้ เมื่อคิดอย่างนี้ได้ก็ทำให้เราปล่อยใจ ไม่ยึดติดอะไร” ครูเอ้กล่าว

“อ้อ เมื่อตัวเบาใจเบาแบบนี้ พี่ว่าจะทำให้เราหนุ่มอยู่เสมอไปด้วยไงล่ะครับ” ครูเอ้สรุปพร้อมเสียงหัวเราะของทุกคน

การอนุรักษ์เรือนบรรเลงนั้นไม่ได้เป็นเพียงการรักษาการสถาปัตยกรรมที่สวยงามให้คงอยู่ แต่ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและสายสัมพันธ์อันงดงามของครูและลูกศิษย์เอาไว้ด้วยเช่นกัน

การเรียนการสอนดนตรีไทยที่เรือนบรรเลง

รอบเรือนบรรเลง

อาคารบ้านสาคริกเป็นอาคารที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 ตั้งอยู่หน้าเรือนบรรเลง นอกจากเป็นที่อาศัยของสมาชิกครอบครัวจำนวนหนึ่งแล้ว ยังเป็นที่ทำการของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะด้วย

อาคารบ้านสาคริกด้านหน้าเรือนบรรเลง

“มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2524 ในวาระครบ 100 ปีของท่าน ตอนที่ตั้งใหม่ ๆ เราตั้งใจว่าจะสืบทอดดนตรีไทยสายหลวงประดิษฐไพเราะ และเป็นพื้นที่สำหรับลูกศิษย์ลูกหาได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านดนตรีไทย สามารถจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อรำลึกถึงท่าน” อาจารย์มาลินีเอ่ย

“อันนั้นเป็นวัตถุประสงค์เมื่อแรกเริ่ม แต่ก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยด้วย ในวันนี้พี่ว่าเราต้องการสร้างพื้นที่เพื่อทุก ๆ คนเข้าถึงดนตรีไทยได้ พยายามหาจุดเชื่อมอดีตให้เข้ากับปัจจุบัน และหาหนทางที่จะพาไปสู่อนาคต คือถ้าเราเล่นระนาดเก่ง เราก็อาจเก่งของเราอยู่คนเดียว ซึ่งไม่ตอบโจทย์ในวันนี้และวันข้างหน้า สิ่งที่เราควรขบคิดก็คือ เราจะนำความสามารถทางการเล่นดนตรีของเราไปเชื่อมโยงกับอะไร ขยายไปสู่อะไรได้บ้าง เพื่อที่จะทำให้ดนตรีไทยยังคงอยู่ต่อไป 

“ที่บอกว่าเราพยายามสร้างพื้นที่ ก็เพื่อเป็นการพาคนหลากหลายวงการให้มาอยู่ร่วมกัน เป็นการฝากฝังให้แต่ละคนหาแนวทางที่จะรักษาดนตรีไทยในวิถีที่เขาถนัด เขาอาจมองเห็นในทิศทางแตกต่างกันไป แต่ปลายทางคือเรายังมีเพลงไทย ยังมีดนตรีไทย อยู่ต่อไปในบริบทร่วมสมัย มูลนิธิต้องการทำเรื่องดนตรีไทยให้เป็นของทุกคน มากกว่ามุ่งรักษาเอาไว้ให้เป็นศิลปวัฒนธรรมที่อยู่บนหิ้ง แต่ไร้ลมหายใจ” ครูเอ้เสริม และผมก็รู้สึกชื่นชมกับวัตถุประสงค์และบทบาทของมูลนิธิในวันนี้

พิพิธภัณฑ์ดนตรี

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ดนตรีที่รักษาเครื่องดนตรี อุปกรณ์ดนตรี ภาพถ่ายและเอกสารสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับหลวงประดิษฐไพเราะและดนตรีไทย ผมขอให้ครูเอ้เลือกหยิบอะไรก็ได้ขึ้นมาเล่าให้พวกเราฟัง ครูเอ้เลือกไม้ระนาดกับขลุ่ย

“ไม้ระนาดนี้เรียกว่าไม้ทองแดง เพราะก้านและหัวทำจากทองแดง เป็นสมบัติตกทอดจากครูสิน พ่อของหลวงประดิษฐไพเราะ ไม้ทองแดงหนักกว่าไม้ระนาดทั่วไปที่ทำจากไม้และนวมธรรมดา ตอนที่ครูสินเริ่มสอนดนตรีให้ลูกชาย ครูสินท่านให้ใช้ไม้ทองแดงตีไล่ระนาดไปเรื่อย ๆ แล้วยังมีตะกั่วที่ทำเหมือนกำไลสวมข้อมือไว้ด้วย ทั้งหมดนี้เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างให้ข้อมือแข็งแรง เหมือนนักวิ่งที่ถ่วงทรายไว้ที่ข้อเท้า ถ้ายิ่งฝึกซ้อมด้วยไม้ทองแดงกับกำไลตะกั่วมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีกำลังข้อมาก สามารถตีระนาดได้อย่างคล่องแคล่ว ถือว่าอุปกรณ์สำคัญชิ้นนี้สร้างให้หลวงประดิษฐไพเราะเป็นนักดนตรีที่ชำนาญ และยังสะท้อนถึงความมุมานะ ตั้งมั่นฝึกฝีมือจนประสบความสำเร็จ”

ไม้ทองแดง

“ส่วนขลุ่ยนี้เป็นขลุ่ยที่หลวงประดิษฐไพเราะ ขณะนั้นยังเป็นจางวางศร ได้นำติดตัวขณะตามเสด็จสมเด็จวังบูรพาไปชวาเมื่อ พ.ศ. 2451 ซึ่งเป็นคราวที่คุณย่าบรรเลงเกิดและคุณทวดตั้งความหวังว่าจะได้ลูกชายนั่นเอง สาเหตุที่ท่านนำขลุ่ยตามเสด็จไปชวา ก็เพราะขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีขนาดเล็ก พกพาง่าย บรรเลงเพื่อสร้างความสุขเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งที่ท่านนำกลับมาจากชวาในครั้งนั้นคืออังกะลุง ซึ่งต่อมาได้นำมาลองเล่นกับเพลงไทยหลายต่อหลายเพลง จนอังกะลุงได้รับความนิยมและแทบจะเป็นดนตรีไทยไปแล้วด้วยเช่นกัน วัฒนธรรมดนตรีมีการถ่ายเทผสมผสานไปมาเสมอ” 

ขลุ่ยที่จางวางศรนำติดตัวไปด้วย

ด้านหน้าอาคารเป็นร้านอาหารครัวบรรเลงที่มีอาหารอร่อยหลากหลายเมนู และมักมีแฟนคลับขาประจำแวะเวียนมาดื่มด่ำกับมื้ออร่อย ที่มาของร้านครัวบรรเลงนั้นก็ไม่ธรรมดา

“บ้านเราเน้นเรื่องกิน (หัวเราะ) สำคัญมาก ก่อนครัวบรรเลงเราเคยทำร้านอาหารมาก่อน 2 ร้าน คือศรทองและโชติรส แล้วป้าก็เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบร้านทั้ง 3 ร้าน” อาจารย์มาลินีเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

ร้านศรทองเป็นร้านที่ตั้งอยู่ที่บ้านบาตร เกิดขึ้นประมาณ พ.ศ. 2500 และเป็นร้านอาหารไทยร้านแรกที่ทำขึ้นเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ชื่อร้านก็มาจากชื่อเดิมของหลวงประดิษฐไพเราะ

ร้านศรทองที่บ้านบาตร

“คุณแม่บรรเลงเป็นผู้ที่ชอบทำอาหารมากและมีฝีมือด้านนี้ ตอนนั้นการท่องเที่ยวในประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคเริ่มต้น มีฝรั่งต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวแล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีที่กินอาหารไทยดี ๆ เท่าไหร่ ร้านศรทองมีอาหารไทยแท้ ๆ มีการแสดงเป็นรำไทย มีดนตรีไทยบรรเลงให้ฟัง อาหารนี่ทำเป็นสำรับเลยนะคะ มีข้าวและกับ 5 อย่าง จัดเป็นโตกนำไปเสิร์ฟ แล้วเป็นร้านที่ออกแบบเหมือนว่าแขกนั่งราบบนพื้น แต่ความจริงแล้วเราเจาะช่องไว้ให้แขกห้อยขา ฝรั่งชอบมาก ๆ เหมือนนั่งล้อมวงทานข้าวในบรรยากาศแบบไทย ๆ อาหารที่คุณแม่ทำก็มีแกงลูกตาลอ่อน แกงเผ็ดและแกงเขียวหวานต่าง ๆ หมี่กรอบ ฯลฯ แกงลูกตาลอ่อนนี่เป็นเมนูเด็ดของคูณแม่เลย ป้าคิดว่าร้านศรทองเป็นร้านแรกที่มีทั้งอาหารและการแสดงในลักษณะนั้น” อาจารย์มาลินีเล่า

“คือตั้งใจทำมาก ๆ เลยนะครับ มีสูจิบัตรระบุว่าวันนี้จะเป็นการแสดงอะไร มีคำอธิบายความเป็นมา แล้วก็มีพิธีกรประกาศก่อนการแสดง พร้อมบรรยายเป็นช่วง ๆ ด้วย” ครูเอ้เสริม

พ.ศ. 2512 ทายาทตัดสินใจขายบ้านบาตร ร้านศรทองจึงปิดบริการไปด้วย ร้านโชติรสจึงถือกำเนิดขึ้นเป็นร้านที่ 2 โดยตั้งอยู่หน้าเรือนบรรเลง

บรรยากาศร้านโชติรส

“ช่วงปี พ.ศ. 2511 คุณแม่บรรเลงเกษียณอายุราชการ ก็ถามท่านว่าจะทำร้านอาหารหรือโรงเรียนอนุบาล ท่านก็ตอบว่าทำร้านอาหาร ถ้าทำโรงเรียนอนุบาลคงดูแลเด็กไม่ไหว เดี๋ยวลูกเขาเป็นอะไรไปเรารับผิดชอบไม่ได้ ส่วนชื่อโชติรสก็มาจากชื่อของคุณยายโชติ ร้านเราเป็นร้านอาหารแรกในย่านนี้ แล้วก็เป็นร้านอาหารตามสั่งเมนูไทย ๆ ที่คุณแม่เป็นผู้ดูแลเรื่องกับข้าว ท่านสนุกและมีความสุขมาก ไปจ่ายตลาดเอง ลงทำมือเอง และเราทำร้านโชติรสอยู่นานหลายปีจนมาหยุดไปใกล้ ๆ กับ พ.ศ. 2524 เมื่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ” อาจารย์มาลินีเล่า

“มาถึง พ.ศ. 2551 คือปีที่คุณย่าบรรเลงอายุครบ 100 ปี ก็เลยคิดที่จะรื้อฟื้นธุรกิจอาหารขึ้นมา แล้วพอดีกันกับที่เราสร้างอาคารบ้านสาคริกขึ้นมา ก็เลยตัดสินใจเปิดร้านครัวบรรเลงขึ้น มีเมนูเด็ดเมนูเดิมของคุณย่าอย่างหมี่กรอบ แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน ก็ยังมีอยู่ มีอีกเมนูที่ขึ้นชื่อของร้านและเป็นสูตรของคุณย่าคือหมูเผ็ด” ครูเอ้เล่า

ร้านครัวบรรเลงในวันนี้

“หมูเผ็ดนี้เป็นเมนูโปรดเลย ตอนที่ป้าได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ป้าก็ขอให้แม่ทำแล้วเอาติดตัวไปด้วย แบกใส่กระเป๋าเดินทางไปเลยนะ 2 กิโล ไปเป็นเสบียงช่วงที่ไปอยู่นู่นใหม่ ๆ แก้คิดถึงบ้าน” อาจารย์มาลินีเล่าเสริม สงสัยว่าผมสัมภาษณ์เสร็จเมื่อไหร่ ผมคงต้องลองหมูเผ็ดเสียแล้ว

เมนูอร่อยประจำร้านครัวบรรเลง

“มื้ออาหารคือการเชื่อมคน เชื่อมความคิด ไม่มีไม่ได้ (หัวเราะ) ถึงมันจะดูเชย ๆ นะ แต่ลองสังเกตสิครับว่าละครไทยแทบทุกเรื่องมีฉากที่สำคัญคือฉากกินข้าว อะไรต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นจากโต๊ะกินข้าวเสมอ หรือแม้แต่การเจรจาความสำคัญของบ้านเมืองก็เกิดจากโต๊ะอาหารเช่นกัน การมีร้านอาหารทำให้เราสามารถรักษาบรรยากาศเดิม ๆ ของเรือนบรรเลงให้คงอยู่ต่อไป เพราะมีพื้นที่ที่ครูบาอาจารย์ นักดนตรี ศิลปิน แขกเหรื่อ เพื่อนฝูง แวะมาเยี่ยมมานั่งคุยกัน พบปะสังสรรค์กันได้สนุก ไม่ต้องลุกไปไหน หลายสิ่งหลายอย่างก็เกิดจากที่นี่” ครูเอ้สรุป

เราคุยกันมาเรื่อย ๆ จนถึงคำถามสุดท้าย – ถ้าถามว่าภารกิจสำคัญในฐานะทายาทของหลวงประดิษฐไพเราะ คุณทวดโชติ และคุณย่าบรรเลงคืออะไรครับ

“การสร้างคน…. ภาพยนตร์อย่าง ระนาดเอก หรือละครเวทีอย่าง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล ไม่ได้สร้างแค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเปิดทางให้มีนักดนตรีใหม่ ๆ ที่มีฝีมือเกิดขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ถ้าไปถามนักดนตรีหลาย ๆ วัยหลาย ๆ รุ่นว่าทำไมถึงเล่นระนาด เล่นดนตรีไทย คำตอบที่ได้ยินอยู่เสมอก็คือ “ผมดูระนาดเอกครับ” หรือในรุ่นหลัง ๆ ก็ “ผมดูโหมโรงมาครับ” อย่างนักดนตรีในสำนักงานสังคีตหลาย ๆ คน ซึ่งเป็นนักดนตรีอาชีพ ก็มาจากกลุ่มผู้ดู โหมโรง มาก่อน แล้วเขาก็ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า “ผมอยากเล่นดนตรีไทยเพราะโหมโรงครับ” อันนี้คือสิ่งที่พี่ว่าสำคัญที่สุด

 “นอกจากนี้ยังทำให้ดนตรีไทยมีพื้นที่ในโลกปัจจุบัน เรานึกไม่ออกเลยว่าระนาดจะไปอยู่ที่สยามสแควร์ได้อย่างไร หรือในงานแฟชั่นโชว์ได้อย่างไร จาก ระนาดเอก และ โหมโรง ในวันนั้นมาถึงวันนี้มีโรงเรียนดนตรีไทยเกิดขึ้นมากมาย มีช่างฝีมือทำเครื่องดนตรีไทยเพิ่มขึ้น ฯลฯ ซึ่งตอนนั้นเราไม่เคยโฆษณาเลยว่าให้มาเรียนดนตรีไทยกับเราที่นี่ แต่เราปลื้มใจมากที่มีโรงเรียนดนตรีเปิดขึ้นหลายที่ และมีคนสนใจไปเรียนตามที่ต่าง ๆ พี่เชื่อว่าเราควรจะหย่อนเมล็ดพันธุ์ไว้หลาย ๆ ที่ ไม่ต้องอยู่ในกระถางเดียวกัน ถามว่าปัจจุบันมีเด็กมาเรียนดนตรีกับเราเยอะไหม ก็ไม่ได้เยอะ แต่เราเชื่อว่าเขาไปเติบโตในพื้นที่อื่น ๆ แล้วไง นั่นแปลว่าภารกิจเราสำเร็จแล้ว” ครูเอ้สรุป ผมเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของอาจารย์มาลินีเมื่อมองมาที่หลานชายคนนี้

เสียงซออู้แว่วตามลมเย็นมาอีกครั้งเมื่อการสนทนาของเราสิ้นสุดลง ผมหันหลังกลับไปมองเรือนสีเขียวใบโศกหลังงามอีกครั้ง การอนุรักษ์เรือนบรรเลงและสรรพสิ่งที่รายล้อมอยู่รอบเรือนบรรเลงนั้นสร้างคุณูปการให้กับสังคมไทยไว้มากมายจริง ๆ

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

อาจารย์มาลินี สาคริก ประธานมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ

อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก เลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ

เอกสารอ้างอิง

หนังสือ 84 ปี มาลินี สาคริก สถาปนิกศิลปบรรเลง และฉลอง 85 ปี เรือนบรรเลง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

4 กุมภาพันธ์ 2565
36 K

ร้านกาแฟแห่งนี้จะให้บริการเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อม ๆ กับสายลมเย็นระลอกสุดท้ายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ อันเป็นวันเริ่มต้นเทศกาล Bangkok Design Week 2022 และเมื่อสายลมเย็นระลอกใหม่กลับมาเยือนอีกครั้งตอนปลายปี ร้านกาแฟแห่งนี้ก็จะทิ้งไว้เพียงความทรงจำของเราทุกคน

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
คุณแววและทีมบาริสต้าแห่ง Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café 

“สำหรับแวว การได้มีโอกาสเข้ามาทำป๊อปอัพคาเฟ่ระยะสั้นในอาคารโบราณหลังนี้ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดในชีวิต แววต้องรวบรวมประสบการณ์การทำร้านกาแฟ Craftsman Roastery ที่ผ่านมาตลอด 6 ปี มาขมวดแล้วสกัดออกมาเพื่อทำให้ดีที่สุด” คุณแวว-เนตรนภา นราธัศจรรย์ ผู้ก่อตั้งร้านกล่าวสรุปง่าย ๆ แต่ได้อารมณ์

“ในวันที่เราตัดสินใจเลือกทำป๊อปอัพคาเฟ่ที่นี่ มันก็เหมือนกับการกลัดกระดุมเม็ดแรก เราไม่มีเวลาที่จะกลัดกระดุมเม็ดต่อไปผิด ดังนั้นเราต้องคิดให้ดีว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้จะสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เราต้องทำร้านกาแฟในอาคารที่เป็นโบราณสถาน โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ และยังรักษาสภาพเดิมทุกประการ ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องอยู่รอดได้ในเชิงธุรกิจด้วย” คุณแววกล่าวถึงข้อท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่

“เราหลงรักอาคารเก่า โดยเฉพาะอาคารนี้ อยากจะร่วมอนุรักษ์และสร้างความทรงจำที่ดี ประสบการณ์ครั้งนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต และจะไม่มีอีกแล้ว แววรู้สึกว่าโชคดีมาก ๆ ที่ได้ทำคาเฟ่ในสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศ” 

การเปิดร้านกาแฟชั่วคราวหรือ Pop-up Café ครั้งนี้ เป็นการหลอมรวมบุคคลหลากหลายวงการเข้ามาร่วมกันผลักดันทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น

“ด้วยสภาวะโรคระบาด เราเลยมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 5 เดือน แต่เราได้พบคนเก่งมากมาย จากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี สถาปนิกอนุรักษ์ มัณฑนากร ช่างฝีมือ เชฟ มิกโซโลจิสต์ ศิลปิน นักออกแบบแสง ฯลฯ รวมทั้งเจ้าของพื้นที่ ทุกคนคือมิตรแท้ที่มาช่วยเราทำโปรเจกต์นี้โดยไม่หวังสิ่งใด เพราะทุกคนมีความรักต่ออาคารเก่าเหมือนกัน”

แม้ระยะเวลาจะสั้น แต่คุณแววและ คุณหนุ่ม-รังสรรค์ นราธัศจรรย์ นักออกแบบภายใน Craftsman Roastery  ได้ทุ่มเทศึกษาประวัติศาสตร์ของอาคารโบราณหลังนี้อย่างละเอียด รวมทั้งถนนบำรุงเมืองทั้งสาย เพื่อนำมาตีความและสร้างสรรค์ประสบการณ์ผ่านบรรยากาศ แสงเงา เมนูขนมและเครื่องดื่ม รวมทั้งเพลงที่เปิดในร้าน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเครื่องแต่งกายและทรงผมของบาริสต้า ด้วยความตั้งใจที่มอบความทรงจำสุดพิเศษให้กับลูกค้าผู้มาเยือนทุกคน

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
คุณแววและคุณหนุ่มแห่ง Craftsman Roastery 

“Craftsman Roastery เป็นเหมือน Soft Launch ของสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ ก่อนที่เจ้าของพื้นที่จะปิดเพื่อดำเนินการบูรณะและปรับปรุงทั้งอาคารและพื้นที่อย่างเป็นทางการ โดยคาดหวังว่าในอนาคตจะเปิดเป็นโรงแรม ร้านอาหาร แกลเลอรี่ สถานที่จัดแสดงงานศิลป์ รวมทั้งคาเฟ่ ซึ่งแผนการปรับปรุงดังกล่าวจะเริ่มขึ้นปลายปีนี้เมื่อทุกอย่างลงตัว ระหว่างนี้เราจึงอาสาเข้ามาลองใช้พื้นที่ในสภาพที่เป็นอยู่ตามเดิม ปกติ Craftsman Roastery ก็เลือกเปิดร้านกาแฟในอาคารเก่าอยู่แล้ว เช่น ที่บ้านอาจารย์ฝรั่ง ที่บ้านอาจารย์ฝรั่ง (บ้านศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี) ดังนั้นการเปิดป๊อปอัพคาเฟ่ในโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจจึงตรงกับคอนเซ็ปต์ดั้งเดิม” คุณหนุ่มกล่าว

เรามาร่วมกันศึกษาประวัติอาคารและพื้นที่แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กับคุณแววและคุณหนุ่ม แล้วมาลุ้นกันว่าเธอและเขาจะตีความออกมาอย่างไร เพื่อจะให้พวกเราได้รับประสบการณ์แบบไหน 

ประสบการณ์ที่ทั้งสองมั่นใจว่าจะเป็นความทรงจำล้ำค่าตลอดไป

โรงพิมพ์ของสยามประเทศ

“อาคารหลังนี้เดิมชื่อโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ผู้ก่อตั้งคือ หลวงดำรงธรรมสาร (มี ธรรมาชีวะ) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2438 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าเป็นโรงพิมพ์ที่ดำเนินกิจการการนานที่สุดของไทย นอกจากนี้ยังเป็นโรงพิมพ์ที่ใหญ่และทันสมัยมาก เพราะมีเครื่องพิมพ์ระบบน้ำมัน มีจำนวนคนงานถึง 70 – 80 คน ทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น ช่างหล่อตัวพิมพ์ ช่างแท่น ช่างเรียง ช่างพับ ฯลฯ นอกจากโรงพิมพ์แล้วก็ยังมีร้านขายหนังสือ ห้องสมุด และสำนักงานติดต่อลูกค้าตั้งอยู่ที่ตึกแถวสองชั้น ริมถนนบำรุงเมืองด้านหน้าโรงพิมพ์” คุณแววเล่าถึงอาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เธอได้รับทราบมาจากสถาปนิกอนุรักษ์

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจรับพิมพ์หนังสือต่าง ๆ เช่น หนังสือแบบเรียน หนังสือธรรมะ รวมทั้งหนังสือทางราชการ อย่างเช่นหนังสือราชกิจจานุเบกษา ซึ่งโรงพิมพ์แห่งนี้ได้รับผิดชอบการพิมพ์เผยแพร่อยู่หลายปี ก่อนยุติลงใน พ.ศ 2504 เมื่อรัฐบาลได้จัดตั้งสำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษาขึ้นเอง

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

“ชั้นล่างเป็นโรงพิมพ์ มีแท่นพิมพ์หนังสือ เครื่องจักรและอุปกรณ์การพิมพ์ต่าง ๆ ส่วนชั้นบนจะเป็นที่อาศัยของคนงาน หลวงดำรงธรรมสารถึงแก่กรรมในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ.2460 ต่อมาหลวงศรีบัญชา (ทวน ธรรมาชีวะ – ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีบัญชา) บุตรชาย ได้เข้ามาบริหารกิจการโรงพิมพ์สืบต่อจากบิดา”

“ในช่วงที่ท่านบริหารโรงพิมพ์นั้น ได้มีการสร้างอาคารโรงพิมพ์ขึ้นเป็นอาคารที่สองในพื้นที่ ต่อมาในช่วงต้นรัชกาลที่ 9 ราว พ.ศ. 2494 ได้เกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่บริเวณเสาชิงช้า และลุกลามมายังพื้นที่โรงพิมพ์ด้วย ส่งผลให้ตึกโรงพิมพ์หลังที่สองและอาคารบางส่วนสูญสิ้นไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น รวมทั้งแท่นพิมพ์รุ่นแรกและตัวพิมพ์ตะกั่วเป็นจำนวนมาก แต่อาคารนี้ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด” คุณแววเล่าต่อ

หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ ผู้รับช่วงดูแลกิจการโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจก็คือ นายทุน ธรรมาชีวะ บุตรชายคนโต ท่านได้ปรับปรุงกิจการโรงพิมพ์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น มีแท่นพิมพ์และเครื่องจักรสมัยใหม่หลายเครื่อง และได้ก่อสร้างอาคารโรงพิมพ์หลังใหม่ด้วยอะลูมิเนียมเพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้

ปัจจุบันโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจได้ย้ายออกจากที่ตั้งดั้งเดิมและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพิมพ์ธรรมสาร เพื่อเป็นเกียรติแด่หลวงดำรงธรรมสาร ผู้บุกเบิกและก่อตั้งโรงพิมพ์เป็นคนแรก

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

เมื่อโรงพิมพ์เป็นคาเฟ่

“เมื่อย้ายกิจการโรงพิมพ์ออกไป ก็ได้มีการปล่อยพื้นที่ให้เช่าเก็บพระพุทธรูปของร้านสังฆภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ละแวกนี้ ตอนที่เราเข้ามาสำรวจพื้นที่ก็จะพบร่องรอยหลายอย่าง ถ้าสังเกตดี ๆ บนผนังเราจะยังมองเห็นร่องรอยของการใช้สีทองพ่นองค์พระพุทธรูป สีที่หลุดจากองค์พระก็ปรากฏเป็นลายบนผนัง หรือตามเสา” คุณหนุ่มชวนสังเกต

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

“ปัจจุบันพื้นที่และอาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจอยู่ในความดูแลของบริษัท รัจนาการ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งมีแผนการที่จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลาย พ.ศ. 2565 ระหว่างนี้จึงเปิดพื้นที่ให้ Craftsman Roastery เข้ามาเช่าและเปิดบริการเป็นร้านกาแฟชั่วคราวขึ้น”

ขณะนั้น Craftsman Roastery กำลังจะหมดสัญญาเช่าที่บ้านอาจารย์ฝรั่งลงพอดี ประกอบกับบ้านอาจารย์ฝรั่งมีกำหนดปิดซ่อมในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 คุณแววและคุณหนุ่มจึงเริ่มมองหาพื้นที่ทดแทน 

“ราว ๆ เดือนพฤษภาคมเราก็ได้รับข้อมูลจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งท่านเป็นลูกค้าขาประจำอยู่พอดี ท่านได้แนะนำเราว่าให้ลองมาดูที่นี่ เราก็เลยแอบมาดูกัน พอเข้ามาก็พบว่า โอ้โห ใหญ่จัง (หัวเราะ) มีสองชั้นอีกด้วย ตัวอาคารเป็นอาคารเก่าตามสภาพที่เห็นอยู่ พอขึ้นไปดูบนชั้นสองก็พบว่าพื้นอาคารโครงสร้างไม้บางจุดอยู่ในสภาพผุกร่อน แต่เราสนใจอาคารหลังนี้มาก ๆ จึงรีบแจ้งอาจารย์ไปว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะขอนัดพบเจ้าของพื้นที่นี้” คุณหนุ่มเล่าต่อ

“พอมีโอกาสได้พบกัน ทางเจ้าของก็ไปเยี่ยมเราที่คราฟส์แมนด้วย เพื่อไปดูว่าเรามีวิธีทำคาเฟ่อย่างไร เราดูแลอาคารเก่าอย่างไร ซึ่งคิดว่าวิธีการของเราคงจะตรงกับสิ่งที่ทางรัจนาการตั้งใจไว้ คือการรักษาสภาพอาคารไว้ดังเดิม เพื่อรักษามิติของเวลาที่ฝังตัวอยู่กับอาคารมาอย่างยาวนานให้คงอยู่ตลอดไป ซึ่งเป็นสิ่งที่คาเฟ่นี้ให้คุณค่าและความสำคัญมาก ๆ” 

ในที่สุด Craftsman Roastery ก็ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทำธุรกิจป๊อปอัพ คาเฟ่ ณ สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
พื้นที่ด้านล่าง 300 ตารางเมตร

อาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจมีพื้นที่ทั้งสิ้น 600 ตารางเมตร แบ่งเป็นชั้นบนและชั้นล่างอย่างละ 300 ตารางเมตรเท่ากัน

“เราตัดสินใจใช้เฉพาะพื้นที่ชั้นล่างเท่านั้น เพราะสภาพพื้นไม้ชั้นบนยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งาน เราแบ่งพื้นที่ขนาด 300 ตารางเมตรเป็น 2 ส่วน คือ คาเฟ่จะมีพื้นที่ประมาณ 100 ตารางเมตร ส่วนอีก 200 ตารางเมตรที่เหลือ เราจัดสรรเป็น Exhibition Space สำหรับแสดงงานต่าง ๆ หรือพื้นที่จัดกิจกรรมทางศิลปะ” คุณหนุ่มสรุป

สถาปัตยกรรมล้ำเลอค่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมได้เข้ามาศึกษาและวิเคราะห์อาคารบำรุงนุกูลกิจอย่างละเอียดทันที หลังจากนั้นได้สรุปลักษณะทางสถาปัตยกรรมไว้ว่า อาคารอายุ 127 ปีหลังนี้มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมผสาน (Eclectic Style) ระหว่างสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน โครงสร้างอาคารเป็นแบบผนังรับน้ำหนักผสมโครงสร้างเหล็กและไม้ หลังคาทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์รูปว่าว คาดว่าอาคารสร้างอยู่บนเสาเข็มไม้ที่ก่อขึ้นจากซุงท่อนใหญ่ ๆ ตามวิธีการก่อสร้างในสมัยนั้น

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
สถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมผสานระหว่างคลาสสิกและวิกตอเรียน

“ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าอาคารหลังนี้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยสถาปนิกชาวยุโรป แต่ใช้ช่างชาวจีนเป็นแรงงานก่อสร้าง ด้านหน้าอาคารประดับด้วยลวดลายปูนปั้นเป็นลายแบบฝรั่ง ถือเป็นงานแฮนด์เมดนะคะ เพราะปั้นด้วยมือทั้งหมด งานไม้ฉลุลายที่ใช้ประดับตกแต่งอาคารก็เป็นงานฝีมือเช่นกัน อีกสิ่งที่ควรสังเกตก็คือลายที่เกิดจากการฉาบปูนผสมสีฝุ่นเพื่อทำเลียนแบบหินอ่อน ซึ่งยังเห็นประดับอยู่ด้านหน้าอาคารจนถึงปัจจุบัน” คุณแววชวนให้ผมสังเกตลายละเอียดอันงดงามที่ประดับอยู่ด้านหน้าอาคาร

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
ลายฝรั่ง ปั้นมือโดยช่างจีน 
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
การฉาบปูนเลียนแบบลายหินอ่อนปรากฏอยู่ภายในช่องเหลี่ยม

“นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังบอกเราว่า อาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจนั้นฉาบผนังอาคารทั้งภายในและภายนอกด้วยเทคนิค ‘การขัดปูนตำผสมฝุ่นสีเหลือง’ ซึ่งถือว่ามีความพิเศษ เนื่องด้วยการฉาบลักษณะนี้มักจะพบเฉพาะอาคารที่มีฐานานุศักดิ์สูงและมีความสำคัญเท่านั้น เพราะใช้เวลานานและงบประมาณสูงกว่าวิธีอื่น ๆ”

ฉาบอาคารด้วยเทคนิคการขัดปูนตำผสมสีเหลือง

จากภายนอก คราวนี้เราลองเข้าไปชมโครงสร้างและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมภายในกันบ้าง

“ตัวอาคารชั้นล่างเป็นพื้นปูน มีผนังรับน้ำหนักหนา ใช้อิฐก้อนใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือเสากลมเหล็กหล่อและคานเหล็กรูปเป็นตัวไอ (I) ซึ่งนำเข้ามาจากบริษัท Dorman Long & Co. เมือง Middleborough ประเทศอังกฤษ สำหรับใช้เพื่อรับน้ำหนักพื้นชั้นบนของอาคาร ซึ่งโครงสร้างเหล็กเช่นนี้แสดงถึงความทันสมัย” คุณหนุ่มชวนผมชม

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
เสากลมเหล็กหล่อและคานเหล็กจากบริษัท Dorman Long & Co. ประเทศอังกฤษ
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
บันไดไม้ทอดขึ้นสู่ชั้นบน สังเกตผนังรับน้ำหนักหนา ใช้อิฐก้อนใหญ่

“ส่วนอาคารชั้นบน การจัดสรรพื้นที่เป็นลักษณะเดียวกับชั้นล่าง แต่พื้นเป็นพื้นไม้ เสาและคานก็เป็นไม้ ไม่ใช่เหล็กหล่อ เพียงแต่ผลิตเสาไม้ให้มีรูปลักษณ์เลียนแบบเสาเหล็กหล่อชั้นล่าง และตั้งอยู่ตรงจุดเดียวกัน เพื่อถ่ายน้ำหนักอาคารจากบนลงล่าง สิ่งที่น่าสนใจคือฝ้าเพดานจะตีซ้อนเกล็ดตามสมัยนิยม ความพิเศษของอาคารนี้คือรอบ ๆ ฝ้าเพดาน จะมีการใส่ตะแกรงระบายอากาศ (Ventilation Grill) ซึ่งทำจากไม้ฉลุเป็นลายงดงาม ตะแกรงระบายอากาศจะช่วยระบายความร้อนจากหลังคาให้กระจายลงมาและออกผ่านหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อยู่สบาย ไม่ร้อน” 

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
เพดานตีซ้อนเกล็ด เสาและคานเป็นไม้แต่ทำเลียนแบบเสาเหล็กหล่อด้านล่าง
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
อีกมุมหนึ่งของอาคารชั้นบน
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
ตะแกรงระบายอากาศ (Ventilation Grill) ทำจากไม้ฉลุลายงดงาม 

ด้วยคุณค่าและความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมทั้งหมดที่กล่าวมา กรมศิลปากรจึงประกาศขึ้นทะเบียนตึกโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2542

“สิ่งที่ตามมากับโอกาสครั้งนี้ก็คือความรับผิดชอบที่จะต้องดูและรักษาโบราณสถานแห่งนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งหลักการของเรามี 3 ข้อ นั่นคือ Preserve หมายถึงการรักษาอาคารให้คงสภาพเดิมมากที่สุด Protect คือการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียใด ๆ และ Stabilize คือการสร้างความมั่นคงแข็งแรง เช่น ช่วยพยุงโครงสร้างเดิมเพื่อให้รองรับการใช้งานตามวัตถุประสงค์ใหม่ได้ จะเป็นวิธีค้ำหรือยันหรืออะไรก็ตามที่ช่วยทำให้อาคารแข็งแรงมั่นคงขึ้น แบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการ เราจะไม่เจาะหรือสร้างร่องรอยถาวรใด ๆ โดยเด็ดขาด แววขอใช้คำว่าเราทะนุถนอมอาคารนี้มาก ๆ” คุณแววกล่าวถึงความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับโอกาส

คุณหนุ่มและคุณแววพาผมไปศึกษาวิธีการถนอมอาคารตามจุดต่าง ๆ อันเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ

“ความที่เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนคาเฟ่และส่วนจัดแสดง เราเลยต้องมีการกั้นพื้นที่แยกจากกัน เพราะส่วนที่เป็นคาเฟ่จะเป็นบริเวณที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จำเป็นต้องกั้นกระจก ซึ่งการกั้นกระจกนั้น ปกติต้องใส่กรอบไม้หรือกรอบอะลูมิเนียม และต้องยึดกรอบเหล่านี้กับพื้นและเพดาน พื้นปูนนี่เราไม่ค่อยกังวล เพราะอยู่ในสภาพที่เจ้าของพื้นที่ตั้งใจจะรื้อและบูรณะอยู่แล้วในอนาคต ดังนั้นเราจึงได้รับอนุญาตให้เจาะยึดกับพื้นปูนได้ แต่ที่กังวลคือตงไม้บนเพดาน ซึ่งเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่อยู่คู่อาคารหลังนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเจาะ เราจึงใช้วิธีหนีบ (Clamp) เสาเหล็กเข้ากับตงไม้แทน ซึ่งตัวหนีบมีลักษณะคล้ายตัวซี (C) จึงเรียกว่าซีแคลมป์ (C Clamp) และยังมีแผ่นยางรองไว้อีกชั้นเพื่อซับแรงหนีบหรือแรงกด ป้องกันไม่ให้ตัวหนีบสัมผัสกับพื้นผิวไม้โดยตรง เพราะมีแผ่นยางช่วยซับไว้อีกชั้น (Buffer) และในวันที่เรารื้อออก เราก็จะไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้กับสถานที่นี้เลย”

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือส่วนคาเฟ่และส่วนจัดแสดงงานศิลปะ
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
C Clamp ใช้การหนีบเสาเหล็กเข้ากับตงไม้แทนการเจาะ และมีแผ่นรองไว้อีกชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวหนีบสัมผัสกับพื้นผิวไม้โดยตรง

“สำหรับการตกแต่งอื่น ๆ อย่างโคมไฟ ไฟราว (Track Light) เราก็ใช้ซีแคลมป์ในการยึดกับอาคาร สายไฟที่ต้องเดินใหม่ เราก็ใช้วิธีการโยงสายไฟผ่านซีแคลมป์ทั้งหมด ซึ่งช่างจะทำงานยากขึ้น ใช้เวลาเยอะขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เรายินดีที่จะทำ” คุณหนุ่มกับคุณแววช่วยกันอธิบาย

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

“สิ่งที่จะดูแปลกปลอมสุดในอาคารนี้น่าจะเป็นบาร์กาแฟ แต่เราต้องใช้จริง ๆ ไม่เช่นนั้นเราก็ทำกาแฟไม่ได้ (หัวเราะ) แต่บาร์กาแฟของเราจะใช้อย่างระมัดระวังที่สุด คือมีแต่เครื่องทำกาแฟและมีเตาอบสำหรับอุ่นร้อนเบเกอรี่เท่านั้น อุปกรณ์อย่างแก๊สหุงต้มที่ใช้ความร้อนสูง เราจะไม่นำเข้ามาในอาคารโดยเด็ดขาด ในกรณีที่มีผู้มาเช่าพื้นที่สำหรับจัดงานฟังก์ชันอื่น ๆ และต้องการจะประกอบอาหารด้วยความร้อนสูง เราจะทำที่อาคารอื่น แล้วจึงนำเข้ามาเสิร์ฟในนี้ ซึ่งเราเตรียมอาคารสำรองไว้สำหรับกรณีเช่นนี้เรียบร้อยแล้ว อาคารดังกล่าวจะเป็นสถานที่เก็บวัตถุดิบสำหรับนำไปปรุงเป็นค็อกเทลหรือม็อกเทล เช่น เก็บผลไม้สด ผักสด น้ำเชื่อม น้ำแข็ง หรือเหล้าต่าง ๆ เราจะเก็บในอาคารอื่น เพื่อให้อาคารโรงพิมพ์รับภาระน้อยที่สุด” 

เป็นอย่างไรครับ ผมว่าคุณแววและคุณหนุ่มวางมาตรฐานการถนอมอาคารนี้ไว้รัดกุมจริง ๆ

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

ตีความอดีต เพื่อสร้างประสบการณ์คาเฟ่-บาร์ในวันนี้

เมื่อทั้งสองค้นหาวิธีอนุรักษ์อาคารสำเร็จแล้ว โจทย์ต่อมาก็คือป๊อปอัพคาเฟ่แห่งนี้ จะมอบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนอย่างไร

“เราศึกษาอดีตของย่านนี้ค่ะ คือถนนบำรุงมืองทั้งสาย แล้วเราก็พบว่าถนนสายนี้เป็นถนนสายช้อปปิ้ง (หัวเราะ) มีห้างฝรั่งเกิดขึ้นเป็นห้างแรก ๆ ของเมืองไทย ความเจริญในรูปแบบวัฒนธรรมตะวันตกมีอิทธิพลต่อผู้คนที่อาศัยอยู่รอบบริเวณนี้ แล้วในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ได้เริ่มมีการส่งนักเรียนไปเรียนต่อที่ยุโรปมาก โดยเฉพาะอังกฤษ จึงมีสังคมนักเรียนนอกเกิดขึ้น อย่างบุตรชายของหลวงดำรงธรรมสาร คือพระยาศรีบัญชา ท่านก็เป็นนักเรียนอังกฤษ ท่านก็มีไลฟ์สไตล์แบบตะวันตก เช่น ท่านชอบดื่มกาแฟดำ ทานไข่ดาวไส้กรอกและขนมปังทาเนยเป็นอาหารเช้า ซึ่งสังคมคนกรุงเทพฯ ในย่านนี้จึงเป็นลักษณะผสมผสานไทยปนฝรั่งที่มีความเก๋อยู่ในตัว” คุณแววเล่าอย่างสนุก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเจริญกรุงขึ้น เพื่อความสะดวกในการแล่นรถม้าของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย นับเป็นถนนสายแรกที่ก่อสร้างแบบตะวันตก ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปรับปรุงถนนเสาชิงช้า ซึ่งเป็นถนนเก่าแก่มาแต่ครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โดยพระราชทานพระราชทรัพย์จ้างชาวจีนมาสร้างเป็นถนนสมัยใหม่ สองฟากถนนได้สร้างอาคารแบบตะวันตกขึ้น โดยทรงส่งนายช่างชาวไทยไปศึกษาดูแบบการก่อสร้างจากสิงคโปร์และปัตตาเวีย (ปัจจุบันคือกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย) พระราชทานนามถนนสายนี้ว่าถนนบำรุงเมือง

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หนังสือราชกิจจานุเบกษาปีที่ 4 ฉบับปี พ.ศ 2420 ได้บันทึกความเอาไว้ว่า

“…นายแบดแมน เช่าพื้นที่ทำห้างแบดแมน เพื่อขายสินค้านานาชนิด ห้างแขกเปอร์เซีย ขายสินค้าจากต่างประเทศ ห้างเอส.ทิสแมน ขายนาฬิกา อำแดงทรัพย์ขายหมากพลูและบุหรี่ จีนหงีทำบ่อนเบี้ย จีนฮวดหลีตั้งโรงจำนำ จีนยิดขายเหล้าและหมี่ จีนหนูขายผ้า…” 

อ่านข้อความที่ปรากฏนี้แล้วผมถึงกับรำพึงออกมาว่า โอย… ช้อปกันสนั่นถนนเลย

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน
ถนนบำรุงเมืองในอดีต 
ภาพ : www.nextsteptv.com/khongdee

“คือเรารู้สึกว่าย่านนี้เป็นย่านทันสมัย เป็นย่านนักเรียนนอก มีความเป็นฝรั่งผสมไทย แล้วอาคารนี้ก็เป็นโรงพิมพ์มาก่อน เป็นแหล่งผลิตหนังสือ มีร้านหนังสือและห้องสมุด นับว่าเป็นแหล่งพัฒนาความรู้ของคน ช่วยหล่อหลอมให้คนกลายเป็นมนุษย์และเป็นสุภาพชน ผมนึกถึงคำว่า Grooming กับ Gentlemanliness คือมีความสำอางแล้วก็เป็นสุภาพบุรุษ” คุณหนุ่มเริ่มเห็นภาพอะไรบางอย่าง แล้วคุณแววล่ะ

“พอดีแววได้มีโอกาสดูซีรีส์ใน Netflix เรื่อง Peaky Blinders ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 1900 ขณะนั้นในไทยก็จะประมาณช่วง พ.ศ. 2443 สมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ซีรีส์เรื่องนี้ที่สะท้อนภาพมาเฟียในเมืองเบอร์มิงกัม (Birmingham) ดูแล้วแววรู้สึกชอบมาก ๆ คือมาเฟียในเรื่องทุกคนมีความ Grooming และมีความเป็น Gentlemanliness คือมาเฟียยุคนั้นตัดผมเนี้ยบ แต่งตัวเท่นะคะ แต่ก็มีความซ่าแบบมาเฟีย (หัวเราะ) คือมันมีความสนุกขึ้นอีกมิติ ภาพที่เห็นในซีรีส์เรื่องนี้ตรงกับภาพในจินตนาการของเรา สิ่งนี้จึงเป็นการจุดประกายให้แววอยากสร้างคาเฟ่ผสมบาร์ มีเสิร์ฟทั้งกาแฟ ทั้งเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์อย่างค็อกเทล แล้วก็มีม็อกเทลด้วย ถ้าให้แววสรุปว่าประสบการณ์ของที่นี่เป็นอย่างไร แววขอสรุปว่าเป็น Grooming Mafia ค่ะ (หัวเราะ)” คุณแววหัวเราะร่วนในขณะที่ผมกำลังสรรหาคำแปลของ Grooming Mafia เป็นภาษาไทยจนคิ้วแทบจะขมวดเข้าหากัน 

“มาเฟียสำอางดีไหมคะ” ข้อเสนอของคุณแววทำให้ผมขำก๊ากออกมา แต่ผมคิดว่าคำคำนี้ไม่เลวเลย

“แววคิดว่าคนเราก็มีทั้ง Bright Side และ Dark Side ไม่มีใครเจนเทิลเมนเนี้ยบตลอดเวลา ก็ต้องมีดื่มมีฮากันบ้าง ต่อให้เป็นนักเรียนอังกฤษจ๋าแค่ไหนก็เถอะ เราต้องการปรุงรสทั้งยุคเก่าและยุคใหม่เข้ากันอย่างกลมกล่อม มีเนี้ยบแล้วก็มีซนด้วย เราไม่อยากให้แขกเข้ามาแล้วเหมือนหลุดมิติมาสู่อดีตจนกลับไปไม่ถูก หรือมาแล้วรู้สึกเกร็ง จนทำตัวไม่ถูก ตึกอาจจะเก่า แต่เราก็เปิดเพลงฮิปฮอปได้ ซึ่งประสบการณ์ทั้งหมดไม่ได้มาจากอาคารและบรรยากาศเท่านั้น ต้องมาจากการดูแลและปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าของบาริสต้าด้วย ซึ่งเราจำเป็นต้องใส่ใจประเด็นนี้” 

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

หากมาที่นี่อย่าลืมสังเกตเครื่องแบบของทีมบาริสต้านะครับ คุณแววลงมือคัดสรรด้วยตัวเองให้ออกมาเป็นแนวมาเฟียสำอางได้อย่างใจ “แม้แต่ผม แววก็พาน้อง ๆ ไปตัดที่ร้านแบบบาร์เบอร์เองนะคะ เลือกร้านเลือกทรงผมให้ทุกคน”

ป๊อปอัพพคาเฟ่แห่งนี้คือความผสมผสานของตะวันตกและไทย มีทั้งความเนี้ยบและความสนุกที่ทั้งสองเชื่อว่าทุกคนจะชอบ

กาแฟและเบเกอรี่ก็มีทีเด็ด

เมื่อตอนคิดเรื่องเมนูขนมสำหรับลูกค้านั้น คุณแววตั้งต้นจากความเข้าใจเรื่องขนมในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 เสียก่อน

“แววเริ่มจากการศึกษาเกี่ยวกับคาเฟ่ยุคแรก ๆ ซึ่งก็มักจะเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักเรียนนอก ซึ่งเคยสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้จากยุโรป เพราะตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีคาเฟ่ ร้านกาแฟร้านแรกก็คือร้านกาแฟนรสิงห์ ที่สร้างขึ้นช่วงปลายรัชกาลที่ 6 แต่เดิมตั้งอยู่ภายในรั้วสนามเสือป่า ซึ่งเป็นร้านยอดนิยมของบรรดาพ่อค้า ชาวต่างชาติ ผู้รับราชการเสือป่ารักษาพระองค์ แล้วก็นักเรียนนอก ในสมัยนั้นก็มีบริการอาหารคาวหวาน ซึ่งส่งตรงมาจากครัวบ้านนรสิงห์ของเจ้าพระยารามราฆพ แล้วก็มีขนมไว้บริการ เป็นขนมแบบตะวันตกด้วยนะคะ”

เธอเริ่มตั้งคำถามว่ามีใครเป็น ‘ต้นแบบ’ ขนมฝรั่งที่แพร่หลายในยุคนั้น และมีการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างไร

“มีพี่ที่น่ารักคนหนึ่งกรุณาแนะนำตำราขนมเล่มหนึ่งของหม่อมเจ้าสิบพันพารเสนอ โสณกุล แววอ่านแล้วชอบมาก ปิ๊งเลย ท่านหญิงสิบพันทรงมีพระชนมายุอยู่ในช่วงนั้นด้วย ที่แววว่าน่าสนใจคือสูตรขนมนั้นเป็นสูตรฝรั่งแต่นำมาปรับปรุงหรือพัฒนาอย่างไทย ก็เลยศึกษาตำราขนมของพระองค์ท่านอย่างจริงจัง คัดเมนูที่เรารู้สึกชอบ นำมาปรึกษากับเชฟ คือเชฟเช้า-คุณต่อจันทน์ แคทริน บุณยสิงห์ แล้วก็สไตลิสต์คือคุณหนูนา-มัทนา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เพื่อลองช่วยกันแกะสูตร ตีความ และหาวิธีการนำเสนอ”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

 “ตอนที่อ่านนี่แววมีความสุขมาก ศัพท์แสงที่ใช้ในหนังสือน่ารักมาก (หัวเราะ) อย่างเช่น คำว่ามันฮ่อ เราก็พยายามคิดว่ามันอะไร พออ่านไปเรื่อย ๆ อ๋อ… มันฮ่อคือวอลนัทค่ะ (หัวเราะ) หรืออย่างพาย (Pie) ท่านก็ทรงเขียนว่าปาย ปายมันฮ่อก็คือวอลนัทพาย (หัวเราะ)” 

“แล้วอย่างที่แววบอกว่าเป็นขนมฝรั่งที่พัฒนาอย่างไทย ก็เพราะว่าขนมฝรั่งสมัยนั้นวัตถุดิบบางอย่างมีราคาสูง ต้องนำเข้าเท่านั้น ซึ่งทำให้ท่านพยายามหาวิตถุดิบทดแทน เช่น ปายแอปเปิ้ล ซึ่งต้องใช้แอปเปิ้ลเขียว ท่านก็ทรงใช้มะม่วงดิบฝานแทน เพราะมีรสชาติอมเปรี้ยวใกล้เคียงกัน หรืออย่างเค้ก ก็จะไม่ใช่เค้กที่ฟูมาก ๆ เพราะผงฟูไม่ใช่วัตถุดิบที่แพร่หลายขณะนั้น อุปกรณ์ก็ยังไม่ครบครัน เค้กสมัยนั้นก็จะมีลักษณะเป็นแบบสปอนจ์เค้ก (Sponge Cake) ที่เนื้อจะแน่น ๆ ไม่เบาโปร่งแบบสมัยนี้ นอกจากนี้จะมีการใช้เครื่องเทศในขนมเยอะมาก เรียกว่าเป็นจุดเด่นเลยค่ะ คือทุกสูตรจะมีพวกซินนามอน โป๊ยกั๊ก กานพลู ลูกจันทน์เทศอยู่เสมอ (หัวเราะ) สำหรับแวว นี่ก็คือมาเฟียสำอาง ฝรั่งจ๋ามาเจอการตีความและพัฒนาแบบไทย ๆ มันคือความเนี้ยบบ้าง สนุกและซ่าบ้าง ที่ถ่ายทอดจากคอนเซ็ปต์ร้านสู่ขนมด้วย”

ในที่สุดคุณแวว เชฟเช้า และคุณหนูนาก็ได้ทดลองทำตามตำรา และนำมาปรับรสชาติให้ร่วมสมัยมากขึ้น พร้อมกับคัดเลือกเมนูเบเกอรี่มา 7 เมนูที่มั่นใจว่าจะสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ที่สำคัญก็คือเป็นเมนูที่สามารถปรุงได้ในอาคารครัว ซึ่งมีอุปกรณ์และพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ยังพลิกแพลงเพื่อสร้างสรรค์ร่วมกับผลไม้ตามฤดูกาลได้ โดยยังคงคอนเซ็ปต์ขนมฝรั่งที่ปรับปรุงแบบไทย ๆ ตามสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 

เรามาลองฟังเมนูแนะนำเรียกน้ำย่อยกันสักชิ้นสองชิ้นดีกว่า

Devil Cake with Dark Rum Sauce คำว่า Devil Cake นั้นเป็นคำที่เรียกตามหม่อมเจ้าสิบพันพารเสนอ เนื้อเค้กช็อกโกแล็ตแบบสปอนจ์เนื้อแน่น ๆ แช่เย็นทานยิ่งอร่อย หรือจะอุ่นร้อนสักหน่อยก็จะนุ่มเบาชวนเคลิ้ม เสริมด้วยดาร์กรัมซอสสูตรเฉพาะที่นำดาร์กช็อกโกแลตคุณภาพดี มาเคี่ยวกับผลไม้อย่างเชอร์รี่พร้อมสมุนไพรนานาชนิดให้หอมกรุ่น ก่อนตบด้วยรัม เวลาทานก็จะวูบ ๆ ร้อน ๆ ได้กลิ่นรัมขึ้นจมูกหอม ๆ แอบมีอารมณ์กรึ่ม ๆ อยู่ในบาร์

“แววว่าเค้กเมนูนี้มีความเป็นเค้กของผู้ใหญ่เท่ ๆ ไม่ใช่เค้กหวาน ๆ แบบเด็ก ๆ (หัวเราะ) ถ้าให้เปรียบเทียบอารมณ์ก็คงเหมือนการทานพวกช็อกโกแลตที่ใส่ลิเคอร์หรือรัมไว้ข้างใน ซึ่งมันจะให้อารมณ์ที่ต่างจากการทานช็อกโกแลตนม (หัวเราะ)”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

Banana Turnover หรือ เค้กกล้วยหน้าคว่ำ ที่ตอนทำก็คว่ำกล้วยลงด้านล่างเพื่อให้คลุกเคล้ากับคาราเมล เวลาอบออกมาซอสคาราเมลจะเคลือบอย่างทั่วถึง ดึงกลิ่นน้ำตาลไหม้จาง ๆ น่าซาบซ่านอร่อยลิ้น แถมยังเข้ากันได้ดีกับเค้กเนื้อแน่นที่หอมกลิ่นเนยเตะจมูก

“กลิ่นและรสสัมผัสหลักของเค้กเมนูนี้คือ เค้กที่ Buttery และกล้วยเป็นชิ้น ๆ ที่ Caramelized ค่ะ”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

Walnut Pie หรือปายมันฮ่อ มันฮ่อชิ้นอวบดาหน้ามาเต็มทุกอณู พร้อมกลิ่นเครื่องเทศละมุน กระตุ้นให้อยากเคี้ยว

“ชอบชื่อนี้ปายมันฮ่อ มาจากหนังสือของท่านหญิงสิบพัน เลยอยากให้ทุกคนได้ลองเพื่อเป็นความทรงจำต่อร้านของเรา”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“ส่วนเมนูกาแฟนั้น เราไม่ได้สร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ ขึ้นมาเพราะเราเล่นความแฟนซีไปกับขนมเยอะแล้ว แววเลยอยากให้เมนูกาแฟที่คลาสสิก ซึ่งทุกคนชื่นชอบและคุ้นเคยดี ให้กาแฟเป็นแบบ Everyday Drink มากกว่า”

แต่เมื่อให้เลือกเมนูกาแฟที่เธออยากแนะนำ เธอจึงเลือกมา 2 ตัว คือ 

Mocha Yuzu กาแฟคุณภาพผสมช็อกโกแลตระดับ Artisan ที่เจือรสชาติของมอลต์และเฮเซลนัท นำมาผสมน้ำส้มยูสุ ก่อนท็อปอัพด้วยผิวส้มยูสุและน้ำตาลไหม้ที่ทำให้ใคร ๆ ก็สดชื่น 

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

Spiced Thai Latte ลาเต้แบบไทย ๆ ที่อวลไปด้วยกลิ่นอายของเครื่องเทศ ผสมน้ำเชื่อมสูตรเด็ดที่หมักกับอบเชย และมีกลิ่นโป๊ยกั๊กอ่อน ๆ หอมรัญจวนใจไทยปนเทศ

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

ค็อกเทล ม็อกเทล มีเซอร์ไพรส์

เมนูค็อกเทลเสริมความเป็นบาร์ให้กับคาเฟ่ ซึ่งคุณแววได้ชวน คุณกานต์-กานต์ เลียงศรีสุข ครีเอทีฟ มิกโซโลจิสต์ จากร้าน Dag Bkk มาร่วมสร้างสรรค์และสร้างเซอร์ไพรส์

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน
คุณกานต์ ครีเอทีฟ มิกโซโลจิสต์ จากร้าน Dag Bkk

“เรามีค็อกเทล 6 เมนู และแปลงเป็นม็อกเทลได้ 4 เมนู ดื่มแล้วสดชื่น ที่ผมเลือกนำเสนอในวันนี้คือ Sabini ซึ่งนำฝรั่งสดไปสกัดเย็น (Cold Pressed) ผสมด้วยน้ำผึ้งที่นำไปแช่กับผิวเลม่อนและมะนาวนานหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้ได้กลิ่นหอมและเกิดรสที่ต้องการ ถ้าเป็นค็อกเทลเราก็เติมจินลงไปครับ” คุณกานต์เล่า

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“ส่วนค็อกเทลที่ผมแนะนำ อันนี้เป็นเมนูเซอร์ไพรส์จากบาร์ของเรา นั่นคือ Coffee Milk Punch Cocktail ที่ผมได้แรงบันดาลใจมาจากค็อกเทลในยุค 70 และ 80 การทำค็อกเทลสไตล์มิลค์พันช์ คือการนำนมมาผสมเครื่องเทศแล้วอุ่นให้ร้อน พร้อมควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 60 – 70 องศาเซลเซียส ก่อนนำมาใส่กาแฟที่คั่วพิเศษของ Craftsman Roastery กับเหล้าตระกูลสปิริต ทิ้งไว้สักระยะจนส่วนผสมแยกชั้นเหมือนชีส จากนั้นนำไปกรองด้วยฟิลเตอร์ เพื่อสกัดไขมันออกให้หมด เราจะได้ส่วนผสมที่ใสมาก ๆ ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า Clarify คือทำให้ใส เวลาทานจะมีรสสัมผัสของทั้งกาแฟ เหล้า และทิ้งรสนมไว้ที่ลำคอ ค็อกเทลตัวนี้ตั้งใจใช้กาแฟเพราะเราเป็นคาเฟ่” คุณกานต์อธิบายจนผมเคลิ้มไปหมด เมื่อลองชิมแล้วยิ่งเคลิ้มหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

พร้อมเปิดตัวในงาน Bangkok Design Week

  และแล้วความพยายามและความทุ่มเททั้งหมดตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมาก็ถึงวาระสำคัญ นั่นคือการเปิดตัว Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้พร้อม ๆ กับเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2565 หรือ Bangkok Design Week 2022

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“เราตั้งใจว่าจะเปิดตัวในงาน Bangkok Design Week ซึ่งจัดขึ้นพอดีกับที่คาเฟ่เสร็จสมบูรณ์ ผมได้เคยร่วมงานกับ Design & Object Association หรือ D&O และ D&O เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่เข้ามาร่วมงาน Bangkok Design Week ในปีก่อน ๆ ทางเราเลยชวนเขามาจัดแสดงงานที่นี่ ซึ่งทางสมาชิกของกลุ่มก็ตอบรับด้วยความยินดีมาก ๆ” คุณหนุ่มกล่าว

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“โจทย์ที่ D&O กำหนดขึ้นคือ Future Paradise ซึ่งแนวคิดมาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อเรากำลังเผชิญอยู่กับโรคระบาดและสภาวะเศรษฐกิจถดถอย D&O อยากชวนดีไซเนอร์ให้ร่วมกันคิดว่างานดีไซน์นั้นจะไปต่ออย่างไร ไม่ต้องมองไปไกล เอาแค่ในอีก 5 ปี หรือ 10 ปี ข้างหน้า ดังนั้นคำว่า Future จึงไม่ได้หมายถึงการมองไกลไปยังโลกอนาคต แต่ระยะ 5 ปี 10 ปี จะมีอะไรที่สร้างอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของเราบ้าง และงานดีไซน์ควรเป็นอย่างไร ซึ่งดีไซเนอร์ของแต่ละแบรนด์ก็จะไปตีความ และนำผลงานมาแสดงกันที่นี่” คุณหนุ่มเล่าจนผมอยากดูเสียแล้ว

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

งาน Bangkok Design Week จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 – 13 กุมภาพันธ์ ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่งานจะขยายพื้นที่มายังถนนบำรุงเมือง รวมทั้งย่านใกล้เคียงอย่างมหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) และห้างนิวเวิลด์ (บางลำพู) ด้วย

“ส่วนทางคาเฟ่ของเราจะนำหนังสือที่เคยตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจจำนวนหนึ่ง ซึ่งคัดมาจากหอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำมาจัดแสดง รวมทั้งภาพถ่ายของโรงพิมพ์ในอดีตที่สืบค้นมาได้ พร้อมกับภาพถ่ายโรงพิมพ์ที่เพิ่งถ่ายใหม่โดยกลุ่มสังเคราะห์แสง ทั้งหมดเป็นนิทรรศการที่เราตั้งใจนำเสนอเพื่อให้ผู้ที่มาชมงานได้ร่วมภาคภูมิใจกับโรงพิมพ์แห่งแรกของสยาม และเราตั้งใจว่าจะมีนิทรรศการชุดใหม่ ๆ เผยแพร่ออกมาเรื่อย ๆ ในอนาคต”

นอกจากนิทรรศการแล้ว คุณหนุ่มยังบอกข่าวดีว่าจะมีการนำเสนอ Lighting Design โดยทีม FOS Lighting Design Studio ซึ่งได้เข้ามาศึกษาประวัติและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมของอาคารแห่งนี้ เพื่อนำกลับไปตีความและสร้างเป็นผลงาน Lighting Design สำหรับอาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจโดยเฉพาะ 

“ทางดีไซเนอร์ตีโจทย์ว่าอาคารนี้มีลายละเอียดที่งดงาม ไม่ว่าลายฉลุ ลายปูนปั้น หรือร่องรอยบนผนังของอาคารที่แสดงมิติเวลาแห่งอดีต จึงต้องการสื่อออกมาให้เราได้ชมกันทั้งภายนอกและภายในอาคาร ผมก็ขอเชิญชวนทุกท่านมาชมด้วยกันนะครับ” คุณหนุ่มทิ้งท้าย

สำหรับผม Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café เป็นดั่งพรหมลิขิตที่บันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าคาเฟ่แห่งนี้จะเปิดบริการแค่เพียงไม่กี่เดือน แต่ผมเชื่อมั่นว่าเราจะได้รับสุนทรียครบทุกประสาทสัมผัส ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง ได้ชื่นชมสถาปัตยกรรมอันงดงามที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ

“เราโชคดีมาก ๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากทุก ๆ คนในทุก ๆ ด้าน ที่ช่วยทำให้ป๊อปอัพคาเฟ่แห่งนี้เป็นจริง เราจะใช้โอกาสและความช่วยเหลือที่ได้รับจากรัจนาการ พร็อพเพอร์ตี้ ในครั้งนี้ สร้างประสบการณ์ที่จะเป็นความทรงจำของทุกคนตลอดไป” คุณแววกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ตอนนี้ผมพร้อมจะไปสัมผัสประสบการณ์มาเฟียสำอางเต็มรูปแบบแล้วครับ

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

คุณแวว-เนตรนภา นราธัศจรรย์ ผู้ก่อตั้งคราฟส์แมน โรสเตอรี่

คุณหนุ่ม-รังสรรค์ นราธัศจรรย์ นักออกแบบภายใน คราฟส์แมน โรสเตอรี่

คุณกานต์-กานต์ เลียงศรีสุข Creative and Mixologist ของ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

ข้อมูลเชิงประวัติพื้นที่ สถาปัตยกรรม และโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม

คุณวทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ บริษัทกุฎาคาร จำกัด

ภาพโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจในอดีต และหลวงดำรงธรรมสาร จากหนังสือ ตำนานห้างร้านสยาม โดย อเนก นาวิกมูล

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load